fbpx

Category: อสังหาฯประเด็นร้อน

Warapong Pankaew15 มกราคม 2021
-57-กคช.-ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผ-1280x853.jpg

1min21

บ้านเอื้ออาทร จัด 3 โปรโมชั่น ผ่อนภาระลูกค้าใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งหั่นดอกเบี้ยเช่าเหลือ 0% ลดราคา 5-20% และปล่อยเช่าราคาพิเศษ โครงการของการเคหะแห่งชาติ

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทําให้ต้องมีการล็อกดาวน์ประเทศเพื่อจํากัดการติดเชื้อไม่ให้แพร่กระจายสู่วงกว้างส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และปัจจุบันได้เกิดการแพร่ระบาดรอบใหม่ในหลายจังหวัด มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้ผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยมีกําลังซื้อลดลง

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยการเคหะแห่งชาติ ตระหนักถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของการเคหะแห่งชาติมีกำลังซื้อลดลง จึงได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือกลุ่มลูกค้าใหม่

โดยกําหนดเป็นโปรโมชั่น 3 รูปแบบ มีระยะเวลาตั้งแต่ 1 มกราคม-30 มิถุนายน 2564 ได้แก่ 1.โปรโมชั่นดอกเบี้ยเช่าซื้อ 0% ในปีที่ 1 สําหรับลูกค้าที่สถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อ 2. โปรโมชั่นลดราคา 56 โครงการ (Shock price) โดยเป็นการให้ส่วนลดพิเศษประมาณ 5-20% ของราคาขายเงินสดเดิม ในโครงการ บ้านเอื้ออาทร และ 3.โปรโมชั่นเช่าราคาพิเศษ 999-1,200 บาทต่อเดือนในปีแรก จำนวน 84 โครงการที่กคช.กําหนด สามารถสอบถามรายละเอียดมาตรการโปรโมชั่นดังกล่าวได้ที่สำนักงานการเคหะแห่งชาติทุกแห่ง หรือ Call Center 1615

บ้านเอื้ออาทร

อ่านประกอบ:
การเคหะฯเตรียมปล่อยเช่า “บ้านเคหะสุขประชา” 999-3,000 บาท/เดือน

การเคหะฯเตรียมปล่อยเช่า “บ้านเคหะสุขประชา” 999-3,000 บาท/เดือน

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew15 มกราคม 2021
-พรีโม่-พหลโยธิน.png

1min52

ศุภาลัย เปิดรัวๆ 2 โครงการใหม่รับปีวัว “ศุภาลัย พรีโม่ พหลโยธิน-ศุภาลัย บลิซ นครราชสีมา” ชี้ตลาดบ้านแนวราบปี 64 ดีกรีการแข่งขันร้อนแรง ต้องเร่งปรับแผนเปิดโครงการตอบโจทย์เรียลดีมานด์

นางสาวธัญวรัตน์ ปัญญารัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท ศุภาลัย เปิดเผยว่า ปี 2564 ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบยังคงมีการแข่งขันที่สูง ถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผู้ประกอบการจึงเร่งปรับแผนเปิดตัวโครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มเรียลดีมานด์และเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น เน้นทำเลที่มีศักยภาพโดดเด่น สร้างความแตกต่างในสินค้า การดีไซน์ ฟังก์ชัน การใช้งานและเพิ่มเทคโนโลยีต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกมาใช้ในโครงการ

โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าแนวราบราคาระดับปานกลาง ที่ยังมีฐานลูกค้ากำลังซื้อสูง ล่าสุดบริษัทได้มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ “ศุภาลัย พรีโม่ พหลโยธิน 54/1” ซึ่งทำเลย่านพหลโยธิน ถือเป็นอีกหนึ่งทำเลที่น่าจับตามองสำหรับการเป็นศูนย์กลางที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ในอนาคต เนื่องจากรายล้อมด้วยแหล่งอำนวยความสะดวกในทุกๆ ด้านของการใช้ชีวิต มีโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อการเดินทางหลากหลายรูปแบบทั้งรถไฟฟ้า ทางด่วน และถนนสายหลัก ส่งผลให้ทำเลดังกล่าวมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น

สำหรับ โครงการศุภาลัย พรีโม่ พหลโยธิน 54/1 บนพื้นที่โครงการกว่า 27 ไร่ จำนวน 247 แปลง มูลค่าโครงการ 887 ล้านบาท พัฒนาภายใต้แนวคิด “Make Life Easy # บ้านบนทำเลที่ทำให้การใช้ชีวิตเป็นเรื่องง่าย ราคาพิเศษเริ่ม 2.79 ล้านบาท กับการอยู่อาศัยไลฟ์สไตล์คนเมือง สามารถเดินทางเข้าเมืองได้ง่าย ด้วยไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต (สถานีแยก คปอ.) ทางด่วนดอนเมืองโทลเวย์ และยังใกล้สนามบินดอนเมือง

โครงการมีแบบบ้านให้เลือกถึง 6 แบบ ทั้งทาวน์โฮมซีรีย์ใหม่ หน้ากว้าง 5 เมตร สะดวกสบายพร้อมห้องน้ำส่วนตัวในห้อง Master Bedroom ขนาดพื้นที่ใช้สอย 119 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ บ้านแฝด ที่ให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง ขนาดพื้นที่ใช้สอย 128 ตร.ม. 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ และบ้านเดี่ยว ที่มีมุมพักผ่อนสำหรับครอบครัว ขนาดพื้นที่ใช้สอย 122 – 197 ตรม. 3 – 4 ห้องนอน 2 – 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ โดยจะเปิด Pre – Sales ในวันที่ 23 – 24 มกราคม 2564 ที่สำนักงานขาย สามารถลงทะเบียน Online ได้ที่ https://www.supalai.com/reg/primo_phahol54/ โดยจะได้รับส่วนลดสูงสุดถึง 650,000 บาท*

ด้านนายบุญชัย ชัยอนันต์บวร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานโครงการภูมิภาค 2 บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดแบรนด์ใหม่แนวราบ “บลิซ” ครั้งแรกในจังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ โครงการศุภาลัย บลิซ นครราชสีมา” มูลค่าโครงการ 420 ล้านบาท นับเป็นโครงการลำดับที่ 7 ของศุภาลัยในจังหวัดนครราชสีมา โดยจะเปิดให้จองในวันที่ 23-24 มกราคม 2564 นี้

สำหรับโครงการศุภาลัย บลิซ นครราชสีมา มีเนื้อที่กว่า 21 ไร่ อยู่ใกล้ถนนวงแหวนรอบเมือง จำนวน 170 แปลง ประกอบด้วย บ้านเดี่ยว บ้านรุ่นใหม่(บ้านแฝด) และทาวน์โฮม ที่ตอบโจทย์ทุก Life style ภายใต้แนวคิด “New Modern Design & More Happiness” มีแบบบ้านมากถึง 5 แบบ พื้นที่ใช้สอยเริ่ม 113-175 ตร.ม. ราคา 1.89-4.85 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทยังได้เปิดตัวแบบบ้านใหม่ล่าสุดเป็นครั้งแรกในโครงการศุภาลัย บลิซ นครราชสีมา ได้แก่

  • แบบบ้านศุภกัลยา (พิเศษ) บ้านรุ่นใหม่ 2 ชั้น Functions Energy Saving & New Function Design ออกแบบเน้นการอนุรักษ์พลังงาน รวมทั้งออกแบบให้ส่วนรับแขกและส่วนทานอาหารเชื่อมต่อกัน พร้อมประตูกระจกบานใหญ่ ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง ห้องครัวขนาดใหญ่ Master Bedroom ออกแบบให้มีขนาดใหญ่ เพิ่มพื้นที่ความสุข ห้องน้ำทุกห้องถูกสุขลักษณะระบายอากาศได้ดี ไม่อับชื้น

ศุภาลัย

 

  • แบบบ้านศุภชีวิน ทาวน์โฮม กว้าง 5.70 ม. มีการจัดพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่คุ้มค่า ออกแบบในสไตล์โมเดิร์น (Modern Style) มีห้องน้ำทุกห้อง สามารถระบายอากาศและรับแสงสว่างจากภายนอกได้โดยตรง ห้องนอนใหญ่มีบานหน้าต่างเข้ามุม รับแสงธรรมชาติได้มากขึ้น

อ่านประกอบ:
– ศุภาลัย พรีโม่ รังสิต ทาวน์โฮมนวัตกรรมใหม่ 

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew14 มกราคม 2021
-1.png

1min86

โควิดรอบ 2 บั่นทอนความเชื่อมั่นลงทุนอสังหาฯ แม้ว่าผลสำรวจไตรมาสล่าสุดระดับความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการจะดีขึ้นเล็กน้อย คาดตลาดทั้งปีมีสิทธิ์ติดลบ 10%

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล โดยพบว่า ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2563 Current Situation Index ผู้ประกอบการมีภาวะความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น โดยมีดัชนีเท่ากับร้อยละ 46.3 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ร้อยละ 42.8 แต่ยังคงต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 ติดต่อกัน 7 ไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2562 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการประกาศใช้มาตรการ LTV ได้สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการยังคงขาดความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย

โควิดรอบ 2

ส่วนผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) ผู้ประกอบการที่ดำเนินการสำรวจในช่วงปลายปี 2563 ซึ่งยังไม่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบสอง มีค่าเท่ากับร้อยละ 54.4 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ร้อยละ 52.9 สูงกว่าค่ากลางที่ระดับร้อยละ 50.0 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบขณะนั้นเริ่มมีความหวังต่อการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2564 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จากการแพร่ระบาดของ โควิดรอบ 2 คาดว่าจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการใน 6 เดือนแรกของปี 2564 ปรับตัวลดลงกว่าผลที่สำรวจข้างต้นได้

“ในไตรมาส 4 ปี 2563 ผู้ประกอบการยังคงขาดความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย แม้ว่าค่าดัชนีความเชื่อมั่นจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน จากการเริ่มฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่จะเห็นได้ว่ากลุ่มผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นเท่ากับร้อยละ 49.2 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 43.1 ขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่มนอกตลาดหลักทรัพย์กลับมีค่าดัชนีเท่ากับ 42.1 ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 42.4

จะเห็นได้ว่า กลุ่มผู้ประกอบการที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์มีระดับความเชื่อมั่นที่สูงกว่าร้อยละ 50 ในด้าน ยอดขาย การจ้างงาน และการเปิดตัวโครงการใหม่ ขณะที่ผู้ประกอบการนอกตลาดไม่มีความเชื่อมั่นด้านใดเลยที่เกินกว่าร้อยละ 50 สะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า กลุ่มผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์จะเป็นผู้บทบาทหลักในการลงทุนและการขยายตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล” ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์กล่าว

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า ที่มีค่าเท่ากับ 54.4 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แสดงเห็นว่าในภาพรวมผู้ประกอบการมีมุมมองเชิงบวกสำหรับธุรกิจพัฒนาที่อยุ่อาศัยในอีก 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งคาดว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 จะนำมาใช้อย่างกว้างขวางและสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ และเศรษฐกิจจะขยายตัวได้มากขึ้น แต่จะเห็นได้ชัดว่า มุมมองเชิงบวกเช่นนี้ เป็นผลมาจากกลุ่มผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ที่มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้าเท่ากับร้อยละ 59.7 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนซึ่งอยู่ที่ระดับ 58.0

แต่สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการนอกตลาดหลักทรัพย์มีค่าดัชนีเพียงร้อยละ 46.5 แม้จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อยที่ระดับ 45.2 แต่ได้แสดงให้เห็นได้ว่ากลุ่มผู้ประกอบการนอกตลาดหลักทรัพย์ยังคงขาดความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในปี 2564 ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์มีความเชื่อมั่นมากขึ้นชัดเจนในทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านยอดขาย การลงทุน และการเปิดตัวโครงการใหม่

โควิดรอบ 2

อย่างไรก็ตาม ต้องขอขีดเส้นใต้ไว้หลายๆ เส้นว่า “การสำรวจความเชื่อมั่นครั้งนี้ ดำเนินการในช่วงปลายปี 2563 ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่” ดังนั้นจึงคาดได้ว่า ในช่วงครึ่งปีแรก โดยเฉพาะในไตรมาสแรกของปี 2564 นี้ ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการคงจะปรับลดลงจากการสำรวจช่วงปลายปีอย่างแน่นอน โดยเห็นว่า ผู้ประกอบการยังคงระมัดระวังเกี่ยวกับการเปิดขายโครงการใหม่ เพื่อลดจำนวนอุปทานเหลือขายที่ยังมีอยู่มากในตลาด และรอดูผลกระทบจากการระบาดรอบใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากช่วงการสำรวจ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ประเมินว่า การเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2564 พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีจำนวนประมาณ 89,000 หน่วย แบ่งเป็นที่อยู่แนวสูง 36,000-37,000 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 30-40% และที่อยู่อาศัยแนวราบ 52,000 หน่วย แต่ถ้าโควิดยืดเยื้ออาจจะลดลงอีก 10,000 หน่วย เหลือ 79,000 หน่วย เท่ากับปีนี้การเปิดโครงการใหม่จะอยู่ระหว่าง 79,000 -89,000 หน่วย สูงกว่าปี 2563 ที่เปิดรวม 71,500 หน่วย แม้ว่าปีนี้เศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นตัว แต่ผู้ประกอบการยังคงต้องเปิดตัวโครงการใหม่ เพราะสต็อกเริ่มลดลงจากปีก่อน

มีความเป็นไปได้ว่าปี 2564 จะติดลบถึง 10 % ซึ่งเป็นจุดที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะปีนี้กำลังซื้อที่อั้นอยู่อาจมีไม่มากเหมือนปีที่แล้ว เนื่องจากผู้บริโภคได้รับผลกระทบในแง่ของรายได้ต่อเนื่องมานาน ส่งผลให้ดีมานด์ใหม่ของที่อยู่อาศัยได้รับผลกระทบรุนแรง” ดร.วิชัยกล่าว

อ่านประกอบ :
-ลุ้น ลุ้น ลุ้น มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew14 มกราคม 2021
shutterstock_4602344021-1280x854.jpg

2min97

ตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2564 แม้ว่าจะยังมีความเสี่ยงจากซัพพลายส่วนเกินที่ยังต้องเร่งระบายออกอีกมาก และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคบางส่วนที่หันไปปันใจให้กับที่อยู่อาศัยแนวราบตามกระแส new normal หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่ก็ตาม แต่จริงๆ แล้ว คอนโด ก็ยังเป็นสินค้าที่มี demand คอยขับเคลื่อนตลาดอยู่ แม้จะไม่มากมายเหมือนในยุคสมัยเฟื่องฟู แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ตลาดกำลังอยู่ในภาวะปรับสมดุล และคาดว่าจะฟื้นตัวกลับมาอีกครั้งในไม่ช่าไม่นานนี้ เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการปรับตัวของตลาดในช่วงที่ผ่านมา

คอนโดปี 63 ปรับตัวครั้งใหญ่
นลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2563 เป็นช่วงเวลาที่ตลาดคอนโดมิเนียมมีการปรับตัวมากที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งเป็นผลจากภาวะการชะลอตัวของตลาด การควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย และผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ซัพพลายใหม่ลดลงไปถึง 39% จากอัตราการเพิ่มเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่จำนวน 51,000 หน่วยต่อปี โดยในปี 2563 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่เพียง 20,100 หน่วย จาก 64 โครงการ

ในขณะที่ยอดขายคอนโดในกทม.ปี 2563 มีจำนวนรวม 32,800 หน่วย แบ่งเป็นยอดขายจากคอนโดที่เปิดใหม่ในปี 2563 จำนวน 9,100 หน่วย และเป็นคอนโดที่เปิดขายก่อนปี 2563 อีกประมาณ 23,700 หน่วย ถือเป็นปีที่มีดีมานด์(ยอดขาย) สูงกว่าซัพพลายใหม่ที่เกิดขึ้นในปี 2563 โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่จะเป็นผู้บริโภคที่ซื้อคอนโดเพื่ออยู่อาศัยเอง ส่วนผู้ซื้อเพื่อการลงทุนมีในสัดส่วนที่ไม่มาก และการเก็งกำไรแทบจะหายไปจากตลาดอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่กระตุ้นยอดขาย คือ การลดราคาของผู้ประกอบการนั่นเอง

คอนโด

ราคาขายคอนโดมิเนียมมีการปรับตัวลดลงตั้งแต่ครึ่งปีแรกในอัตรา 16% และปรับลดลงอีก 4% ในช่วงไตรมาสที่ 3 ในขณะที่ไตรมาสที่ 4 มีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบราคาที่ลดลงตลอดทั้งปี พบว่า ราคาคอนโดมิเนียมในตลาดลดลงถึง 11% จาก 141,800 บาทต่อตารางเมตรในปี 2562 เป็น 126,900 บาทต่อตารางเมตรในปี 2563 และคาดว่าราคาคอนโดในปี 2564 จะปรับลงอีกประมาณ 5% และค่อยขยับขึ้นในปีถัดไปราวๆ 2% โดยปัจจัยที่ทำให้ราคาปรับลดลงนั้น มาจากการที่ผู้ประกอบการลดราคาเพื่อระบายสต๊อก

 

คอนโด

ราคาต่ำกว่าล้าน comeback
ประกอบกับ โครงการใหม่ๆ ที่เปิดตัวเป็นโครงการระดับกลาง และ Affordable Condo ที่ตอบรับกับความสามารถในการซื้อส่วนใหญ่ของคนกรุงเทพฯมากขึ้น โดยสัดส่วนคอนโดระดับกลาง (mid market) และซิตี้คอนโดมีถึง 60% และตลาดใหม่ก็คือ คอนโดราคาย่อมเยาในทำเลนอกเมือง (affordable market) ราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท หรือต่ำกว่า 50,000 บาทต่อตารางเมตร มีจำนวนถึง 3,600 หน่วย คิดเป็น 18% ของอุปทานใหม่ในปี 2563 เลยทีเดียว และคาดว่าในปี 2564 คอนโดต่ำกว่า 1 ล้านบาท จะมีซัพพลายเพิ่มเป็น 6,000 หน่วย หรือประมาณ 20% ของตลาด ส่วนคอนโดระดับไฮเอนด์และลักชัวรี่ในปี 2563 ลดลงเหลือเพียง 22% ของคอนโดฯใหม่ในตลาดทั้งหมด

“คอนโดที่เป็นตลาดใหม่เกิดขึ้นบริเวณรอบนอกเมือง หรือในพื้นที่ปริมณฑลที่มีรถไฟฟ้าเข้าถึง ทั้งฝั่งเมืองตะวันออก และทางเหนือของกรุงเทพฯ โดยมีจำนวนหน่วยมากถึง 4,400 ยูนิต คิดเป็น 21% ของ คอนโดใหม่ทั้งหมดในตลาด ส่วนคอนโดที่อยู่รอบๆ ใจกลางเมือง อุปทานที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด ยังเป็นบริเวณสุขุมวิทตอนปลาย คิดเป็นประมาณ 20% ของจำนวนคอนโดมิเนียมใหม่ในตลาด ในทางตรงกันข้ามตลาดใจกลางเมืองบริเวณสาทร หลังสวน และสุขุมวิทตอนต้น มีคอนโดใหม่เกิดขึ้นเพียง 11% หรือประมาณ 2,250 หน่วยเท่านั้น” นลินรัตน์ กล่าว

การพัฒนาคอนโดในช่วงเวลานี้ นอกจากเรื่องของทำเลแล้ว จะต้องพัฒนาสินค้าในราคาที่ผู้บริโภครับได้ สำหรับทำเลที่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในปี 2564 เช่น ทำเลริมแม่น้ำ ย่านโรงพยาบาลศิริราช ทำเลรัชโยธิน-มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีทั้งแหล่งงานและสถานศึกษา ขณะที่คอนโดในย่านกลางเมืองแม้ความต้องการซื้อจะลดลง แต่สำหรับ ทำเลหลังสวน ก็ยังมีความต้องการซื้ออยู่

แนวโน้มปี 64 ตลาดยังทรงตัว
ทั้งนี้ เน็กซัส คาดการณ์แนวโน้มของตลาดคอนโดในปี 2564 โดยระบุว่า ซัพพลายใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2564 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 33,000-38,000 หน่วย ส่วนหนึ่งมาจากโครงการที่ชะลอการพัฒนาไปในปี 2563 และโครงการที่ผู้ประกอบการซื้อที่ดิน และประกาศแผนพัฒนาไว้แล้ว รวมกันมีมากกว่า 16,000 หน่วย ซึ่งโครงการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น น่าจะเป็นโครงการขนาดเล็ก และมีราคาขายที่ต่ำลง

ขณะที่ความต้องการซื้อ คอนโด ในช่วงครึ่งปีแรกยังคงอยู่ในระดับต่ำ หากไตรมาสที่ 3 การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว น่าจะเห็นความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามคาดว่า ตลอดปี 2564 ความต้องการซื้อจะยังใกล้เคียงกับปี 2563 คือ ที่ 30,000-35,000 หน่วย ขณะที่ระดับราคาเฉลี่ยน่าจะยังปรับลดลงอีก จากการลดราคาของโครงการที่สร้างเสร็จ และโครงการใหม่ที่พัฒนาในตลาดระดับกลางเพิ่มขึ้น สำหรับกำลังซื้อจากต่างชาติขณะนี้ยังคงนิ่งอยู่ โดยคาดว่ามีโอกาสได้เห็นต่างชาติกลับเข้าตลาดในช่วงหลังไตรมาสที่ 2 ของปี 2564

ปัจจัยที่มีผลกระทบกับธุรกิจ การปรับตัวของผู้ประกอบการและผู้บริโภค

  • การกลับมาระบาดรอบใหม่ของไวรัสโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อไปในช่วงต้น แต่ก็ปรับตัวและเริ่มกลับมาเหมือนเดิมแล้ว ซึ่ง sentiment ในการซื้อน่าจะกลับมาได้เร็วกว่าการระบาดในรอบแรก
  • ราคายังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะต้องคำนึงถึงสำหรับการพัฒนาโครงการในปีนี้ ขณะที่ผู้บริโภคหันมาซื้อโครงการที่พร้อมเข้าอยู่มากขึ้น
  • ผู้ประกอบการที่หันมาพัฒนาโครงการเพื่อรายได้ระยะยาวจากค่าเช่า (Recurring Income) จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อีกครั้ง เนื่องจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการในสินค้าส่วนนี้ลดลงด้วย ผู้ประกอบการควรหันมาพัฒนาสินค้าเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนมากขึ้น
  • การสร้างความน่าเชื่อถือ ถือเป็นเรื่องสำคัญกับการทำตลาดในเวลานี้ ขณะที่สินค้าต้องมีความแตกต่าง
  • การปรับตัวที่รวดเร็วต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในเชิงกลยุทธ์ที่จะส่งผลไปถึงราคาขาย เช่น การปรับตัวโดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยใส่เข้าไปในคอนโดฯ ควรคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค เนื่องจากเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาคอนโด

คอนโด

 

  • ที่ดินใกล้รถไฟฟ้า แต่อยู่ในซอย อยู่ในชุมชนเก่า ที่ดินริมแม่น้ำ เป็นทำเลที่น่าสนใจ
  • การพัฒนาโครงการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในเชิงสังคม เช่น โครงการที่รองรับผู้สูงวัย การพัฒนาพื้นที่ใช้สอยที่เปลี่ยนแปลงไปจากการระบาดของโควิด-19 ที่จำเป็นต้องมี ไพรเวท สเปซมากขึ้น เป็นต้น
  • ปัจจัยบวกที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดยังมี อาทิเช่น ตลาดทุนที่มีสภาพคล่องสูงจะส่งผลมายังธุรกิจอสังหาฯ กำลังซื้อต่างชาติยังมีแต่รอจังหวะกลับเข้าตลาด วัคซีนป้องกันโควิดกำลังจะนำมาใช้ ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ รัฐมีแนวโน้มจะลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอีก 1 ปี และต่อการใช้มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ออกไปอีก 1 ปี

สำหรับผู้บริโภค การเลือกซื้อสินค้าต้องดูกำลังซื้อที่แท้จริงของตนเอง การหวังพึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นในอนาคตอาจไม่ใช่ทางเลือกในขณะนี้

อ่านประกอบ:
– ส่องอสังหาฯปี 64 : ตลาดเริ่มฟื้นตัวจากภาวะตกต่ำสุดในปี 63

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew13 มกราคม 2021
-ลดาวัลย์.png

2min132

แลนด์แอนด์เฮ้าส์ เปิดแผนลงทุนปี 64 ผุดโครงการใหม่ 12 โครงการ กว่า 2 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปี 63 ที่เปิดโครงการใหม่ 16 โครงการ 2.8 หมื่นล้าน พร้อมขยับเปิดคอนโดใหม่ 2 โครงการ ที่พระราม 2 – เชียงใหม่ หลังจากชะลอลงทุนมาหลายปี ตั้งเป้ายอดขายรวม 2.8 หมื่นล้านบาท และรายได้ 3 หมื่นล้าน

นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานคณะกรรมการ และนายอดิศร ธนนันท์นราพูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมแถลงผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2563 และแผนปี 2564 โดยระบุว่า ในปี 2564 บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่ 12 โครงการ มูลค่ารวม 20,660 ล้านบาท (ลดลงจากปี 2563 ที่เปิดโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 16 โครงการ มูลค่ารวม 28,620 ล้านบาท)

นพร สุนทรจิตต์เจริญ

แบ่งเป็น โครงการในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 11 โครงการ และต่างจังหวัด 1 โครงการ และหากแบ่งตามประเภทของที่อยู่อาศัยได้ ดังนี้ บ้านเดี่ยว 5 โครงการ บ้านแฝด 2 โครงการ ทาวน์เฮ้าส์ 5 โครงการ คอนโดมิเนียม 2 โครงการ (โครงการที่เป็น Mix Products นับแยกตามประเภทสินค้า)

สำหรับในปีนี้แลนด์แอนด์เฮ้าส์มีแผนเปิดคอนโดมิเนียมใหม่จำนวน 2 โครงการ (ซึ่งเป็นการเปิดคอนโดใหม่ในรอบหลายปีของแลนด์แอนด์เฮ้าส์) ได้แก่

  • โครงการ Ease 3 พระราม 2 เนื้อที่ 4.4 ไร่ จำนวน 329 ยูนิต ราคาเฉลี่ย 2.5 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 820 ล้านบาท จะเปิดขายในไตรมาสที่ 3
  • โครงการ North 7  เชียงใหม่ เนื้อที่ 1.6 ไร่ จำนวน 57 ยูนิต ราคาเฉลี่ย 2.8 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 160 ล้านบาท มีกำหนดเปิดขายในไตรมาสที่ 4

แลนด์แอนด์เฮ้าส์

ส่วนในไตรมาส 1 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีกำหนดเปิดขายโครงการใหม่เพียง 2 โครงการ ได้แก่

  • โครงการบ้านแฝด anya ราชพฤกษ์-นครอินทร์ ราคาเฉลี่ย 7.4 ล้านบาท
  • โครงการทาวน์เฮ้าส์ indy 4 บางนา กม.7 ราคาเฉลี่ย 3.8 ล้านบาท

แลนด์แอนด์เฮ้าส์

ขณะที่ในไตรมาสที่ 2 ไม่มีการเปิดโครงการใหม่ แต่ไปเปิดมากที่สุดในไตรมาส 3 ถึง 9 โครงการ ซึ่งนอกจากคอนโด Ease 3 พระราม 2 แล้ว ยังมี

  • บ้านเดี่ยว-มัณฑนา ราชพฤกษ์ นครอินทร์ ราคาเฉลี่ย 12.2 ล้านบาท
  • ทาวน์เฮ้าส์-indy 5 บางนา กม.7 ราคาเฉลี่ย 4.4 ล้านบาท
  • บ้านแฝด- inizio 4 ปิ่นเกล้า-วงแหวน ราคาเฉลี่ย 5.1 ล้านบาท
  • บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ – Villaggio 2 ศรีนครินทร์-บางนา ราคาเฉลี่ยบ้านเดี่ยว 6.5 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยทาวน์เฮ้าส์ 3.5 ล้านบาท และ Villaggio สุขสวัสดิ์-ประชาอุทิศ ราคาเฉลี่ยบ้านเดี่ยว 5.8 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยทาวน์เฮ้าส์ 2.8 ล้านบาท
  • บ้านเดี่ยว-ชัยพฤกษ์ บางนา กม.15 ราคาเฉลี่ย 11 ล้านบาท
  • ทาวน์เฮ้าส์ – indy 2 บางนา-รามคำแหง 2 ราคาเฉลี่ย 3.9 ล้านบาท

ขณะที่ในไตรมาสที่ 4 มีโครงการเปิดใหม่ 2 โครงการ นอกจากคอนโด North 7  เชียงใหม่ แล้วยังมี

  • บ้านเดี่ยว พฤกษ์ลดา กาญจนาภิเษก 345 ราคาเฉลี่ย 6.6 ล้านบาท
อดิศร ธนนันท์นราพูล

ตั้งเป้าขาย 2.8 หมื่นล. โอน 3 หมื่นล.
ทั้งนี้ เมื่อรวมกับโครงการที่เปิดดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น 75 โครงการ แบ่งเป็น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 45 โครงการ และต่างจังหวัด 30 โครงการ จะทำให้มีโครงการที่เปิดดำเนินการทั้งสิ้นในปี 2564 รวม 87 โครงการ โดยมีราคาเฉลี่ยต่อยูนิตที่ขายในปี 2564 เท่ากับ 7 ล้านบาท ขณะที่ปี 2563 ราคาเฉลี่ยต่อยูนิต 7.5 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายยอดขาย (Booking) ในปี 2564 รวม 28,000 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์มูลค่ารวม 30,000 ล้านบาท

ในส่วนของแผนการลงทุน บริษัทได้เตรียมงบลงทุนไว้ทั้งหมดประมาณ 11,000 ล้านบาท ประกอบด้วยงบสำหรับการซื้อที่ดิน เพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในทำเลต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดประมาณ 6,000 ล้านบาท และงบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าอีกจำนวน 5,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะออกหุ้นกู้อีกจำนวน 12,000 ล้านบาท

สำหรับปี 2563 ที่ผ่านมา แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ได้เปิดโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 16 โครงการ มูลค่ารวม 28,620 ล้านบาท ใช้งบในการซื้อที่ดิน มูลค่าโดยรวม 4,600 ล้านบาท และมีการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่ามูลค่ารวม 2,200 ล้านบาท ได้แก่ การลงทุนในการพัฒนาโครงการ Shopping Mall – Terminal 21 จำนวน 900 ล้านบาท และลงทุนในธุรกิจโรงแรมและอพาร์ทเมนต์อีก 1,300 ล้านบาท โดยมีการออกหุ้นกู้ มูลค่ารวม 8,400 ล้านบาท ระยะเวลา 2-3 ปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.29% ต่อปี

ขณะที่บริษัท แอล แอนด์ เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด (LHMH) ได้ดำเนินการพัฒนาโครงการอีก 1 โครงการ คือ โครงการ Grande Centre Point Lumpini บนที่ดิน 6-2-73.5 ไร่ ในรูปแบบ Mixed Use ประกอบด้วย โรงแรม จำนวน 512 ห้อง อาคารสำนักงาน 13,000 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุน 4,830 ล้านบาท จะแล้วเสร็จประมาณ Q1/2567 ส่วนบริษัท Land and Houses U.S.A. ได้ขายโครงการอพาร์ทเมนท์ The Mode Residence ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในราคา 80.05 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย ประมาณ 2,415 ล้านบาท โดยมีกำไรก่อนภาษีประมาณ 13.77 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 416 ล้านบาท

อ่านประกอบ:
Top 3 เจ้าตลาดอสังหาฯ ยุคฝ่าวิกฤติโควิด-19

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4

 


Warapong Pankaew12 มกราคม 2021
.-1280x853.jpg

1min65

ธอส. คลอดอีก 4 มาตรการ ช่วยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ระบาดรอบใหม่ ลดค่างวด 25-75% นาน 6 เดือน

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดรอบใหม่ของสถาบันการเงินสมาชิกสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ(SFIs) ตามนโยบายของกระทรวงการคลัง

ในส่วนของ ธอส. คณะกรรมการธนาคารมีมติเห็นชอบในหลักการให้จัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จากโควิด-19 ผ่าน “โครงการ ธอส. รวมไทย สร้างชาติ ปี 2564” ด้วย 4 มาตรการลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) นานสูงสุด 6 เดือน ครอบคลุมทั้งลูกค้าที่เคยหรืออยู่ระหว่างใช้ “มาตรการช่วยเหลือลูกค้า ผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19” และ “โครงการ ธอส. ช่วยคนไทย ร่วมสร้างชาติ” รวมถึงลูกค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการทั้งลูกค้ารายย่อยและกลุ่ม SMEs ที่มีสถานะปกติ หรือสถานะ NPL ประกอบด้วย

มาตรการที่ 9 สำหรับลูกค้าที่เคยเข้าร่วมหรืออยู่ระหว่างใช้มาตรการช่วยเหลือของธนาคาร ลูกค้าที่มีสิทธิ์แจ้งความประสงค์ขอใช้มาตรการจะต้องมีคุณสมบัติ คือ มีสถานะบัญชีปกติ ไม่อยู่ระหว่างการประนอมหนี้ สามารถขอลดเงินงวดผ่อนชำระ (ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวด ผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6 เดือน (กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2564) โดยลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ เข้าร่วมมาตรการระยะแรกผ่าน Application : GHB ALL ได้ตั้งแต่วันที่ 15 – 29 มกราคม 2564

มาตรการที่ 10 สำหรับลูกหนี้สถานะ NPL และลูกหนี้สถานะ NPL ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ สามารถขอลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6 เดือน (กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2564) โดยลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการระยะแรก ผ่าน Application : GHB ALL ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม – 26 กุมภาพันธ์ 2564

มาตรการที่ 11 สำหรับลูกค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของธนาคาร ลูกค้าที่มีสิทธิ์แจ้งความประสงค์ขอใช้มาตรการต้องมีคุณสมบัติ คือ มีสถานะบัญชีปกติ ไม่อยู่ระหว่างการประนอมหนี้ สามารถขอลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6 เดือน(กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2564) โดยลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการระยะแรก ผ่าน Application : GHB ALL ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 26 กุมภาพันธ์ 2564

มาตรการที่ 12 สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการ SMEs สินเชื่อประเภทแฟลต แบ่งเป็น 1.ได้ลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 70% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน หรือไม่เกินมิถุนายน 2564 หรือ 2.พักชำระหนี้ถึงมิถุนายน 2564 ในกรณีที่ได้รับผลกระทบทำให้รายได้ไม่เพียงพอในการชำระหนี้ ยื่นคำขอเข้ามาตรการระยะแรกได้ที่สาขาทั่วประเทศภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564

ธอส.

ทั้งนี้ ลูกค้าที่ต้องการลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการ 9-11 ระยะแรก ต้องดาวน์โหลดหลักฐานยืนยันว่ามีผลกระทบทางรายได้ผ่านทาง Application : GHB ALL ให้ธนาคารพิจารณา เช่น สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ภาพถ่าย หรือ Statement เป็นต้น ส่วนดอกเบี้ยประจำงวดที่ตัดชำระไม่หมดในขณะที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือ ธนาคารจะเปิดให้ลูกค้าทยอยผ่อนชำระได้จนถึงก่อนวันที่ลูกค้าจะครบกำหนดตามสัญญาเงินกู้ หรือก่อนปิดบัญชีเงินกู้

สำหรับลูกค้าของธนาคารที่ในปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการที่ธนาคารกำหนด และยังมีปัญหาด้านรายได้ทำให้ไม่สามารถผ่อนชำระได้ตามปกติ ธนาคารพร้อมพิจารณาขยายความช่วยเหลือในรูปแบบการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้เป็นรายกรณีต่อไป ส่วนกรณีหน่วยงานที่มีสวัสดิการเงินกู้กับธนาคารได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้หน่วยงานมีหนังสือแจ้งมายังธนาคารเพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่พนักงานที่กู้เงินกับธนาคารต่อไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 และ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์

อ่านประกอบ : ธอส.คลอด 4 มาตรการสางหนี้ตำรวจ 4,000 ล้านบาท

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew8 มกราคม 2021
-7.png

1min159

บิ๊กอสังหาฯกระดี๊กระด๊า ชักแถวกวาดยอดโอนปี 63 เกินเป้าสูงเป็นประวิตการณ์ เอพี ไทยแลนด์ รายล่าสุดประกาศยอดโอนบ้าน-คอนโด พุ่ง 4.6 หมื่นล้าน โตกว่า 40% ชิงดำ แสนสิริ ขึ้นเบอร์ 1 อสังหาฯ

บิ๊กอสังหาฯระดับหัวแถวเริ่มทะยอยประกาศความสำเร็จในการดำเนินงานในปี 2563 ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ แสนสิริ ได้ประกาศว่า มีรายได้จากการโอนในปี 2563 สูงถึง 4.5 หมื่นล้านบาท เติบโต 45% จากปี 2562 ถือเป็นตัวเลขการโอนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของแสนสิริ และทุบทุกสถิติการโอนที่เคยทำได้สูงสุดในรอบ 36 ปี

ล่าสุด เอพี ไทยแลนด์ ได้คาดการณ์ยอดโอนรวมในปี 2563 ว่าจะมียอดโอนเกือบ 4.6 หมื่นล้านบาท และมั่นใจว่า เป็นตัวเลขยอดโอนที่สูงสุดในตลาด

เอพี ไทยแลนด์นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทคาดว่าจะมียอดโอนรวมเกือบ 46,000 ล้านบาท ซึ่งเกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นปีที่ 40,550 ล้านบาท หรือโตกว่า 40% จากปี 2562 และคาดว่าน่าจะเป็นยอดโอนที่มากที่สุดในตลาด พร้อมทั้งคาดการณ์ผลกำไรรวมทั้งปี 2563 จะเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ

“ทั้งหมดมาจากความสำเร็จในการส่งมอบสินค้าทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและคอนโดมิเนียม ซึ่งนับว่าเป็นความสำเร็จครั้งสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา และมั่นใจว่าเอพี ไทยแลนด์จะสามารถมุ่งสู่การเป็นเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรมอสังหาฯไทย” นายวิทการ กล่าว

ความสำเร็จในครั้งนี้มาจากการปรับตัวที่รวดเร็วจากวิกฤตที่เกิดขึ้น ตลอดจนความเข้มแข็งในการทำงานของพนักงานในองค์กรโดยมองไปที่เป้าหมายเดียวกันก็คือ EMPOWER LIVING ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการกระแสเงินสดที่รัดกุม ส่งผลให้บริษัทสามารถก้าวข้ามผ่านวิกฤตมาได้อย่างมั่งคง สร้างผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกไตรมาส

อีกหนึ่ง key success สำคัญก็คือแผนการบริหารจัดการภายในองค์กรที่ดำเนินควบคู่ไปกับการบริหารจัดการพอร์ตสินค้าที่นำมาซึ่งการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมานอกจากความสำเร็จในการขายและโอนกรรมสิทธิ์สินค้าในกลุ่มธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบแล้วนั้น บริษัทยังได้รับการตอบรับที่ดีมากจากการโอนสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียม โดยมีลาดพร้าว LIFE อโศก-พระราม 9 LIFE วัน ไวร์เลส และ Aspire อโศก-รัชดา

ทั้งนี้ปี 2563 ที่ผ่านมาบริษัทเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 40 โครงการ รวมมูลค่า 45,020 ล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยว 18 โครงการ มูลค่า 20,860 ล้านบาท ทาวน์โฮม 18 โครงการ มูลค่า 18,530 ล้านบาท และโครงการในต่างจังหวัด 3 โครงการ มูลค่า 2,430 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 3,200 ล้านบาท

“บริษัทยังคงดำเนินแผนธุรกิจด้วยความรัดกุม ควบคู่ไปกับความพร้อมที่จะปรับตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยการบริหารจัดการกระแสเงินสด ภายใต้พันธกิจใหญ่ขององค์กร “EMPOWER LIVING” ที่พร้อมเติมเต็มทุกเป้าหมายของชีวิต ด้วยนวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีคุณค่าและมีความหมาย” นายวิทการกล่าวในที่สุด

สำหรับผลประกอบการของบริษัทอสังหาฯรายใหญ่ในรอบ 9 เดือนของปี 2563 นับเฉพาะรายได้จาการขายที่ไม่รวมโครงการร่วมทุน ซึ่ง Property Mentor ได้รวบรวมเอาไว้จะพบว่า 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. แสนสิริ 23,356 ล้านบาท  2. เอพี (ไทยแลนด์) 21,645 ล้านบาท 3.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ 19,895 ล้านบาท 4.พฤกษา โฮลดิ้ง 19,661 ล้านบาท 5.เอสซี แอสเสท 12,938 ล้านบาท จะเห็นว่า ทั้ง แสนสิริ เอพี แลนด์แอนด์เฮ้าส์ และพฤกษา ยังมีลุ้นกับการมีรายได้จากการขายสูงสุดในปี 2563 ขึ้นอยู่กับรายได้ในไตรมาสสุดท้ายใครจะทำได้ดีกว่ากัน

อ่านประกอบ : Top 3 เจ้าตลาดอสังหาฯ ยุคฝ่าวิกฤติโควิด-19
Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew7 มกราคม 2021
FB-cover-99.png

1min193

แสนสิริ ปั๊มรายได้ปี 63 สูงสุดในรอบ 36 ปี 4.5 หมื่นล้าน เผยปัจจัยความสำเร็จจากการปรับกลยุทธ์ Speed to Market เดินเกมรับ-รุกรวดเร็ว พร้อมอัดโปรโมชั่นโดนใจผู้ซื้อ 

นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย ว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา นับว่าบริษัทประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจภายใต้สภาวเศรษฐกิจและสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั้งในด้านการขายและโอนโครงการ สามารถปิดการขายโครงการที่อยู่อาศัยได้ถึง 35 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 64,600 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถโอนโครงการที่อยู่อาศัยทุกประเภทที่สร้างเสร็จสมบูรณ์และส่งมอบให้กับลูกค้าไปถึง 45,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายใหม่ที่มีการปรับล่าสุดในช่วงปลายปีที่ 43,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับเป้าโอนครั้งที่ 4 รอบในรอบปีที่ผ่านมา ถือเป็นตัวเลขการโอนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของแสนสิริ และทุบทุกสถิติการโอนที่เคยทำได้สูงสุดในรอบ 36 ปี และโตขึ้นจากปีก่อนถึง 45% โดบแบ่งเป็นยอดโอนจากคอนโดมิเนียม 25,500 ล้านบาท โตจากปีก่อนถึง 50% และยอดโอนที่อยู่อาศัยแนวราบ 19,500 ล้านบาท โตขึ้น 39% จากปีก่อน

“ความสำเร็จจากการดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมา มาจากความพร้อมด้วยแผนปรับเปลี่ยนรับมือสถานการณ์ตลาดตลอดเวลา นอกจากนี้ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 แสนสิริยังมีการดำเนินธุรกิจพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ด้วยกลยุทธ์ “Speed to Market” เพื่อแข่งขันกับสภาพตลาด ขยับและเดินเกมเร็วนำหน้าคู่แข่งด้วยกลยุทธ์การตลาดที่แข็งแกร่ง นำเสนอโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ตรงใจลูกค้า อาทิ แสนสิริผ่อนให้ 24 เดือน และการรุกการขายในทุกช่องทาง ผ่าน Multi-channel เพื่อตอบโจทย์คนอยากมีบ้านในยุคโควิด รวมถึงการบริหารเงินสดในมือที่ดี (Cash is King) ด้วยการกำสภาพคล่องในมือถึง 15,000 ล้านบาท” นายอุทัย กล่าว

ในระยะยาว บริษัทยังมียอดขายรอโอน (Backlog) (รวมโครงการร่วมทุนในคอนโดมิเนียม) มูลค่ารวมประมาณ 24,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายรอโอนจากโครงการภายใต้การพัฒนาของแสนสิริ 19,800 ล้านบาท และยอดขายรอโอนจากโครงการภายใต้การร่วมทุนอีก 4,200 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2566 ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แสนสิริเป็นอย่างดีและเสริมความแข็งแกร่งในทุกสภาวะเศรษฐกิจ

อ่านประกอบ : Speed to Market กลยุทธ์ รับ-รุก-เร็ว สไตล์ แสนสิริ

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew6 มกราคม 2021
-พร็อพเพอร์ตี้.png

1min228

กานดา พร็อพเพอร์ตี้ กางแผนรุก-รับอสังหาฯปี 64 ผุด 5 โครงการบ้านแนวราบ พร้อมลุยตลาดเมืองพัทยา วางเป้าเติบโตอย่างมั่นคงโดยนำที่ดินในมือมาพัฒนา ชะลอซื้อที่ดินใหม่ ตั้งเป้าขายทะลุ 3,200 ล้านบาท เดินหน้าปรับกลยุทธ์รับมือตลาดแข่งขันสูง แย้มแผนเจาะตลาดบ้านต่ำกว่า 1.6 ล้าน

นายหัสกร บุญยัง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ “ไอลีฟ” เปิดเผยแผนการดำเนินการในปี 2564 ว่า บริษัทได้ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ สำหรับช่วงปี 2562-2566 ปีละ 1-3 ทำเล และเปิดโครงการใหม่ปีละ 4-8 โครงการ เพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัท โดยในปี 2563 ได้ขยายทำเลโดยการเปิดโครงการใหม่เพิ่มที่โซนเทพารักษ์-บางบ่อ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการไอลีฟ พรีม่า เทพารักษ์-บางบ่อ ทั้งในส่วนที่เป็นโครงการทาวน์โฮม “ไอลีฟ ทาวน์” และโครงการบ้านเดี่ยว-บ้านแฝด “ไอลีฟ พาร์ค”

นอกจากนี้ ยังได้เปิดโครงการใหม่ในทำเลที่บริษัทมีโครงการเปิดอยู่ก่อนแล้ว ได้แก่ โครงการไอลีฟ ไพร์ม วงแหวน-รังสิตคลอง 4 และโครงการไอลีฟ ไพร์ม 2 ถลาง ภูเก็ต

แม้ว่าในปี 2563 เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปี แต่โครงการที่เปิดใหม่ถือว่าได้รับการตอบรับที่น่าพอใจ แต่ละโครงการมีอัตราการขายที่ดีกว่าภาพรวมของตลาดที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ยอดขายในปี 2563 บริษัทสามารถทำไปได้มากกว่า 3,000 ล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ 3,000 ล้านบาท และมีรายได้จากการโอน 1,950 ล้านบาท

“แม้ว่ารายได้จะตกจากเป้าที่ตั้งไว้ 2,000 ล้านบาทไปเล็กน้อย เนื่องจากมีการชะลอการเปิดโครงการใหม่ในช่วงที่ไวรัสระบาดรุนแรง และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารที่สูงขึ้น แต่ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ และยังคงเป็นไปตามแผนที่ต้องการให้บริษัทเติบโตได้อย่างมั่นคง และมีสถานะการเงินแข็งแรง” นายหัสกรกล่าว

สำหรับทิศทางในปี 2564 ภาพรวมของเศรษฐกิจไม่น่าจะแย่กว่าปี 2563 แม้เปิดศักราชใหม่มา จะมีการ Lock Down ในบางจังหวัดหรือบางพื้นที่ เนื่องจากการระบาดระลอกใหม่ของไวรัสโควิด-19 แต่เชื่อว่าประสบการณ์การ Lock Down ในช่วงปี 2563 จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แต่ละบริษัทในการบริหารจัดการประคับประครองสถานะการเงินและบุคลากรของบริษัทได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เศรษฐกิจโดยภาพรวมของปี 2564 น่าจะมีความคล้ายคลึงกับปี 2563 โดยมีการชะลอตัวในครึ่งปีแรก และฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

กานดา พร็อพเพอร์ตี้

ในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ ความต้องการคงไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่มีกลุ่มที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมเปลี่ยนมาซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้น และจากการที่มีผู้เล่นในตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้นจะทำให้การแข่งขันในแต่ละทำเลสูงขึ้น แต่ละบริษัทจะมีการจัดแคมเปญ โปรโมชั่นที่เข้มข้นมากขึ้นเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด ซึ่งจะทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัยแนวสูง คาดว่าจะยังคงติดลบอยู่ เพราะยอดขายคอนโดมิเนียมใหม่น้อยลง โดยภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าจะอยู่ในระดับทรงตัว

ในปี 2564 บริษัทยังคงเน้นการเติบโตอย่างมั่นคง และมีสถานะการเงินที่แข็งแรง โดยได้ชะลอการซื้อที่ดินใหม่ และนำที่ดินที่มีอยู่มาพัฒนาโครงการใหม่ โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 3,300 ล้านบาท และเป้ารายได้อยู่ที่ 2,200 ล้านบาท และมีแผนเปิดโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 5 โครงการ มูลค่ารวม 3,631 ล้านบาท ประกอบด้วย

1. ไอลีฟ ไพร์ม ประชาอุทิศ 90 เป็นโครงการทาวน์โฮมจำนวน 211 ยูนิต มูลค่าโครงการ 441 ล้านบาท

2. ไอลีฟ ไพร์ม 2 พระราม 2 กม.14 เป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดจำนวนรวม 228 ยูนิต มูลค่าโครงการ 805 ล้านบาท

3. ไอลีฟ พัทยา-จอมเทียน ซึ่งเป็นการเปิดโครงการบนทำเลใหม่ในปีนี้ของบริษัท เป็นโครงการทาวน์โฮม จำนวนรวม 384 ยูนิต มูลค่าโครงการ 875 ล้านบาท

4. ไอลีฟ ไพร์ม 2 ประชาอุทิศ 90 เป็นโครงการทาวน์โฮม จำนวน 268 ยูนิต มูลค่าโครงการ 541 ล้านบาท

5. ไอลีฟ ไพร์ม 2 วงแหวน-รังสิตคลอง 4 เป็นโครงการทาวน์โฮม จำนวน 460 ยูนิต มูลค่าโครงการ 969 ล้านบาท

“เมื่อรวมกับโครงการที่เปิดขายมาแล้วก่อนหน้าในปี 2564 บริษัทจะมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายรวมทั้งสิ้น 17 โครงการ ใน 9 ทำเล มูลค่าโครงการรวมประมาณ 9,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีที่ดินรอการพัฒนาสำหรับโครงการในอนาคตมูลค่ารวม 13,000 ล้านบาท” นายหัสกรกล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ทั้งในด้านการก่อสร้าง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการ เพื่อรองรับการแข่งขันที่สูงขึ้น ในส่วนของการก่อสร้าง ได้เพิ่มจำนวนบ้านสร้างเสร็จพร้อมขายพร้อมโอนให้เพียงพอกับประมาณการยอดขายในช่วงเปิดโครงการ เพื่อที่จะสามารถโอนได้เร็ว เพิ่มกระแสเงินสดให้บริษัทได้เร็วขึ้น และยังเป็นการรองรับพฤติกรรมการซื้อของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการซื้อโดยไม่ต้องผ่อนดาวน์

กานดา พร็อพเพอร์ตี้

นอกจากนี้ ในการรองรับการเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทได้มีการออกแบบ 8 ฟังก์ชั่นการใช้งานภายในบ้าน “8 f(x)” เพิ่มเติม เพื่อรองรับการใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างจากรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยังคงยึด “4 KANDA CONCEPT” ได้แก่ ECO SMART/ EASY MAINTENANCE/ 3 GENERATIONS/ FLOOD PROTECTION เป็นแนวคิดหลักในการออกแบบ

“สำหรับปัญหาที่เกิดจากการภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการที่ธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ในเชิงรุก โดยการตั้งทีมขึ้นมาทำงานร่วมกับธนาคารต่างๆ อย่างใกล้ชิด และคอยแก้ปัญหาและให้คำปรึกษากับลูกค้าที่กู้ไม่ผ่าน เพื่อยังคงรักษาลูกค้าไว้กับบริษัทในระยะยาว”

นายหัสกร กล่าวอีกว่า นอกจากการขยายทำเลใหม่ๆ แล้ว อีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้กับบริษัทคือการขยายกลุ่มลูกค้าเพิ่ม จากเดิมผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะอยู่ในระดับราคา 2 ล้านบาทขึ้นไปเป็นหลัก ขณะนี้บริษัทกำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะขยายกลุ่มลูกค้าในตลาดที่ราคาต่ำกว่า 1.6 ล้านบาทลงมา ซึ่งเป็นตลาดที่ยังมีความต้องการซื้อสูง แต่ยังติดปัญหาเรื่องของต้นทุนการพัฒนาโครงการในปัจจุบันที่เพิ่มสูงขึ้น หัวใจหลักคือ ต้นทุนที่ดินต้องถูก ซึ่งจะต้องขยับออกมานอกเมือง แต่ต้องมีแหล่งงานรองรับ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเรื่องของการขยายกลุ่มลูกค้าในเร็วๆ นี้

อ่านประกอบ : ออริจิ้น มั่นใจอสังหาฯปี 64 ยังโตได้ หลังโควิดระบาดใหม่

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew5 มกราคม 2021
-SOHO-Bangkok.png

1min166

ออริจิ้น มั่นใจโควิดระบาดรอบใหม่ กระทบอสังหาฯระยะสั้น ผู้ประกอบการมีประสบการณ์รับมือ ตลอดปี 64 ยังเติบโตได้ เผยปี 63 ดันยอดขายได้ทะลุเป้าจากการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง 

พีระพงศ์ จรูญเอก

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ภาคเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์มีการปรับฐานครั้งใหญ่จากปัจจัยที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน และน่าจะเป็นจุดพักฐานที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี ขณะที่ปี 2564 นั้น สถานการณ์ COVID-19 ระลอกใหม่ อาจเข้ามามีส่วนกดดันตลาดในระยะสั้นช่วงต้น-กลางไตรมาสแรก แม้ระยะยาวอาจจะต้องจับตากันอย่างต่อเนื่อง แต่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมทั้งปีของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และภาพรวมทั้งปี 2564 จะยังเติบโตได้มากกว่าปี 2563

“ปีนี้เรามีตัวพลิกเกม หรือ Game Changer ที่ชัดเจนกว่าปี 2563 คือการทยอยฉีดวัคซีนทั่วโลกและโอกาสกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง เรื่องดังกล่าวจะส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ผู้บริโภคกลับมามีกำลังซื้อและมีความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ขณะเดียวกันทุกภาคส่วนของไทยก็มีความตื่นตัวต่อสถานการณ์ มีความจริงจังต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ออริจิ้นและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆ เอง ก็มีประสบการณ์การปรับตัวและการรับมือกับความท้าทายต่างๆ ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา เชื่อว่าทั้งหมดจะเป็นปัจจัยสำคัญให้ภาพรวมตลาดปี 2564 ขับเคลื่อนไปได้มากกว่าปี 2563” นายพีระพงศ์ กล่าว

นอกจากนี้ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยังมีโอกาสได้รับปัจจัยบวกอื่นๆ เพิ่มเติมในปี 2564 อาทิ การได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 1 ของประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) จากบลูมเบิร์ก และนโยบายไทยแลนด์ อีลิท การ์ด ที่จะเข้ามามีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ตลาดฮ่องกง สิงคโปร์ และอีกหลากหลายชาติที่สนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งสนใจตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมากกว่าเดิม สำหรับออริจิ้นเอง เตรียมพร้อมทั้งการวางแผนและการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับทุกปัจจัยที่อาจจะเข้ามาในปี 2564

สำหรับในปี 2563 ภาพรวมยอดขาย (Presale) ของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 25,600 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายของปีนี้ที่วางไว้ที่ 21,500 ล้านบาท สวนทางสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวม

“Key Success ของธุรกิจตอนนี้คือเรื่องการปรับตัว ซึ่งจากการปรับตัวอย่างต่อเนื่องทั้งช่วงก่อนและหลัง COVID-19 ส่งผลให้ปี 2563 ถือเป็นปีที่เราทำตลาดที่อยู่อาศัยกลุ่ม Ready to move ได้ค่อนข้างโดดเด่น คิดเป็นสัดส่วนราว 65% ของยอดขายทั้งหมด ขณะเดียวกัน การวิเคราะห์ตลาด การเลือกทำเลและเซ็กเมนท์ที่มีศักยภาพ ทำให้เราสามารถค้นหาเรียลดีมานด์เจอ พัฒนาสินค้าคุณภาพที่มีทั้ง Living Solution และ Reaching Solution ตอบโจทย์ความต้องการ และสร้างยอดขายในกลุ่มโครงการเปิดตัวใหม่ได้ดีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายรวมทั้งปี 2563 ของเราออกมาได้เหนือกว่าเป้าหมาย” นายพีระพงศ์ กล่าว

ทั้งนี้ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ได้ปรับตัวอย่างต่อเนื่องหลายอย่างตั้งแต่ช่วงก่อน COVID-19 อาทิ

การปรับสัดส่วนธุรกิจมาพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรภายใต้บริษัท บริทาเนีย จำกัด เพิ่มขึ้น การเปิดตัวแบรนด์บ้านจัดสรรเซ็กเมนท์ใหม่ๆ ทั้งเซ็กเมนท์ตลาด 2-5 ล้านบาท อย่างแบรนด์ไบรตัน (Brighton) เซ็กเมนท์ตลาด 7-10 ล้านอย่างแกรนด์บริทาเนีย (Grand Britania) และเซ็กเมนท์ 25 ล้านบาทขึ้นไปอย่างเบลกราเวีย (Belgravia) ส่งผลให้มียอดขายบ้านจัดสรรคิดเป็นสัดส่วนราว 25% ของยอดขายทั้งหมดในปี 2563 เข้าถึงกลุ่มลูกค้าในตลาดใหม่ๆ มากขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทยังรักษาระดับการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในปริมาณใกล้เคียงเดิม แต่ใช้หลากหลายกลยุทธ์เพื่อให้เข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น อาทิ การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ โซโห แบงค็อก (SOHO Bangkok) โครงการแรกบนทำเลรัชดา เพื่อขยายฐานตลาดไฮเอนด์เพิ่มขึ้น แม้จะเพิ่งเปิดตัวในช่วงปลายไตรมาส 4 แต่ก็ได้รับการตอบรับที่ดี มียอดขายแล้วกว่า 60%

การจับมือพันธมิตรเกาหลีใต้พัฒนาโครงการไนท์บริดจ์ สเปซ สุขุมวิท พระราม 4 (KnightsBridge Space Sukhumvit Rama 4) จนทำให้กวาดยอดขายไปแล้วถึง 98% ด้านแบรนด์ดิ ออริจิ้น (The Origin) ก็ใช้กลยุทธ์ใหม่ๆ เช่น Origin Next Normal ลดต้นทุนด้านการบริหารจัดการที่ไม่กระทบต่อตัวสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงโครงการที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น

ออริจิ้น

ขณะที่โครงการกลุ่ม Ready to move ก็ประสบความสำเร็จจากโครงการ Everyone can sell โครงการที่เปิดโอกาสให้พนักงานเครือออริจิ้นกว่า 1,200 คน กลายเป็น Micro-Influencer สร้างยอดขายได้ด้วยการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตัวเอง โดยโครงการดังกล่าวสร้างยอดขายในปีนี้ได้ถึงราว 10% ของยอดขายทั้งปี

อ่านเพิ่มเติม : โควิด-19 กับ 5 ฟังก์ชั่นของบ้านที่เปลี่ยนไป

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME