fbpx

Category: อสังหาฯประเด็นร้อน

Warapong Pankaew12 มกราคม 2021
.-1280x853.jpg

1min79

ธอส. คลอดอีก 4 มาตรการ ช่วยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ระบาดรอบใหม่ ลดค่างวด 25-75% นาน 6 เดือน

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดรอบใหม่ของสถาบันการเงินสมาชิกสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ(SFIs) ตามนโยบายของกระทรวงการคลัง

ในส่วนของ ธอส. คณะกรรมการธนาคารมีมติเห็นชอบในหลักการให้จัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จากโควิด-19 ผ่าน “โครงการ ธอส. รวมไทย สร้างชาติ ปี 2564” ด้วย 4 มาตรการลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) นานสูงสุด 6 เดือน ครอบคลุมทั้งลูกค้าที่เคยหรืออยู่ระหว่างใช้ “มาตรการช่วยเหลือลูกค้า ผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19” และ “โครงการ ธอส. ช่วยคนไทย ร่วมสร้างชาติ” รวมถึงลูกค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการทั้งลูกค้ารายย่อยและกลุ่ม SMEs ที่มีสถานะปกติ หรือสถานะ NPL ประกอบด้วย

มาตรการที่ 9 สำหรับลูกค้าที่เคยเข้าร่วมหรืออยู่ระหว่างใช้มาตรการช่วยเหลือของธนาคาร ลูกค้าที่มีสิทธิ์แจ้งความประสงค์ขอใช้มาตรการจะต้องมีคุณสมบัติ คือ มีสถานะบัญชีปกติ ไม่อยู่ระหว่างการประนอมหนี้ สามารถขอลดเงินงวดผ่อนชำระ (ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวด ผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6 เดือน (กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2564) โดยลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ เข้าร่วมมาตรการระยะแรกผ่าน Application : GHB ALL ได้ตั้งแต่วันที่ 15 – 29 มกราคม 2564

มาตรการที่ 10 สำหรับลูกหนี้สถานะ NPL และลูกหนี้สถานะ NPL ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ สามารถขอลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6 เดือน (กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2564) โดยลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการระยะแรก ผ่าน Application : GHB ALL ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม – 26 กุมภาพันธ์ 2564

มาตรการที่ 11 สำหรับลูกค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของธนาคาร ลูกค้าที่มีสิทธิ์แจ้งความประสงค์ขอใช้มาตรการต้องมีคุณสมบัติ คือ มีสถานะบัญชีปกติ ไม่อยู่ระหว่างการประนอมหนี้ สามารถขอลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6 เดือน(กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2564) โดยลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการระยะแรก ผ่าน Application : GHB ALL ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 26 กุมภาพันธ์ 2564

มาตรการที่ 12 สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการ SMEs สินเชื่อประเภทแฟลต แบ่งเป็น 1.ได้ลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 70% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน หรือไม่เกินมิถุนายน 2564 หรือ 2.พักชำระหนี้ถึงมิถุนายน 2564 ในกรณีที่ได้รับผลกระทบทำให้รายได้ไม่เพียงพอในการชำระหนี้ ยื่นคำขอเข้ามาตรการระยะแรกได้ที่สาขาทั่วประเทศภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564

ธอส.

ทั้งนี้ ลูกค้าที่ต้องการลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการ 9-11 ระยะแรก ต้องดาวน์โหลดหลักฐานยืนยันว่ามีผลกระทบทางรายได้ผ่านทาง Application : GHB ALL ให้ธนาคารพิจารณา เช่น สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ภาพถ่าย หรือ Statement เป็นต้น ส่วนดอกเบี้ยประจำงวดที่ตัดชำระไม่หมดในขณะที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือ ธนาคารจะเปิดให้ลูกค้าทยอยผ่อนชำระได้จนถึงก่อนวันที่ลูกค้าจะครบกำหนดตามสัญญาเงินกู้ หรือก่อนปิดบัญชีเงินกู้

สำหรับลูกค้าของธนาคารที่ในปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการที่ธนาคารกำหนด และยังมีปัญหาด้านรายได้ทำให้ไม่สามารถผ่อนชำระได้ตามปกติ ธนาคารพร้อมพิจารณาขยายความช่วยเหลือในรูปแบบการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้เป็นรายกรณีต่อไป ส่วนกรณีหน่วยงานที่มีสวัสดิการเงินกู้กับธนาคารได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้หน่วยงานมีหนังสือแจ้งมายังธนาคารเพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่พนักงานที่กู้เงินกับธนาคารต่อไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 และ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์

อ่านประกอบ : ธอส.คลอด 4 มาตรการสางหนี้ตำรวจ 4,000 ล้านบาท

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew8 มกราคม 2021
-7.png

1min186

บิ๊กอสังหาฯกระดี๊กระด๊า ชักแถวกวาดยอดโอนปี 63 เกินเป้าสูงเป็นประวิตการณ์ เอพี ไทยแลนด์ รายล่าสุดประกาศยอดโอนบ้าน-คอนโด พุ่ง 4.6 หมื่นล้าน โตกว่า 40% ชิงดำ แสนสิริ ขึ้นเบอร์ 1 อสังหาฯ

บิ๊กอสังหาฯระดับหัวแถวเริ่มทะยอยประกาศความสำเร็จในการดำเนินงานในปี 2563 ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ แสนสิริ ได้ประกาศว่า มีรายได้จากการโอนในปี 2563 สูงถึง 4.5 หมื่นล้านบาท เติบโต 45% จากปี 2562 ถือเป็นตัวเลขการโอนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของแสนสิริ และทุบทุกสถิติการโอนที่เคยทำได้สูงสุดในรอบ 36 ปี

ล่าสุด เอพี ไทยแลนด์ ได้คาดการณ์ยอดโอนรวมในปี 2563 ว่าจะมียอดโอนเกือบ 4.6 หมื่นล้านบาท และมั่นใจว่า เป็นตัวเลขยอดโอนที่สูงสุดในตลาด

เอพี ไทยแลนด์นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทคาดว่าจะมียอดโอนรวมเกือบ 46,000 ล้านบาท ซึ่งเกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นปีที่ 40,550 ล้านบาท หรือโตกว่า 40% จากปี 2562 และคาดว่าน่าจะเป็นยอดโอนที่มากที่สุดในตลาด พร้อมทั้งคาดการณ์ผลกำไรรวมทั้งปี 2563 จะเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ

“ทั้งหมดมาจากความสำเร็จในการส่งมอบสินค้าทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและคอนโดมิเนียม ซึ่งนับว่าเป็นความสำเร็จครั้งสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา และมั่นใจว่าเอพี ไทยแลนด์จะสามารถมุ่งสู่การเป็นเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรมอสังหาฯไทย” นายวิทการ กล่าว

ความสำเร็จในครั้งนี้มาจากการปรับตัวที่รวดเร็วจากวิกฤตที่เกิดขึ้น ตลอดจนความเข้มแข็งในการทำงานของพนักงานในองค์กรโดยมองไปที่เป้าหมายเดียวกันก็คือ EMPOWER LIVING ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการกระแสเงินสดที่รัดกุม ส่งผลให้บริษัทสามารถก้าวข้ามผ่านวิกฤตมาได้อย่างมั่งคง สร้างผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกไตรมาส

อีกหนึ่ง key success สำคัญก็คือแผนการบริหารจัดการภายในองค์กรที่ดำเนินควบคู่ไปกับการบริหารจัดการพอร์ตสินค้าที่นำมาซึ่งการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมานอกจากความสำเร็จในการขายและโอนกรรมสิทธิ์สินค้าในกลุ่มธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบแล้วนั้น บริษัทยังได้รับการตอบรับที่ดีมากจากการโอนสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียม โดยมีลาดพร้าว LIFE อโศก-พระราม 9 LIFE วัน ไวร์เลส และ Aspire อโศก-รัชดา

ทั้งนี้ปี 2563 ที่ผ่านมาบริษัทเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 40 โครงการ รวมมูลค่า 45,020 ล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยว 18 โครงการ มูลค่า 20,860 ล้านบาท ทาวน์โฮม 18 โครงการ มูลค่า 18,530 ล้านบาท และโครงการในต่างจังหวัด 3 โครงการ มูลค่า 2,430 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 3,200 ล้านบาท

“บริษัทยังคงดำเนินแผนธุรกิจด้วยความรัดกุม ควบคู่ไปกับความพร้อมที่จะปรับตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยการบริหารจัดการกระแสเงินสด ภายใต้พันธกิจใหญ่ขององค์กร “EMPOWER LIVING” ที่พร้อมเติมเต็มทุกเป้าหมายของชีวิต ด้วยนวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีคุณค่าและมีความหมาย” นายวิทการกล่าวในที่สุด

สำหรับผลประกอบการของบริษัทอสังหาฯรายใหญ่ในรอบ 9 เดือนของปี 2563 นับเฉพาะรายได้จาการขายที่ไม่รวมโครงการร่วมทุน ซึ่ง Property Mentor ได้รวบรวมเอาไว้จะพบว่า 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. แสนสิริ 23,356 ล้านบาท  2. เอพี (ไทยแลนด์) 21,645 ล้านบาท 3.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ 19,895 ล้านบาท 4.พฤกษา โฮลดิ้ง 19,661 ล้านบาท 5.เอสซี แอสเสท 12,938 ล้านบาท จะเห็นว่า ทั้ง แสนสิริ เอพี แลนด์แอนด์เฮ้าส์ และพฤกษา ยังมีลุ้นกับการมีรายได้จากการขายสูงสุดในปี 2563 ขึ้นอยู่กับรายได้ในไตรมาสสุดท้ายใครจะทำได้ดีกว่ากัน

อ่านประกอบ : Top 3 เจ้าตลาดอสังหาฯ ยุคฝ่าวิกฤติโควิด-19
Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew7 มกราคม 2021
FB-cover-99.png

1min213

แสนสิริ ปั๊มรายได้ปี 63 สูงสุดในรอบ 36 ปี 4.5 หมื่นล้าน เผยปัจจัยความสำเร็จจากการปรับกลยุทธ์ Speed to Market เดินเกมรับ-รุกรวดเร็ว พร้อมอัดโปรโมชั่นโดนใจผู้ซื้อ 

นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย ว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา นับว่าบริษัทประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจภายใต้สภาวเศรษฐกิจและสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั้งในด้านการขายและโอนโครงการ สามารถปิดการขายโครงการที่อยู่อาศัยได้ถึง 35 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 64,600 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถโอนโครงการที่อยู่อาศัยทุกประเภทที่สร้างเสร็จสมบูรณ์และส่งมอบให้กับลูกค้าไปถึง 45,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายใหม่ที่มีการปรับล่าสุดในช่วงปลายปีที่ 43,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับเป้าโอนครั้งที่ 4 รอบในรอบปีที่ผ่านมา ถือเป็นตัวเลขการโอนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของแสนสิริ และทุบทุกสถิติการโอนที่เคยทำได้สูงสุดในรอบ 36 ปี และโตขึ้นจากปีก่อนถึง 45% โดบแบ่งเป็นยอดโอนจากคอนโดมิเนียม 25,500 ล้านบาท โตจากปีก่อนถึง 50% และยอดโอนที่อยู่อาศัยแนวราบ 19,500 ล้านบาท โตขึ้น 39% จากปีก่อน

“ความสำเร็จจากการดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมา มาจากความพร้อมด้วยแผนปรับเปลี่ยนรับมือสถานการณ์ตลาดตลอดเวลา นอกจากนี้ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 แสนสิริยังมีการดำเนินธุรกิจพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ด้วยกลยุทธ์ “Speed to Market” เพื่อแข่งขันกับสภาพตลาด ขยับและเดินเกมเร็วนำหน้าคู่แข่งด้วยกลยุทธ์การตลาดที่แข็งแกร่ง นำเสนอโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ตรงใจลูกค้า อาทิ แสนสิริผ่อนให้ 24 เดือน และการรุกการขายในทุกช่องทาง ผ่าน Multi-channel เพื่อตอบโจทย์คนอยากมีบ้านในยุคโควิด รวมถึงการบริหารเงินสดในมือที่ดี (Cash is King) ด้วยการกำสภาพคล่องในมือถึง 15,000 ล้านบาท” นายอุทัย กล่าว

ในระยะยาว บริษัทยังมียอดขายรอโอน (Backlog) (รวมโครงการร่วมทุนในคอนโดมิเนียม) มูลค่ารวมประมาณ 24,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายรอโอนจากโครงการภายใต้การพัฒนาของแสนสิริ 19,800 ล้านบาท และยอดขายรอโอนจากโครงการภายใต้การร่วมทุนอีก 4,200 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2566 ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แสนสิริเป็นอย่างดีและเสริมความแข็งแกร่งในทุกสภาวะเศรษฐกิจ

อ่านประกอบ : Speed to Market กลยุทธ์ รับ-รุก-เร็ว สไตล์ แสนสิริ

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew6 มกราคม 2021
-พร็อพเพอร์ตี้.png

1min245

กานดา พร็อพเพอร์ตี้ กางแผนรุก-รับอสังหาฯปี 64 ผุด 5 โครงการบ้านแนวราบ พร้อมลุยตลาดเมืองพัทยา วางเป้าเติบโตอย่างมั่นคงโดยนำที่ดินในมือมาพัฒนา ชะลอซื้อที่ดินใหม่ ตั้งเป้าขายทะลุ 3,200 ล้านบาท เดินหน้าปรับกลยุทธ์รับมือตลาดแข่งขันสูง แย้มแผนเจาะตลาดบ้านต่ำกว่า 1.6 ล้าน

นายหัสกร บุญยัง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ “ไอลีฟ” เปิดเผยแผนการดำเนินการในปี 2564 ว่า บริษัทได้ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ สำหรับช่วงปี 2562-2566 ปีละ 1-3 ทำเล และเปิดโครงการใหม่ปีละ 4-8 โครงการ เพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัท โดยในปี 2563 ได้ขยายทำเลโดยการเปิดโครงการใหม่เพิ่มที่โซนเทพารักษ์-บางบ่อ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการไอลีฟ พรีม่า เทพารักษ์-บางบ่อ ทั้งในส่วนที่เป็นโครงการทาวน์โฮม “ไอลีฟ ทาวน์” และโครงการบ้านเดี่ยว-บ้านแฝด “ไอลีฟ พาร์ค”

นอกจากนี้ ยังได้เปิดโครงการใหม่ในทำเลที่บริษัทมีโครงการเปิดอยู่ก่อนแล้ว ได้แก่ โครงการไอลีฟ ไพร์ม วงแหวน-รังสิตคลอง 4 และโครงการไอลีฟ ไพร์ม 2 ถลาง ภูเก็ต

แม้ว่าในปี 2563 เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปี แต่โครงการที่เปิดใหม่ถือว่าได้รับการตอบรับที่น่าพอใจ แต่ละโครงการมีอัตราการขายที่ดีกว่าภาพรวมของตลาดที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ยอดขายในปี 2563 บริษัทสามารถทำไปได้มากกว่า 3,000 ล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ 3,000 ล้านบาท และมีรายได้จากการโอน 1,950 ล้านบาท

“แม้ว่ารายได้จะตกจากเป้าที่ตั้งไว้ 2,000 ล้านบาทไปเล็กน้อย เนื่องจากมีการชะลอการเปิดโครงการใหม่ในช่วงที่ไวรัสระบาดรุนแรง และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารที่สูงขึ้น แต่ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ และยังคงเป็นไปตามแผนที่ต้องการให้บริษัทเติบโตได้อย่างมั่นคง และมีสถานะการเงินแข็งแรง” นายหัสกรกล่าว

สำหรับทิศทางในปี 2564 ภาพรวมของเศรษฐกิจไม่น่าจะแย่กว่าปี 2563 แม้เปิดศักราชใหม่มา จะมีการ Lock Down ในบางจังหวัดหรือบางพื้นที่ เนื่องจากการระบาดระลอกใหม่ของไวรัสโควิด-19 แต่เชื่อว่าประสบการณ์การ Lock Down ในช่วงปี 2563 จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แต่ละบริษัทในการบริหารจัดการประคับประครองสถานะการเงินและบุคลากรของบริษัทได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เศรษฐกิจโดยภาพรวมของปี 2564 น่าจะมีความคล้ายคลึงกับปี 2563 โดยมีการชะลอตัวในครึ่งปีแรก และฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

กานดา พร็อพเพอร์ตี้

ในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ ความต้องการคงไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่มีกลุ่มที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมเปลี่ยนมาซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้น และจากการที่มีผู้เล่นในตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้นจะทำให้การแข่งขันในแต่ละทำเลสูงขึ้น แต่ละบริษัทจะมีการจัดแคมเปญ โปรโมชั่นที่เข้มข้นมากขึ้นเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด ซึ่งจะทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัยแนวสูง คาดว่าจะยังคงติดลบอยู่ เพราะยอดขายคอนโดมิเนียมใหม่น้อยลง โดยภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าจะอยู่ในระดับทรงตัว

ในปี 2564 บริษัทยังคงเน้นการเติบโตอย่างมั่นคง และมีสถานะการเงินที่แข็งแรง โดยได้ชะลอการซื้อที่ดินใหม่ และนำที่ดินที่มีอยู่มาพัฒนาโครงการใหม่ โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 3,300 ล้านบาท และเป้ารายได้อยู่ที่ 2,200 ล้านบาท และมีแผนเปิดโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 5 โครงการ มูลค่ารวม 3,631 ล้านบาท ประกอบด้วย

1. ไอลีฟ ไพร์ม ประชาอุทิศ 90 เป็นโครงการทาวน์โฮมจำนวน 211 ยูนิต มูลค่าโครงการ 441 ล้านบาท

2. ไอลีฟ ไพร์ม 2 พระราม 2 กม.14 เป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดจำนวนรวม 228 ยูนิต มูลค่าโครงการ 805 ล้านบาท

3. ไอลีฟ พัทยา-จอมเทียน ซึ่งเป็นการเปิดโครงการบนทำเลใหม่ในปีนี้ของบริษัท เป็นโครงการทาวน์โฮม จำนวนรวม 384 ยูนิต มูลค่าโครงการ 875 ล้านบาท

4. ไอลีฟ ไพร์ม 2 ประชาอุทิศ 90 เป็นโครงการทาวน์โฮม จำนวน 268 ยูนิต มูลค่าโครงการ 541 ล้านบาท

5. ไอลีฟ ไพร์ม 2 วงแหวน-รังสิตคลอง 4 เป็นโครงการทาวน์โฮม จำนวน 460 ยูนิต มูลค่าโครงการ 969 ล้านบาท

“เมื่อรวมกับโครงการที่เปิดขายมาแล้วก่อนหน้าในปี 2564 บริษัทจะมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายรวมทั้งสิ้น 17 โครงการ ใน 9 ทำเล มูลค่าโครงการรวมประมาณ 9,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีที่ดินรอการพัฒนาสำหรับโครงการในอนาคตมูลค่ารวม 13,000 ล้านบาท” นายหัสกรกล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ทั้งในด้านการก่อสร้าง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการ เพื่อรองรับการแข่งขันที่สูงขึ้น ในส่วนของการก่อสร้าง ได้เพิ่มจำนวนบ้านสร้างเสร็จพร้อมขายพร้อมโอนให้เพียงพอกับประมาณการยอดขายในช่วงเปิดโครงการ เพื่อที่จะสามารถโอนได้เร็ว เพิ่มกระแสเงินสดให้บริษัทได้เร็วขึ้น และยังเป็นการรองรับพฤติกรรมการซื้อของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการซื้อโดยไม่ต้องผ่อนดาวน์

กานดา พร็อพเพอร์ตี้

นอกจากนี้ ในการรองรับการเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทได้มีการออกแบบ 8 ฟังก์ชั่นการใช้งานภายในบ้าน “8 f(x)” เพิ่มเติม เพื่อรองรับการใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างจากรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยังคงยึด “4 KANDA CONCEPT” ได้แก่ ECO SMART/ EASY MAINTENANCE/ 3 GENERATIONS/ FLOOD PROTECTION เป็นแนวคิดหลักในการออกแบบ

“สำหรับปัญหาที่เกิดจากการภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการที่ธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ในเชิงรุก โดยการตั้งทีมขึ้นมาทำงานร่วมกับธนาคารต่างๆ อย่างใกล้ชิด และคอยแก้ปัญหาและให้คำปรึกษากับลูกค้าที่กู้ไม่ผ่าน เพื่อยังคงรักษาลูกค้าไว้กับบริษัทในระยะยาว”

นายหัสกร กล่าวอีกว่า นอกจากการขยายทำเลใหม่ๆ แล้ว อีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้กับบริษัทคือการขยายกลุ่มลูกค้าเพิ่ม จากเดิมผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะอยู่ในระดับราคา 2 ล้านบาทขึ้นไปเป็นหลัก ขณะนี้บริษัทกำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะขยายกลุ่มลูกค้าในตลาดที่ราคาต่ำกว่า 1.6 ล้านบาทลงมา ซึ่งเป็นตลาดที่ยังมีความต้องการซื้อสูง แต่ยังติดปัญหาเรื่องของต้นทุนการพัฒนาโครงการในปัจจุบันที่เพิ่มสูงขึ้น หัวใจหลักคือ ต้นทุนที่ดินต้องถูก ซึ่งจะต้องขยับออกมานอกเมือง แต่ต้องมีแหล่งงานรองรับ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเรื่องของการขยายกลุ่มลูกค้าในเร็วๆ นี้

อ่านประกอบ : ออริจิ้น มั่นใจอสังหาฯปี 64 ยังโตได้ หลังโควิดระบาดใหม่

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew5 มกราคม 2021
-SOHO-Bangkok.png

1min192

ออริจิ้น มั่นใจโควิดระบาดรอบใหม่ กระทบอสังหาฯระยะสั้น ผู้ประกอบการมีประสบการณ์รับมือ ตลอดปี 64 ยังเติบโตได้ เผยปี 63 ดันยอดขายได้ทะลุเป้าจากการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง 

พีระพงศ์ จรูญเอก

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ภาคเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์มีการปรับฐานครั้งใหญ่จากปัจจัยที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน และน่าจะเป็นจุดพักฐานที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี ขณะที่ปี 2564 นั้น สถานการณ์ COVID-19 ระลอกใหม่ อาจเข้ามามีส่วนกดดันตลาดในระยะสั้นช่วงต้น-กลางไตรมาสแรก แม้ระยะยาวอาจจะต้องจับตากันอย่างต่อเนื่อง แต่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมทั้งปีของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และภาพรวมทั้งปี 2564 จะยังเติบโตได้มากกว่าปี 2563

“ปีนี้เรามีตัวพลิกเกม หรือ Game Changer ที่ชัดเจนกว่าปี 2563 คือการทยอยฉีดวัคซีนทั่วโลกและโอกาสกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง เรื่องดังกล่าวจะส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ผู้บริโภคกลับมามีกำลังซื้อและมีความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ขณะเดียวกันทุกภาคส่วนของไทยก็มีความตื่นตัวต่อสถานการณ์ มีความจริงจังต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ออริจิ้นและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆ เอง ก็มีประสบการณ์การปรับตัวและการรับมือกับความท้าทายต่างๆ ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา เชื่อว่าทั้งหมดจะเป็นปัจจัยสำคัญให้ภาพรวมตลาดปี 2564 ขับเคลื่อนไปได้มากกว่าปี 2563” นายพีระพงศ์ กล่าว

นอกจากนี้ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยังมีโอกาสได้รับปัจจัยบวกอื่นๆ เพิ่มเติมในปี 2564 อาทิ การได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 1 ของประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) จากบลูมเบิร์ก และนโยบายไทยแลนด์ อีลิท การ์ด ที่จะเข้ามามีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ตลาดฮ่องกง สิงคโปร์ และอีกหลากหลายชาติที่สนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งสนใจตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมากกว่าเดิม สำหรับออริจิ้นเอง เตรียมพร้อมทั้งการวางแผนและการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับทุกปัจจัยที่อาจจะเข้ามาในปี 2564

สำหรับในปี 2563 ภาพรวมยอดขาย (Presale) ของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 25,600 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายของปีนี้ที่วางไว้ที่ 21,500 ล้านบาท สวนทางสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวม

“Key Success ของธุรกิจตอนนี้คือเรื่องการปรับตัว ซึ่งจากการปรับตัวอย่างต่อเนื่องทั้งช่วงก่อนและหลัง COVID-19 ส่งผลให้ปี 2563 ถือเป็นปีที่เราทำตลาดที่อยู่อาศัยกลุ่ม Ready to move ได้ค่อนข้างโดดเด่น คิดเป็นสัดส่วนราว 65% ของยอดขายทั้งหมด ขณะเดียวกัน การวิเคราะห์ตลาด การเลือกทำเลและเซ็กเมนท์ที่มีศักยภาพ ทำให้เราสามารถค้นหาเรียลดีมานด์เจอ พัฒนาสินค้าคุณภาพที่มีทั้ง Living Solution และ Reaching Solution ตอบโจทย์ความต้องการ และสร้างยอดขายในกลุ่มโครงการเปิดตัวใหม่ได้ดีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายรวมทั้งปี 2563 ของเราออกมาได้เหนือกว่าเป้าหมาย” นายพีระพงศ์ กล่าว

ทั้งนี้ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ได้ปรับตัวอย่างต่อเนื่องหลายอย่างตั้งแต่ช่วงก่อน COVID-19 อาทิ

การปรับสัดส่วนธุรกิจมาพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรภายใต้บริษัท บริทาเนีย จำกัด เพิ่มขึ้น การเปิดตัวแบรนด์บ้านจัดสรรเซ็กเมนท์ใหม่ๆ ทั้งเซ็กเมนท์ตลาด 2-5 ล้านบาท อย่างแบรนด์ไบรตัน (Brighton) เซ็กเมนท์ตลาด 7-10 ล้านอย่างแกรนด์บริทาเนีย (Grand Britania) และเซ็กเมนท์ 25 ล้านบาทขึ้นไปอย่างเบลกราเวีย (Belgravia) ส่งผลให้มียอดขายบ้านจัดสรรคิดเป็นสัดส่วนราว 25% ของยอดขายทั้งหมดในปี 2563 เข้าถึงกลุ่มลูกค้าในตลาดใหม่ๆ มากขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทยังรักษาระดับการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในปริมาณใกล้เคียงเดิม แต่ใช้หลากหลายกลยุทธ์เพื่อให้เข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น อาทิ การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ โซโห แบงค็อก (SOHO Bangkok) โครงการแรกบนทำเลรัชดา เพื่อขยายฐานตลาดไฮเอนด์เพิ่มขึ้น แม้จะเพิ่งเปิดตัวในช่วงปลายไตรมาส 4 แต่ก็ได้รับการตอบรับที่ดี มียอดขายแล้วกว่า 60%

การจับมือพันธมิตรเกาหลีใต้พัฒนาโครงการไนท์บริดจ์ สเปซ สุขุมวิท พระราม 4 (KnightsBridge Space Sukhumvit Rama 4) จนทำให้กวาดยอดขายไปแล้วถึง 98% ด้านแบรนด์ดิ ออริจิ้น (The Origin) ก็ใช้กลยุทธ์ใหม่ๆ เช่น Origin Next Normal ลดต้นทุนด้านการบริหารจัดการที่ไม่กระทบต่อตัวสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงโครงการที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น

ออริจิ้น

ขณะที่โครงการกลุ่ม Ready to move ก็ประสบความสำเร็จจากโครงการ Everyone can sell โครงการที่เปิดโอกาสให้พนักงานเครือออริจิ้นกว่า 1,200 คน กลายเป็น Micro-Influencer สร้างยอดขายได้ด้วยการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตัวเอง โดยโครงการดังกล่าวสร้างยอดขายในปีนี้ได้ถึงราว 10% ของยอดขายทั้งปี

อ่านเพิ่มเติม : โควิด-19 กับ 5 ฟังก์ชั่นของบ้านที่เปลี่ยนไป

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew4 มกราคม 2021
-19.jpg

1min482

เข้าสู่ปี 2564 ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านของการใช้ชีวิตเข้าสู่วิถีใหม่หรือที่เรียกกันติดปากว่า “New Normal” จากการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ได้ทำ ผู้คนวัยทำงานต้อง Work From Home ดำเนินการทางธุรกรรมผ่านระบบ Online Business สมาชิกวัยใสของครอบครัวต้องเรียนผ่านระบบ Online Learning การจับจ่ายใช้สอบในชีวิตประจำวันปรับสู่ระบบ “ไร้เงินสด” หรือ Cashless Society และเมื่อใดก็ตามที่เราออกจากบ้านต้องคิดเสมอว่าเราต้องเว้นระยะห่างตามมาตรการ Social Distancing

แล้วในปี 2564 การออกแบบบ้านในโครงการจัดสรร หรือการจัดวางฟังก์ชั่นใสพื้นที่ห้องชุด จะเป็นไปอย่างไร ต้องปรับ ต้องเปลี่ยนหรือไม่ คำตอบก็คือ …ไม่ปรับก็ขายยาก ไม่เปลี่ยนอาจขายไม่ออก แล้วต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร

Property Mentor ขอเริ่มต้นปี 2564 ด้วยการนำเสนอเรื่องราวการปรับเปลี่ยนการจัดพื้นที่ใช้สอบ หรือฟังก์ชั่นการอยู่อาศัย ภายในบ้าน ภายในห้องชุด โดยยึดโยงแนวคิด “New Normal” กับการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านที่เกิดขึ้นตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกตะวันตก และนำเข้าสู่การปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการออกแบบพื้นที่ใช้สอยตามกรอบวิถีไทย

โควิด-19 จะเปลี่ยนวิธีคิดในการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน เพราะผู้คนปรับตัวให้เข้ากับชีวิตที่ต้องอยู่บ้านมากขึ้น เมื่อบ้านเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อที่จะสร้างความสุขกับการใช้ชีวิตในบ้าน ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้การออกแบบบ้านต้องเปลี่ยนแปลงไป โดยอย่างน้อยที่สุดต้องปรับแนวคิดให้มี 6 ฟังก์ชั่นที่ตอบสนอง

1. เปลี่ยนการใช้พื้นที่ให้รองรับความต้องการส่วนบุคคล
หมายถึงบ้านจะต้องรองรับกิจกรรการใช้พื้นที่ที่มีความเฉพาะเจาะจงสำหรับสมาชิกแต่ละคนของบ้านเพิ่มมากขึ้น เช่น พื้นที่สำหรับการอ่านหนังสือ การพักผ่อนในเวลากลางวัน การออกกำลังกาย และความบันเทิง ฟังก์ชั่นภายในบ้านจึงมีมากกว่าแค่ห้องรับแขก ห้องนอน ห้องน้ำ และสวนหลังบ้าน พื้นที่สำหรับกิจกรรมเหล่านี้จะต้องมีความยืดหยุ่น และสามารถเปลี่ยนได้เมื่อผู้เป็นเจ้าของบ้านต้องการ เช่น ใช้ประตูกระจกบานเฟี้ยม มาแบ่งระหว่างพื้นที่ส่วนกิจกรรมต่างๆ จากพื้นที่รับแขก หรือส่วนอื่นๆ ของบ้าน

2. เพิ่มพื้นที่รับแสงธรรมชาติ และพื้นที่เปิดโล่ง
ด้วยหลักการของการรักษาตัวเองและทุกคนในครอบครัวให้ห่างไกลโควิด-19 คือการใช้ชีวิตในพื้นที่เปิดโล่ง ดังนั้นการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องสร้างทางเลือกของการออกแบบบ้าน ซึ่งต้องจัดหาพื้นที่กลางแจ้งส่วนตัวสำหรับสมาชิกภายในบ้าน ซึ่งกระแสความต้องการพื้นที่เปิดโล่ง หรือพื้นที่กลางแจ้งมีเพิ่มมากขึ้นในบ้านทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่มีขนาดกะทัดรัดที่สุด หรือบ้านหลังใหญ่ สมาชิกภายในบ้านอาจต้องการเพียงแค่การเชื่อมต่อที่ใกล้ชิดระหว่างพื้นที่อยู่อาศัยและโลกธรรมชาติ ด้วยประตูกระจกบานสไลต์ที่อยู่ในสนนราคาที่ผู้ซื้อจับต้องและเป็นเจ้าของได้

3. ปรับบ้าน เป็น “โฮมออฟฟิศ” รูปแบบใหม่
ด้วยเหตุผลสำคัญของการ Work From Home ผู้คนถูกบังคับให้ทำงาน เจ้าของบ้านที่มีงบประมาณเพียงพอเลือกที่จะใช้วิธีดัดแปลงห้องใดห้องหนึ่งภายในบ้าน ให้เป็นสำนักงาน โดยให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดที่จำเป็น สำหรับพื้นที่ทำงานที่มีประสิทธิภาพ ความต้องการพื้นที่ทำงานส่วนตัวเพิ่มมากขึ้น บางคนมีแนวคิดที่จะออกแบบโดยรวมโฮมออฟฟิศเข้ากับพื้นที่กลางแจ้งส่วนตัว โดยออกแบบให้อยู่ในสวนด้านหน้าของที่พักอาศัยทำให้รู้สึกเหมือนได้ออกจากบ้านเพื่อไปทำงาน

4. ควรมีห้องครัวอัจฉริยะ เพิ่มระบบจัดการเชื้อโรคไม่ให้เข้ามาภายบ้าน
เนื่องจากผู้คนมีแนวโน้มที่จะอยู่บ้านมากขึ้นความสำคัญของห้องครัวในบ้านก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้นครัวจึงไม่ใช่แค่เพียงสถานที่ประกอบอาหาร เพราะมีถูกสั่งล็อกดาวน์ ตู้เก็บของจะเข้ามามีความจำเป็นมากขึ้น การออกแบบห้องครัวอัจฉริยะจึงกลายเป็นสิ่งที่กระตุ้นการตัดสินใจให้อยากเป็นเจ้าของบ้านได้ โดยเฉพาะหากเพิ่มความคิดแบบแฮนด์ฟรี หรือใส่เทคโนโลยีที่สั่งงานด้วยเสียงในห้องครัว มาใช้กับการควบคุมสิ่งต่างๆ เช่น ไฟก๊อกน้ำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ จะช่วยตอบโจทย์ผู้ซื้อบ้านได้มากขึ้น และที่สำคัญคือ ต้องมีพื้นที่กว้างขวางพอที่จะทำอาหาร และรองรับกิจกรรมของสมาชิกในครอบครัวเมื่อมีโอกาสพิเศษ

โควิด-19

5. ระบบฟอกอากาศ กลายเป็นสิ่งจำเป็น
คุณภาพอากาศเป็นประเด็นสำคัญตลอดการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ผู้บริโภค หรือผู้ซื้อบ้านเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศภายในบ้านมากขึ้น การออกแบบบ้านโดยให้มีระบบจัดการอากาศบริสุทธิ์ภายในบ้านจะกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการและถามถึง

อ่านเพิ่มเติม: New Normal กับการออกแบบเมืองแห่งอนาคต โดย รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew28 ธันวาคม 2020
Untitled-design-1.png

1min225

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ประเมินแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยปี 2564 ดอกเบี้ยต่ำยังเป็นปัจจัยบวกต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อยังคงเป็นปัจจัยลบ ขณะที่ยังมีโครงการใหม่เปิดขายเพิ่มขึ้น 4.2% กำลังซื้อมีแนวโน้มฟื้นตัวในกลุ่มกลาง-บน ตลาดบ้านจัดสรรยังคงขายได้

ในปี 2563 เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และคาดว่าจะมีผลกระทบต่อเนื่องถึงภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2564 ความขัดแย้งทางการเมือง ความผันผวนทางเศรษฐกิจของทั่วโลก ทำให้ยังมีความเสี่ยงในการชะลอการฟื้นฟูภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจโรงแรม ส่งผลให้การจ้างแรงงานกลับเข้าสู่ระบบมีระยะเวลานานมากขึ้น

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัย ผู้ประกอบการได้มีการปรับตัวโดยการชะลอการเปิดโครงการใหม่ทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี 2562 ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจากเชื้อ COVID-19 เนื่องจากยอดขายที่อยู่อาศัยชะลอตัวจากผลกระทบของการประกาศมาตรการป้องกันการเก็งกำไรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือมาตรการ LTV เมื่อเดือนเมษายน 2562

เมื่อเกิดการล็อกดาวน์ทางเศรษฐกิจในช่วงต้นปี 2563 ยอดขายที่อยู่อาศัยก็ยิ่งหดตัวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดอาคารชุดซึ่งได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการล็อกดาวน์ การเดินทางของชาวต่างชาติ ทำให้ยอดขายห้องชุดของชาวต่างชาติหดหายไปเกือบทั้งหมด ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจาก ผลกระทบและความเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น จะทำให้ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมีการปรับตัว เปิดขายโครงการใหม่ลดลง

โดยคาดว่าใน 2563 จะมีจำนวนหน่วยที่เปิดขายใหม่ (ไม่นับรวมบ้านมือสอง) หดตัวลงร้อยละ -46.6 โดยลดจาก 148,639 หน่วย ในปี 2562 เหลือ 79,408 หน่วย ในปี 2563 แบ่งเป็น ที่อยู่อาศัยประเภทบ้านจัดสรร หดตัวลงร้อยละ -34.7 และที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดหดตัวลงร้อยละ -59.2 ส่วนมูลค่าที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ หดตัวลงร้อยละ -30.6 จาก 608,727 ล้านบาท ในปี 2562 เหลือ 422,243 ล้านบาท ในปี 2563

ในปี 2564 คาดว่าจำนวนหน่วยที่เปิดขายใหม่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.9 และมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 ซึ่งเป็นการเพิ่มจากฐานที่ต่ำในปี 2563 โดยมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นผู้พัฒนาหลักในการเพิ่มหน่วยเปิดขายใหม่เข้าสู่ตลาด ซึ่งคาดว่าที่อยู่อาศัยประเภทบ้านจัดสรรจะมีจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.1 และอาคารชุดจะจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.1

สำหรับที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ทั่วประเทศ ซึ่งมีการหดตัวตั้งแต่ปี 2562 จากมาตรการ LTV และในปี 2563 มีการหดตัวอย่างต่อเนื่องจากวิกฤติ COVID-19 คาดว่าในปี 2563 จะมีจำนวนหน่วยขายใหม่หดตัวลง -25.2 จาก 120,673 หน่วยในปี 2562 เหลือ 90,267 หน่วย ในปี 2563 แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรรที่คาดว่าจะหดตัวลงร้อยละ -2.8 และโครงการอาคารชุดคาดว่าจะหดตัวลงร้อยละ -47.9 ส่วนมูลค่าของยอดขายใหม่ คาดว่าจะหดตัวลงร้อยละ -17.0 จาก 473,919 ล้านบาท ในปี 2562 เหลือ 393,198 ล้านบาท ในปี 2563

คาดว่าในปี 2564 จำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ทั่วประเทศ จะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 และมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำในปี 2563 โดยคาดว่าจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ของบ้านจัดสรรจะขยายตัวร้อยละ 2.0 และอาคารชุดจะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.4

ผลจากสถานการณ์การขายที่หดตัวลง โดยเฉพาะตลาดอาคารชุดที่มียอดขายลดลงมากเกือบเท่าตัว ทำให้หน่วยเหลือขาย ณ ครึ่งหลังของปี 2563 ในภาพรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 จาก 301,098 หน่วยในปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 319,528 หน่วย ในปี 2563 โดยอาคารชุดเหลือขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.5 แต่บ้านจัดสรรเหลือขายลดลงร้อยละ -1.1 ส่วนมูลค่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.0 จาก 1,215,299 ล้านบาท ในปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 1,434,195 ล้านบาท ในปี 2563

คาดว่าในปี 2564 ตลาดที่อยู่อาศัยโดยรวมหน่วยเหลือขายจะยังคงเพิ่มมากขึ้นร้อยละ 6.2 และมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8 เนื่องจากมีโครงการเปิดขายใหม่มากกว่าจำนวนหน่วยที่ขายได้ โดยคาดว่าจำนวนหน่วยเหลือขายโครงการอาคารชุดจะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.5 เนื่องจากยังประสบปัญหากำลังซื้อของชาวต่างชาติที่คาดว่ายังหดตัวจนถึงกลางปี 2564 แต่สำหรับโครงการบ้านจัดสรรซึ่งส่วนใหญ่ผู้ซื้อเป็นคนไทยและเป็นกำลังซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง คาดว่าจะมีหน่วยเหลือขายลดลงร้อยละ -1.0 จากช่วงเดียวกันของปี 2563

ด้านนางสาวสุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหารสินทรัพย์บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 จะยังคงมีทิศทางไม่แตกต่างจากปลายปี 2563 ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการต้องพึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ จึงคาดการณ์ว่ากลยุทธ์ด้านการลดราคาที่อยู่อาศัยจะยังถูกนำมาใช้ต่อไป

ขณะที่ผู้ประกอบการจะหันมาพัฒนาโครงการที่ลูกค้าสามารถซื้อได้เฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพเท่านั้น โดยในส่วนของที่อยู่อาศัยที่ขับเคลื่อนตลาดยังคงเป็นตลาดแนวราบที่ตอบโจทย์กลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ที่แม้ว่ากำลังซื้อเหล่านี้จะมีอย่างจำกัดแต่ก็มีแรงกระตุ้นจากปัจจัยดอกเบี้ยและราคาที่อยู่ในระดับต่ำทำให้ตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงนี้

สำหรับตลาดบ้านเดี่ยวนั้นปี 2564 ตลาดบ้านเดี่ยวราคา 3-5 ล้านบาท จะเป็นระดับราคาที่มีสัดส่วนสูงที่สุด ทั้งนี้ในครึ่งปีหลัง 2563 ทำเลที่มีบ้านเดี่ยวระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท เปิดขายอยู่ในตลาดคือทำเลปทุมธานี-ลำลูกกา และบางบัวทอง ส่วนราคา 5-7 ล้านบาท มีเปิดขายอยู่ที่ทำเลปทุมธานี-ลำลูกกา เช่นกัน และทำเลบึงกุ่ม-คลองสามวา ขณะที่ระดับราคา 7–10 ล้านบาท พบที่ทำเลจตุจักร-ลาดพร้าว, ลาดกระบัง-มีนบุรี, ปากเกร็ด บางกรวย และราคา 10 ล้านบาท พบในพื้นที่ ตลิ่งชัน-ทวีวัฒนา, บางแค, ศาลายา-บางใหญ่, สุวรรณภูมิ-บางเสาธง ทั้งนี้ครึ่งหลังปี 2563 พบว่า บ้านเดี่ยวราคา 3-5 ล้านบาท มีอุปทานขยายตัวมากที่สุด ขณะที่ระดับราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทอุปทานเปิดใหม่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก 2563

ส่วนตลาดทาวน์โฮม จะยังคงมีปัจจัยหนุนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้เกิด New Normal ความต้องการพื้นที่ใช้สอยในที่อยู่อาศัยมากขึ้น เพื่อการทำกิจกรรมที่บ้านมากขึ้นและการ work from home ทำให้ผู้ซื้อที่เป็นกลุ่มเริ่มทำงานหันไปซื้อทาวน์โฮมแทนคอนโดมิเนียม เนื่องจากมีพื้นที่ใช้สอยที่มากกว่าในระดับราคาที่เปรียบเทียบกันได้ อีกทั้งระดับราคาของทาวน์โฮมสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับบ้านเดี่ยวในทำเลเดียวกัน รวมถึงส่วนใหญ่จะอยู่ในทำเลที่ใกล้เมืองมากกว่าบ้านเดี่ยว

ทาวน์โฮมราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทยังคงเป็นอุปทานหลักในตลาด โดยทำเลที่ยังพบการเปิดขายในระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ได้แก่ ปทุมธานี-ลำลูกกา, กระทุ่มแบน-สามพราน ส่วนระดับราคา 3 – 5 ล้านบาท พบในทำเลบางแค-บางบอน-ราชพฤกษ์, ดอนเมือง-สายไหม ระดับราคา 5-7 ล้านบาท พบที่ทำเลอ่อนนุช-บางนา และระดับราคามากกว่า 7 ล้านบาทพบที่ทำเลจตุจักร-ลาดพร้าว

ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียมนั้น คาดว่าในปี 2564 อุปทานจะลดลงต่อเนื่องจากปี 2563 ที่พบว่าครึ่งปีแรกอุปทานลดลง 11% มาอยู่ที่ 109,433 ยูนิต สะท้อนการปรับตัวที่ดีของผู้ประกอบการ และเกิดการพัฒนาคอนโดมิเนียมโครงการที่ราคาเอื้อมถึงง่ายขึ้น เพื่อช่วยดึงความต้องการของกลุ่ม Real Demand โดยโครงการระดับกลางหรือมีราคาระหว่าง 80,000–150,000 บาทต่อตารางเมตร ที่มีราคาขายต่อยูนิตไม่เกิน 4 ล้านบาท ยังเป็นระดับราคาที่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อ โดยในครึ่งปีหลัง 2563 โครงการคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคานี้พบบริเวณแนวรถไฟฟ้าสายใหม่ที่กำลังก่อสร้างอยู่ทั้งสายสีเหลือง สายสีส้ม และสายสีชมพู


Warapong Pankaew27 ธันวาคม 2020
133366988_840035603502506_7993847683375649530_o-1280x720.jpg

1min185

การเคหะแห่งชาติ มอบของขวัญปีใหม่ 2564 เปิดตัว “บ้านเคหะสุขประชา” บ้านเช่าราคาประหยัด พัฒนาด้วยแนวคิดใหม่ “ได้มีที่อยู่อาศัยพร้อมที่ทำกิน” มีแผนดำเนินการทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ พื้นที่ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยรองรับอยู่แล้ว ในพื้นที่ EEC จังหวัดชลบุรีระยอง และจังหวัดสำคัญในภูมิภาค

“บ้านเคหะสุขประชา” เป็นโครงการจัดสร้างบ้านเช่าราคาถูก เพื่อสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ ข้าราชการชั้นผู้น้อย ข้าราชการเกษียณอายุ และประชาชนที่มีรายได้น้อย ซึ่งตามแผนการดำเนินงานในปี 2564 จะดำเนินการก่อสร้างจำนวน 20,000 หน่วย โดยการเคหะแห่งชาติได้กำหนดอัตราค่าเช่าหลังละ 999-3,000 บาท ต่อเดือน ซึ่งอัตราค่าเช่าจะขึ้นอยู่กับรูปแบบบ้านและเฟอร์นิเจอร์

การออกแบบจัดวางผังโครงการให้สามารถใช้พื้นที่ได้ประโยชน์สูงสุด ประกอบด้วย พื้นที่เพื่อการอยู่อาศัย 30 – 35 % พื้นที่สีเขียว 10 – 15 % ที่จอดรถ 5 – 10 % และพื้นที่เหลือ สำหรับพื้นที่สร้างอาชีพเศรษฐกิจสุขประชา โดยมีแบบบ้าน 4 แบบ ประกอบด้วย

  • แบบ (X) studio เป็นบ้านสำหรับผู้สูงอายุ/คนพิการพื้นที่ใช้สอย 30 ตารางเมตร เนื้อที่ 16.25 ตาราง
  • แบบ (A) studio เป็นบ้านสำหรับผู้อาศัยอยู่ ใช้สอย 30 ตารางเมตร เนื้อที่ 16.25 ตารางวา
  • แบบ (B) One Bed room เป็นบ้านสำหรับผู้อาศัยอยู่ไม่เกิน 2 คน พื้นที่ใช้สอย 40 ตารางเมตร เนื้อที่ 17.50 ตารางวา
  • แบบ (C) Two Bed room เป็นบ้านสำหรับผู้อาศัยอยู่ 2 – 4 คน พื้นที่ใช้สอย 50 ตารางเมตร เนื้อที่ 21.25 ตารางวา

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวถึงโครงการบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้ โครงการ “บ้านเคหะสุขประชา” โดยระบุว่า จะให้ความสำคัญกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ตกงาน มีรายได้ลดน้อยลง ไม่มีที่อยู่อาศัย ให้สามารถเช่าบ้านสำหรับพักอาศัยได้ในราคาประหยัด รวมทั้งแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ

โดยมีแนวคิดการจัดทำโครงการคือ การสร้างบ้านเช่ามาตรฐานสูงราคาประหยัด การดูแลชุมชนที่ดีมีมาตรฐาน เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และการยกระดับรายได้ครัวเรือนของผู้อยู่อาศัยด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างครบวงจร เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยมีบ้าน มีอาชีพ มีรายได้ มีความสุข โดยการจัดสรรประโยชน์ในรูปแบบเศรษฐกิจสุขประชา เช่น เกษตรกรรม ปศุสัตว์ ตลาด อุตสาหกรรมขนาดเล็ก ศูนย์การค้าปลีกค้าส่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและศักยภาพของพื้นที่


Warapong Pankaew27 ธันวาคม 2020
-1.png

1min356

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมาเป็นวันสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าธรรมเนียมจดจำนอง เหลือ 0.01% สำหรับบ้านและคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เชื่อว่า บริษัทอสังหาฯคงได้ยอดขายล๊อตสุดท้ายจากมาตรการที่ว่านี้กันไปแล้วไม่มากก็น้อย

เป็นอันเปิดจ๊อบกับมาตรการรอบนี้หลังจากใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นภาคอสังหาฯมาได้ปีเศษ แต่โชคไม่ดีที่ดันมีโควิด-19 เข้ามาผสมโรงทำให้มาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองครั้งนี้ ไม่ค่อยจะปังสักเท่าไหร่ เพราะกำลังซื้อในตลาดหดตัวลงไปมากจากภาวะเศรษฐกิจที่ติดลบ ยิ่งโค้งสุดท้ายของมาตรการในไตรมาสที่ 4 ซึ่งปกติจะเป็นไฮซีซั่นของตลาด แต่บรรยากาศกลับเงียบเหงากว่าทุกๆ ปี

จบไปแล้วก็ต้องถือว่าจบกันแม้ว่าจะจบไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ ต่อไปก็คงต้องตามลุ้นว่า รัฐบาลจะใจดีมีมาตรการอะไรมาประคับประคองธุรกิจอสังหาฯในปีหน้ากันอีกหรือไม่ ยิ่งความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดรอบใหม่ของไวรัสร้ายโควิด-19 เริ่มสูงมากขึ้นจากการแพร่ระบาดที่กระจายไปในหลายจังหวัด

เศรษฐกิจที่ทำท่าว่าจะผงกหัวขึ้นได้ในปีหน้าก็อาจจะถูกโควิด-19 สวนหมัดน็อคให้สลบเหมือดอีกรอบมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ จึงยังจำเป็นต้องมี เพื่อต่อลมหายใจให้กับธุรกิจอสังหาฯ โดยการลดภาระให้กับผู้ที่จะซื้อบ้านหรือคอนโด ซึ่งปัจจุบันคงเหลือแต่ผู้ซื้อตัวจริง หรือ real demand เสียเป็นส่วนใหญ่

จำได้ว่า นายกรัฐมนตรี ได้เคยเชิญผู้ประกอบการอสังหาฯ ไปพูดคุยกันแล้วรอบหนึ่ง รองนายกฯหัวหน้าทีมเศรษฐกิจก็เชิญ 3 สมาคมธุรกิจอสังหาฯไปคุยอีกรอบ ประเด็นหลักคือ การขอให้รัฐขจัดปัดเป่าอุปสรรคในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และออกมาตรการเพื่อการพลิกฟื้นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
สำหรับมาตรการที่ภาคเอกชนเสนอไปมีอยู่ด้วยกัน 4 เรื่องหลักๆ ก็คือ

1.การขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองออกไปอีก 1 ปี โดยให้สิทธิ์กับการซื้อขายบ้าน-คอนโดทุกระดับราคา ใน 3 ล้านบาทแรก

2.เว้นวรรคมาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) เป็นเวลา 1ปี

3.ให้แบงก์รัฐ ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) และธนาคารออมสิน เป็นแกนนำสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพื่อลดปัญหาการปฏิเสธสินเชื่อของแบงก์พาณิชย์

4.สนับสนุนลูกค้าต่างชาติที่ซื้อโครงการคอนโดมิเนียมราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป ให้ได้สิทธิ์ถือวีซ่าท่องเที่ยว (Privilege Entry Visa “PE”) อยู่ในเมืองไทยได้ครั้งละ 1 ปี จนกว่าจะมีการขายยูนิตออกไป

ระหว่างที่รอคิวพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่ออธิบายถึงความจำเป็นของมาตรการต่างๆ ที่อยากจะให้รัฐบาลช่วย บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก็ไม่รอช้า ออกแพ็คเกจ Elite Flexible One ซึ่งเป็นโปรแกรมพิเศษ เพื่อใช้ดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาช่วยกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

เงื่อนไขก็คือเปิดให้ต่างชาติซื้อคอนโดในไทยมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ของบริษัทอสังหาฯที่เข้าร่วมโครงการ และคอนโดที่ซื้อจะต้องห้ามจำนอง จำหน่าย โอน ภายในระยะเวลา 5 ปี ถึงจะได้สิทธิ์เป็นสมาชิกบัตรประเภท “Elite Flexible One” โดยเสียค่าธรรมเนียมสมาชิก 500,000 บาท (บริษัทเจ้าของโครงการเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย)

สมาชิกบัตร Elite Flexible One จะได้สิทธิ์ถือวีซ่าท่องเที่ยว (Privilege Entry Visa “PE”) เป็นเวลา 5 ปี เท่ากับของอายุบัตร โดยสามารถอยู่ในเมืองไทยได้คราวละ 1 ปี เมื่อครบ 1 ปี ก็สามารถขออยู่ต่อได้อีกคราวละ 1 ปี จนครบอายุวีซ่า โดยที่ไม่ต้องเดินทางออกนอกประเทศ นอกจากนี้ยังได้สิทธิพิเศษในการอำนวยความสะดวกในการเข้า-ออกประเทศไทย

แม้จะได้ไม่เหมือนที่ขอไป แต่ก็ถือว่า รัฐได้เปิดช่องเพิ่มอีก 1 ช่องทางสำหรับการกระตุ้นภาคอสังหาฯ และก็พร้อมรับข้อเสนอแนะที่เอกชนร้องขอเข้ามา เพื่อนำไปพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์เงื่อนไขต่อไป

ส่วนมาตรการอื่นๆ ก็คงต้องรอลุ้นว่า กระทรวงการคลังและรัฐบาลจะเห็นดีเห็นงามด้วยแค่ไหน ซึ่งแหล่งข่าวที่คลุกวงในได้วิเคราะห์ให้ฟังว่า มาตรการที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ การต่อมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองสำหรับบ้าน-คอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่เพิ่งจบไปเมื่อวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมาให้อีก 1 ปี ส่วนเรื่องอื่นเก็บใส่ลิ้นชักเอาไว้ก่อน เพราะรัฐมีภาระที่จะต้องดูแลหลายภาคส่วน

ก็คงต้องรอดูว่า ภาคอสังหาฯ จะได้ของขวัญชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่จากรัฐบาล


Warapong Pankaew23 ธันวาคม 2020
.-1280x853.jpg

1min113

ธอส.สานต่อนโยบายรัฐบาลเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 มอบของขวัญปีใหม่ 2564 ให้ลูกค้าผ่อนดี Cashback สูงสุด 1,000 บาท พร้อมกับย้ำความสำเร็จปล่อยสินเชื่อ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ทะลุเป้า 2.09 แสนล้าน มั่นใจสิ้นปีเกินเป้ากว่า 12,000 ล้านบาท

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) กล่าวว่า ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 2563 ได้ 209,420 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 209,360 ล้านบาทเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา แม้จะเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 แต่ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ก็ยังคงสามารถสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองได้ตามเป้าหมาย

เหตุผลสำคัญของการปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าหมายในครั้งนี้ก็เพราะ ธอส.มีผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เช่น โครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของ ธอส. มีวงเงินอนุมัติเต็มกรอบวงเงินโครงการ 50,000 ล้านบาท โครงการบ้านล้านหลัง มียอดอนุมัติแล้วจำนวน 29,747 ล้านบาท โครงการบ้าน ธอส. เราไม่ทิ้งกัน มียอดอนุมัติแล้วจำนวน 29,285 ล้านบาท และโครงการบ้าน ธอส. เพื่อสานรัก มียอดอนุมัติ 19,220 ล้านบาท

คาดว่า จนถึงสิ้นปี 2563 ธนาคารจะสินเชื่อปล่อยใหม่ได้รวม 222,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายประมาณ 12,000 ล้านบาท ส่วนในปี 2564 ธอส. ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่จำนวน 215,641 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3% ของเป้าหมายในปี 2563

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 และตอบแทนลูกค้าที่มีวินัยในการชำระเงินกู้ผ่าน Application : GHB ALL ธอส.จึงได้จัดทำ “โครงการของขวัญปีใหม่ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)” โดยจะมอบเงิน Cashback ให้กับลูกค้าที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 ได้รับสิทธิของขวัญปีใหม่ 1,000 บาท สำหรับผู้มีเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท มีประวัติการชำระดี 48 เดือน และชำระเงินค่างวดผ่าน GHB ALL ในเดือนกันยายน-ธันวาคม 2563

กลุ่มที่ 2 ได้รับสิทธิของขวัญปีใหม่ 500 บาท จำนวนไม่เกิน 100,000 ราย สำหรับลูกค้าที่ไม่เป็นผู้รับสิทธิในกลุ่มที่ 1 มีการสมัครใช้งาน GHB ALL และผูกบัญชีเงินฝากในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2563 และชำระเงินค่างวดผ่าน GHB ALL ในเดือนกันยายน-ธันวาคม 2563

โดยธอส. จะโอนเงินให้แก่ลูกค้าที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนดตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2563 –วันที่ 4 มกราคม 2564 และล่าสุดมีลูกค้าที่ได้รับเงินของขวัญปีใหม่แล้วกว่า 4,500 ราย



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME