fbpx

หมวดหมู่: อสังหาฯประเด็นร้อน

Warapong Pankaew24 กรกฎาคม 2020
bts1ใช้ประกอบข่าว-1280x720.jpg

1min433

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้อัพเดตดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ประจำไตรมาส 2 ปี 2563 โดยดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้เปิดเผยเอาไว้ว่า ดัชนีราคาที่ดินเปล่าในไตรมาส 2 มีค่าเท่ากับ 308.6 จุด เพิ่มขึ้นถึง 30.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 236.9 จุด และเพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 293.3 จุด

สำหรับทำเลที่มีการปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าทำเลอื่นๆ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นพื้นที่ปลายสายรถไฟฟ้าที่เป็นส่วนต่อขยายและมีแผนจะก่อสร้างในอนาคต โดยทำเลที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าผ่าน 5 อันดับแรกที่มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นสูงสุด เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) ได้แก่

  1. รถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ ช่วงคูคต-ลำลูกกา ซึ่งเป็นเส้นทางส่วนต่อขยายที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง โดยในไตรมาส 2 ปี 2563 รถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือได้เปิดให้บริการเพิ่มอีก 4 สถานี ได้แก่ สถานีกรมป่าไม้ สถานีบางบัว สถานีกรมทหารราบที่ 11 และสถานีวัดพระศรีมหาธาตุ ส่งผลให้ราคาที่ดินในบริเวณตามแนวรถไฟฟ้านี้มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 61.4% และเป็นทำเลที่มีการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินมากที่สุดต่อเนื่องมา 5 ไตรมาส
  2. สายสีชมพู แคราย-มีนบุรี ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีความคืบหน้าการก่อสร้างโดยรวมอยู่ที่ร้อยละ 57 มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 53.6%
  3. สายสีน้ำเงิน บางแค-พุทธมณฑลสาย 4 เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 28.5%
  4. สายสีแดงอ่อน ตลิ่งชัน-ศาลายา เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 26.5%
  5. สายสีเขียวใต้ (สมุทรปราการ-บางปู) ซึ่งเป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต และสายสีเขียวใต้ (แบริ่ง-สมุทรปราการ) ซึ่งก่อสร้างเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นเท่ากัน 23.1%

ดูจากข้อมูลชุดนี้แล้วบอกได้คำเดียวว่าเศร้าแทนคนซื้อบ้าน เพราะจาก 5 อันดับ 6 เส้นทางข้างต้น เป็นโครงการที่ยังเป็นแค่แผนอยู่ในอากาศ 4 เส้นทาง แต่ราคาที่ดินกลับพุ่งพรวดสูงสุดถึง 61% ขณะที่โครงการที่ยังสร้างไม่เสร็จ 1 เส้นทาง ดัชนีราคาก็วิ่งไปไกล 54% เช่นกัน ส่วนโครงการที่เปิดให้บริการแล้ว 1 เส้นทาง ก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย 23%

นั่นหมายความว่า โครงการกว่าจะเริ่มลงมือไปจนถึงสร้างเสร็จเปิดให้บริการ ราคาที่ดินจะพุ่งไปอีกเท่าไหร่ และทำให้ราคาบ้านหรือคอนโดแพงไปอีกแค่ไหน ขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาฯเองก็ไม่กล้าจะควักสตางค์ซื้อที่ดินตราบใดที่รถไฟฟ้ายังไม่เริ่มตอกเข็ม เพราะนั่นคือความเสี่ยง ยิ่งยุคสมัยที่นักการเมืองคุมกระทรวงนี้ก็ยิ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวดึงซ้ายที ดึงขวาที โครงการก็ล่าช้าไปอีกเท่าไหร่ก็ไม่รู้

แต่ผู้ประกอบการเองก็มีส่วนจากการแย่งกันทุ่มเงินซื้อจนราคาพุ่งสูงปรี้ดในเวลาเพียงไม่กี่ปี สุดท้ายคนที่อยากได้บ้านที่เดินทางสะดวกมีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านชัวร์ๆ ก็ต้องจ่ายเพิ่มตามราคาที่ดินที่ขึ้นไปดักรอแล้วหลายปี แต่ถ้าอยากได้ราคาที่ถูกกว่าก็ต้องรีบซื้อตั้งแต่ตอนนี้ แต่ไม่รับประกันว่าจะมีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านมั๊ย เพราะเป็นอะไรที่ไม่แน่ไม่นอน ดูรถไฟฟ้าสายสีม่วงเป็นตัวอย่าง โครงการกว่าจะเริ่มกว่าจะเสร็จปรับแล้วเปลี่ยนอีกดึงแล้วดึงอีกกินเวลาเป็น 10 ปี ราคาที่ดินก็วิ่งขึ้นไปไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า

เอาเป็นว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐจะต้องเข้ามาดูแลเรื่องพวกนี้อย่าปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอยู่ฝ่ายเดียวจนผู้บริโภคต้องเสียเปรียบและเสียประโยชน์ กลไกรัฐต้องเข้ามาช่วยถ่วงดุล สร้างโอกาสให้คนที่ต้องการซื้อบ้านสร้างครอบครัว เพราะที่อยู่อาศัยชานเมืองทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑลนั้นคือที่พึ่งพิงของคนชั้นกลางและชนชั้นฐานราก ถ้ามีรถไฟฟ้าแล้วแต่กลับต้องมาอยู่ในคอนโดห้องแคบๆ นอกเมือง เพราะต้นทุนที่ดินทำบ้านประเภททาวน์เฮ้าส์ไม่ได้ มันก็กระไรอยู่

เรื่องนี้อยากฝากไปถึงคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติ ช่วยออก action (บ้างก็ได้นะ) หรือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่ดูแลการเคหะแห่งชาติ ช่วยให้ผู้ว่าคนใหม่หมาดๆ “ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” ผลักดันโครงการแนวรถไฟฟ้าของการเคหะฯให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ เพื่อเป็นทางเลือกและเป็นอานิสงส์ให้กับคนที่ต้องการมีบ้าน ก็ขออนุโมทนาสาธุไว้ล่วงหน้าเลยครับ


Warapong Pankaew22 กรกฎาคม 2020
-เซรามิกส์-1-1280x588.jpeg

1min372

เอสซีจี เซรามิกส์ เผยซ่อม สร้าง ต่อเติมขยายพื้นที่บ้าน และสินค้ากลุ่มสุขภาพ ความต้องการพุ่ง เตรียมส่งสินค้าใหม่ รับกระแส new normal พร้อมขยายไลน์ธุรกิจรีโนเวต เจาะลูกค้าโครงการจัดสรร พร้อมกับประกาศผลประกอบการครึ่งปี แม้ยอดขายลด แต่กำไรโตสวนทาง

นายนำพล มลิชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องภายใต้แบรนด์คอตโต้ โสสุโก้ และ คัมพานา เปิดเผยว่า ในช่วงของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ความต้องการปรับปรุงบ้าน เพื่อใช้พื้นที่สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การ work from home มีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และยังต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกัน สินค้าในกลุ่มสุขภาพ ความปลอดภัยก็มีความต้องการสูงขึ้นด้วย

“ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้ชีวิตอยู่บ้านมากขึ้น และตระหนักถึงเรื่องความสะอาดและความปลอดภัยภายในบ้านเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสดีของบริษัทที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ในกลุ่ม Health and Clean เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการปรับแต่งพื้นที่อยู่อาศัยให้เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี ปลอดภัย สะอาดไร้กังวลและสร้างความอุ่นใจในการอยู่อาศัย”

ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาบริษัทได้เร่งออกสินค้าเพื่อตอบสนองลูกค้ากลุ่มนี้ อาทิ กระเบื้อง Hygienic Tile หรือ กระเบื้องยับยั้งแบคทีเรีย จาก COTTO ที่ใช้เทคนิคในการผสมสารซิลเวอร์นาโนในเนื้อกระเบื้อง ทำให้สามารถยับยั้งการเกิดเชื้อแบคทีเรียได้ตลอดอายุการใช้งาน และได้ขยายพอร์ทสินค้าเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคนี้ที่ให้ความสำคัญไม่เพียงแต่ความสะอาด แต่ยังต้องคำนึงถึง ความสะดวก ปลอดภัย และสวยงามอีกด้วย

บริษัทจึงมุ่งเน้นพัฒนาออกสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า เช่น แผ่นปูพื้น LT แบบ Smart Flexible by COTTO ซึ่งเป็นวัสดุปูพื้นที่มีดีไซน์สวยงาม ติดตั้งง่าย ในพื้นที่จำกัด รวดเร็ว และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ล่าสุดคือ กระเบื้องรุ่น 4D+จาก CAMPANA และ SOSUCO ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการกันลื่นเพื่อความปลอดภัยได้ดียิ่งขึ้น โดยยังคงให้ผิวสัมผัสที่่นุ่มละมุนสบายแตกต่างจากเดิม และยังมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสุขภาพ และความปลอดภัยออกมาอย่างต่อเนื่อง

เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ ต้องการปรับปรุงที่พักอาศัย (รีโนเวต) บริษัทได้มีการขยายธุรกิจให้บริการติดตั้ง ภายใต้ชื่อ C’TIS (Certified Tile Installation Service) เพื่อให้บริการสร้างซ่อม ตกแต่ง ต่อเติม ติดตั้งกระเบื้องและวัสดุกรุผิว ด้วยทีมช่างมืออาชีพที่ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เจาะตลาดงานต่อเติมบ้านและอาคารขนาดเล็ก โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ บ้านในโครงการต่างๆ ที่มีแนวโน้มในการปรับปรุงบ้านมากขึ้น โดยขณะนี้ มีจุดให้บริการที่กรุงเทพฯ-ประมณฑล เชียงใหม่ ระยอง และชลบุรี และมีแผนที่จะเปิดเพิ่มอีก 30 จุดทั่วประเทศภายใน 2 ปีนี้

นายนำพล กล่าวอีกว่า สำหรับผลการดำเนินงานจองบริษัทในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 มีรายได้จากการขาย 2,369 ล้านบาท ลดลง 15% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และลดลง 6% จากไตรมาส 1 ปีเดียวกัน แต่มีกำไรสำหรับงวด 41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่วนครึ่งปีแรกของปี 2563 แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากปัญหาโควิด-19 จะทำให้บริษัทมีรายได้จากการขาย 4,892 ล้านบาท ลดลง 16% แต่ก็มีกำไร 166 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

ทั้งนี้ บริษัทมียอดขายทั้งในประเทศและต่างประเทศลดลงจากปีก่อน โดยเฉพาะในช่วงที่มีมาตรการล็อคดาวน์ซึ่งมีการปิดช่องทางจัดจำหน่ายหลัก คือ ร้านโมเดิร์นเทรดทุกแห่ง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริษัทมีช่องทางจัดจำหน่ายที่หลากหลาย และมีการบริหารจัดการช่องทางจัดจำหน่ายแต่ละรูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพจึงทำให้ได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มากจนเกินไป เนื่องจากผู้บริโภคยังสามารถเข้าถึงสินค้าของบริษัทได้จากหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นร้านผู้แทนจำหน่าย คลังเซรามิค และช่องทางออนไลน์

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับร้านโมเดิร์นเทรดเพื่อช่วยกระตุ้นการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ในช่วงที่หน้าร้านปิดทำการ ทำให้ยอดขายผ่านทางช่องทางนี้โดยรวมโตขึ้นถึง 300% ด้านคลังเซรามิคมียอดขายสูงกว่าเป้าหมายทุกเดือน ในขณะที่ร้านผู้แทนจำหน่ายส่วนใหญ่ก็ยังมียอดขายทรงตัว ขณะเดียวกัน บริษัทได้พยายามคุมต้นทุน ลดกำลังการผลิต รวมทีมขาย ประกอบกับต้นทุนพลังงานที่ลดลง  ทำให้ความสามารถในการทำกำไรดีขึ้นแม้ยอดขายจะลดลง

“คาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะยังคงส่งผลต่อทั้งระบบเศรษฐกิจไปอีกระยะหนึ่ง โดยมีหลายปัจจัยที่ควรเฝ้าระวัง เช่น แนวโน้มตัวเลขผู้ติดเชื้อ ความชัดเจนของการผลิตวัคซีนป้องกัน และสภาพคล่องของระบบเศรษฐกิจ ในส่วนของตลาดกระเบื้องเซรามิกอาจจะได้รับผลกระทบจากภาคอสังหาริมทรัพย์และกำลังซื้อที่ลดลงของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เชื่อว่าหลังจากนี้ไปสถานการณ์ตลาดในประเทศจะค่อย ๆ คลี่คลายลงตามลำดับ ตามที่ภาครัฐมีแนวทางและมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา จะมีส่วนช่วยให้ตลาดมีความต้องการใช้กระเบื้องเซรามิกและวัสดุก่อสร้างดีกว่าในไตรมาสก่อน” นายนำพล

บริษัทได้มีการเตรียมความพร้อมในการวางแผนการผลิตเพื่อบริหารสต๊อกสินค้าให้สอดรับกับความต้องการของตลาดและจับตาดูพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างใกล้ชิดด้วย ทั้งนี้ ยังต้องรอดูทิศทางของโควิด-19 หากไม่มีการระบาดระลอก 2 มั่นใจว่าจะเป็นไปตามแผนงานระยะฟื้นฟูตามที่บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายไว้


Warapong Pankaew21 กรกฎาคม 2020
singapore-2148190_1920-1280x853.jpg

1min397

ไนท์แฟรงค์ เผยผลกระทบจากโควิด-19 ฉุดคอนโดเปิดขายใหม่ในไตรมาส 2 ลดวูบ 73% และมียอดขายต่ำสุดในรอบ 10 ปี คาดตลอดปีมีซัพพลายใหม่ 25,000-30,000 หน่วย

นางสาวริษิณี สาริกบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร ณ ไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ. 2563 มีจำนวนคอนโดเปิดขายใหม่ทั้งสิ้น 4,022 หน่วย ลดลงในอัตรา 73.2% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปีก่อนหน้าที่มีคอนโดเปิดขายใหม่จำนวน 14,988 หน่วย และลดลง 35.6% หากเทียบกับไตรมาสแรกของปีนี้ที่มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่อยู่ที่ 6,246 หน่วย

สำหรับคอนโดเปิดขายใหม่ในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 ส่วนใหญ่เป็นคอนโดเกรดซีมีระดับราคาขายต่ำกว่าตารางเมตรละ 80,000 บาท คิดเป็น 71% รองลงมาเป็นคอนโดเกรดบี ราคาขายอยู่ระหว่างตารางเมตรละ 80,000-100,000 บาท คิดเป็น 29% โดยไม่มีคอนโดเปิดขายใหม่ที่มีราคาขายสูงกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตรเลย และหากพิจารณาในแง่สถานที่ตั้งพบว่าคอนโดที่เปิดขายใหม่ส่วนใหญ่มีตั้งอยู่บริเวณชานเมืองกรุงเทพมหานคร คิดเป็น 75% รองลงมาเป็นคอนโดที่ตั้งอยู่บริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ (City Fringe) คิดเป็น 25% โดยไม่พบคอนโดเปิดขายใหม่ในบริเวณศูนย์กลางธุรกิจ (CBD)

ในส่วนของอุปสงค์ช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2563 เป็นช่วงที่ตลาดคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในกรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมากกว่าไตรมาสที่ 1 จากการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ หรือโควิด-19 ส่งผลให้กำลังซื้อลดลงอย่างชัดเจนในโครงการคอนโดที่เปิดขายใหม่ในไตรมาสที่ 2 มีจำนวนหน่วยขายได้ใหม่มีเพียง 581 หน่วย จากอุปทานที่เปิดขายใหม่จำนวนทั้งสิ้น 4,022 หน่วย ซึ่งเป็นอัตราการขายที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

ขณะที่ราคาเสนอขายของคอนโดในกรุงเทพมหานคร ณ ไตรมาสที่ 2 ได้ปรับตัวลดลงในทุกพื้นที่ จากไตรมาสที่ 1 และปีก่อนหน้า โดยราคาเสนอขายคอนโดในบริเวณศูนย์กลางธุรกิจอยู่ที่ 267,000 บาท ต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ที่มีราคาเสนอขายอยู่ที่ 268,300 บาท ต่อตารางเมตร ส่วนในพื้นที่รอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ (City Fringe) ราคาเสนอขายอยู่ที่ 147,356 บาท ต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลง 1.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้วโดยมีราคาเสนอขายอยู่ที่ 149,600 บาทต่อตารางเมตร

ส่วนราคาเสนอขายของคอนโดมิเนียมในบริเวณชานเมืองกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 80,000 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีราคาเสนอขายอยู่ที่ 81,150 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งราคาซื้อขายจริงอาจต่ำกว่าราคาเสนอขายเฉลี่ยประมาณ 7-10% หรือมากกว่าครึ่งขึ้นอยู่กับแคมเปญ โปรโมชั่น ที่แตกต่างกันไปของแต่ละโครงการ

นางสาวริษิณี ให้ความเห็นว่า ทิศทางตลาดคอนโดยังมีความท้าทายอยู่มาก ถึงแม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะมีแนวโน้มดีขึ้น และผู้ประกอบการได้เริ่มเปิดขายคอนโดโครงการใหม่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา คาดว่าในระยะเวลา 6 เดือนที่เหลืออยู่ของปีนี้ ผู้ประกอบการจะเริ่มกลับมาเปิดขายคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ทำให้ในช่วงครึ่งปีหลังจะมีอุปทานใหม่คอนโดอยู่ที่ประมาณ 15,000-20,000 หน่วย

ส่งผลให้หน่วยเปิดขายใหม่ของคอนโดมิเนียมในปีนี้จะมีจำนวนประมาณ 25,000-30,000 หน่วย โดยเป็นคอนโดมิเนียมที่มีระดับราคาขายต่อหน่วยอยู่ที่ประมาณ 1.5 – 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการมากที่สุด หรือระดับราคาขายต่อตารางเมตรอยู่ระหว่าง 60,000-80,000 บาทต่อตารางเมตร และกลุ่มผู้ซื้อคือ ผู้ที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) และอาจมีนักลงทุนบ้าง


Warapong Pankaew20 กรกฎาคม 2020
.png

1min810

หลายคนอาจจะแปลกใจว่าทำไม วิกฤติที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ถึงทำอะไรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้! ฟังดูแล้วก็อาจจะงงๆ เพราะหลายธุรกิจโดนพิษของไวรัสเล่นงานจนล้มไม่เป็นท่า แต่บริษัทอสังหาฯหลายค่ายกลับมียอดขายดีที่สุดตั้งแต่เปิดบริษัทมา หรือมันเป็นแค่การสร้างภาพลวงตาทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า ทุกอย่างยังโอเค

เรื่องนี้มันมีทั้งข้อเท็จ-จริง ที่ผสมปนเปกันอยู่ ลองมาดูกัน

เริ่มจากคำถามแรก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยรวมได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หรือไม่ คำตอบที่ได้จากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ คือ ได้รับผลกระทบแน่นอน โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่โดนแรงเหวี่ยงจาก new normal ทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนใจจากการอยู่แนวสูง มาอยู่แนวราบแทน ผสมปนเปกับคดีเก่า LTV และ demand จากต่างชาติที่ยังไม่กลับมา จะทำให้คอนโดตกลงไม่ต่ำกว่า 40% แน่ๆ

ส่วนตลาดบ้านแนวราบ แม้จะได้อานิสงส์จากโควิด-19 affect ผนวกกับ real demand ที่ตกค้างมา ทำให้มียอดขายที่เพิ่มขึ้น แต่บวกลบคูณหารแล้วทั้งปีก็จะยังติดลบอยู่กว่า 10% เพราะความต้องการซื้อส่วนหนึ่งซึ่งมีจำนวนไม่น้อย ยังชะลอการตัดสินใจออกไปในเมื่อยังมองไม่เห็นภาวะฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ใครล่ะจะคิดซื้อบ้านในสถานการณ์ที่ยังไม่รู้ว่ารายได้ของตัวเองจะลดหรือจะเพิ่ม

สรุปโดยภาพรวม ธุรกิจอสังหาฯปีนี้ ติดลบไม่ต่ำกว่า 30% แน่นอน แม้ในครึ่งปีหลังหลายคนมองว่า มีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่จะให้ดีแค่ไหนตัวเลขก็ยังวิ่งอยู่ในแดนลบอย่างไม่ต้องสงสัย

แล้วทำไมในไตรมาสที่ 2 หลายบริษัทถึงประกาศชัยปั๊มยอดขายได้ถล่มทลายถึงขนาดต้องปรับเป้ากันยกใหญ่ เรื่องนี้ต้องขยายให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน และไม่ทำให้ตลาดโดยเฉพาะผู้บริโภคเกิดความสับสนจนกลายเป็นเหยื่อเหมือนที่เคยเกิดขึ้นก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540

จากการเช็คและตรวจสอบจากหลายแหล่ง พบว่า ยอดขายในช่วงปลายเดือนเม.ย. มาจนถึงพ.ค.คาบเกี่ยวถึงมิ.ย. บริษัทส่วนใหญ่มียอดขายที่ดีขึ้นจริง ด้วยเหตุผล 2-3 ข้อ

  • ข้อแรก เกิดจาก real demand ตัวจริง ที่อั้นมาจากช่วงก่อนล็อคดาวน์ราวๆเดือนมี.ค.-เม.ย. กลับมาซื้อทันทีหลังคลายล็อคดาวน์ เช่นเดียวกับ investor ที่มีสตางค์และพร้อมเสี่ยง
  • ข้อที่สอง กลุ่มที่ค่อนข้างอินกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และกระแสการตลาด new normal ที่ถูกโหมขึ้นมา ทำให้ต้องการหาที่ปลอดภัยในการอยู่อาศัย คนที่อยู่คอนโดพื้นที่คับแคบจึงหันไปหาซื้อบ้านแนวราบเป็นบ้างหลังที่สอง
  • ข้อที่สาม กลุ่มที่วางแผนซื้อบ้านเอาไว้ แต่ยังไม่ถึงกับต้องรีบตัดสินใจ แต่เมื่อมาเจอสถานการณ์โควิด-19 และเกิดความไม่มั่นใจรายได้ในอนาคต จึงเปลี่ยนแผนรีบซื้อรีบยื่นกู้เอาไว้ก่อน วันดีคืนร้ายรายได้หดก็อดซื้อบ้านกันพอดี

ทั้ง 3 กรณี ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากโปรโมชั่นหนีตายของผู้ประกอบการอสังหาฯ ซึ่งโดนใจซะยิ่งกว่าโปรไฟไหม้ของบริษัททัวร์ เป็นแรงกระตุ้นสำคัญไม่ว่าจะเป็นอยู่ฟรี 2 ปี 3 ปี 5 ปี ลดราคา 20% 30% ไปจนถึง 50-60% แถมรถเบนซ์ รถมินิ เครื่องครัว+เฟอร์นิเจอร์+โฮมเธียเตอร์ ครบชุด พร้อมฟรีทุกค่าใช้จ่าย แถมยังได้เงินทอนไว้เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีกต่างหาก ด้วยเงื่อนไขแบบนี้ใครจะไปทนอยู่ไหว

ส่งผลให้ในเดือนพ.ค.หลังคลายล็อคดาวน์ ยอดขายของหลายบริษัทพุ่งพรวด 30-40% กลายเป็น new high ที่ต้องบันทึกเอาไว้ ถามว่าจากสถานการณ์นี้จะยืนยาวแค่ไหนก็ต้องบอกคำเดียวว่า มันจบแล้วครับนาย demand ที่เข้าตลาดแบบฉับพลันในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.นั้นมันเริ่มเบาบางลงกลับสู่ภาวะปกติแบบเก่าในเดือนมิ.ย.-ก.ค.และคาดว่าจะแผ่วเบาลากไปแบบยาวๆ จนถึงปีหน้าเป็นอย่างน้อย

แม้ real demand กับ investor เงินเย็นจะยังคงมีอยู่ แต่ก็เป็นแค่ปลาในบ่อน้ำเล็กๆ ให้เหล่าชาวประมงทั้งน้อยใหญ่ต้องแย่งชิ่งกันจับปลา ล่อด้วยเหยื่อโปรโมชั่น โปรโมชั่น และโปรโมชั่น แม้แต่อีเวนต์ใหญ่ประจำปีอย่างมหกรรมบ้านและคอนโดของ 3 สมาคมอสังหาฯยังจำต้องล่าถอยยกเลิกการจัดการไปตั้งหลักกันใหม่ในปีหน้า

ส่วน new demand ก็คงต้องรอฟ้าประทานสถานเดียว นั่นก็คือ แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐ ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่วันนี้บอกได้เลยว่า อยู่ในภาวะสุญญากาศ เพราะขาดทีมเศรษฐกิจมาช่วงผลักดัน จนกว่าจะได้ครม.ใหม่ รัฐมนตรีใหม่ และทีมเศรษฐกิจใหม่ จึงค่อยนับหนึ่งกันอีกรอบ ก็น่าจะผ่านไตรมาสที่ 3 ไปแล้วโน้น

เหตุการณ์ที่ผ่านมาและในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น เชื่อว่าผู้ประกอบการคงจะจับสัญญาณกันได้ถูกกับภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาฯที่อยู่ในขั้นรอการฟื้นตัว ส่วนใหญ่ก็ชะลอโครงการใหม่ที่เสี่ยงๆ เอาไว้ก่อน ช่วงนี้ก็ขายของเก่าประทังชีวิตไปพลางๆ ส่วนใครจะ performance ดีแค่ไหน ข้อเท็จจริงจะปรากฏตอนประกาศผลประกอบการรายไตรมาส ซึ่งว่ากันว่า ในไตรมาสที่ 2 สอบตกกันระนาวกราวรูด โดยเฉพาะบรรทัดสุดท้ายที่ว่าด้วยกำไรสุทธิ

ส่วนคนที่วางแผนจะซื้อบ้าน แม้ว่าหลายฝ่ายจะบอกว่า ช่วงนี้เป็นนาทีทองของผู้บริโภคก็คงไม่เถียง ทั้งดอกเบี้ยที่ลดต่ำเป็นประวัติการณ์ และราคาที่ลดลงจากโปรโมชั่น แถมยังมีมาตรการรัฐช่วยช่วยแบ่งเบาภาระลงไปได้มาก แต่สิ่งสำคัญที่สุด ต้องตั้งคำถามกับตัวเองให้ได้ก่อนว่า มีความพร้อมขนาดไหน สำหรับการสร้างหนี้ก้อนใหญ่ที่ผูกพันในระยะยาว และอย่าได้คิดหวังว่าจะไปตายเอาดาบหน้า เพราะที่ได้เคยเห็นมา ตายก่อนถึงดาบหน้าก็มีอยู่เยอะ และเมื่อถึงดาบหน้าจริงก็ได้ตายสมใจก็มีมาก จะมีคนที่รอดสักกี่รายภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

ดังนั้นจึงต้องมั่นใจก่อนว่า รายได้ที่มีอยู่จะไม่ลดลง และเลือกซื้อบ้านในราคาที่สามารถผ่อนได้แบบพอดีๆ ดังคำที่ว่า นกน้อยทำรังแต่พอตัว หรือถ้าจะให้ดีช่วงนี้ก็ออมเงินฝึกฝนวิทยายุทธเอาไว้ก่อน พร้อมและมั่นใจในสถานะทางการเงินของเราเมื่อไหร่แล้วค่อยซื้อก็ยังไม่สาย อย่าให้โปรโมชั่นลด แจก แถม มาครอบงำจิตใจ เพราะจริงๆ แล้วของที่นำมาโปรโมชั่น ก็ใช่ว่าจะเหมาะกับ real demand อย่างเราเสมอไป อย่างเช่น อาจจะมีแต่ห้องขนาดเล็ก หรืออยู่ในมุมที่ไม่เจริญหูเจริญตาเจริญใจ เขาถึงเอามาลดๆ ขายๆ ให้มันหมดไป สู้อดใจไว้รอของที่ใช่สำหรับเราจะดีกว่า

บางทีภาพลวงตา ก็อาจจะทำให้เราไขว้เขวหลงระเริงไปกับมันจนลืมไปว่า ช่วงนี้แค่รักษาตัวให้รอดปลอดภัยก็ถือว่าดีที่สุดแล้วครับ


Warapong Pankaew18 กรกฎาคม 2020
3.-THE-PALAZZO-Pinklao-1280x711.jpg

1min278

เอพี ไทยแลนด์ บิ๊กเนมในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกรายที่อาศัยแรงเหวี่ยงจากตลาดในช่วงคลายล็อคดาวน์ ประกาศความพร้อมในการมูฟออนในช่วงครึ่งปีหลัง ด้วยการเดินหน้าเปิดโครงการใหม่แบบปูพรม 26 โครงการ มูลค่า 26,000 ล้านบาทโดยมี 5 โครงการใหม่เป็นหัวหอกในการรุกตลาดภูมิภาคอีกครั้งภายใต้แบรนด์ ‘อภิทาวน์’

“ในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 กลายเป็นไตรมาสที่บริษัททำรายได้ได้ดีที่สุดนับตั้งแต่ตั้งบริษัทมา โดยเฉพาะยอดขายบ้านแนวราบที่ขายได้ดี ส่วนคอนโดมิเนียมก็ยังขายได้ และคิดว่าในครึ่งปีหลังจะยังมีแรงที่ส่งต่อมาจากไตรมาสที่ 2 ทำให้ตลาดยังขับเคลื่อนต่อไปได้ ” นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ กล่าว

สำหรับปัจจัยที่ทำให้หลายๆ บริษัทมียอดขายที่ดีในช่วงไตรมาส 2 แม้ว่าจะอยู่ในช่วงของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และการใช้มาตรการล็อคดาวน์ นายวิทการ ตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะเป็นเรื่องของอุปทานหมู่ทั้งในฝั่งของผู้ประกอบการที่ต่างคนต่างออกโปรโมชั่นมาเพื่อระบายสต๊อกที่มีอยู่ ขณะเดียวกันในฝั่งของผู้บริโภคต่างก็คิดว่า เป็นช่วงเวลาที่จะได้ของที่คุ้มค่า ผนวกกับ demand ที่อั้นมาจากช่วงล็อกดาวน์ทำให้ในไตรมาสที่ 2 เป็นไตรมาสที่ขายดีที่สุดของหลายบริษัท

แม้ว่าจะเริ่มมีความหวั่นวิตกว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบที่ 2 ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และเกิดความไม่แน่นอนขึ้น แต่เชื่อว่า เมื่อเราเคยผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มาแล้ว ก็สามารถจะจัดการกับปัญหาไปได้

“วิกฤตการณ์จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เปรียบเหมือนเป็นซูเปอร์โนวาที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก สร้างผลกระทบที่ใหญ่และรุนแรงกว่าวิกฤตครั้งไหนในอดีต และยังคงอยู่กับสภาวะความผันผวน ยังไม่รู้ว่าอีก 6 เดือนข้างหน้าจะมีเซอร์ไพรส์อะไรอีก Challenge ที่น่าสนใจคือ คำว่า New Normal ที่เราพูดถึงกันยังเกิดขึ้นอย่างไม่สมบูรณ์แบบ  และเมื่อวิกฤติยังไม่ถึงตอนจบ ดังนั้นนอกจากความพร้อมของคนในองค์กร การบริหารกระแสเงินสดแล้ว แผนธุรกิจที่ยืดหยุ่นคือหนทางที่จะผ่านวิกฤตในครั้งนี้” ” นายวิทการกล่าว

ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาบริษัทดำเนินงานด้วยความระมัดระวังควบคู่ไปกับการปรับแผนงานให้สอดรับกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา พร้อมกับปรับโปรดักส์ และการขาย เพื่อตอบสนองกับความต้องการของลูกค้า รวมทั้งการจัดโปรโมชั่นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในครึ่งปีแรกสามารถสร้างยอดขายได้ทั้งสิ้น 15,085 ล้านบาท พร้อมกับการเปิดตัวโครงการแนวราบ 14 โครงการ มูลค่า 15,500 ล้านบาท

สำหรับในครึ่งหลังของปี 2563 บริษัทยังคงดำเนินงานตามแผนเดิมที่วางไว้ โดยจะยังไม่มีการปรับลดเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ตั้งแต่ต้นปี พร้อมกับการเดินหน้าขยายโครงการให้ครอบคลุมความต้องการของคนไทยที่มากขึ้น ล่าสุดบริษัทเตรียมจะเปิดตัวโครงการแนวราบใน 5 จังหวัด ด้วยแบรนด์ใหม่ ‘อภิทาวน์’ มูลค่ารวม 4,700 ล้านบาท ได้แก่ นครศรีธรรมราช ระยอง อยุธยา ขอนแก่น และเชียงราย เป็นโครงการแบบมิกซ์ โปรดักส์ (Mix Products) ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ราคา 1.5-9 ล้านบาท

อภิทาวน์ โครงการแรกที่ นครศรีธรรมราช

“แบรนด์อภิทาวน์ จะเป็นชื่อแบรนด์สินค้าในกลุ่มต่างจังหวัดที่เพิ่มเข้ามาในพอร์ตเอพี ด้วยการผสาน 2 จุดแข็งหลัก ได้แก่ 1. เรื่องของสเปซดีไซน์ (Leading in SPACE Design) ในแต่ละโครงการจะออกแบบให้สอดรับกับความต้องการและพฤติกรรมของคนในแต่ละจังหวัดตามคอนเซ็ปต์ Dynamic Personalized Model และ 2. Tech-Life Management การนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ในการอยู่อาศัย ด้วยการติดตั้งนวัตกรรมคัดสรรภายในโครงการ โดยจะเปิดตัวโครงการแรกที่ อภิทาวน์ นครศรีธรรมราช วันที่ 26-27 กันยายน และโครงการอื่นๆ ในช่วงเดือนตุลาคม” นายวิทการ กล่าวเสริม

ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในกรุงเทพฯอีกจำนวน 21 โครงการ แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 8 โครงการ มูลค่า 7,970 ล้านบาท และทาวน์โฮม 13 โครงการ มูลค่า 13,330 ล้านบาท รวมครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 26 โครงการ มูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท ส่วนคอนโดมิเนียมยังขยับแผนการลงทุนออกไป แต่ก็มีความพร้อมเปิดตัวทันทีหากสถานการณ์ในไตรมาส 4 มีทิศทางที่ดีขึ้นหรือมีแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ

3. THE PALAZZO Pinklao
4. THE CITY Rama2 - Bhudda Bucha
7. BAAN KLANG MUANG The Edition Sathorn – Suksawat
9. PLENO Rangsit

ปัจจุบันบริษัทมีคอนโดที่อยู่ระหว่างการขายจำนวน 18 โครงการ มูลค่าคงเหลือขาย 21,000 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแม้จะส่งผลให้ผู้ซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อลงทุนระยะสั้นชะลอการตัดสินใจลงทุน แต่ลูกค้ากลุ่มที่ซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวก็ยังคงเห็นถึงความคุ้มค่าของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ มากกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น

“ที่ผ่านมาโครงการภายใต้แบรนด์ AP มีพื้นฐานที่แข็งแรงอยู่แล้ว สะท้อนได้จากการเข้าเยี่ยมชมโครงการและยอดขายที่มีสัญญาณเป็นบวก โครงการแนวราบก็มีสัดส่วนการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนยอดการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ LIFE ลาดพร้าวที่เริ่มทยอยโอนในเดือนมีนาคม จึงเชื่อว่าภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีหลังจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นเรื่อยๆ และเข้าสู่ภาวะสมดุลในเร็ววัน” นายวิทการกล่าว

สรุปแผนและเป้าหมายการดำเนินงานของ เอพี ไทยแลนด์ ในปี 2563
  • เปิดตัวโครงการใหม่มูลค่ารวม 41,500 ล้านบาท จำนวน 40 โครงการ
  • แบ่งเป็นสินค้าบ้านเดี่ยวจำนวน 18 โครงการ มูลค่ารวม 20,470 ล้านบาท
  • ทาวน์โฮม 17 โครงการ มูลค่า 16,330 ล้านบาท
  • โครงการในต่างจังหวัด 5 โครงการ มูลค่า 4,700 ล้านบาท
  • คอนโดมิเนียมอยู่ระหว่างการขายจำนวน 18 โครงการ มูลค่าคงเหลือขาย 21,000 ล้านบาท
  • ตั้งเป้ายอดขายที่ 33,500 ล้านบาท
  • ตั้งเป้ารายได้รวม 100% โครงการร่วมทุน 40,550 ล้านบาท
  • ครึ่งปีแรกเปิดตัวไปแล้วในจำนวน 14 โครงการ มูลค่าประมาณ 15,500 ล้านบาท
  • ยอดขายครึ่งปีแรกเท่ากับ 15,085 ล้านบาท
  • คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จเตรียมส่งมอบจำนวน 4 โครงการ
  • สินค้ารอรับรู้รายได้รวมโครงการร่วมทุน (Backlog) มูลค่า 56,149 ล้านบาท
  • เป็นโครงการแนวราบมูลค่าราว 13,234 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้ทั้งหมดภายในปีนี้
  • คอนโดมิเนียม มูลค่า 42,915 ล้านบาท รับรู้ในปีนี้ 15,602 ล้านบาท และที่เหลือจะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2566

Warapong Pankaew17 กรกฎาคม 2020
-1280x959.jpg

1min86

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เผย 6 ทำเลฮอตที่อยู่อาศัยแนวราบ ตอบโจทย์ New Normal

นางสาวสุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยหลังการระบาดโควิด-19 เราพบว่ากลุ่มลูกค้าที่เริ่มต้นในการสร้างครอบครัวให้ความสนใจในการเลือกซื้อบ้านแนวราบมากขึ้น ตลอดจนให้ความสำคัญเรื่องฟังก์ชั่นและการดีไซน์ที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และสุขอนามัย ตอบโจทย์การอยู่อาศัยวิถีใหม่ (New Normal)

โดยฝ่ายวิจัยและพัฒนาของพลัสได้ทำการสำรวจทำเลที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและบริเวณโดยรอบ พบทำเลที่มีศักยภาพเหมาะสำหรับเป็นแหล่งอยู่อาศัยแห่งใหม่ เอื้อต่อการเดินทางเชื่อมต่อสู่ใจกลางเมือง มีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งใกล้รถไฟฟ้า ทางด่วน และห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งมี 6 ทำเลที่น่าสนใจ ดังนี้

1. บางนา (บางเสาธง – บางพลี – บางบ่อ) ถือเป็นทำเลทองแห่งที่อยู่อาศัยในอนาคต มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้ง โรงเรียนนานาชาติ mixed-used ขนาดใหญ่อย่าง Mega City Bangna และ Bangkok Mall สามารถเดินทางสู่ใจกลางเมืองด้วยการคมนาคมหลากหลายช่องทาง ทั้งทางยกระดับบูรพาวิถีเชื่อมต่อทางด่วนเฉลิมมหานคร และมอเตอร์เวย์ รวมทั้งยังมีรถไฟฟ้า MRT สายสีเหลือง ตัดผ่านเส้นบางนาตราดที่จะเปิดใช้ปลายปี 2021 และในอนาคตยังมีรถไฟฟ้ารางเบา สายบางนา-สุวรรณภูมิ ที่เชื่อมต่อ BTS สายสีเขียวอ่อน มีโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ทำเลนี้ได้รับความนิยมมีโครงการเปิดใหม่อย่างคึกคักโดยเฉพาะโครงการบ้านเดี่ยวในช่วงราคา 3-5 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาที่ดินย่านบางเสาธงและบางบ่อมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 6.73% ราคาที่ดินในช่วงปี 2559 – 2562 โดยมีราคาที่ดินเฉลี่ยที่ 50,000 บาทต่อตารางวา

2. พระราม 2 (บางขุนเทียน – สมุทรสาคร) ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาการคมนาคมทั้งทางยกระดับบางขุนเทียน-ปากท่อ และรถไฟฟ้าสายสีม่วง เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ซึ่งการมาของรถไฟฟ้าจะทำให้เกิดการเชื่อมต่อของการเดินทางฝั่งพระนคร ฝั่งธนบุรี และสมุทรปราการเข้าด้วยกัน ทำให้กลายเป็นอีกทำเลที่มีโครงการใหม่ๆเกิดขึ้นมาก อีกทั้งอยู่ในระดับราคาที่จับต้องได้ง่ายที่ 3-5 ล้านบาท สำหรับราคาที่ดินของทำเลพระราม 2 เติบโตต่อเนื่องในช่วงปี 2559 – 2562 โดยมีราคาเฉลี่ยที่ดิน 44,000 บาทต่อตารางวา เติบโตเฉลี่ยที่ปีละ 9.77% ซึ่งนับว่าสูงกว่าหลายพื้นที่

3. รังสิต -ลำลูกกา เป็นอีกหนึ่งทำเลทองที่อยู่อาศัยศักยภาพ อยู่ในเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อนส่วนต่อขยายที่จะให้บริการถึงสถานีคูคตในปี พ.ศ. 2564 และสายสีแดงเข้ม บางซื่อ-รังสิต ที่มีส่วนต่อขยายไปถึงธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อานิสงส์จากรถไฟฟ้า 2 สายนี้ทำให้ทำเลนี้ได้รับความสนใจจากคนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยอย่างมาก ซึ่งยังมี supply ราคา 3-5 ล้านบาทเหลืออยู่เยอะ ถือว่าเป็นราคาที่น่าสนใจใจมากใน location ที่จะมีรถไฟฟ้าสายหลักอย่างสายสีเขียวอ่อนผ่านเข้ามาในอนาคต โดยปัจจุบันพบว่าราคาที่ดินจะขยับตัวสูงขึ้นมากกว่า 10% นอกจากนี้ พบว่าบริเวณใกล้เคียงกับสถานีคูคต ราคาที่ดินมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.45% ซึ่งสูงกว่าราคาที่ดินเฉลี่ยของตลาดโดยรวม โดยราคาที่ดินเฉลี่ยอยู่ที่ 71,000 บาทต่อตารางวา ส่วนโซนรังสิตก็ถือเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีบ้านเดี่ยวในระดับราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท และมากกว่าครึ่งหนึ่งของยูนิตทั้งหมดมีราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ขายดีที่สุด โดยขายได้ถึง 75%

4. บางใหญ่ เป็นอีกหนึ่งทำเลทองที่มีความโดดเด่น เพราะมีเส้นทางหลักเข้าตัวเมืองหลากหลาย ทั้ง ถนนกาญจนาภิเษก ถนนรัตนาธิเบศร์ ถนนบางบัวทอง-สุพรรณบุรี ถนนชัยพฤกษ์ ถนนบางกรวย-ไทรน้อย และยังมีรถไฟฟ้าสายสีม่วง มีโครงการสร้างมอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามราคาที่ดินทำเลนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 53,250 บาทต่อตารางวา โดยเติบโตปีละ 7-10% แต่ที่ดินทำเลบางใหญ่ก็มีความต้องการสูงต่อเนื่อง ส่วนบ้านเดี่ยวที่ขายดีจะอยู่ในช่วงราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งมียอดขายสูงถึง 75% และส่วนใหญ่แล้วบ้านในแถบนี้จะมีราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท โดยบ้านเดี่ยวราคา 5-7 ล้านบาท จะปิดการขายได้เร็วมาก คิดเฉลี่ยขายได้เดือนละประมาณ 4-5 ยูนิต

5. แจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด เป็นทำเลที่รองรับการอยู่อาศัยของคนเมือง เป็นพื้นที่ขยายออกมาจากกรุงเทพฯ มีการคมนาคมที่สะดวก ทั้งทางด่วนศรีรัช และในอนาคตอันใกล้จะมีรถไฟฟ้าสายสีชมพูเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อนที่สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ ที่มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2564 มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยครบครัน ทั้งศูนย์ประชุม-แสดงสินค้า ศูนย์กีฬา โรงพยาบาล โรงเรียน สวนสาธารณะ และศูนย์ราชการ ด้วยเหตุนี้ทำให้ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10% โดยมีราคาเฉลี่ย 75,800 บาทต่อตารางวา ในช่วงปี 2559-2562 ในย่านนี้บ้านเดี่ยวราคา 5-7 ล้านบาท ได้รับการตอบรับสูง สามารถปิดการขายได้มากถึง 51% ตามมาด้วยบ้านราคา 7-10 ล้านบาท ที่ขายได้เฉลี่ยเดือนละ 2-3 ยูนิต

6. พัฒนาการ-ประเวศ เป็นอีกทำเลที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจเพราะเป็นทำเลที่มีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ทั้งสวนหลวง ร.9 และศูนย์กีฬาบึงหนองบอน อีกทั้งเดินทางเข้าศูนย์กลางธุรกิจและเชื่อมไปยังสนามบินสุวรรณภูมิได้ง่ายด้วยถนนหลายสายและรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ จึงทำให้เป็นทำเลที่ได้รับความนิยมมีทั้งโครงการทั้งคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม และบ้านเดี่ยว นอกจากนี้ยังมีรถไฟฟ้าสายสีเหลืองที่กำลังจะเปิดให้บริการในปี 2564 ซึ่งรถไฟฟ้าสายสีเหลืองมีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน สีน้ำเงิน และสีส้ม ยิ่งทำให้ย่านนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง ส่วนราคาที่ดินเฉลี่ย 70,667 บาทต่อตารางวา เติบโตเฉลี่ยปีละ 5.54% โครงการที่ได้รับความนิยมอยู่ในระดับราคา 5-7 ล้านบาท รองลงมาคือราคา 10-20 ล้านบาท

“ที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบนี้ เป็นตลาดที่รองรับกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) โดยที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดกลุ่มนี้ปกติจะมีการซื้อขายเพื่อเก็งกำไรน้อยมาก จึงไม่ใช่กลุ่มหลักที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์วิกฤตต่างๆ อีกทั้งในปีนี้เป็นปีที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ออกแคมเปญสนับสนุนการขายและสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ซื้อมากกว่าปกติ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ จึงน่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้กลุ่ม Real Demand ตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงนี้ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องมีการวางแผนพิจารณาการพัฒนาโครงการให้ดี เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างเหมาะสม ให้ซัพพลายและดีมานด์มีความสมดุลกัน” นางสาวสุวรรณี กล่าว


Warapong Pankaew16 กรกฎาคม 2020
.-1280x853.jpg

1min296

ธอส. ปล่อยสินเชื่อใหม่ครึ่งปีแรก 100,981 ล้าน ขยายตัว 13% ขณะที่บ้านแนวราบขยายตัวเพิ่มขึ้น สวนทางคอนโดที่ลดลง ชี้ อัตราดอกเบี้ยต่ำ โปรโมชั่น และมาตรการกระตุ้นภาครัฐ ช่วยขับเคลื่อนตลาดที่อยู่อาศัย ภายใต้วิกฤติโควิด-19

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินการในครึ่งปีแรก ธอส.สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 100,981 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.99% และคิดเป็น 50% ของเป้าหมายปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 2563 ที่ตั้งไว้จำนวน 210,000 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 4,831 ล้านบาท และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 56,827 ล้านบาท คิดเป็น 4.52% ของยอดสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 0.43% จากสิ้นปี 2562 ที่มี NPL อยู่ที่ 4.09%

สำหรับปล่อยสินเชื่อใหม่ในครึ่งปีแรก เป็นสินเชื่อวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางจำนวน 40,504 ราย นอกจากนี้ ยังเป็นที่สังเกตว่า สินเชื่อที่อยู่อาศัยแนวราบปรับตัวดีขึ้นมาก ขณะที่คอนโดมิเนียมลดลง ซึ่งเป็นไปตามกระแส new normal จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการบ้านที่มีพื้นที่มากขึ้นในการ work from home ในช่วงของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

“สาเหตุสำคัญที่ทำให้สินเชื่อปล่อยใหม่ยังคงขยายตัวได้ดี คือ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และการจัดทำโปรโมชั่นกระตุ้นการขายของโครงการที่อยู่อาศัย ถือเป็นโอกาสที่ดีในการมีที่อยู่อาศัยของลูกค้าประชาชนที่ไม่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 รวมถึงมาตรการสนับสนุนของภาครัฐผ่านโครงการต่างๆ อาทิ

  • มาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของ ธอส. กรอบวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก มียอดอนุมัติสินเชื่อ 27,870 ราย เต็มกรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท
  • โครงการบ้านดีมีดาวน์ ซึ่งรัฐลดภาระในการซื้อที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชน โดยสนับสนุนเงินดาวน์จำนวน 50,000 บาทต่อราย ซี่งมีประชาชนที่ได้รับเงินโอนเรียบร้อยแล้ว 19,549 ราย
  • โครงการบ้านล้านหลัง ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขกรณีลูกค้ารายย่อย โดยเพิ่มราคาซื้อขายและวงเงินกู้เป็นไม่เกิน 1.2 ล้านบาท จากเดิม 1 ล้านบาท ล่าสุดมีลูกค้าที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว 29,931 ราย วงเงินสินเชื่อ 21,362 ล้านบาท ภายใต้กรอบวงเงินโครงการ 50,000 ล้านบาท ภายในปี 2564” นายฉัตรชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังเผชิญกับปัญหาจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ต่อเนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรก กระทรวงการคลังจึงได้เปิดให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจปรับเป้าหมายผลการดำเนินงานในปี 2563 อีกครั้ง ซึ่งคณะกรรมการธนาคารได้มีมติเห็นชอบให้ปรับเป้าหมายสินเชื่อปล่อยใหม่จาก 210,000 ล้านบาท ลดลงเหลือ 170,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ของ COVID-19 เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องธนาคารจะสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อช่วยให้ประชาชนให้ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้ไม่น้อยกว่า 170,000 ล้านบาท หรือใกล้เคียงกับเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ที่ 210,000 ล้านบาท

 

ขณะที่กำไรสุทธิลดลงจาก 13,177 ล้านบาท เหลือ 8,227 ล้านบาท สอดคล้องกับการตั้งสำรองที่สูงขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPLs หลังจากสิ้นสุดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ของธนาคารในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 วงเงิน 2,500 ล้านบาท

โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่พักชำระเงินต้นและพักชำระดอกเบี้ย ซึ่งในเดือนสิงหาคมหรือก่อนสิ้นสุดระยะเวลาของมาตรการจำนวน 30 วัน เจ้าหน้าที่ธนาคารจะทยอยติดต่อลูกค้าเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการประเมินความสามารถในการ  ชำระหนี้ในอนาคต และหาแนวทางช่วยเหลือให้ลูกค้ากลับมามีสถานะบัญชีปกติให้มากที่สุดต่อไป

นายฉัตรชัยกล่าวต่ออีกว่า สำหรับแผนที่จะทำในครึ่งปีหลัง ภารกิจหลักจะยังคงอยู่ที่การดูแล ช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ตามมาตรการต่างๆ ทั้ง 8 มาตรการ จำนวน 490,725 บัญชี วงเงินสินเชื่อ 488,024 ล้านบาท โดยจะมีการรีเช็ค เพื่อประเมินสถานการณ์ของลูกค้าว่าจะกลับมาสู่ภาวะปกติได้หรือไม่ และถ้ายังไม่สามารถกลับมาได้ จะมีมาตรการช่วยเหลือต่อเนื่องอย่างไร

ขณะเดียวกัน จะขยายการให้บริการผ่าน ดิจิทัล เซอร์วิส ให้มากขึ้น หลังจากพบว่า ลูกค้าธนาคารมีความต้องการและเกิดความคุ้นเคยที่จะใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น จึงได้จัดทำแผน GHB New Normal Services ด้วยการนำบริการทางการเงินและสินเชื่อไปให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลเพิ่มเติมผ่าน Application  GHB ALL และเว็บไซต์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ www.ghbank.co.th

ในส่วนการให้บริการเงินฝากจะนำเข้าสู่บริการผ่าน Application  GHB ALL ทั้งหมดภายในเดือนกันยายนนี้  ขณะที่การให้บริการสินเชื่อ จะให้บริการผ่าน Application  GHB ALL ในขั้นตอนของการยื่นคำขอกู้ ส่วนขึ้นตอนของการยื่นเอกสารและเซ็นสัญญายังต้องมาทำที่ธนาคาร ขณะที่ขั้นตอนการอนุมัติ การชำระหนี้ และการขอกู้เพิ่ม สามารถทำผ่าน Application  GHB ALL ได้เช่นกัน รวมถึงการประมูลทรัพย์ NPA Online ซึ่งจะเปิดประมูลผ่านออนไลน์ครั้งแรกในวันที่ 17 เดือนกรกฎาคมนี้ เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ธนาคารมีจำนวนลูกค้าที่สมัครใช้บริการ Application : GHB ALL และยังใช้งานอยู่จำนวน 656,783 บัญชี เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 ที่มีจำนวนลูกค้าใช้งานอยู่ 242,180 บัญชี และปัจจุบันลูกค้ามีการทำธุรกรรมการโอนเงินและชำระหนี้เงินกู้ผ่าน GHB ALL จำนวน 509,123 รายการ เพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นปี 2562 ที่มีการทำธุรกรรมจำนวน 375,981 รายการ หรือเพิ่มขึ้น 35.4%

 

 

 

 

 


Warapong Pankaew15 กรกฎาคม 2020
shutterstock_647161480-scaled-e1585734048107-1280x611.jpg

2min615

ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย ประเมินมูลค่าการโอนที่อยู่อาศัยในกทม.-ปริมณฑลในปีนี้มีแนวโน้มหดตัว 27% เหลือ 4.2 แสนล้านบาท จากพิษโควิด-19 คาดมียูนิตเปิดใหม่เพียง 72,000 ยูนิต ลดลงเกือบ 40% และต้องใช้เวลา 4-5 ปี ที่ตลาดจะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในปีนี้ ถูกบั่นทอนอย่างมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยผู้บริโภคไทยได้รับผลกระทบจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะหดตัวอย่างรุนแรง (Deep Recession) ถึง 8.8% ส่วนผู้บริโภคต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนได้รับผลกระทบจากมาตรการ Lockdown ทำให้ไม่สามารถซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในไทยได้ ส่งผลให้ยอดจองเปิดใหม่ (Pre-sale) ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องจาก 20% ในไตรมาสที่ 4/2562 มาอยู่ที่ 15% ในไตรมาสที่ 1/2563 และมีโอกาสลดต่ำลงเหลือ 12% ในไตรมาสที่ 2/2563

ประเมินว่าตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปีนี้ มูลค่าลดลง 27% จาก 5.7 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา เหลือ 4.2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์บ้านจัดสรร 2.4 แสนล้านบาท ติดลบ 24% คอนโดมิเนียม 1.8 แสนล้านบาท ติดลบ 30% ส่งผลให้สต็อกเหลือขายในภาพรวม มีโอกาสขยายตัว 5% ขึ้นไปแตะ 185,000 ยูนิต แม้ผู้พัฒนาอสังหาฯ จะปรับลดการเปิดโครงการใหม่ลงเกือบ 40% จากปีที่ผ่านมาก็ตาม

“โควิด-19 ทำให้ความตั้งใจซื้อที่อยู่อาศัยหายไปราว 1 ใน 3 โดย 80% ของผู้บริโภคเลื่อนการซื้อออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากต้องให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิต และการลงทุนในอสังหาฯขณะนี้ให้ผลตอบแทนไม่ดีนัก ซึ่งทางออกของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ฯที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด คือการเลื่อนการก่อสร้างออกไป รอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และคาดว่าตลาดที่อยู่อาศัยต้องใช้เวลาอีก 4-5 ปี ถึงจะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19” ดร.พชรพจน์ กล่าว

ด้านนายกณิศ อ่ำสกุล นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยลดลงแล้ว ยังพบ 3 พฤติกรรมหลักๆ ของผู้บริโภคบางกลุ่มอาจเปลี่ยนไปอย่างถาวร (New Normal) ได้แก่

  • ผู้บริโภคเปลี่ยนช่องทางการซื้อที่อยู่อาศัยผ่านทางออนไลน์ โดยในช่วงเกิดโควิด-19 มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของผู้พัฒนาอสังหาฯ ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 40% ทำให้กลายเป็นช่องทางหลักของผู้พัฒนา
  • ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับขนาดของที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยยอมอยู่ไกลกว่าเดิม เพื่อรองรับกิจวัตรประจำวันที่ต้องใช้เวลาในที่อยู่อาศัยนานขึ้น เช่น การ Work From Home
  • ผู้บริโภคหวงแหนความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ต้องการใช้พื้นที่ส่วนกลางแบบมีพื้นที่ส่วนตัว เพื่อตอบโจทย์ด้านสุขภาพและความปลอดภัย

“ผู้พัฒนาอสังหาฯ ควรพิจารณาแนวทางต่าง ๆ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อาทิ การนำเทคโนโลยี Virtual Visits มาสนับสนุนการซื้ออสังหาฯ ผ่านทางออนไลน์ โดยสามารถชมโครงการได้อย่างเสมือนจริง ปรับแผนมาพัฒนาบ้านแนวราบมากขึ้น เช่น บ้านแฝด และทาวน์เฮ้าส์ ที่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าคอนโดมิเนียม ออกแบบคอนโดมิเนียมในบางทำเล ให้มีห้อง One Bed Plus แทน Studio มากขึ้น ตลอดจนการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางใหม่ให้สามารถนั่งแยกกัน และติดตั้งอุปกรณ์ Touchless เพื่อลดโอกาสที่ผู้บริโภคจะสัมผัสกันให้น้อยที่สุด” นายกณิศ กล่าวปิดท้าย


Warapong Pankaew15 กรกฎาคม 2020
011.Malton31-SK31_Exterior-1280x1024.jpg

1min272

เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ปั้นแบรนด์ “Malton Private Residences” รุกตลาดบ้านหรูกลางเมือง ประเดิม 2 โครงการแรก Malton Private Residences สุขุมวิท 31 และ อารีย์ ราคาเริ่มต้น 62 ล้านบาท มั่นใจตลาดที่อยู่อาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ยังมีความต้องการสูง หลังที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการใหม่หายากขึ้น

นางสาวเพชรลดา พูลวรลักษณ์ กรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า ตลาดระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ ถือเป็นตลาดที่ยังมีความต้องการสูง และเป็นตลาดที่ยังสามารถขับเคลื่อนไปได้ในทุกสภาวะเศรษฐกิจ เพราะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับตลาดเซ็กเมนต์อื่นๆ ขณะเดียวกัน ยังเป็นตลาดที่ไม่ค่อยมีซัพพลายใหม่ เนื่องจากที่ดินในการพัฒนาโครงการใหม่ค่อนข้างหายาก โดยเฉพาะบ้านจัดสรรที่มีซัพพลายใหม่ค่อนข้างน้อย แต่คุ้มค่ากว่าเพนท์เฮาส์ด้วยพื้นที่ใช้สอยและความเป็นส่วนตัวที่มากกว่า ล่าสุด บริษัทได้พัฒนา “Malton Private Residences” แบรนด์บ้านระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ขึ้น พร้อมปั้นให้เป็นแบรนด์แฟล็กชิพของเครือเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์

“แนวคิดของการพัฒนาที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ Malton Private Residences คือ การตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับลักชัวรี่และซูเปอร์ลักชัวรี่ แบรนด์ Malton Private Residences จึงถูกพัฒนาภายใต้ 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1.Prime คือ การเลือกสรรทำเลที่ดีที่สุด ที่เรียกได้ว่าเป็น Rare item มาใช้ในการพัฒนาโครงการ 2.Pride คือความภาคภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ ซึ่งส่งผ่านรูปแบบการดีไซน์ที่ทรงคุณค่าเหนือการเวลา (Timeless Design) และวัสดุระดับท็อปที่ถูกเลือกสรรมาด้วยความตั้งใจ 3.Privacy ความเป็นส่วนตัว ซึ่งถึงแม้โครงการจะอยู่ใจกลางเมือง แต่ทำเลก็ต้องตอบโจทย์เรื่องความสงบ รวมถึงมีจำนวนยูนิตไม่มากนักเพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุดของผู้อยู่อาศัย เราใส่ใจและมุ่งมั่นนำทุกองค์ประกอบดังกล่าวมาผสมผสานกันอย่างกลมกล่อม เพื่อสรรสร้างทุกความสุขของการอยู่อาศัยให้กับลูกค้าของเรา” น.ส.เพชรลดา กล่าว

สำหรับการพัฒนา 2 โครงการแรก มูลค่าโครงการรวมกว่า 1,150 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการ Malton Private Residences Sukhumvit 31 ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1-1-98.8 ไร่ ในทำเลใจกลางสุขุมวิทที่มีความเป็นส่วนตัวอย่างซอยสวัสดี ประกอบด้วยบ้านระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ 4 ชั้น จำนวนเพียง 7 ยูนิต ขนาดพื้นที่ดิน 52.4-72.3 ตร.ว. ขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 451-555 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 68 ล้านบาท ส่วนราคาพร้อมตกแต่งทั้งหลังสูงสุดอยู่ที่ 99.9 ล้านบาท และ 2.โครงการ Malton Private Residence Ari ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1-1-97.7 ไร่ ใน ซ.พหลโยธิน 8 (ซอยสายลม) ย่านอารีย์ อีกหนึ่งย่านที่เป็นย่านอยู่อาศัยที่มีลักษณะเฉพาะตัวเพราะเป็นทั้งแหล่งงานและแหล่งไลฟ์สไตล์ ประกอบด้วยบ้านระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ 5 ชั้น จำนวนเพียง 8 ยูนิต ขนาดพื้นที่ดิน 50.1-64.0 ตร.ว. ขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 489-526 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 62 ล้านบาท

Malton Private Residences Sukhumvit 31

น.ส.เพชรลดา กล่าวอีกว่า จุดเด่นของทั้ง 2 โครงการ คือ นอกจากการเลือกใช้วัสดุตกแต่งจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อาทิ ชุดครัวจาก Poggenpohl, Dorn Bracht, Franke ชุดสุขภัณฑ์และอ่างอาบน้ำจาก Axor, Kohler, Hansgrohe ยังมาพร้อมกับการตกแต่งภายในที่เหนือระดับด้วย Furniture Built-in ครบทั้งหลัง โดยมีรูปแบบการตกแต่งภายในให้เลือกได้ถึง 2 สไตล์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มีความแตกต่างกัน ได้แก่ 1.Modern Classic Style ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย หรูหราเหนือระดับ ออกแบบและตกแต่งสถาปัตยกรรมภายใน (Interior Design) โดย DWP บริษัทออกแบบภายในพร้อมรางวัลการันตีระดับโลก 2. Loft Style ที่เน้นการตกแต่งให้ดู ทันสมัย เรียบหรู สะท้อนถึงความสงบนิ่งและความสุขุมเยือกเย็น ออกแบบและตกแต่งภายในโดย Begray Bangkok บริษัทออกแบบภายในชั้นนำ

นอกจากนี้ บ้านทุกหลังยังมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวก ที่ตอบโจทย์ทุกช่วงเวลาความสุขและความอิ่มเอมของชีวิต อาทิ สระว่ายน้ำส่วนตัวระบบเกลือ สวนส่วนตัวภายในบ้าน ลิฟท์ส่วนตัว ระบบ Home Automation ห้องนั่งเล่นแบบ Double Volume

Malton Private Residence Ari

“ในยุค New Normal พื้นที่ใช้สอยภายในที่อยู่อาศัยจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เรื่องสเปซจะกลายเป็นทั้งความจำเป็นและความหรูหราของที่อยู่อาศัยยุคใหม่ โครงการ Malton Private Residences ใส่ใจในความกว้างขวางและโอ่อ่าของพื้นที่มาตั้งแต่ต้น ประกอบกับบรรจงคัดสรรฟังก์ชัน วัสดุ ทำเล ที่ยอดเยี่ยมมาผสานกันอย่างลงตัว เราจึงมั่นใจว่าแบรนด์แฟล็กชิพของเราจะตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบเหนือกาลเวลา” น.ส.เพชรลดา กล่าว

ทั้งนี้ โครงการ Malton Private Residences Ari จะจัดงาน Grand Opening ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 18-19 ก.ค. 63 และโครงการ Malton Private Residences Sukhumvit 31 จะจัดในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 1-2 ส.ค.63 ผู้เข้าร่วมงาน ในวันดังกล่าวจะได้รับข้อเสนอสุดเอ็กคลูซีฟจากทางโครงการ Furniture Voucher จากแบรนด์ Chanintr มูลค่า 5 ล้านบาท*

013.Malton31 SK31_Loft
012.Malton31 SK31_Loft
009.Malton31 SK31_Classic
008.Malton31 SK31_Classic

Warapong Pankaew14 กรกฎาคม 2020
1.-Hotel-Entrance-1280x853.jpg

1min373

ทริปเปิ้ล วาย โฮเทล โรงแรมในโครงการมิกซ์ยูสสามย่านมิตรทาวน์ของ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์ ชู 3 กลยุทธ์ สู่การ come back หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย

นายวิทวัส คุตตะเทพ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานโครงการเชิงพาณิชยกรรม ของโกลเด้นแลนด์ กล่าวว่า ในช่วงล็อคดาวน์จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และการออกมาตรการเข้มงวดของภาครัฐ โรงแรมได้ปรับตัวและปรับรูปแบบการให้บริการหลายส่วน โดยยังคงเปิดทำการได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่มีการลดหรือปิดส่วนใดของโรงแรม และตั้งเป้าดันยอดผู้ใช้บริการให้กลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด-19 ภายในสิ้นปี 2563 โดยใช้ 3 กลยุทธ์หลักที่เรียกว่า SOM ซึ่งประกอบด้วย

Social Strategy
ในช่วงวิกฤติโรงแรมหลายแห่งปิดให้บริการ แต่ทริปเปิ้ล วาย โฮเทล ยังคงเปิดให้บริการตลอด โดยปรับรูปแบบมุ่งเน้นช่วยเหลือสังคม ด้วยการยกพื้นที่กว่า 1 ชั้น 28 ห้อง หรือคิดเป็น 20% ของโรงแรมให้เป็นพื้นที่รับรองบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และมีการลดค่าห้องพักช่วยเหลือแก่ร้านค้าที่ยังคงเปิดให้บริการในสามย่านมิตรทาวน์ เพื่อลดค่าใช้จ่าย และลดการเดินทาง ลดโอกาสในการติดเชื้อที่เกิดจากการเดินทางสาธารณะของพนักงานร้านค้า

Operation Strategy
ทริปเปิ้ล วาย โฮเทล เพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้บริการ ได้เข้าร่วมโครงการ SHA (Safety and Health Administration) กับ Thai Hotel Association สำหรับเรื่องความสะอาดและสุขอนามัย เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับแขกที่พักทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

3. Deluxe Triple Room
2. Fitness at 11th Floor
2. Deluxe Room (King Sized Bed)

Marketing Strategy
จากเดิมสัดส่วนของการเข้าใช้บริการเพื่อการท่องเที่ยว คิดเป็น 70% และการเข้าใช้บริการเพื่อธุรกิจ เช่น ประชุมสัมมนา เทรนนิ่ง อบรม ต่อเนื่องหลายวัน คิดเป็น 30% แต่จากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้โรงแรมต้องเพิ่มกลุ่มลูกค้าหลักเป็น กลุ่มการเข้าใช้บริการเพื่อธุรกิจ 70% และลดสัดส่วนของกลุ่มลูกค้าเพื่อการท่องเที่ยวเหลือเพียง 30% เนื่องจากยังคงมีข้อจำกัดในการเดินทางจากประเทศอยู่ แต่ทางโรงแรมได้ปรับตัวมาโดยตลอด โดยได้เริ่มออกแคมเปญตั้งแต่ภาครัฐมีการคลายล็อค ได้แก่

  • ช่วงเดือนมิถุนายน โดยขาย Voucher ห้องพักแบบ Deluxe ในราคาพิเศษ 999 บาทสุทธิ (ไม่รวมอาหารเช้า) และสามารถเข้าพักได้ถึง 31 ตุลาคม 2563
  • เดือนกรกฎาคมที่ภาครัฐปลดล็อคเต็มที่มากขึ้น โดยขาย Voucher ห้องพักแบบ Deluxe ในราคา 1,299 บาทสุทธิ (ไม่รวมอาหารเช้า) ถ้าหากซื้อครบ 5 ใบ แถม 1 ใบฟรี และยังสามารถเข้าพักได้ถึง 31 ตุลาคม 2563 (ราคาสูงขึ้นกว่าช่วงเดือนมิ.ย.เพียง 80 บาท)
  • จับมือ (Co-Partner) กับวิคเตอร์คลับ (Victor Club) ห้องประชุมของกลุ่มโกลเด้นแลนด์ และสามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ (Samyan Mitrtown Hall) ห้องประชุม และฮอลล์อเนกประสงค์ของสามย่านมิตรทาวน์ มาโดยตลอด และเมื่อรัฐบาลได้ประกาศมาตรการคลายล็อคเฟส 3 เป็นต้นมา (สามารถจัดการประชุมสัมมนากลุ่มเล็กๆ ภายในองค์กรนั้นๆ ได้) ทางโรงแรมเริ่มได้ยอดการเข้าใช้บริการจากลูกค้ากลุ่มดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น และแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ โรงแรมยังได้ร่วมลงทะเบียนในโครงการเราเที่ยวด้วยกันของภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ในภาพรวม โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในต่างจังหวัด

สถานการณ์ธุรกิจโรงแรม เริ่มมีสัญญาณที่ดี หลังจากภาคธุรกิจได้กลับมาทำงานกันเกือบ 100% กิจกรรมทางธุรกิจ อาทิ ประชุม สัมมนา เทรนนิ่ง อีเวนต์ เริ่มมียอดการใช้บริการหลังจากภาครัฐปลดล็อค รวมถึงการเปิดสายการบินในประเทศ ทำให้เกิดการเดินทางจากสาขา หรือหน่วยงานในต่างจังหวัด มาติดต่องาน ประชุมสัมมนา รวมถึงเทรนนิ่งกับส่วนกลางที่กรุงเทพฯ มากขึ้น เราจึงรีบปรับตัวโดยการมุ่งเน้นกลุ่มดังกล่าว” นายวิทวัสกล่าว

Campus Suite_Co-Living Area
Campus Suite (Double Stay)
4. Lobby_Go to the room

สำหรับทริปเปิ้ล วาย โฮเทล เพิ่งเริ่มเปิดให้บริการเมื่อเดือนก.ย. 62 โดยในช่วง 4 เดือนแรกของการเปิดให้บริการ (ก.ย. 62 – ม.ค. 63) ก่อนที่เกิดวิกฤตโควิด-19 โรงแรมมียอดใช้บริการเฉลี่ยกว่า 75% สูงกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ในช่วงปีแรกจะมียอดใช้บริการอยู่ที่ประมาณ 50-60% โดยลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่ในประเทศกลุ่มอาเซียน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่โรมแรงวางเอาไว้ตั้งแต่ต้น

“เราถือว่ายังโชคดี เพราะถือเป็นโรงแรมเปิดใหม่ จึงตั้งเป้าหมายผู้ใช้บริการในปีแรกเอาไว้ไม่สูง เมื่อเกิดวิกฤติจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ได้รับผลกระทบประมาณ 15% ขณะที่ธุรกิจโรงแรมซึ่งเป็นหนึ่งใน mix-used ของโครงการสามย่านมิตรทาวน์ ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 10% ขณะที่ รีเทลมีสัดส่วนรายได้ 50% อาคารสำนักงาน 40% ซึ่งฟื้นตัวได้เร็วกว่าหลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จึงไม่กระทบต่อรายได้ของโครงการสามย่านมิตรทาวน์มากนัก”

อย่างไรก็ตาม หลังจากเริ่มมีการล็อคดาวน์ และการออกมาตรการเข้มงวดของภาครัฐ ทำให้ยอดผู้ใช้บริการลดลงเหลือเพียง 8% และเมื่อภาครัฐคลายล็อคดาวน์ปัจจุบันนี้ยอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 15-25% และคาดว่า กลยุทธ์การทำตลาดของโรงแรมหลังคลายล็อคดาวน์จะช่วยให้จำนวนผู้ใช้บริการกลับมาอยู่ที่ 35-40% ภายในสิ้นปีนี้ โดยคาดว่า สถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างเร็วประมาณกลางปีหน้า ซึ่งเป้าหมายของโรงแรมในปีหน้ายังอยู่บนพื้นฐานของภาวะที่ยังไม่ปกติคาดว่าจะมียอดผู้ใช้บริการอยู่ที่ 60-65%

 



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME