fbpx

หมวดหมู่: อสังหาฯประเด็นร้อน

Warapong Pankaew5 พฤษภาคม 2021
-1280x853.jpg

1min116

ลงทุนอสังหาฯ ในภูเก็ตรอจังหวะฟื้นตัว ซีบีอาร์อี ชี้ความต้องการวิลล่าระดับหรูในภูเก็ตยังมีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ซัพพลายมีอยู่จำกัด คาดว่า หากรัฐคุมการระบาดของโควิดรอบ 3 ได้ และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าประเทศตาม timeline ที่กำหนด ตลาดจะฟื้นตัวในช่วงปลายปี 64 

แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะยังคงซบเซาเนื่องจากมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 แต่ซีบีอาร์อี บริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ พบว่ามีตลาดที่ยังมีความเคลื่อนไหวของการซื้อขายอยู่โดยกลุ่มลูกค้าระดับบนสอบถามเข้ามาเกี่ยวกับวิลล่าหรูเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2563 เป็นต้นมา โดยมาจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้เนื่องจากซัพพลายของวิลล่าระดับบนยังคงมีจำนวนจำกัดจากการชะลอเปิดโครงการใหม่ของผู้ประกอบการและที่ดินที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาวิลล่าหรูเหลืออยู่ไม่มาก นอกจากนี้ มาตรการล่าสุดของรัฐบาลสำหรับโครงการนำร่อง ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ซึ่งจะเริ่มเดือนกรกฎาคมนี้ อาจจะมีบทบาทสำคัญในการทำให้ภูเก็ตฟื้นตัวได้ภายในสิ้นปี 2564

นางสาวประกายเพชร มีชูสาร หัวหน้าแผนกซื้อขายบ้านพักตากอากาศ ซีบีอาร์อี ภูเก็ต กล่าวว่า ความต้องการวิลล่าระดับหรูที่เพิ่มขึ้นมานั้นมาจาก 2 ส่วนหลัก กลุ่มแรกคือผู้ซื้อในต่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูง เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และจีนแผ่นดินใหญ่ ที่กำลังมองหาบ้านหลังที่สอง หรือบ้านพักในวัยเกษียณ ในพื้นที่เขตร้อนหลังการแพร่ระบาดจบลง โดยลูกค้ากลุ่มนี้เป็นผู้ที่มีความคุ้นเคยกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและตลาดภูเก็ตอยู่แล้ว

ส่วนกลุ่มที่สอง คือ ผู้ซื้อในประเทศที่เป็นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่กำลังมองหาบ้านพักตากอากาศหรูทั้งเพื่อการเข้าพักอาศัยเองและเพื่อการลงทุน จากการที่ตลาดภูเก็ตเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงเวลาของการเป็นตลาดของผู้ซื้ออย่างไม่ได้คาดคิดได้กระตุ้นให้กลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งระดับสูง (High Net Worth Individuals – HNWIs) มองหาการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาวที่มีความคุ้มค่า ซึ่งภูเก็ตเป็นตลาดที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติมาตลอดหลายสิบปีลงทุนอสังหาฯ

แผนกวิจัย ซีบีอาร์อี รายงานว่า จากการประกาศเคอร์ฟิวและข้อกำหนดอื่นๆ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ทำให้โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างบางส่วนได้รับผลกระทบ โดยมีวิลล่าเพียง 5 หลังเท่านั้นที่แล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ทำให้วิลล่าในตลาดภูเก็ตมีจำนวนรวมทั้งสิ้นเกือบ 4,300 หลัง

สำหรับตลาดวิลล่าหรูซึ่งมีราคามากกว่า 90 ล้านบาทต่อหลังนั้น แผนกวิจัย ซีบีอาร์อี พบว่า ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2563 มีวิลล่าหรูทั้งหมด 320 หลัง โดยในปี 2564 จะมีเพียง 7 หลังที่จะแล้วเสร็จ และไม่มีซัพลลายใหม่ในปี 2565 ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ซัพพลายของวิลล่าหรูในภูเก็ตจะมีจำนวนจำกัดอย่างมากในช่วงอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ และที่ดินในภูเก็ตที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเป็นวิลล่าหรูระดับบนสุดของตลาดกำลังกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากลงทุนอสังหาฯ

“ภูเก็ตยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของไทยทั้งสำหรับการท่องเที่ยวและสำหรับผู้ที่กำลังมองหาบ้านพักตากอากาศ เนื่องจากตลาดวิลล่าในไทยสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของทุกคนได้ โดยขึ้นอยู่กับงบประมาณและความต้องการเรื่องทำเลที่ตั้งของแต่ละคน ซีบีอาร์อีเชื่อว่าหากนักท่องเที่ยวเดินทางกลับเข้ามาจากมาตรการความช่วยเหลือของภาครัฐ ที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วเดินทางมายังภูเก็ตได้โดยไม่ต้องกักตัว

ควบคู่ไปกับการกระจายวัคซีนที่มีผลสำเร็จ และการทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การระบาดระลอกที่สามอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ตลาดวิลล่าหรูในภูเก็ตก็จะเริ่มฟื้นตัวได้ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งในด้านหนึ่งก็ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ซื้อที่กำลังมองหาบ้านหลังที่สองหรือต้องการ ลงทุนอสังหาฯ ที่สร้างรายได้ เพราะในปัจจุบันในตลาดวิลล่าภูเก็ตยังมีซัพพลายที่ดี มีราคาที่ยืดหยุ่น และมีตัวเลือกที่หลากหลาย ซึ่งอาจหาไม่ได้เมื่อสถานการณ์ตลาดกลับสู่สภาวะปกติ” นางสาวประกายเพชรกล่าวสรุป

อ่านเพิ่มเติม
-ธุรกิจโรงแรมวอนรัฐเร่งฉีดวัคซีน ฟื้นศก.-ท่องเที่ยว
-วีไอพี กรุ๊ป มั่นใจเปิดรับนักท่องเที่ยว อสังหาฯภูเก็ตคึกแน่

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew30 เมษายน 2021
FB-cover-93.png

1min319

ปัจจัยที่ส่งผลต่อ ราคาบ้าน – คอนโด เริ่มมีความเคลื่อนไหว ทั้งราคาที่ดินก่อนการพัฒนาที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลง ขณะที่ราคาวัสดุก่อสร้างอย่างเหล็กเริ่มพุ่งทะยาน จะมีผลกับราคาแค่ไหนไปติดตามกัน

เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของราคาที่ดินก่อนการพัฒนากันบ้างแล้ว ซึ่งจากการรายงานดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 1 ปี 2564 ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พบว่า มีค่าดัชนีเท่ากับ 326.2 จุด หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) ยังคงเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.2 แต่เริ่มเห็นสัญญาณที่ราคาที่ดินที่เริ่มลดลง เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของอัตราเปลี่ยนแปลงของราคาที่ดินเปล่าย้อนหลังไป 5 ปี (ปี 2559-2563) ที่อยู่ประมาณร้อยละ 17.7 ต่อไตรมาส

นอกจากนี้ การที่ดัชนีราคาที่ดินลดลงร้อยละ -2.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ถือเป็นการลดลงครั้งแรกตั้งแต่เริ่มมีการจัดทำดัชนีราคาที่ดินเปล่าของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ มาตั้งแต่ปี 2555 เรื่องนี้ ดร. วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ภาวะการชะลอตัวและการปรับลดลงของราคาที่ดินเป็นไตรมาสแรกเมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 เป็นผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังมีการแพร่ระบาดต่อเนื่องในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯทั้งนี้ ภาวะการลดลงของดัชนีที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนายังถูกสะท้อนด้วยจำนวนความต้องการซื้อขายที่ดินเปล่าในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ลดลงถึงร้อยละ -13.3 เมื่อเทียบกับปี 2562 ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ได้มีการปรับตัว โดยอาจมีการซื้อที่ดินสะสมไว้น้อยลง และมีการซื้อที่ดินใหม่เพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์มากกว่าที่จะซื้อมาเก็บไว้รอการพัฒนาในอนาคต

สำหรับทำเลที่มีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาเพิ่มขึ้นมากในไตรมาส 1 ปี 2564 ส่วนใหญ่ยังคงเป็นที่ดินตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า โดยแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางแค-พุทธมณฑล สาย 4) ที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต ซึ่งเป็นที่ดินโซนตะวันตกของกรุงเทพมหานครมีการปรับดัชนีราคาเพิ่มขึ้นสูงสุด โดยเส้นทางสายนี้เป็นแนวรถไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (หัวลำโพง-บางแค) ที่เปิดให้บริการแล้ว

ส่วนที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าสายสีทอง (ธนบุรี-ประชาธิปก) ที่เพิ่งเปิดให้บริการไปเมื่อเดือนธันวาคม 2563 และสายสีน้ำเงิน (หัวลำโพง-บางแค) และ สายสีส้ม (ตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม) ที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีการปรับเพิ่มขึ้นมากเป็นอันดับ 2 ในไตรมาสนี้ สำหรับที่ดินตามแนวรถไฟฟ้า สายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) ซึ่งเป็นโครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างที่มีความคืบหน้าการก่อสร้างโดยรวมอยู่ที่ร้อยละ 79.44 (ณ มีนาคม 2564) มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.7

ดัชนีราคานี้ทำให้เห็นว่าราคาที่ดินโซนตะวันตก และโซนตะวันออกของกรุงเทพมหานครมีราคาเพิ่มขึ้นมากในไตรมาสนี้

สำหรับทำเลที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าผ่าน 5 อันดับแรกที่มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นสูงสุด

อันดับ 1 ได้แก่ สายสีน้ำเงิน (บางแค-พุทธมณฑล สาย 4) ซึ่งเป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.3 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

อันดับ 2 ส่วนใหญ่เป็นโครงการรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว ได้แก่ สายสีทอง (ธนบุรี-ประชาธิปก) ซึ่งเป็นโครงการที่เพิ่งเปิดให้บริการแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา และสายสีน้ำเงิน (หัวลำโพง-บางแค) ส่วน สายสีส้ม (ตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม) เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต โดยทั้ง 3 โครงการมีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.9 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

อันดับ 3 สายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) ซึ่งเป็นเป็นโครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ที่มีความคืบหน้าการก่อสร้างโดยรวม ณ มีนาคม 2564 อยู่ที่ร้อยละ 79.44 มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.7 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

อันดับ 4 ได้แก่ MRT ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดให้บริการแล้ว ส่วน สายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-หัวลำโพง) เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต โดยทั้ง 2 โครงการ มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.1 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

อันดับ 5 BTS สายสุขุมวิท ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดให้บริการแล้ว มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.0 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

นั่นคือตัวเลขที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์รายงานในไตรมาสล่าสุด ซึ่งแม้ว่าจะมีสัญญาณการชะลอตัวลงของราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนา แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ว่าราคาจะชะลอตัวต่อไปอีก เพราะการแข่งขันในตลาดบ้านแนวราบที่สูงขึ้น โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการรายใหญ่จึงอาจจะทำให้ความต้องการที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนามีสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ผู้ประกอบการหลายรายก็ยังบ่นว่า ราคาที่ดินไม่ได้ลงตามภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจและผลกระทบจากโควิด-19 เลยแม้แต่น้อย ก็ต้องคอดดูว่าในไตรมาสต่อๆ ไป ราคาที่ดินจะไปในทิศทางได้

แต่สิ่งที่น่ากังวลในช่วงนี้ คงจะเป็นเรื่องของวัสดุหลักในการก่อสร้างอย่างเหล็กที่ราคาพุ่งทะยานแบบน่าตกใจ และยังมีแนวโน้มที่จะขยับราคาขึ้นไปอีก ซึ่งอาจจะมีผลต่อต้นทุนบ้านในอนาคตอันใกล้นี้

เรื่องนี้นายอิสระ บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ให้ความเห็นว่า ราคาเหล็กได้ขยับจาก 2 หมื่นบาทต่อตันบวก-ลบ มาเป็น 2.8 หมื่นบาทต่อตัน หรือราคาขึ้นไปถึง 40% ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนการก่อสร้างโดยเฉพาะอาคารสูงที่ต้องใช้ปริมาณเหล็กมากกว่าที่อยู่อาศัยแนวราบ แต่ปัจจุบันโครงการที่อยู่อาศัยแนวสูงก็ยังอยู่ในภาวะที่ชะลอการเปิดโครงการใหม่อยู่แล้ว

แต่ถ้ามองย้อนไปในอดีตราคาเหล็กเคยพุ่งขึ้นไปเตะ 4 หมื่นบาทต่อตัน ดังนั้นการที่ราคาเหล็กยังคงวิ่งอยู่ในระดับ 2-3 หมื่นบาทต่อตันจึงยังเป็นอะไรที่พอรับไหว แม้ว่าจะกระทบต่อต้นทุนอยู่บ้าง แต่เชื่อว่า ผู้ประกอบการคงต้องยอมเฉือนกำไร เพื่อให้ราคาบ้านอยู่ในระดับราคาที่สอดรับกับดีมานด์และสามารถแข่งขันในตลาดได้ “ขายของได้แต่กำไรลดลงย่อมดีกว่าไม่ได้ขาย” เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในสถานการณ์ขณะนี้

สรุปก็คือ แม้ว่าเวลานี้จะมีความผันผวนของต้นทุนอยู่ไม่ว่าจะเป็นราคาที่ดิน หรือราคาวัสดุก่อสร้าง แต่ก็ยังไม่สามารถกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลงของราคาที่อยู่อาศัยได้ เพราะสภาวะการแข่งขัน และความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคลดลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ใครขืนปรับราคาสุ่มสี่สุ่มห้า ความเสี่ยงย่อมสูงขึ้นแน่นอน


Warapong Pankaew29 เมษายน 2021
--1280x856.jpg

1min199

การเคหะฯ อัดโปรโมชั่นสู้โควิดระลอก 3 กระตุ้นลูกค้าใหม่ซื้อ บ้านการเคหะ ลด 5-20% เช่าต่ำสุด 599 บาท/เดือน พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือผู้เช่าซื้อทั้งลดดอกเบี้ย ขยายสัญญาเช่าซื้อ

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า การเคหะฯได้ออกมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย เพื่อช่วยเหลือลูกค้าเช่าซื้อปัจจุบันและลูกค้าใหม่ที่ต้องการซื้อ บ้านการเคหะ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสควิด-19 ในปัจจุบัน สำหรับมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเช่าซื้อปัจจุบันมี 3 มาตรการ ได้แก่

-มาตรการที่ 1 ลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้าเช่าซื้อและขยายระยะเวลาผ่อนชำระ มีหลักเกณฑ์เงื่อนไข ดังนี้

1. ลูกค้าสัญญาเช่าซื้อที่ไม่มีหนี้ค้างชำระ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อคงเหลือร้อยละ 6.50 ทุกประเภทสัญญา (สัญญาเช่าซื้อ ประนอมหนี้ ที่ดินส่วนเกินฯ) กรณีสัญญาแนบที่มีอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 6.50 ใช้อัตราดอกเบี้ยเดิม

2. ขยายระยะเวลาสัญญาเช่าซื้อรวมที่ผ่อนมาแล้วเป็นไม่เกิน 30 ปี เมื่อรวมกับอายุผู้เช่าซื้อไม่เกิน 70 ปี กรณีอายุเกิน 70 ปี ให้ใช้ระยะเวลาตามสัญญาเดิม ลูกค้าสามารถเลือกระยะเวลาการผ่อนชำระสั้นกว่าเกณฑ์ที่กำหนดได้

-มาตรการที่ 2 ปรับโครงสร้างหนี้ลูกค้าเช่าซื้อที่มีหนี้ค้างชำระทุกอัตราดอกเบี้ย มีหลักเกณฑ์เงื่อนไข ดังนี้

1. ลูกค้าที่มีหนี้ค้างชำระที่การเคหะฯได้บอกเลิกสัญญาแล้วหรือยังไม่บอกเลิกสัญญา

2. ปรับโครงสร้างหนี้ พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อคงเหลือร้อยละ 6.50 ทุกประเภทสัญญา (สัญญาเช่าซื้อ ประนอมหนี้ ที่ดินส่วนเกินฯ) กรณีสัญญามีอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 6.50 ใช้อัตราดอกเบี้ยเดิม

3. ขยายระยะเวลาสัญญารวมที่ผ่อนมาแล้วเป็นไม่เกิน 30 ปี เมื่อรวมกับอายุผู้เช่าซื้อไม่เกิน 70 ปี กรณีอายุเกิน 70 ปี ให้ใช้ระยะเวลาตามสัญญาเดิม ลูกค้าสามารถเลือกระยะเวลาการผ่อนชำระสั้นกว่าเกณฑ์ที่กำหนดได้

-มาตรการที่ 3 ให้ส่วนลดค่างวดเช่าซื้อ จำนวน 1,000 บาท โดยมีหลักเกณฑ์เงื่อนไขดังนี้ ให้ส่วนลดลูกค้าเช่าซื้อที่มีอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 6.50 และเป็นลูกค้าเช่าซื้อที่ทำสัญญาเช่าซื้อก่อนวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 และต้องชำระค่าเช่าซื้อให้เป็นปัจจุบันโดยไม่มีหนี้ค้างชำระ ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2564 โดยจะได้รับส่วนลดค่าเช่าซื้อจำนวน 1,000 บาท เพียงครั้งเดียว ทั้งนี้ การเคหะแห่งชาติจะให้ส่วนลดโดยอัตโนมัติในเดือนกรกฎาคม 2564 กรณีค่างวดเช่าซื้อต่ำกว่า 1,000 บาท ให้ส่วนลดเท่ากับค่างวดเดือนกรกฎาคม 2564นายทวีพงษ์ กล่าวถึงวิธีการขอรับสิทธิตามมาตรการช่วยเหลือสำหรับลูกค้าเช่าซื้อปัจจุบันว่า เพื่อเป็นการปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ตามมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ตามนโยบายของรัฐบาลและศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) การเคหะฯจึงจัดให้มีการลงทะเบียนนัดหมาย วันทำสัญญาเช่าซื้อผ่านเว็บไซต์ www.nha.co.th ของการเคหะฯ  หรือลงทะเบียนผ่าน Application บน Smart Phone ทั้งนี้ลูกค้าที่ไม่มี Smart Phone สามารถติดต่อ Call Center 1615 หรือสำนักงานเคหะนครหลวง หรือสำนักงานเคหะจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ทำการลงทะเบียนนัดหมายแทน

สำหรับระยะเวลาลงทะเบียนเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-30 พฤศจิกายน 2564 โดยการเคหะแห่งชาติจะส่งข้อความ (SMS) แจ้งผลให้ลูกค้าทราบผลการลงทะเบียนนัดหมาย และจะเรียกมาทำสัญญาเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 30 ธันวาคม 2564 วันจันทร์ – วันเสาร์ ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยจะนัดหมายทำสัญญา รอบเช้าตั้งแต่เวลา 09.00 – 12.00 น. จำนวน 10 ราย และรอบบ่าย เวลา 13.00 – 16.00 น. จำนวน 10 ราย ต่อสำนักงานเคหะนครหลวง สำนักงานเคหะจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ

บ้านการเคหะ

ส่วนมาตรการให้ความช่วยเหลือกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ต้องการซื้อ บ้านการเคหะ นายทวีพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเคหะฯได้กําหนดโปรโมชั่น 3 รูปแบบ โดยมีระยะเวลาตั้งแต่ 1 มกราคม-30 มิถุนายน 2564 ได้แก่

1.โปรโมชั่นดอกเบี้ยเช่าซื้อ 0 % ในปีที่ 1 สําหรับลูกค้าที่สถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อ วางเงินจองเริ่มต้น 99 บาท เฉพาะโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จหรือใกล้แล้วเสร็จ พร้อมส่งมอบภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2564

2.โปรโมชั่นลดราคา (Shock Price) เฉพาะโครงการบ้านเอื้ออาทร 56 โครงการ ให้ส่วนลดพิเศษประมาณร้อยละ 5-20 ของราคาขายเงินสดเดิม ราคาเริ่มต้นที่ 250,000-520,000 บาท จองเพียง 99 บาท

3. โปรโมชั่นบ้านเช่าราคาพิเศษสำหรับโครงการบ้านเอื้ออาทรและเคหะชุมชน จำนวน 84 โครงการ โดยมีอัตราค่าเช่าในปีแรก ดังนี้

  • บ้านพร้อมที่ดินอัตราค่าเช่า 1,200 บาท/เดือน
  • ห้องชุดขนาด 30-40 ตารางเมตร ชั้น 1-2 อัตราค่าเช่า 1,200 บาท/เดือน
  • ห้องชุดขนาด 30-40 ตารางเมตร ชั้น 3 – 5 อัตราค่าเช่า 999 บาท/เดือน
  • ห้องชุดขนาด 24 ตารางเมตร อัตราค่าเช่า 599 บาท/เดือน

โดยการเคหะแห่งชาติเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งมิเตอร์ น้ำ-ไฟ และค่าส่วนกลางในปีแรก

บ้านการเคหะ

ทั้งลูกค้าเช่าซื้อปัจจุบันและลูกค้าใหม่สามารถสอบถามรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวได้ที่ Call Center 1615 หรือสำนักงานเคหะนครหลวง สำนักงานเคหะจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ

อ่านเพิ่มเติม
-บ้านเคหะสุขประชา เตรียมเปิดจองอีก 21 โครงการทั่วไทย

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew28 เมษายน 2021
covid_200330.jpg

1min219

LPN Wisdom ประเมินผลกระทบโควิดรอบ 3 อสังหาฯมีสิทธิ์ติดลบ 5% หากรัฐคุมการแพร่ระบาดไม่อยู่ แต่ถ้าคุมได้ภายใน 1 เดือน ยังมีโอกาสโต 5-6%

LPNนายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด หรือ LPN Wisdom : LWS บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในเดือนเมษายน 2564 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้บริษัทได้ปรับคาดการณ์แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 ใหม่

จากเดิมที่คาดว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลปี 2564 จะมีแนวโน้มเติบโตได้ถึง 10% เมื่อเทียบกับปี 2563 เป็นอัตราการเติบโตอยู่ที่ 5-6% ถึงติดลบ 5% ขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง และส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยแบ่งแนวทางการวิเคราะห์สถานการณ์ออกเป็น 3 กรณี ตามประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ในปี 2564

คุมโควิดได้ใน 1 เดือน อสังหาฯยังโต 5-6%
-กรณีฐาน (Base Case) เป็นกรณีที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก ได้ภายในระยะเวลา 1 เดือน สามารถเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาประเทศไทยได้ตามแผนในเดือนกรกฏาคม 2564 โดยประมาณว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อยกว่า 3 ล้านคน ในปี 2564 และกระจายวัคซีนได้ตามแผนที่วางไว้ ตามการคาดการณ์ธปท.คาดว่าเศรษฐกิจปี 2564 ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ 3%

LPN

ในกรณีนี้ LPN Wisdom คาดว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 จะมีอัตราการเติบโตได้ที่ 5-6% โดยคาดว่าจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 75,000-76,000 หน่วย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 292,000-298,000 ล้านบาท เทียบกับจำนวนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2563 จำนวน 70,126 หน่วย มูลค่า 276,630 ล้านบาท

– กรณีเลวร้าย (Worse Case) เป็นกรณีที่ประเมินว่าสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ไตรมาสสองของปี 2564 ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่ฟื้นตัวในปี 2564 โดยธปท.ประเมินกรณีเลวร้ายว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบ 0.5% ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับความมั่นใจของผู้บริโภคต่อรายได้ในอนาคต อัตราการว่างงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และกระทบการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ในปี 2564

กรณีนี้ LPN Wisdom คาดว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 จะมีแนวโน้มทรงตัวใกล้เคียงกับปี 2563 โดยมียอดการเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในปี 2564 ประมาณ 70,000-71,000 หน่วย มูลค่าประมาณ 270,000-280,000 ล้านบาท

คุมโควิดไม่อยู่อสังหาฯมีสิทธิ์ติดลบ 5%
– กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) เป็นกรณีที่ประเมินว่าการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่สามารถควบคุมได้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวช้ากว่ากรณีฐานค่อนข้างมาก การแพร่ระบาดของไวรัสกลายพันธุ์รุนแรงจนวัคซีนด้อยประสิทธิภาพลงจนไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้ต้องมีการพัฒนาวัคซีนใหม่ กำลังซื้อภายในประเทศลดลง อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น กรณีนี้ ธปท. คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2464 จะติดลบ 1.7-2%

ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว LPN Wisdom คาดว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 จะมีแนวโน้มติดลบ 5-6% เมื่อเทียบกับปี 2563 เป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากปี 2563 ที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่ติดลบ 37% เทียบกับปี 2562 โดยคาดว่าจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในปี 2564 ประมาณ 65,000-66,000 หน่วย มูลค่าประมาณ 260,000-265,000 ล้านบาท

“กรณีเลวร้ายที่สุดเป็นกรณีที่เราไม่คิดว่าจะเกิด แต่จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และการกลายพันธุ์ที่มีสัญญาณว่า วัคซีนที่ผลิตออกมาอาจจะไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ในหลายประเทศ ทำให้โอกาสในการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ จะส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศลดลง อัตราการว่างงานมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมของเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศที่อาจจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้” นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าว

LPN

แนะรัฐเปิดต่างชาติซื้อบ้าน-คอนโดเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม นายประพันธ์ศักดิ์ ให้ความเห็นว่า ถ้ารัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะถ้าเปิดให้สัดส่วนการถือครองอาคารชุดพักอาศัยของชาวต่าวชาติได้มากกว่า 49% รวมถึงเปิดโอกาสให้สิทธิในการซื้อบ้านพักอาศัยภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด จะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทยให้มีอัตราการเติบโตได้ เพราะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อเข้ามาในประเทศ ซึ่งต้องติดตามว่ารัฐบาลจะมีมาตรการออกมาหรือไม่

“จากรายงานของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ระบุว่า ในปี 2563 มีการโอนที่อยู่อาศัยให้กับชาวต่างชาติรวม 8,285 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 37,716 ล้านบาท ลดลง 35.3% และ 25.5% เมื่อเทียบกับปี 2562 ตามลำดับ ถึงแม้จำนวนการโอนและมูลค่าลดลง แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าในช่วงเวลาที่ประเทศไทยห้ามการเดินทางของชาวต่างชาติในปี 2563 ยังมีนักลงทุนต่างชาติที่มีความมั่นใจและยังคงซื้อและโอนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ถ้ารัฐมีมาตรการกระตุ้นให้เกิดการซื้ออสังหาฯจากต่างชาติ ก็จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในตลาดในภาวะที่กำลังซื้อในประเทศชะลอตัว” นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าว

เปิดโครงการใหม่ไตรมาส 1 ลดวูบ 45%
ในขณะที่การเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในไตรมาสแรกของปี 2564 ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยังคงชะลอแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยมีจำนวนการเปิดตัวใหม่ทั้งสิ้น 9,688 หน่วย ลดลง 45.72% แต่มีมูลค่ารวมของการเปิดตัวโครงการใหม่ 70,156.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.81% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2563 เป็นผลมาจากการเปิดขายโครงการอาคารชุดพักอาศัยในระดับราคาสูง ขณะที่อัตราการขายของโครงการเปิดตัวใหม่ในไตรมาสแรกปี 2564 เฉลี่ยอยู่ที่ 20% ซึ่งสูงกว่าอัตราการขายที่ 16% ในระยะเดียวกันของปี 2563

LPN

โดยแบ่งการเปิดตัวโครงการใหม่ในไตรมาสแรกปี 2564 เป็นการเปิดตัว อาคารชุดพักอาศัย 4,897 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 50.54% จากจำนวนการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งหมด หรือลดลง 28.90% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2563 คิดเป็นมูลค่า 46,567 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80.55 % เทียบกับระยะเดียวกันของปี 2563 และเป็นการเปิดตัวของบ้านพักอาศัย 4,791 หน่วย คิดเป็น 49.46% จากจำนวนการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งหมด หรือลดลง 56.29% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2563 คิดเป็นมูลค่า 23,588 ล้านบาท ลดลง 46.15% เทียบกับระยะเดียวกันของปี 2563

อ่านเพิ่มเติม
-ธุรกิจอสังหาฯ ท่ามกลางโควิดระลอก 3 ยังไปต่อได้ไหม

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew28 เมษายน 2021
shutterstock_309225263-5.jpg

2min170

แนวโน้มสังคม ผู้สูงอายุ (Aging Society) ในไทยมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยว่า ในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคม ผู้สูงวัย อย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) โดยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ถึง 20% ของประชากรทั้งหมด และเมื่อถึงปี 2574 ก็จะเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ประกอบกับ รูปแบบการใช้ชีวิต บริบทและปัจจัยทางสังคมที่เปลี่ยนไปทำให้คนไทยครองตัวเป็นโสดมากขึ้น หรือมีบุตรลดลง เปลี่ยนรูปแบบจากครอบครัวขยายในอดีตเป็นครอบครัวเดี่ยวอย่างชัดเจน

จากปัจจัยข้างต้นทำให้เกิดโอกาสทางการตลาดเพื่อเจาะกลุ่ม Silver Age หรือผู้บริโภคสูงวัยเหล่านี้โดยเฉพาะ ด้วยกำลังซื้อสูงอันเป็นผลมาจากการบริหารจัดการรายได้ตลอดชีวิตการทำงานผ่านการออมทรัพย์และลงทุน ประกอบกับแนวคิดการใช้ชีวิตที่มีความทันสมัยและรู้จักใช้เทคโนโลยีเป็นประจำ ไม่ลังเลที่จะใช้เงินเก็บมาซื้อความสุขและดูแลสุขภาพตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนไปตามเทรนด์ต่าง ๆ ไม่แพ้วัยรุ่นเช่นกัน จนทำให้หลายธุรกิจหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์เพื่อดึงดูดกำลังซื้อของคนสูงวัยมากขึ้น

ผู้สูงวัย

“อยากมีพื้นที่ส่วนตัว-ย้ายไปทำเลใหม่” ปัจจัยผลักดันให้คนวัยเก๋าซื้อบ้านใหม่
ข้อมูลจากผลสำรวจ DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่ใหม่เนื่องจากความต้องการพื้นที่ส่วนตัวมากถึง 44% ตามมาด้วยความต้องการไปอยู่อาศัยในทำเลหรือบรรยากาศใหม่ 31% ในขณะที่อันดับสามให้ความสำคัญกับความสะดวกที่มากขึ้น เช่น อยู่ใกล้โรงพยาบาล ที่ทำงาน โรงเรียน ฯลฯ และซื้อเพื่อลงทุนในสัดส่วนเท่ากันที่ 26%

เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีประสบการณ์และวางแผนการเงินและการใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ จึงให้ความสำคัญในเรื่องการลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนระยะยาวมากกว่าช่วงวัยอื่น ๆ ในขณะที่การซื้อบ้านเพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับสมาชิกในครอบครัวมีเพียง 15% อันเป็นผลจากการที่บุตรหลานเริ่มเข้าสู่วัยทำงานและเริ่มสร้างความมั่นคงด้วยการซื้อบ้านของตัวเอง หรือแยกตัวออกไปเพื่อสร้างครอบครัวหลังแต่งงาน

นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกที่ ผู้สูงวัย ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในการใช้พิจารณาตัดสินใจเลือกซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัย คือ การเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ และความปลอดภัยของทำเล โดยมีสัดส่วนที่เท่ากันอยู่ที่ 53% ตามมาด้วยทำเลที่ตั้ง 49% และโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกรอบทำเลที่ 49% เท่ากัน

เห็นได้ชัดว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้จะเน้นมองหาที่อยู่อาศัยที่เพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น โดยไม่ละเลยความปลอดภัย เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวันตามไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างและการอยู่อาศัยได้อย่างสบายใจด้วยตนเอง ไม่เป็นภาระผู้อื่น

ผู้สูงวัย

หลายคนอาจมีภาพจำว่าคนสูงวัยไม่คุ้นเคยกับการท่องโลกออนไลน์เท่าวัยอื่นในยุคดิจิทัล แต่ที่จริงแล้วผู้สูงอายุเรียนรู้ในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เห็นได้ชัดเจนจากพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจเรื่องซื้อที่อยู่อาศัย โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางยอดนิยมในการค้นหาข้อมูลในประชากรกลุุ่มนี้ถึง 62%

ตามมาด้วยเว็บไซต์ของโครงการ 56% และเว็บพอร์ทัลด้านอสังหาฯ 47% เนื่องจากเป็นช่องทางที่สะดวก ช่วยให้ค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้รวดเร็วและหลากหลายมากพอที่จะนำมาใช้ประกอบการพิจารณาภายใต้การใช้วิจารณญาณและกรอบประสบการณ์ที่มี โดยมีเพียง 16% เท่านั้นที่จะเลือกปรึกษาและหาข้อมูลเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมงาน เพื่อนฝูง และครอบครัว

จับตาเทรนด์ที่อยู่อาศัยมาแรง ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้สูงวัยที่ไม่ได้มีแค่เรื่องสุขภาพ
ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย รวบรวมเทรนด์ที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจและเป็นที่น่าจับตามองสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการคนวัยนี้ที่ไม่ได้มองหาบ้านเพื่ออยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรองรับการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างครบครัน

-สุขภาพกายที่ดีต้องมาพร้อมความสบายใจ เทรนด์รักสุขภาพมาแรง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เห็นคุณค่าของการมีสุขภาพดีมาเป็นอันดับต้น ๆ แน่นอนว่านอกจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการออกกำลังกายจะเป็นปัจจัยสำคัญแล้ว ที่อยู่อาศัยก็ถือเป็นอีกปัจจัยที่มีบทบาทในการสร้างสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีให้ผู้สูงอายุเช่นกัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ผู้สูงอายุได้ใช้เวลาอยู่ด้วยในแต่ละวันมากที่สุด

ดังนั้นการเลือกโครงการฯ ที่มีการออกแบบภายใต้แนวคิดสร้างสรรค์สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีให้ผู้อยู่อาศัย (Health & wellness residence) คำนึงถึงการใช้งานจริง ทั้งการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในให้รองรับผู้สูงอายุที่ต้องการเดินออกกำลังกายภายในบริเวณบ้านของตน มีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับออกกำลังกายและพื้นที่สีเขียวที่มอบความร่มรื่นพร้อมรองรับการทำกิจกรรมด้านสุขภาพอื่น ๆ ในชุมชน

นอกจากนี้ปัจจุบันผู้พัฒนาอสังหาฯ ได้หันมาร่วมมือกับโรงพยาบาลหรือศูนย์บริการสุขภาพเพื่อเพิ่มบริการดูแลสุขภาพหรือบริการทางการแพทย์ไว้ในโครงการด้วย เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์การสร้างสรรค์สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีได้อย่างน่าสนใจ และเป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณาสำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ

ผู้สูงวัย
บ้านสำหรับผู้สูงวัยของ scg heim

-เสริมความปลอดภัยด้วย Home Solutions เพื่อการอยู่อาศัยที่แท้จริง แนวโน้มจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการหันมาให้ความสนใจและพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับผู้บริโภคกลุ่มนี้มากขึ้น มีโครงการที่ออกแบบให้เป็นบ้านสำหรับผู้สูงอายุด้วยความเข้าใจที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบห้องนอนผู้สูงอายุให้มีความเป็นส่วนตัวและอากาศถ่ายเทสะดวก หรือนำนวัตกรรม Home Solutions ต่างๆ มาช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในบ้านได้ราบรื่น และช่วยป้องกันอันตรายจากการเกิดอุบัติเหตุภายในบ้าน

ยกตัวอย่างเช่น ปูพื้นด้วยวัสดุลดแรงกระแทก (Shock Absorption Floor) เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอาการบาดเจ็บหากเกิดอุบัติเหตุหกล้ม ออกแบบราวจับในห้องน้ำ ราวบันไดทั้งสองข้าง หรือพื้นต่างระดับในบ้านเพื่อทรงตัวและเดินได้มั่นคงขึ้น ทำทางลาดสำหรับรถเข็นในการเข้าสู่ตัวบ้าน หรือออกแบบให้ประตูห้องน้ำเปิดออกมาด้านนอก ในกรณีที่มีคนล้มขวางประตูด้านใน ซึ่งรายละเอียดในการออกแบบที่มีพื้นฐานเพื่อตอบโจทย์ผู้อาศัยอย่างแท้จริงนี้ นอกจากจะช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตในบ้านได้อย่างมั่นใจและสบายใจมากขึ้นแล้ว แน่นอนว่าสมาชิกทุกคนในครอบครัวก็จะสามารถใช้ชีวิตในบ้านนี้อย่างปลอดภัยเช่นกัน

-ปลอดภัย อุ่นใจด้วยระบบบ้านอัจฉริยะ นอกจากเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของคนยุคนี้ในหลากหลายด้านแล้ว ยังเข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยอีกด้วย เห็นได้จากการเติบโตของเทรนด์บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาสนับสนุนให้ผู้อยู่อาศัยสามารถควบคุมการทำงานระบบต่าง ๆ ของบ้านผ่านการสั่งงานด้วยเสียงหรือจากแอปพลิเคชั่น ซึ่งยกระดับความปลอดภัยให้ที่อยู่อาศัย เช่น กลอนประตูดิจิทัล (Digital Door Lock) หรือการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่รองรับการรับชมภาพออนไลน์และดูย้อนหลังได้ผ่านสมาร์ทโฟน ช่วยให้ผู้สูงอายุที่ห่วงใยในทรัพย์สินและติดบ้านคลายความกังวลเมื่อต้องห่างจากบ้านได้

นอกจากนี้ระบบบ้านอัจฉริยะยังช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มักมีอาการหลงลืมก็สามารถเลือกควบคุมการเปิด-ปิดไฟหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน/คอนโดฯ ผ่านสมาร์ทโฟนได้ตลอดเวลา แม้ทำธุระอยู่ข้างนอกก็สามารถกดเช็กดูระบบไฟเพื่อความชัวร์ได้ทันที

-เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย ต่อยอดการลงทุนได้ในอนาคต ความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุไม่ได้เน้นไปที่การอยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว เนื่องจากไม่ใช่การมีบ้านหลังแรก แต่มีการวางแผนระยะยาวด้วยการมองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของครอบครัว พร้อมทั้งมีศักยภาพที่ต่อยอดไปสู่การลงทุนได้ในอนาคต เนื่องจากที่อยู่อาศัยถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีความต้องการในตลาดไม่น้อย

ข้อมูลจากผลสำรวจ DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study เผยว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผู้สูงอายุในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยจากบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้นจะสนใจที่ชื่อเสียงของบริษัทมาเป็นอันดับแรก 58% ตามมาด้วยผลงานของผู้พัฒนาในโครงการที่ผ่านมา 56% และคุณภาพของงานตกแต่งภายในที่ผู้พัฒนามอบให้ 55% ซึ่งชื่อเสียงที่ดีของผู้พัฒนา ย่อมส่งผลด้านบวกที่ช่วยให้การประกาศขาย/เช่าในอนาคตง่ายขึ้น ต่างจากกรณีของผู้บริโภคที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเป็นหลักจึงพิจารณาจากคุณภาพของงานตกแต่งภายในที่ได้จากผู้พัฒนามาเป็นอันดับแรก (68%) อย่างไรก็ดี แม้ไม่ใช่เพื่อการขาย ผู้สูงอายุก็ยังมีทางเลือกในการปล่อยเช่าบ้าน/คอนโดฯ เพื่อสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องแทน

ปัจจุบันเทรนด์การพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุแพร่หลายมากขึ้น ทั้งการเปิดตัวโครงการอสังหาฯ ที่เจาะกลุ่มนี้โดยเฉพาะ หรือการพัฒนาโซลูชั่นใหม่ให้เลือกนำไปปรับใช้กับบ้านเดิมที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ธนาคารได้มีการนำเสนอ “Reverse mortgage หรือสินเชื่อบ้านสำหรับผู้สูงอายุ” เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สูงอายุที่มีบ้านเป็นของตนเองแต่ไม่ต้องการขายบ้านทันที เพราะยังต้องใช้อยู่อาศัยและต้องการมีรายได้รายเดือนเพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

หลักการทำงานจะมีรูปแบบเหมือนการทยอยขายบ้านให้กับธนาคาร ซึ่งธนาคารจะตีมูลค่าบ้านพร้อมกับประเมินอายุเฉลี่ยของผู้กู้แล้วจะทยอยจ่ายเงินค่าบ้านให้เป็นรายเดือน โดยผู้กู้ก็ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านหลังนั้นและยังสามารถอาศัยอยู่ในบ้านได้จนกระทั่งผู้กู้นั้นเสียชีวิตหรือตัดสินใจขายบ้านไปก่อน ซึ่งหลังครบกำหนดตามสัญญา บ้านก็จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ตอบโจทย์ความต้องการมีบ้านของผู้สูงอายุพร้อมทั้งช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์อย่างดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (https://www.ddproperty.com/) ได้รวบรวมข่าวสารและเรื่องน่ารู้ในแวดวงอสังหาฯ ที่เป็นประโยชน์กับผูู้บริโภคทุกช่วงวัยที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง เป็นแหล่งรวมข้อมูลประกาศซื้อ/ขาย/ให้เช่าบ้านและคอนโดฯ พร้อมรีวิวโครงการอสังหาฯ ที่น่าสนใจในหลากหลายทำเลทั่วประเทศ เพื่อเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้ผู้บริโภคค้นหาที่อยู่อาศัยที่ตรงตามความต้องการได้ง่ายขึ้น สามารถเตรียมความพร้อมก่อนตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยได้อย่างคุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้มากที่สุด

ผู้สูงวัย

อ่านเพิ่มเติม
-lpn wisdom เผย 4 บริการโดนใจผู้สูงวัยในคอนโด

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew27 เมษายน 2021
Render-view-11-1280x647.jpg

1min273

ตั้งแต่เริ่มปี 2564 เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี มีความเคลื่อนไหวออกมาเป็นระยะๆ ทั้งการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เชิงอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย

ตะลุยซื้อไปแล้วเกือบ 5,000 ล้าน
โดยในช่วงต้นเดือนมีนาคม เฟรเซอร์ส ประกาศตั้งบริษัทเพื่อลงทุนในเวียดนามรวม 8 บริษัท พร้อมกับใช้งบซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาเป็นเขตอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ที่เมืองบินห์เดือง มูลค่ารวม 1,435 ล้านบาท

ถัดมาอีกไม่กี่วันก็แจ้งการซื้อสิทธิการเช่าซึ่งยังเหลือสัญญาเช่าอยู่ 46 ปี และอาคารส่วนที่เหลือในโครงการเมย์แฟร์ แมริออท เอ็กเซกคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ รวมถึงทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องจากกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ มูลค่ารวม 1,574 ล้านบาท โดยที่ทางแผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเฟรเซอร์ส ถือหุ้นในกองทุนอยู่ดังกล่าวอยู่ 33%

ล่าสุดใช้เงินลงทุนอีก 1,800 ล้านบาท ในการซื้อหุ้นทั้งหมดของ บริษัท สีลม คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าของโครงการโรบินสัน สีลม มูลค่า 1,090 ล้านบาท เพื่อทำการรีโนเวทเป็นอาคารมิกซ์ยูส รวมแล้วในระยะ 2 เดือน (มี.ค.-เม.ย.) เฟรเซอร์ส ใช้งบกับการซื้อ 3 รายการข้างต้นไปแล้วเกือบ 5,000 ล้านบาท

ตั้งงบเก็บแลนด์แบงก์อีก 1 หมื่นล้าน
ยังไม่รวมการลงทุนในโครงการที่อยู่อาศัยที่ในปี 2564 เฟรเซอร์ส โฮมมีแผนจะซื้อที่ดินสำหรับการพัฒนาทั้งโครงการบ้านและคอนโดอีก 10,720 ล้านบาท รวมถึงเงินลงทุนสำหรับการซื้อกิจการที่ไปต่อไม่ได้อีกจำนวนหนึ่ง

นายธนพล ศิริธนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะสร้างความเติบโตให้แก่ธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน และความพร้อมด้านการลงทุนของบริษัท ทำให้เล็งเห็นจังหวะที่เหมาะสมในการขยายการลงทุนในทรัพย์สินที่มีศักยภาพสูง

เต็มพอร์ตมิกซ์ยูสบนถนนพระราม4
การซื้อทรัพย์สินที่มีศักยภาพสูงในย่านสีลมครั้งนี้ เฟรเซอร์ส จะนำมาพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส โดยมีงบลงทุนประมาณ 1,800 ล้านบาท เพื่อให้บริการแก่ผู้เช่ากลุ่มองค์กรชั้นนำที่ต้องการพื้นที่สำนักงาน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันบนทำเลใจกลางแหล่งธุรกิจที่สำคัญของกรุงเทพฯ

การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มสัดส่วนของรายได้ประจำ (Recurring Income) ซึ่งจะทำให้บริษัทพร้อมรับมือกับความท้าทายและความไม่แน่นอนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยจะช่วยสร้างการเติบโตและกระจายความเสี่ยงให้แก่พอร์ตโฟลิโอของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรม ภายใต้การบริหารจัดการของ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) ที่ปัจจุบันมีอาคารสำนักงานเกรด A ในย่าน CBD ของกรุงเทพฯรวม 5 อาคารประกอบด้วย อาคารมิตรทาวน์ ออฟฟิศ ทาวเวอร์, อาคาร เอฟวายไอ เซ็นเตอร์, อาคารโกลเด้นแลนด์, อาคารสาทรสแควร์ และ อาคารปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ โดยโครงการแห่งมิกซ์ยูสใหม่นี้จะประกอบด้วยพื้นที่ให้บริการทั้งสิ้น 22 ชั้น และ ชั้นใต้ดินอีกจำนวน 2 ชั้น หรือคิดเป็นพื้นที่รวม 49,602 ตารางเมตร นอกจากนี้ ยังมีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ตรงหัวมุมถนนสีลม ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS ศาลาแดง และ สถานีรถไฟฟ้า MRT สีลม จึงสะดวกต่อการเดินทาง

นายวิทวัส คุตตะเทพ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายโครงการเชิงพาณิชยกรรม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) กล่าวว่า การเข้าซื้อทรัพย์สินที่มีศักยภาพเพื่อมาพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสชั้นนำ นับเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้บริษัทฯสามารถเพิ่มพื้นที่ให้บริการกว่า 49,000 ตร.ม. ภายในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งนี้ คาดว่าโครงการจะพร้อมให้บริการในไตรมาสที่ 4/2565 และเมื่อพัฒนาแล้วเสร็จ บริษัทฯจะมีพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการรวมทั้งสิ้นร่วม 260,000 ตร.ม. ซึ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่พอร์ตโฟลิโอของกลุ่ม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย)ยึดเบ็ดเสร็จมูลค่ารวม 1.66 แสนล.
การซื้อโรบินสัน สีลม มาพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสของกลุ่มเจ้าสัวเจริญครั้งนี้ ถือเป็นการยึดพื้นที่จุดยุทธศาสตร์บนถนนพระราม 4 ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ไล่ตั้งแต่แยกสามย่านมีโครงการสามย่าน มิตรทาวน์ มูลค่า 8,500 ล้านบาท แยกสีลม มีมิกซ์ยูสโครงการใหม่ล่าสุดมูลค่า 1,800 ล้านบาท แยกสาทร-วิทยุ มีโครงการ วัน แบงค็อก มูลค่ากว่า 1.2 แสนล้านบาท ส่วนแยกคลองเตยมีถึง 3 โครงการ ประกอบด้วย โครงการ เดอะ พาร์ค มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท โครงการเอฟวายไอ เซ็นเตอร์ มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท และศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โฉมใหม่ใช้เงินลงทุนอีก 11,000 ล้านบาท

รวมแล้วเจ้าสัวเจริญมีทรัพย์สินบนถนนพระราม 4 มูลค่าไม่ต่ำกว่า 166,000 ล้านบาทเข้าไปแล้ว นี่ถ้าหัวลำโพงที่กำลังจะปลดระวางและเตรียมจะปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ และพัฒนาพื้นที่โดยรอบเป็นเชิงพาณิชย์ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่า 3 หมื่นล้านบาท โปรเจ็กต์ยักษ์ขนาดนี้เจ้าสัวคงไม่พลาดแน่นอน


Warapong Pankaew26 เมษายน 2021
-พาร์ค-วิภาวดี-จตุจักร-8-1280x853.jpg

2min193

ความเดือดเริ่มเพิ่มองศาขึ้นเป็นลำดับ สำหรับโปรโมชั่นกระตุ้นการตัดสินใจซื้อบ้าน-คอนโด ท่ามกลางการระบาดอย่างรุนแรงของโควิด-19 ในรอบที่ 3 ซึ่งทำให้ Sentiment ในตลาดหายวับไปกับตาและมีทีท่าว่าจะยังไม่กลับมาง่ายๆ เมื่อเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจเริ่มอ่อนกำลังลง ความเชื่อมั่นยิ่งหดหายไปทุกขณะ

ในสถานการณ์ที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสั่นคลอนจึงจำเป็นต้องใช้ยาที่แรงขึ้นในการทำให้ผู้บริโภคกลับมาตัดสินใจซื้ออีกครั้ง นั่นจึงเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า นับจากนี้การแข่งขันในตลาดอสังหาฯจะทวีความเดือดยิ่งขึ้น โดยล่าสุด บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดแคมเปญล่าสุด ช่วยลูกค้าผ่อนนานสูงสุด 60 เดือน หรือ 5 ปี เพื่อลดภาระการซื้อคอนโดให้กับลูกค้า จากที่เคยออกแคมเปญช่วยผ่อน 30 เดือนมาแล้วในช่วงก่อนหน้า

นางปนัดดา ขจรศิลป์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นใจของผู้ซื้อบ้านต่อรายได้ในอนาคต ในขณะที่ยังมีความต้องการซื้อบ้านเพื่อการอยู่อาศัยอยู่ บริษัทจึงได้ออกแคมเปญ “ช่วยผ่อนนานสูงสุด…5 ปี” พร้อมฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน เพื่อแบ่งเบาภาระการผ่อนบ้านโดยที่บริษัทช่วยผ่อนในช่วง 5 ปีแรก ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 น่าจะคลี่คลายแล้ว และเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นยอดขายของบริษัทในไตรมาสสองของปี 2564

แคมเปญ “ช่วยผ่อนนานสูงสุด…5 ปี” บริษัทจะช่วยลูกค้าผ่อนค่างวดให้กับสถาบันการเงินนานสูงสุดถึง 5 ปี หรือ 60 เดือน โดยช่วยผ่อนค่างวดบ้านสูงสุดถึงเดือนละ 13,000 บาท กับคอนโดมิเนียมทั้ง 11 โครงการที่เข้าร่วมแคมเปญ

ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะให้บริษัทช่วยผ่อน ตั้งแต่ระยะเวลา 30 เดือน ช่วยผ่อนสูงสุดเดือนละ 13,000 บาท ระยะเวลา 40 เดือน ช่วยผ่อนสูงสุดเดือนละ 9,750 บาท ระยะเวลา 50 เดือน ช่วยผ่อนสูงสุดเดือนละ 7,800 บาท และระยะเวลา 60 เดือน ช่วยผ่อนสูงสุดเดือนละ 6,500 บาท เริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 พ.ค.2564

ในขณะเดียวกันยังมอบส่วนลดสูงสุดถึง 35% ในเริ่มต้นที่ 1.38 ล้านบาท และฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนสูงสุด 120,000 บาท โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาท จากแคมเปญนี้

สำหรับคอนโดมิเนียม 11 โครงการที่เข้าร่วมแคมเปญ “ช่วยผ่อนนานสูงสุด…5 ปี” ประกอบด้วย
-ลุมพินี ซีวิว ชะอำ แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 26 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 1.38 ล้านบาท
-ลุมพินี พาร์ค เพชรเกษม98 แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 26 ตร.ม.ราคาเริ่มต้น 1.44 ล้านบาท
-ลุมพินี วิลล์ พระนั่งเกล้า-ริเวอร์วิว แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 26 ตร.ม.ราคาเริ่มต้น 1.58 ล้านบาท
-ลุมพินี วิลล์ สุขุมวิท 101/1-ปุณณวิถี แบบสตูดิโอ ขนาด 24 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 1.6 ล้านบาท
-ลุมพินี วิลล์ สุขสวัสดิ์-พระราม2 แบบสตูดิโอ ขนาด 23 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 1.83 ล้านบาท
-ลุมพินี พาร์ค บรมราชชนนี-สิรินธร แบบสตูดิโอ ขนาด 22.50 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 1.86 ล้านบาท
-ลุมพินี วิลล์ พัฒนาการ-ศรีนครินทร์ แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 26 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 1.9 ล้านบาท
-ลุมพินี เพลส พระราม3-ริเวอร์ไรน์ แบบสตูดิโอ ขนาด 23.50 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 2.16 ล้านบาท
-ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี-จตุจักร แบบสตูดิโอ ขนาด 24 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 2.2 ล้านบาท
-ลุมพินี เพลส รัชดา-สาธุ แบบสตูดิโอ ขนาด 24 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 2.4 ล้านบาท
-ลุมพินี สวีท ดินแดง-ราชปรารภ แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 28 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 3.4 ล้านบาทนอกจากนี้ ในช่วงเริ่มไตรมาสที่ 2 ในเดือนเมษยนก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่ทยอยเปิดโปรใหม่แต่ก็ยังไม่ร้อนแรงอะไรมากนัก อาทิเช่น

มั่นคงเคหะการ โหมโปรโมชั่นแบบฟูลออพชั่นกับ “คั้นโปรให้หมด! จนหยดสุดท้าย” ให้ส่วนลดสูงสุดถึง 7 แสนบาท เมื่อจองบ้านหรือทาวน์โฮมในราคาเริ่มต้น 2.09-6 ล้านบาท พร้อมรับฟรีเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า แอร์ ผ้าม่าน และฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน* จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคมนี้สำหรับโครงการที่ร่วมรายการ ได้แก่ ชวนชื่น ซิตี้ วัชรพล-รามอินทรา, ชวนชื่น ไพร์ม วิลเลจ บางนา, ชวนชื่น ทาวน์ ราชพฤกษ์-345, ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง 1, ชวนชื่น ทาวน์ ชัยพฤกษ์-แจ้งวัฒนะ, ชวนชื่น ทาวน์ บางใหญ่, ชวนชื่น ทาวน์ วิลเลจ บางนา, ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง 3และ ชวนชื่น พาร์ค ปิ่นเกล้า-กาญจนาธนาแลนด์ จัดโปรโมชั่นพรีเซลคอนโด “ธนา แอสทรา สาทร-จันทน์” เริ่มต้นที่ 2.2 ล้านบาท โดยลูกค้าที่จองคอนโดช่วงพรีเซลจะได้รับเครื่องปรับอากาศ พร้อมระบบกรองอากาศดักจับฝุ่น PM 2.5 ชุดเครื่องครัว Built-in พร้อมซิงค์ล้างจาน เตาไฟฟ้า และเครื่องดูดควัน วัสดุปูพื้นห้องชุดชนิดใหม่ SPC ไม่กลัวน้ำ ตู้ใส่รองเท้า Built-in พร้อมที่แขวนกุญแจและร่ม รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวแบบจัดเต็ม และยังมีโปรโมชั่น On Top ให้กับลูกค้าที่จองและทำสัญญาภายในเดือนเมษายน 2564 รับเพิ่มทองคำน้ำหนักสูงสุด 1 บาทแสนสิริเปิดแคมเปญ ซัมเมอร์โปรโมชัน “SPICE UP THE SEASON” ซื้อวันนี้มีแต่ได้ แสนสิริให้เพิ่มสูงสุดถึง 2 ล้านบาท เพียงคลิ๊กลงทะเบียน และเพิ่มให้อีก 100,000 บาท เมื่อจองภายใน 30 เม.ย. 2564 และทุกยูนิตรับเพิ่ม ฟรี! ค่าใช้จ่ายวันโอน* พิเศษ สำหรับโครงการที่ร่วมรายการแสนสิริยังผ่อนให้เพิ่ม ผ่อนเริ่ม 999 บาท/เดือนเมื่อใช้บริการสินเชื่อจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ เมื่อจองภายใน 30 เมษายนนี้ สำหรับโครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม ราคา 1.79- 30 ล้านบาท ที่เข้าร่วมแคมเปญศุภาลัย จัดโปรฯ ท้าลมร้อน ที่สุดในรอบปี! “Supalai Summer Hot Deals” รวมทาวน์โฮมราคาเริ่มต้น 1.79 ล้านบาท ในโซนรังสิต-ลำลูกกา-ปทุมธานี-อยุธยา เปิดให้จองเพียง 999 บาท รับฟรีของแถม 9 รายการ และหากกู้ไม่ผ่านยินดีคืนเงิน ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน-17 พฤษภาคม 2564 เท่านั้น โดยมีโครงการที่เข้าร่วม ได้แก่ ศุภาลัย เบลล่า วงแหวน-ลำลูกกา คลอง 4, โนโว วิลล์ พหลโยธิน-ลำลูกกา, ศุภาลัย วิลล์ รังสิต คลอง 2, ศุภาลัย เบลล่า วงแหวน-ลำลูกกา คลอง 6, ศุภาลัย ไพรด์ วงแหวน-ลำลูกกา คลอง 6, ศุภาลัย พรีโม่ รังสิต, ศุภาลัย เบลล่า กรุงเทพฯ-ปทุมธานี, ศุภาลัย เออร์บานา แจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด, ศุภาลัย พรีโม่ อยุธยา และศุภาลัย พรีโม่ พหลโยธิน 54/1เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จัดโปรพิเศษ ต้อนรับซัมเมอร์ ที่ โครงการ บูเลอวาร์ด ทัสคานี ชะอำ-หัวหิน เปิดจองบ้านตากอากาศติดทะเล พร้อม Pool Access ทุกหลัง ราคาพิเศษ 6.99 ล้านบาท จากราคาเริ่มต้น เริ่ม 7.99 ล้านบาท เพียงจองภายในเดือนเมษายนนี้ มอบส่วนลดเพิ่มอีก 50,000 บาทที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดยังเป็นโปรโมชั่นในช่วงที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ยังไม่รุนแรงนัก จึงคาดว่าหลังจากนี้แต่ละค่ายจะมีโปรใหม่ออกมาแก้พิษจากโควิดรอบใหม่อย่างแน่นอน


Warapong Pankaew23 เมษายน 2021
-1280x959.jpg

1min311

ราคาบ้าน และคอนโด เริ่มขยับ หลังจากลดลงต่อเนื่องในปี 2563 โดยในไตรมาส 1 ปี 2564 ดัชนีราคาเพิ่มขึ้น 0.3% ส่วนคอนโดเพิ่ม 0.2% จับตาผลกระทบจากโควิดรอบ 3 อาจกดราคาในไตรมาส 2 ให้ลดลงหรือทรงตัว

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้รายงานดัชนีราคาบ้านจัดสรรใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายในกรุงเทพฯและปริมณฑล ไตรมาส 1 ปี 2564 มีค่าดัชนีเท่ากับ 128.2 ลดลงร้อยละ -0.2 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2563 (YoY)

แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) เริ่มเห็นการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าร้อยละ 0.3 หลังจากที่ลดต่ำลงต่อเนื่องติดต่อกันมา 3 ไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 2 ถึง 4 ของปี 2563 ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังมีการแพร่ระบาดต่อเนื่องไปในบางพื้นที่

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากภาพรวมดัชนีราคาบ้านจัดสรรได้สะท้อนให้เห็นว่า ในช่วงไตรมาส 2 ถึง 4 ปี 2563 เป็นช่วงที่ราคาบ้านจัดสรรใหม่ปรับลดต่อเนื่องจากโปรโมชั่นต่างๆ ของสต๊อกที่มีอยู่เดิมเป็นสำคัญ แต่พอเข้าสู่ไตรมาส 1 ปี 2564 ก็กลับมีการปรับขึ้นสูงกว่าไตรมาส 4 ปี 2563 ประมาณ 0.3% ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการเปิดตัวโครงการบ้านจัดสรรใหม่ๆ ในช่วงที่ผ่านมาที่มีต้นทุนราคาที่ดินสูงขึ้น และเป็นสินค้าที่มีความต้องการในตลาดสูง

อย่างไรก็ตาม ราคาบ้านจัดสรรในไตรมาส 1 ปี 2564 ยังคงถูกกว่าต้นปี 2563 เล็กน้อย และหากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงรุนแรง ก็อาจทำให้ดัชนีราคาบ้านจัดสรรกลับมาปรับตัวลดลงเล็กน้อย หรือทรงตัวในไตรมาส 2 ปี 2564 ได้

สำหรับการที่รัฐบาลมีมาตรการในการขยายระยะเวลามาตรการการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์โดยลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และการจดจำนองสำหรับบ้านใหม่ ไปจนถึงสิ้นปี 2564 น่าจะมีผลต่อการกระตุ้นตลาดบ้านประเภททาวน์เฮ้าส์ เนื่องจากยังคงมีหน่วยขายระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทพอสมควร แต่สำหรับบ้านเดี่ยวน่าจะได้รับประโยชน์น้อย

นอกจากนี้ มาตรการการเลื่อนประกาศอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปเป็นปี 2565 และลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเหลือร้อยละ 10 ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่สำคัญในการช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการที่จะพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเสนอขายบ้านจัดสรรในราคาต่ำลงได้

ทั้งนี้ เมื่อจำแนกดัชนี ราคาบ้าน จัดสรรตามพื้นที่ พบว่า
-กรุงเทพฯ มีค่าดัชนีเท่ากับ 127.1 ลดลงร้อยละ -0.2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3
-ปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 129.0 ลดลงร้อยละ -0.2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2

ราคาบ้าน

สำหรับดัชนี ราคาบ้าน เดี่ยวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไตรมาส 1 ปี 2564 มีค่าดัชนีเท่ากับ 126.4 ลดลงร้อยละ -0.2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3

เฉพาะในกรุงเทพฯ บ้านเดี่ยวมีค่าดัชนีเท่ากับ 125.7 ลดลงร้อยละ -0.5 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3
ส่วนในปริมณฑล บ้านเดี่ยวมีค่าดัชนีเท่ากับ 126.5 ลดลงร้อยละ -0.2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าลดลงร้อยละ 0.2

ราคาบ้าน

ขณะที่ดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 1 ปี 2564 มีค่าดัชนีเท่ากับ 130.1 ลดลงร้อยละ -0.2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3

เฉพาะในกรุงเทพฯ ทาวน์เฮ้าส์มีค่าดัชนีเท่ากับ 128.2 ลดลงร้อยละ -0.2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2
ส่วนในปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 132.1 ลดลงร้อยละ -0.1 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2

ราคาบ้าน

สำหรับรายการส่งเสริมการขายบ้านจัดสรรใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายในไตรมาสนี้ พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 46.6 เป็นส่วนลดค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ และ/หรือ ฟรีค่าส่วนกลาง รองลงมาร้อยละ 32.8 เป็นของแถม เช่น เครื่องปรับอากาศ เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน ปั๊มน้ำ แท้งก์น้ำ ฯลฯ และร้อยละ 20.5 เป็นส่วน
ลดเงินสด

เช่นเดียวกับดัชนีราคาห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในไตรมาส 1 ปี 2564 ดัชนีมีค่าเท่ากับ 152.2 จุด ลดลงร้อยละ – 0.8 ซึ่งเป็นการลดลงเป็นไตรมาสที่ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่เริ่มขยับขึ้นร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2563 หลังจากลดลงติดต่อกัน 4 ไตรมาส (QoQ) ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2563

 

อ่านเพิ่มเติม
-ความเชื่อมั่นอสังหาฯยังทรงตัว

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew22 เมษายน 2021
Screenshot-2020-11-18-093032.png

1min200

28 ปี ผ่านไปไวเหมือนโกหก

พฤกษา เรียลเอสเตท มีอายุครบ 28 ปีบริบูรณ์ไปเมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่คุณทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาด้วยทุน 50 ล้านบาท เมื่อปี 2536 ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วหลายครั้ง ลุ้มลุกคลุกคลานมาแล้วหลายรอบ กว่าจะมายืนอยู่แถวหน้าเป็นบิ๊กอสังหาฯอย่างเช่นทุกวันนี้

เช่นเดียวกับคุณทองมาที่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ชีวิตถูกเคี่ยวกรํามาตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย ผมเคยนั่งสัมภาษณ์คุณทองมา คุยกันถึงชีวิตความเป็นมาของเขาก่อนที่จะขึ้นมาเป็นดีเวลลอปเปอร์ใหญ่ของเมืองไทย ซึ่งโดยปกติคุณทองมาจะเป็นคนพูดน้อย ตอบน้อย และถ่อมตัวอยู่เสมอ แต่วันนั้นคุยกันยาวเป็นชั่วโมงๆ พร้อมกับได้ Content ดีๆ ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายๆ คนมาตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันนี้เลยขออนุญาตเล่าย้อนความถึงคุณทองมา กับ 28 ปี ของพฤกษาจากอดีตจนถึงปัจจุบันและอนาคตครับ

ป.4 ต้องออกจากรร. ต่อศึกษาผู้ใหญ่จนจบวิศวะจุฬาฯ
คุณทองมาในวัย 12 ปีต้องออกจากโรงเรียนตอนจบป.4 เพราะฐานะที่บ้านยากจน จึงต้องมาทำงานช่วยที่บ้านด้วยการเป็นลูกจ้างร้านบัดกรี ก่อนเข้ากรุงเทพฯมาเป็นลูกจ้างร้านขายยา ลูกจ้างร้านทอง ส่งเสียตัวเองเรียนศึกษาผู้ใหญ่ จนสอบได้ วิศวะ จุฬาฯ

พอจบออกมาเป็นวิศวกรบริษัทก่อสร้างอยู่หลายบริษัท ก่อนเข้าสู่วงการรับเหมาก่อสร้างด้วยการขอยืมเงินแม่เป็นทุนประเดิม 4-5 หมื่นบาท ตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามเอ็นจิเนียริ่ง นับเป็นก้าวแรกของการเป็นเจ้าของธุรกิจเต็มตัว

เริ่มธุรกิจอสังหาฯ โครงการแรกเจ๊งขายไม่ออก
ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอยู่ได้ 7 ปี ก็เห็นถึงความไม่แน่นอนกำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง จึงคิดอยากจะเปลี่ยนธุรกิจด้วยเงินทุนก้อนสุดท้ายที่ได้จากงานก่อสร้าง ดิ โอลด์สยาม พลาซ่า ราว 50 ล้านบาท และให้บังเอิญที่ต้องพาเพื่อนที่กลับมาจากต่างประเทศไปหาตระเวณหาซื้อบ้านตามโครงการต่างๆ คิดว่า ตัวเองน่าจะทำโครงการแบบนี้ได้ก็เลยลองจับที่ดินมาแบ่งแปลงขายเป็นทาวน์เฮ้าส์ 4 ห้อง

ปรากฏว่า เจ๊ง ขายไม่ได้เลยสักห้อง ซึ่งคุณทองมายอมรับว่า ตอนนั้นเขารู้แต่งานก่อสร้าง ส่วนเรื่องของการขาย การตลาดไม่รู้เลย พอทำออกมาแล้วจึงขายไม่ได้ ยังโชคดีที่มีเพื่อนมาช่วยซื้อไป 3 ห้อง และอีกห้องมีลูกค้าผู้โชคดีมาซื้อไป

แต่คุณทองมายังไม่ลดละความพยายาม โดยไปหาซื้อที่ดินเปิดโครงการบ้านเดี่ยว 10 หลัง แถวๆ ซอยเสือใหญ่ รัชดาฯ ตั้งราคาขายหลังละ 2 ล้านบาท และโครงการทาวน์เฮ้าส์ แถวสุขุมวิท 101 อีก 13 ห้อง ขายห้องละ 1.3-1.4 ล้านบาท ในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามเอ็นจิเนียริ่ง แต่ด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดในธุรกิจอสังหาฯ กว่าทั้ง 2 โครงการ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่หลังจะขายหมดต้องใช้เวลาเป็นปี

จุดเริ่มต้นของ พฤกษาฯ และเจ้าพ่อบ้านราคาถูก
มีอยู่วันหนึ่งคุณทองมา ได้มีโอกาสไปฟังคุณชวน หลักภัย ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนี้ กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาได้พูดถึงบ้านราคาถูกราคาไม่เกิน 6 แสนบาท ซึ่งมีความต้องการอยู่มหาศาล และรัฐบาลก็ให้การสนับสนุนผ่านการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท

คุณทองมาปิ๊งไอเดยจากคำพูดของคุณชวน และใช้เวลาศึกษาตลาดบ้านราคาถูกอย่างจริงจังอยู่สักระยะก่อนที่จะเปิดโครงการแรก บ้านพฤกษา 1 ที่รังสิตคลอง 6 จำนวน 1,000 หลัง ขายราคา 3.5 แสนบาท ขายอยู่ 3 เดือนก็หมด แต่โครงการแรกนี้กลับเท่าทุนเพราะตั้งราคาถูกเกินไป

พฤกษา

คุณทองมา เริ่มโครงการพฤกษา 2 อีก 2,000 หลัง คราวนี้ขยับราคาเป็น 3.5-4.5 แสนบาท 3-4 เดือนก็ขายหมด และเปิดโครงการต่อเนื่องที่บางบัวทองเป็นโครงการพฤกษา 3 จำนวนถึง 7,000 หลัง ขายราคา 4-6 แสนบาท ขายอยู่ 1 ปีก็หมดเกลี้ยง ถือว่า เดินมาถูกทาง จากปี 2536 ธุรกิจบ้านพฤกษาราคาถูกก็โตวันโตคืน จนถึงปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ สถาบันการเงินถูกปิด บริษัทมีเงินสดหมุนเวียนอยู่แค่ 10 ล้านบาท ขณะที่ยังต้องสร้างและโอนบ้านให้ลูกค้าถึง 3,000 หลัง และมีหนี้อยู่อีกราว 1,000 ล้านบาทที่ต้องใช้ให้เจ้าหนี้

เปิดร้านอาหารเกสรหารายได้เลี้ยงลูกน้อง
พอตั้งหลักได้คุณทองมาใช้เงินที่มีอยู่ทะยอยสร้างบ้านให้ลูกค้า พอโอนได้ก็เอาเงินไปใช้หนี้ และเงินที่เหลือก็เอาสร้างบ้านให้ลูกค้าต่อใช้เวลา 2 ปี พฤกษา ถึงรอดพ้นจากวิกฤติที่หนักที่สุดมาได้ แต่ตลาดยังไม่ฟื้นกลับมา คุณทองมา เลยใช้ช่วงเวลานี้มาเปิดร้านอาหารชื่อร้านเกสร อยู่ตรงทางเข้าสนามกอล์ฟนอร์ธปาร์ค ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อให้พนักงานได้มีงานทำ และนำรายได้ส่วนหนึ่งมาเลี้ยงพนักงานที่ยังเหลืออยู่ จนถึงปี 2544 พฤกษา เรียลเอสเตท จึงกลับคืนวงการอีกครั้ง

การกลับมารอบนี้คุณทองมาถอดบทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ค่อยๆ กระจายความเสี่ยงด้วยการขยายเซ็กเมนต์ไปในตลาดอื่นๆ นอกเหนือจากการทำแต่บ้านราคาถูก พร้อมนำเทคโนโลยี่การก่อสร้างระบบสำเร็จรูปมาใช้ โดยลงทุนสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูป พร้อมกับตั้งเป้าพลิกโฉมธุรกิจอสังหาฯให้เป็นระบบอุตสาหกรรม ( Real Estate Manufacturing) โดยใช้ความเร็ว (Economy of speed) จากที่เคยใช้เวลาสร้างบ้าน 6-7 เดือน เหลือแค่ 1 เดือน และการสร้างด้วยปริมาณมากๆ (Economy of Scale) เป็นอาวุธสำคัญในการทำธุรกิจ

พฤกษา

โค่นแชมป์ – แชมป์ที่ถูกโค่น ขาลงของพฤกษา?
หลังวิกฤติปี 2540 พฤกษาเติบโตอย่างรวดเร็ว จนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯในปี 2548 ก็ยิ่งเหมือนเสือติดปีกจากรายได้ในปีเริ่มต้นของการเป็นบริษัทมหาชนกว่า 7,600 ล้านบาท ก็พุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2552 ก็สามารถล้มแชมป์ตลอดกาลอย่างแลนด์แอนด์เฮ้าส์ไปได้ด้วยรายได้กว่า 19,000 ล้านบาท และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนมีรายได้สูงสุดในปี 2558 ที่ 50,000 ล้านบาท และมียอดขายสูงสุดในปี 2561 ที่ 51,000 ล้านบาท

ในช่วงที่พฤกษากำลังพุ่งทะยาน คุณทองมาวาดฝันจะมีรายได้ถึง 1 แสนล้านบาทในปี 2560 ก่อนจะขยับแผนอีกครั้งเป็นภายในปี 2570 พร้อมกับการขยายการลงทุนไปในต่างประเทศตั้งเป้าจะติด Top 10 ของบริษัทอสังหาฯของเอเชีย แต่ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะการลงทุนในต่างประเทศกลับล้มไม่เป็นท่า เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงตลาดในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง และกฎระเบียบต่างๆ ที่กลายเป็นจุดตายของการลงทุนในแต่ละประเทศ

พฤกษา

ขณะที่ตลาดในประเทศก็เริ่มถูกท้าทายด้วยคู่แข่งขันระดับบิ๊กๆ มากหน้าหลายตาในแต่ละเซ็กเมนต์ที่พฤกษาขยายตัวออกไป ประกอบกับ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาต่อเนื่องบั่นทอนกำลังซื้อในฐานที่มั่นสำคัญของพฤกษานั่นก็คือตลาดบ้านระดับกลาง-ล่าง สร้างผลกระทบต่อรายได้จนทำให้เสียแชมป์ให้กับแสนสิริไปในที่สุดเมื่อปีที่ผ่านและทำให้พฤกษาต้องเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

ก้าวต่อไปของพฤกษากับบ้านราคาถูกที่หายไป
ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 คุณทองมา โปรโมทลูกน้องเก่าคุณปิยะ ประยงค์ ที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่ปี 2546 ขึ้นเป็น ซีอีโอ พฤกษา เรียลเอสเตท ปรับจูนการทำงานของพฤกษา เรียลเอสเตทใหม่ โดยตั้งเป้าภายใน 3 ปีนับจากนี้เขาตั้งเป้าจะนำพา พฤกษา เรียลเอสเตท กลับไปในจุดที่เคยทำได้ดีที่สุดอีกครั้ง พร้อมกับต่อยอดไปสู่ธุรกิจสุขภาพ โดยนำโรงพยาบาลวิมุต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจของพฤกษามาช่วยยกระดับการอยู่อาศัยไปอีกขั้น

ในวาระครบรอบ 28 ปี จึงมีงานที่ท้าทายรออยู่ เพื่อกลับคืนสู่บัลลังก์เบอร์ 1 ของตลาด แม้คุณทองมาจะบอกหลายครั้งว่าไม่ต้องการแข่งกับใคร ขอแข่งกับเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ให้ได้ก็พอ

คุณทองมา ได้กล่าวในวาระที่บริษัทครบ 28 ปีว่า ก้าวต่อไป พฤกษาจะนำความเชี่ยวชาญจากธุรกิจสุขภาพที่กำลังจะเปิดตัวของโรงพยาบาลวิมุตมาผนวกในการยกระดับการอยู่อาศัยให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น จึงไม่ใช่เพียงแค่การอยู่อาศัย แต่ยังรวมไปถึงการใส่ใจดูแลด้านสุขภาพด้วย โดยจะยังคงยึดมั่นวิสัยทัศน์และพันธกิจภายใต้แนวคิด “ใส่ใจ…เพื่อทั้งชีวิต” เพราะอยากให้ทุกคนมี “บ้าน” ที่อยู่แล้วมีความสุข

พฤกษา

28 ปีของพฤกษาก็ขอชื่นชมในความสำเร็จของคุณทองมา และเอาใจช่วยคุณปิยะให้นำองค์กรผ่านวิกฤติรอบนี้ไปให้ได้ สำหรับผมน่าเสียดายอยู่อย่าง ตรงที่พฤกษาในวันนี้แทบไม่มีบ้านราคาถูกให้ผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางซึ่งวันนี้ก็ยังมีความต้องการอยู่อย่างมหาศาล และเคยเป็นฐานให้พฤกษาได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา

จะด้วยวิถีของธุรกิจ ความใหญ่ขององค์กรที่ทำให้กดต้นทุนไม่ลงหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมก็เชื่อว่า ด้วยศักยภาพของพฤกษา ทั้งคน ทั้งเทคโนโลยี่ และประสบการณ์อันโชกโชนในตลาดนี้ ถ้าเอาจริงๆ ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะครับ สวัสดี #28ปีพฤกษา


Warapong Pankaew20 เมษายน 2021
.png

1min178

โดย…วราพงษ์ ป่านแก้ว

แผนการตลาดรับมือโควิดระบาดระลอก 2 ยังไม่ทันจะได้ Action ก็ดันมาเจอกับ Ripple Effect กับการแพร่ระบาดในระลอกที่ 3 ที่หนักหนาสาหัสกว่า 2 ระลอกก่อนหน้า แม้ว่ารัฐบาลจะไม่ประกาศล็อคดาวน์ ตามคำเรียกร้องของหลายๆ ฝ่าย ซึ่งร่วมทั้งภาคอสังหาฯของเราด้วย แต่ภาวะตกใจจากตัวเลขผู้ติดเชื้อที่พุ่งพรวด ก็อาจจะทำให้คนไม่มีกะจิตกะใจจะออกไปไหนโดยไม่จำเป็น แม้จะมีระบบออนไลน์เข้ามาช่วยในการขาย แต่ถึงอย่างไรก็ต้องไปจบกันที่โครงการอยู่ดี ทำให้ภาวะการขายในเวลาอาจจะช็อกในช่วงเวลาสั้นๆ จนกว่าสถานการณ์การระบาดจะคลี่คลาย

ช่วงที่คนกำลังหวดผวา ถ้าบริษัทไหนบอกว่าโครงการขายดี เห็นทีจะต้องเอาสัญญาจะซื้อจะขายของลูกค้ามาวางกองให้เห็นตรงหน้าถึงจะเชื่อได้แบบสนิทใจ ซึ่งคาดว่า ผลกระทบของการระบาดระลอกที่ 3 ที่หนักหน่วงจะฉุดรั้งให้ตลาดอสังหาฯ ต้องสะดุดหรือเดินได้ไม่เต็มฝีเท้าไปอีกระยะ อย่างเร็วที่สุดก็คงจะกลับมาได้ในเดือนสุดท้ายของไตรมาสที่ 2 นี้

จริงๆ ก็ไม่ได้เกินกว่าที่ผู้ประกอบการทั้งหลายคาดการณ์กันเอาไว้หนักหรอกครับ เพราะได้ฟัง Comment จากหลายๆ ท่าน ก็ประเมินกันเอาไว้ว่าในครึ่งปีแรกตลาดอสังหาฯ คงจะยังอยู่ในช่วงพักฟื้นรอหมอมาฉีดวัคซีน กว่าจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ก็น่าจะเป็นช่วงครึ่งปีหลัง ดังจะเห็นได้จาก Plan การเปิดโครงการใหม่ๆ ของหลายบริษัทก็เก็บไว้ใส่กันในครึ่งปีหลังให้มันส์หยดเสียเป็นส่วนใหญ่

จะมีบ้างบางบริษัทที่เดินหน้าเปิดโครงการใหม่ นั่นอาจจะเป็นเพราะไฟต์บังคับ หรือต้องการเติมของเข้า shelf ดักรอกำลังซื้อที่มองเห็นอยู่รำไรๆ แล้วกลับไปท่องคาถาเรียกเนื้อเรียกปลารอลุ้นให้ลูกค้าเดินหลงเข้ามาที่ไซต์โครงการก็อาจเป็นไปได้เช่นกัน

เอาเป็นว่าช่วงนี้คงได้แต่ Wait and See หรืออาจถึงขั้น Wait and Sleep กันเลยทีเดียว

รอให้สถานการณ์การแพร่ระบาดระลอก 3 ค่อยๆ คลี่คลายลง พร้อมกับความชัดเจนของแผนการฉีดวัคซีนที่จะต้องปรับกันใหม่ให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่ล่าช้าอยู่อาจจะได้โควิดระลอก 3 เป็นตัวกระตุ้นกดดันให้รัฐบาลต้องทำอะไรมากขึ้นกว่าเดิม เร็วกว่าเดิม ก็เป็นได้

หากจะให้ประเมินกันวันนี้ก็ยังเชื่อว่า ถึงอย่างไรการจัดการปัญหาโควิดจะต้องจบภายในปีนี้ แผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวก็ยังคงเป็นธงเดิมก็คือภายในเดือนตุลาคม เพราะถ้าเลย high season ปีนี้ ในธุรกิจท่องเที่ยวคงไม่มีใครเหลือไปถึง High Season ปีหน้าหรอกครับ

แล้วธุรกิจอสังหาฯจะอยู่กันไหวมั๊ย?

ถ้ายังคงเป็นไปตาม timeline นี้ ปีนี้ยังคงเป็นปีที่จะต้องประคองตัวให้รอดไปอีกปี อาจจะดีขึ้นในครึ่งปีหลัง แต่ new demand ในตลาดก็คงมีอยู่อย่างจำกัด เพราะเศรษฐกิจไทยคงจะขยายตัวไม่ได้ถึง 4% ตามที่รัฐมนตรีคลังเขาฝันเอาไว้ เผลอๆ จะหล่นตุ้บเหลือไม่ถึง 2% เสียด้วยซ้ำ เมื่อต้องหักกลบกับผลกระทบจากโควิดรอบที่ 3

ขณะที่ของที่ปล่อยออกมาก่อนหน้า โดยเฉพาะบ้านแนวราบทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ รวมถึงสต๊อกเก่าๆ ของคอนโดที่ยังไม่หมดไปง่ายๆ จะทำให้การแข่งขันจะ เดือด! ยิ่งกว่าเดิมแน่นอน เพราะเรื่องของสภาพคล่องถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้ ใครมีเงินสดในมือพร้อมไว้ใช้จ่าย พร้อมไว้ใช้หนี้ก็คงจะอยู่รอดผ่านปีนี้ไปได้

TOD

เท่าที่ดูตอนนี้ผู้ประกอบการแบ่งออกเป็น 2 พวกใหญ่ พวกแรกคือพวก พร้อมลุย กับอีกพวกคือพวก พร้อมรอ

พวกพร้อมลุย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบิ๊กๆ ในตลาดที่มีสายป่านยาวหน่อย กลุ่มนี้มองว่า วงจรอสังหาฯ ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและกำลังอยู่ในช่วงผงกหัวขึ้น ถ้าเข้าทำในจังหวะที่ถูกต้อง ในทำเลที่ของขาด และยังพอมีดีมานด์อยู่ ก็จะฉกฉวยความได้เปรียบได้ แม้ว่าในช่วงปีนี้จะยังลุ่มๆ ดอนๆ แต่ก็แรงอึดพอที่จะผ่านไปได้

ส่วนพวกพร้อมรอ เป็นกลุ่มที่สายป่านไม่ยาว หรืออาจจะสายป่านยาวแต่ทำธุรกิจแบบ conservative ไม่มีแรงกดดันที่จะต้องสร้างรายได้ สร้างยอดขายให้เติบโตอยู่ทุกวินาที ถ้าไม่มั่นใจว่าโครงการจะไปได้ก็ยังไม่ลุย พร้อมรอจนกว่าตลาดจะเปิดมองเห็นดีมานด์ชัดๆ จึงค่อยลุย โดยอาศัยต้นทุนในการดำเนินการที่ถูกกว่าในการแข่งขัน

2 กลุ่มนี้อยู่รอดมาได้ตลอด อาจจะมีช่วงที่หน้ามืด ตามัว คลำหาทางออกไม่เจอกันบ้าง แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ ซึ่งวิกฤติจากโควิดในรอบนี้ก็หวังว่าจะผ่านไปได้เช่นกัน และหวังว่าคงจะไม่มีใครต้องเข้าไปอยู่ในกลุ่มพร้อมล้มนะครับ

สำหรับคนที่คิดจะซื้อบ้านหรือคอนโด ถ้ามีกำลังพอก็ถือว่ายังมีโอกาสที่ดีด้วยการแข่งขันที่รุนแรงเพื่อเร่งระบายสต๊อก ทำให้ยังมีโปรโมชั่นต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าช่วงนี้จะแผ่วๆ ไปด้วยพิษโควิดระลอก 3 อยู่บ้าง แต่เชื่อเถอะว่า หลังโควิดรอบนี้คลี่คลาย แต่ละโครงการคงจะจัดโปรชุดใหญ่ไฟกระพริบ เป็นการปลุกขวัญและกำลังใจให้กับคนซื้ออย่างแน่นอน แต่ถ้าใครที่สถานะการเงินยังไม่ชัวร์ ก็ขอให้ Wait and Sleep ไปก่อนได้เลยครับ เพราะแบงก์คงไม่ปล่อยเงินกู้ให้แน่นอนครับ

 



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME