fbpx
© thaipropertymentor.com - 2021. All rights reserved.

ก้าวออกจากบ้านหลังเก่า LPN มาหาความท้าทายกับบ้านหลังใหม่ที่ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จรัญ เกษร คือหนึ่งในคีย์แมนที่ทำให้ "ชุมชนน่าอยู่" คือจุดแข็งและจุดขายสำคัญของ LPN และเขาจะเอามาขยายผลกับโครงการของอนันดาในฐานะกรรมการผู้จัดการ Strategy Property Management ทุกวันนี้การแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยของผู้ประกอบการรายใหญ่มีความได้เปรียบเสียเปรียบที่ไม่ต่างกันนัก ไม่ว่าจะเป็น ทำเล ดีไซน์ หรือราคา ทุกอย่างสามารถสู้ได้ไม่แพ้กัน แต่การที่จะทำให้ลูกค้าอยู่ได้อย่างมีความสุขเป็นอะไรที่แข่งกันได้ยาก ถือเป็นการสร้างความพึงพอใจในระดับสูงสุดเลยก็ว่าได้ นั่นคือโจทย์ที่สำคัญของบริษัทอสังหาฯ และต้องการมืออาชีพที่เข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งเข้ามาผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จรัญ กล่าวว่า อนันดาอยู่ในธุรกิจอสังหาฯมาถึง 20 ปี จะต้องมามองในเรื่องมิติเชิงคุณภาพชีวิต มิติทางสังคม ซึ่งในปัจจุบัน เราจะเริ่มเห็นไลฟ์สไตล์ของคนที่เปลี่ยนไปในการเลือกโครงการ อันดับต้นๆ ยังคงมองเรื่องทำเล (Location) ถัดมาจะเป็นการออกแบบ (Design) และเรื่องของราคา (Price) ซึ่งในส่วนของอนันดามีครบ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตคนเมือง แต่ด้วยการแข่งขันในวันนี้ ไม่ใช่แค่เพียงพัฒนาที่อยู่อาศัยให้มีดีไซน์ที่สวยงามเท่านั้น แต่ต้องนำประสบการณ์หลังการอยู่อาศัยมาพัฒนาสินค้าตั้งแต่กระบวนการออกแบบ เพื่อสร้างสังคมที่มีความสุขให้แก่ผู้อยู่อาศัยด้วย ดังนั้นสิ่งที่บริษัทพยายามทำให้ทุกคนรับรู้และร่วมใจเพื่อนำไปสู่การเป็นสังคมน่าอยู่ที่เป็นรูปธรรมคือการสร้างวัฒนธรรมของการร่วมใจ ห่วงใย

จะกี่ยุคกี่สมัยผู้หญิงก็ยังยืนหนึ่งอยู่บนโลกใบนี้เสมอ หรือใครจะเถียงลองมาดูตัวเลขชุดนี้กัน BLT Bangkok ได้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อจะบอกว่า ผู้หญิงไทยยุคใหม่เป็นใหญ่ทั้งด้านธุรกิจและมีอำนาจในการตัดสินใจซื้ออยู่ในมือ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ประชากรของประเทศไทย เป็น เพศหญิง 33.4 ล้านคน และเพศชาย 32.1 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 51:49 ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเป็นคนใน Gen Y อายุเฉลี่ย 24 ปี 60% อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล และอีก 40% อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด ตัวเลขจาก Greenfield Online for Arnold’s Women’s Insight Team ระบุว่า ผู้หญิงมีกำลังซื้อสูงถึง 85% ของค่าใช้จ่ายในครัวเรือนทั้งหมด ซึ่งหากแบ่งเป็นประเภทสินค้าจะพบว่า ทุกประเภทสินค้าผู้หญิงมีอำนาจในการตัดสินใจสูงมาก  อย่างเช่น สินค้าประเภทเวชภัณฑ์ผู้หญิงมีอำนาจในการตัดสินใจซื้อ 93% อาหาร 93% เช่นกัน

ดูเหมือนว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในขาของการพัฒนาที่อยู่อาศัยจะไม่ใช่เป้าหมายการเติบโตของสิงห์ เอสเตทในห้วงเวลานี้ ด้วยสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจทำให้สิงห์ต้องเตะเบรกชะลอการลงทุน นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ก็ยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจและภาวะตลาดที่ชะลอตัวทำให้ สิงห์ เอสเตท ต้องเลื่อนการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีที่ซอยรางน้ำ(ที่คาดว่าจะเป็นแบรนด์ใหม่ชื่อว่า Estro) ออกไปเปิดในปีหน้าจากแผนเดิมที่จะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ ทำให้ในปีนี้ สิงห์ เอสเตท ไม่มีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่เลยแม้แต่โครงการเดียว “ส่วนแผนการลงทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยในปีหน้า ขณะนี้ก็กำลังดูที่ดินอยู่ 2-3 แปลง แต่ก็ยังไม่ถูกใจ ประกอบกับภาวะตลาดยังไม่ค่อยดีก็เลยยังไม่ตัดสินใจซื้อ” นายนริศกล่าว ขณะเดียวกัน โครงการสันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส ที่เปิดตัวได้อย่างครึกโครม และเป็นทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์เมื่อปีที่แล้ว เพราะเป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับอัลตรา ลักชัวรี ที่มีราคาขายเริ่มต้นที่ 245 ล้านบาท ยอดขายก็ยังไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ โดยนายนริศ กล่าวว่า โครงการสันติบุรี เดอะ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ธนาคารรัฐที่มีภารกิจสำคัญคือการทำให้คนไทยมีบ้าน ด้วยการสนับสนุนทางการเงินให้ผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางสามารถมีบ้านเป็นของตนเอง (homeownership) ได้ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายยิ่งขึ้น [caption id="attachment_5881" align="alignleft" width="251"] ฉัตรชัย[/caption] ในปีนี้ธอส.ได้ดำเนินกิจการมาครบ 66 ปีเต็ม และกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 67 ถือว่ามีประสบการณ์ในธุรกิจมาอย่างโชกโชน และในโอกาสดีๆ แบบนี้ ฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส.ก็มีข่าวดีมาฝากทั้งคนฝากและคนกู้เงิน ธอส.มีแผนจะออกพันธบัตรวงเงินรวมกันทั้งสิ้น 100,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางไว้ซื้อบ้าน โดยสลากออมทรัพย์ ธอส. รุ่นที่ 1 ชุดวิมานเมฆ ได้ถูกจับจองไปแล้ว 27,000 หน่วยๆ ละ 1 ล้านบาท จะได้เงินมาทั้งสิ้น 27,000 ล้านบาท "เงินทั้งหมดที่ได้รับจะนำมาการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อยในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ซึ่งธอส.สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรกได้ต่ำถึง 2.77% และคงที่ 6 เดือนแรกจะอยู่ที่

ส่อแวว เลื่อนใช้ราคาประเมินใหม่เก็บภาษีที่ดิน หลังกฎหมายการประเมินราคาฯมีผลบังคับใช้กระชั้นชิดมีสิทธิ์ตั้งกรรมการประกาศราคาไม่ทัน นายเอกลักษณ์ เฉลิมชีพ นักประเมินราคาทรัพย์สินชำนาญการ สำนักประเมินราคาทรัพย์สิน กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง กล่าวในงานเสวนากรุงเทพฯจัตุรทิศ เรื่อง โลกเปลี่ยน กฎ-กติกาเปลี่ยน อสังหาฯรุกรับให้ทัน จัดโดย prop2morrow ว่า กฎหมายฉบับใหม่ที่จะนำมาใช้ควบคู่กับพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไปคือ พ.ร.บ.การประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 และจะมีผลบังคับใช้วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 (180 วัน หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา)  เมื่อพ.ร.บ.ประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐมีผลบังคับใช้แล้ว คณะกรรมการกําหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายที่ดินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะหมดหน้าที่ลงในเวลาอีกประมาณ 1 เดือนก่อนที่จะประกาศราคาประเมินทุนทรัพย์ฉบับใหม่ในวันที่ 1 มกราคม 2563 เมื่อคณะกรรมการหมดหน้าที่ไปก่อนจึงไม่มีอำนาจในการประกาศราคาประเมินทุนทรัพย์ฉบับใหม่ได้ แม้ตามกฎหมายใหม่จะโอนอำนาจให้คณะกรรมการในระดับจังหวัดเป็นผู้ประกาศราคาประเมิน แต่ก็ต้องมีการจัดตั้งกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาทั้งหมด

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค คาดครึ่งปีหลังมีรายได้เข้ากระเป๋าอีก 15,000 ล้านบาท จากการโอนบ้าน-คอนโด และการขายที่ดิน-เงินลงทุน ดันรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 25,000 ล้านบาท  นางสาวศิริรัตน์ วงศ์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการเงิน บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562  บริษัทจะทำรายได้เติบโตต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก โดยคาดว่าจะทำรายได้รวมอีก 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรกที่มีรายได้รวม 10,000 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้ปีนี้จะอยู่ที่ 25,000 ล้านบาท “รายได้ในครึ่งปีหลังนี้ นอกจากจะมาจากผลการดำเนินงานที่ดีแล้ว ยังจะมาจากการขายที่ดินและเงินลงทุน อีกด้วย โดยบริษัทจะมีการรับรู้รายได้ทั้งจากโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ เป็นรายได้จากโครงการแนวราบ 6,000 ล้านบาท รายได้จากโครงการคอนโดมิเนียม 6,000 ล้านบาท ซึ่งรวมคอนโดมิเนียมในประเทศญี่ปุ่น  “ยู คิโรโระ” ที่ได้รับการตอบรับที่ดี

3 บริษัทรายใหญ่จาก 3 ธุรกิจของไทย ได้แก่ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันสร้างมิติใหม่โดยการสนับสนุนงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เพื่อปูทางไปสู่การพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ผ่านการพัฒนาศักยภาพของบริษัทเอกชนด้วยงายประมาณตั้งต้นกว่า 100 ล้านบาท พร้อมกับต่อยอดความร่วมมือโดยการสนับสนุนเงินทุนจัดตั้ง The Stanford Thailand Research Consortium ภายใต้การดูแลและดำเนินการของศูนย์พัฒนา และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน (SEAC) Consortium จะคัดเลือกสมาชิกที่ตระหนักถึงประเด็นและปัญหาด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ต้องการการจัดการ โดยนำงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเข้าไปช่วยแก้ไข ขณะเดียวกันสมาชิกจะได้รับการจัดสรรให้เข้าร่วมการจัดการปัญหาในระดับที่เหมาะสม มีระยะเวลาการเข้ารวม 5 ปี โดยเป้าประสงค์สำคัญ 4 ประการ

เทรนด์ของการ Upcycle กำลังถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง ตามกระแสของการอนุรักษณ์สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นวาระแห่งโลกที่ทุกคนต้องช่วยกันคนละไม้ละมือ Upcycle คือแนวทางหนึ่งที่ทุกๆ คน สามารถทำได้ Upcycle มาจากคำว่า upgrade  รวมกับคำว่า Recycling หมายถึงการนำเศษวัสดุเหลือใช้ที่จะกลายเป็นขยะ กลับมาทำเป็นของใช้ หรืออะไรสักอย่าง โดยการออกแบบ ตกแต่งเพิ่มความสวยงาม และใส่ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เข้าไป ให้นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง ในรูปแบบที่เหมือนเดิมหรืออาจจะเปลี่ยนไปจากเดิม ในเรื่องที่อยู่อาศัย เราก็เห็นการ Upcycle กันอยู่บ่อยๆ อาจจะทำมาก่อนคำๆ นี้ จะถูกพูดถึงกันในเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเสียอีก โดยเฉพาะกับคนที่ชื่นชอบการตกแต่งบ้าน หรือปรับปรุงบ้านโดยใช้วัสดุเหลือใช้ หรือของเก่าๆ มาดัดแปลงให้เกิดประโยชน์ โดยไม่ต้องทิ้งมันออกไป วันนี้เลยอยากพาไปชมบ้าน และห้องพักในเครือข่ายของ Airbnb และกระแสของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีส่วนต่อการตัดสินใจใช้บริการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ Airbnb พบว่า มีนักเดินทางสนใจจองบ้านพักในรูปแบบ "รักษ์โลก" มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาถึง 141%* ขณะที่เจ้าของที่พักก็หันมาทำที่พักสีเขียวกันมากขึ้น โดยปัจจุบัน Airbnb ,uบ้านพักแบบยั่งยืนกว่า 364,000

ฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย รายงานภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมรอบสถานีบีทีเอสอ่อนนุช ในครึ่งแรกปี 2562 โดยระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสถานีบีทีเอสอ่อนนุชเป็นอีกหนึ่งสถานีที่ผู้ประกอบการคอนโดมิเนียมให้ความสนใจและเข้าไปพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมเป็นจำนวนมาก โดยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมามีคอนโดมิเนียมเปิดขายในพื้นที่นี้แล้วกว่า 13,785 ยูนิต จากความนิยมของการใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น รวมทั้งผู้ประกอบการต้องการเปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมในราคาที่ไม่แพงในพื้นที่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้ามากนัก พื้นที่รอบๆ สถานีรถไฟฟ้าที่ในอดีตยังเป็นสถานีปลายทางอย่างสถานีอ่อนนุชจึงเป็นที่สนใจของผู้ประกอบการโครงการคอนโดมิเนียม เพราะราคาที่ดินยังไม่แพงเกินไปสำหรับการพัฒนาคอนโดมิเนียมในราคาขายที่ต่ำกว่า 130,000 บาทต่อตารางเมตร ผู้ประกอบการเริ่มเปิดโครงการมากขึ้นในปี 2551 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายมากกว่า 1,288 ยูนิต ทั้งในพื้นที่ติดถนนสุขุมวิทรอบๆ สถานีอ่อนนุช และพื้นที่ในซอยแยกต่างๆ รอบสถานี จากนั้นก็มีโครงการเปิดขายต่อเนื่องมาตลอด เพราะเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายจากสถานีอ่อนนุชไปสถานีแบริ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มศักยภาพ จนกระทั่งปี 2556 ที่คอนโดมิเนียมในพื้นที่นี้มีจำนวนค่อนข้างมาก และยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ราคาต่ำกว่าให้เลือก เช่น ในพื้นที่ตามแนวเส้นทางส่วนต่อขยายที่เพิ่งเปิดให้บริการ ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มชะลอการเปิดขายโครงการใหม่ในพื้นที่นี้ออกไปก่อน ปัจจุบันอุปทานคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขายในพื้นที่นี้ประมาณ 4,239 ยูนิต ซึ่งขายไปได้แล้วประมาณ 2,832 ยูนิต หรือคิดเป็น 66.8% ของจำนวนยูนิตที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด