fbpx

หมวดหมู่: อสังหาฯประเด็นร้อน

Warapong Pankaew20 เมษายน 2021
Untitled-design-1.png

1min113

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกแล้วระลอกเล่า แม้ว่าตลาดโดยรวมทั้ง บ้าน-คอนโด จะได้รับผลกระทบ แต่ก็ยังมีโอกาสที่ซ่อนเร้นอยู่

สายงานสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์ว่า แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่ในทางกลับกัน โควิด-19 เป็นตัวกระตุ้นให้ลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัย (real demand) ตัดสินใจซื้อและโอนกรรมสิทธิ์เร็วขึ้น เนื่องจากความกังวลว่าเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติสินเชื่ออาจถูกปรับให้รัดกุมยิ่งกว่าเดิม

ประกอบกับ มีบ้านสร้างเสร็จพร้อมโอนในตลาดเป็นจำนวนมากใช้โปรโมชั่นหลากหลายรูปแบบ เพื่อเร่งระบายสินค้า จึงเป็นโอกาสของผู้ซื้อที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริงและได้รับผลกระทบน้อยที่จะเลือกซื้อบ้านคุณภาพดีในราคาถูก

ปัจจัยดังกล่าวได้ทำให้ยอดโอนกรรมสิทธิ์บ้านใหม่ (นิติบุคคล) ในปี 2563 ปิดที่ 126,380 หน่วย เพิ่มขึ้น 5,060 หน่วยจากปี 2562 (เพิ่มขึ้น 4%) สวนทางกับตลาดบ้านมือสอง (บุคคล) ที่มียอดโอนกรรมสิทธิ์ลดลง 8,484 หน่วย (ลดลง 11%) ซึ่งที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์สูงสุดยังคงเป็นคอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ และบ้านเดี่ยวตามลำดับ โดยในกลุ่มบ้านเดี่ยวนั้นมีอัตราการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มสูงขึ้นมาก (เพิ่มขึ้น 11.4%) ในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบของโควิด-19 ระลอก 2 ซึ่งแม้ว่าผู้ประกอบการเริ่มที่จะปรับตัวเปลี่ยนรูปแบบช่องทางการขายใหม่ และมีการเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 กลุ่มแรกในเดือนมีนาคม แต่คาดการณ์ยอดการโอนกรรมสิทธิ์บ้านใหม่ปี 2564 น่าจะเริ่มชะลอตัวลงโดยปิดที่ประมาณ 124,000 หน่วย

โครงการเปิดใหม่เพิ่มขึ้นจากบ้านแนวราบ
ในปี 2563 ภาพรวมของการเปิดโครงการใหม่ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยผู้ประกอบการได้ชะลอการเปิดโครงการใหม่ออกไป และเลือกเปิดโครงการเฉพาะบาง segment สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่คาดว่ายังมีกำลังซื้อและได้รับผลกระทบไม่มากจากสถานการณ์ โควิด-19 ทำให้จำนวนยูนิตเปิดขายใหม่ของปี 2563 อยู่ที่ 72,752 ยูนิต ลดลง 38,492 ยูนิต (-34%) จากปี 2562 ซึ่งลดลงต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี โดยที่คอนโดมิเนียมมีจำนวนยูนิตเปิดตัวใหม่ลดลงมากถึง 60% ขณะที่โครงการบ้านแนวราบลดลงเพียง 2%

สำหรับการเปิดโครงการของกลุ่มแนวราบที่น่าสนใจคือ ทาวน์เฮ้าส์ในระดับราคาไม่เกิน 4 ล้านบาท โดยที่ทาวน์เฮ้าส์ระดับราคา 3-4 ล้านบาท เป็นกลุ่มสินค้าที่เข้ามาใหม่ในตลาดมากที่สุด เพราะเป็น real demand ที่มีความต้องการสูง รองลงมา คือกลุ่มคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มระดับราคา 1.5-2.5 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนยูนิตเข้ามาใหม่ในสัดส่วนที่สูง ส่วนกลุ่มบ้านเดี่ยวที่เปิดใหม่อยู่ในระดับราคา 5-10 ล้านบาท

สายงานสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ประเมินว่า ผลกระทบโควิด-19 รอบที่ 2 มีผลทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้ารุกหนักเต็มที่ โดยการเปิดโครงการใหม่ของปี 2564 มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นกว่าปี 2563 แต่จำนวนยูนิตเปิดขายใหม่จะยังไม่ไปแตะระดับ 100,000 หน่วยเหมือนช่วงสถานการณ์ปกติ

ทั้งนี้คาดการณ์ว่าจำนวนยูนิตเปิดใหม่ปี 2564 จะอยู่ในช่วง 85,000-87,000 ยูนิต และจำนวนยูนิตเปิดใหม่ของโครงการบ้านแนวราบคาดว่าจะมีอัตราเปิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

คอนโดยอดขายลด 47% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี
สำหรับยอดขายที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลปี 2563 ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายรวมทุกประเภทอยู่ที่ 65,279 ยูนิต ลดลงมากถึง 35% จากปี 2562 ขณะที่อัตราการขายได้เปรียบเทียบกับจำนวนยูนิตเสนอขายทั้งหมด (อุปทานคงค้างรวม) เท่ากับ 22% (ค่าเฉลี่ยอัตราการขาย 3 ปีที่ผ่านมาเท่ากับ 34.7%)

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ที่ท้าทายจากผลกระทบของโควิด-19 ยังมีมุมบวกคือจำนวนอุปทานรวม (supply) มีแนวโน้มที่จะปรับสมดุลของตลาดตามความต้องการของลูกค้า จากกลุ่มเก็งกำไรและนักลงทุนการที่ลดความร้อนแรงลง โดยจำนวนอุปทานรวม (supply) ในปี 2563 ปรับลดลงมาที่ระดับ 291,739 ยูนิต ซึ่งลดลง 8.5% จากจำนวน 318,743 ยูนิต ในปี 2562

การที่ตลาดคอนโดมิเนียมมียอดขายปรับลดลงอย่างมาก เนื่องมาจากลูกค้ากลุ่มเก็งกำไรและนักลงทุนทั้งคนไทยและต่างชาติชะลอการซื้อและยกเลิกการซื้อขายเดิม หรือแม้กระทั่งการยกเลิกการขายทั้งอาคารสำหรับบางโครงการ ในภาพรวมทุก segment ของคอนโดมิเนียมมียอดขายรวมปี 2563 เท่ากับ 28,947 ยูนิต ลดลงถึง 47% จากปี 2562 ซึ่งเป็นยอดขายคอนโดมิเนียมที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี

ในขณะที่อุปทานรวมของคอนโดมิเนียมก็ปรับลดลงมาที่ระดับ 119,788 ยูนิต อัตราการขายได้เปรียบเทียบกับอุปทานรวมลดลงเหลือ 24% นับเป็นปีที่ตลาดคอนโดมิเนียมเกิดปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อนคือ เป็นปีที่คอนโดมิเนียมในทุกระดับราคาลดกระหน่ำ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมที่สร้างแล้วเสร็จ ทั้งส่วนลดเงินสดสูงถึง 20% โปรโมชั่นอยู่ฟรี 2-3 ปี ตามระดับราคา เพื่อเร่งระบายสต็อคที่สร้างเสร็จ นอกจากนี้ กลุ่มนักลงทุนตัวจริง (ที่ยังมีกำลังซื้อ) เริ่มชะลอการตัดสินใจ เพื่อรอเลือกซื้อคอนโดมิเนียมที่ปรับลดราคาต่ำกว่าช่วงเปิดโครงการ

สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมปี 2564 สายงานสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ประเมินว่า การขายจะยังคงชะลอตัว ผู้ประกอบการไม่เร่งเปิดโครงการใหม่ และจะมีการเปิดโครงการใหม่ในบางทำเลที่มีอุปทานคงค้างในตลาดเหลือไม่มาก หรือเป็นพื้นที่แนวรถไฟฟ้าเส้นใหม่ที่ยังมีอุปสงค์อยู่แต่ยังไม่มีโครงการในพื้นที่มากนัก

โดยกลุ่มตลาดคอนโดมิเนียมที่ต้องเฝ้าระวังยังเป็นกลุ่มคอนโดระดับราคาสูง โครงการขนาดใหญที่ต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนามากกว่า 5 ปี กลุ่มคอนโดมิเนียมที่เน้นขายนักลงทุนและกลุ่มที่ขายลูกค้าต่างชาติ ส่วนกลุ่มตลาดโดมิเนียมที่น่าสนใจคือ กลุ่มระดับราคา 2-3 ล้านบาท ที่น่าจะยังมียอดขายไปได้ดี คาดการณ์ยอดขายคอนโดมิเนียมปี 2564 น่าจะยังชะลอตัวอยู่ในช่วง 30,000-32,000 ยูนิต

ทาวน์เฮ้าส์มาแรง แต่การแข่งขันสูงขึ้น
ด้านภาพรวมการขายของที่อยู่อาศัยแนวราบในปี 2563 ทาวน์เฮ้าส์ยังคงเป็นกลุ่มที่มีจำนวนยอดขายรวมสูงสุดที่ 20,557 ยูนิต ซึ่งมีการปรับตัวลดลงตามสถานการณ์โควิด-19 เช่นกัน โดยยอดขายรวมปรับตัวลดลง 28% จากปี 2562 ส่วนบ้านเดี่ยวมียอดขายรวมในปี 2563 เท่ากับ 10,690 ยูนิต ปรับตัวลดลง 3% จากปี 2562

แนวโน้มอุปทานเปิดใหม่ของทาวน์เฮ้าส์ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 มีอุปทานคงค้างทั้งหมด 75,053 ยูนิต จำนวนยูนิตของทาวน์เฮ้าส์เปิดใหม่ในปี 2564 มีโอกาสที่จะเพิ่มมากขึ้นกว่าปี 2563 แต่อย่างไรก็ตาม การขายของทาวน์เฮ้าส์ในปี 2564คาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากทาวน์เฮ้าส์จะเป็นสินค้าหลักที่มาทดแทนตลาดคอนโดมิเนียม ในโซนของส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าในโซนรอบนอกมากขึ้น

ในปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการหลายรายลดการพัฒนาคอนโดมิเนียมลงและเปลี่ยนมาพัฒนาโครงการแนวราบโดยเฉพาะทาวน์เฮ้าส์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่อยู่ในรัศมีของการเข้าถึงรถไฟฟ้าใหม่ส่วนต่อขยายได้ยังมีความต้องการของผู้ซื้อสูง ทดแทนการซื้อบ้านเดี่ยวที่ขยับราคาสูงขึ้นมากในระดับราคามากกว่า 7-10 ล้านบาท รวมทั้งกลุ่มลูกค้าที่ไม่ต้องการที่จะอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมซึ่งมีข้อจำกัดของขนาดพื้นที่ที่เล็กลงมากไม่สอดคล้องกับระดับราคาที่สูงขึ้น

ในด้านระดับราคาขายของทาวน์เฮ้าส์ก็มีการปรับตัวของระดับราคาขายที่สูงขึ้น โดยกลุ่มทาวน์เฮ้าส์ในพื้นที่ใกล้เมืองระดับราคา 3-4 ล้านบาทเป็นกลุ่มที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการ ซึ่งการแข่งขันใน segment นี้ มีการแข่งขันสูงขึ้น ในบางทำเลเริ่มมีสัญญาณ over supply จากการที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ลงมาเล่นในตลาดนี้

นอกจากนี้ คาดว่ากลุ่มระดับราคาที่น่าจะมีการแข่งขันกันมากคือ ทาวน์เฮ้าส์ในระดับราคา 2-3 ล้านบาท โดยคาดการณ์ว่า ยอดขายรวมของทาวน์เฮ้าส์ในปี 2564 จะอยู่ที่ระดับ 26,000++ ยูนิต ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณการขายได้ในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19ผลกระทบโควิด-19 ยังไม่จบ แต่โอกาสยังมี
การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ในปีที่ผ่านมาปรับลดลงอย่างชัดเจน แต่อีกทางหนึ่ง ก็เป็นตัวกระตุ้นยอดการโอนกรรมสิทธิ์ได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริงที่ได้รับผลกระทบน้อย ซึ่งมองเห็นโอกาสที่จะเลือกซื้อบ้านในราคาที่ต่ำลง

โดยเฉพาะสินค้าประเภทคอนโดมิเนียมซึ่งเป็นปีที่มีการลดกระหน่ำในทุกระดับราคา โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดสร้างเสร็จ จัดโปรโมชั่นทั้งส่วนลด อยู่ฟรี 2-3 ปี เพื่อเร่งระบายสต๊อก และกลุ่มนักลงทุนคอนโดมิเนียม ที่เริ่มชะลอการซื้อเพื่อรอสินค้าลดราคาต่ำกว่าเปิดโครงการ

โดยสรุป สายงานสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ประเมินว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2564 การขายยังคงชะลอตัว ผู้ประกอบการจะยังไม่เร่งเปิดโครงการใหม่ เน้นการพัฒนาโครงการแนวราบราคา 3-5 ล้านบาท ทั้งรูปแบบทาวเฮ้าส์ บ้านแฝด และบ้านเดี่ยว (ระดับราคาขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง) สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อและคนทำงานที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริง และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ไม่มาก

นอกจากนี้ ตลาดบ้านเดี่ยวระดับราคา 7-10 ล้านบาท ยังขายได้ดีในบางทำเล และมีโอกาสเพิ่มขึ้นในบางโซนที่พื้นที่มีศักยภาพในการพัฒนาสูงขึ้นจากผังเมืองกรุงเทพฯที่ปรับใหม่

การพัฒนาของโครงการบ้านแนวราบทั้งทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยวในปี 2563-2564 มีหลายพื้นที่ที่น่าสนใจและมีโอกาสในการพัฒนาสูง จากปัจจัยเรื่องของแนวถนนตัดใหม่ที่ดำเนินการแล้วเสร็จ (ถนนตัดใหม่ศรีนครินทร์-ร่มเกล้า) ทางด่วนพิเศษส่วนต่อขยาย การขยายตัวของเมืองและสิ่งอำนวยความสะดวกขนาดใหญ่ที่รองรับในพื้นที่ รวมถึงโอกาสจากผังเมืองกรุงเทพฯ ที่จะประกาศใช้ในอนาคต

พื้นที่ที่น่าสนใจสำหรับการพัฒนาโครงการแนวราบ เช่น โซนรามอินทรา หทัยราษฎร์ โซนศรีนครินทร์-กรุงเทพกรีฑา โซนบางนา-วงแหวนตะวันออก โซนเพชรเกษม โซนราชพฤกษ์ โซนประชาอุทิศ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการควรต้องศึกษาคู่แข่งและจำนวนอุปทานส่วนเพิ่ม (ในอนาคต) ในแต่ละพื้นที่อีกครั้งก่อนที่จะตัดสินใจพัฒนาโครงการ


Warapong Pankaew19 เมษายน 2021
IMG_1034-1280x864.jpg

1min90

อนันดา เตรียมรุกหนักตลาดต่างประเทศ ล่าสุดผนึกไทยเวย์พร็อพเพอร์ตีเตรียมส่งคอนโดไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 เจาะตลาดจีนหลังเปิดประเทศ มั่นใจนักลงทุนแดนมังกร ยังต้องการซื้อคอนโดระดับลักชัวรี่

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า ภาพรวมตลาดลักชัวรี่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมายังคงเป็นที่ต้องการอย่างมากจากทั้งลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองและนักลงทุน แม้สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาพรวมตลาดอสังหาฯทั่วโลก ทำให้ยอดขายของผู้ประกอบการอสังหาฯ ทุกรายปรับลดลงบ้าง สำหรับอนันดาฯ ผลประกอบการปี 2563 ตลาดรวมมีตัวเลขยอดเปิดโครงการใหม่ลดลง -63% แต่เมื่อดูในรายละเอียดกลับพบว่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดลดลงเพียง -10% แสดงให้เห็นว่าดีมานด์ซื้อคอนโดฯ พร้อมอยู่ยังมีต่อเนื่อง โดยที่บริษัทมียอดโอนในปี 2563 สูงถึง 18,340 ล้านบาท

สิ่งที่น่าสนใจคือเป็นยอดโอนที่มาจากลูกค้าต่างชาติถึง 21% โดยสัดส่วนไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 ทำให้บริษัทยังเชื่อมั่นว่ากลุ่มลูกค้าความมั่งคั่งสูง (High net worth individual) ยังมีความต้องการซื้ออสังหาฯระดับพรีเมี่ยมที่มีราคาขายสมเหตุสมผลกับคุณภาพของโครงการ

โดยคนกลุ่มนี้จะมีความพิถีพิถันและใช้เวลาตัดสินใจค่อนข้างนาน และส่วนใหญ่จะตัดสินใจง่ายขึ้นหากเป็นโครงการพร้อมอยู่ที่ได้เห็นของจริง ซึ่งทางบริษัทมีสต็อกคอนโดพร้อมโอนในมือกว่า 35 โครงการ ทำให้มั่นใจว่าหากมีการเปิดประเทศ ยอดขายจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เตรียมลงทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า หนึ่งในคอนโดพร้อมอยู่ที่จะนำไปทำตลาดในต่างประเทศ ได้แก่ ไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 ซึ่งเป็นโครงการคอนโดระดับพรีเมียมสูง 47 ชั้น ภายใต้แบรนด์ Ideo Q Serie ที่มีจุดเด่นในด้านทำเลใจกลางสุขุมวิท เดินทางสะดวกสบายทั้งรถไฟฟ้า และรถยนต์ส่วนตัว อีกทั้งยังรายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนนานาชาติ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมถึงแหล่งไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในย่านสุขุมวิท ทองหล่อ และเอกมัย ซึ่งโลเคชั่นของโครงการอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าทองหล่อเพียง 450 เมตร

อนันดา

ไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 ได้รับการออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์ในคอนเซ็ปต์ “Black Bionic” ตัวอาคารมีความโค้งมนเพื่อให้ดูนุ่มนวลไม่แข็งทื่อ แต่แฝงไปด้วยความเท่ขรึมภายใต้สีดำเงาพร้อมกับพื้นที่ส่วนกลางที่อนันดาฯ ตั้งใจสร้างสรรค์เพื่อมอบความสงบส่วนตัวใจกลางเมือง ไม่ว่าจะเป็นส่วน Sky Onsen เห็นวิวเมือง 180 องศาผ่านกระจกตลอดแนว สระว่ายน้ำที่มีทั้งส่วนกลางแจ้งและในร่ม Virtual Fitness ห้องออกกำลังกาย และห้องโยคะ

นอกจากนี้ยังมีห้อง Social Club ที่กว้างขวางสามารถรองรับการทำกิจกรรมได้หลายรูปแบบทั้ง Workshop พร้อม Balcony และยังมีมุม Sky Bar ชมวิวเมืองได้เต็มตาในวันพักผ่อน ในส่วนของห้อง Co-Working Space และ Creative Lounge สำหรับการทำงานหรือประชุมถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้พักอาศัย ทั้งด้านทำเล ดีไซน์ และพื้นที่ส่วนกลางที่จัดเต็มตามมาตรฐานของอนันดา

ในอนาคตบริษัทยังมีแผนที่จะนำโครงการอื่นๆ ที่มีจุดเด่นและศักยภาพนำเสนอให้กับนักลงทุนชาวต่างชาติอีกด้วย คาดว่าเมื่อหลายๆ ประเทศเริ่มคลายล็อคดาวน์เปิดประเทศได้ จะทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างมหาศาล

ด้านนางเจสสิกา เฉ๋า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเวย์พร็อพเพอร์ตี จำกัด กล่าวเสริมว่า ไทยเวย์พร็อพเพอร์ตีเป็นบริษัทตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดจีนและฮ่องกง จากประสบการณ์มากกว่า 15 ปี บริษัทจึงมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งในประเทศจีนที่สามารถเข้าถึงนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาโอกาสในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมในประเทศไทย

การร่วมมือกับอนันดาในครั้งนี้ เราเล็งเห็นถึงศักยภาพของโครงการ “ไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36” (IDEO Q Sukhumvit 36) ที่สามารถตอบโจทย์ผู้ซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์ในไทย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการอยู่อาศัย การลงทุนเพื่อซื้อต่อหรือให้เช่า ด้วยทำเลติดรถไฟฟ้าใจกลางเมือง ใกล้ห้างสรรพสินค้า สิ่งอำนวยความสะดวก และสถานที่ต่างๆ ที่ตอบทุกโจทย์ของไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ประกอบกับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ดีเวลลอปเปอร์ต้องเตรียมความพร้อมรับกลุ่มลูกค้าตลาดจีน (Mainland และฮ่องกง) รองรับการเปิดประเทศที่จะมาถึงในเร็วๆ นี้ ซึ่งตลาดจีน (รวมฮ่องกง, มาเก๊า) จำนวนประมาณ 1.2 ล้านคน เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติของรัฐบาล รวมถึงมาตรการผ่อนปรนวัคซีนพาสปอร์ต (Vaccine Passport) แทนการกักกัน (Quarantine) จาก 14 วัน ลดเหลือ 7 วัน ที่คาดว่าจะเริ่มในช่วงเดือนเมษายน 2564 นั้น

โดยกลุ่มตลาดจีน (Mainland และฮ่องกง) ถือเป็นประเทศแรกๆ ที่รับมือกับสถานการณ์โควิดและเริ่มมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเริ่มโปรโมทให้กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้

“สำหรับอนันดาฯ คาดว่าทิศทางเศรษฐกิจจะดีขึ้นในช่วงกลางปี 2564 จะเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความท้าทายที่เราต้องเตรียมความพร้อมรับมือ หากเรายังเชื่อมั่นว่าโมเดลธุรกิจของบริษัทผสานกับการร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจลูกค้าต่างชาติเป็นอย่างดีจะสามารถเชื่อมโยงความต้องการของนักลงทุนต่างชาติกับโครงการคุณภาพของบริษัท โดยโครงการของเราคัดสรรทุกองค์ประกอบมาเป็นอย่างดีเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของการอยู่อาศัย ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้พร้อมต่อการพัฒนาในทุก ๆ ด้านอย่างไร้ขีดจำกัด” นายประเสริฐกล่าวทิ้งท้าย

ก่อนหน้านี้ อนันดา ได้ร่วมกับบริษัท ชินยู เรียล เอสเตส จำกัด นำโครงการ “แอชตัน อโศก” ลักชัวรี่คอนโดมิเนียมทำเลแยกอโศก-สุขุมวิท เพื่อขยายฐานลูกค้าต่างชาติ จับกลุ่มตลาดญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ รองรับกำลังซื้อจากต่างชาติที่กำลังกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งเช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม
-คอนโดต่างชาติยอดโอนลด 35% จีนซื้อมากสุด ราคา 2-5 ล.ยังแรง

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew10 เมษายน 2021
-ปก-.png

1min92

ดัชนีความเชื่อมั่นอสังหาฯ ไตรมาส 1 ทรงตัว แต่ยังต่ำกว่าค่ากลางต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 8 ขณะที่ผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความมั่นใจมากขึ้นจากผลประกอบการและยอดขายที่ดีขึ้น แต่ยังลดการจ้างงาน เพื่อคุมต้นทุน

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานดัชนีดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล พบว่า ค่าดัชนียังคงต่ำกว่าค่ากลางต่อเนื่อง 8 ไตรมาส โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังมีต่อเนื่อง ขณะที่ภาพรวมไตรมาส 1 ปี 2564 ผลประกอบการโดยรวมดีขึ้น ยอดขายดีขึ้น แต่ลดการจ้างงานเพื่อควบคุมต้นทุนการประกอบการ คาดการณ์อีก 6 เดือนข้างหน้ามั่นใจยอดขายและผลประกอบการ เดินหน้าเปิดโครงการใหม่เพิ่ม แต่ยังคงลดต้นทุนการดำเนินงาน

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า จากการรายงานผลการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในภาวะปัจจุบัน (Current Situation Index) พบว่า ไตรมาส 1 ปี 2564 มีค่าดัชนีเท่ากับ 46.3 โดยยังมีค่าดัชนีทรงตัวเท่ากับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และยังต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 ติดต่อกันถึง 8 ไตรมาส ซึ่งเป็นผลกระทบที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2562 จากการประกาศใช้มาตรการ LTV ในเดือนเมษายน 2562 ทำให้ผู้ประกอบการมีความกังวลต่อธุรกิจการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างเห็นได้ชัด

ประกอบกับในไตรมาส 1 ปี 2564 สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดยังมีการแพร่ระบาดต่อเนื่องไปในบางพื้นที่ อีกทั้งผลกระทบจากเศรษฐกิจไทยที่เพิ่งเริ่มมีการฟื้นตัวอย่างช้าๆ จึงทำให้ผู้ประกอบการยังมีความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยต่ำกว่าค่ากลางที่ 50.0

เมื่อจำแนกกลุ่มผู้ประกอบการตามประเภทบริษัทพบว่า ความเชื่อมั่นในภาวะปัจจุบันของผู้ประกอบการกลุ่ม Listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 49.4 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อย ที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 49.2 ขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่ม Non-listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 41.7 ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 42.1 โดยค่าดัชนีของผู้ประกอบการทั้งสองกลุ่มยังคงต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50

ทั้งนี้ จะเห็นความแตกต่างระหว่างกลุ่ม Listed Companies และกลุ่ม Non-listed Companies ได้อย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบการในกลุ่ม Listed Companies มีความเชื่อมั่นในเรื่องผลประกอบการ ยอดขายและการลงทุนสูงกว่าระดับ 50.0 ขณะที่กลุ่ม Non-listed Companies ต่ำกว่า 50 อย่างชัดเจน สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) มีค่าเท่ากับ 58.8 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 54.4 ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในมุมมองเชิงบวกต่อสถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

เมื่อจำแนกกลุ่มผู้ประกอบการตามประเภทบริษัท พบว่ากลุ่ม Listed Companies มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้าเท่ากับ 63.6 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนซึ่งอยู่ที่ระดับ 59.7 ขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่ม Non-listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 51.5 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 46.5 จะเห็นได้ว่าทั้งผู้ประกอบการทั้ง 2 กลุ่ม เริ่มมีความเชื่อมั่นในธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการลงทุน ผลประกอบการและยอดขายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมากขึ้นกว่าไตรมาสก่อนหน้า

ทั้งนี้ การสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการครั้งนี้ได้ทำการสำรวจในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่ได้เริ่มมีการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนบางกลุ่มในประเทศไทย และรัฐบาลได้ประกาศขยายระยะเวลามาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์โดยลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และการจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ (ไม่นับรวมบ้านมือสอง) ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเหลือร้อยละ 10 ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการฯ มีมุมมองเชิงบวกต่อสถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และมีความเชื่อมั่นในการลงทุนในอนาคตมากยิ่งขึ้น

หมายเหตุ: ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในปลายเดือนมีนาคม

 

 

 

 


Warapong Pankaew9 เมษายน 2021
shutterstock_14855662411-1280x853.jpg

1min56

เอพี ไทยแลนด์ ชี้อสังหาฯไตรมาส 2 ยังอยู่ในสภาวะรอฟื้นตัว พร้อมรับมือ Ripple Effect จากโควิด-19 ด้วยการบริหารพอร์ตสินค้าพร้อมขาย กระจายทำเล ดึงจังหวะเปิด 5 โครงการใหม่ในเดือนมิ.ย. หลังทำยอดขายไตรมาสแรกเกือบ 8,000 ล้านบาท

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 2 เชื่อว่ายังคงอยู่ในสภาวะที่รอการฟื้นตัว ทั้งในภาพของดีมานด์ที่ยังคงเป็นไปตามภาพรวมเศรษฐกิจ ด้านซัพพลายการเปิดตัวสินค้าใหม่ยังคงเกิดจากผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่ราย ในสถานการณ์ที่ผ่านมา สินค้าคอนโดมิเนียมคาดว่า Sentiment น่าจะดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นตัวกลับไปเหมือนก่อนเผชิญสถานการณ์โควิด-19

ส่วนที่อยู่อาศัยแนวราบยังคงเป็นซูเปอร์สตาร์ต่อเนื่องไปอีกปี โดยในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้มากถึง 7,966 ล้านบาท จากโครงการของเอพีที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 113 โครงการ (Exiting Projects) เพิ่มขึ้น 32% หากเทียบกับยอดขายไตรมาส 1 ของปี 2563 ที่ 6,045 ล้านบาท

ในจำนวนดังกล่าวเป็นยอดขายที่มาจากที่อยู่อาศัยแนวราบมากถึง 7,293 ล้านบาท สะท้อนภาพความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อสินค้าบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮมเครือเอพีที่กระจายครอบคลุมในพื้นที่เขต กทม. หรือการขยายตลาดใหม่ไปใน 5 จังหวัด อย่างขอนแก่น ระยอง นครศรีธรรมราช อยุธยา และเชียงราย จนสามารถสร้างการเติบโตด้านยอดขายได้อย่างโดดเด่นที่สุดท่ามกลางสภาวะตลาดผันผวนเช่นนี้

“โอกาสรอดของธุรกิจ อสังหาฯ ท่ามกลางการต้องเผชิญกับสภาวะ Ripple Effect หรือปรากฎการณ์ระลอกคลื่น ความเสียหายที่เกิดจากโควิด-19 นั้น นอกจากแผนการบริหารจัดการภายในองค์กร เพื่อสร้างความแข็งแกร่งแล้วนั้น การบริหารจัดการพอร์ตสินค้าให้มีสินค้าพร้อมขาย และกระจายไปในหลายทำเล เพื่อสร้างโอกาสและความได้เปรียบในการแข่งขันที่มากขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่นำมาซึ่งความสำเร็จในวันนี้ ควบคู่ไปกับการมี EMPOWER LIVING เป็นเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่ลูกค้าสามารถเลือกได้” นายวิทการกล่าว

เอพี ไทยแลนด์

สำหรับแผนการเปิดตัวโครงการในช่วงไตรมาส 2 บริษัทเตรียมเปิดตัวสินค้าแนวราบจำนวน 5 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 2,660 ล้านบาท โดยทั้งหมดมีแผนจะเปิดขายในช่วงเดือนมิถุนายน แบ่งเป็น

  • บ้านเดี่ยว 2 โครงการ มูลค่ารวม 1,650 ล้านบาท ได้แก่ 1) CENTRO พหล-วิภาวดี 2 จำนวน 249 ยูนิต มูลค่า 1,250 ล้านบาท 2) CENTRO ราชพฤกษ์-สวนผัก 3 จำนวน 43 ยูนิต มูลค่า 400 ล้านบาท
  • ทาวน์โฮม 3 โครงการ มูลค่ารวม 1,010 ล้านบาท ได้แก่ 3) Pleno บางนา-อ่อนนุช 2 จำนวน 233 ยูนิต มูลค่า 570 ล้านบาท 4) Pleno ปิ่นเกล้า-จรัญ 2 จำนวน 86 ยูนิต มูลค่า 330 ล้านบาท และ โฮมออฟฟิศ 5) District รามอินทรา-จตุโชติ จำนวน 20 ยูนิต มูลค่า 110 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในปี 2564 นี้ เอพี ไทยแลนด์ ตั้งเป้าจะมีโครงการ อสังหาฯ ที่พัฒนาอยู่ทั่วประเทศ 145 โครงการ มูลค่าพร้อมขายกว่า 118,128 ล้านบาท โดยเป็นโครงการใหม่ที่เปิดตัวในปี 2564 จำนวน 34 โครงการ มูลค่าประมาณ 43,000 ล้านบาท (เปิดตัวแล้ว 2 โครงการ มูลค่า 2,300 ล้านบาท) แบ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบจำนวน 30 โครงการ มูลค่าประมาณ 28,800 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมที่คาดว่าจะพร้อมเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลังจำนวน 4 โครงการ มูลค่าประมาณ 14,200 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย (Existing Projects) ที่กระจายไปในทุกทำเลทั้งใน กทม. และต่างจังหวัดมากถึง 113 โครงการ มูลค่าสินค้าพร้อมขายประมาณ 77,428 ล้านบาท (รวมโครงการเปิดใหม่ของปี 2564 ที่ได้เปิดตัวไปแล้ว 2 โครงการ) โดยในปี 2564 บริษัทตั้งเป้ารับรู้รายได้ (รวม 100% JV) อยู่ที่ 43,100 ล้านบาท และเป้ายอดขายที่ 35,500 ล้านบาท

เอพี ไทยแลนด์

สำหรับโครงการที่เปิดตัวไปแล้วในไตรมาส 1 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ อภิทาวน์ เชียงราย และอภิทาวน์ อยุธยา มูลค่าโครงการรวม 2,300 ล้านบาท เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดย ณ 31 มีนาคม 2564 สามารถขายได้แล้วกว่า 300 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของลูกค้าในตลาดหัวเมืองใหญ่ ที่มีต่อแบรนด์และอสังหาริมทรัพย์ภายใต้การพัฒนาของเอพี

อ่านเพิ่มเติม
-อนุพงษ์ อัศวโภคิน ไขความลับสู่ความสำเร็จ เอพี ไทยแลนด์

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew8 เมษายน 2021
Product04-e1617899760790-1280x557.jpg

2min156

เอสซีจี ผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุ อุปกรณ์ในงานก่อสร้างรายใหญ่ ตัดสินใจรุกเข้าสู่ตลาดวัสดุตกแต่งอย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัว เอสซีจี เดคคอร์ (SCG D’COR) โดยการดึงเอาจุดแข็งของ SCG ทั้งในเรื่องของนวัตกรรม และความหลากหลายของวัสดุ มาตอบโจทย์งานดีไซน์ในแบบเฉพาะตัว “Unique the space”

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ เอสซีจี รุกเข้าสู่ตลาดวัสดุตกแต่งอย่างเต็มตัว ก็เพราะเห็นโอกาสในตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่งแม้ว่าจะยังอยู่ในภาวะชะลอตัว และได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ตลาดโดยรวมก็ยังเติบโต ขณะเดียวกันการระบาดของโควิด-19 ก็สร้างโอกาสให้กับตลาด Renovate จากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านให้เหมาะกับการใช้ประโยชน์ในยุค New Normal รวมถึงบ้านเก่าที่ต้องการปรับปรุงซ่อมแซม ก็เป็นอีกตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล

เอสซีจี“ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยปี 2564 คาดว่าเติบโตจากปีก่อน 3-5% โดยตลาดวัสดุตกแต่งที่อยู่อาศัยภายนอกมีแนวโน้มพื้นตัว และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตสู่ยุค New Normal ด้วยการ Work From Home จึงเกิดการปรับเปลี่ยนพื้นที่บ้านหรืออาคารให้เหมาะต่อการใช้ประโยชน์มากขึ้น

ขณะเดียวกันตลาดรีโนเวทที่พบว่า ตลาดบ้านเก่ากว่าแสนหลัง มีความต้องการปรับปรุงพื้นที่ชำรุดทรุดโทรมให้มีฟังก์ชั่นการใช้งานและดีไซน์ที่เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง โดยเน้นการใช้วัสดุตกแต่งอาคารเพิ่มขึ้น

จากแนวโน้มการเติบโตดังกล่าวจึงเห็นโอกาสในอนาคต บริษัทจึงขยายพอร์ตสินค้ากลุ่มวัสดุตกแต่งด้วยธุรกิจ SCG D’COR สู่การเป็น Decorative Solutions Provider สินค้าพร้อมการบริการ ตอบโจทย์ความสวยงาม ฟังก์ชัน เพื่อความพึงพอใจลูกค้าสูงสุด” นางอัญชลี ชวนะลิขิกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไฟเบอร์ซีเมนต์กรุ๊ป จำกัด กล่าว

ก่อนหน้านี้ เอสซีจี ได้เปิดตัว SCG Home & Living Solution ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีในระดับหนึ่ง ซึ่งแนวทางดังกล่าวคือหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของ SCG ในการใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าในอุตสาหกรรมพื้นฐานของ เอสซีจี พร้อมกับการให้บริการงานช่าง กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ใน Solution ต่างๆ ให้กับผู้บริโภค

“การเปิดตัว SCG D’COR ในครั้งนี้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านผลิตภัณฑ์และการบริการมากขึ้น เราได้นำปัญหาที่ลูกค้าและสถาปนิกพบเจอ ทั้งจากการออกแบบงานโครงสร้าง งานติดตั้ง หรืองานตกแต่งมาแก้ปัญหาอย่างครบวงจรด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญในทุกมิติของ SCG D’COR และบริษัทพันธมิตร

เริ่มตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านการออกแบบ ประมาณการวัสดุ คัดเลือกวัสดุที่เหมาะสม โดยผู้เชี่ยวชาญด้าน Material Science and Application ทีมออกแบบที่เข้ามาช่วยดูแล Conceptual Design และเสริมความมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยบริการดูแลหลังการขาย รับประกันหลังการติดตั้ง 1 ปี และรับประกันวัสดุนานถึง 10 ปี* (*ภายใต้การใช้งานในสภาวะปกติ)

เอสซีจี

ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าบริการจบครบในที่เดียวด้วย SCG D’COR Facade Solution ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของ SCG D’COR เป็นการรุกตลาด Total Service Solutions เพื่อให้ตอบโจทย์ Lifestyle โดยตั้งเป้าต่อยอดนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์งานดีไซน์และอรรถประโยชน์ด้วยเทคโนโลยีชั้นนำ รวมถึงการเพิ่ม Product Portfolio ที่ตอบเทรนด์ที่อยู่อาศัยต่อเนื่อง” นางอัญชลี กล่าวเสริม

SCG D’COR เป็นโซลูชั่นใหม่ในการสร้างเอกลักษณ์ให้พื้นที่และตัวอาคารด้วยวัสดุตกแต่งทางเลือกใหม่ สร้างสรรค์งานดีไซน์ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยรูปลักษณ์ของสินค้าที่เปิดโอกาสให้นักออกแบบใส่ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ ให้งานออกแบบมีความพิเศษแปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร ตอบโจทย์หลากหลายสไตล์สิ่งปลูกสร้าง ตามแนวคิด “Unique the Space”

เอสซีจี

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของ SCG D’COR ยังมีความโดดเด่นด้านการผลิตวัสดุตกแต่งทางเลือกใหม่ด้วย Fiber Cement โดยกระบวนการผลิต X-TRUSION Technology ลิขสิทธิ์ของ SCG D’COR หนึ่งเดียวในประเทศที่สามารถขึ้นรูปสินค้าแบบ 3D ได้ตามต้องการผ่านนวัตกรรมที่ถูกออกแบบโดยวิศวกรเฉพาะทาง สินค้าจึงมีรูปลักษณ์และมิติที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร แข็งแรง ทนทาน ต่อสภาวะอากาศและการใช้งานภายนอก ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายรูปแบบ

รวมถึงวัสดุตกแต่งประเภทอื่นที่ร่วมกับพันธมิตร อาทิ KMEW Japan, LITEWOOD by FAMELINE และอื่นๆ อีกมากมายในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อให้ครบทุกๆ ฟังก์ชั่นการออกแบบ และมีอรรถประโยชน์อื่นๆ ร่วมด้วย ทั้งการปกป้องความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน ด้านความปลอดภัยด้วยวัสดุที่มีคุณสมบัติไม่ลามไฟ และมีน้ำหนักที่เบากว่าวัสดุประเภทอื่นๆ ลดภาระงานโครงสร้าง

วัสดุตกแต่งกลุ่ม SCG D’COR ครอบคลุมโซลูชั่นการใช้งาน 3 กลุ่มหลักได้แก่ ผนังภายนอกและภายใน (Facade & Wall Cladding),ระแนง รั้วบังตา วัสดุปิดขอบ (LATH&TRIM), และกลุ่มพื้นตกแต่ง (Floor) สอดรับกับปัจจุบันที่รูปแบบของการตกแต่งเปลือกอาคาร (Façade) กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถตอบโจทย์การใช้งาน ได้ทั้งอาคารสร้างใหม่ และอาคารเก่า

อ่านเพิ่มเติม
-ปรับปรุงบ้าน โตสวนวิกฤติโควิด เอสซีจีจัดงานแฟร์เร่งปั๊มยอดขาย

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew8 เมษายน 2021
-1-63-1.png

2min200

โควิดพ่นพิษยอดโอน คอนโดต่างชาติ ลดฮวบ 35% มูลค่าเหลือ 3.7 หมื่นล้าน ลดลง 25% ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เผยห้องชุด 2-5 ล้าน ยังฮอต โดยจีนยังเป็นผู้ซื้ออันดับ 1 สัดส่วน 63% ของตลาดรวม

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติทั่วประเทศในปี 2563 พบว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2563 ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดอาคารชุดที่ขายให้กับคนต่างชาติ เนื่องจากได้มีการล็อกดาวน์ห้ามการเดินทางเข้า-ออกประเทศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติ

ทำให้ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2563 เป็นช่วงที่มีการเคลื่อนไหวในส่วนของการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเพียง 1,162 หน่วย ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ถึงร้อยละ -61.1 และมีมูลค่าลดลงเหลือ 5,073 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ -54.3

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 3-4 สถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ของคนต่างชาติเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากความพยายามแก้ปัญหาของผู้ประกอบการ เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อชาวต่างชาติสามารถทำการรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่สร้างเสร็จพร้อมโอนได้ โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มเป็น 1,885 หน่วย มูลค่ารวม 9,381 ล้านบาท ในไตรมาส 3 และจำนวน 2,592 หน่วย มูลค่ารวม 12,730 ล้านบาท ในไตรมาสสุดท้าย

ส่งผลให้ตลอดทั้งปี 2563 มีการโอน คอนโดต่างชาติ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 8,285 หน่วย มูลค่า 37,716 ล้านบาท โดยจำนวนหน่วยต่ำกว่าปี 2562 ร้อยละ -35.3 และมูลค่าลดลงร้อยละ -25.5

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า หากเปรียบเทียบจำนวนการโอน คอนโดต่างชาติ เทียบกับคนไทย พบว่า ในปี 2561 คนต่างชาติเคยมีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์คิดเป็นร้อยละ 10.1 ของจำนวนหน่วยทั้งหมด และมีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ16.3 ของมูลค่าทั้งหมด ต่อมาในปี 2562 มีสัดส่วนลดลงเหลือร้อยละ 9.9 ของจำนวนหน่วยทั้งหมด และร้อยละ 15.5 ของมูลค่าทั้งหมด และมีสัดส่วนต่ำสุด เหลือเพียงร้อยละ 6.8 ของจำนวนหน่วยทั้งหมด และร้อยละ 12.1 ของมูลค่าทั้งหมดในปี 2563

ส่วนระดับราคาห้องชุดที่คนต่างชาติมีการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุดเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง (ปี 2561-2563) ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับราคา 3-5 ล้านบาท และราคา 2-3 ล้านบาท โดยทั้ง 2 ระดับราคาจะมีสัดส่วนจำนวนหน่วยใกล้เคียงกันคือร้อยละ 23.2 และร้อยละ 23 ตามลำดับ แต่เมื่อพิจารณาด้านมูลค่าการโอน พบว่า ห้องชุดระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาท จะมีสัดส่วนมูลค่าสูงสุดถึงร้อยละ 28.5

คอนโดต่างชาติ

คอนโดต่างชาติ

สำหรับจังหวัดที่มีจำนวนการโอน คอนโดต่างชาติ มากที่สุดในปี 2563 ใน 10 ลำดับแรก ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนหน่วยรวมกันมากถึงร้อยละ 99.7 และมีสัดส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์รวมกันมากถึงร้อยละ 99.8 ส่วนที่เหลืออีก 20 จังหวัดมีสัดส่วนจำนวนหน่วยเพียงร้อยละ 0.3 และสัดส่วนมูลค่ารวมกันร้อยละ 0.2

อันดับแรก กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนหน่วยมากถึงร้อยละ 57.1 และมีสัดส่วนมูลค่าการโอนมากถึงร้อยละ 73.5 เกินกว่าครึ่งหนึ่งของการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติทั่วประเทศ

อันดับ 2 จังหวัดชลบุรี มีสัดส่วนจำนวนหน่วยร้อยละ 24.9 แต่มีสัดส่วนมูลค่าร้อยละ 14.2

อันดับ 3 จังหวัดภูเก็ต มีสัดส่วนจำนวนหน่วยเพียงร้อยละ 4.7 แต่มีสัดส่วนมูลค่าร้อยละ 4.6

ส่วนอันดับ 4 – 10 ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) ปทุมธานี ระยอง นนทบุรี และเชียงราย ตามลำดับ

คอนโดต่างชาติ

ในส่วนสัญชาติของคนต่างชาติที่ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดมากที่สุด 10 อันดับแรก ในปี 2563 เปรียบเทียบกับปี 2562 ซึ่งสัญชาติของคนต่างชาติของทั้ง 2 ปีมีรายชื่อ 10 ประเทศที่เหมือนกัน

อันดับ 1 เป็นชาวจีน ซึ่งเป็นคนต่างชาติที่มีการรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดมากที่สุด โดยในปี 2562 มีสัดส่วนการโอนร้อยละ 59.6 ของจำนวนหน่วย และเพิ่มสัดส่วนเป็นร้อยละ 63.4 ในปี 2563

อันดับ 2 เป็นชาวรัสเซีย มีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ปี 2563 ร้อยละ 4.7 ของจำนวนหน่วยทั้งหมด แต่ลดลงจากปี 2562 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 6.2 ของจำนวนหน่วยทั้งหมด

อันดับ 3 เป็นชาวฝรั่งเศส สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ปี 2563 ร้อยละ 3.4 ของจำนวนหน่วยทั้งหมด โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 3.1

อันดับ 4 เป็นชาวสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ปี 2563 ร้อยละ 3.1 ของจำนวนหน่วย สัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 3

อันดับ 5 เป็นชาวเยอรมัน สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ปี 2563 ร้อยละ 2.5 ของจำนวนหน่วยทั้งหมด โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 2.2

คอนโดต่างชาติ

อานเพิ่มเติม
-โควิดรอบ 3 จับตาธุรกิจอสังหาฯ ฟุบหรือไปต่อ?

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew7 เมษายน 2021
.png

2min288

ภาคอสังหาริมทรัพย์เดินทางเข้าสู่ไตรมาส 2 ด้วยอาการหวาดผวาว่า โควิด-19 อาจจะแพร่ระบาดเป็นรอบที่ 3 ซึ่งแน่นอนว่า แม้เราจะผ่านการแพร่ระบาดของโควิดมาแล้ว 2 รอบ มีประสบการณ์ในการรับมือกันอยู่พอสมควร แต่ผลทางจิตวิทยาจาก โควิดรอบ 3 ก็อาจจะทำให้เกิดภาวะชะลอตัวได้ในระยะหนึ่ง

ส่วนผลระยะต่อมาคือ ผลเสียหายต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่มีการประเมินกันว่า ในครึ่งปีหลังน่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวในลักษณะค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป แต่ถ้าเจอ โควิดรอบ 3 ก็คงต้องลุ้นว่า รัฐบาลจะจัดการแก้ปัญหาให้ทุเลาเบาบางลงได้เร็วแค่ไหน บนเงื่อนไขที่จะต้องกระทบกับภาคเศรษฐกิจให้น้อยที่สุด ทั้งการควบคุมการแพร่ระบาดด้วยมาตรการต่างๆ และการเร่งฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด

ไม่เช่นนั้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และภาคอสังหาฯ คงจะต้อง delay ออกไปแน่นอน

อสังหาฯสะดุดโควิดระบาดรอบ 3?
นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า คงต้องขึ้นอยู่กับวิธีการแก้ปัญหาของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลมองว่าโควิดจะต้องเป็นศูนย์ และใช้มาตรการที่เข้มงวดเหมือนตอนระบาดรอบแรก เศรษฐกิจและภาคอสังหาฯคงจะกลับมาแย่อีกรอบ แต่ถ้ารัฐบาลใช้วิธีการที่เปลี่ยนไป โดยไม่จำเป็นจะต้องให้โควิดเป็นศูนย์ ยอมรับกับการติดเชื้อได้ในระดับหนึ่งโดยที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ ก็น่าจะลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิดรอบนี้ไปได้

“คงต้องรอดูว่ารัฐบาลจะจัดการกับปัญหาอย่างไร ถ้าใช้มาตรการที่ strict เหมือนการระบาดรอบแรก เหตุการณ์ต่างๆ ก็จะย้อนกลับไปเหมือนเดิม ผู้ประกอบการก็คงไม่กล้าเปิดโครงการใหม่ แต่ถ้ามีวิธีการที่ผ่อนคลายขึ้น ประกอบกับการที่มีวัคซีนแล้ว ก็น่าจะช่วยให้คลายกังวลไปได้ระดับหนึ่ง ภาคธุรกิจก็สามารถเดินต่อไปได้ แต่ทางบริษัทก็ได้เตรียมแผนรับมือกับการระบาดรอบนี้เอาไว้ โดยต้องปรับเปลี่ยนแผนการจัดงานต่างๆ ใหม่” นางสาวเกษรากล่าว

ก็คงต้องมาลุ้นกันว่าอะไรจะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 2 แต่ขอย้อนหลังกลับไปที่ไตรมาสที่ 1 กันก่อน เพราะในไตรมาสที่ 1 ธุรกิจอสังหาฯ ก็ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ในรอบที่ 2 ที่เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา แต่หลายๆ บริษัท ก็สามารถรับมือกันได้ดี เพราะมีประสบการณ์จากการระบาดรอบแรกมาหมาดๆ

โควิดฉุดอสังหาฯไตรมาส 1 ทรงตัว
อย่างไรก็ตาม ตลาดในไตรมาสแรกก็ทำได้แค่ทรงๆ ไม่ได้ดี แต่ก็ไม่ได้แย่มากนัก แต่ละบริษัทก็สามารถประคองตัวผ่านไปได้ ด้วยการโปรโมชั่น ลด แจก แถม ที่ทำมาต่อเนื่องจากปีที่แล้ว

นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 1 อยู่ในภาวะทรงตัว หลังจากไตรมาส 3-4 ปีที่แล้ว ตลาดเริ่มดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากการระบาดของโควิด-19 ในรอบที่ 2 ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และต่อเนื่องมาถึงไตรมาสแรกของปีนี้ ส่งผลให้ยอดขายในไตรมาสแรกของบริษัทต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ตลาดอสังหาฯได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วตั้งแต่ครึ่งแรกของปีที่แล้ว และกำลังรอจังหวะในการฟื้นตัว โดยมีตัวแปรสำคัญต่อการฟื้นตัวคือ การควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ให้ได้ และการเร่งฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม ในขณะที่ตลาดยังมีปัจจัยบวกในเรื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม และมาตรการกระตุ้นอสังหาฯของภาครัฐ การที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ

สำหรับปัจจัยลบที่ยังน่าเป็นห่วง หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงจากรายได้ที่ลดลง และอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กลังซื้อจากต่างประเทศยังไม่สามารถเข้ามาได้ โดยคาดว่าจะเริ่มเข้ามาได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

ธอส.คอนเฟิร์มสินเชื่อบ้านลด 10.8%
ขณะที่นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค กล่าวเสริมว่า ในปีนี้ยังเป็นปีที่ทำได้แค่ประคองตัว ปัจจัยสำคัญคือ การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งถือว่าเรายังฉีดได้ช้าไป และรัฐบาลก็พยายามที่จะเร่งแผนให้ฉีดได้เร็วขึ้น โดยคาดว่า ทั่วโลกน่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ในปี 2565 ในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัย ตลาดบ้านแนวราบยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง ส่วนคอนโดมิเนียมจะกลับมาได้ช้ากว่า โดยต้องรอให้มีการเปิดประเทศ ต่างชาติจะเริ่มกลับเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลังและในปี 2565

ขณะที่ตัวเลขการปล่อยสินเชื่อของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ก็บ่งชี้ว่า ตลาดอสังหาฯในไตรมาสแรกไม่สู้ดีนัก โดยนายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส. ระบุว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี 2563 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2564 ส่งผลให้ประชาชนส่วนหนึ่งชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงต้นปี สะท้อนได้จากยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ในช่วง 3 เดือนแรก ปี 2564 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ลดลง 10.79% โดยสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 46,847 ล้านบาท

บิ๊กอสังหาฯโวยอดขาย 3 เดือนทะลุเป้า
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกบริษัทที่ทำผลงานได้ดีในไตรมาสแรก ถือว่าเป็นการเติบโตสวนกระแส เช่น

บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ที่มียอดขายในไตรมาส 7,500 ล้านบาท คิดเป็น 26% ของเป้าหมายยอดขายในปีนี้ที่ 29,000 ล้านบาท โดยกลุ่มสินค้าที่ช่วยผลักดันยอดขาย คือ คอนโดที่เจาะตลาดระดับไฮเอนด์ และตลาดคนรุ่นใหม่

ขณะที่ บริษัท แสนสิริ ก็ประกาศยอดขายเกินเป้าตั้งแต่ยังไม่จบไตรมาสแรก โดยมียอดขาย 7,000 ล้านบาท (ณ วันที่ 18 มี.ค. 64)  เกินจากเป้ายอดขายไตรมาสแรกที่วางไว้ 5,000 ล้านบาท และได้ปรับเป้าไตรมาสแรกเป็น 9,000 ล้านบาท

เช่นเดียวกับ พฤกษา เรียลเอสเตท ที่ทำผลงานได้ดีขึ้น โดยนายปิยะ ประยงค์   ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในไตรมาสที่ผ่านมาถือว่าบริษัทประสบความสำเร็จจากการเปิดตัวโครงการบ้านหลายแห่ง  โดยได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าในแต่ละทำเลอย่างดี สะท้อนถึงดีมานด์ที่อยู่อาศัยที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง

อาทิ   บ้านพฤกษา รังสิต อเวนิว  และบ้านพฤกษา ลาดกระบัง ฉลองกรุง  ทั้ง 2 โครงการสามารถทำยอดขายสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 200% และ 118% ตามลำดับ นอกจากนี้ บริษัทได้เปิดทาวน์โฮมระดับลักชัวรี่ พาทิโอ รัชโยธิน เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าระดับบน โดยสามารถปิดการขายในเฟสแรกไปได้อย่างรวดเร็ว

ประกอบกับ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย “Pruksa Free Fest”  ช่วยผลักดัน และสร้างยอดขายจากแคมเปญไปได้มากกว่า 1,600 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ากว่า 5,300 ล้านบาท จึงส่งผลให้ยอดขายในไตรมาส 1 ของบริษัทรวมประมาณ  7,000 ล้านบาท

ไตรมาส 2 คอนโด-ทาวน์เฮ้าส์ แข่งเดือด
สำหรับในไตรมาส 2 การแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยน่าจะยังทวีความรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดบ้านแนวราบที่เห็นสัญญาณการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จากปริมาณซัพพลายที่เพิ่มขึ้นในตลาด หลังจากผู้ประกอบการต่างเฮโลมาลุยตลาดบ้านแนวราบกันอย่างถ้วนหน้า

นางสาวเกษรา ให้ความเห็นว่า ในปีที่ผ่านมา การขายโดยรวมลดลง 35% โดยที่คอนโดหนักสุดมียอดขายติดลบ 47% ขณะที่ทาวน์เฮ้าส์ขายลดลง 28% บ้านเดี่ยวลด 4%

อย่างไรก็ตาม จากการที่คอนโดมีโครงการเปิดใหม่ลดลง และมีการเร่งระบายสต๊อกด้วยการลดราคาที่ให้สินค้าคงเหลือลดลงได้เล็กน้อย ที่น่าสนใจคือ สต๊อกของทาวน์เฮ้าส์มีเพิ่มขึ้น เพราะเป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการลงมาเล่นในตลาดนี้กันมากขึ้น

ทาวน์เฮ้าส์ดูน่าห่วงมากขึ้น เพราะมีสต๊อกมากขึ้น ขณะที่การขายออกไปช้ากว่าคอนโดที่ใช้การลดราคาในการระบายสต๊อก จะเห็นว่า การแข่งขันในตลาดทาวน์เฮ้าส์ต้องถือว่าเดือดมาก ในบางทำเลมีโครงการทาวน์เฮ้าส์เปิดขายติดๆ กัน พอๆ กับโครงการคอนโด” นางสาวเกษรากล่าว

พอจะเห็นภาพการแข่งขันในไตรมาส 2 ที่จะเดือดทั้งคอนโดที่ต้องระบายสต๊อกต่อเนื่อง และทาวน์เฮ้าส์ที่มีจำนวนซัพพลายที่เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ยิ่งต้องมาเจอกับการระบาดของโควิดอีกระลอกเข้ามาผสมโรงด้วยแล้ว เชื่อว่าแต่ละค่ายคงต้องใส่กันเต็มเหนี่ยวเพื่อตุ้นยอดขายให้ได้มากที่สุด

ซึ่งนายวงศกรณ์ ประเมินว่า การแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยจะมีความรุนแรงขึ้น ไม่เฉพาะคอนโดมิเนียมที่มีการแข่งขันโปรโมชั่นกันเพื่อระบายสต๊อก ในปีนี้จะเห็นที่อยู่อาศัยแนวราบแข่งขันกันในรูปแบบเดียวกันคอนโด คือมีการใช้โปรโมชั่นต่างๆ เข้ามากระตุ้นการตัดสินใจของลูกค้ามากขึ้น

โหมโปรฯแรงปลุกกำลังซื้ออีกระลอก
สำหรับความเคลื่อนไหวในตลาดหลังผ่านไตรมาสที่ 2 มาได้เพียง 1 สัปดาห์ ผู้ประกอบการหลายรายก็เริ่มอัดโปรโมชั่นกระตุ้นการขายกันอีกระลอก เช่น

บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จัดแคมเปญต่อเนื่อง  “พฤกษา คุ้ม จบทุกดีล” เปิดให้ลูกค้าจองโครงการตั้งแต่วันนี้-30 มิถุนายน 2564 และโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 31 กรกฎาคม 2564 จะได้รับสิทธิพิเศษ 3 รายการ ได้แก่  1. อยู่ฟรีสูงสุด 36 เดือน  2. ฟรีค่าส่วนกลางสูดสุด 36 เดือน  และ  3.  ฟรีค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ นอกจากนี้ ยังมีส่วนลดเงินสดเพิ่มเติมให้อีก มูลค่ารวม 48 ล้านบาท

โควิดรอบ 3

บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) จัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายโครงการหรู BAAN 365 พระราม 3 ราคา 25-110 ล้านบาท สำหรับผู้ที่จองซื้อบ้านภายในเดือนเมษายนนี้ รับรถหรูป้ายแดง THE NEW BMW 5 SERIES หรือ THE BMW X7 มูลค่าสูงสุดกว่า 6 ล้านบาท* (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด) ตั้งแต่วันที่ 1 -30 เมษายน 2564

โควิดรอบ 3

บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) โดย นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดโปรฯแรง! ต่อเนื่อง ในแคมเปญ “ศุภาลัย สบาย สบาย อยู่ฟรี 24 เดือน” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ลูกค้า โดยสามารถยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารที่บริษัทกำหนดไว้ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย และหากกู้ไม่ผ่านยินดีคืนเงิน ซึ่งเงื่อนไขเป็นไปตามที่ บริษัทและธนาคารกำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – วันที่ 30 มิถุนายน 2564 นี้

โควิดรอบ 3

คาดว่าในไตรมาสที่ 2 จะยังมีโปรโมชั่นแรงๆ ตามออกมาเป็นพรวน เพื่อเร่งการขายในสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของ โควิดรอบ 3 ที่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ อย่างน้อยๆ กำเงินสดเอาไว้สบายใจกว่า

อ่านเพิ่มเติม
-Top 5 บริษัทอสังหาฯ กวาดรายได้ฝ่าวิกฤติโควิด-19

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4

 


Warapong Pankaew5 เมษายน 2021
FB-cover-81.png

1min295

ไทยแลนด์ อีลิท คาร์ด เดินหน้ากระตุ้นอสังหาฯต่อเนื่อง หลังโปรแกรม Elite Flexible One มีโครงการเข้าร่วมกว่า 80 โครงการ เล็งต่อยอดขยายประเภทโครงการที่จะเข้าร่วม พร้อมเดินหน้า โปรแกรม Elite Flexible Plus เปิดต่างชาติเข้าลงทุนอสังหาฯ หุ้น กองทุน ตั้งบริษัท พร้อม Work Permit ในไทย คาดเสนอเข้าศบค.ในไตรมาส 2 นี้ 

หลังจากเปิดตัวโปรแกรม Elite Flexible One มอบสิทธิพิเศษให้กับนักลงทุนต่างชาติและสมาชิกอีลิทคาร์ดที่เข้ามาลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ในไทยไปเมื่อปลายปี 2563 ก็ถือว่า ได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในระดับที่ดีเกินคาด แม้จะมีเสียงบ่นกระปอดกระแปดอยู่บ้างว่า ไม่ได้เป็นการกระตุ้นแต่เป็นการเอาบริษัทอสังหาฯมาช่วยขายบัตร และเสียงเรียกร้อง ให้ปรับเงื่อนไขให้ง่ายขึ้น ซึ่งทาง บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด ก็ได้มีการปรับจูนตามความเหมาะสม สุดท้ายก็มีหลายบริษัทที่โดดเข้าร่วมเพราะไม่อยากตกขบวน

อีลิท คาร์ด“ขณะนี้มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์เข้าร่วมจัดทำบันทึกความเข้าใจในข้อตกลงความร่วมมือพิเศษโปรแกรม Elite Flexible One แล้วประมาณ 20 ราย รวมโครงการที่เข้าร่วมโปรแกรม Elite Flexible One แล้วกว่า 50 โครงการ และยังมีอีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม ซึ่งคาดว่าจะมีโครงการเข้าร่วมโปรแกรม Elite Flexible One มากกว่า 80 โครงการ และจะเริ่มเกิดการซื้อขายเข้ามาหลังจากที่นักลงทุนต่างชาติสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ ” นายสมชัย สูงสว่าง ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด ผู้ดำเนินโครงการบัตรสมาชิก ไทยแลนด์ อีลิท กล่าว

นายสมชัย มั่นใจว่า โปรแกรม Elite Flexible One จะสามารถดึงกำลังซื้อของนักลงทุนชาวต่างชาติและสมาชิกอีลิทคาร์ด เข้ามาลงทุนเพิ่มทั้งการซื้ออสังหาริมทรัพยืในรูปแบบ Freehold และ Leasehold ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะหลังจากเปิดให้ต่างชาติเดินทางเข้าประเทศได้แล้ว จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยเป็นบ้านหลังที่ 2 มากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยมีระบบสาธารณสุขที่ดีเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก

ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนที่จะสนับสนุนภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่องผ่านโปรแกรมของไทยแลนด์ อีลิท ในการดึงนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ช่วยสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ นอกจากโปรแกรม Elite Flexible One ที่จะครบกำหนดสิ้นเดือนธันวาคม 2565 แล้ว ก็จะมีการต่อยอดจากโปรแกรม Elite Flexible One ออกไปอีก เช่น สนับสนุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ ที่รองคนวัยเกษียณอายุ เป็นต้น

นอกจากนี้ บริษัทยังมีโปรแกรม Elite Flexible Plus ที่เตรียมจะเสนอให้ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) พิจารณา ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาอีกครั้งในไตรมาสที่ 2 นี้ หลังจากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นชอบร่วมกันแล้ว

สำหรับโปรแกรม Elite Flexible Plus จะให้สิทธิสมาชิกบัตรไทยแลนด์อีลิทการ์ดประเภทบัตรที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง เข้ามาลงทุนระยะยาวไม่น้อยกว่า 5 ปี ในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 1 ล้านดอลลาร์ 3 ประเภท ได้แก่ 1.การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ตามสิทธิที่ต่างชาติได้รับ 2.การลงทุนในบริษัทจำกัด หรือบริษัทจำกัดมหาชน และ3.การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ผ่านการถือครองหุ้นสามัญ หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน โดยจะประสานทำเรื่องขอ Work Permit ทำงานในไทยอายุ 2 ปี

ทั้งนี้ นอกจากจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ทางตรงแล้ว การส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเปิดบริษัทในไทยก็จะเกิดการจ้างงาน และเกิดความต้องการอาคารสำนักงาน และที่อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน

สำหรับบริษัทและโครงการที่เข้าร่วมโปรแกรมพิเศษ Elite Flexible One ประกอบด้วย

1.บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด(มหาชน) เข้าร่วม 3 โครงการ
2.บริษัท เอพี(ไทยแลนด์)จำกัด(มหาชน) เข้าร่วม 8 โครงการ
3.บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) เข้าร่วม 6 โครงการ
4.บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) เข้าร่วม 5 โครงการ
5.บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด(มหาชน) เข้าร่วม 7 โครงการ
6.บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด(มหาชน) เข้าร่วม 9 โครงการ
7.บริษัท วรลักษณ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) เข้าร่วม 1 โครงการ
8.บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด(มหาชน) เข้าร่วม 4 โครงการ
9.บริษัท 888 ทองหล่อ จำกัด เข้าร่วม 1 โครงการ
10.บริษัท ชาญอิสสระ วิภาพล จำกัด ในเครือ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วม 1 โครงการ
11.บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด ในเครือ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วม 2 โครงการ
12.บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด เข้าร่วม 3 โครงการ
13.บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด เข้าร่วม 5 โครงการ
14.บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด เข้าร่วม 7 โครงการ

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการเตรียมเซ็น MOU อีก 4 โครงการ โดยนายสมชัย เชื่อมั่นว่า โปรแกรมพิเศษ Elite Flexible One จะเป็นตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนแปลงให้เศรษฐกิจดีขึ้น ด้วยการขับเคลื่อนให้กลุ่มนักลงทุนชาวต่างชาติที่มีคุณภาพและมีกำลังซื้อสูงเข้ามาลงทุนในประเทศไทย รวมทั้งเพื่อต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขายโครงการได้เร็วขึ้น เพื่อสร้างกระแสเงินสด ทำให้มีเม็ดเงินชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนและใช้จ่ายในประเทศไทย สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ด้วยดี รวมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจต่อภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

อ่านเพิ่มเติม
-อีลิท คาร์ด เดินหน้าผนึกค่ายอสังหาฯ ระบายสต๊อกคอนโด 1.4 หมื่นหน่วย
-ขายคอนโดพ่วงบัตรอีลิท ดึงทุนต่างชาติกระตุ้นอสังหาฯ

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew5 เมษายน 2021
Screenshot-2021-04-05-000927.png

2min152

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่อผลประกอบการในปี 2563 ที่ผ่านมาประสบภาวะขาดทุนถึง 1,757 ล้านบาท พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือจากที่มีกำไรในปี 2562 จำนวน 1,010 ล้านบาท โดยมีเหตุผลหลักมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทบต่อการดำเนินธุรกิจทั้งในส่วนการรายได้จากการขายบ้าน-คอนโด และโรงแรม รวมถึงรายการที่จะต้องบันทึกบัญชีตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับใหม่และฉบับปรับปรุง

นับเป็นภาวะขาดทุนที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันกับบริษัทที่มีทั้งพอร์ตบ้าน คอนโด และโรงแรม เป็นฐานรายได้หลักของบริษัท อย่างเช่น สิงห์ เอสเตท ของกลุ่มเบียร์สิงห์ ซึ่งในปีที่ผ่านมาก็ขาดทุนไปถึง 3,554 ล้านบาท  หรือ แอสเสท เวิรด์ คอร์ป ของกลุ่มเบียร์ช้าง ก็ขาดทุนไป 1,881 ล้านบาท เป็นต้น

นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ในปี 2563 รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลงกว่า 5,700 ล้านบาท หรือลดลง 35% เมื่อเทียบกับรายได้ในปี 2562 ขณะที่กำไรขั้นต้นลดลง 2,668 ล้านบาท หรือลดลง 46.9% เมื่อเทียบกับกำไรขั้นต้นที่ทำได้ในปี 2562 ส่วนรายได้ในธุรกิจโรงแรมลดลง 2,199 ล้านบาท ส่งผลให้ขาดทุนขั้นต้นไป 191 ล้านบาท เทียบกับปี 2562 ที่มีกำไรขั้นต้น 1,281 ล้านบาท

เมื่อสถานการณ์บีบรัดจากภาวะขาดทุน และหนี้สินที่จะต้องจ่ายในปีนี้อีกเกือบๆ 16,000 ล้านบาท พร็อพเพอร์ตี้  เพอร์เฟค และบริษัทในเครือ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินงานในปี 2564 เพื่อพลิกเกมกลับมาสร้างการเติบโตและสร้างความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งถ้าเป็น tactics ทางฟุตบอล คงต้องมองว่า เพอร์เฟค กำลังพยายามจะเล่นเกมโต้กลับ (counter attack)  เปลี่ยนจากการตั้งรับมาเป็นการรุกด้วยการโต้กลับเร็ว

กลยุทธ์การโต้กลับเร็วของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มีตัวเปลี่ยนเกมที่สำคัญก็คือ ขายทรัพย์สินที่มีอยู่ออกไป การเพิ่มรายได้จากธุรกิจใหม่ที่สามารถสร้างรายได้และกำไรได้ดี และการประคองตัวในธุรกิจอสังหาฯ ที่ยังซมพิษไข้จากไวรัสโควิด-19 ให้อยู่รอดปลอดภัย

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค

“บริษัทมีแผนทั้งการขายที่ดินที่ไม่มีแผนพัฒนาโครงการและสิทธิการเช่า รวมถึงขายการลงทุนในโรงแรมและจัดตั้งกองทรัสต์ มูลค่ารวม 20,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นแนวทางที่จะเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้ดีขึ้น ต้นทุนทางการเงินลดลง และลดภาระหนี้ เพราะรายได้จากธุรกิจอสังหาฯอย่างเดียวยังลดหนี้ได้ช้า การขายทรัพย์สินออกไปจะช่วยลดหนี้ได้เร็วขึ้น และยังมีเงินสดเหลืออีก 4,000-5,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหนี้สินสุทธิต่อทุนให้ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.2 จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.1

สำหรับธุรกิจหลักจะขับเคลื่อนให้มีรายได้เติบโต สานต่อโครงการร่วมทุนกับพันธมิตรต่างประเทศ โดยบริษัทยังไม่มีการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกันนับจากปี 2562  ส่วนโครงการแนวราบจะมีโครงการใหม่เพียง 6 โครงการ ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทได้ขยายการลงทุนไปในธุรกิจใหม่ซึ่งมีดีมานด์สูงและกำไรสูงถึงกว่า 40% จากการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน ได้แก่ ธุรกิจผลิตและส่งออกถุงมือยาง ที่จะช่วยเสริมสร้างรายได้ในระยะยาวให้บริษัท” นายศานิต กล่าวพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคในส่วนของการขายสินทรัพย์ ทั้งที่ดินที่ไม่มีแผนพัฒนาโครงการ และที่ดินที่เป็นสิทธิการเช่า ประกอบด้วย ที่ดินในย่านแจ้งวัฒนะ รามอินทรา รามคำแหง และรัชดาภิเษก รวมมูลค่า 11,700 ล้านบาท อยู่ระหว่างเจรจากับผู้สนใจหลายราย ซึ่งหลายๆ ครั้ง พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ก็ใช้วิธีการตัดขายที่ดินที่สะสมเอาไว้หลายแปลง เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน

“ที่ดินที่เป็นสิทธิการเช่าที่รัชดาภิเษก กำลังเจรจาอยู่กับกลุ่มธุรกิจที่สนใจพัฒนาอาคารสำนักงานอยู่ 2 รายทั้งนักลงทุนไทยและบริษัทเทคโนโลยีจากประเทศจีน ส่วนที่ดินสิทธิการเช่าที่รามอินทรากำลังเจรจาอยู่กับกลุ่มค้าปลีก ส่วนที่ดินที่เป็นแลนด์แบงก์สำหรับการก็มีบริษัทที่กำลังเจรจากันอยู่เช่นกัน” นายศานิตกล่าว

ขณะที่การลงทุนในโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน และ ไฮแอท รีเจนซี่ สุขุมวิท ของบริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มูลค่ารวม 8,500 ล้านบาท จะขายเข้ากองทรัสต์ โดยมีสิทธิ์ซื้อคืนภายใน 3-5 ปี โดยคาดว่ารายได้จากการขายที่ดินที่ไม่มีแผนพัฒนาโครงการ สิทธิการเช่า การลงทุนในโรงแรม รวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท จะเริ่มเข้ามาในครึ่งปีแรกประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และครึ่งปีหลังอีก 1 หมื่นล้านบาทพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคสำหรับการแตกไลน์ไปในธุรกิจใหม่ คือธุรกิจถุงมือยาง ซึ่งถือเป็นธุรกิจดาวรุ่งอยู่ในขณะนี้จากความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังการแพร่ระบาดของไวรัวโควิด-19 โดยบริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จะเข้าไปร่วมลงทุนกับบริษัท วัฒนชัย รับเบอร์เมท จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกถุงมือยาง ตั้งบริษัท บริษัท แกรนด์ โกลบอล โกลฟส์ จำกัด (GGG)

บริษัทดังกล่าวจะผลิตและจำหน่ายถุงมือยางสังเคราะห์ (Nitrile) ภายใต้แบรนด์ GGG ขายทั้งภายในและส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีอัตราการใช้ถุงมือยางสูง เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ในสัดส่วน 5% และ 95% ตามลำดับ โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 1,100 ล้านบาท สร้างโรงงานบนเนื้อที่ 21 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรม ทีเอฟดี 2 จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 2 อาคาร

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค

โรงงานอยู่ระหว่างก่อสร้างอาคารหลังแรกมี 8 สายการผลิต มีกำลังการผลิต 21 ล้านกล่องต่อปี หรือ 2,100 ล้านชิ้นต่อปี คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนเมษายนนี้ และเริ่มดำเนินการผลิตได้ในเดือนพฤษภาคมนี้  ส่วนอาคารหลังที่ 2 มีกำหนดแล้วเสร็จปลายปีนี้  มีจำนวนเครื่องจักร 8 เครื่อง กำลังการผลิตรวม 21 ล้านกล่องต่อปี

“แม้ว่าโรงงานจะอยู่ระหว่างก่อสร้างแต่ยอดจองถุงมือยางใน 8 สายการผลิตแรกเต็มหมดแล้ว โดยคาดว่าในปี 2564 จะมีรายได้จากถึงมือยางประมาณ 3,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาท ในปี 2565 และเหลือ 9,000 ล้านบาท ในปี 2566 ก่อนจะค่อยๆ ลดระดับลงเหลือรายได้ ระหว่าง 8,000-9,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2567-2569 จากสถานการณ์โควิดที่เริ่มคลี่คลายลง แต่มั่นใจว่า การใช้ถุงมือยางจะเป็น New Normal ต่อไป”

สำหรับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2564 บริษัทจะเปิดโครงการเพิ่ม 6 โครงการ เป็นโครงการแนวราบทั้งหมด มูลค่ารวม 9,930  ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดขายรวม 17,300 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการแนวราบ 12,000 ล้านบาท โครงการร่วมทุน 2,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียมในประเทศ 2,500 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมประเทศญี่ปุ่น 800 ล้านบาท

สำหรับโครงการที่เป็นไฮไลท์ ก็คือ โครงการเลค เลเจนด์ ซึ่งเป็นโครงการการร่วมทุนกับ ฮ่องกงแลนด์ ตั้งอยู่บนทำเลบางนา-สุวรรณภูมิ พัฒนาเป็นบ้านริมทะเลสาบขนาด 100 ไร่ ราคา 25-100 ล้านบาท มีมูลค่าโครงการ 5,100 ล้านบาท และโครงการในเซ็กเมนต์ใหม่ เป็นบ้านเดี่ยว 3 ชั้น และโฮมออฟฟิศ 5 ชั้น ในเมือง บริเวณสุทธิสาร ราคา 70-80 ล้านบาท

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค

ด้านนายวิทวัส วิภากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับ แกรนด์ แอสเสทฯ วางเป้าขายจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไว้ที่ 1,100 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียม 500 ล้านบาท และ วิลล่าในจังหวัดระยอง 600 ล้านบาท ส่วนธุรกิจโรงแรม คาดว่าจะฟื้นตัวและเติบโตอย่างรวดเร็วในครึ่งปีหลัง โดยประมาณการรายได้ไว้ที่ 1,500 ล้านบาท โดยยังมุ่งเน้นไปที่ตลาดในประเทศเป็นหลัก ตั้งเป้าให้มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีที่ 50%

นายศานิต กล่าวปิดท้ายว่า ในปี 2564 ยังคงเป็นปีที่ต้องประคับประคองตัว ปัจจัยสำคัญคือ การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งถือว่าเรายังฉีดได้ช้าไป และรัฐบาลก็พยายามที่จะเร่งแผนให้ฉีดได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว โดยคาดว่า ทั่วโลกน่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ในปี 2565 และธุรกิจโรงแรมน่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ ในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัย ตลาดบ้านแนวราบยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง ส่วนคอนโดมิเนียมจะกลับมาได้ช้ากว่า โดยต้องรอให้มีการเปิดประเทศ ต่างชาติจะเริ่มกลับเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลัง และในปี 2565

“ในปีนี้คาดว่าจะมีรายได้รวมของกลุ่มบริษัทพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จะอยู่ที่ 21,370 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้ของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค 13,070 ล้านบาท  แกรนด์ แอสเสทฯ 2,100 ล้านบาท และรายได้จากการขายที่ดินและการลงทุน 6,200 ล้านบาท และยังมีรายได้จากโครงการร่วมทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 4,000 ล้านบาท และธุรกิจถุงมือยางอีก 3,000 ล้านบาท” นายศานิตกล่าว

กลยุทธ์การพลิกเกมโต้กลับของ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จะเปลี่ยนจากขาดทุนเป็นกำไรได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามกันต่อไป

อ่านเพิ่มเติม
-เปิดคฤหาสน์หรูริมทะเลสาบ “เลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ”

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew3 เมษายน 2021
-1280x691.jpg

2min146

ฟัลครัม เวนเจอร์ส กางแผนลงทุนอสังหาฯฝ่าโควิด-19 เดินหน้าเปิดโครงการบ้านแนวราบเพิ่ม ปักธงโซนตะวันออก พร้อมขยายไลน์ธุรกิจอาหาร เตรียมแต่งตัวเข้าตลาด

รุกเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างพอดิบพอดี ถือเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของกลุ่ม ฟัลครัม เวนเจอร์ส บริษัทที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างกลุ่มทุนในธุรกิจโรงแรมของไทยกับกลุ่มกรีนฟิลด์ แอดไวซอรี่ จากสิงคโปร์  เรียกว่าถ้าสอบผ่านก็คงจะปักหลักอยู่ในธุรกิจนี้ได้แบบยาวๆ

ฟัลครัม เวนเจอร์ส เปิดตัวโครงการแรก พานารา เทพารักษ์ บ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี่ บนถนนเทพารักษ์ ในช่วงต้นปี 2563 พอเปิดปุ๊บรัฐบาลก็สั่งล็อคดาวน์ในเดือนมีนาคมแบบยังไม่ทันได้ตั้งตัว

“ตอนนั้นเราไม่ได้ชะลอแผนการเปิดโครงการ แต่เปลี่ยนจากรุกมาเป็นการตั้งรับ ขอเวลาดูสักระยะ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน แต่สิ่งที่มั่นใจก็คือตัวโปรดักต์ของเรา จึงตัดสินใจเดินหน้าต่อพร้อมกับปรับแผนใหม่หมดตั้งแต่ทีมงาน การขายเป็นแบบ new normal เพิ่มทีมขายเข้ามารองรับในช่วงที่เป็น Peak Period เพราะเป็นการนัดลูกค้าเข้ามาชมโครงการ ไม่เหมือนกับลูกค้าที่ walk in จะปล่อยให้ลูกค้ารอไม่ได้ เพราะจะมีผลไปถึง first impression ต่อตัวโครงการ” นายสมศักดิ์ ศรีคุรุวาฬ ผู้อำนวยการ บริษัท ฟัลครัม เวนเจอร์ส จำกัด กล่าว

ด้วยตัวโปรดักต์ และการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทำให้ พานารา เทพารักษ์ ในเฟสแรกจำนวน 40 หลัง ปิดการขายไปเรียบร้อย สร้างความเชื่อมั่นให้กับทีมงานรวมถึงพาร์ทเนอร์จากสิงคโปร์ ที่มั่นใจในตลาดเมืองไทยมากขึ้น แต่ก็ต้องมาเจอกับการระบาดรอบที่ 2 อีกครั้ง

“การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นบทเรียนให้เราได้เรียนรู้อะไรเยอะ พอเกิดระบาดรอบ 2 ทำให้เราไม่กังวล และได้นำประสบการณ์จากรอบแรกมาปรับใช้  และด้วยความมั่นใจในตัวโครงการและตลาด เราจึงปรับแผนใหม่ในการทำตลาดโครงการพานารา เฟส 2 เป็นการสร้างให้เสร็จก่อนขาย พร้อมเข้าอยู่อาศัยจำนวน 56 หลัง ตอนนี้ในเฟสที่ 2 ก็สามารถขายไปได้แล้ว 16 หลัง” นายสมศักดิ์กล่าว

สำหรับโครงการพานารา เทพารักษ์ พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยว 2-3 ชั้น ระดับราคา 7-19 ล้านบาท จำนวน 129 หลัง บนเนื้อที่ 30 ไร่ติดถนนเทพารักษ์ ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี สมุทรปราการ มูลค่าโครงการ 1,250 ล้านบาท แบ่งโครงการเป็น 3 เฟส เฟสแรก 40 หลังปิดการขายแล้ว รอส่งมอบในไตรมาส 2 ขณะนี้อยู่ระหว่างการขายในเฟส 2 จำนวน 56 หลัง คาดว่าจะส่งมอบได้ในไตรมาสที่ 4 ส่วนเฟสที่ 3 ก็พร้อมจะเปิดขายต่อเนื่องหลังจากเฟสที่ 2

ฟัลครัม เวนเจอร์ส

นอกจากโครงการพานารา เทพารักษ์ แล้ว ในปี 2564 ฟัลครัม เวนเจอร์ส ยังเตรียมที่จะเปิดโครงการใหม่เพิ่มอีก 1 โครงการ ได้แก่ โครงการ พานารา ลาดกระบัง บนทำเลบางนา-ตราด กม.13 เนื้อที่ 56 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของบ้านเดี่ยว ขนาด 50-150 ตารางวา แบ่งการพัฒนาเป็น 4 เฟส ราคา 6.5-18 ล้านบาท จำนวน 227 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 2,500 ล้านบาท

“คาดว่าจะเปิดขายในเฟสแรกจำนวน 60 หลัง ในไตรมาส 3 นี้ โดยจะเป็นบ้านที่สร้างเสร็จ พร้อมขาย พร้อมอยู่อาศัย และพร้อมกับคลับเฮ้าส์ ที่สร้างเสร็จพร้อมกัน ซึ่งจากการเปิดขายบ้านพร้อมอยู่ทั้ง 2 โครงการ บริษัทตั้งเป้ารายได้ในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 550-600 ล้านบาท ส่วนยอดขายตั้งเป้าไว้ที่ 500 ล้านบาท”

ต้องยอมรับว่า การแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบในปีนี้มีความรุนแรงยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาแข่งในทุกตลาด ซึ่งการจะแข่งกับรายใหญ่ได้ก็ต้องทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่น นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ ฟัลครัม เวนเจอร์ส เลือกที่จะลงทุนกับการสร้างบ้านให้เสร็จก่อนขาย

ฟัลครัม เวนเจอร์ส

“ความได้เปรียบของเราคือเราสร้างให้เสร็จ ทำให้ลูกค้าเห็นโปรดักต์ ให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น สามารถเข้ามาดูบ้าน เลือก ตัดสินใจซื้อ พร้อมโอนได้ทันที การทำแบบนี้ถึงจะสู้กับแบรนด์ใหญ่ได้” นายสมศักดิ์กล่าว

ขณะที่ตัวโปรดักต์ ก็จะเน้นในเรื่องของการออกแบบ และคุณภาพ เอาประสบการณ์จากการทำโรงแรมมาปรับใช้ในการพัฒนาแบบบ้าน ขณะเดียวกัน การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็มีผลต่อพฤติกรรมการใช้พื้นที่ทั้งภายใน ภายนอกบ้าน

อย่างโครงการ พานารา ลาดกระบัง ซึ่งมีการเปลี่ยนแบบบ้านใหม่เกือบทั้งหมด เราก็ดีไซน์ห้องทำงานเอาไว้ในบ้านให้เลย และพยายามออกแบบบ้านให้น่าอยู่มากขึ้น เพราะผู้บริโภคจะต้องอยู่กับบ้านมากขึ้น จึงต้องทำให้การอยู่บ้านไม่น่าเบื่อทั้งในบ้านเอง และพื้นที่ส่วนกลาง เหมือนการดีไซน์ของโรงแรม ให้มีมุม มีพื้นที่ที่น่าอยู่ อยู่สบาย อย่างบ้านหลังเล็ก บางหลังเรายังใส่สระน้ำเข้าไป ให้เหมือนนั่งอยู่ที่รีสอร์ตแล้วทำงานไปด้วย เป็นสิ่งที่เราเพิ่มเข้าไปเยอะมากในแบบบ้านใหม่”

ฟัลครัม เวนเจอร์สนายสมศักดิ์ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจัยหลักๆ ที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อบ้านมีอยู่ 3 เรื่อง ก็คือ ทำเล พื้นที่ส่วนกลาง-พื้นที่สีเขียว และตัวบ้าน เมื่อก่อนลูกค้าอาจจะให้ความสำคัญกับตัวบ้านมากหน่อย แต่ปัจจุบัน ทั้ง 3 เรื่องลูกค้าให้ความสำคัญเกือบเท่าๆ กัน เพราะลูกค้าต้องการสังคมที่น่าอยู่ และการแข่งขันของดีเวลลอปเปอร์ในเรื่องนี้ก็มีมากขึ้น บริษัทจึงให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมของโครงการ พื้นที่สีเขียว และการบริการที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยสะดวกสบายอยู่กับบ้าน

ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนา คอนวีเนียน มอลล์ พื้นที่ 2,000-4,000 ตารางเมตร ไว้รองรับผู้อยู่อาศัยในโครงการและชุมชนใกล้เคียง มีร้านค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน มีร้านกาแฟ เอาไว้เปลี่ยนบรรยากาศในการนั่งทำงาน ซึ่งทั้ง 2 โครงการ ก็ได้เตรียมพื้นที่ไว้ โดยที่พานารา เทพารักษ์ จะเป็นคอนวีเนียน มอลล์ พื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร ส่วนที่ พานารา ลาดกระบัง มีพื้นที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อยประมาณ 4,000 ตารางเมตร ส่วนอีกโครงการที่มีแผนจะเปิดตัวในอนาคต ได้แก่ อาโณณา บางบ่อ ก็จะมีคอนวีเนียน มอลล์ ขนาด 3,000 ตารางเมตรด้วยเช่นกัน

โครงการอาโณณา บางบ่อ เป็นอีกหนึ่งโครงการในพื้นที่ฝั่งตะวันออกที่ฟัลครัม เวนเจอร์ส มีแผนจะเปิดตัวในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่บริษัทวางไว้ตั้งแต่เริ่มต้นในการปักธงในทำเลฝั่งตะวันออกเป็นหลัก โดยมองเห็นศักยภาพโซน Greater Bangna คือทำเลทองแห่งอนาคต

ผมเคยเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการมาก่อน และเคยพัฒนาโครงการเล็กๆ ก่อนมาทำธุรกิจโรงแรม พอได้เงินมาก็ซื้อที่ดินเก็บไว้ในโซนตะวันออก เราเก็บที่ดินไว้หลายแปลง เพราะมองเห็นศักยภาพของโซนตะวันออกในอนาคตที่จะเชื่อมโยงกับพื้นที่ EEC”

จากการประมวลผลข้อมูลของบริษัท โซน Greater Bangna มีสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ทำเลที่ตั้งแห่งนี้มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่หลายๆ องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ย้ายสถานที่ตั้งเข้ามายังบริเวณนี้ ส่งผลให้ฉุดราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

จากข้อมูลเพียงแค่ในช่วงปี 2560-2561 ราคาที่ดินถีบตัวสูงขึ้นถึง 9% และเป็นปัจจัยดึงดูดการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ให้เข้ามาในพื้นที่นี้อย่างต่อเนื่อง  เชื่อว่าภายในปี 2573 ราคาอสังหาริมทรัพย์จะเพิ่มขึ้น 50% อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในพื้นที่ก็มีสูงขึ้นด้วย อย่างที่ดินตรงบางบ่อ ซึ่งทางบริษัทซื้อมานานแล้ว ในตอนนั้นยังไม่มีใครมาเปิดโครงการ แต่ตอนนี้รอบๆ ที่ดินที่ซื้อไว้มีโครงการมาเปิด 5-6 โครงการ บริษัทจึงเลื่อนแผนการเปิดโครงการ อาโณณา บางบ่อ ซึ่งเป็นทาวน์เฮ้าส์ และบ้านแฝด ออกไปจากแผนเดิมจะเปิดขายทาวน์เฮ้าส์ในไตรมาส 3 ปีนี้ เป็นประมาณต้นปีหน้า โดยจะขอดูการแข่งขันในตลาดก่อนจะได้วางกลยุทธ์ได้ถูกต้อง

นอกจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้วฟัลครัม เวนเจอร์ส ยังมองไปถึงการขยายไปยังธุรกิจอื่น เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง และขยายโอกาสในการลงทุน เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

ฟัลครัม เวนเจอร์ส คือโฮลดิ้ง คัมปะนี มีธุรกิจหลักเป็นอสังหาริมทรัพย์ในสัดส่วน 80-85% และขยายขาออกไปในธุรกิจอื่นๆ ที่มีโอกาส เอามาเลี้ยงให้โต เมื่อดูแลตัวเองได้แล้วค่อยแตกออกไป อย่างตอนนี้เราก็เริ่มแตกไลน์เข้าไปในธุรกิจ Food and Beverage ซื้อเชนมาจากสิงคโปร์ เป็นร้านในสไตล์ Pub and Restaurant ชื่อว่า Finch”

ธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่อยู่ได้ตลอด เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ และสามารถซัพพอร์ตธุรกิจอสังหาฯได้ด้วย คาดว่าจะเปิดช่วงไตรมาส 1 ปีหน้า ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงพื้นที่ของโรงแรม โดยตั้งเป้าว่าจะเปิดปีละ 1-2 สาขา

ขยับไปที่แผนระยะ 3-5 ปี สำหรับฟัลครัม เวนเจอร์ส ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะนำพาบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ก็ถือว่ามีความพร้อมอยู่แล้ว แต่การเข้าตลาดของ ฟัลครัม เวนเจอร์ส จะต้องอยู่ในจุดที่เหมาะสมทุกอย่าง มีองค์กรที่แข็งแรง มีธรรมมาภิบาล เมื่อเข้าไปแล้วจะต้องโตต่อไปให้ได้

“เพราะการผลักเรือใหญ่ต้องใช้พลังที่มากขึ้น จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด” นายสมศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

อ่านเพิ่มเติม
-จับตา “บางนา” ทำเลทองที่อยู่อาศัยระดับพรีเมี่ยม

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME