fbpx

หมวดหมู่: อสังหาฯประเด็นร้อน

Warapong Pankaew23 มิถุนายน 2021
1-The-Forestias-Masterplan.jpg

1min26

โควิด-19 ปลุกกระแสคนห่วงใยสุขภาพ เปลี่ยนไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยในบ้าน ช่วงผลักดันยอดขายโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ที่ชูแนวคิด “เมืองเพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี”  ใน 3 เดือน ได้ถึง 7,000 ล้านบาท และมียอดขายรวมทะลุ 1.3 หมื่นล้านบาท 

นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC เปิดเผยว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ ในโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ สามารถทำยอดขายไปได้ถึง 7,000 ล้านบาท

เนื่องจากเป็นโครงการที่มีจุดเด่นในการพัฒนาเมืองเพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี ผสานเข้ากับสิ่งที่โครงการที่พักอาศัยต่างๆ ใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ จึงตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน ของคนหลากหลายช่วงวัย เป็นการผสมผสานที่โดนใจผู้ซื้ออย่างแท้จริง ทำให้ล่าสุดยอดขายโครงการรวมเกินกว่า 13,000 ล้านบาทไปแล้ว

สำหรับโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 398 ไร่ บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ อีอีซี บนถนนบางนา-ตราด กม. 7 ประกอบไปด้วยโครงการที่พักอาศัยหลากหลายรูปแบบ พื้นที่สีเขียว และสวนสาธารณะ พื้นที่สำหรับกิจกรรมชุมชน และพื้นที่เชิงธุรกิจสำหรับร้านค้าและสำนักงาน

เดอะ ฟอเรสเทียส์ ถือเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่พัฒนาโดยบริษัทเอกชนมูลค่ารวม 1.25 แสนล้านบาท โดยมีกำหนดสร้างเสร็จสมบูรณ์ทุกโครงการในต้นปี 2567

เดอะ ฟอเรสเทียส์

“การที่ผู้คนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงการได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันกับครอบครัวมากขึ้น จากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ล้วนตอบโจทย์แนวคิดสำคัญของโครงการของเราที่ผสานธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตประจำวัน และการออกแบบที่ส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวจากหลากหลายเจเนอเรชั่นได้มาอยู่ใกล้ชิดกัน อย่างลงตัว”

นายกิตติพันธุ์ กล่าวว่า ล่าสุดบริษัทได้เปิด ฟอเรสต์ พาวิลเลียน ซึ่งออกแบบโดย Foster+Partners จัดแสดงห้องตัวอย่าง 11 ห้องจาก 3 โครงการที่อยู่อาศัยในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยให้เข้ามาเยี่ยมชมภายในโครงการ และ ช่วยให้ผู้สนใจเห็นภาพแนวคิดสำคัญในการพัฒนาโครงการของเรา รวมทั้งคุณภาพของการออกแบบและรูปแบบของที่อยู่อาศัยประเภทต่างๆ

เดอะ ฟอเรสเทียส์

เดอะ ฟอเรสเทียส์ ประกอบไปด้วยที่อยู่อาศัยทั้งหมด 7 แบบ ได้รับการออกแบบจัดสรรออกมาในหลายระดับราคาที่สอดคล้องสำหรับช่วงวัยต่างๆ และไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายรูปแบบ มุ่งเน้นการได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน พร้อมกับการเลือกใช้วัสดุและการออกแบบด้วยมาตรฐานคุณภาพสูงสุด โดยมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 5-250 ล้านบาท

ในส่วนของที่อยู่อาศัยภายใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ ล่าสุด คอนโดมิเนียมแบรนด์ ‘มัลเบอร์รี โกรฟ’ และ ที่อยู่อาศัยแบรนด์ ‘มัลเบอร์รี โกรฟ’ สามารถทำยอดขายสูงสุดกว่า 6,300 ล้านบาท ตามมาด้วยคอนโดมิเนียมแบรนด์ ‘วิสซ์ดอม’ ที่มียอดขายมากกว่า 3,000 ล้านบาท

นายกิตติพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับที่อยู่อาศัยแบรนด์ ‘มัลเบอร์รี โกรฟ’ ได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบครอบครัวคนไทย ที่มีหลากหลายเจนเนเรชั่นอาศัยอยู่ร่วมกัน โดยบ้าน ‘มัลเบอร์รี โกรฟ’ แต่ละหลังจะมีขนาดที่แตกต่าง เชื่อมถึงกันได้ด้วยทางเดินพิเศษ มุ่งตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่ให้สามารถใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด แต่ยังคงมีความเป็นส่วนตัว และมีพื้นที่ที่แยกออกจากกัน

“เป็นแนวคิดรูปแบบใหม่ที่มีการออกแบบให้บ้านหลายขนาดเชื่อมต่อถึงกันเป็นคลัสเตอร์โฮม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของครอบครัว ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดย ‘มัลเบอร์รี โกรฟ วิลล่า’ ขายได้แล้วจำนวน 10 หลัง” เขากล่าว

 

โครงการที่พักอาศัยใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้แก่

  • คอนโดมิเนียมแบรนด์ ‘มัลเบอร์รี โกรฟ’ คอนโดมิเนียมแบบ low-rise ที่มุ่งตอบโจทย์ที่ไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับ ใกล้ชิดกับธรรมชาติ จำนวน 6 อาคาร โดยมีห้อง 16 แบบ ขนาดตั้งแต่ 63 ตารางเมตร ไปจนถึง 1,027 ตารางเมตร

  • ที่อยู่อาศัยแบรนด์ ‘มัลเบอร์รี โกรฟ’ บ้านสไตล์คลัสเตอร์โฮม ที่มุ่งตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่หลากหลายเจนเนเรชั่น จำนวน 37 หลัง 3 ขนาด ตั้งแต่ 4-6 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นประมาณ 1,000 ตารางเมตร ถึง 1,600 ตารางเมตร
  • คอนโดมิเนียมแบรนด์ ‘วิสซ์ดอม’ แบบ high-rise จำนวน 3 อาคารที่มุ่งตอบโจทย์คนวัยเริ่มต้นทำงาน วัยสร้างครอบครัว ครอบครัวใหม่ และคนรักสัตว์เลี้ยง โดยมีห้อง 7 แบบ ขนาดตั้งแต่ประมาณ 35 ไปจนถึง 205 ตารางเมตร

  • ที่อยู่อาศัยแบรนด์ ‘ดิ แอสเพน ทรี’ โครงการที่พักอาศัยพร้อมมอบบริการดูแลตลอดชีวิต สำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการใช้ชีวิตในระยะยาว ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป มีทั้งแบบ Active Living Condominiums และ Sky Villa Residences เพรียบพร้อมทั้งที่พักอาศัย สิ่งอำนวยความสะดวก การบริการอย่างครบครัน และการดูแลด้านสุขภาพจากผู้เชี่ยวชาญอย่างครบวงจร

  • ที่อยู่อาศัยแบรนด์ ‘ซิกส์เซนส์’ วิลล่าระดับซูเปอร์ ลักชัวรี่ ที่บริหารและจัดการโดยซิกส์เซนส์แบรนด์เซอร์วิสระดับโลก

นอกจาก โครงการที่พักอาศัยหลากหลายรูปแบบ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ยังประกอบด้วยพื้นที่เชิงธุรกิจสำหรับสำนักงาน สปอร์ตคอมเพล็กซ์ กิจกรรมไลฟ์สไตล์ต่างๆ ร้านค้าปลีก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม พื้นที่ Family Center สำหรับกิจกรรมสร้างสรรค์ของครอบครัว และพื้นที่ Town Center สำหรับกิจกรรมชุมชนและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ โรงละคร อีเวนต์ฮอลล์ ตลาด

เดอะ ฟอเรสเทียส์

นอกจากนี้ ยังมีองค์ประกอบสำคัญที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือ ป่าขนาดใหญ่พื้นที่ 30 ครอบคลุมพื้นที่ใจกลางของโครงการ มีทางเดินยกระดับความยาวกว่า 1.6 กิโลเมตร ซึ่งรวมทางเดินที่เชื่อมโยงไปยังพื้นที่ต่างๆ และทางเดินที่ทอดตัวอยู่เหนือผืนป่าซึ่งอยู่บริเวณใจกลางโครงการ


Warapong Pankaew22 มิถุนายน 2021
.png

2min156

เป้าหมายเปิดประเทศภายใน 120 วัน ของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูเหมือนจะจุดไฟความหวังให้กับภาคธุรกิจได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์กันรำไรๆ แม้ว่าในใจก็อาจจะหวั่นๆ อยู่ว่าจะทำได้แน่หรือ

เอาเป็นว่า 120 วันนั้นคือเป้าหมายที่ปักธงเอาไว้ เหมือนเป็นการส่งสัญญาณนับถอยหลังให้ทุกคนได้เตรียมความพร้อมกับการก้าวต่อสำหรับธุรกิจตั้งแต่ฐานราก ต้นน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ส่วนจะใช้เวลามากกว่านั้นหรือไม่มันก็ต้องรอดูกันต่อไป

ถึงอย่างไรเดิมพันเปิดประเทศครั้งนี้ ก็ได้รับเสียงขานรับจากภาคธุรกิจอยู่ไม่น้อย เพราะอย่างน้อยๆ ในแง่จิตวิทยาทำให้คนมีความหวังใหม่ หลังจากจมปลักกับสารพันปัญหามานานเกือบ 2 ปี แม้ในโลกแห่งความเป็นจริง การเปิดประเทศก็ยังไม่อาจทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาอย่างทันทีทันใด

new normal

ขานรับเปิดประเทศศก.ฟื้น ภาคอสังหาฯขยับ
นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นในทันทีว่า “เดิมพันเปิดประเทศภายใน 120 วัน” นับเป็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีของเศรษฐกิจ เป็นการเดินหน้าระหว่างระบบสาธารณสุขไทยกับทิศทางเศรษฐกิจที่เดินหน้าไปพร้อมกันเป็นครั้งแรกและมีเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น

การเร่งเตรียมความพร้อมในการเปิดประเทศจะเป็นสัญญาณที่กระตุ้นให้ภาคเอกชนรวมถึง SME ที่นับเป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศเริ่มมีเป้าหมายชัดเจนขึ้น และแสนสิริก็มีแผนพร้อมรับการกลับมาเปิดประเทศ และการฟื้นตัวของเมืองท่องเที่ยว โดยเชื่อว่า เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส 4 รวมถึงเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยวที่จะเริ่มฟื้นตัว และนี่ไม่ใช่แค่ความหวังแต่คือความจริง

ต่างชาติจะกลับมา ภาคเอกชนในธุรกิจต่างๆ จะเร่งพลิกฟื้นธุรกิจ ขณะที่ศักยภาพเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีความโดดเด่นแตกต่างกันออกไป จะพร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งจากชาวไทยและต่างชาติ ให้กลับมาคึกคักและสร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งอีกครั้ง หากมีการเปิดประเทศจริงและนักท่องเที่ยวกลับมาได้ จากความเชื่อมั่นของชาวต่างชาติ ที่มองว่าเมืองไทยปลอดภัย มีระบบสาธารณสุขที่ดี และมีแนวโน้มความต้องการซื้อคอนโดเป็นบ้านหลังที่ 2 หรือเป็น Safe Heaven เพิ่มขึ้น” นายเศรษฐากล่าว

เช่นเดียวกับกลุ่มไรมอน แลนด์ โดยนายมนาเทศ อันนวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด และการขาย เชื่อว่า ทิศทางอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก หลังจากเริ่มปูพรมฉีดวัคซีนให้กับประชาชนให้ได้ 70% และการประกาศเปิดประเทศภายใน 120 วัน รวมถึงการเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน กระตุ้นบรรยากาศและความมั่นใจในการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนลูกค้าชาวต่างชาติให้กลับมา

นั่นคือเสียงตอบรับของภาคอสังหาฯ แต่ก็มีคำถามคาใจหลายๆ คนเช่นกันว่า แล้วธุรกิจอสังหาฯจะฟื้นคืนชีพได้จริงหรือไม่หลังเปิดประเทศ และจะฟื้นได้สักเมื่อไหร่หลังจากนั้น ก็เป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่ต้องพิจารณา เพราะปัจจัยไม่ได้อยู่แค่การเปิดประเทศ แต่ยังมีสภาพภายในของธุรกิจเป็นเครื่องบ่งชี้ด้วยเช่นกัน

ศูนย์ข้อมูลฯคาดตลาดเริ่มฟื้นตัวได้ในปี 65
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ให้ความเห็นว่า เป้าหมายเปิดประเทศใน 120 วัน เป็นเป้าหมายทางเวลาที่ทำให้ชัดเจนขึ้น ว่าภายในปีนี้วัคซีนจะฉีดครอบคลุมได้มากกว่า 75% ทำให้มีโอกาสมากขึ้นที่จะเริ่มมีเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจภายใน

ทั้งนี้ เศรษฐกิจในภาพรวมน่าจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ถ้าสามารถฉีดวัคซีนได้ครบตามเป้าหมาย 120 วัน โอกาสที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะไม่ติดลบ และเห็นตัวเลขที่เป็นบวกใกล้เคียงกับที่ประเมินกันไว้ที่ 2% มากขึ้น

ขณะเดียวกัน การเปิดประเทศจะทำให้คนเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น ทำให้ภาคอสังหาฯเริ่มเห็นแววของการฟื้นตัว เพราะเมื่อเปิดประเทศจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมา แต่กำลังซื้ออาจจะยังไม่แข็งแรง ซึ่งต้องค่อยๆ ฟื้นฟูกันไป แต่ถ้าไม่เปิดเลยก็จะไม่มีกำลังซื้อ เพราะคนไม่มีรายได้เพียงพอในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

“แม้ภาคอสังหาฯจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวแต่ปีนี้คงจะยังไม่ชัดเจนมากนัก น่าจะเห็นในไตรมาสสุดท้ายที่จะกระเตื้องขึ้น ซึ่งสอดรับกับมาตรการลดค่าโอน กับค่าจำนองที่จะช่วยกระตุ้นตลาดกลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทให้มีการซื้อ-โอนมากขึ้นในช่วงปลายปี โดยเฉพาะกำลังซื้อของผู้บริโภคในภาคส่งออกที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของภาคอสังหาฯในปีนี้จะยังไม่น่าจะเติบโตได้มาก เพราะผลของการเปิดประเทศจะยังไม่น่าจะเกิดขึ้นเร็ว

ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลยังคงประเมินการเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์ไว้เท่าเดิม โดยในครึ่งปีแรกจะเติบโตอยู่ในระหว่าง 1% ถึงติดลบ 4% เพราะเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในรอบที่ 3 และจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวขึ้นบ้างในไตรมาสที่ 4 โดยจะเริ่มเห็นภาพการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นในปี 2565 เป็นต้นไป

มองโอกาสตลาดอสังหาฯหลังเปิดประเทศ
ดร.วิชัย วิเคราะห์ต่อว่า การเปิดประเทศจะทำให้กำลังซื้ออสังหาฯจากต่างชาติเริ่มกลับเข้ามา เมื่อสามารถเดินทางได้สะดวกขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาชาวต่างชาติเข้ามาไม่ได้ แม้จะมีการขายผ่านออนไลน์ หรือโรดโชว์ แต่ยอดขายก็ไม่ได้มากเท่าเดิม ถ้าเปิดประเทศก็จะทำให้มีการเข้ามาซื้ออสังหาฯในประเทศเพิ่มขึ้น

“การซื้ออสังหาฯของต่างชาติที่กลับเข้ามาจะเป็นช่องทางหนึ่งในการระบายสต๊อกคอนโดมิเนียมที่ในตอนนี้เหลืออยู่ให้ออกไปเร็วขึ้น ผู้ประกอบการคอนโดน่าจะได้ประโยชน์จากตรงนี้” ดร.วิชัยกล่าว

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่เคยหายไปก็คือ กลุ่มคนทำงานชาวต่างชาติ ซึ่งถ้าเปิดประเทศและเริ่มมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลุ่มนี้จะเริ่มกลับเข้ามา ทำให้อาคารสำนักงาน โรงแรม อพาร์ตเมนต์ เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ จะเริ่มมี demand กลับเข้ามา

ขณะเดียวกัน เราได้ตั้งเป้าจะเป็นศูนย์การประชุมและจัดนิทรรศการนานาชาติ (MICE) และการเป็นสำนักงานภูมิภาค (regional office) ซึ่งที่ผ่านมายังทำไม่ได้ ก็เป็นโอกาสที่รัฐบาลจะส่งเสริมและผลักดันให้เกิดขึ้น และจะทำให้ผู้ที่ซื้ออสังหาฯเพื่อการลงทุนในการปล่อยเช่าจะเริ่มกลับมา เพราะตอนนี้ แม้ว่าจะมีของราคาถูก แต่ยังไม่ซื้อเพราะไม่มั่นใจว่าจะปล่อยเช่าได้หรือไม่

หลังการเปิดประเทศยังต้องใช้เวลา ในปีนี้จึงอย่าเพิ่งไปหวังว่าต่างชาติจะกลับมาซื้ออสังหาฯในบ้านเรา แต่หวังว่า การเปิดประเทศจะสร้างความมั่นใจให้คนต่างชาติเข้ามาในบ้านเรามากกว่า ขณะเดียวกัน ก็ต้องเตรียมความพร้อมรองรับ โดยอาจจะต้องเปิดธุรกิจใหม่ เช่น เวลเนส สำหรับผู้สูงวัยรวมถึงการสร้างความมั่นใจในเรื่องของสาธารณสุขที่ดี

เตรียมความพร้อม เร่งฟื้นกำลังซื้อในประเทศ
“ในช่วงแรกจึงเป็นเหมือนการเปิดบ้านพร้อมต้อนรับ โปรโมตให้เขามั่นใจ ชักชวยให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว หรือพำนักในระยะยาว แต่อย่างเพิ่งคาดหวังว่าจะเข้ามาซื้อทันที คาดว่าในช่วงต้นปีหน้าถึงจะเริ่มมีการซื้อขายกันเกิดขึ้น ซึ่งจากการได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับเอเยนต์ต่างชาติ พบว่า กลุ่มคนจีนยังให้ความสนใจและมองว่าอสังหาฯของเรายังมีอนาคตที่ดี”

ดร.วิชัยกล่าวอีกว่า สำหรับกำลังซื้อภายในประเทศจะค่อยๆ ฟื้นกลับมา ซึ่งในขณะนี้ กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก เริ่มกลับมามีรายได้ที่ดีขึ้น หลังจากตัวเลขการส่งออกขยายตัวจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนกลุ่มธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวก็ต้องรอเวลาหลังการเปิดประเทศ คาดว่าปลายปีนี้ จะมีการซื้อและโอนที่อยู่อาศัยจากกลุ่มที่พร้อมในเรื่องของกำลังซื้อ

“เราควรจะเร่งฟื้นฟูกำลังซื้อภายในประเทศ เพื่อจะเป็น momentum ส่งไปถึงปีหน้าให้ขยับไปได้เร็วขึ้นหลังการเปิดประเทศ ซึ่งนอกจากมาตรการที่มีอยู่แล้วและที่กำลังพิจารณาอยู่ ควรมีมาตรการเพิ่มเติม อย่างเช่นมาตรการ LTV ควรจะเว้นการใช้ไปสักช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อเปิดให้การซื้อบ้านหลังที่สองสำหรับการลงทุนปล่อยเช่าในระยะยาวทำได้ง่ายขึ้น เป็นต้น” ดร.วิชัยกล่าว

เปิดเงื่อนไขธุรกิจอสังหาฯฟื้นได้จริงแค่ไหน
ขณะที่นายอธิป พีชานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมอาคารชุดไทยและสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ให้ความเห็นว่า ถ้าจะให้ประเมินการฟื้นตัวของภาคอสังหาฯ หลังการเปิดประเทศคงจะไม่สามารถบอกเป็นช่วงเวลาได้ เพราะต้องดูปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ประกอบด้วย

ข้อแรกสถานการณ์ภาพรวมโรคระบาดและเศรษฐกิจดีขึ้นจริงหรือเปล่า โดยจะต้องฉีดวัคซีนให้ได้ทั่วถึง และควบคุมโรคให้ได้ และข้อสองอุปทาน(ซัพพลาย)ในตลาดอสังหาฯเป็นอย่างไร ถ้าซัพพลายยังเพิ่มขึ้นมาอีก หรืออัตราดูดซับช้าลงอีก นโยบายการเปิดประเทศ 120 วันก็ช่วยอะไรไม่ได้

ภาคอสังหาฯจะเริ่มฟื้นตัวได้นับจากวันที่เราสามารถฉีดวัคซีน 2 เข็มได้ 50% ขึ้นไป ซึ่งเชื่อว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้น เพราะวัคซีนจะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรค และที่สำคัญจะมีผลต่อจิตวิทยา สร้างความเชื่อมั่น คนที่ฉีดครบ 2 โดส จะกล้าทำกิจกรรมต่างๆ กล้าเดินทาง กล้าท่องเที่ยว

ซื้อบ้าน

เรื่องต่อมาต้องดูการบริโภคภายในประเทศ ถ้าสินค้าอุปโภคบริโภคมีการเติบโต เพราะสินค้าถาวรอย่างที่อยู่อาศัยก็จะมียอดขายตามมา จึงต้องดูว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกดีขึ้นหรือไม่ และเมื่อคนเริ่มมีความมั่นคงด้านรายได้ยอดขายรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์จะเริ่มดีขึ้น ถ้ามีอัตราการเติบโตสูงขึ้น มีแนวโน้มว่าที่อยู่อาศัยจะเติบโดตามหลังมาไม่เกิน 1 เดือน

สำหรับทิศทางอสังหาฯในครึ่งปีแรกนายอธิป มองว่า อาจจะติดลบอยู่ที่ประมาณ 10% บวก-ลบ ตลาดบ้านจัดสรรยังพอไปได้ เพราะมีกำลังซื้อตัวจริงยังเข้ามาซื้ออยู่ต่อเนื่อง แม้ว่ายอดเข้าโครงการจะลดลง แต่สำหรับตลาดคอนโดยังไม่ดี เพราะกำลังซื้อหลักๆ หายไป ถ้ามองภาพรวมตลาดอสังหาฯปีนี้ บ้านจัดสรรจะดีต่อเนื่อง และหวังว่าคอนโดฯจะกลับมาได้บ้างในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ตลาดอสังหาฯโดยรวมสำหรับปีนี้น่าจะติดลบไม่ถึง 10%


Warapong Pankaew21 มิถุนายน 2021
hero_street-view-1280x1010.jpeg

1min44

ไรมอน แลนด์ มั่นใจเปิดประเทศปลุกความเชื่อมั่นการลงทุน เตรียมลุยเปิดโครงการระดับลักชัวรี่ 3 โครงการ มูลค่ารวม 2 หมื่นล้าน พร้อมปรับภาพลักษณ์โครงการขยายฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่รายได้สูง

นายมนาเทศ อันนวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด และการขาย บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก หลังจากเริ่มปูพรมฉีดวัคซีนให้กับประชาชนให้ได้ 70% และการประกาศเปิดประเทศภายใน 120 วัน รวมถึงการเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติ 4 กลุ่ม ที่มีรายได้สูงและศักยภาพสูงเข้าสู่ประเทศไทย ปัจจัยดังกล่าวจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นที่จะดึงบรรยากาศและความมั่นใจในการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนลูกค้าชาวต่างชาติให้กลับมา

“แม้การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะทำให้ภาพรวมของตลาดอสังหาฯตั้งแต่ต้นปีชะลอตัวลง แต่สำหรับกลุ่มคอนโดลักชัวรี่ ทำเลใจกลางเมืองที่มีจำนวนจำกัด ยังมีความต้องการเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากผู้ที่กำลังมองหาที่พักอาศัย หรือซื้อไว้เพื่อลงทุน ทำให้คอนโดมิเนียมลักชัวรี่ ยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก และมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวจากกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูง

เห็นได้จากยอดโครงการ The Lofts Silom ที่ปิดการขายเป็นที่เรียบร้อยในไตรมาส 1 และ โครงการ TAIT Sathorn 12 ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าสถานการณ์ในครึ่งปีหลังจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากการที่ประชาชนในประเทศและทั่วโลกได้ทยอยรับวัคซีน จะทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มกลับมาฟื้นตัว” นายมนาเทศ กล่าว

สำหรับแผนลงทุนในปีนี้บริษัทเตรียมจะเปิดโครงการระดับลักชัวรี่เพิ่มอีก 3 โครงการ มูลค่ารวม 20,000 ล้านบาท ได้แก่ คอนโดบนทำเลสุขุมวิท 2 โครงการ ที่สุขุมวิท 38 และพร้อมพงษ์ ทั้ง 2 โครงการรวมกันประมาณ 14,000-15,000 บ้านบาท และโครงการลักชัวรี่ วิลล่า (คาดว่าจะอยู่ที่ภูเก็ต) อีก 1 โครงการ มูลค่า 4,000-5,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน บริษัทได้ปรับภาพลักษณ์ และการสร้างสร้างการรับรู้แบรนด์ เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่ม Young Affluents ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีรายได้สูง โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าการขายไว้ที่ 2,700 ล้านบาท จาก 2 โครงการหลักคือ The Estelle พร้อมพงษ์ และ Tait สาทร 12 เป็นการขายทั้งในต่างประเทศและต่างประเทศ โดยในไตรมาสแรกสามารถทำยอดขายไปได้เกือบ 1,600 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปีจะสามารถทำได้เกินกว่าเป้าที่ตั้งเอาไว้

“ช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมีการปรับกลยุทธ์การตลาด การจัดแคมเปญส่งเสริมการขายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการรีแบรนด์ดิ้ง ปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้มีความลักชัวรี่ ทันสมัย และสามารถเข้าถึงเจเนอเรชั่นใหม่ ครอบคลุมทั้งกลุ่มเป้าหมายเดิมที่เชื่อมั่นในแบรนด์ และ กลุ่ม Young Affluents ผู้มีกำลังซื้อยุคใหม่ รวมถึงการปรับภาพลักษณ์โครงการ TAIT Sathorn 12 คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่บนทำเลสาทรให้เข้ากับความ Modern Luxury และมีแผนที่จะขยายการปรับภาพลักษณ์โครงการอื่นๆ ในอนาคต” นายมนาเทศกล่าว


สำหรับโครงการ Tait สาทร 12 เป็นคอนโดมิเนียม High-rise ระดับลักชัวรี่ ในราคาเริ่มต้น 8.88 ล้านบาท พัฒนาภายใต้แนวคิด “Live The Best of Sathorn Life” ความเป็นที่สุดแห่งไลฟ์สไตล์คนเมืองย่านสีลม สาทรอย่างแท้จริง ในพื้นที่สาทรซอย 12 ทำเลที่มีศักยภาพใจกลางเขตธุรกิจ หรือ Prime CBD (Central Business District) และศูนย์กลางทางการเงิน (Financial District) ตอบโจทย์วิถีชีวิตที่ต้องการเชื่อมต่อการเดินทาง พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มูลค่าโครงการกว่า 4,300 ล้านบาท โดยปัจจุบันมียอดขายอยู่ที่ 75% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ โครงการยังได้รับรางวัล “Best Luxury Condominium Project – Thailand 2021” จัดขึ้นโดย International Finance Magazine นิตยสารด้านธุรกิจและการเงินชั้นนำของ UK’s International Finance Publications Limited ซึ่งเป็นการการันตีถึงคุณภาพของโครงการในระดับสากล

 


Warapong Pankaew19 มิถุนายน 2021
Untitled-design-1.png

1min64

เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงและถกเถียงกันอยู่มากกับเป้าหมายการเปิดประเทศใน 120 วันของท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา วันนี้มาฟังมุมมองและความเห็นการเปิดประเทศกับการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ของนายอธิป พีชานนท์ ซึ่งปัจจุบันเป็นรองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ควบด้วยประธานคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาสมาคมการค้า และยังเป็นนายกกิตติมศักดิ์สมาคมอาคารชุดไทยและสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร

อธิป พีชานนท์
อธิป พีชานนท์

ไม่แน่ใจ 120 วันเปิดประเทศได้
เกี่ยวกับการเปิดประเทศภายใน 120 วัน นายอธิป เห็นว่า ระยะเวลา 120 วันค่อนข้างสั้น ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีความเป็นไปได้แค่ไหน เพราะจุดหลักๆ คงเป็นเรื่องของการฉีดวัคซีน และการควบคุมการติดเชื้อ ถ้าวัคซีนยังไม่ชัดเจนว่าจะฉีดได้ครบภายใน 120 วันจริงหรือเปล่า ก็จะเป็นเรื่องหนึ่งที่น่ากังวล

เราต้องทำการบ้านว่า การเปิดประเทศ นักท่องเที่ยวต้องไม่มีข้อกังวลเรื่องการติดเชื้อ และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ต้องพร้อมให้บริการ สิ่งที่เรายังควบคุมไม่ได้คือ การติดเชื้อจะยังคงต่อเนื่องไปแค่ไหน ถ้าเรายังมีคลัสเตอร์ใหม่ๆ คนงานต่างด้าวหรือไปคลัสเตอร์ตลาดสด ตรงนี้เรายังไม่นิ่ง

เราต้องมีแอคชั่นแพลน ให้ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรให้การแพร่ระบาดในคลัสเตอร์ต่างๆ นิ่ง ซึ่งต้องมีวัคซีนที่จะไปฉีดให้แรงงานต่างด้าวเพราะเป็นคลัสเตอร์ใหมญ่สุด เพื่อระงับการแพร่เชื้อไม่ให้เกิดคลัสเตอร์ใหม่ๆ แต่ขณะนี้คนไทยวัคซีนยังไม่พอฉีดยังแย่งกันฉีด เราจึงไม่มีวัคซีนไปฉีดคนต่างด้าว แล้วจะหยุดการแพร่เชื้อได้จริงหรือเปล่า

การจะเปิดประเทศจริงๆ ต้องมีการฉีดวัคซีนที่ทั่วถึง และสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ ถ้าทำได้ไม่ดีขึ้น ต่อให้ขยายไปเป็น 180 วัน มันก็ทำไม่ได้อยู่ดี เรื่องสำคัญจึงอยู่ที่การฉีดวัคซีนให้ได้ทั่วถึง

วัคซีนมาความเชื่อมั่นฟื้น
“ผมก็ไม่เข้าใจหรืออาจจะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางก็ได้ แต่ผมไม่เข้าใจว่าเรามีเงินที่แจกในโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเราคนละครึ่ง ถ้าสามารถเปลี่ยนมาซื้อวัคซีนซึ่งเงินก็มีเพียงพออยู่แล้ว แต่ตอนนี้ เรามาเสียดายเงินหรือซื้อวัคซีนไม่ได้ซะที ซึ่งผมก็สงสัยว่าการซื้อวัคซีนมันซื้อยากขนาดนั่นเชียวหรือ ประเทศอื่นๆ มีวัคซีนเหลือจนจะเอาไปทิ้ง ไปบริจาค ทำไมประเทศอื่นซื้อกันได้ แต่เราซื้อไม่ได้”

นายอธิป กล่าวต่อว่า การที่เราเสียเงินซื้อวัคซีน ถือเป็นการใช้เงินที่ถูกที่สุดในการแก้ไขปัญหาและทำให้เวลาสั้นขึ้น ทำให้คนมั่นใจ ซึ่งวัคซีนมีประโยชน์ 2 อย่าง คือ 1.ประโยชน์ด้านกายภาพ ทำให้ร่างกายแข็งแรง เป็นโรคน้อยลง ป่วยน้อยลง และ 2. มีผลต่อจิตวิทยา ตรงนี้สำคัญกว่า เพราะถ้าคนฉีดเข็มแรก จะรู้สึกสบายใจและเชื่อมั่น คนที่ฉีดครบ 2 โดส จะกล้าทำกิจกรรมต่างๆ กล้าเดินทาง กล้าท่องเที่ยว สิ่งที่ต้องคิดตอนนี้ คือต้องตรงประเด็น เอาวัคซีนให้อยู่หมัด

บ้าน-คอนโด ท่ามกลางโควิดระลอก 3
เข้ามาที่ภาคอสังหาฯในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตัวเลขยอดเข้าชมโครงการลดลงทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรร โดยในส่วนของบ้านจัดสรรแม้ยอดจะดีอยู่ แต่การเยี่ยมชมโครงการบ้านจัดสรรก็ลดลง เพราะเป็นเรียลดีมานด์ที่เป็นตัวจริงและเสียงจริง แต่ที่เสียดายคือ ยอด follow up จากกลุ่มลูกค้าที่สนใจแต่ขอเวลาพิจารณาอีกระยะหนึ่ง ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ไม่เข้ามาดูโครงการในช่วงนี้

นายอธิป อธิบายว่า ลูกค้าที่สนใจซื้อบ้านหรือคอนโดแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่ม A คือลูกค้าที่แสดงความต้องการซื้อเลย กลุ่ม B ลูกค้ามีความพร้อมทางการเงิน แต่มาศึกษาและหาข้อมูล ยังไม่ตัดสินใจซื้อ แต่ไม่มีปัญหาเรื่องการเงินหรือกู้ไม่ผ่าน แต่ไม่ได้รีบซื้อที่อยู่อาศัยต้องมีเวลาตัดสินใจ ซึ่งในภาวะปกติจะอยู่ประมาณ 3 เดือนบวกลบ

ขณะที่ลูกค้ากลุ่ม C สนใจคล้ายๆ กลุ่ม B แต่อาจจะมีปัญหาเล็กน้อยในเรื่องของความสามารถที่จะขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน กลุ่มนี้ต้องใช้เวลาในการพัฒนาอย่างน้อย 6 เดือนจนไปถึง 1 ปี แต่สถานการณ์ปัจจุบัน กลุ่ม B และ C ไม่เข้าเยี่ยมชมโครงการ เนื่องจากลูกค้าไม่รีบ แต่ที่โครงการบ้านจัดสรรยังขายได้ คือ กลุ่ม A เพราะมีความจำเป็นเร่งด่วนและมีความพร้อมด้วยให้ยอดโครงการแนวราบยังไปได้

ส่วนคอนโดฯไม่ต้องพูดถึง ลูกค้าทั้งกลุ่ม A B และ C ไม่เข้าโครงการ แถมต่างชาติก็ยังไม่มา กลุ่มเก็งกำไรก็หายไป กลุ่มลงทุนให้เช่าก็ไม่มี เพราะการซื้อคอนโดฯยังไม่มีความจำเป็นต้องรีบยังโครงการที่สร้างเสร็จแล้วแต่ยังขายไม่หมดเหลืออยู่ เมื่อยังมีเหตุการณ์ผิดปกติก็รอดูสถานการณ์ไปก่อน”

ดังนั้น แรงกดดันจึงตกอยู่ที่ผู้ประกอบการจนเกิดสงครามราคา และยังมีคอนโดฯมือสองเข้ามาแข่งขันอีก ทำให้คอนโดฯอยู่อาการที่หนักกว่าโครงการบ้านจัดสรร แม้ว่าบ้านจัดสรรจะมีมือสอง แต่ก็ไม่ใช่คู่แข่งตัวจริงของโครงการบ้านจัดสรรมือหนึ่ง อีกทั้งราคาห้องชุดยังมีความยืดหยุ่น เนื่องจากซื้อในราคาเก่าสามารถขายแบบไม่เอากำไรได้ แต่บ้านมือหนึ่งแพงอยู่แล้วในทำเลเดียวกัน

เปิดประเทศอสังหาฯฟื้นตัวได้เมื่อไหร่?
การเปิดประเทศจะมีผลต่อการฟื้นตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากน้อยแค่ไหน นายอธิปให้คำตอบว่าขึ้นอยู่กับ 1.สถานการณ์ภาพรวมโรคระบาดและเศรษฐกิจดีขึ้นจริงหรือเปล่า 2.อุปทาน(ซัพพลาย)ในตลาดอสังหาฯเป็นอย่างไร ถ้าซัพพลายยังเพิ่มขึ้นมาอีก หรืออัตราดูดซับช้าลงอีก นโยบายการเปิดประเทศ 120 วันก็ช่วยอะไรไม่ได้

นอกจากนี้ การที่ต่างชาติจะมาซื้ออสังหาฯหลังจากเปิดประเทศแล้ว มีอะไรที่เป็นจุดดึงดูดใหญ่ ให้ต่างชาติต้องเข้ามาซื้อ ตอนนี้เรื่องวีซ่าก็ไม่ได้ให้สิทธิ์พิเศษอะไร ซึ่งเราเคยเสนอให้ชาวต่างชาติซื้ออสังหาฯเหมือนตอนปี 2540 คือเอาเงินมาลงทุน 10 ล้านบาท จะซื้ออสังหาฯ ตราสารทางการเงิน ฯลฯ จะได้วีซ่าฟรี 10 ปี รู้สึกจูงใจกว่าแจกบัตรอีลิทการ์ด

TOD

“ภาคอสังหาฯไม่ได้อยู่คนเดียว ถ้าคนไม่มั่นใจโอกาสที่จะสร้างฐานกลุ่ม B และ C คงเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้ เราก็รอกลุ่ม A แต่เป็นกลุ่มที่มีความต้องการ อยู่แล้ว และกลุ่ม A จะยังไม่หมด เพราะประชากรต้องมีการเติบโตขึ้น”

“ภาคอสังหาฯในครึ่งปีแรกคาดว่าคงจะติดลบอยู่ที่ 10% บวก-ลบ เรามองว่าปีนี้ บ้านจัดสรรไม่เลวร้ายมาก ทั้งนี้ ต้องมองภาพรวมอสังหาฯในครึ่งปีหลัง ถ้าตลาดคอนโดฯมีสิทธิกลับมา เนื่องจากความต้องการคอนโดฯยังพอมีอยู่ เพียงแต่คนยังไม่กล้าตัดสินใจและผู้ประกอบการไม่สามารถจัดกิจกรรมต่างๆ ได้ ส่วนโครงการบ้านจัดสรรจะดีต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2564 ทำให้ภาพรวมตลาดอสังหาฯติดลบไม่ถึง 10%” นายอธิปกล่าว


Warapong Pankaew17 มิถุนายน 2021
Plum-SKV62_Hero-Shot_re-1280x783.jpg

1min52

พฤกษา ส่ง พลัม คอนโดสุขุมวิท 62 เจาะตลาด affordable condo เคาะราคาเริ่มต้น 1.79 ล้าน หรือ 7.2 หมื่น/ตร.ม.

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในเดือนมิถุนายน 2564 บริษัทจะเปิดขายโครงการพลัมคอนโด สุขุมวิท 62 เป็นคอนโดมิเนียม Low Rise อยู่ในซอยสุขุมวิท 62 มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท เปิดขายในราคาเริ่มต้น 1.79 ล้านบาท หรือ ราคา 72,000 บาท ต่อตารางเมตรเท่านั้น ซึ่งคอนโดราคานี้ในทำเลสุขุมวิทถือว่าหาแทบไม่มีอีกแล้วจึงเป็นราคาคุ้มค่าไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัย หรือซื้อเพื่อลงทุนโดยมีผลตอนแทน (Yield) อยู่ที่ประมาณ 5%

โครงการพลัมคอนโด สุขุมวิท 62 อยู่ใกล้ BTS สถานีบางจาก ระยะเดินถึงสะดวกเพียง 550 เมตร และใกล้ทางด่วนเพียง 2 นาที ซึ่งสุขุมวิทเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นทำเลใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีสถานที่สำคัญรายล้อมมากมาย ทั้งย่านธุรกิจ ย่านกินดื่มเที่ยว แหล่งช็อปปิ้ง เป็นเส้นทางเดินรถไฟฟ้าสายหลักของกรุงเทพฯ ทำให้มีความต้องการที่อยู่อาศัยในย่านนี้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับคอนโดมิเนียมแบรนด์ “พลัมคอนโด” อยู่ในช่วงราคา 1-3 ล้านบาท จับกลุ่มลูกค้าที่เป็น New Generation อายุ 20-35 ปี ที่มองหาที่อยู่อาศัยโดยคำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยที่คุ้มค่า โดยจุดเด่นของแบรนด์พลัมคอนโด คือ การมีพื้นที่เพียงพอที่ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ ซึ่งจากผลการทำรีเสิร์ชพบว่า พื้นที่ เป็นปัจจัยแรกที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อ เราจึงใส่ใจในทุกรายละเอียดการออกแบบทุกตารางนิ้วให้สามารถใช้งานได้จริง รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่ส่วนกลางที่ออกแบบโดยคำนึงถึงรูปแบบวิถีการใช้ชีวิตแบบใหม่ มีการคิดเผื่อไปถึงเทรนด์ในการอยู่อาศัยในอนาคตเพื่อรองรับการใช้ชีวิตไปวันข้างหน้า (Tomorrow Reimagined)

รวมถึงผสานนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย รองลงมาคือเรื่องการบริการหลังการขาย ซึ่งเราได้จัดตั้งทีมเฉพาะเพื่อดูแลลูกค้าหลังจากเข้าอยู่อาศัยแล้ว โดยพฤกษาเปิดขายพลัมคอนโดมาแล้วเกือบ 20 โครงการ และได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมในทุกโครงการ เนื่องจากทำเลและโปรดักส์ที่โดนใจลูกค้า ตอกย้ำการเป็นเจ้าตลาดคอนโดสำหรับคนรุ่นใหม่และเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่ลูกค้านึกถึง และยังคงมุ่งมั่นเสาะหาทำเลศักยภาพสำหรับเพื่อพัฒนาโครงการใหม่ๆ ต่อไป ”

พลัมคอนโด สุขมวิท 62 ออกแบบภายใต้แนวคิด Comfy and Easy at Sukhumvit พัฒนาเป็นคอนโด Low-Rise 8 ชั้น 1 อาคาร พื้นที่โครงการเกือบ 2 ไร่ จำนวนห้อง 222 ยูนิต มีห้องพักให้เลือก 3 รูปแบบ ได้แก่ Studio 23.75-24.5 ตร.ม., 1 Bedroom 28.5-32.5 ตร.ม. และ 1 Bedroom Plus 34.75-35 ตร.ม.

พลัม คอนโด สุขุมวิท 62
เสนาคิทท์

 

สิ่งอำนวยความสะดวกหลากหลาย ประกอบไปด้วย Creative Garden, Double volume Lobby, Social Lobby, Co-working area, Fitness, Garden view Sauna, Panoramic swimming pool, Rooftop Garden และ Private Live room ซึ่งเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์กับคนยุคใหม่ โดยสามารถใช้เป็นห้องประชุมในรูปแบบการทำงานแบบ Work From Home หรือสามารถใช้เป็นสถานที่ Live ขายของออนไลน์หรือถ่ายรูปสินค้าได้เลย ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนใหญ่ของโครงการจะตั้งอยู่ที่ชั้น Rooftop ทำให้ผู้พักอาศัยได้พักผ่อนไปพร้อมๆกับการดูวิวเมืองสุขุมวิทไปด้วย

โครงการจะเปิดจอง Exclusive Sale ในวันที่ 19-20 มิ.ย. 64 นี้ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษเฉพาะในงานมากมาย อาทิ ฟรีเฟอร์นิเจอร์ (Fully Fitted) ผ่อนสบายๆ เริ่มต้นเดือนละ 1,999 บาท ยิ่งจองเยอะ ยิ่งได้รับส่วนลดเยอะ รับส่วนลดเพิ่มสูงสุดถึง 100,000 บาทต่อยูนิต ราคาเริ่มต้นเพียง 1.79 ล้านบาท ลงทะเบียนรับส่วนลดคลิก https://bit.ly/2SI4bFK


Warapong Pankaew16 มิถุนายน 2021
1601437704823-1280x800.jpg

1min113

เสนาดีเวลลอปเม้นท์ รุกหนักคอนโดราคาต่ำกว่า 1 ล้าน ส่งแบรนด์ “เสนาคิทท์” ปูพรมเปิดอีก 7 โครงการใหม่ นำร่องเปิด 2 ทำเลไตรมาส 3 ย่านฉลองกรุง-ลาดกระบัง และ บางปู

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้ส่งแบรนด์คอนโด “เสนาคิทท์” ซึ่งเป็นแบรนด์คอนโดราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงของคนที่มีรายได้จำกัดและต้องการที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ในราคาที่สามารถจับต้องได้ง่าย โดยล่าสุดได้ประกาศแผนเปิดโครงการใหม่ในแบรนด์ เสนาคิทท์ สำหรับในปี 2564 จำนวน 8 โครงการ รวมมูลค่า 3,704 ล้านบาท

สำหรับโครงการที่เปิดไปแล้วในไตรมาส 1 จำนวน 1 โครงการ “เสนาคิทท์ เวสต์เกต-บางบัวทอง” ราคาเริ่มต้นที่ 7.99 แสนบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 50% ส่วนอีก 7 โครงการ มีแผนจะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ประกอบด้วย 1.เสนาคิทท์ ฉลองกรุง-ลาดกระบัง 2.เสนาคิทท์ บางปู จะเปิดขายในไตรมาสที่ 3

ส่วนที่เปิดขายในไตรมาสที่ 4 ได้แก่ 3.เสนาคิทท์ บีทีเอส สะพานใหม่ 4.เสนาคิทท์ รังสิต-คลอง 4 5.เสนาคิทท์ เอ็มอาร์ที-บางแค (เฟส 2) 6.เสนาคิทท์ ศรีนครินทร์-ศรีด่าน และ 7.เสนาคิทท์ ธรรมศาสตร์-คลอง 1

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่เปิดโครงการแล้วและอยู่ระหว่างเปิดขาย 4 โครงการ รวมมูลค่า 1,306 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.เสนาคิทท์ เพชรเกษม-พุทธมณฑล สาย 7 2. เสนาคิทท์ เอ็มอาร์ที-บางแค 3.เดอะ คิทท์ รังสิต-ติวานนท์ และ 4. เดอะ คิทท์ พลหโยธิน-คูคต รวมแล้วเสนามีคอนโดต่ำล้านในแบรนด์ เสนาคิทท์ทั้งสิ้น 12 โครงการ มูลค่ารวม 5,010 ล้านบาท

ส่วนในปีหน้าก็จะมีคอนโดมิเนียมที่มีราคาขายต่ำกว่า 1 ล้านบาทออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการลงทุนอย่างต่อเนื่องนั้นนอกจากจะสร้างรายได้ให้กับบริษัทแล้ว ยังเป็นการสร้าง awareness ของแบรนด์ เสนาคิทท์ให้กับกลุ่มที่ยังเช่าอพาร์ตเมนต์หรือกลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มทำงานซึ่งยังมีหนี้น้อยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองในทำเลที่ใกล้แหล่งงาน

ทั้งนี้จากการศึกษาคอนซูมเมอร์อินไซด์ของลูกค้าเสนาคิทท์ พบว่า

1. คอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้านั้น ต้องเป็นคอนโดที่อยู่บนทำเลใกล้แหล่งงาน เพื่อความสะดวกสบาย และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้

2.ระดับราคาต้องไม่แพงสามารถจับต้องได้ แต่ได้ของที่คุ้มค่า

เสนาคิทท์
เสนาคิทท์

 

3. ที่อยู่อาศัยถือเป็นปัจจัย 4 มีคนจำนวนมากที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง แต่ฐานรายได้เอื้อมไม่ถึงระดับราคาทาวน์เฮาส์ในทำเลนั้นๆ คอนโดฯในระดับราคาต่ำล้านจึงเข้ามาตอบโจทย์ให้กับลูกค้าในกลุ่มนี้

โครงการเสนาคิทท์จึงเน้นเจาะทำเลรอบนอกเมือง ใกล้แหล่งงาน เน้นขนาดโครงการไม่ใหญ่มาก ฟังก์ชั่นภายในออกแบบกั้นห้องเป็นสัดส่วน ให้พื้นที่ส่วนกลาง สิ่งอำนวยความสะดวกครบเหมาะกับการอยู่อาศัย

ใครสนใจโครงการไหนก็เก็บตังค์รอไว้ได้เลย แต่ก่อนจะซื้อหาที่อยู่อาศัยควรเตรียมตัวให้พร้อม โดยเฉพาะเรื่องของสถานะทางการเงินโดยทาง Property Mentor มีข้อแนะนำเบื้องต้นดังนี้ครับ

สำหรับคนที่ต้องการซื้อบ้านหรือคอนโดราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท กรณีกู้เงินได้ 90-100% ของราคาบ้าน-คอนโด 1 ล้านบาท ควรต้องมีรายได้ 13,500-15,000 บาท สำหรับระยะเวลาการผ่อน 30 ปี จะผ่อนต่องวด 5,500-6,000 บาทโดยประมาณ หรือควรมีรายได้ประมาณ 16,000-18,000 บาท สำหรับการผ่อน 20 ปี โดยจะผ่อนต่องวดประมาณ 6,500-7,200 บาท

สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องมีหนี้อื่นๆ ให้น้อยที่สุด หรือไม่มีเลยได้ยิ่งดี ไม่ว่าจะเป็นหนี้ผ่อนรถ หนี้บัตรเครดิต หนี้ผ่อนโทรศัพท์ และต้องไม่มีประวัติหนี้เสีย หนี้ค้างชำระ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จาก บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร

ส่วนคนที่ประกอบอาชีพอิสระไม่ว่าจะทำมาค้าขาย ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ขับวิน หรือขับ Grab ฯลฯ ถ้าคิดจะกู้เงินซื้อบ้านหรือคอนโด ควรนำเงินรายได้ฝากเข้าบัญชีธนาคารเป็นประจำทุกๆ เดือน อย่างน้อยๆ 1-2 ปีขึ้นไป (ปกติจะประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี แต่ช่วงโควิด-19 แบงก์ให้ความสำคัญกับรายได้ที่มั่นคงแน่นอน หนักมาก)

ก่อนที่คิดจะซื้อบ้านหรือคอนโด เข้าไปปรึกษาแบงก์ ตรวจสอบสถานะทางการเงิน ความสามารถในการซื้อและกู้เงินก่อนจะดีที่สุดครับ

 


Warapong Pankaew15 มิถุนายน 2021
-34.png

1min165

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาการเคหะแห่งชาติมีงานเข้าจังๆ 2 เรื่องใหญ่

\เรื่องแรกคือ ดราม่าที่เกิดขึ้นที่โครงการเคหะชุมชนนวมินทร์ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2564 เมื่อเรืออากาศโทชัยรัตน์ ทองบริบูรณ์ รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ถูกกล่าวหาว่าไปใช้หัวโขกใส่แม่บ้านของบริษัทเอกชนที่อ้างสิทธิ์ในการบริหารทรัพย์สินในโครงการเคหะชุมชนนวมินทร์ หลังจากรองผู้ว่าฯและทีมงานลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีผู้อยู่อาศัยในโครงการถูกตัดไฟในห้องพักอาศัย และเกิดเหตุกระทบกระทั่งเข้ากับเจ้าหน้าที่และแม่บ้านของบริษัทดังกล่าว

เรืออากาศโทชัยรัตน์

ใครผิดใครถูกก็คงต้องไปว่ากันตามกระบวนการของกฎหมาย แต่งานนี้ ดราม่าว่าด้วยเจ้าหน้าที่รัฐรังแกประชาชนก็ได้ฟุ้งกระจายไปตามสื่อสังคมออนไลน์จนกลบเกลื่อนปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้นในโครงการเคหะชุมชนนวมินทร์ไปจนหมดจนสิ้น

เรื่องเกิดจากการเคหะฯได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้อยู่อาศัยในโครงการว่าได้รับความเดือดร้อนถูกตัดกระแสไฟฟ้าโดยบริษัทเอกชนที่อ้างสิทธิ์ในการบริหารโครงการ ทั้งๆ ที่มิเตอร์ไฟฟ้าเป็นของการเคหะฯ และลูกบ้านได้ชำระค่าไฟให้กับการไฟฟ้านครหลวงโดยตรง ซึ่งต่อมาเจ้าของบริษัทเอกชนดังกล่าวก็ยอมรับว่าเป็นคนสั่งตัดมิเตอร์ไฟฟ้าของลูกบ้านเอง และพนักงานของบริษัทได้พยายามขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่ของการเคหะฯทำการต่อมิเตอร์ไฟฟ้าให้กับประชาชนจนเกิดเรื่องขึ้นมา

ที่ผ่านมาบริษัทเอกชนรายดังกล่าว อ้างสิทธิ์จากการได้รับสัมปทานในการเช่าเหมาและบริหารจัดการชุมชนในโครงการเคหะชุมชนนวมินทร์ ทั้งหมด 10 อาคาร จำนวน 1,726 ห้อง จึงได้ระงับการจ่ายไฟลูกบ้านที่ค้างชำระค่าเช่านานกว่า 4 เดือน จำนวน 11 ห้อง แม้ว่าบริษัทจะหมดสัญญากับการเคหะฯไปแล้วตั้งแต่ปี 2561 แต่ก็อ้างว่า ยังไม่ได้มีการส่งมอบกรรมสิทธิ์คืนให้กับการเคหะฯ จึงยังถือว่าบริษัทยังมีสิทธิ์ในการดูแลอาคารทั้งหมด

ขณะที่นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า จะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายทุกอย่างใน 60 วัน ซึ่งที่ผ่านมาทางการเคหะฯได้ยื่นฟ้องบริษัทรายนี้ให้ออกจากพื้นที่ และจะขอยื่นไต่สวนฉุกเฉินเนื่องจากทำให้ประชาชนที่อยู่อาศัยในโครงการเดือดร้อนด้วยการระงับการจ่ายไฟ

ปัจจุบันสัญญาระหว่างการเคหะฯกับบริษัทเอกชนรายนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว การเคหะฯจึงมีนโยบายในการรับคืนอาคารเช่าที่ให้เอกชนเช่าเหมาในกรณีที่เอกชนหมดสัญญากลับมาบริหารเอง เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เช่าที่อยู่อาศัยในอัตราค่าเช่าที่ถูกลง และสามารถช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยให้ผู้อยู่อาศัยในเคหะชุมชนนวมินทร์ทำสัญญาเช่ากับการเคหะฯไปเมื่อเดือนเมษายน 2564

นายทวีพงษ์

อย่างไรก็ตาม บริษัทรายดังกล่าวยังไม่ยอมรามือไปง่ายๆ เมื่อตัวแทนผู้อยู่อาศัยในโครงการได้เข้าพบผู้ว่าการการเคหะฯ เพื่อให้กำลังใจ และขอให้เร่งดำเนินการกับบริษัทเอกชนรายดังกล่าว หลังจากบริษัทได้ส่งใบแจ้งหนี้ให้กับผู้อยู่อาศัยซึ่งปัจจุบันได้ชำระค่าเช่าและค่าน้ำตามสัญญาที่ทำกับการเคหะฯแล้ว โดยขีดเส้นตายให้ชำระค่าเช่าประจำเดือนเมษายน-มิถุนายน 2564 ให้กับบริษัทหากไม่ชำระตามวันและเวลาที่กำหนด บริษัทจะตัดน้ำและกระแสไฟฟ้าภายในวันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564 นี้

“การเคหะฯ ในฐานะหน่วยงานภาครัฐจะเร่งดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและคืนความสุขให้กับพี่น้องในโครงการเคหะชุมชนนวมินทร์โดยเร็วที่สุด” ผู้ว่าการการเคหะฯกล่าว

ก็คงจะต้องติดตามกันต่อว่า ปัญหานี้จะจบลงได้เมื่อไร แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ บริษัทดังกล่าวได้หมดสัญญาไปตั้งแต่ปี 2561 ทำไมการเคหะฯถึงได้ปล่อยปละละเลยให้บริษัทนี้หาประโยชน์ต่อเนื่องมาจนถึง 2-3 ปี ก่อนที่การเคหะฯจะมีนโยบายในการรับคืนอาคารที่ให้เอกชนเช่าเหมาในกรณีที่เอกชนหมดสัญญากลับมาบริหารเองและให้ผู้อยู่อาศัยในโครงการเคหะชุมชนนวมินทร์ทำสัญญาเช่าตรงกับการเคหะฯในเดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา

ช่วงเวลาที่บริษัทเอกชนเก็บเกี่ยวผลประโยชน์หลังหมดสัญญาไปแล้วนั้น ไม่แน่ใจว่าได้ส่งต่อผลประโยชน์นี้ให้กับการเคหะฯด้วยหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาตลอดกับข้อครหาที่ว่า คนในการเคหะฯกับผลประโยชน์ทับซ้อนในเคหะชุมชนพื้นที่ต่างๆ ยิ่งโครงการขนาดใหญ่ผลประโยชน์ยิ่งมีมาก ซึ่งผู้บริหารการเคหะฯก็ต้องเข้ามาดูแลจัดการเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ให้ถูกต้องโปร่งใสไร้ข้อครหาด้วยเช่นกัน

นายจุติ

ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นเรื่องทางการเมือง เมื่อนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า คณะกรรมาธิการฯ มีมติรับรองรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีละเมิดกฎหมายสำคัญของนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้องกรณีดำเนินโครงการบ้านเคหะสุขประชา

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้มีมติส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการสอบสวน พร้อมส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานอัยการสูงสุด และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ดำเนินการเอาผิดผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับการเคหะแห่งชาติต่อไป เนื่องจากโครงการดังกล่าวไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอน

โดยหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามการเสนอของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯแล้ว หน่วยงานต้องไปดำเนินการจัดทำโครงการมาเสนอครม.ให้พิจารณาอนุมัติ แต่การเคหะฯกลับใช้ความเห็นของครม.ว่ารับทราบนั้น ไปดำเนินการทดลองทำโครงการย่านร่มเกล้า ย่านลาดกระบัง 2 โครงการ ซึ่งนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ก็พร้อมจะให้มีการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส ขณะที่การเคหะฯ ก็ยืนยันว่า การพัฒนาโครงการบ้านเคหะสุขประชาเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายเช่นกัน

ซึ่งจริงๆ โครงการบ้านเคหะสุขประชาเป็นโครงการที่มีแนวคิดที่ดี ทำให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ผู้ด้อยโอกาส รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้มีที่พักอาศัยพร้อมๆ ไปกับการสร้างงานสร้างอาชีพ ถ้าจะมาตกม้าตายกับการลัดขั้นตอน ทั้งๆ ที่ระดับรัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงต่างก็รู้เรื่องพวกนี้ดีอยู่แล้ว ก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง และควรที่จะต้องทำความจริงให้ปรากฏโดยเร็ว เพื่อให้โครงการต่อๆ ไปสามารถเดินหน้าต่อไปได้

 


Warapong Pankaew11 มิถุนายน 2021
ashton-asoke-4-L.png

1min921

แม้ว่าอสังหาริมทรัพย์ไทยจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มายาวนานมากกว่า 1 ปี แต่ความสนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยและลงทุนของชาวต่างชาติก็ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ถึงจะชะลอตัวลงไปในช่วงวิกฤติโควิด แต่นั่นเป็นเพราะข้อจำกัดในการเดินทางทำให้ชาวต่างชาติยังไม่สามารถเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อการซื้อขายของชาวต่างชาติต้องชะลอออกไป ยิ่งทำให้เกิดความต้องการสะสม (Pending Demand) ที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นขุมทรัพย์ก้อนโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลังการเปิดประเทศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

จากตัวเลขของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ได้เก็บข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติในปี 2561-2563 พบว่า ในปี 2561 มีชาวต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดรวม 13,568 หน่วย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ปี 2562 มียอดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติรวม 12,798 หน่วย คิดเป็นมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามในช่วงปลายปี 2562 เริ่มเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ในปี 2563 การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของต่างชาติลดลงไปประมาณ 35% เหลือ 8,285 หน่วย คิดเป็นมูลค่ากว่า 3.7 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ประเมินว่า โดยเฉลี่ยต่อปีจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติประมาณ 11,550 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 48,526 ล้านบาท การที่ตัวเลขโอนกรรมสิทธิ์ของต่างชาติลดลงในปี 2563 เช่นเดียวกับในปี 2564 ที่มีแนวโน้มที่ลดลงในระดับใกล้เคียงกับปี 2563 มีเหตุผลสำคัญจากการที่ชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาในไทยได้

ขณะเดียวกันข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า มูลค่าเงินโอนจากต่างชาติเพื่อจ่ายเงินดาวน์และซื้ออาคารชุดในประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2556-2559 มีมูลค่าเฉลี่ยปีละประมาณ 50,000 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น เป็น 71,000 ล้านบาท ในปี 2560 ขณะที่ปี 2561 มูลค่าเงินโอนจากต่างชาติเพื่อจ่ายเงินดาวน์และซื้ออาคารชุดสูงถึง 92,000 ล้านบาท ก่อนที่จะเริ่มลดลงในปี 2562 เหลือ 68,000 ล้านบาท

ดังนั้น เมื่อประเทศไทยสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้อย่างทั่วถึง และสามารถเปิดประเทศกลับมาได้อีกครั้ง Pending Demand ที่หายไปในปี 2563 และปี 2564 พร้อมทั้ง New Demand ของต่างชาติที่มีความเชื่อมั่นต่อระบบสาธารณะสุข และการแพทย์ของไทย จะกลับเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นบ้านหลังที่สองหรือซื้อเพื่อลงทุน เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

แม้ว่าในเวลานี้ชาวต่างชาติจะยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้สะดวกนัก แต่ก็ยังให้ความสนใจในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล DDproperty.com ระบุว่า จำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์ DDproperty เพื่อหาซื้อและเช่าอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีประมาณ 3-3.5 ล้านคนต่อเดือน

ในจำนวนดังกล่าวเป็นชาวต่างชาติประมาณ 30% โดยส่วนใหญ่ยังคงเป็นชาวจีนที่ต้องการหาข้อมูลเพี่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา และมีเพิ่มขึ้นในระยองอยู่บ้าง ขณะที่ชาวต่างชาติกลุ่มอื่นๆ ทั้งญี่ปุ่น และยุโรปต้องการหาเช่าอสังหาริมทรัพย์มากกว่าการซื้อ

เมื่อมีขุมทรัพย์แสนล้านอยู่ตรงหน้า บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จึงให้ความสำคัญกับตลาดนี้มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะชาวจีนที่เป็นตลาดหลักของไทย ซึ่งมีสัดส่วนการโอนกว่า 60% ของชาวต่างชาติที่โอนคอนโดมิเนียมในปี 2563

ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังฟื้นตัวจากโควิด-19 โดยในไตรมาสแรก GDP ของจีน สูงถึง 18.3% โดยทางการจีนได้ประมาณการเติบโตทั้งปีเอาไว้ที่ 6%

จากจำนวนประชากรที่มากที่สุดกว่า 1,400 ล้านคน และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จีนจะเป็นเมกะเทรนด์ของโลก อิทธิพลของจีนต่อตลาดโลกมีอย่างมหาศาล ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเราจะรองรับเมกะเทรนด์นี้อย่างไร” นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็น

ขณะที่ประเทศไทยยังคงเป็น World Class Destination ที่ชาวต่างชาติอยากจะเข้ามาท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม วัฒนธรรม และการบริการที่ดี รวมถึงระบบสาธารณสุขของไทยเป็นอันดับ 1 ในเอเชียที่ทั่วโลกยอมรับ ยิ่งทำให้ชาวต่างชาติต้องการเข้ามาพักอาศัยในเมืองไทยมากขึ้น

ด้านประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า จากยอดขายของชาวต่างชาติที่ลดลงไปถึง 89% ในปี 2563 ทำให้ประเมินได้ว่า ถ้าเปิดประเทศมีการเดินทางได้เมื่อไหร่ ตลาดคอนโดมิเนียมของไทยระเบิดแน่นอน

พร้อมกับยืนยันว่า ความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ไทยของต่างชาติโดยเฉพาะลูกค้าชาวจีนยังมีอยู่มาก แม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ แต่ยอดโอนของบริษัทในปีที่ผ่านมาจำนวน 18,340 ล้านบาท 21% หรือเกือบๆ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับกลยุทธ์ในการโอนผ่านระบบออนไลน์

นอกจากนี้ยัง มีลูกค้าต่างชาติกลุ่มหนึ่งรวมแล้วเกือบๆ 1,000 ล้านบาท ที่ยินดีโอนเงินค่าห้องให้ 100% โดยที่ยังไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ เพราะอาจจะติดปัญหาเอกสารบางอย่าง แสดงถึงความต้องการซื้อจริงๆ ของชาวต่างชาติ

บริษัทยังเชื่อมั่นว่ากลุ่มลูกค้าความมั่งคั่งสูง (High net worth individual) ยังมีความต้องการซื้ออสังหาฯระดับพรีเมี่ยมที่มีราคาขายสมเหตุสมผลกับคุณภาพของโครงการ โดยลูกค้ากลุ่มนี้จะมีความพิถีพิถัน และใช้เวลาตัดสินใจค่อนข้างนาน และส่วนใหญ่จะตัดสินใจง่ายขึ้นหากเป็นโครงการพร้อมอยู่ที่ได้เห็นของจริง” นายประเสริฐกล่าว

อนันดา จึงได้ร่วมกับพันธมิตรซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อทำตลาดในต่างประเทศ ได้แก่ บริษัท ไทยเวย์พร็อพเพอร์ตี จำกัด และบริษัท ชินยู เรียล เอสเตส จำกัด นำคอนโดพร้อมอยู่ 2 โครงการนำร่อง ได้แก่ ไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 และ แอชตัน อโศก ออกไปโปรโมทในจีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เรียกว่าเป็นการทำตลาดล่วงหน้ารอการเปิดประเทศที่จะมาถึงในอนาคตอนันดา

“เรายังเชื่อมั่นว่าโมเดลธุรกิจของบริษัท ผสานกับการร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจลูกค้าต่างชาติเป็นอย่างดี จะสามารถเชื่อมโยงความต้องการของนักลงทุนต่างชาติกับโครงการของบริษัท ที่คัดสรรทุกมาเป็นอย่างดีเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของการอยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี” นายประเสริฐกล่าว

ในปีนี้ อนันดา ตั้งเป้ายอดขายเอาไว้ 18,570 ล้านบาท และตั้งเป้ารายได้ที่ 16,008 ล้านบาท โดยมี Backlog ที่จะโอนในปีนี้กว่า 3,847 ล้านบาท ขณะที่มีสต๊อกคอนโดสร้างเสร็จที่พร้อมจะเปลี่ยนเป็นรายได้อยู่กว่า 26,000 ล้านบาท พร้อมกับคอนโดใหม่อีก 5 โครงการ มูลค่า 24,422 ล้านบาท ที่จะเปิดขายในครึ่งปีหลัง

หากเราเปิดประเทศได้เมื่อไหร่ และด้วยแผนการที่เตรียมไว้ อนันดา ก็พร้อมมากๆ กับการแย่งชิงส่วนแบ่งขุมทรัพย์แสนล้านจากตลาดต่างชาติ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทในอนาคต “ปีนี้ผู้ชนะคือ ผู้ที่มีสต๊อกพร้อมขายอยู่ในมือที่พร้อมจะเปลี่ยนเป็นรายได้ และเราจะเป็นผู้ชนะสำหรับปีนี้” ผู้บริหาร อนันดา มั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม


Warapong Pankaew10 มิถุนายน 2021
singapore-2148190_1920-1280x853.jpg

3min304

คงต้องบอกอีกครั้งว่า ตลาดคอนโดมิเนียม ณ ช่วงเวลานี้ยังคงเป็นตลาดของผู้ซื้อและจะเป็นเช่นนี้ไปอีกอย่างน้อยๆ ในปีนี้ 2564 ไปจนถึงปีหน้า 2565 เพราะของในตลาดยังมีอยู่อีกมากพอสมควร จึงยังเป็นโอกาสของผู้ซื้อทั้งการซื้อเพื่ออยู่อาศัย และการซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวๆ ได้เลือกซื้อสินค้าที่ต้องการ ในราคาที่น่าพอใจจากโปรโมชั่นที่มีอยู่มากมาย

มาดูกันก่อนว่า คอนโดมีสต๊อกอยู่มากแค่ไหน ก็ขอหยิบเอาข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่เพิ่งรายงานตัวเลขผลการสำรวจล่าสุดในครึ่งหลังของปี 2563 พบว่า ยังมีคอนโดที่เหลือขายในตลาดจำนวน 73,812 หน่วย แบ่งเป็น โครงการที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง 17,818 หน่วย โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 28,769 หน่วย และเป็นโครงการที่สร้างเสร็จแล้วจำนวน 27,225 หน่วย

สต๊อกคอนโดเหลือขาย 5.6 หมื่นหน่วย
ถ้าจะนับเฉพาะโครงการที่เป็น Inventory ก็ต้องดูคอนโดที่สร้างเสร็จแล้วซึ่งมีจำนวน 27,225 หน่วย และคอนโดที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 28,769 หน่วย ที่คาดว่าจะทยอยออกสู่ตลาดในปีนี้และปีหน้าอีกบางส่วน ส่วนโครงการที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง จำนวน 17,818 หน่วย ก็คงต้องรอจังหวะตลาดฟื้นตัวถึงจะเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง

โดยรวมแล้วสต๊อกคอนโดที่เหลือขายจะมีอยู่ประมาณ 56,000 หน่วย ทั้งที่เป็นคอนโดที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ และที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ขณะเดียวกัน ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้คาดการณ์ว่า ในปี 2564 จะมีคอนโดใหม่ที่เข้าสู่ตลาดอีกเกือบๆ 29,000 หน่วย

ประมาณการได้ว่า ในปี 2564 จะมีคอนโดทั้งของเก่าที่สร้างเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างสร้าง รวมกับของใหม่แกะกล่อง ขายอยู่ในตลาดรวมกันทั้งสิ้น 85,000 หน่วย

วนกลับมาดูสต๊อกคอนโดเหลือขายให้เห็นภาพว่ายังมีคอนโดระดับราคาไหนเหลือขายมากที่สุด ก็จะพบว่า คอนโดที่เหลือขายมากที่สุดคือ

  • อันดับ 1 ราคาไม่เกิน 2-3 ล้านบาท เหลือขายอยู่จำนวน 24,445 หน่วย
  • อันดับ 2 เป็นคอนโดราคา 3-5 ล้านบาท จำนวน 16,458 หน่วย
  • อันดับ 3 เป็นคอนโดราคา 1.5-2 ล้านบาท จำนวน 10,104 หน่วย

ขณะที่คอนโดราคา 5-7.5 ล้านบาท ก็ยังมีของเหลืออยู่อีก 6,000 หน่วย ส่วนคอนโดราคา 1-1.5 ล้านบาท ยังมีของเหลือ 5,700 หน่วย และคอนโดราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปก็ยังมีเหลืออีก 4,900 หน่วย

สำหรับทำเลที่ยังมีคอนโดเหลือขายอยู่มาก ซึ่งเป็นทำเลที่มีตัวเลือกเยอะและการแข่งขันในตลาดเพื่อระบายสต๊อกค่อนข้างรุนแรงมีดังนี้

10 ทำเลคอนโดค้างสต๊อก

  1. ห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง 9,281 หน่วย
  2. ธนบุรี-คลองสาน-บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่-บางพลัด 7,505 หน่วย
  3. เมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ 6,661 หน่วย
  4. พระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ 6,194 หน่วย
  5. สุขุมวิท 5,918 หน่วย
  6. ลำลูกกา-คลวงหลวง-ธัญบุรี-หนองเสือ 5,863 หน่วย
  7. ตลิ่งชัน-บางแค-ภาษีเจริญ-หนองแขม-ทวีวัฒนา 5,176
  8. เมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด 4,902 หน่วย
  9. ลาดพร้าว-วังทองหลาง-บางกะปิ 4,478 หน่วย
  10. พญาไท-ราชเทวี 2,536 หน่วย

ทั้งหมดคือภาพรวมสต๊อกคอนโดที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งอาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง เพราะเป็นผลการสำรวจ ณ สิ้นปี 2563 แต่เชื่อว่า ตัวเลขคงจะไม่หนีไปจากปัจจุบันสักเท่าไหร่ เพราะใน 5 เดือนแรกของปี ตลาดอสังหาฯก็ยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวจากพิษโควิด ระลอกที่ 2 และ 3 ทำให้อัตราการขายก็คงไม่ได้ขยับเขยื้อนไปได้มากนัก ขณะที่โครงการคอนโดเปิดใหม่ก็ยังมีน้อยอยู่เช่นกัน

คราวนี้มาดูกันต่อว่า ความต้องการในตลาดเป็นเช่นไร ทำเลไหนที่ยังขายได้ดี เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจซื้อเพื่อลงทุน ซึ่งขอย้ำว่าควรเป็นการลงทุนในระยะยาว และการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงๆ

ยอดขายคอนโดยังเป็นเบอร์หนึ่ง
แม้ว่าตลาดโดยรวมจะยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว ขณะที่คอนโดก็ยังมีสต๊อกเหลืออยู่อีกมาก แต่ในแง่ของความต้องการของผู้บริโภค คอนโดก็ยังถือว่าเป็นที่อยู่อาศัยที่ยังได้รับความนิยมสูงโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ จากข้อมูลโครงการที่ขายได้ใหม่ในครึ่งหลังของปี 2563 พื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลมีจำนวนทั้งสิ้น 34,575 หน่วย เป็นคอนโด 16,403 หน่วย หรือคิดเป็น 47.4% ขณะที่ทาวน์เฮ้าส์มีสัดส่วน 31.2% และบ้านเดี่ยว 13.3%

ทั้งนี้ คอนโดมีการขายที่ดีขึ้นกว่าครึ่งแรกของปี 2563 ถึง 32.2% แต่ถ้าเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ 2562 ยอดขายก็ยังมีลดลง 15.7% ขณะที่ที่อยู่อาศัยแนวราบทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ มียอดขายที่ดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ถึง 39% และยังมียอดขายที่ดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ประมาณ 17%

10 ทำเลที่มียอดขายสูงสุด 

  1. พระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ 2,571 หน่วย
  2. ห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง 1,595 หน่วย
  3. ลำลูกกา-คลวงหลวง-ธัญบุรี-หนองเสือ 1,566 หน่วย
  4. ลาดพร้าว-วังทองหลาง-บางกะปิ 1,476 หน่วย
  5. เมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด 1,279 หน่วย
  6. บางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง 1,147 หน่วย
  7. ธนบุรี-คลองสาน-บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่-บางพลัด 1,020 หน่วย
  8. เมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ 949 หน่วย
  9. สุขุมวิท 882 หน่วย
  10. สีลม-สาทร-บางรัก 615 หน่วย

อัตราดูดซับดีขึ้นแต่ยังอยู่ในระดับต่ำ
มาดูต่อที่อัตราการดูดซับต่อเดือนของคอนโดพบว่า เริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยในครึ่งหลังของปี 2563 มีอัตราการดูดซับต่อเดือนอยู่ที่ 3% เพิ่มขึ้นจากครึ่งแรกของปี 2563 ที่มีอัตราการดูดซับอยู่ที่ 2.4% แต่ก็ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีอัตราการดูดซับที่ 3.4% รวมทั้งยังต่ำกว่าอัตราการดูดซับเฉลี่ยซึ่งอยู่ที่ 4.3%

สำหรับระดับราคาคอนโดที่มีอัตราการดูดซับดีขึ้นอย่างชัดเจนก็คือ

  • คอนโดราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท อัตราดูดซับเพิ่มจาก 1.6% ในครึ่งแรกของปี 2563 เป็น 3.5% ในครึ่งหลังของปี 2563
  • คอนโดราคา 5-7.5 ล้านบาท เพิ่มจาก 2% ในครึ่งแรกของปี 2563 เป็น 3% ในครึ่งหลังของปี 2563
  • คอนโดราคา 7.5-10 ล้านบาท เพิ่มจาก 1.6% ในครึ่งแรกของปี 2563 เป็น 2.6% ในครึ่งหลังของปี 2563

ขณะที่ คอนโดระดับราคา 3-5 ล้านบาท มีอัตราการดูดซับเพิ่มขึ้นจาก 2% ในครึ่งแรกของปี 2563 เป็น 2.6% ในครึ่งหลังของปี 2563 ส่วนคอนโดระดับราคา 1.5-2 ล้านบาท เพิ่มจาก  3.1% ในครึ่งแรกของปี 2563 เป็น 3.6% ในครึ่งหลังของปี 2563 และคอนโดระดับราคา 2-3 ล้านบาท เพิ่มจาก  2.8% ในครึ่งแรกของปี 2563 เป็น 3.2% ในครึ่งหลังของปี 2563 มีเพียงคอนโดราคา 1-1.5 ล้านบาท ที่มีอัตราการดูดซับลดลงจาก 3.4% ในครึ่งแรกของปี 2563 เหลือ 3.1% ในครึ่งหลังของปี 2563

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมาทรัพย์ ได้คาดการณ์ว่า หน่วยขายได้ใหม่ของคอนโดมิเนียมในครึ่งแรกของปี 2564 จะเพิ่มขึ้น 28% เพิ่มเทียบกับครึ่งแรกของปี 2563 ส่วนในครึ่งหลังปี 2564 จะเพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับครึ่งหลังของปี 2564 ขณะที่อัตราการดูดซับของคอนโดในปี 2564 จะอยู่ที่ 3% ต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีอัตราการดูดซับเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 2.7% ต่อเดือน

ราคายังทรงตัว รอจังหวะซัพพลายปรับสมดุล
มาดูที่ราคากันบ้างศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้รายงานตัวเลขดัชนีราคาคอนโดในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 พบว่า ดัชนีราคาคอนโดใหม่ได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย หรือเพียง 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าหรือในไตรมาส 4 ปี 2563 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นไตรมาสแรกหลังจากลดลงต่อเนื่องติดต่อกันมาถึง 4 ไตรมาส เนื่องจากซัพพลายในตลาดที่เริ่มลดลงได้ส่งผลให้เริ่มเห็นทิศทางราคาห้องชุดใหม่เริ่มปรับตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับราคาคอนโดใหม่ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหรือในไตรมาส 1 ปี 2563 จะพบว่า ค่าดัชนีราคาคอนโดใหม่ในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 ยังคงต่ำกว่าปีก่อนร้อยละ 0.8 ซึ่งหมายความได้ว่า ราคาขายห้องชุดที่เสนอขายอยู่ในตลาด ยังคงอยู่ในระดับราคาที่มุ่งเน้นกระตุ้นให้เกิดความต้องการซื้อในตลาดต่อเนื่องจากปี 2563

ขณะที่ DDproperty.com เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์ ในเครือ PropertyGuru Group ได้รายงาน ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯไตรมาส 1 ปี 2564 พบว่า ดัชนีราคามีการปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 15 ไตรมาส (45 เดือน) นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2560 โดยราคากลางเฉลี่ย (Median Asking Price) ล่าสุดได้ปรับตัวลดลง -4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2563 (QoQ) และลดลง -7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปี 2563 (YoY)

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับราคาที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2559) ราคาในปัจจุบันยังคงเพิ่มขึ้น 16% โดยในบางช่วงราคาเคยปรับตัวสูงถึง 50% ซึ่งคาดว่า ถ้าสถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น คนที่ลงทุนไว้ก็ยังคงจะมีกำไรอยู่ โดยในส่วนของคอนโด ราคาปรับตัวลดลง -3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2563 และลดลง -8% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปี 2563

DDproperty ประเมินว่า แนวโน้มราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และทำเลต่างๆ ทั่วประเทศปรับตัวลดลง และคาดว่าจะยังไม่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอดทั้งปี 2564 ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อยังคงอยู่ในระดับต่ำ จึงยังเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ซื้อที่มีความพร้อมในการตัดสินใจซื้อในช่วงนี้

 5 ทำเลราคาคอนโดเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น 

  1. แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร) ราคาเติบโตถึง 40% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2563 และเติบโตถึง 138% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  2. แขวงคลองถนน เขตสายไหม  ราคาเติบโต 32% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2563 และเติบโตถึง 76% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  3. แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน ราคาเติบโต 14% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2563 และเติบโต 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  4. แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ราคาเติบโต 11% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2563 แต่ราคาทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  5. แขวงบางพลัด เขตบางพลัด ราคาเติบโต 10% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2563 และเติบโต 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในด้านความสนใจซื้อและเช่าอสังหาริมทรัพย์ จากการสำรวจผู้ที่เข้าค้นหาข้อมูลเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยผ่านเว็บไซต์ DDproperty.com ในช่วงเดือนเมษายน 2564 ซึ่งมีผู้เข้าชมเว็บ 3-3.5 ล้านคนโดยประมาณ พบว่า

5 ทำเลที่ได้รับความสนใจซื้อเพิ่มขึ้นในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ได้แก่

  1. ยานนาวา มีผู้ให้ความสนใจซื้อเพิ่มขึ้น 215% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนปี 2563 และเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบเดือนมีนาคม 2564
  2. ธนบุรี มีผู้ให้ความสนใจซื้อเพิ่มขึ้น 137% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนปี 2563 และเพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบเดือนมีนาคม 2564
  3. มีนบุรี มีผู้ให้ความสนใจซื้อเพิ่มขึ้น 132% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนปี 2563 และเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบเดือนมีนาคม 2564
  4. จอมทอง มีผู้ให้ความสนใจซื้อเพิ่มขึ้น 114% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนปี 2563  และเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบเดือนมีนาคม 2564
  5. บางแค มีผู้ให้ความสนใจซื้อเพิ่มขึ้น 113% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนปี 2563 แต่ลดลง -13% เมื่อเทียบเดือนมีนาคม 2564

5 ทำเลที่ได้รับความสนใจเช่าเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ได้แก่

  1. ปทุมวัน มีผู้สนใจเช่าเพิ่มขึ้น 193% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนปี 2563 และเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบเดือนมีนาคม 2564
  2. บางคอแหลม มีผู้สนใจเช่าเพิ่มขึ้น 188% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนปี 2563 แต่ลดลง -20% เมื่อเทียบเดือนมีนาคม 2564
  3. บึงกุ่ม มีผู้สนใจเช่าเพิ่มขึ้น 185% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนปี 2563  และเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบเดือนมีนาคม 2564
  4. จตุจักร มีผู้สนใจเช่าเพิ่มขึ้น 159% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนปี 2563 และเพิ่มขึ้น 41% เมื่อเทียบเดือนมีนาคม 2564
  5. บางซื่อ มีผู้สนใจเช่าเพิ่มขึ้น 150% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนปี 2563 และเพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบเดือนมีนาคม 2564

กล่าวโดยสรุป การซื้อคอนโด เพื่ออยู่อาศัยหรือเพื่อการลงทุนในช่วงเวลานี้ ยังมีคอนโดพร้อมอยู่ และที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ให้เลือกซื้ออยู่อีกมาก โดยเฉพาะในระดับราคา 1.5-5 ล้านบาท ส่วนทำเลที่ขายดีและทำเลที่มีสต๊อกเหลืออยู่มากเป็นทำเลที่ทับซ้อนกันอยู่

ขณะที่ราคาคอนโดโดยภาพจะยังทรงตัว และลดต่ำลงตามโปรโมชั่นของแต่ละโครงการที่จะออกมาเป็นระยะๆ การซื้อลงทุนเพื่อหวัง capital gain ในช่วงเวลานี้สามารถหาซื้อคอนโดที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคตได้ แต่จะต้องใช้เวลาการถือครองอย่างน้อยๆ 2 ปี

ส่วนอัตราการขายแม้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และจะยังไม่สามารถกลับไปสู่ยุคเฟื่องฟูได้ในระยะเวลาอันสั้น อย่างไรก็ตาม ความต้องการซื้อ และความต้องการเช่าคอนโด ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนโดที่อยู่ในตามแนวรถไฟฟ้า และทำเลที่กำลังได้รับความสนใจมากในช่วงเวลานี้ คือ คอนโดที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัย เพราะเป็นช่วงเปิดเทอมใหม่จึงมีความต้องการทั้งการซื้อและเช่าสูงขึ้น

ที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ ความต้องการซื้อของต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนที่ยังมีอยู่อีกมาก แม้ว่าจะชะลอตัวไปในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ก็ทำให้เกิดความต้องการสะสม (Pending Demand) ทั้งจากปี 2563 และปี 2564 เกือบๆ 1 แสนล้านบาท (ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้ประเมินไว้ว่า โดยเฉลี่ยต่อปีจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติประมาณ 11,550 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 48,526 ล้านบาท)

หากประเทศไทยสามารถเปิดประเทศรับชาวต่างชาติได้ โอกาสที่ตลาดคอนโดจะกลับมาคึกคักจากการซื้อของต่างชาติก็มีความเป็นไปได้ และจะกลายเป็นตัวเร่งให้ตลาดคอนโดฟื้นตัวกลับมาได้เร็วขึ้นได้เช่นกัน


Warapong Pankaew7 มิถุนายน 2021
BAAN-365-MUANGTHONG-1-1280x640.jpg

1min244

ในช่วงเข้าเดือนสุดท้ายของไตรมาสที่ 2 บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายเริ่มทะยอยปล่อยของเปิดตัวโครงการใหม่กันมากขึ้น แม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ แต่ก็เริ่มมองเห็นแสงสว่างรำไรจากปลายอุโมงค์ เมื่อรัฐเริ่มปูพรมฉีดวัคซีนให้กับประชาชนคนทั่วไป ซึ่งถ้าไม่มีอะไรติดขัดสถานการณ์ต่างๆ ก็น่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและประชาชน เมื่อผู้รับวัคซีนกระจายเป็นวงกว้างและครอบคลุมคนส่วนใหญ่จนทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่

เมื่อเป็นเช่นนี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงเริ่มขยับเขยื้อน พร้อมกับมาตรการพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐจำเป็นต้องอัดฉีดกันอีกครั้ง เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจและภาคธุรกิจสามารถฟื้นตัวกลับมาได้โดยเร็ว โดยในภาคอสังหาริมทรัพย์แม้จะยังมีภาระกับสต๊อกที่ค้างอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ก็มีของใหม่ที่พร้อมจะเติมเข้าสู่ตลาดในพื้นที่ที่ยังมีโอกาสสร้างยอดขายให้เกิดขึ้น หลายๆ โครงการที่เปิดตัวในช่วงนี้จึงต้องเป็นโครงการที่ผู้ประกอบการมั่นใจว่า จะต้องมีจุดขายที่เป็นจุดแข็งที่ทำให้โครงการขายได้ในสภาวะที่หลายๆ ปัจจัยยังไม่เอื้ออำนวย

แอล.พี.เอ็นเปิด 2 โครงการใหม่ 5,500 ล้าน
นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะยังคงมีอยู่ โดยในไตรมาสที่ 2 นี้ มีแผนจะเปิดตัว 2 โครงการใหม่ ใน 2 ทำเล ย่านจรัญสนิทวงศ์-สามแยกไฟฉายและแจ้งวัฒนะ มูลค่าโครงการรวม 5,500 ล้านบาท

สำหรับโครงการแรกที่เปิดตัวเป็นคอนโดมิเนียม “ลุมพินี วิลล์ จรัญฯ-ไฟฉาย” มูลค่า 3,000 ล้านบาท เป็นอาคารสูง 3 อาคาร บนทำเลที่มีศักยภาพในย่านฝั่งธนบุรี อยู่ใกล้รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน สถานีจรัญ 13 และสถานีไฟฉาย ออกแบบภายใต้แนวคิด “Balance is More : การใช้ชีวิตที่มากกว่า” อย่าง “พอดี” ในราคาขายเริ่มต้นที่ 1.5 ล้านบาท โดยเปิดตัวในเฟสแรก มูลค่า 960 ล้านบาท

“ทำเล จรัญฯ-ไฟฉาย เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีศักยภาพของฝั่งธน เดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างสะดวก เป็นทำเลที่ยังมีความต้องการของตลาด ซึ่งจากผลการสำรวจพบว่า ทำเล “จรัญสนิทวงศ์” มีจำนวนอาคารชุดเหลือขายเพียง 965 หน่วย มีอัตราการขายเฉลี่ย 5% ต่อเดือน มีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 89,700 บาทต่อตารางเมตร โดยในปี 2563 คอนโดมิเนียมในย่านจรัญฯ มีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (capital gain) จากการซื้อมาและขายออกไปเฉลี่ยอยู่ที่ 8% ต่อปี

ในขณะที่ผู้บริโภคในทำเลนี้มีกำลังซื้อสูงทำให้บริษัทตัดสินใจเปิดตัวโครงการใหม่ในระดับราคาที่จับต้องได้ (Affordable Price) พร้อมกับฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบทุกโจทย์ความต้องการ เพื่อให้ลูกค้าสามารถมีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเองได้ง่ายขึ้น” นายโอภาส กล่าว

เปิดตัวบ้านหรู 9-19 ล้าน ทำเลแจ้งวัฒนะ
ขณะเดียวกันในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2564 บริษัทเตรียมแผนเปิดตัวโครงการ “บ้าน 365 เมืองทอง” มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท เป็นบ้านระดับ Premium ในราคาเริ่มต้นที่ 9-19 ล้านบาท อยู่บนทำเลศักยภาพใจกลางเมืองทองธานี ติดทางด่วนและรถไฟฟ้าสายสีชมพู ออกแบบภายใต้แนวคิดหลัก “Simple Luxury” เรียบหรู สง่างาม เป็นส่วนตัว

ผสมผสานการออกแบบของสถาปัตยกกรรมสไตล์ Modern บนการออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่ตอบโจทย์ทุก Lifestyle การใช้ชีวิต ใน Concept “A Place of My Crafted Life” ประกอบด้วย ทาวน์โฮมสูง 3 ชั้น บ้านแฝดสูง 3 ชั้น และโฮมออฟฟิศ สูง 4 ชั้น รวมทั้งสิ้น 190 หลัง

“แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 จะยังคงมีอยู่ แต่ด้วยมาตรการการดูแลผู้เข้าเยี่ยมชมโครงการโดยคำนึงถึงความปลอดภัยด้านสุขอนามัย (Healthy) ลดการสัมผัส (Touchless) และการเว้นระยะห่าง (Social Distancing) โดยการนัดหมายล่วงหน้า รวมถึงการเยี่ยมชมโครงการโดยใช้ Virtual Visit ที่ลูกค้าสามารถขอชมห้องตัวอย่างออนไลน์เพื่อการตัดสินใจเบื้องต้นได้

บริษัทจึงมีความมั่นใจเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่ในไตรมาส 2 ของปี โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างยอดขายไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายยอดขาย 10,000 ล้านบาทในปี 2564 นี้ และในช่วงไตรมาส 3 ยังมีแผนที่จะเปิดโครงการบ้านพักอาศัยอย่างต่อเนื่องในอีกหลายทำเล อาทิ ลาดพร้าว 101 และ บางบัวทอง เพื่อตอบโจทย์ความ ต้องการของผู้บริโภค” นายโอภาสกล่าว

เสนาฯ ลุยต่อคอนโดต่ำล้านย่าน ฉลองกรุง
ขณะที่บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ก็ได้เตรียมเปิดโครงการใหม่ เสนา คิทท์ ฉลองกรุง-ลาดกระบัง เป็นคอนโดราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท รองรับกลุ่มคนที่ต้องการซื้ออยู่จริง หรือ real demand บนเนื้อที่โครงการ 7 ไร่เศษ เป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์สูง 8 ชั้น จำนวน 4 อาคาร มีให้เลือกแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 26 ตารางเมตร และ 2 ห้องนอน ขนาด 38 ตารางเมตร รวมทั้งสิ้น 980 ยูนิต ในราคาเริ่มต้น 799,000 บาท

สำหรับทำเล “ฉลองกรุง” ถือเป็นย่านอุตสาหกรรมผสมผสานกับย่านที่อยู่อาศัย ผู้คนส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำงานในแหล่งใกล้เคียง เช่น นิคมอุตสาหกรรม สนามบินสุวรรณภูมิ และมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่อยู่รอบๆ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบ เช่น ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ตลาดนัด ร้านสะดวกซื้อ สถานีบริการน้ำมัน สถานศึกษา และร้านค้าปลีกอื่นๆ ถือว่าเป็นย่านที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าที่คิด

นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ที่ติดกับประตูทางออกสู่ภาคตะวันออก ซึ่งในอนาคตคาดว่า จะได้รับอานิสงส์หนุนจากการพัฒนาของเมืองกรุงเทพฯที่ขยายออกมา และรับกับการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก หรือ EEC ทำให้ทำเลแถบนี้มีความเป็นได้สูงว่าจะเกิดที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นอีกมากมาย

แสนสิริเตรียมผุด เดอะ มูฟ ราม 1.59 ล้าน
นายองอาจ สุวรรณกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากสามารถปิดการขาย “เดอะ มูฟ เกษตร” ในรอบพรีเซลล์ไปแล้ว บริษัทเตรียมลุยต่อทำเลใหม่กับ “เดอะ มูฟ ราม 22” คอนโดแนวคิดใหม่โครงการที่ 2 ในราคาที่เข้าถึงง่ายเริ่มต้นที่ 1.59 ล้านบาท หรือราคาขายเฉลี่ยที่ 79,000 บาท/ตร.ม. ขณะที่ Rental Yield เฉลี่ยที่ 5% เหมาะสำหรับผู้ซื้ออยู่จริงและนักลงทุน โดยพร้อมที่จะพรีเซลล์ในวันที่ 10-11 ก.ค. ที่จะถึงนี้

โครงการ เดอะ มูฟ ราม 22 มูลค่าโครงการ 487 ล้านบาท เป็นอาคารสูง 8 ชั้น 2 อาคาร บนพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ มีจำนวนทั้งหมด 254 ยูนิต และขนาดห้องตั้งแต่ 21-24.5 ตร.ม. อยู่บนทำเลคอมมูนิตี้ย่านราม ติดถนนใหญ่เพียง 120 เมตร อยู่ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สายสีส้ม สถานีรามคำแหง 12 ที่กำลังก่อสร้าง เพียง 500 เมตร และเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ อีกหลายสาย เช่น สายสีเหลืองและสายสีน้ำเงิน ใกล้ทั้ง Airport Rail Link รามคำแหง เป็นต้น

ลลิล เปิดตัวแบบบ้านใหม่ French Colonial
ด้านนายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้พัฒนาแบบบ้านใหม่ที่รวมความความโดดเด่นด้านดีไซน์และพัฒนาสู่บ้านนวัตกรรมด้วยแนวคิด iL- Lalin Innovation for Living สะท้อนสู่สัญลักษณ์แห่งการใช้ชีวิตอย่างมีระดับ ภายใต้แบบบ้านดีไซน์ใหม่ในสไตล์ French Colonial

“ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ร่วมมือกับทีมออกแบบ เพื่อนำข้อมูลความต้องการที่ได้จากกลุ่มเป้าหมายมาวิเคราะห์และระดมความคิดเพื่อพัฒนาแบบบ้านที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ความต้องการได้อย่างแท้จริง ทำให้เราพบปัจจัยหลัก 3 ประการที่ต้องมีอยู่ในบ้านของคนไทยในยุคปัจจุบัน ประกอบด้วย ด้านดีไซน์เน้นความสวยงามทั้งภายในและภายนอก

นอกจากนี้ยังมีการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่เพิ่มคลับเฮ้าส์ Co-working Space และฟิตเนสวิวสวน ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดต้องการ ตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่วันนี้บ้านไม่ได้เป็นแค่บ้าน แต่ต้องสามารถปรับพื้นที่ส่วนต่างๆ ของบ้านให้กลายเป็นมุมทำงานหรือมุมกิจกรรมครอบครัวได้อย่างลงตัวตามไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตยุค New Normal

สุดท้ายคือ การเสริมความสะดวกสบายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยนวัตกรรมเข้ามาเป็นตัวเชื่อมก็เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคยุคปัจจุบันให้ความสำคัญเช่นกัน ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จึงได้นำ 3 ความต้องการหลักดังกล่าว มาพัฒนาจนกลายเป็นแบบบ้านที่รวมทุกความสมบูรณ์แบบของการดีไซน์ในสไตล์ French Colonial” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กล่าวถึงที่มาของการพัฒนาแบบบ้านใหม่ในปี 2564 ที่ได้เริ่มใช้กับทั้งโครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากกลุ่มเป้าหมาย

 



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME