fbpx

Category: อสังหาฯประเด็นร้อน

Warapong Pankaew20 ตุลาคม 2020
02.THE-ORIGIN-E22-SAI-LUAT-1280x720.jpg

1min120

ออริจิ้น ลุยคอนโดถูก ส่งคอนโด ดิ ออริจิ้น อี 22 สเตชั่น ขายผ่านออนไลน์ เคาะราคาเริ่มต้น 1.02 ล้าน

นายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออริจิ้น คอนโดมิเนียม จำกัด ผู้พัฒนาโครงการกลุ่มสมาร์ทคอนโดมิเนียม ในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทได้ใช้กลยุทธ์ “Origin Next Normal, The 1st Wave” ในการขายคอนโด “ดิ ออริจิ้น อ่อนนุช” ผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์ จนสามารถปิดขายโครงการได้ภายใน 1 ชั่วโมง

ล่าสุด บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ Next Normal ระยะที่ 2 ภายใต้ชื่อ “Origin Next Normal, The 2nd Wave” ในการเปิดขายออนไลน์รอบพิเศษกับคอนโดมิเนียมโครงการใหม่อีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการดิ ออริจิ้น สุขุมวิท-สายลวด อี 22 สเตชั่น และดิ ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ รามอินทรา

Key Success ใน The 1st Wave คือ การสร้างวิธีแก้ปัญหาด้านการเข้าถึง หรือ Reaching Solution ทำให้เราลดต้นทุนในการพัฒนาโครงการด้วยการไม่ต้องก่อสร้างสำนักงานขาย ด้วยการยกทุกอย่างขึ้นมาขายบนแพลทฟอร์มออนไลน์แบบ Next Normal ซึ่งต้นทุนที่ลดลงนำมาพัฒนาโครงการที่มีราคาสุดคุ้มเซอร์ไพรส์ตลาด เพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ในราคาคุ้มค่าได้ง่ายขึ้น

ส่วนใน The 2nd Wave นอกจากเรื่อง Reaching Solution ที่ทำต่อเนื่องแล้ว บริษัทจะเปิดตัว วิธีแก้ปัญหาด้านการอยู่อาศัย หรือ Living Solution ตอบโจทย์ Next Normal ในทุกโครงการควบคู่กันไปด้วย เช่น การออกแบบภายในห้องพักให้ดูมีพื้นที่กว้างขวางขึ้น การติดตั้งเครื่อง UV Scan ฆ่าเชื้ออาหารและบรรจุภัณฑ์อาหารที่ส่งมาแบบ Delivery ก่อนส่งต่อให้ลูกบ้าน การแยก Main Lobby และ Private Lobby เป็นต้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

สำหรับโครงการที่ใช้การขายในรูปแบบ Reaching Solution คือโครงการดิ ออริจิ้น สุขุมวิท-สายลวด อี 22 สเตชั่น ซึ่งจะเปิดขายผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์ บนเว็บไซต์ https://evenprop.com/e22 รอบพิเศษในวันเสาร์ที่ 31 ต.ค.นี้ ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.022 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยเพียง 60,000 บาทต่อ ตร.ม. ซึ่งมีราคาถูกที่สุดในระยะ 250 เมตรบนเส้นรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยเริ่มวางเงินจองได้แล้ววันนี้ ส่วนโครงการ ดิ ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ รามอินทราจะเปิดขายออนไลน์รอบพิเศษผ่านแพลทฟอร์ม Evenprop ในวันที่ 11 พ.ย.นี้

โครงการ ดิ ออริจิ้น สุขุมวิท-สายลวด อี 22 สเตชั่น มูลค่าโครงการ 1,650 ล้านบาท ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 3-2-0 ไร่ บนถนนสายลวด ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวสถานีสายลวด (E22) เพียง 222 เมตร ประกอบด้วยอาคารพักอาศัย 31 ชั้น 1 อาคาร และอาคารจอดรถ 10 ชั้น 1 อาคาร มียูนิตพักอาศัย 998 ยูนิตและยูนิตเพื่อการพาณิชย์ 3 ยูนิต แบ่งเป็นห้องพักแบบ 1 Bedroom, 1 Bedroom (Smart Closet), 1 Bedroom Plus ขนาดตั้งแต่ 22-34.5 ตร.ม. คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาส 1/2564 และแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 1/2566

สำหรับ บริษัท ออริจิ้น คอนโดมิเนียม เป็นบริษัทที่พัฒนาโครงการกลุ่มสมาร์ท คอนโดมิเนียม มีแบรนด์หลักคือ แบรนด์ดิ ออริจิ้นที่เน้นเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน (First Jobber) และกลุ่มที่เพิ่งซื้อคอนโดมิเนียมหลังแรก (First Condo Buyer) อายุ 23-28 ปี โดยในปี 2562 ได้เปิดตัวโครงการภายใต้แบรนด์ดังกล่าวไปถึง 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 7,700 ล้านบาท และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี จนทำให้หลายโครงการสามารถ Sold Out 100% อย่างรวดเร็ว


Warapong Pankaew20 ตุลาคม 2020
Samyan-Mitrtown_2-1280x1437.jpg

1min196

เปิดตัวครั้งแรกหลังจากควบรวมเอาบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ โกลเด้น แลนด์ เข้าร่วมชายคาธุรกิจเดียวกันในนาม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) กลายเป็นธุรกิจ 3 ประสาน ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม ภายใต้ One Platform เพื่อการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน

นายธนพล ศิริธนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การมีธุรกิจที่หลากหลายจะกระจายความเสี่ยง (Diversification) ได้ดีกว่าการมีธุรกิจซื้อมาขายไปเพียงอย่างเดียว ซึ่งเห็นได้ชัดเจนตอนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ธุรกิจหยุดชะงักจนบริษัทอสังหาฯขาดกระแสเงินสด ถ้าเรามีธุรกิจอื่นก็สามารถสร้างกระแสเงินสดให้เราได้ เป็นการกระจายความเสี่ยงที่ทำให้ธุรกิจโตได้อย่างยั่งยืน

“การมีธุรกิจที่หลากหลายสามารถสร้างรายได้ได้จากหลายช่องทาง และมีรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่มากขึ้นจะทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการได้อย่างยืดหยุ่นและทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ที่ท้าทายได้เป็นอย่างดี (Resilience) ซึ่งทุกบริษัทอยากมีโมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ แต่ก็ไม่ได้ทำกันได้ง่ายๆ เพราะต้องใช้เวลาและฐานเงินทุนที่แข็งแรง”

นอกจากนี้ ยังสามารถสร้าง Ecosystem ทางธุรกิจที่สนับสนุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กันและกันได้ และยังเพิ่มขีดความสามารถในการส่งมอบสินค้าและบริการ พร้อมข้อเสนอทางการตลาดที่แตกต่างจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าต่างชาติที่มาเช่าโรงงานหรือคลังสินค้า ก็เป็นโอกาสให้เสนอขายที่อยู่อาศัยไปในคราวเดียวกันได้ หรือการแชร์ที่จอดรถในพื้นที่พาณิชยกรรมร่วมกัน เป็นต้น

ที่สำคัญคือ การเชื่อมโยงข้อมูลของทั้ง 3 ธุรกิจถึงกัน เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบสนองต่อผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม รวมถึงยังสร้าง economy of scale ทำให้ประหยัดต้นทุน และเพิ่มอำนาจต่อรองทางธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเราจะนำความเชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาฯไทย ผสานเข้ากับความเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลของ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ สิงคโปร์ มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับลูกค้า” นายธนพลกล่าว

ทั้งนี้ การรวม 3 ธุรกิจ เข้ามาอยู่ภายใต้บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จะทำให้บริษัทมีมูลค่าทรัพย์รวมกันถึง 1 แสนล้านบาท และคาดว่าในปี 2563 จะมีรายได้รวม 20,000 ล้านบาท โดยใน 3 ปีแรก จะขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กลยุทธ์ One Platform โดยจะดำเนินตามแผน 3 ขั้น ONE-TO-THREE

  • ในปีแรก ONE platform จะต้องผสาน 3 องค์กรให้รวมเป็นหนึ่ง ให้มีรากฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการวางระบบต่างๆ ภายในองค์กร การสร้างวัฒนธรรมองค์กร สร้างแบรนด์องค์ร
  • ในปีที่ 2 TOwards being a trusted brand จะขยับสู่การสร้างการเติบโตในแต่ละธุรกิจ การสร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์
  • ในปีที่ 3 the top THREE in all asset classes มุ่งสู่การเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับ Top 3 ของทุกกลุ่มธุรกิจ ภายในปี 2566

สำหรับหัวหอกหลักในการสร้างรายได้ให้กับเฟรเซอร์ยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย ซึ่งยังมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 70-80% ของรายได้รวม ขณะที่รายได้ระยะยาว หรือ Recurring Income จากกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม อยู่ในสัดส่วน 20-30% ซึ่งในระยะ 5 ปีนับจากนี้จะเพิ่มสัดส่วน Recurring Income ให้เป็น 30-40% เพื่อความมั่นคงในระยะยาว

นายธนพล กล่าวอีกว่า ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม” ปัจจุบันอยู่ใน Top 5 ของตลาด พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันตลาดบ้านแนวราบยังไปได้ดี แต่การแข่งขันสูง จึงต้องพยายามสร้างความแตกต่าง ซึ่งบริษัทยังมีแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งงบสำหรับการซื้อที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ปีละประมาณ 6,000-8,000 ล้านบาท สำหรับใน 9 เดือนแรกของปี 2563 (มกราคม – กันยายน) มีรายได้รวม 11,100 ล้านบาท

ส่วนธุรกิจ “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล” ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ถือว่ายังเป็นธูรกิจที่ยังไปได้ดีจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ช ที่ต้องการเช่าคลังสินค้า โดยใ ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมยุคใหม่ มีรายได้ 9 เดือนแรกของปี 2563 (มกราคม – กันยายน) รวม 1,700 ล้านบาท โดยจะมีการลงทุนเพิ่มในส่วนของการก่อสร้างโรงงานและคลังสินค้าเพิ่มประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาท

ขณะที่กลุ่มธุรกิจ “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล” อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชยกรรมชั้นนำประกอบด้วย อาคารสำนักงานให้เช่า รีเทล โรงแรมและเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ รวมถึงโครงการมิกซ์ยูส ซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ ได้แก่ สามย่านมิตรทาวน์ อาคารเอฟวายไอ อาคารสาทรสแควร์ อาคารปาร์คเวนเชอร์ อาคารโกลเด้นแลนด์ โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ และ ดิ แอสคอท สาทร แบงคอก เป็นต้น

ทั้งนี้ ในช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด -19 บริษัทพยายามรักษาลูกค้าไว้ให้ได้มากที่สุด และยังต้องอาศัยระยะเวลาในการฟื้นตัว แต่บริษัทก็พร้อมที่จะลงทุนเพิ่ม โดยการซื้ออาคารสำนักงานเข้ามาเพื่อเพิ่มรายได้จากการเช่า สำหรับใน 9 เดือนแรกกลุ่มธุรกิจ “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล” มีรายได้รวมประมาณ 1,200 ล้านบาท

“ภายใต้สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยปัจจัยด้านลบ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวจากการแพระระบาดของไวรัสโควิด-19 และความไม่แน่นอนทางการเมือง จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทำให้ดีมานด์ชะลอตัวลง ซึ่งการปรับตัวสร้างความแข็งแกร่งภายในองค์กรภายใต้กลยุทธ์ One Platform ควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่าย จะทำให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้ โดยจะยังคงรักษาระดับรายได้ในปี 2564 ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ก็ตาม” นายธนพลกล่าว


Warapong Pankaew20 ตุลาคม 2020
2.png

1min165

วิบากกรรมในโค้งสุดท้ายไตรมาส 4 ที่ภาคอสังหาฯยังต้องเจอะเจอทั้งพิษโควิดและการเมืองร้อนๆ อารมณ์จับจ่ายก็เลยหดหายไปแบบเฉียบพลัน แต่เมื่อ the show must go on ธุรกิจอสังหาฯถึงยังไงก็ต้องไปต่อ

@@@ ล่าสุดค่าย เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จัดโปรคอนโดหรูพร้อมอยู่ รีเฟล็คชั่น จอมเทียน บีช พัทยา ราคาเริ่มต้น 12 ล้าน กับ FREE!! ทุกค่าใช้จ่าย* Let the sea set you Free!! เพียงทำสัญญาซื้อขายตั้งแต่ วันนี้จนถึง- 15 พ.ย. 63 รับสิทธิ์ฟรีทุกค่าใช้จ่าย ณ วันโอน

@@@ เช่นเดียวกับ “พาร์ค ลักชัวรี่” ในเครือออริจิ้น ที่จัดแคมเปญ ONE DAY ONE PRICE ราคาเดียว แต่งครบพร้อมอยู่! โครงการ “ไนท์บริดจ์ ไพร์ม อ่อนนุช” ราคาเดียว 3.99 ล้านจากราคาปกติ 4.59 ล้าน เฉพาะ 24 ต.ค.นี้ เท่านั้น

@@@ มาที่ เนอวานา จากค่ายสิงห์ เอสเตท จัดแคมเปญ ‘Nirvana Best Deal’ พร้อมมอบข้อเสนอที่ใครๆ… ต้องอิจฉาส่งท้ายปี ด้วยข้อเสนอ จ่ายเบาๆ ก็เป็นเจ้าของได้ แถมดอกเบี้ยต่ำ-ผ่อนธนาคารสบายๆ ล้านละ 1 พัน-ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนฯ ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 ธันวาคม 2563 เท่านั้น! กับโครงการพร้อมอยู่จากเนอวานา บน 9 ทำเล ราคาเริ่มต้นที่ 7.5-40 ล้านบาท

@@@ ด้านบริษัทแม่ สิงห์ เอสเตท เพิ่งจัดงาน Open House เผยโฉมคอนโดหรู ดิ เอส สุขุมวิท 36 มูลค่า 6,500 ล้าน ที่เพิ่งสร้างเสร็จสมบุรณ์ 100% ให้เห็นกับทุกซอกมุม พร้อมเปิดให้ลูกค้ารับโอนและเข้าอยู่ พร้อมจัดโปรฯส่งท้ายกับราคาเริ่มต้นที่ 11.9 ล้านบาท พร้อมสิทธิพิเศษในงาน “For the One Who Knows” วันที่ 14-15 พ.ย. นี้ก่อนปรับราคาอีกครั้ง

@@@ ถ้ายังไม่อยากซื้อบ้าน ฉัตรชัย ศิริไล เอ็มดีใหญ่ ธอส.ชวนมาลงทุนซื้อสลากออมทรัพย์ชุดเกร็ดขาวที่จะเปิดขายวันแรก 20 ต.ค.นี้ เพียงหน่วยละ 5,000 บาท ก็สามารถ ลุ้นรับ 1 ล้าน ทุกเดือน ตลอดระยะเวลา 24 เดือน พ่วงด้วยรางวัลเลขท้าย และเลขสลับเลขท้าย มีให้ลุ้นกันทุกงวด รีบด่วนๆ เพราะมีให้จับจองกันแค่ 3 ล้านหน่วยเท่านั้น พร้อมออกรางวัลครั้งแรก 16 พ.ย.ที่จะถึงนี้

@@@ บริษัทที่ปรึกษาและบริการอสังหาริมทรัพย์ “เจแอลแอล” ประกาศการร่วมลงทุนกับ “ริสค์ อินทีเกรทเต็ด” บริษัทที่ให้บริการข้อมูลเชิงวิเคราะห์เปิดตัว พร็อพเทค “ออฟฟิศบล็อคส์” นวัตกรรมที่จะช่วยให้ผู้เช่า นักลงทุน หรือตัวแทนซื้อขาย-ให้เช่าพื้นที่หรืออาคารสำนักงาน สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและเชิงวิเคราะห์ที่เป็นประโยชน์สำหรับการตัดสินใจ ตั้งแต่เรื่องของอัตราค่าเช่า ข้อมูลเปรียบเทียบ และข้อมูลวิเคราะห์ความเสี่ยงและผลตอบแทน เป็นต้น

โกลเด้นแลนด์

@@@ ผู้บริหาร เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) นำโดย ธนพล ศิริธนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดตัว เฟรเซอร์ส อย่างเป็นทางการหลังผนึกรวมกับโกลเด้น แลนด์ พร้อมประกาศกลยุทธ์สู่การเป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรทั้งพัฒนาที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม งานนี้ทั้งเจ้าสัวน้อย เจ้าสัวใหญ่ สั่งลุยเต็มที่

@@@ กรมโยธาธิการและผังเมือง ระดมสมองยกร่างธรรมนูญว่าด้วยการผังเมือง โดยงานนี้มี พรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองคนใหม่ล่าสุดเป็นประธาน ว่าแต่ธรรมนูญว่าด้วยการผังเมืองเค้ามีไว้ทำอะไร ช่วงเล่าแจ้งแถลงไขให้พี่น้องประชาชนฟังบ้างนะครับผม


Warapong Pankaew19 ตุลาคม 2020
-1.9-ล้านล้าน-เยียวยาโควิด.png

1min135

ดัชนีความเชื่อมั่นอสังหาฯไตรมาส 3 ผงกหัวขึ้นเล็กน้อย จากสถานการณ์โควิดเริ่มผ่อนคลาย แต่โดยภาพรวมยังติดลบ ขณะที่ความเชื่อมั่นกับภาวะตลาดใน 6 เดือนข้างหน้าปรับดีขึ้น

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ–ปริมณฑล ในภาวะปัจจุบัน (Current Situation Index) ไตรมาส 3 ปี 2563 มีค่าเท่ากับ 42.8 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งมีค่าดัชนีอยู่ที่ 42.6 แต่ต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 (ค่าดัชนีต่ำกว่า 50.0 ต่อเนื่องมา 4 ไตรมาส 4 ปี 2562) แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการยังมีมุมมองเชิงลบต่อสถานการณ์ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน แต่มีการปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน เป็นผลมาจากการป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกสองของไทยมีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง แต่ยังมีความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

เมื่อแยกกลุ่มผู้ประกอบการตามประเภทบริษัทพบว่า ความเชื่อมั่นในภาวะปัจจุบันของผู้ประกอบการกลุ่ม Listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 43.1 ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งมีค่าดัชนีอยู่ที่ 45.7 ขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่ม Non-listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 42.4 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 38.0 แต่ยังต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) มีค่าเท่ากับ 52.9 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.8 ปรับตัวดีขึ้นและสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการคาดว่าในอีก 6 เดือนข้างหน้า หรือในช่วงไตรมาส 1 ปี 2564 ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยจะปรับตัวดีขึ้น และอาจมีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 และกำลังซื้อที่อยู่อาศัยกลับมาใกล้เคียงกับสถานการณ์ปกติ รวมทั้งคาดหวังว่ารัฐบาลจะต่ออายุมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่อไป

ทั้งนี้ผู้ประกอบการฯ กลุ่ม Listed Companies มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้าเท่ากับ 58.0 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนซึ่งอยู่ที่ระดับ 57.0 และผู้ประกอบการฯ กลุ่ม Non-listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 45.2 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 44.1

การปรับเพิ่มขึ้นของความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ฯ มาจากความมั่นใจว่ายอดขายจะปรับเพิ่มขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า รวมทั้งคาดว่าจะมีการเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้ประกอบการนอกตลาดหลักทรัพย์ฯมีความเชื่อมั่นว่ายอดขายจะเพิ่มมากขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า และผลประกอบการจะดีขึ้น แต่มีแนวโน้มจะลดการเปิดตัวโครงการใหม่ลง

 


Warapong Pankaew19 ตุลาคม 2020
shutterstock_647161480-scaled-e1585734048107-1280x611.jpg

1min96

เซ็นจูรี่ 21 หวั่นวิกฤติไวรัสโควิดยิ่งลากยาว และการชุมนุมทางการเมืองส่อแววยืดเยื้อ ซ้ำเติมเศรษฐกิจ และภาคอสังหาฯยิ่งทรุดหนัก จากกำลังซื้อที่อ่อนตัวลง แบงก์คุมเข้มปล่อยกู้ ตลาดไตรมาสสุดท้ายส่อปลุกไม่ขึ้น ส่งผลให้สภาพคล่องเริ่มช๊อตหนัก ขณะที่ทุนต่างชาติเตรียมเผ่น ทิ้งธุรกิจโรงแรม-รีสอร์ต สมุย-ภูเก็ต เผยเทรนด์อสังหาฯ หันเจาะ Budget Segment รองรับกลุ่มเริ่มทำงานและกลุ่มรายได้ลด ทำเล 3 จังหวัดปริมณฑล-3 จังหวัดอีอีซี ยังมีโอกาสลงทุน

นายกิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์ ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงทิศทางตลาดและแนวทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2563 ว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่สามารถผลิตวัคซีนมาใช้ควบคุมโรคได้และยังไม่มีความชัดเจนว่าวิกฤติครั้งนี้จะลากยาวไปแค่ไหน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกรวมถึงกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้น ประกอบกับ สถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่เริ่มยืดเยื้อ และเป็นการชุมนุมที่บริเวณศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่อเที่ยว จะยิ่งทำลายเศรษฐกิจภายในประเทศยิ่งกว่าโควิด-19 และทำให้ภาวะเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ยิ่งทรุดหนักลงไปอีก

“ขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณหรือปัจจัยที่บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นได้ในช่วงปลายปีนี้ไปจนถึงปีหน้า ยิ่งมาเจอปัญหาจากการชุมนุมทางการเมืองซ้ำเติมเข้าไปอีก ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ไปจนถึงปีหน้าก็คงจะยิ่งทรุดหนักลงไปอีก ซึ่งจะส่งผลให้ปัญหาสภาพคล่องของภาคธุรกิจเริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น มีแนวโน้มของการเลิกจ้างงาน การลดเงินเดือนหรือรายได้อื่นๆ ของพนักงาน ไปจนถึงการปิดกิจการ การขายกิจการที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ” นายกิติศักดิ์ให้ความเห็น

สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยซึ่งผูกติดอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมคงได้รับผลกระทบที่หนักหน่วงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากกำลังซื้อที่อ่อนตัวลงและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ความเข้มงวดของสถานบันการเงินที่กังวลต่อปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่จำนวนคอนโดมิเนียมคงค้างยังมีอยู่ในตลาดพอสมควรทำให้ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้การแข่งขันเพื่อช่วงชิงยอดขายจะยิ่งรุนแรงขึ้น โดยการจัดแคมเปญโปรโมชั่นอย่างหนักโดยเฉพาะในเรื่องของราคา เพื่อเร่งระบายสต็อกเติมสภาพคล่องให้กับบริษัท

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ยอดขายในช่วงปลายปีอาจจะยังไม่กระเตื้องเท่าที่ควร เนื่องจากกำลังซื้อที่อ่อนตัวลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง การอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น อีกทั้งสินค้าที่มีอยู่ในตลาดไม่สอดคล้องกับรายได้ของผู้บริโภคที่มีความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (real demand) ขณะที่ผู้ประกอบการหลายรายที่ถือครองที่ดินเพื่อรอการพัฒนา โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมจะเริ่มมีปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น หลายโครงการต้องชะลอโครงการหรือประกาศขายโครงการในเวลาที่ไม่มีใครพร้อมซื้อเช่นกัน

ขณะที่ภาคอสังหาฯที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ต ในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) กระบี่ เชียงใหม่ ซึ่งได้รับผลกระบก่อนเป็นอันดับแรก เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปตั้งแต่ไวรัสโควิด-19 เริ่มแพร่ระบาดทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก และมีการประกาศปิดกิจการและขายกิจการในช่วงที่ผ่านมา โดยทุนต่างชาติที่เคยเข้ามาซื้อกิจการโรงแรม รีสอร์ตในภูเก็ตหรือสมุยช่วงก่อนหน้านี้จะเริ่มทยอยเปลี่ยนมือ เพราะเริ่มรับภาระไม่ไหว ซึ่งจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นในไตรมาส 2 ปีหน้า

“ถ้าจะให้ประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ประกอบการกำลังตกอยู่ในสภาวะ “กลับตัวก็ไม่ได้ จะไปต่อไปก็ไปไม่ถึง” ซึ่งต้องมาพิจารณากันว่าจะต้องใช้กลยุทธ์อะไรในการจัดการกับของที่เหลืออยู่ในตลาด เช่น เงื่อนไขทางการเงิน ราคา ความหยืดหยุ่นในการเข้าถึงสินเชื่อ ส่วนการพัฒนาโครงการใหม่ๆ จะต้องตีโจทย์ให้แตกว่า กลุ่มเป้าหมายต่อไปควรเป็นกลุ่มไหน ในเมื่อกลุ่ม Middle Segment ในตอนนี้ได้รับผลกระทบ จะขยับไปกลุ่ม Hi-End/Luxury หรือมองกลับมาที่กลุ่ม Affordable/Budget Segment ก็ต้องมาพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ซึ่งจะต้องมีข้อมูลในเชิงลึกมาประกอบ ทั้งเรื่อง demand-supply รวมถึงการสนับสนุนของสถาบันการเงินก็มีส่วนสำคัญ”

นายกิติศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับทิศทางการพัฒนาในตลาดที่อยู่อาศัยขณะนี้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มหันกลับมาให้ความสนใจตลาดในกลุ่มกลาง-ล่าง ที่เรียกว่า Budget Segment ซึ่งเป็นกลุ่มคนวัยเริ่มทำงานที่ต้องการเริ่มต้นสร้างครอบครัวแต่ยังมีรายได้ไม่สูงนัก แต่ภาระหนี้ก็ยังมีไม่มากหรืออาจจะยังไม่มีภาระหนี้เลย โดยพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้กลุ่ม Budget Segment สามารถซื้อและเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น และยังสามารถรองรับกลุ่มรายได้ปานกลางซึ่งวันนี้อาจมีรายได้ที่ลดลงจึงต้องเลือกทำให้การเลือกซื้อที่อยู่อาศัยจะต้องคำนึงถึง ราคาและเงื่อนไขทางการเงิน ความสามารถในการผ่อนชำระเป็นสำคัญ

“การพัฒนาโครงการใน Budget Segment เมื่อศึกษาถึงมุมมอง ลักษณะของกลุ่มลูกค้าในกลุ่มนี้แล้วจะพบว่า การพัฒนาโครงการในเซ็กเมนต์นี้ก็จะไม่ได้คำนึงถึงราคาที่ต่ำเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องพัฒนาโครงการให้เป็นลักษณะของชุมชนที่ตอบสนองการใช้ชีวิตในมิติต่างๆ แม้ว่าจะเป็นชุมชนของผู้อยู่อาศัยที่รายได้ไม่สูงมากนัก หากแต่สภาพแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงการเดินทาง ก็เป็นโจทย์ที่ผู้พัฒนาโครงการต้องคำนึงด้วย ดังนั้น โจทย์ที่สำคัญ คือ การจัดหาที่ดิน เนื่องจากเป็นต้นทุนหลักในการพัฒนาโครงการ”

สำหรับที่ดินที่เหมาะจะพัฒนาโครงการใน Budget Segment จะอยู่ทำเลนอกเมืองเป็นส่วนใหญ่ แต่ต้องเป็นทำเลที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อเข้า-ออกเมืองได้ง่ายหลายช่องทาง เช่น อยู่ใกล้ถนนสายหลัก ใกล้ทางด่วน หรืออยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าที่ปัจจุบันกำลังขยายเส้นทางออกไปสู่นอกเมืองในหลายเส้นทาง และเป็นทำเลที่มีแหล่งงานรองรับ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรสินค้า สถานศึกษา มหาวิทยาลัย หรือโรงงานอุตสาหกรรม

ทำเลที่น่าสนใจจะอยู่ในจังหวัดปริมณฑล ประกอบด้วย 1.ปทุมธานี ทำเลที่น่าสนใจ ได้แก่ ลาดหลุมแก้ว/ลำลูกกา / บางพูน 2.นนทบุรี ได้แก่ ทำเลที่น่าสนใจได้แก่ บางกรวย-ไทรน้อย / วัดลาดปลาดุก / บางบัวทอง-สุพรรณบุรี /ตลิ่งชัน 3.สมุทรปราการ ทำเลที่น่าสนใจได้แก่ ประชาสามัคคี/พระสมุทรเจดีย์/ตำหรุ-บางพลี (คลองขุด)/แพรกษา

ส่วนทำเลในต่างจังหวัด ได้แก่ พื้นที่ 3 จังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ประกอบด้วย ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ในพื้นที่การลงทุนต่างๆ ของอีอีซี และจุดที่เป็นสถานีรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น

สำหรับทำเลที่น่าสนใจใน 3 จังหวัดอีอีซี ได้แก่ 1.กลุ่มพื้นที่ 3 จังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) 1.ชลบุรี บ่อวินไปจนถึงหนองใหญ่ และเส้นนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร-บายพาส 2.ฉะเชิงเทรา ได้แก่ เส้นบางปะกง-ฉะเชิงเทรา / บ้านโพธิ์ / แปลงยาว (ตรงรอยต่อขลบุรี) 3.ระยอง ได้แก่ มาบตาพุด / บ้านฉาง / ปลวกแดง / เส้นทางหลวง 36 / เส้นเลี่ยงเมืองสัตหีบ เป็นต้น


Warapong Pankaew17 ตุลาคม 2020
-1280x853.jpg

2min225

ตลาดซ่อมแซมและ ปรับปรุงบ้าน เติบโตทุกปีตามสภาพบ้านที่ทรุดโทรมลงตามกาลเวลา ซึ่งผู้บริหารของ เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ ระบุว่า ในแต่ละปีจะมีบ้านที่อายุครบ 10 ปี ซึ่งสมควรแก่เวลาที่จะต้องปรับปรุงซ่อมแซมประมาณปีละ 4 แสนหลัง โดยมีจำนวนบ้านที่อายุการใช้งานเกิน 10 ปี สะสมอยู่ในขณะนี้ 23.4 ล้านหลัง มูลค่ารวมประมาณ 2.4 แสนล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดสินค้าสำหรับการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านอยู่ที่ประมาณ 4 แสนล้านบาท

ปรับปรุงบ้านถือเป็นเค้กชิ้นใหญ่ที่ทุกค่ายหมายปอง ยิ่งในปีนี้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การ ปรับปรุงบ้าน เพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งนางสุพรศรี นาคธนสุกาญจน์ Managing Director บริษัท เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ ระบุว่า ผลจากการที่ต้องอยู่บ้านกันมากขึ้น ต้องทำงานที่บ้านมากขึ้นในช่วงโควิดทำให้การปรับปรุงบ้านเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยพื้นที่ 3 อันดับแรกที่มีการปรับปรุงมากที่สุดคือ

1.การปรับปรุงห้องทำงาน ซึ่งเกิดจากการ work from home ทำให้ต้องมีห้องทำงานที่เป็นสัดเป็นส่วน ปลอดเสียงรบกวน

2.ห้องครัว เป็นอีกห้องที่มีการปรับปรุงซ่อมแซมกันในช่วงโควิดจากการที่ต้องอยู่บ้านกันมากขึ้นทำให้ต้องใช้ห้องครัวสำหรับการประกอบอาหาร ส่วนอันดับ

3 คือการปรับปรุงแลนด์สเคปรอบๆ บ้าน เพื่อไม่ให้น่าเบื่อเมื่อต้องอยู่บ้านนานๆ

ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีการปรับปรุงบ้านเพิ่มขึ้นในช่วงโควิดก็คือ การปรับปรุงแทนการซื้อใหม่ในสภาวะที่เศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย หลายๆ ครอบครัวจึงใช้วิธีปรับปรุงบ้านหลังเก่าแทนการซื้อใหม่ไปก่อน แม้จะชี้วัดเป็นตัวเลขที่ชัดเจนยังไม่ได้ แต่ก็ทำให้ตลาดสินค้าสำหรับการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านคึกคักเป็นพิเศษในช่วงเวลานี้ และเป็นเหตุผลให้ เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ ต้องจัดกิจกรรมการตลาดแบบถี่ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในขณะนี้ ล่าสุด กับงาน “SCG HOME & Living Fair” ระหว่างวันที่ 16-25 ตุลาคม 2563 ที่ SCG Experience เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา

นางสุพรศรี กล่าวว่า งาน SCG HOME & Living Fair จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “บ้านเก่า หลังใหม่” ตอบโจทย์คนที่กำลังวางแผนรีโนเวทบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ซ่อมแซม ต่อเติม ปรับปรุง ตกแต่ง ด้วยผลิตภัณฑ์ในเครือเอสซีจี และการให้บริการแบบครบวงจร พร้อมด้วยพันธมิตรที่มาร่วมออกบูธเติมเต็ม Customer Journey สำหรับการทำบ้านกว่า 20 ร้านค้า รวมทั้งธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มาร่วมจัดแคมเปญสินเชื่อบ้านพิเศษเฉพาะงานนี้ นอกจากนี้ ยังสามารถช็อปหรือรับโปรโมชันได้ที่สาขาของ เอสซีจี โฮม ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังเป็นจังหวะดีที่ลูกค้าสามารถใช้สิทธิตามมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศของรัฐ โดยให้สิทธิผู้บริโภคนำค่าชำระสินค้าและบริการต่างๆ ไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงปลายปีนี้ให้คึกคัก และช่วยให้การจับจ่ายในช่วงของการจัดงาน SCG HOME & Living Fair มีเงินสะพัดสร้างยอดขายเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 150 ล้านบาท

สำหรับไฮไลท์เด่นๆ ของงาน “SCG HOME & Living Fair” ที่จัดบนพื้นที่กว่า 6,200 ตร.ม. อาทิ พื้นที่บริเวณชั้น 1 พื้นที่จัดแสดง 4 เทรนด์การปรับปรุงบ้าน เพื่อคนทุกวัยด้วยสินค้าและนวัตกรรมเพื่อที่อยู่อาศัย ได้แก่

1. บ้านเย็น ไม่ร้อน ไม่รั่ว ด้วย SCG Active AIRflow นวัตกรรมระบบระบายอากาศให้บ้านเย็น, SCG Roof Renovation บริการปรับปรุงหลังคาบ้าน ซ่อมแซม และ Re paint เปลี่ยนหลังคาเก่าให้ใหม่ ไม่มีปัญหารั่วซึมด้วยระบบหลังคาเอสซีจี พร้อมประกันการติดตั้ง ด้วยช่างมืออาชีพ

2. บ้านกันเสียง ป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกบ้าน เพิ่มมุมความสุขส่วนตัว และปรับบ้านให้เป็น Home Office เช่น ระบบผนังกันเสียง ระบบประตูหน้าต่างกันเสียง ผนังดูดซับเสียง เป็นต้น

3. บ้านสมาร์ท นวัตกรรมบ้านอัจฉริยะ หรือบ้านสมาร์ท ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้นด้วยการเชื่อมต่อระบบสั่งงานผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อให้เจ้าของบ้านใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้านได้ง่าย สะดวกสบาย ตามหลัก Smart Home Design

4. บ้านวัยเก๋า พบกับนวัตกรรมเพื่อบ้านสำหรับผู้สูงวัย ตั้งแต่การให้ความรู้ คำปรึกษา เพื่อออกแบบพื้นที่ผู้สูงวัย และการออกแบบเพื่อรองรับการอยู่อาศัยในแต่ละกลุ่ม อาทิ ห้องนอน ห้องน้ำ เป็นต้น

โซนบริการชั้น 2 Bathroom Solution by Cotto Life นำเสนอนวัตกรรมการออกแบบห้องน้ำให้เหมาะสมสำหรับคนแต่ละวัย โดยเฉพาะห้องน้ำสำหรับผู้สูงวัย นอกจากนี้ Cotto Life ยังเป็นศูนย์บริการและนำเสนอกลุ่มกระเบื้องและสุขภัณฑ์จาก Cotto ที่ใหญ่และครบที่สุด

ส่วนโซนบริการชั้น 3 ตอบโจทย์คนที่กำลังวางแผนรีโนเวทบ้านโดยเฉพาะ ตั้งแต่การตรวจสุขภาพบ้าน การรับคำแนะนำเรื่องการปรับปรุงบ้าน จากคลินิกหมอบ้าน รับให้คำปรึกษาทุกเรื่องบ้านฟรีจากผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งมีบริการรับออกแบบบ้านใหม่ หรือออกแบบงานรีโนเวท ด้วยหลัก Inter Generation Concept การออกแบบบ้านเพื่อให้การใช้ชีวิตของคนทุกวัยอยู่ได้อย่างลงตัว พร้อมทีมช่างที่คอยรับโจทย์งานต่อเติมปรับปรุง ซ่อมแซม ตกแต่ง

นอกจากนี้ ยังมี Outdoor Living Zone ที่จะมาให้ไอเดีย และ Inspiration เนรมิตพื้นที่นอกบ้านเป็นพื้นที่ความสุขที่ลงตัวสำหรับคนทุกวัยในบ้าน รวมทั้งนวัตกรรมต่างๆ ของเอสซีจีมาร่วมโชว์ตั้งแต่สินค้าหลังคาไปจนถึงเรื่องพื้น เช่น SCG Solar Roof Solutions โซลูชันเพื่อบ้านประหยัดพลังงาน, SCG D’COR วัสดุตกแต่ง ที่ตอบโจทย์การใช้งานและงานดีไซน์ที่หลากหลาย สร้างความแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ให้บ้านได้อย่างลงตัว, FillGood Solution บริการเติมเต็มโพรงใต้บ้าน เป็นต้น

พร้อมกับโปรโมชั่นภายในงาน เช่น รับสิทธิออกแบบบ้านฟรีสูงสุด 400,000 บาท หรือแจกแบบบ้านสำเร็จรูปฟรี มูลค่าสูงสุด 45,000 บาท/แบบ และเปิดสำรวจหน้างานเริ่มต้นที่ 399 บาท พร้อมพบกับสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) คิดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เพียง 2.99% และพิเศษเมื่อใช้จ่ายด้วย SCG HOME Cash Card เมื่อเติมเงินเข้าบัตรรับคะแนนไม่อั้น ใช้แทนเงินสดได้รับเงินสดคืนสูงสุด 1.5% เป็นต้น


Warapong Pankaew15 ตุลาคม 2020
online-1280x727.jpg

1min80

สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยและสมาคมเครือข่ายในภูมิภาค เปิดช่องทางหาซื้อบ้านออนไลน์ “อสังหาฯ มาร์เก็ต เพลส” รวมที่อยู่อาศัยราคาพิเศษจากทั่วประเทศที่ผู้ซื้อต้องเข้ามาเช็คอินก่อนตัดสินใจซื้อ โดยจะเปิดให้บริการพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 11/11 นี้

สำหรับสินค้าที่จะนำมาจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ “อสังหาฯ มาร์เก็ต เพลส” เป็นสินค้าของสมาชิกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยและ 13 สมาคมส่วนภูมิภาคเท่านั้น เป็นที่อยู่อาศัยเพื่อการขายหรือเช่า เช่น บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ คอมมูนิตี้มอลล์ โรงงาน โรงแรม ที่สำคัญทุกโครงการต้องผ่านการยื่นขออนุญาตจัดสรร ใบอนุญาตก่อสร้าง และการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นายอดิเรก แสงใสแก้ว เลขาธิการ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า โควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น จนช่องทางการขายและการตลาดออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว สมาคมและเครือข่ายเล็งเห็นถึงโอกาสในการใช้สื่อออนไลน์ประเภทต่างๆ เพื่อเป็นบริการพิเศษในการสร้างประโยชน์ให้กับทั้งสมาชิกผู้ประกอบการและผู้บริโภคจึงได้จัดทำช่องทางขายออนไลน์ “อสังหาฯ มาร์เก็ต เพลส” ขึ้น โดยช่วงเฟสแรกทางสมาคมจะทำการเปิดตัวบนแพลทฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้แก่ เฟซบุ๊ค, ไลน์, อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ ก่อนจะขยายแพลทฟอร์มไปบนเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นในเฟสต่อๆ ไป

“อสังหาฯ มาร์เก็ต เพลส ไม่เพียงแต่จะเป็นบริการพิเศษที่ช่วยในเรื่องการส่งเสริมการขายและการตลาดให้แก่สมาชิกสมาคมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และยังเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ของสมาคมรวมทั้งเป็นเครื่องมือในการเพิ่มสมาชิกใหม่ให้กับสมาคมส่วนภูมิภาค ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ประกอบการสมาชิกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมในภูมิภาคจากทั่วประเทศเข้าร่วมมากกว่า 300 บริษัท ทำให้มีโครงการอสังหาฯ ประเภทต่างๆ พร้อมจำหน่ายทาง “อสังหาฯ มาร์เก็ต เพลส” ให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อไม่ต่ำกว่า 1,000 โครงการ

สิ่งที่ทำให้ช่องทางทั้ง Online และ Offline ของสมาคมแตกต่างจากเว็บไซต์อีมาร์เก็ตเพลสอื่นๆ ก็คือสินค้าอสังหาฯ ทุกรายการเป็นของสมาชิกเครือข่ายสมาคมจึงทำให้ได้รับการตรวจสอบกลั่นกรองมาแล้วว่าได้คุณภาพมีมาตรฐานรับรอง ซึ่งเอกสารหลักฐานจะถูกโพสต์ประกอบกับภาพสินค้าไว้ด้วยเพื่อช่วยสร้างความมั่นใจในตัวสินค้าให้กับลูกค้า


Warapong Pankaew15 ตุลาคม 2020
003.ชวนชื่น-ทาวน์-รังสิต-คลอง-3-Main-Gate-1280x720.jpg

1min200

มั่นคงเคหะการ ตอกย้ำ Real Demand บ้านแนวราบยังเติบโตต่อเนื่อง ประกาศเปิดตัว 2 โครงการใหม่ บน 2 ทำเลศักยภาพ มูลค่ารวม 1,700 ล้านบาท ดันยอดขายไตรมาสสุดท้าย มั่นใจปีนี้ยังเข้าเป้า 3,000 ล้านบาท

มั่นคงเคหะการนายศักดินา แม้นเลิศ รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารโครงการ บริษัท มั่นคงเคหะการ  เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 ว่า ยังคงมีความต้องการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง แต่ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากผลกระทบของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงทำให้บริษัทต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

ล่าสุดบริษัทจะเปิดตัว 2 โครงการใหม่ บน 2 ทำเลศักยภาพ ได้แก่ โครงการทาวน์โฮม “ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง 3” และ โครงการบ้านเดี่ยว-บ้านแฝด “ชวนชื่น พาร์ค ปิ่นเกล้า-กาญจนา” มูลค่ารวม 1,700 ล้านบาท ประเดิมเปิดพรีเซลโครงการแรก “ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง 3” ในวันที่ 17-18 ตุลาคม 2563

“เหตุผลสำคัญที่เราเลือกเปิด 2 ทำเลนี้ เนื่องจากเรามองว่าโซนรังสิตและโซนปิ่นเกล้า-กาญจนาภิเษก ล้วนต่างเป็นทำเลที่มีศักยภาพ ทั้งในด้านมิติของการเดินทางที่สามารถเชื่อมต่อใจกลางเมืองได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงมิติของแหล่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จึงส่งผลให้ทั้ง 2 ทำเลดังกล่าว ได้กลายเป็นโซนท็อปฮิตของผู้ที่ต้องการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยไปแล้ว”

สำหรับทั้ง 2 โครงการ เป็นแบบบ้านซีรี่ส์ใหม่ที่เน้นเรื่องของฟังก์ชั่นดีไซน์ เพื่อให้ผู้พักอาศัยได้ใกล้ชิดธรรมชาติ โดยโครงการ ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง 3 เป็นทาวน์โฮม 2 ชั้น สไตล์ Modern Botanical บนพื้นที่โครงการ 28 ไร่ จำนวน 321 ยูนิต มูลค่าประมาณ 770 ล้านบาท   ราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท ส่วนโครงการ ชวนชื่น พาร์ค ปิ่นเกล้า–กาญจนา เป็นบ้านแฝดสไตล์ Classic Botanical ตั้งอยู่บนที่ดิน 37 ไร่ จำนวน 201 ยูนิต มูลค่าประมาณ 930 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 3.89 ล้านบาท

นายศักดินา กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้ง  2 โครงการใหม่ยังคงตอกย้ำแนวคิด ‘Well-Being’ ที่สามารถตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่าง 360 องศา ไม่ว่าจะเป็นด้านมาตรฐานการก่อสร้างบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดแบบ Conventional ภายในตัวบ้านสามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นได้ตามการใช้งานจริง มีระบบ Air flow เพื่อให้อากาศหมุนเวียนและถ่ายเท เป็นต้น

“เพื่อเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงไตรมาสสุดท้าย มั่นคงฯ ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อนำเสนอความคุ้มค่าสูงสุดให้กับลูกค้าด้วยโปรโมชั่น “Knock Out Deal” รับทอง 100,000 บาท และส่วนลดสูงสุด 500,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคมนี้ (เฉพาะโครงการที่เข้าร่วม) ซึ่งคาดว่าจากแผนการตลาดในไตรมาสสุดท้ายจะส่งผลดันยอดขายทั้งปีให้เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ประมาณ 3,000 ล้านบาทโดยครึ่งปีแรกมียอดขายไปแล้ว 1,300 ล้านบาท” นายศักดินา กล่าวปิดท้าย


Warapong Pankaew14 ตุลาคม 2020
.-1280x853.jpg

1min249

ธอส. เล็งเลิกขาย NPL เหมาเข่ง เตรียมเปิดแพลตฟอร์ม Virtual NPL ขายตรงถึงรายย่อย พร้อมหารือบอร์ด ขาย NPA ที่ดินเปล่า

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวถึงแนวทางในการจัดการกับ NPL ในอนาคต ว่า โดยปกติแนวทางในการจัดการกับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan : NPL) ของธนาคารมีอยู่ 3 แนวทาง คือ 1.ธนาคารซื้อเข้ามาเป็นสินทรัพย์รอการขายของธนาคาร (Non-Performing Assets : NPA) ของธนาคาร 2.การขาย NPL ออกไป 3.การเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ซึ่งที่ผ่านมา ธอส.ใช้วิธีขาย NPL ออกไปแบบเหมายกล๊อตและมีผู้รับซื้อเพียงรายเดียวการจะขายให้ได้ในราคาที่ต้องการจึงทำได้ยาก

ต่อไปจะปรับวิธีการขายใหม่เป็นการขายให้กับรายย่อยผ่านแพลตฟอร์มที่ธนาคารพัฒนาขึ้นมาเรียกว่า Virtual NPL ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างลูกหนี้ที่ผ่อนต่อไม่ไหวกับประชาชนที่สนใจข้ามารับช่วงต่อเป็น ทั้งการซื้อ NPL ออกไปหรือการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ก็สามารถทำได้บนอากาศ

“ธอส.จะไม่ขาย NPL แบบเหมายกล๊อตอีกแล้ว เพราะมีผู้ซื้อรายเดียวเขาให้ราคาเท่าไหร่ก็ต้องขาย แต่จะเปิดหน้าร้านขายผ่านแพลตฟอร์ม Virtual NPL ให้กับรายย่อย โดยเรามีราคาของเราที่ตั้งเอาไว้ถ้าได้เกินก็ปล่อย ซึ่งแพลตฟอร์ม Virtual NPL ได้พัฒนาเสร็จแล้ว ภายในไตรมาส 4 จะเริ่มทดลองใช้ และจะเป็น Business Model ที่จะใช้ในเดือนมกราคม 2564 ” นายฉัตรชัยกล่าว

ซึ่งแนวทางดังกล่าวนายฉัตรชัย เชื่อว่า จะทำให้ความเสียหายต่อ Balance Sheet ลดลง เพราะไม่ต้องใช้สำรองส่วนเกินมาล้างขาดทุนเยอะ

ในส่วนของการขาย NPA กรรมการผู้จัดการ ธอส. ก็มีแนวคิดจะปรับเปลี่ยนวิธีการขายใหม่ เพราะทุกวันนี้การขาย NPA ของธนาคารมักจะมีคำถามในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่จะต้องปรับปรุง ซ่อมแซมบ้าน หรือค่าถมดิน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ทรัพย์ของธนาคารในส่วนที่เป็นสิ่งปลูกสร้างมีแต่จะทรุดโทรมเสื่อมค่าลงทุกวัน จึงมีแนวคิดว่า ถ้าเป็น NPA ที่อยู่ในชุมชนซึ่งมีความต้องการซื้อที่ค่อนข้างสูง ถ้าสภาพสิ่งปลูกสร้างไม่ดีจะรื้อทิ้งถมที่ใหม่แล้วขายเป็นที่เปล่าออกไป

“คนที่เข้ามาซื้อ NPA ของธนาคาร มักจะถามว่า จะต้องทุบหรือรีโนเวต และมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ สู่เราจัดการให้เสร็จก็จะขายได้ง่ายกว่าได้ในราคาที่เราคุ้มทุนก็พอแล้ว นอกจากนี้ ที่ดินเปล่าไม่ต้องหักค่าเสื่อม และยิ่งขายช้าราคาที่ดินยิ่งขึ้น ซึ่งแนวคิดดังกล่าวจะขอนำไปหารือกับคณะกรรมการของธนาคารก่อน” นายฉัตรชัยกล่าวในที่สุด

การปรับวิธีการขาย NPL และ NPA ธอส.ครั้งนี้ นอกจากจะช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกในการซื้อที่อยู่อาศัยผ่าน NPL-NPA ของธนาคารได้มากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเปิดโอาสให้นักลงทุนที่นิยมซื้อทรัพย์ของธนาคารไปปรับปรุงเพื่อขายต่อหรือปล่อยเช่า สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ในพอร์ตได้ง่าย และสะดวก รวดเร็วขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า ราคาที่ธอส.ตั้งขายจะเป็นเท่าไรถึงจะ win win


Warapong Pankaew12 ตุลาคม 2020
1601437704823-1280x800.jpg

1min345

ข่าวดีสำหรับ First Jobber วัยเริ่มทำงานที่ต้องการสร้างหลักสร้างฐาน แต่ที่ผ่านมาหาบ้านหรือคอนโดที่สมฐานะของตัวเองไม่ได้สักที ก็เมื่อรายได้มีอยู่แค่ 1.5-2 หมื่นบาท แต่บ้าน-คอนโดที่ขายกันอยู่ส่วนใหญ่ราคา 2-3 ล้านบาทอัพอัพ ราคาสวนทางกับรายได้แล้วใครจะไปเอื้อมถึง จนวันนี้ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 หลายๆ ดีเวลลอปเปอร์ เริ่มกลับลำหันมาให้ความสำคัญกับลูกค้าหน้าใหม่ที่เพิ่งพ้นจากอกพ่อแม่ ด้วยการเปิดขายคอนโดในราคาหลักแสนปลายๆ ไปจนถึงล้านต้นๆ กันอยู่หลายโครงการ

ล่าสุดที่เพิ่งประกาศเดินหน้าโครงการคอนโดต่ำล้านไปไม่นานนี้ก็คือ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) โดย ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของเสนาฯ ระบุว่า เสนา เล็งเห็นช่องว่างทางการตลาด และต้องการสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง รวมถึงลูกค้ากลุ่มวัยทำงาน หรือ first jobber อายุ 25-30 ปี รายได้เฉลี่ย 15,000 บาท ที่ต้องการซื้อคอนโดเป็นสินทรัพย์แรกของชีวิต และลูกค้าที่ต้องการบริหารจัดการเงินออมเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการออมเงินในแบงค์ที่ไห้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งมองว่าการลงทุนในอสังหาฯ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ จึงได้เตรียมเปิดโครงการคอนโดที่มีราคาไม่ถึง 1 ล้านบาทในครึ่งปีหลังรวม 3 โครงการภายใต้แบรนด์ เสนา คิทท์ ได้แก่ เสนา คิทท์ เทพารักษ์-บางบ่อ และอีก 2 ทำเลที่เตรียมเปิดขายเร็ว ๆ นี้

สำหรับโครงการ เสนา คิทท์ เทพารักษ์ – บางบ่อ เป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์สไตล์ยุโรป สูง 5 ชั้น จำนวน 6 อาคาร จำนวน 328 ยูนิต เหมาะกับการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือ ลงทุนเพื่ออนาคต โดยมีห้องพักให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 25 ตร.ม. และแบบ 2 ห้องนอน ขนาด 38 ตร.ม. พร้อมเฟอร์นิเจอร์ครบชุด ตอบโจทย์การพักอาศัยอย่างแท้จริง พร้อมพบโปรโมชั่นพิเศษ เริ่มเพียง 779,000 บาท ผ่อนเบา ๆ 1,900 บาท ล่าสุดเปิดจองไปเมื่อวันที่ 3-4 ตุลาคมที่ผ่านมา มียอดจองไปถึง 291 ยูนิต ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีทีเดียว

ส่วนอีก 2 โครงการ ตามแผนที่วางไว้ คาดว่าจะอยู่ในโซนบางแค และคูคต รองรับกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่จะเปิดให้บริการในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ และในปีหน้า เสนาฯ ก็ยังจะมีโครงการคอนโดต่ำกว่า 1 ล้านทะยอยออกมา 5-10 โครงการเลยทีเดียว

ขณะเดียวกันเจ้าพ่อคอนโดราคาถูกอย่าง บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ก็เตรียมลอนช์ โครงการใหม่ในราคาไม่เกิน 1.2 ล้าน โดยนายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการของแอล.พี.เอ็น. เปิดเผยว่า ในไตรมาส 4 บริษัทเตรียมจะเปิดขายโครงการลุมพินี เอกชัย-บางบอน (เฟส1) จำนวน 1,200 ยูนิต มูลค่า 1,200 ล้านบาท และโครงการลุมพินี วิลล์ แจ้งวัฒนะ 10 จำนวน 476 ยูนิต มูลค่า 540 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 โครงการเป็นโครงการคอนโดบีโอไอ ซึ่งหากหาท่ดินได้เพิ่มเติมบริษัทก็จะเปิดคอนโดในระดับราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาทเพิ่มอีก โดยในปีหน้าวางแผนว่าจะเปิดอีกอย่างน้อย 2 โครงการ

ด้านบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ที่เจาะตลาดกลุ่ม First Jobber และกลุ่มที่เพิ่งซื้อคอนโดมิเนียมหลังแรก (First Condo Buyer) มาก่อนหน้านี้ด้วยแบรนด์ ดิ ออริจิ้น ซึ่งปล่อยคอนโดในราคาที่กลุ่มคนรุ่นใหม่วัยเริ่มทำงานจับต้องได้ออกมาเป็นระยะ ล่าสุดเปิดขายออนไลน์ โครงการ ดิ ออริจิ้น อ่อนนุช ในราคาเริ่มต้น 1.29 ล้านบาท หมดไปอย่างรวดเร็ว และเตรียมเปิดขายคอนโดแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียว ดิ ออริจิ้น อี 22 สเตชั่น (สุขุมวิท–สายลวด สเตชั่น) ในราคา 1 ล้านนิดๆ ในช่วงปลายเดือนนี้

นอกจากนี้ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท ที่เวลานี้หันไปโฟกัสตลาดกลาง-บน ก็ยังไม่ทิ้งตลาดกลาง-ล่างที่เคยเป็นฐานใหญ่ เพียงแต่ในระยะนี้ขอชะลอการลงทุนเอาไว้ก่อน เพราะกลุ่มลูกค้ามีภาระหนี้ค่อนข้างสูง

“โครงการระดับกลาง-ล่าง บริษัทก็จะไม่ทิ้ง เพราะเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่มีความต้องการซื้อสูง แต่ในสถานการณ์ขณะนี้คงต้องชะลอการลงทุนเอาไว้ รอให้เศรษฐกิจฟื้นพฤกษาจะกลับเข้าตลาดนี้อีกครั้ง” นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตทกล่าวเอาไว้

ก็คงจะพอเห็นภาพชัดเจนว่า ตลาดคอนโดราคาถูกที่เงียบๆ อยู่นาน เวลานี้เริ่มมีความเคลื่อนไหวมากขึ้นจากผู้ประกอบการรายใหญ่ เพราะจริงๆ เป็นตลาดที่มีดีมานด์สูงมาก แต่ติดขัดเรื่องสถานะทางการเงินของลูกค้าที่สุ่มเสี่ยง ถ้ามีวิธีจัดการปัญหานี้ร่วมกับสถาบันการเงินได้ ยอดขายไหลมาเทมาแน่นอน



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME