fbpx

Category: อสังหาฯประเด็นร้อน

Warapong Pankaew30 ตุลาคม 2020
2.png

2min30

ธอส.ออกโปรฯดอกเบี้ยพิเศษ 2.99%
ยังเดินหน้าจัดโปรฯออกมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับงาน “Smart SME Expo 2020” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2563 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำหรับคนซื้อบ้านมีสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยพิเศษ คงที่ 2 ปีแรก 2.99% ต่อปี ปีที่ 3 MRR ลบ 3.16% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส. เท่ากับ 6.150% ต่อปี) พิเศษ! ฟรีค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 0.1% ยื่นคำขอกู้ภายในงาน อนุมัติและทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ส่วนคนต้องการลงทุนธอส.ยังมีสลากออมทรัพย์ ธอส.ชุดเกล็ดดาว ขายหน่วยละ 5,000 บาท ผลตอบแทนหน้าสลาก 0.4% ต่อปี อายุสลาก 2 ปี ออกรางวัลทุกเดือนรวม 24 ครั้ง ได้ลุ้นรางวัลมากมาย มูลค่ารางวัลสูงถึง 1,000,000 บาท/หน่วย พร้อมขอเสนอสำหรับเงินฝากออมทรัพย์ New Flexi for Welfare and Corporate รับอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 1.1% ต่อปี

แสนสิริ ลุยเปิดบ้านเดี่ยว 7 โครงการรวด
นายอาณัติ กิตติกุลเมธี รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการแนวราบตามกลยุทธ์ Made for Life ที่ได้วางไว้ในปีนี้ ในการเป็นแบรนด์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ ตอบรับเรียลดีมานต์ในตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ และกระจายพอร์ตให้ครอบคลุมและตอบรับความต้องการทุกเซ็กเมนต์ โดยจะเปิดตัว 7 โครงการบ้านเดี่ยวใหม่ มูลค่ารวม 9,700 ล้านบาท ครอบคลุมในทุกระดับราคา ตั้งแต่แบรนด์อณาสิริ ระดับราคา 2 – 6 ล้านบาท แบรนด์สราญสิริ ระดับราคา 5– 12 ล้านบาท และ แบรนด์เศรษฐสิริ ระดับราคา 8 – 25 ล้านบาท โดยบริษัทมีแผนรุกทำเลรังสิตต่อเนื่อง หลังมองเห็นแนวโน้มความต้องการที่อยู่อาศัยที่ดี ได้แก่ โครงการคณาสิริ รังสิต – คลอง 2 จำนวนทั้งสิ้น 212 ยูนิต และบุราสิริ รังสิต จำนวน 268 ยูนิต ขณะที่ทาวน์โฮม สิริ เพลส รังสิต มีจำนวนยูนิตที่ยังเปิดการขายอีกเพียง 60 ยูนิตเท่านั้น คาดว่าจะสามารถปิดการขายได้เร็วๆ นี้เช่นกัน

โฮมโปร ฉลองเปิดสาขารังสิตคลอง 4
โฮมโปร ฉลองเปิดสาขาใหม่ “โฮมโปร รังสิต คลอง 4” แหล่งรวมสินค้าครบทุกความต้องการเรื่องบ้าน บนพื้นที่กว่า 9,000 ตารางเมตร ที่ ศูนย์การค้า มาร์เก็ตวิลเลจ รังสิต ด้วยโปรโมชั่นโดนใจสุดคุ้ม ช้อปก่อนใคร ในวันที่ 30 ต.ค. 63 ช้อปครบ 1,000 บาทขึ้นไป รับสิทธิ์แลกซื้อจำนวนจำกัด รวม 900 ชิ้น ในราคาลดมากกว่า 50% พร้อมมอบสิทธิพิเศษต่อเนื่องทั้งเดือน สำหรับสมาชิกบัตร โฮมการ์ด เพียงช้อปครบตามจำนวน รับไปฟรีๆ กับบัตรของขวัญโฮมโปร มูลค่าสูงสุด 20,000 บาท พร้อมรับคูปองส่วนลดท้ายใบเสร็จ รวมมูลค่า 500 บาทฟรีทันที และมีโปรเด็ดๆ อีกมากมายตั้งแต่ 30 ต.ค. 63 – 29 พ.ย. 63

ชวนอดีตพนักงานโรงแรมร่วมงาน
หลังจากเปิดกว้างรับสมัครอดีตแอร์โฮสเตทและสจ๊วตร่วมงานในตำแหน่ง Property Ambassador จนได้รับกระแสตอบรับล้นหลาม มาวันนี้ พีระพงศ์ จรูญเอก ซีอีโอ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ยังใจดี ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวอีกระลอก เปิดรับสมัคร “อดีตคนโรงแรม” มาร่วมงานกับเครือออริจิ้นในทีม “Service Ambassador” นำประสบการณ์จากธุรกิจโรงแรมมาต่อยอดในธุรกิจบ้านและคอนโดในหลากหลายตำแหน่ง อาทิ ผู้จัดการอาคาร, ฝ่ายต้อนรับ, แม่บ้าน และ ช่างอาคาร (จำนวนมาก) งานนี้เปิดบ้านรับสมัครเพียงวันเดียวเท่านั้น ในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.00 – 16.00 น. ณ Origin Motivation Ground (OMG) ซอยแบริ่ง 16 สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ 099-001-1692 และ 092-716-2552

เอสซี แอสเสท ปลื้มหุ้นกู้ขายเกลี้ยง
นายอรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสนับสนุนองค์กร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หุ้นกู้ของบริษัทที่เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจองซื้อเกินกว่าที่คาดหมายไว้ สะท้อนถึงความมั่นใจของนักลงทุนต่อบริษัท โดยผู้ลงทุนสถาบันที่แจ้งความจำนงในการจองซื้อหุ้นกู้ประมาณกว่า 6 เท่าเมื่อเทียบกับสัดส่วนที่จัดสรรให้ผู้ลงทุนสถาบัน ซึ่งเกินกว่าที่บริษัทตั้งเป้าไว้ ทำให้บริษัทตัดสินใจนำหุ้นกู้ที่สำรองเพื่อการเสนอขายเพิ่มเติมมาใช้ รวมมูลค่าที่เสนอขายทั้งสิ้น 1,200 ล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้าว่าจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ไปชำระคืนหนี้ที่จะครบกำหนดและเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ อาทิเช่น ซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ เป็นต้น สำหรับในไตรมาส 4 มีการเปิดโครงการแนวราบอีก 4 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 4,600 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีโครงการที่เปิดขายรวมทั้งหมด 58 โครงการ มูลค่าโครงการเพื่อขายรวม 44,670 ล้านบาท และ มั่นใจว่าจะสามารถทำรายได้ในปี 2563 ได้ตามเป้าหมาย 17,000 ล้านบาท

มือเก๋าลุยเอง เปิดทาวน์โฮมใหม่
ไพโรจน์ วัฒนวโรดม กรรมการ บริษัท ศศิภัทร เฮ้าส์ จำกัด และ บริษัท แมทช์ ไทม์ พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแทนท์ จำกัด อดีต CEO อสังหาฯมืออาชีพผู้คว่ำหวอดมากว่า 30 ปี ในวงการบริษัทระดับ Top 5 พร้อมลุยทำโครงการเป็นของตัวเอง วันที่ 7-8 พ.ย. นี้ เปิดชมห้องตัวอย่าง ทาวน์โฮมใหม่ โครงการ นิวเบอร์รี วิลเลจ บางนา กม.31 ชูความแตกต่าง ด้วย “Happiness Inside เพราะเชื่อว่าความสุขคือจุดเริ่มต้นที่บ้าน” จากการผสาน 4ความโดดเด่นหลัก New connect, New chance, New normal life มาเป็น Newbury

ลิฟวิ่ง อินไซเดอร์เปิดตัวประกันห้องเช่า
นายภูวนัย ภัทรโภคิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลิฟวิ่ง อินไซเดอร์ จำกัด ผู้ให้บริการ Estate Commerce Platform เปิดเผยว่า ปัญหาจากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่พบบ่อยที่สุด คือความเสียหายที่เกิดจากการเช่า ไม่ว่าจะเกิดจากภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทำให้ Living Insider มองหาแนวทางเพื่อแก้ไขให้ตรงจุดช่วยเหลือทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่า จึงได้ร่วมกับบริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) เปิดตัวกรมธรรม์ประกันภัยให้เช่าหายห่วง เพื่อแก้ไขปัญหาข้อโต้เถียงระหว่างผู้ให้เช่าและผู้เช่าอย่างตรงจุด โดยบริษัทตั้งเป้าหมายสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยให้เช่าหายห่วง ในปี 2564 จะสามารถขายได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 กรมธรรม์ และภายใน 3 ปีวางเป้าหมายไว้ที่ 100,000 กรมธรรม์

ซื้อบ้านหรู แจก Porsche Cayenne
บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ เชิญชวนผู้สนใจโครงการมอลตัน ไพรเวท เรสซิเดนซ์ อารีย์ บ้านเดี่ยว 5 ชั้น ระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ในทำเลที่บ้านเป็น RARE ITEM อย่างอารีย์ บนพื้นที่ดินขนาด 50.1-64 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 489-526 ตร.ม จำนวน 8 ยูนิต กับข้อเสนอสุดเอ็กคลูซีฟในงาน “Your Legacy, Your Journey” ณ สำนักงานขายโครงการในวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.นี้ เวลา 10.00-18.00 น. ผู้ที่ซื้อโครงการมอลตัน ไพรเวท เรสซิเดนซ์ อารีย์ ราคาเริ่มต้น 62 ล้านบาท ภายในงานรับ Porsche Cayenne E-Hybrid และ Leica Q2 จองสิทธิ์เพื่อรับข้อเสนอดังกล่าวได้ที่ https://www.major.co.th/th/project/maltonari/register

ศุภาลัย สานต่อ Happiness Camp
ศุภาลัย ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์โครงการ “Happiness Camp” อย่างต่อเนื่อง โดยนายปุณณพันธ์ เหน่งเพ็ชร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานก่อสร้างแนวราบ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ใส่ใจถึงคุณภาพชีวิต ของทุกชีวิตในกระบวนการทางธุรกิจ เริ่มตั้งแต่คนงานก่อสร้างภายในโครงการ ไปจนถึงลูกหลานคนงานก่อสร้าง โดยได้นำทีมแพทย์ และพยาบาลจาก โรงพยาบาลบางนา 1 ให้บริการตรวจสุขภาพลูกหลานคนงานก่อสร้าง โครงการศุภาลัย โซนบางนา นอกจากนี้ ภายในงานยังมีจิตอาสาจากชมรมศุภาลัยสัมพันธ์ ได้รวบรวมสิ่งของบริจาคจากพนักงานศุภาลัย อาทิ ของเล่น เสื้อผ้า ของใช้สำหรับเด็กแบ่งปันให้กับลูกหลานคนงานก่อสร้าง ณ โครงการ ศุภาลัย วิลล์ บางนา-วงแหวน

ณ วรางค์ เปิดคอนโดหรูหลังสวน
บริษัท ณวรางค์ แอสเซท จำกัด เปิดตัว คอนโดหรู บนทำเลหลังสวน “ณ วรา เรสซิเดนซ์” คอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์ (Freehold) ตั้งอยู่บนทำเลหลังสวน 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ราคาเริ่มต้น 11 ล้านบาท พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษรับส่วนลด 1,000,000 บาท พร้อมฟรีค่าโอน และค่าส่วนกลาง 2 ปี คอนโดมิเนียมพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตอบโจทย์ทั้งนักลงทุน และพ่อแม่ผู้ปกครอง และคนวัยทำงานที่กำลังมองหาบ้านหลังที่สอง ซึ่งล้อมรอบไปด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า สามารถ ให้คำตอบในชีวิตได้ทั้งปัจจุบันและอนาคตอย่างแท้จริง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.navararesidence.com หรือ โทร.065 – 506 – 4197

 

 


Warapong Pankaew29 ตุลาคม 2020
-1280x959.jpg

1min105

สต๊อกบ้าน-คอนโดมิเนียมเหลือขายในพื้นที่ 5 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทราปราการ สมุทราสาคร นครปฐม ที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้ทำการสำรวจเอาไว้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 มีจำนวนรวมกันทั้งสิ้น 94,151 หน่วย หรือคิดเป็น 54% ของสต๊อกบ้าน-คอนโดเหลือขายรวมในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล

จากบทความที่แล้วได้เปิดสต๊อกบ้าน-คอนโดเหลือขายที่พื้นที่กรุงเทพฯที่มีอยู่จำนวน 78,942 หน่วยไปแล้ว (บ้าน คอนโด พร้อมอยู่ หาซื้อที่ไหนในกทม.) คราวนี้มาดูในส่วนของ 5 จังหวัดปริมณฑลกันบ้างว่าจะมีของให้เลือกซื้อหากันตรงจุดไหนที่มีสต๊อกอยู่หนาแน่น ซึ่งแน่นอนว่าการแข่งขันกันเพื่อระบายสต๊อกในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2563 นี้ก็จะยิ่งรุนแรงไม่ว่าจะเป็นการลด แลก แจก แถม ถือเป็นโอกาสของผู้บริโภคที่พร้อมซื้อสามารถเลือกของที่ถูกใจในราคาที่ถูกลง

หากนับเฉพาะสต๊อกบ้านในปริมณฑลที่มีอยู่เกือบๆ 1 แสนหน่วย จะพบว่า จังหวัดปทุมธานีมีสต๊อกเหลือมากเป็นอันดับ 1 จำนวน 32,757 หน่วย จังหวัดนนทบุรี มาเป็นอันดับ 2 มีสต๊อกบ้าน-คอนโดรอขายอยู่จำนวน 28,276 หน่วย ส่วนอันดับ 3 เป็นจังหวัดสมุทรปราการ มีจำนวน 21,838 หน่วย จังหวัดสมุทรสาคร ตามมาห่างๆ ในอันดับ 4 จำนวน 7,135 หน่วย และอันดับสุดท้ายในพื้นที่ปริมณฑลคือจังหวัดนครปฐมมีสต๊อกเหลือขายจำนวน 4,145 หน่วย บทความนี้จึงขอเริ่มที่จังหวัดปทุมธานีก่อนเป็นอันดับแรก

ในจังหวัดปทุมธานี มีจำนวนโครงการบ้านจัดสรร และคอนโดรวมกันทั้งสิ้น 37,138 หน่วย เป็นคอนโดจำนวน 7,335 หน่วย หรือคิดเป็น 20% ของตลาดที่อยู่อาศัยในปทุมธานี ขณะที่บ้านจัดสรรมีจำนวน 29,803 หน่วย คิดเป็น 80% แบ่งเป็นทาวน์เฮ้าส์จำนวน 17,533 หน่วย คิดเป็น 47.2 % บ้านเดี่ยว 6,923 หน่วย คิดเป็น 18.6% บ้านแฝด 4,685 หน่วย คิดเป็น 12.6% และอาคารพาณิชย์ 662 หน่วย คิดเป็น 1.8%

หากนับจากจำนวนหน่วยจะพบว่า ทาวน์เฮ้าส์คือตลาดที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดปทุมธานี โดยมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดปทุมธานี

มาดูกันต่อไปจะพบว่า จำนวนโครงการที่มีอยู่ทั้งหมด 37,138 หน่วย จนถึงครึ่งแรกของปี 2563 ขายออกไปได้เพียง 4,381 หน่วย หรือขายไปได้เพียง 12% จากของที่มีอยู่เท่านั้นเอง จึงยังมีของเหลือขายอยู่มากถึง 32,757 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนถึง 88% เลยทีเดียว

ในจำนวนสต๊อกบ้าน-คอนโดที่เหลือขายในจังหวัดปทุมธานี จะพบว่า ทาวน์เฮ้าส์มีสต๊อกเหลือขายมากที่สุด 15,489 หน่วย อันดับ 2 เป็นคอนโด 6,245 หน่วย ใกล้เคียงกับอันดับ 3 ได้แก่ บ้านเดี่ยวมีจำนวน 6,186 หน่วย อันดับ 4 เป็นบ้านแฝดเหลือขาย 4,225 หน่วย และอันดับ 5 คือ อาคารพาณิชย์มีสต๊อกเหลือขาย 615 หน่วย

สำหรับทำเลที่มีสต๊อกเหลือขายมากที่สุด ได้แก่ ลำลูกกา-คลองหลวง-ธัญบุรี-หนองเสือ มีจำนวนถึง 23,926 หน่วย ขณะที่ทำเลเมืองปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว-สามโคก มีจำนวน 8,831 หน่วย

ในส่วนของราคาบ้าน-คอนโดที่เหลือขายมากที่สุดได้แก่ ระดับราคา 2-3 ล้านบาท มีจำนวน 11,687 หน่วย อันดับ 2 ระดับราคา 3-5 ล้านบาทมีจำนวน 9,177 หน่วย อันดับ 3 เป็นบ้าน-คอนโดราคา 1.5-2 ล้านบาท มีจำนวน 4,603 ล้านบาท ส่วนบ้าน-คอนโดที่ราคาไม่ถึงล้านบาทไปจนถึงราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ก็ยับมีอยู่จำนวน 3,775 หน่วย

ทั้งนี้จากจำนวนสต๊อกเหลือขายทั้งหมด 32,757 หน่วย จะเป็นบ้านและคอนโดที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง 17,446 หน่วย ส่วนบ้าน-คอนโดเหลือขายที่สร้างเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างก่อสร้าง หรือ Inventory ในจังหวัดปทุมธานีจะพบว่า จะมีจำนวน 15,311 หน่วย แบ่งเป็น

โครงการที่สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่รวม 9,625 หน่วย ได้แก่ คอนโดพร้อมอยู่ถึง 4,146 หน่วย และบ้านจัดสรรพร้อมอยู่ 5,479 หน่วย

ส่วนบ้าน-คอนโดเหลือขายที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมีรวมกัน 5,686 หน่วย เป็นบ้านจัดสรร 4,395 หน่วย และเป็นคอนโด 1,291 หน่วย

หากจะดูภาพรวมสต๊อกที่เป็นบ้าน-คอนโดพร้อมอยู่และที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง จะพบว่า ในจังหวัดปทุมธานี มีบ้าน-คอนโดเหลือขายที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่และที่กำลังก่อสร้าง เป็นคอนโด 5,437 หน่วย ทาวน์เฮ้าส์ 5,620 หน่วย บ้านเดี่ยว 2,386 หน่วย บ้านแฝด 1,422 หน่วย และอาคารพาณิชย์ 446 หน่วย ซึ่งเป็นบ้าน-คอนโดที่พร้อมซื้อ-ขายในจังหวัดปทุมธานีช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ครับ


Warapong Pankaew27 ตุลาคม 2020
Lake-Bangna-resize-1-1280x724.jpg

1min84

บิ๊กอสังหาฯที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดูอย่าง “นายชายนิด อรรถญาณสกุล ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) มองการเมืองที่กำลังร้อนฉ่าในเวลานี้ว่า เป็นปัญหาใหญ่ซึ่งถ้าปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป เศรษฐกิจในปีหน้าก็คงมองไม่เห็นอนาคต

“ตอนนี้รัฐบาลเจอทั้งปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ใช้เวลาแก้ไขมาเกือบปีซึ่งถือว่ารัฐบาลแก้ปัญหาได้ดี ตอนนี้มาเจอปัญหาการเมืองที่รุมเร้ารัฐบาลอย่างรุนแรง และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องหาหนทางคลี่คลาย ถ้าแก้ปัญหาการเมืองไม่ได้ เศรษฐกิจไทยในปีหน้าก็ยังไม่มีความหวัง”

นายชายนิด มองว่า ปัญหาการเมืองจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่จะฉุดเศรษฐกิจในปีหน้า รัฐบาลต้องรีบแก้ไขปัญหาการเมือง เพื่อให้รัฐบาลกลับมาเข้มแข็งโดยเร็ว การที่มีรัฐบาลที่เข้มแข็งทำให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“การคลี่คลายปัญหาอยากเห็นการพูดคุยหาทางออกร่วมกัน และแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าถอยกันคนละก้าวจริงก็น่าจะมีโอกาส” นายชายนิดให้ความเห็น

ในช่วงเดือนตุลาคมคาบเกี่ยวไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนจึงเป็นช่วงที่เราต้องเฝ้ารอดูสถานการณ์ว่าจะมีสัญญาณที่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เพื่อกำหนดทิศทางการลงทุนในปีหน้าให้ถูกต้อง

ในตอนนี้เราต้องตั้งการ์ดสูงไว้ก่อน โดยจะการต้องแก้ในเรื่องแคชโฟลว์ก่อน ซึ่งได้มีการประกาศขายโรงแรมไปแล้วก่อนหน้า พร้อมกับประกาศขายที่ดินอีก 2 แปลงที่รัชาดาภิเษก และรามอินทรา ทั้ง 2 รายการรวมกันมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาเสริมสภาพคล่องของบริษัทได้ในไตรมาส 4 และปีหน้า” นายชายนิดกล่าว

พันธมิตรมั่นใจลงทุนในไทยระยะยาว
ในส่วนของพันธมิตรต่างชาติของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น ฮ่องกง แลนด์ ซูมิโตโม รวมถึงโรงเรียนนานาชาติ SISB ที่เข้ามาร่วมลงทุนในประเทศไทยยังมองถึงโอกาสในการลงทุนระยะยาว มองประเทศไทยในระยะยาวว่าเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัว และยังมีความเชื่อมั่นในการลงทุน

ถ้าดูการลงทุนของพันธมิตรจะเห็นว่า เป็นการลงทุนเพื่อรองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคต อย่างเช่น โรงเรียนนานาชาติ SISB ลงทุนซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงเรียนที่จะเปิดในปี 2565 ขณะที่ฮ่องกง แลนด์ ที่วางแผนการลงทุนกับบริษัทเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มองว่า บ้านเดี่ยวในทำเลที่ถูกต้อง จับกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้องยังสามารถเติบโตได้ โดยเฉพาะแจ้งวัฒนะ และสุวรรณภูมิยังเป็นตลาดที่แข็งแรงอยู่

ขณะที่โครงการเลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นโครงการ่วมทุนกับบริษัทก็เป็นโครงการที่ขายดีในประเทศกลุ่มอาเซียนที่ฮ่องกง แลนด์ได้เข้าไปลงทุน ซึ่งแสดงว่ากำลังซื้อคนไทยยังมีอยู่

ปีหน้าลุยบิ๊กโปรเจ็กต์ 9,000 ล้าน
ขณะที่นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากโครงการ เลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนโครงการแรกกับ ฮ่องกง แลนด์ สามารถทำยอดขายไปได้แล้ว 550 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และในปีหน้ายังมีโครงการร่วมทุนกับฮ่องกง แลนด์ เพิ่มอีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการเลค เลเจนด์ สุวรรณภูมิ-กิ่งแก้ว มีมูลค่าโครงการสูงถึง 9,000 ล้านบาท และอีกโครงการจะเปิดบนทำเลแจ้งวัฒนะ

ในปีหน้าแผนที่วางไว้เบื้องต้น บริษัทจะมีโครงการเปิดใหม่อีก 7-10 โครงการ เป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ทั้งหมด โดยวางเป้ารายได้ไว้ที่ 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 12,000 ล้านบาท

สำหรับโครงการเลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวรี่แบรนด์ใหม่ บนเนื้อที่ 102 ไร่ แบ่งการพัฒนาเป็น 2 เฟส จำนวน 177 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 5,400 ล้านบาท โดยได้เปิดตัวเฟสแรกเนื้อที่ 36 ไร่ จำนวน 57 ยูนิต มูลค่า 2,000 ล้านบาท มีแบบบ้านทั้งหมด 5 แบบ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 346-570 ตร.ม. ระดับราคา 26-70 ล้านบาท แบบบ้านหลังใหญ่สุดมีขนาดถึง 570 ตารางเมตร เป็นบ้านที่มีขนาดพื้นที่ใช้สอยมากที่สุดเท่าที่บริษัทเคยพัฒนาขึ้นมา เพื่อสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ทั้งนี้บ้านระดับบนถือเป็นโอกาสทางการตลาดในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ยังคงมีกำลังซื้อสูง ทำให้มียอดขายเป็นที่น่าพอใจ


Warapong Pankaew27 ตุลาคม 2020
FB-cover-51.png

1min84

การเคหะฯ ขับเคลื่อนศูนย์ข้อมูลที่อยู่อาศัยแห่งชาติ
นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า การเคหะฯได้จัดเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานขับเคลื่อนศูนย์ข้อมูลที่อยู่อาศัยแห่งชาติ ปี 2564 ซึ่งการเคหะฯได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติให้เป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมและจัดหาข้อมูลเพื่อจัดตั้งศูนย์ข้อมูลที่อยู่อาศัยแห่งชาติ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง เพื่อรวบรวมข้อมูลอุปสงค์-อุปทาน ข้อมูลการพัฒนาที่อยู่อาศัย รวมถึงพัฒนาระบบข้อมูลที่อยู่อาศัยในภาพรวมของประเทศ และเชื่อมโยงโครงข่ายข้อมูลสารสนเทศในหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ในระดับท้องถิ่น และในระดับประเทศ ตลอดจนวิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ที่อยู่อาศัย เพื่อสนับสนุนการจัดทำนโยบายที่อยู่อาศัยของประเทศในอนาคต

พฤกษา พร้อมโอนคอนโดหรู เดอะรีเซิร์ฟ สุขุมวิท 61
นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 4 บริษัทเตรียมส่งมอบโครงการ “เดอะรีเซิร์ฟ สุขุมวิท 61” ลักชัวรี่คอนโด มูลค่าโครงการ 2,700 ล้านบาท หลังจากการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์โดยจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าในช่วงเดือนตุลาคม 2563 นี้ ปัจจุบันมียอดขายแล้วประมาณ 97% สำหรับโครงการดังกล่าวอยู่ในย่านทองหล่อ-เอกมัย ซึ่งยังคงเป็นทำเลที่มีความต้องการอยู่เสมอ เนื่องจากเป็นแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ เป็นย่านแฮงค์เอ้าท์ของคนเมืองที่มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ และยังทั้งออฟฟิศเกรด A และย่านที่พักอาศัยที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดย่านหนึ่งของกรุงเทพฯ ทำให้อสังหาริมทรัพย์ในย่านนี้นับวันจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับโครงการเดอะรีเซิร์ฟ สุขุมวิท 61ที่มีความคุ้มค่าไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่า สำหรับคอนโดพร้อมอยู่ในราคาเริ่มต้นเพียง 10 ล้านบาท

เอสซี แอสเสท เดินหน้าเปิดโครงการใหม่โค้งสุดท้าย
นายณัฏฐกิตติ์ ศิริรัตน์ หัวหน้าสายงานการตลาด บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มั่นใจตลาดบ้านแนวราบดีมานด์ยังแข็งแกร่ง หลังจากประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์ ‘แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด’ สามารถปิดการขายพร้อมกัน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด สาทร และ โครงการ แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ศรีนครินทร์ มูลค่ารวม 5,200 ล้านบาท และได้รับการตอบรับที่ดีกับ 3 โครงการใหม่ ได้แก่ โครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด บางนา-อ่อนนุช โครงการ แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด อีสต์ พระราม 9 และโครงการ เดอะ เจนทริ พัฒนาการ มูลค่ารวม 4,300 ล้านบาท โดยมียอดขายกว่า 500 ล้านบาท จาก 3 โครงการใหม่ ล่าสุดเตรียมเปิด 2 โครงการใหม่ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ได้แก่ โครงการเฮด ควอเตอร์ส วิภาวดี โฮมออฟฟิศหรู บนทำเลวิภาวดี 62 ราคาเริ่มต้น 15.99 ล้านบาท และโครงการบางกอก บูเลอวาร์ด เวสต์เกต ใกล้เซ็นทรัลเวสต์เกต ราคาเริ่ม 7.99 ล้านบาท

แสนสิริ เปิดตัว Virtual Presenter 3 โครงการใหม่
แสนสิริ เปิดตัว “IRIS (ไอริส)” Virtual Presenter คนแรก!! ของวงการอสังหาฯ กับบทบาทตัวแทนไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ของชาว New Gen ที่จะมาถ่ายทอดคอนเซ็ปท์ใหม่ผ่านการใช้ชีวิตภายในบ้านที่จำลองจากสถานที่จริงของ สิริ เพลส 3 โครงการใหม่ ในคอนเซ็ปต์ “FROM VIRTUALITY TO POSSIBILITY โลกเสมือนที่เกิดขึ้นได้จริงที่ สิริ เพลส ทาวน์โฮมเพื่อครอบครัวของคนรุ่นใหม่ พร้อมเตรียมพบสิริ เพลส 3 โครงการใหม่ บนทำเลคุณภาพ ในวันพรีเซล 19-20 ธันวาคม 2563 ที่สิริ เพลส พหลโยธิน 52, สิริ เพลส รังสิต – คลอง 2 และสิริ เพลส วงแหวน-ลำลูกกา

สิงห์ คอมเพล็กซ์ ชวนเที่ยวงาน ‘House of Plant’
สิงห์ คอมเพล็กซ์ โครงการลักชัวรี มิกซ์-ยูส ชวนทุกคนมาเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในบ้าน ในงาน ‘House of Plant’ หนึ่งในแคมเปญ Enriching Society เพื่อสร้างสังคมคุณภาพ พบกับร้านค้าชั้นนำที่รวบรวมต้นไม้นานาพันธุ์ และสารพัดของแต่งสวนและของแต่งบ้านสุดครีเอทีฟ ให้คุณได้ใกล้ชิดธรรมชาติกันมากขึ้น พร้อมไฮไลท์สำคัญที่พลาดไม่ได้ในวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม เวลา 13.30-14.30 น. กับกิจกรรมสาธิตการเลี้ยงบอนไซจากกูรูต้นไม้ชื่อดังเพจ Premma Bonsai และเวลา 15.00-16.00 น. ร่วมประดิษฐ์กระทง D.I.Y. จากวัสดุธรรมชาติ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงแสดงใบเสร็จจากร้านค้าภายในสิงห์ คอมเพล็กซ์ ตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป งานจัดระหว่างวันที่ 27-31 ตุลาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. บริเวณลาน Square A ชั้น G อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ แยกอโศก-เพชรบุรี (รถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีเพชรบุรี ทางออกที่ 2)


Warapong Pankaew26 ตุลาคม 2020
singapore-2148190_1920-1280x853.jpg

1min356

ตัวเลขจากการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พบว่า ในครึ่งแรกของปี 2563 มีโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมที่มีจำนวนหน่วยเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 หน่วย รวมทั้งสิ้น 1,692 โครงการ จำนวน 205,851 หน่วย มูลค่ารวม 1,037,865 ล้านบาท โดยมีจำนวนหน่วยที่ขายไปได้ในครึ่งปีแรก 32,758 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 158,932 ล้านบาท แบ่งเป็น เป็นบ้านจัดสรร 20,348 หน่วย มูลค่า 109,092 ล้านบาท และคอนโด 12,410 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 49,840 ล้านบาท หรือมียอดขายเพียง 16% จากจำนวนโครงการที่มีอยู่

ส่วนอีก 84% เป็นโครงการที่ยังไม่มีคนมาซื้อ หรือโครงการรอการขาย หรือโครงการเหลือขาย ก็แล้วแต่ว่าใครจะเรียก มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 173,093 หน่วย มูลค่ารวม 878,933 ล้านบาท เป็นบ้านจัดสรร 99,993 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 533,725 ล้านบาท โดยที่ทาวน์เฮ้าส์มีของเหลือขายมากที่สุด 57,446 หน่วย รองลงมาเป็นบ้านเดี่ยว 26,944 หน่วย บ้านแฝด 13,051 หน่วย และอาคารพาณิชย์ 2,552 หน่วย ตามลำดับ

ส่วนคอนโดมิเนียมมีของเหลือขาย 73,100 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 345,208 ล้านบาท ซึ่งดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ประเมินว่า ในครึ่งหลังของปี 2563 เมื่อคำนวณจากซัพพลายใหม่ที่เข้ามาเติม และจำนวนที่ขายออกไปแล้ว จะยังมีที่อยู่อาศัยที่รอการขายเพิ่มเป็น 185,993 หน่วย มูลค่ารวม 937,703 ล้านบาท และจนถึงครึ่งแรกของปี 2564 จะมีที่อยู่อาศัยรอการขายจะเพิ่มเป็น 193,415 หน่วย มูลค่ารวม 956,086 ล้านบาท

เท่ากับว่ายังมีเม็ดเงินมูลค่าเฉียดๆ 1 ล้านล้านบาท!! ที่ยังไม่สามารถรีเทิร์นกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ ซึ่งในเชิงธุรกิจและเศรษฐกิจ ก็คงต้องมานั่งคิดกันหนักๆ ว่า บริษัทอสังหาฯ ยังจะต้องเติมซัพพลายเข้าตลาดกันอีกหรือไม่ และรัฐบาลจะต้องมีมาตรการอะไรที่จะช่วยขุดเงินที่จมอยู่เกือบ 1 ล้านล้านให้กลับคืนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

ซึ่งการเติมซัพพลายใหม่ในช่วงนี้เชื่อว่า ผู้ประกอบการที่มั่นใจเกินร้อยจะยังคงเปิดโครงการใหม่กันต่อไป โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่พร้อมเสี่ยงเดินไปตายเอาดาบหน้าดีกว่ารายได้ขาดมือ เพราะเชื่อว่า real demand ยังมีอยู่ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวราบที่ว่ากันว่าขายดีกันมากๆแต่เมื่อชำเลืองดูตัวเลขบ้านจัดสรรเหลือขายที่ยังมีเกือบๆ 1 แสนหน่วย ก็ให้น่าวิตกอยู่เช่นกันว่า จะยังมีช่องว่างให้เติมซัพพลายกันได้อีกแค่ไหน ในภาวะที่กำลังซื้ออ่อนตัวลงมากจากวิกฤติโควิด-19 และปัญหาการเมืองที่กำลังคุกรุ่น

เอาล่ะนั่นคือความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจะต้องแบกรับกันเองตามเกมที่เลือกเล่น แต่ถ้ามองไปที่โอกาสของผู้ซื้อก็ต้องถือว่า ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสทองของโอกาสทองอย่างแท้จริง สำหรับคนที่มีกำลังทรัพย์เพียงพอต่อการหาซื้อบ้านในขณะนี้มีบ้านและคอนโดกองโตให้เลือกได้อย่างจุใจ ในราคาที่ต่อรองกันได้ เพราะทุกบริษัทต้องการระบายสต๊อกให้ได้มากและเร็วที่สุด เพื่อเก็บเงินสดเอาไว้ในยามฉุกเฉิน

มาดูกันว่าสต๊อกบ้าน-คอนโดที่เหลือขายในแต่ละพื้นที่เป้นเช่นไร มีโครงการประเภทไหน ระดับราคาเท่าไร ที่เหลืออยู่มาก และส่วนใหญ่กระจายอยู่ในทำเลไหนบ้าง โดยครั้งนี้จะขอเริ่มกันที่พื้นที่กรุงเทพฯก่อน

ถ้าดูจากจำนวนสต๊อกบ้าน-คอนโดรอการขายล่าสุดที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ทำการสำรวจมาจำนวน 173,093 หน่วย เป็นโครงการที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯมากที่สุดจำนวน 78,942 หน่วย หรือคิดเป็น 26.8% ของโครงการที่รอการขายในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล

ส่วนอันดับสองเป็นของจังหวัดปทุมธานีจำนวน 32,757 หน่วย คิดเป็น 11.1% จังหวัดนนทบุรี มาเป็นอันดับ 3 มีสต๊อกบ้าน-คอนโดรอขายอยู่จำนวน 28,276 หน่วย คิดเป็น 9.6% อันดับ 4 จังหวัดสมุทรปราการ มีจำนวน 21,838 หน่วย คิดเป็น 7.4% ส่วนจังหวัดสมุทรสาคร ตามมาห่างๆ ในอันดับ 5 จำนวน 7,135 หน่วย คิดเป็น 2.4% และอันดับสุดท้ายในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลคือนครปฐมมีสต๊อกรอขายจำนวน 4,145 หน่วย คิดเป็น 1.4%

หากโฟกัสเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีสต๊อกบ้านและคอนโดเหลือขายรวม 78,942 หน่วย ถ้านับเฉพาะโครงการที่สร้างเสร็จแล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างจะมีจำนวนทั้งสิ้น 56,999 หน่วย ที่เป็น Inventory อยู่ในขณะนี้ ส่วนโครงการที่ยังไม่ก่อสร้างอีกจำนวน 21,943 หน่วย อันเนื่องมาจากเจ้าของโครงการถอดใจชะลอโครงการหรือไม่ก็แบงก์สั่งเบรก ซึ่งคาดว่าคงจะถูกดองยาวไปจนกว่าตลาดจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง จึงคงยังไม่มีของออกสู่ตลาด ณ เวลานี้

ดังนั้นบ้าน-คอนโดพร้อมอยู่ หรืออยู่ระหว่างสร้างที่จะหาซื้อได้ในพื้นที่กรุงเทพฯจึงมีอยู่ที่ 56,999 หน่วย  เป็นคอนโดเสียเป็นส่วนใหญ่ที่ 40,481 หน่วย ที่เหลือเป็นทาวน์เฮ้าส์ 9,566 หน่วย บ้านเดี่ยว 5,546 หน่วย บ้านแฝด 1,134 หน่วย และอาคารพาณิชย์ 272 หน่วย

สำหรับระดับราคาบ้าน-คอนโดที่มีให้เลือกซื้อในพื้นที่กทม.ที่หาได้ง่ายสุดคือบ้านและคอนโดในระดับราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งมีอยู่ประมาณ 24,000 หน่วย รองลงมาเป็นบ้าน-คอนโดในระดับราคา 2-3 ล้านบาท มีอยู่ 20,339 หน่วย

ส่วนบ้าน-คอนโดระดับกลาง-บนระดับราคาที่ 5-7.5 ล้านบาท ก็ยังมีอยู่ถึง 10,607 หน่วย และระดับราคา 7.5 ล้านบาทขึ้นไป ก็ยังมีอยู่จำนวนไม่น้อยที่จำนวน 14,527 หน่วย และใครที่หาซื้อคอนโดถูกๆ ราคา 1-2 ล้านบาท ก็ยังพอมีให้เลือกซื้อที่จำนวน 7,181 หน่วย หรือคอนโดราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทก็ยังมีอยู่ 2,277 หน่วย

สำหรับทำเลในกรุงเทพฯที่ยังมีบ้าน-คอนโดเหลือขายให้ได้เลือกซื้อมีอยู่ที่ไหนลองตามไปดูกันครับ

  • โซนแรก ห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง มีของให้เลือกซื้อ 9,401 หน่วย ซึ่งถ้าดูจากพื้นที่แล้วของที่เหลือขายคงจะเป็นคอนโดทั้งหมด
  • โซนที่ 2  หลักสี่-ดอนเมือง-สายไหม-บางเขน มีจำนวน 8,503 หน่วย ทำเลนี้มีทั้งคอนโด ทาวน์เฮ้าส์ และอาจจะมีบ้านเดี่ยวผสมอยู่บ้างปละปลาย
  • โซนที่ 3 คลองสามวา-มีนบุรี-หนองจอก-ลาดกระบัง จำนวน 8,058 หน่วย เป็นพื้นที่ของที่อยู่อาศัยแนวราบ โดยมีคอนโดอยู่บ้างตามแนวรถไฟฟ้า
  • โซนที่ 4 พระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ จำนวน 8,009 หน่วย เป็นทำเลที่ผสมๆ กันระหว่างคอนโดกับบ้านแนวราบโดยเฉพาะทาวน์เฮ้าส์
  • โซนที่ 5 ธนบุรี-คลองสาน-บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่-บางพลัด จำนวน 7,665 หน่วย ส่วนใหญ่จะเป็นคอนโดแนวรถไฟฟ้าและทาวน์เฮ้าส์

ส่วนทำเลที่ขายดี 5 อันดับแรกในพื้นที่กทม. ได้แก่ 1.หลักสี่-ดอนเมือง-สายไหม-บางเขน มียอดขายรวม 1,772 หน่วย หรือมีอัตราดูดซับ 2.9% ต่อเดือน 2.ธนบุรี-คลองสาน-บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่-บางพลัด มียอดขายรวม 1,680 หน่วย มีอัตราดูดซับ 3.0% 3.พระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ มียอดขายรวม 1,637 หน่วย มีอัตราดูดซับ 2.8% 4.คลองสามวา-มีนบุรี-หนองจอก-ลาดกระบัง มียอดขายรวม 1,474 หน่วย มีอัตราดูดซับ 2.6% และ 5.ห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง มียอดขายรวม 1,446 หน่วย มีอัตราดูดซับ 2.2%

คงจะมองภาพได้ชัดขึ้นสำหรับคนที่ต้องการหาซื้อบ้านในพื้นที่กรุงเทพฯ ครั้งหน้ามาดูกันต่อว่าในจังหวัดปริมณฑลยังมีบ้าน-คอนโดพร้อมอยู่และที่กำลังก่อสร้างให้เราได้เลือกซื้อมากน้อยแค่ไหน โปรติดตามครับ


Warapong Pankaew23 ตุลาคม 2020
121240165_647254139493576_4274467275761444128_n-1-1280x711.jpg

1min157

สถาพร เอสเตท บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลางที่อยู่ยืนยงในตลาดที่อยู่อาศัยมาอย่างยาวนาน หวนคืนถิ่นที่ตัวเองคุ้นเคยมากว่า 20 ปี หลังจากการพัฒนาโครงการในยุคบุกเบิก “บ้านสถาพร” บริเวณคลอง 3 เนื้อที่ 200 ไร่ จำนวน 1,600 หลัง ซึ่งปัจจุบันได้ปิดโครงการไปเรียบร้อยหมดแล้ว โดยได้โครงการใหม่ในบริเวณถนนรังสิต-นครนายก คลอง 5 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ สถาพร เอสเตท เลือกใช้ในการรุกตลาดอสังหาฯในปัจจุบัน

“ยุทธศาสตร์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทมีหัวใจสำคัญอยู่ 3 เรื่อง คือ 1.การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบจะปักหลักในพื้นที่ที่บริษัทคุ้นเคยเป็นอย่างดี นั่นก็คือบริเวณตอนเหนือของกรุงเทพฯ 2.การพัฒนาโครงการแนวสูงหรือคอนโดมิเนียม จะต้องอยู่ในทำเลศูนย์กลางธุรกิจ(CBD) อย่างแท้จริง ปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาโครงการ The Shade สาทร 1 และจะเปิดเพิ่มอีก 1 โครงการในปี 2564 และ 3.การสร้างรายได้จาก Recurring Income ซึ่งปัจจุบันมีที่ดินที่ให้เช่าเพื่อการพาณิชยกรรมอยู่ในแต่ละโครงการ” นายสุนทร สถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาพร เอสเตทกล่าว

ล่าสุด สถาพร เอสเตท กลับสู่ถิ่นเดิมในโซนรังสิตอีกครั้งด้วยการเปิดโครงการใหม่ที่ชื่อ “ดิ อิเธอร์นิตี้ กรีนวู้ด รังสิต-วงแหวน” โครงการบ้านเดี่ยว (และจะมีบ้านแฝดในปีหน้า) บนถนนรังสิต-นครนายก คลอง 5 ซึ่งนายสุนทร บอกว่า การพัฒนาโครงการในพื้นที่ที่บริษัทคุ้ยเคยอยู่แล้ว มีข้อได้เปรียบคือ เรารู้จักลูกค้า คู่แข่ง รวมถึงซัพพลายเออร์ในพื้นที่ของเราเป็นอย่างดี ประกอบกับ พื้นที่รังสิต-วงแหวน จะถูกยกระดับเป็น Node ในการพัฒนาตามการวางผังในระดับภาค ซึ่งทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเซ็นทรัล และกลุ่มเมกา เข้ามาซื้อที่ดินเตรียมไว้เปิดธุรกิจรองรับความเจริญในย่านนี้

ขณะที่การแข่งขันในพื้นที่ก็ต้องบอกว่าความรุนแรงอยู่ในระดับ 5 ดาว โดยเฉพาะโครงการบ้านเดี่ยว ที่บรรดาบิ๊กอสังหาฯมากันครบ แต่ด้วยความที่เป็นเจ้าถิ่นดั้งเดิมในยุคที่ความเจริญยังอยู่แค่คลอง 1-3 สถาพร เอสเตท จึงมั่นใจว่ามีดีพอที่จะต่อกรกับการแข่งขันที่ดุเดือดในพื้นที่ได้

“นอกจากความเข้าใจลูกค้าในพื้นที่เป็นอย่างดีแล้ว โครงการ ดิ อิเธอร์นิตี้ กรีนวู้ด รังสิต-วงแหวน มีจุดเด่นที่เหนือกว่าคู่แข่งอยู่ 3-4 เรื่อง เรื่องแรกคือ ทำเลของโครงการที่มีเนื้อที่กว่า 70 ไร่ อยู่ติดถนนใหญ่ซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆ กับไซส์โครงการขนาดนี้ เรื่องที่ 2 คือ ราคาเริ่มต้นที่ 5.9 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่จับต้องได้ในตลาดบ้านเดี่ยว 3. คือดีไซน์ในสไตล์ Modern Eco Passive ซึ่งแนวทางการพัฒนาที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นแนวทางที่ สถาพร เอสเตท ยึดถือมาตลอด และได้รับรางวัลต่างๆ มามากมาย กับโครงการบ้านสถาพร รังสิตคลอง 3 ดีไซน์ในแนวนี้ถือเป็นจุดแข็งที่บริษัทอื่นทำกันน้อยมาก นอกจากนี้ยังให้พื้นที่ใช้สอยที่มากกว่าเมื่อเทียบกับแบบบ้านในไซส์เดียวกัน และ 4. พื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ถึง 2 ไร่” นายสุนทรกล่าว

นอกจากนี้ การที่เลือกลงในเซ็กเมนต์บ้านเดี่ยวราคา 5-10 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเซ็กเมนต์ที่ยังพอไปได้ท่ามกลางภาวะตลาดที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ยอดปฏิเสธสินเชื่อในเซ็กเมนต์นี้ยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งลูกค้าเป็นกลุ่มที่ยังพอมีกำลังซื้อ แต่ก็ต้องการหาของที่มี value ซึ่งข้อแตกต่างที่โดดเด่นที่สุดของเราก็คือ พื้นที่ใช้สอยของบ้านที่มีขนาดใหญ่ไม่เหมือนใคร

สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงการแนวสูง ซึ่งก็คือการเลือกทำเลในการพัฒนาคอนโดในพื้นที่ที่เป็น CBD แม้ว่าในตลาดคอนโดในขณะนี้จะมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง แต่ สถาพร เอสเตท ก็พร้อมจะเปิดโครงการใหม่ในปีหน้าอีก 1 โครงการ

“บริษัทจะเปิดคอนโดโครงการใหม่ในปีหน้าชื่อว่า Crown อยู่บนถนนพระราม 4 ปากซอยสุวรรณสวัสดิ์ ใกล้ๆ กับโครงการอมันตา ลุมพินี ของบริษัท นารายณ์ พร็อพเพอตี้ จะพัฒนาเป็นคอนโดสูง 33 ชั้น จำนวน 182 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนราคายังไม่ได้กำหนด แต่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.5-2.6 แสนบาท/ตร.ม.”

ส่วนโครงการ เดอะ เชดด์ สาทร 1 คอนโดโครงการแรกของบริษัทมูลค่า 1,480 ล้านบาท จำนวน 278 ยูนิต ในราคาเริ่มต้น 3.9 ล้านบาท ขณะนี้โครงการใกล้จะก่อสร้างเสร็จ มียอดขายแล้วประมาณ 2 ใน 3 ซึ่งเมื่อโครงการก่อสร้างเสร็จประมาณต้นปี 2564 บริษัทจะทำตลาดหน่วยที่เหลืออีกครั้ง โดยรายได้จากคอนโดจะเริ่มทะยอยเข้ามาในปี 2564 ที่จะถึงนี้

กลยุทธ์สุดท้ายเพื่อความมั่นคงอย่างยั่งยืน เพื่อกรุยทางเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯในอีก 4-5 ปีข้างหน้า สถาพร เอสเตท จึงต้องหา Recurring Income เติมเข้ามาพอร์ตบ้าง ซึ่งที่ผ่านมา สถาพร เอสเตท เลือกใช้การแบ่งที่ดินที่ใช้พัฒนาโครงการมาปล่อยเช่า เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว ปัจจุบันมีที่ดินที่ปล่อยเช่าอยุ่ 3 แปลง ได้แก่ บริเวณด้านหน้าโครงการบ้านสถาพรให้โลตัสเช่าเหลือเวลาอีก 14 ปี เซเว่น-อีเวฟเว่นที่โครงการเดอะ เชดด์ สาทร 1 และร้านค้าที่โครงการ อิเธอร์นิตี้ ทาวน์ พริมโรส วัชรพล

ล่าสุดได้แบ่งที่ดินด้านหน้าโครงการ ดิ อิเธอร์นิตี้ กรีนวู้ด รังสิต-วงแหวน เนื้อที่ 26 ไร่ มาปล่อยเช่าในเชิงพาณิชยกรรม นอกจากนี้ บริษัทยังสนใจโครงการให้เช่าในรูปแบบของ เวลเนส สำหรับผู้สูงวัย โดยมีที่ดินที่ระยอง และเขาใหญ่ที่สามารถนำมาพัฒนาโครงการในอนาคตได้

เมื่อทั้ง 3 ธุรกิจเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง สถาพร เอสเตท ก็พร้อมขยับไปอีกขั้นสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไปในอนาคต


Warapong Pankaew22 ตุลาคม 2020
siri-place-bangyai-townhome-gallery-04.jpg

1min108

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ คาด ตลาดบ้านแนวราบโค้งสุดท้ายปี 63 ร้อนระอุ ผู้ประกอบการหันชิงแชร์ทาวน์โฮมระดับกลางทดแทนคอนโดฯ เผยกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ บางนา รามอินทรา ทำเลฮอตบ้านแนวราบ 

นางสาวสุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า จากการสำรวจของฝ่ายวิจัยและพัฒนาของบริษัท คาดว่าไตรมาสที่ 4/2563 ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับทั้งปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงครึ่งปีแรก 2563

ประกอบกับการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เข้มงวด ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 ส่งผลให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งแนวราบและแนวสูงต่างต้องปรับแผนธุรกิจ โดยการเลื่อนแผนการพัฒนาโครงการใหม่ออกไปและหันมาเร่งระบายอุปทานคงค้างในตลาดด้วยการแข่งขันทางด้านราคาในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อรักษาสภาพคล่องของธุรกิจ

ภาวะการแข่งขันในตลาดแนวราบจะมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดระดับราคาปานกลางอย่างเช่นทาวน์โฮม เนื่องด้วยผู้ประกอบการเล็งเห็นว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคในขณะนี้มีทีท่าลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องพัฒนาสินค้าออกมาในราคาถูกลงเพื่อเข้าถึงผู้ซื้อได้มากขึ้น

สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯช่วงครึ่งปีแรก ยอดขายโดยรวมลดลง ในส่วนของบ้านเดี่ยวพบว่า อุปทานเสนอขายรวมมีจำนวนทั้งสิ้น 14,082 ยูนิต ลดลง 8% อุปสงค์มีจำนวนทั้งสิ้น 5,115 ยูนิต ลดลง 4% คิดเป็นอัตราการขายเท่ากับ 36%

ขณะที่ทาวน์โฮมมีอุปทานเสนอขายรวมที่ 31,211 ยูนิต ลดลง 6% ในขณะที่อุปสงค์มีจำนวนทั้งสิ้น 12,248 ยูนิต ลดลง 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นอัตราการขายเท่ากับ 39%

คอนโดมิเนียมมีอุปทานเสนอขายรวมลดลง 8% หรือมีจำนวนทั้งสิ้น 104,094 ยูนิต ในขณะที่อุปสงค์ลดลง 28% หรือเกิดขึ้นเพียง 17,074 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขายเท่ากับ 16%

จากตัวเลขดังกล่าว พบว่า โครงการแนวราบได้รับการตอบรับที่ดีกว่าโครงการแนวสูง ทำให้ช่วงปลายปีเราจะเห็นการนำเสนอสินค้าที่เจาะไปยังกลุ่มตลาดแนวราบมากขึ้น

จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน คาดว่าการฟื้นตัวของภาคอสังหาฯ จะขึ้นอยู่กับการบรรเทาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค สภาวะเศรษฐกิจ และตลาดอสังหาฯ ให้กลับมาอยู่ในสภาวะปกติ รวมทั้งเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องเฝ้าติดตามเพื่อประเมินสถานการณ์เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือของปีนี้มองว่าตลาดแนวราบทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมจะยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดต่อไป โดยมองว่าผู้ประกอบการจะปรับตัวไปเปิดโครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มเรียลดีมานด์มากขึ้น

ส่วนทาวน์โฮมมองว่าน่าจะมีกำลังซื้อจากกลุ่มผู้บริโภคที่เปลี่ยนใจจากคอนโดมิเนียมมาเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ เนื่องจากการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หลังจากการระบาดของโควิด–19 รวมถึงได้อานิสงส์จากรถไฟฟ้าหลายเส้นทางที่จะเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีที่จะทำให้เกิดการเชื่อมต่อของการเดินทางที่สะดวกขึ้น

ส่วนทำเลที่มีความโดดเด่นน่าจับตาคือ

  • ย่านกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ เนื่องจากเป็นทำเลเปิดใหม่และมีถนนทางเชื่อมการเดินทางเข้าสู่พื้นที่รามคำแหง พระราม 9 อีกทั้งยังสามารถเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิได้สะดวกรวดเร็ว
  • ย่านบางนา ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
  • ย่านรามอินทรา รวมไปถึงทำเลแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายและแนวรอบนอกวงแหวนซึ่งสามารถเดินทางเข้าเมืองได้สะดวกเนื่องจากมีทางเชื่อมพิเศษเข้าสู่เมือง

“ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ หากตลาดอสังหาฯ ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาก็น่าจะเป็นโอกาสให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและมีการกระจายรายได้ขึ้นมา และหากมีมาตรการมาช่วยกระตุ้นกำลังซื้อหรือแบ่งเบาภาระของผู้ซื้อ จะเป็นผลบวกต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ ขยายการลดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองให้เหลือ 0.01% ให้ครอบคลุมทุกระดับราคา จากปัจจุบันกำหนดอยู่ที่ไม่เกิน 3 ล้านบาท ตลอดจนมาตรการดอกเบี้ยพิเศษคงที่ รวมทั้งหากมีมาตรการจูงใจด้านการลดหย่อนภาษี เช่น โครงการบ้านหลังแรก ก็น่าจะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างได้มากขึ้น” นางสาวสุวรรณี กล่าว


Warapong Pankaew22 ตุลาคม 2020
-พระราม-9.jpg

1min84

ท่ามกลางภาวะชะลอตัวและความผันผวนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ทุกบริษัทต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะการบริหารจัดการกระแสเงินสดที่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้แต่ละบริษัทเดินหน้าไปต่อได้

“Cash Flow ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ในขณะที่ตลาดเป็นของผู้ซื้อทำให้การวางกลยุทธ์การตลาดของบรัษัทในช่วงโค้งสุดท้ายปี 2563 จึงเป็นเรื่องของการลดราคาให้เต็มที่ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค จึงเป็นที่มาของแคมเปญแรง ISSARA DAY Yes ทุกดีล โดยการให้ส่วนลดสุงสุด 38% กับ 9 โครงการของบริษัทที่พร้อมคุยกับลูกค้าในทุกเงื่อนไข ซึ่งคาดว่าแคมเปญดังกล่าวจะช่วยสร้างยอดขายได้อีกประมาณ 300-400 ล้านบาท” นายดิฐวัฒน์ อิสสระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานสร้างสรรค์สื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์กล่าว

นอกจากการจัดแคมเปญแรง เพื่อดึงกระแสเงินสดเข้าบริษัทแล้ว ชาญอิสสระ ยังอยู่ในระหว่างการเจรจาขายโครงการแบบบิ๊กล็อตให้กับกลุ่มที่มีกำลังซื้อ รวมถึงผ่านตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ โดยนายดิฐวัฒน์ กล่าวในเรื่องนี้ว่า ตอนนี้มีที่เจรจากันอยู่ 2-3 ราย เป็นการซื้อโครงการที่พร้อมอยู่ และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างในราคาส่วนลด ซึ่งมีทั้งที่เป็นนักลงทุน และกลุ่มที่ต้องการซื้ออยู่เองเป็นการซื้อให้กับครอบครัว มูลค่ารวมประมาณ 20-300 ล้านบาท โดยคาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้

“ด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่แบบนี้จะมีกลุ่มลูกค้าคนไทยที่มีเงินเก็บและมีกำลังซื้อสูงต้องการเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในแบบบิ๊กล๊อตเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่ต้องการซื้อเพื่อลงทุน เพราะการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่จับต้องได้ นอกจากจะได้กำไรจากราคาที่เจรจาขอส่วนลดพิเศษแล้ว ยังได้กำไรจากราคาที่จะปรับสูงขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกัน ก็ยังมีกลุ่มที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่จริงๆ สนใจซื้อพร้อมกันหลายๆ ยูนิตให้กับสมาชิกในครอบครัวที่ด้วยเช่นกัน” นายดิฐวัฒน์กล่าว

อิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9 ราคาเริ่มต้น 120 ล้าน ส่วนลดสูงสุด 12 ล้าน

ขณะเดียวกันบริษัท ต้องเร่งปรับตัวในการพัฒนาธุรกิจและพัฒนาที่อยู่อาศัย สู่ความเป็น New Normal ด้วยการปรับกลยุทธ์ รูปแบบการตลาด ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในเรื่องการพัฒนาช่องทางการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ การพัฒนาโครงการใหม่ๆ ที่ต้องเน้นความคุ้มค่า และสอดรับกับกำลังซื้อและพฤติกรรมในการอยู่อาศัยของผู้บริโภค ซึ่งเทรนด์ของการทำงานที่บ้าน การดูแลเรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้น จึงต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านทำเลและพื้นที่ใช้สอยให้ตอบโจทย์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้มากขึ้น

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ โดยจะเห็นว่า บ้านเดี่ยวมีการขายที่ดีขึ้น โดยเฉพาะบ้านในระดับราคา 10-30 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีแนวคิดที่จะพัฒนาโครงการรองรับลูกค้าในกลุ่มนี้มากขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมที่จะเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม ที่เขาตะเกียบ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 5 ไร่ พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมตากอากาศ สูง 4 ชั้น จำนวนประมาณ 4-5 อาคาร ขนาด 35-180 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 5-50 ล้านบาท มูลค่าโครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างปรับแบบและกำหนดราคาให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด คาดว่าจะเปิดตัวได้ในเดือนพ.ย.ที่จะถึงนี้

“สำหรับภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2563 น่าจะยังทรงๆ ตัวอยู่ โครงการที่ได้รับความสนใจจะเป็นโครงการที่แล้วเสร็จจับกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริงๆ ขณะที่กลุ่มลูกค้าที่เป็นนักลงทุนเป็นกลุ่มที่ชะลอตัวลง ส่วนตลาดบ้านในกลุ่มไฮเอนด์ ถือว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อย ซึ่งการฟื้นตัวของภาคธุรกิจอสังหาฯ จากนี้ไปน่าจะเป็นไปอย่างช้าๆ ขณะที่ปัญหาการเมืองในประเทศจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการทำธุรกิจ และกระทบกับกำลังซื้อของผู้บริโภค กลกยุทธ์การขายปลายปีจะเน้นการขายด้วยการ ลดราคา ในการระบายสต๊อกที่มีอยู่ เพื่อสร้างยอดขายและสร้างรายได้ ให้มีกระแสเงินสดเข้ามามากที่สุด” นายดิฐวัฒน์ กล่าว

สำหรับแคมเปญ ISSARA DAY Yes ทุกดีล เป็นการจัดโปรโมชั่นสำหรับ 9 ในโครงการของบริษัทกับข้อเสนอ Finance Sabai Sabai มอบส่วนลดสูงสุดถึง 38% ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 10 ปี ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน ฟรีอยู่ฟรี 1 ปี หรือลูกค้าสามารถเลือกข้อเสนอ Lifestyle Chill Chill อาทิ เลือกรับรถยนต์ Audi A6 Avant 55 TFSI Quattro S-Line ฟรีบัตรกำนัลไพรเวทเจ็ท มูลค่าสูงสุด 1 ล้านบาท ฟรีมือถือ Samsung Galaxy Z Fold 2 ฟรีบัตรกำนัลเฟอร์นิเจอร์ Chanintr Living มูลค่าสูงสุด 3 ล้านบาท นอกจากนี้ลูกค้าที่ลงทะเบียนออนไลน์ยังจะได้รับส่วนลดสูงสุด 200,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 15 พ.ย. 2563


Warapong Pankaew22 ตุลาคม 2020
shutterstock_1188792046111-1280x657.jpg

1min102

ตลาดที่อยู่อาศัยชะลอตัวต่อเนื่อง ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ เผยตัวเลขซัพพลายในตลาดยังเพิ่ม ขณะที่ยอดขายลดลง สต๊อกบ้าน-คอนโดเหลือขายพุ่ง 14% ทะลุ 1.7 แสนหน่วย แม้ผู้ประกอบการจะโหมโปรโมชั่น เพื่อเร่งระบายสต๊อกในช่วงที่ผ่านมา

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้ทำการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในช่วงครึ่งแรก ปี 2563 ซึ่งเป็นการสำรวจโครงการบ้านจัดสรรและอาคารชุดที่มีหน่วยเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 หน่วย โดยพบว่า มีจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างขาย ณ ครึ่งแรกของปี 2563 (Total Supply) ทั้งหมด 1,692 โครงการ จำนวน 205,851 หน่วย มูลค่ารวม 1,037,865 ล้านบาท

แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร 1,167 โครงการ จำนวน 120,341 หน่วย มูลค่า 642,816 ล้านบาท และโครงการอาคารชุด 525 โครงการ จำนวน 85,510 หน่วย มูลค่า 395,048 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวมีหน่วยเหลือขายจำนวน 173,093 หน่วย มูลค่า 878,933 ล้านบาท และในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 มีที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่จำนวน 32,758 หน่วย มูลค่า 158,932 ล้านบาท

ตลาดที่อยู่อาศัยชะลอตัวต่อเนื่อง
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้ประมาณการทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ปี 2563 และแนวโน้มปี 2564 โดยคาดว่า ณ ครึ่งหลังปี 2563 จะมีที่อยู่อาศัยรอการขายจำนวน 185,993 หน่วย มีมูลค่ารวม 937,703 ล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็น 193,415 หน่วย มูลค่ารวม 956,086 ล้านบาท ในครึ่งแรกปี 2564

ในขณะที่อัตราดูดซับต่อเดือนของบ้านจัดสรร คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.0 ในครึ่งหลังปี 2563 และเพิ่มขึ้นเป็น 2.4 ในครึ่งแรกปี 2564 ส่วนอัตราดูดซับต่อเดือนของอาคารชุดคาดว่าจะลดลงมาอยูที่ร้อยละ 1.7 ในครึ่งหลังปี 2563 และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 1.8 ในครึ่งแรกปี 2564

สำหรับการเคลื่อนไหวด้านการเปิดตัวโครงการใหม่ประมาณการว่าจะยังคงลดลงต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีการเปิดโครงการใหม่ประมาณ 23,116 หน่วย ในครึ่งหลังปี 2563 และเปิดใหม่อีก 26,124 หน่วย ในครึ่งแรกปี 2564

ส่วนจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ ณ ครึ่งหลังปี 2563 คาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 75,752 หน่วย มูลค่า 187,971 ล้านบาท และหน่วยโอนกรรมสิทธิ์จะลดลงมาเหลือ 56,774 หน่วย มูลค่า 228,024 ล้านบาท ในครึ่งแรก ปี 2564 ซึ่งประมาณการดังกล่าวอยู่ภายใต้ตัวแปรที่ยังไม่มีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563

สต๊อกบ้าน-คอนโดเหลือขายพุ่ง 14%
ดร.วิชัย กล่าวอีกว่า  สำหรับผลสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯปริมณฑลในครึ่งแรกของปี 2563 จำนวน 205,851 หน่วย มูลค่ารวม 1,037,865 ล้านบาท มีการเปลี่ยนแปลงของหน่วยที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 (YoY) และยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 Half ล่าสุด เป็นการเพิ่มขึ้นของบ้านจัดสรร ร้อยละ 15.2 แต่อาคารชุดมีหน่วยลดลงร้อยละ -6.2

เมื่อพิจารณาจากอัตราการเปลี่ยนแปลงของโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ มีจำนวนลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ร้อยละ -28.7 หน่วยขายได้ใหม่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงลดลงถึงร้อยละ -24.9 ส่งผลให้หน่วยเหลือขายมีอัตราการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.9 เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2562

จังหวัดปทุมธานีมี Total Supply เพิ่มขึ้นมากที่สุด ร้อยละ 40.4 รองลงมาคือ นครปฐม ร้อยละ 9.0 และสมุทรปราการ ร้อยละ 5.7 ตามลำดับ ส่วนจังหวัดที่มี Total Supply ลดลงมากที่สุดได้แก่ กรุงเทพฯ ร้อยละ -2.4 รองลงมาได้แก่ นนทบุรี ร้อยละ -0.6 และสมุทรสาคร ร้อยละ -0.2

โครงการใหม่ครึ่งปีแรก 3 หมื่นหน่วย
ในช่วงครึ่งแรก ปี 2563 มีโครงการเปิดขายใหม่รวม 159 โครงการ จำนวน 29,816 หน่วย มูลค่ารวม 137,068 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 124 โครงการ รวม 17,926 หน่วย มูลค่า 94,667 ล้านบาท และอาคารชุด 35 โครงการ จำนวน 11,890 หน่วย มูลค่ารวม 42,401 ล้านบาท

กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีโครงการเปิดขายใหม่มากที่สุด 68 โครงการ ประกอบด้วย บ้านจัดสรร 46 โครงการ และอาคารชุด 22 โครงการ รวม 12,463 หน่วย มูลค่า 71,038 ล้านบาท รองลงมาคือปทุมธานี เปิดโครงการใหม่ 31 โครงการ ประกอบด้วย บ้านจัดสรร 26 โครงการ และอาคารชุด 5 โครงการ รวม 7,720 หน่วย มูลค่า 25,007 ล้านบาท และนนทบุรี 23 โครงการ เป็นโครงการบ้านจัดสรร 21 โครงการ และอาคารชุด 2 โครงการ รวม 5,196 หน่วย มูลค่า 26,345 ล้านบาท

“จำนวนหน่วยเหลือขาย และหน่วยขายได้ใหม่ ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตา โดย ณ ครึ่งแรก ปี 2563 ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีอุปทานเหลือขายจำนวน 173,093 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 878,933 ล้านบาท เป็นบ้านจัดสรร 99,993 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 533,725 ล้านบาท และอาคารชุด 73,100 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 345,208 ล้านบาท”

บ้าน 3-5 ล./คอนโด 2-3 ล. เหลือบาน
เมื่อจำแนกตามราคาพบว่า หน่วยเหลือขายบ้านจัดสรรส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 3-5 ล้านบาท มีจำนวน 34,262 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 34.3 ของหน่วยบ้านจัดสรรที่เหลือขายทั้งหมด ขณะที่อาคารชุดเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 2-3 ล้านบาท มีจำนวน 22,290 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 30.5 ของหน่วยอาคารชุดที่เหลือขายทั้งหมด

หากแยกตามสถานะของการก่อสร้างของหน่วยเหลือขายทั้งหมด พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 38.1 ยังไม่ก่อสร้าง รองลงมาอยู่ระหว่างการก่อสร้างร้อยละ 36.0 และที่เหลือร้อยละ 25.9 ก่อสร้างเสร็จแล้ว และเมื่อแยกตามประเภทที่อยู่อาศัยพบว่า บ้านจัดสรรส่วนใหญ่ ร้อยละ 50.8 ยังไม่ก่อสร้าง โดยอยู่ระหว่างสร้างร้อยละ 27.9 และสร้างเสร็จแล้วร้อยละ 21.3 ขณะที่อาคารชุดส่วนใหญ่อยู่ระหว่างสร้างถึงร้อยละ 47.2 สร้างเสร็จแล้วร้อยละ 32.3 และ ยังไม่ก่อสร้างร้อยละ 20.5 ตามลำดับ

สำหรับหน่วยที่ขายได้ใหม่ในช่วงครึ่งแรกปี 2563 มีจำนวนทั้งสิ้น 32,758 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 158,932 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวเป็นบ้านจัดสรร 20,348 หน่วย มูลค่า 109,092 ล้านบาท และอาคารชุด 12,410 หน่วย มูลค่า 49,840 ล้านบาท

หน่วยบ้านจัดสรรที่ขายได้ใหม่มากที่สุดอยู่ในช่วงราคา 3-5 ล้านบาท มีจำนวน 6,775 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 33.3 สำหรับหน่วยอาคารชุดที่ขายได้ใหม่มากที่สุดอยู่ในช่วงราคา 2-3 ล้านบาท มีจำนวน 4,423 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35.6

ดีมานด์อ่อนแรงยอดขายคอนโดลดฮวบ
ด้านอัตราดูดซับ หรือ Absorption Rate ของตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ใช้เป็นเครื่องชี้อุปสงค์ (Demand) ของตลาดที่อยู่อาศัยนั้น การสำรวจในรอบครึ่งแรกปี 2563 พบว่า มีอัตราดูดซับต่อเดือนลดลงจากร้อยละ 3.7 ในครึ่งแรก ปี 2562 เหลือร้อยละ 2.7 โดยบ้านจัดสรรมีอัตราดูดซับเท่ากับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่ร้อยละ 2.8 ขณะที่อาคารชุดมีอัตราดูดซับลดลงจากร้อยละ 4.8 เหลือร้อยละ 2.4 เนื่องจากมีหน่วยเหลือขายเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่หน่วยขายได้ใหม่มีจำนวนลดลง

Top 3 ทำเลขายดี-เหลือขาย
ส่วนทำเลที่มีหน่วยขายได้ใหม่ในช่วงครึ่งแรก ปี 2563 มากที่สุด 3 ลำดับแรก คือทำเลบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง ทำเลเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ และทำเลลำลูกกา-คลองหลวง-ธัญบุรี-หนองเสือ ตามลำดับ

สำหรับทำเลที่มีหน่วยเหลือขายมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ ทำเลลำลูกกา-คลองหลวง-ธัญบุรี-หนองเสือ ทำเลบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย และทำเลเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ ตามลำดับ

ดูจากตัวเลขทั้งหมดฟันธงได้เลยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยจะซึมไปอีกยาวๆ ยิ่งมาเจอกับการเมืองร้อนๆ ผสมโรงเข้าไปอีก งานนี้แค่ประคองตัวให้อยู่รอดก็เหนื่อยแล้ว


Warapong Pankaew20 ตุลาคม 2020
FB-cover-51.png

1min176

@@@ วันที่ 21 ต.ค. 2563 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ จะเปิดเวทีวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยในพื้นที่กทม.และปริมณฑลในครึ่งปีแรก จับทิศทางดูแล้วอาการยังน่าห่วง ทั้งตัวเลขซัพพลายคงค้างที่ยังเหลือบานเบอะ และดีมานด์ที่อ่อนแรงลงทุกขณะกดอัตราดูดซับให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ส่วนมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะออกมาช่วยเยียวยา ช่วงเวลานี้คงได้แต่ทำใจ

@@@ นิยต มาศะวิสุทธิ์ เอ็มดี บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท เตรียมยกคลินิกแก้หนี้ ไปเปิดให้คำปรึกษาและรับสมัครลูกค้าหนี้เสียสารพัดบัตร ที่มีอายุไม่เกิน 65 ปี และต้องเป็นหนี้เสียก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ที่งาน Money Expo 22-25 ต.ค.นี้ ที่ อิมแพ็คเมืองทองธานี กรุงเทพฯ หรือจะสมัครผ่านทางออนไลน์ ได้ที่เว็บไซต์ www.คลินิกแก้หนี้.com หรือ แอดไลน์ @debtclinicbysam และ Facebook คลินิกแก้หนี้

@@@ สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเกล็ดดาว เปิดขายวันเดียว ธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้เงินมาทำทุนปล่อยกู้บ้านดอกเบี้ยต่ำแล้ว 2,000 ล้านบาท จากยอดขายสลากกว่า 4 แสนหน่วยๆ ละ 5,000 บาท ใครยังไม่ได้จับจองต้องรีบเลย

@@@ สำหรับคนที่มีแผนจะปรับปรุงบ้านยังพอมีเวลาไปหาไอเดียโดนๆ ได้ที่งาน SCG HOME & LIVING FAIR กับสินค้า นวัตกรรม และบริการแบบครบวงจร ของเอสซีจี พร้อมชมเทรนด์การปรับปรุงบ้าน 4 แบบ 4 สไตล์สำหรับคนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเย็น บ้านกันเสียง,บ้านสมาร์ท บ้านวัยเก๋า วันนี้ถึง– 25 ต.ค. 63 เวลา 10.00-19.00 น. ที่ SCG EXPERIENCE สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) ถนนเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา

@@@ ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เชิญชวนให้ลูกค้าบ้านเอื้ออทรทั่วประเทศที่ทำสัญญากู้เงินครบ 5 ปี ในปี 2563 ให้เข้ามาติดต่อยื่นคำร้องโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองให้เรียบร้อยก่อนที่มาตรการช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนของรัฐบาลเรื่องการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือ 0.01% จะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 ธันวาคม 2563

@@@ เฮเฟเล่ จัดแคมเปญต้อนรับเทศกาลกินเจ อิ่มบุญกับโปรโมชั่นชุดเครื่องครัวเฮเฟเล่ ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ในห้องครัว ในราคาพิเศษลดสูงสุดกว่า 60% วันนี้ ถึง 25 ตุลาคม 2563 ช้อปสินค้าได้ที่ https://www.hafelehome.co.th หรือคลิก https://bit.ly/3nP6mTa

 

 



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME