fbpx

ผู้เขียน: Warapong Pankaew

Warapong Pankaew20 เมษายน 2021
Untitled-design-1.png

1min115

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกแล้วระลอกเล่า แม้ว่าตลาดโดยรวมทั้ง บ้าน-คอนโด จะได้รับผลกระทบ แต่ก็ยังมีโอกาสที่ซ่อนเร้นอยู่

สายงานสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์ว่า แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่ในทางกลับกัน โควิด-19 เป็นตัวกระตุ้นให้ลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัย (real demand) ตัดสินใจซื้อและโอนกรรมสิทธิ์เร็วขึ้น เนื่องจากความกังวลว่าเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติสินเชื่ออาจถูกปรับให้รัดกุมยิ่งกว่าเดิม

ประกอบกับ มีบ้านสร้างเสร็จพร้อมโอนในตลาดเป็นจำนวนมากใช้โปรโมชั่นหลากหลายรูปแบบ เพื่อเร่งระบายสินค้า จึงเป็นโอกาสของผู้ซื้อที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริงและได้รับผลกระทบน้อยที่จะเลือกซื้อบ้านคุณภาพดีในราคาถูก

ปัจจัยดังกล่าวได้ทำให้ยอดโอนกรรมสิทธิ์บ้านใหม่ (นิติบุคคล) ในปี 2563 ปิดที่ 126,380 หน่วย เพิ่มขึ้น 5,060 หน่วยจากปี 2562 (เพิ่มขึ้น 4%) สวนทางกับตลาดบ้านมือสอง (บุคคล) ที่มียอดโอนกรรมสิทธิ์ลดลง 8,484 หน่วย (ลดลง 11%) ซึ่งที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์สูงสุดยังคงเป็นคอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ และบ้านเดี่ยวตามลำดับ โดยในกลุ่มบ้านเดี่ยวนั้นมีอัตราการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มสูงขึ้นมาก (เพิ่มขึ้น 11.4%) ในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบของโควิด-19 ระลอก 2 ซึ่งแม้ว่าผู้ประกอบการเริ่มที่จะปรับตัวเปลี่ยนรูปแบบช่องทางการขายใหม่ และมีการเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 กลุ่มแรกในเดือนมีนาคม แต่คาดการณ์ยอดการโอนกรรมสิทธิ์บ้านใหม่ปี 2564 น่าจะเริ่มชะลอตัวลงโดยปิดที่ประมาณ 124,000 หน่วย

โครงการเปิดใหม่เพิ่มขึ้นจากบ้านแนวราบ
ในปี 2563 ภาพรวมของการเปิดโครงการใหม่ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยผู้ประกอบการได้ชะลอการเปิดโครงการใหม่ออกไป และเลือกเปิดโครงการเฉพาะบาง segment สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่คาดว่ายังมีกำลังซื้อและได้รับผลกระทบไม่มากจากสถานการณ์ โควิด-19 ทำให้จำนวนยูนิตเปิดขายใหม่ของปี 2563 อยู่ที่ 72,752 ยูนิต ลดลง 38,492 ยูนิต (-34%) จากปี 2562 ซึ่งลดลงต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี โดยที่คอนโดมิเนียมมีจำนวนยูนิตเปิดตัวใหม่ลดลงมากถึง 60% ขณะที่โครงการบ้านแนวราบลดลงเพียง 2%

สำหรับการเปิดโครงการของกลุ่มแนวราบที่น่าสนใจคือ ทาวน์เฮ้าส์ในระดับราคาไม่เกิน 4 ล้านบาท โดยที่ทาวน์เฮ้าส์ระดับราคา 3-4 ล้านบาท เป็นกลุ่มสินค้าที่เข้ามาใหม่ในตลาดมากที่สุด เพราะเป็น real demand ที่มีความต้องการสูง รองลงมา คือกลุ่มคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มระดับราคา 1.5-2.5 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนยูนิตเข้ามาใหม่ในสัดส่วนที่สูง ส่วนกลุ่มบ้านเดี่ยวที่เปิดใหม่อยู่ในระดับราคา 5-10 ล้านบาท

สายงานสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ประเมินว่า ผลกระทบโควิด-19 รอบที่ 2 มีผลทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้ารุกหนักเต็มที่ โดยการเปิดโครงการใหม่ของปี 2564 มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นกว่าปี 2563 แต่จำนวนยูนิตเปิดขายใหม่จะยังไม่ไปแตะระดับ 100,000 หน่วยเหมือนช่วงสถานการณ์ปกติ

ทั้งนี้คาดการณ์ว่าจำนวนยูนิตเปิดใหม่ปี 2564 จะอยู่ในช่วง 85,000-87,000 ยูนิต และจำนวนยูนิตเปิดใหม่ของโครงการบ้านแนวราบคาดว่าจะมีอัตราเปิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

คอนโดยอดขายลด 47% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี
สำหรับยอดขายที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลปี 2563 ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายรวมทุกประเภทอยู่ที่ 65,279 ยูนิต ลดลงมากถึง 35% จากปี 2562 ขณะที่อัตราการขายได้เปรียบเทียบกับจำนวนยูนิตเสนอขายทั้งหมด (อุปทานคงค้างรวม) เท่ากับ 22% (ค่าเฉลี่ยอัตราการขาย 3 ปีที่ผ่านมาเท่ากับ 34.7%)

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ที่ท้าทายจากผลกระทบของโควิด-19 ยังมีมุมบวกคือจำนวนอุปทานรวม (supply) มีแนวโน้มที่จะปรับสมดุลของตลาดตามความต้องการของลูกค้า จากกลุ่มเก็งกำไรและนักลงทุนการที่ลดความร้อนแรงลง โดยจำนวนอุปทานรวม (supply) ในปี 2563 ปรับลดลงมาที่ระดับ 291,739 ยูนิต ซึ่งลดลง 8.5% จากจำนวน 318,743 ยูนิต ในปี 2562

การที่ตลาดคอนโดมิเนียมมียอดขายปรับลดลงอย่างมาก เนื่องมาจากลูกค้ากลุ่มเก็งกำไรและนักลงทุนทั้งคนไทยและต่างชาติชะลอการซื้อและยกเลิกการซื้อขายเดิม หรือแม้กระทั่งการยกเลิกการขายทั้งอาคารสำหรับบางโครงการ ในภาพรวมทุก segment ของคอนโดมิเนียมมียอดขายรวมปี 2563 เท่ากับ 28,947 ยูนิต ลดลงถึง 47% จากปี 2562 ซึ่งเป็นยอดขายคอนโดมิเนียมที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี

ในขณะที่อุปทานรวมของคอนโดมิเนียมก็ปรับลดลงมาที่ระดับ 119,788 ยูนิต อัตราการขายได้เปรียบเทียบกับอุปทานรวมลดลงเหลือ 24% นับเป็นปีที่ตลาดคอนโดมิเนียมเกิดปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อนคือ เป็นปีที่คอนโดมิเนียมในทุกระดับราคาลดกระหน่ำ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมที่สร้างแล้วเสร็จ ทั้งส่วนลดเงินสดสูงถึง 20% โปรโมชั่นอยู่ฟรี 2-3 ปี ตามระดับราคา เพื่อเร่งระบายสต็อคที่สร้างเสร็จ นอกจากนี้ กลุ่มนักลงทุนตัวจริง (ที่ยังมีกำลังซื้อ) เริ่มชะลอการตัดสินใจ เพื่อรอเลือกซื้อคอนโดมิเนียมที่ปรับลดราคาต่ำกว่าช่วงเปิดโครงการ

สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมปี 2564 สายงานสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ประเมินว่า การขายจะยังคงชะลอตัว ผู้ประกอบการไม่เร่งเปิดโครงการใหม่ และจะมีการเปิดโครงการใหม่ในบางทำเลที่มีอุปทานคงค้างในตลาดเหลือไม่มาก หรือเป็นพื้นที่แนวรถไฟฟ้าเส้นใหม่ที่ยังมีอุปสงค์อยู่แต่ยังไม่มีโครงการในพื้นที่มากนัก

โดยกลุ่มตลาดคอนโดมิเนียมที่ต้องเฝ้าระวังยังเป็นกลุ่มคอนโดระดับราคาสูง โครงการขนาดใหญที่ต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนามากกว่า 5 ปี กลุ่มคอนโดมิเนียมที่เน้นขายนักลงทุนและกลุ่มที่ขายลูกค้าต่างชาติ ส่วนกลุ่มตลาดโดมิเนียมที่น่าสนใจคือ กลุ่มระดับราคา 2-3 ล้านบาท ที่น่าจะยังมียอดขายไปได้ดี คาดการณ์ยอดขายคอนโดมิเนียมปี 2564 น่าจะยังชะลอตัวอยู่ในช่วง 30,000-32,000 ยูนิต

ทาวน์เฮ้าส์มาแรง แต่การแข่งขันสูงขึ้น
ด้านภาพรวมการขายของที่อยู่อาศัยแนวราบในปี 2563 ทาวน์เฮ้าส์ยังคงเป็นกลุ่มที่มีจำนวนยอดขายรวมสูงสุดที่ 20,557 ยูนิต ซึ่งมีการปรับตัวลดลงตามสถานการณ์โควิด-19 เช่นกัน โดยยอดขายรวมปรับตัวลดลง 28% จากปี 2562 ส่วนบ้านเดี่ยวมียอดขายรวมในปี 2563 เท่ากับ 10,690 ยูนิต ปรับตัวลดลง 3% จากปี 2562

แนวโน้มอุปทานเปิดใหม่ของทาวน์เฮ้าส์ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 มีอุปทานคงค้างทั้งหมด 75,053 ยูนิต จำนวนยูนิตของทาวน์เฮ้าส์เปิดใหม่ในปี 2564 มีโอกาสที่จะเพิ่มมากขึ้นกว่าปี 2563 แต่อย่างไรก็ตาม การขายของทาวน์เฮ้าส์ในปี 2564คาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากทาวน์เฮ้าส์จะเป็นสินค้าหลักที่มาทดแทนตลาดคอนโดมิเนียม ในโซนของส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าในโซนรอบนอกมากขึ้น

ในปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการหลายรายลดการพัฒนาคอนโดมิเนียมลงและเปลี่ยนมาพัฒนาโครงการแนวราบโดยเฉพาะทาวน์เฮ้าส์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่อยู่ในรัศมีของการเข้าถึงรถไฟฟ้าใหม่ส่วนต่อขยายได้ยังมีความต้องการของผู้ซื้อสูง ทดแทนการซื้อบ้านเดี่ยวที่ขยับราคาสูงขึ้นมากในระดับราคามากกว่า 7-10 ล้านบาท รวมทั้งกลุ่มลูกค้าที่ไม่ต้องการที่จะอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมซึ่งมีข้อจำกัดของขนาดพื้นที่ที่เล็กลงมากไม่สอดคล้องกับระดับราคาที่สูงขึ้น

ในด้านระดับราคาขายของทาวน์เฮ้าส์ก็มีการปรับตัวของระดับราคาขายที่สูงขึ้น โดยกลุ่มทาวน์เฮ้าส์ในพื้นที่ใกล้เมืองระดับราคา 3-4 ล้านบาทเป็นกลุ่มที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการ ซึ่งการแข่งขันใน segment นี้ มีการแข่งขันสูงขึ้น ในบางทำเลเริ่มมีสัญญาณ over supply จากการที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ลงมาเล่นในตลาดนี้

นอกจากนี้ คาดว่ากลุ่มระดับราคาที่น่าจะมีการแข่งขันกันมากคือ ทาวน์เฮ้าส์ในระดับราคา 2-3 ล้านบาท โดยคาดการณ์ว่า ยอดขายรวมของทาวน์เฮ้าส์ในปี 2564 จะอยู่ที่ระดับ 26,000++ ยูนิต ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณการขายได้ในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19ผลกระทบโควิด-19 ยังไม่จบ แต่โอกาสยังมี
การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ในปีที่ผ่านมาปรับลดลงอย่างชัดเจน แต่อีกทางหนึ่ง ก็เป็นตัวกระตุ้นยอดการโอนกรรมสิทธิ์ได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริงที่ได้รับผลกระทบน้อย ซึ่งมองเห็นโอกาสที่จะเลือกซื้อบ้านในราคาที่ต่ำลง

โดยเฉพาะสินค้าประเภทคอนโดมิเนียมซึ่งเป็นปีที่มีการลดกระหน่ำในทุกระดับราคา โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดสร้างเสร็จ จัดโปรโมชั่นทั้งส่วนลด อยู่ฟรี 2-3 ปี เพื่อเร่งระบายสต๊อก และกลุ่มนักลงทุนคอนโดมิเนียม ที่เริ่มชะลอการซื้อเพื่อรอสินค้าลดราคาต่ำกว่าเปิดโครงการ

โดยสรุป สายงานสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ประเมินว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2564 การขายยังคงชะลอตัว ผู้ประกอบการจะยังไม่เร่งเปิดโครงการใหม่ เน้นการพัฒนาโครงการแนวราบราคา 3-5 ล้านบาท ทั้งรูปแบบทาวเฮ้าส์ บ้านแฝด และบ้านเดี่ยว (ระดับราคาขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง) สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อและคนทำงานที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริง และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ไม่มาก

นอกจากนี้ ตลาดบ้านเดี่ยวระดับราคา 7-10 ล้านบาท ยังขายได้ดีในบางทำเล และมีโอกาสเพิ่มขึ้นในบางโซนที่พื้นที่มีศักยภาพในการพัฒนาสูงขึ้นจากผังเมืองกรุงเทพฯที่ปรับใหม่

การพัฒนาของโครงการบ้านแนวราบทั้งทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยวในปี 2563-2564 มีหลายพื้นที่ที่น่าสนใจและมีโอกาสในการพัฒนาสูง จากปัจจัยเรื่องของแนวถนนตัดใหม่ที่ดำเนินการแล้วเสร็จ (ถนนตัดใหม่ศรีนครินทร์-ร่มเกล้า) ทางด่วนพิเศษส่วนต่อขยาย การขยายตัวของเมืองและสิ่งอำนวยความสะดวกขนาดใหญ่ที่รองรับในพื้นที่ รวมถึงโอกาสจากผังเมืองกรุงเทพฯ ที่จะประกาศใช้ในอนาคต

พื้นที่ที่น่าสนใจสำหรับการพัฒนาโครงการแนวราบ เช่น โซนรามอินทรา หทัยราษฎร์ โซนศรีนครินทร์-กรุงเทพกรีฑา โซนบางนา-วงแหวนตะวันออก โซนเพชรเกษม โซนราชพฤกษ์ โซนประชาอุทิศ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการควรต้องศึกษาคู่แข่งและจำนวนอุปทานส่วนเพิ่ม (ในอนาคต) ในแต่ละพื้นที่อีกครั้งก่อนที่จะตัดสินใจพัฒนาโครงการ


Warapong Pankaew19 เมษายน 2021
4-CENTRO-Ratchapruek-Suanpak-3-1280x674.jpg

1min24

บ้านเดี่ยว ยังแรงได้อีก เอพีเผยยอดขายไตรมาส 1 โตเกิน 100%  มั่นใจดีมานด์ยังมีต่อเนื่องแม้ต้องเผชิญวิกฤติโควิด เตรียมส่ง 2 โครงการใหม่เจาะครอบครัวรุ่นใหม่ พร้อมจัดแคมเปญ ชอบใจจ่าย 0 บาท ฟรียกหลัง ปั๊มยอดขายไตรมาส 2

นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยว บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาฯในไตรมาส 2 ปี 2564 ที่อยู่อาศัยแนวราบยังเป็นซูเปอร์สตาร์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการที่สามารถนำเสนอสเปซฟังก์ชั่นที่มากกว่า ในแพ็คเกจราคาขายที่คุ้มค่าเหนือคู่แข่งในย่าน เห็นได้จากยอดขาย บ้านเดี่ยว เครือเอพีในไตรมาสแรก แม้บริษัทจะยังไม่มีการเปิดโครงการใหม่ แต่ก็ยังสร้างยอดขายได้สูงถึง 4,290 ล้านบาท หรือเติบโตเกิน 100% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

“แม้สถานการณ์โดยรวมธุรกิจอสังหาฯ ยังต้องเผชิญกับสภาวะ Ripple Effect หรือปรากฎการณ์ระลอกคลื่น ความเสียหายที่เกิดจากโควิด-19 นั้นมีความท้าทายที่อยู่นอกเหนือการควบคุม แต่เอพีมีความมั่นใจว่าดีมานด์ครอบครัวเมืองที่มองหาบ้านเดี่ยวพร้อมอยู่ และบ้านเดี่ยว โครงการใหม่ๆ ยังมีอยู่ต่อเนื่อง”

ล่าสุดบริษัทเตรียมเปิดตัว 2 โครงการแรก มูลค่ารวม 1,650 ล้านบาท เพื่อขยายตลาดบ้านเดี่ยวในทำเลที่ขายดี และยังเป็นทำเลที่มีดีมานด์ความต้องการของลูกค้าอีกมาก และสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในไตรมาส 2

ทั้ง 2 โครงการ ประกอบด้วย 1. CENTRO พหลฯ-วิภาวดี 2 มูลค่า 1,250 ล้านบาท บนเนื้อที่ 58 ไร่ จำนวน 249 หลัง บ้านเดี่ยวสำหรับครอบครัวรุ่นใหม่ เต็มอิ่มด้วยสเปซฟังก์ชั่นที่มากกว่าเดิม ติดถนนพหลโยธิน (ขาเข้า) ใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดง เพียง 15 นาทีถึงถนนวิภาวดีและทางด่วนโทลเวย์ ราคา 5 – 8 ล้านบาท

2.CENTRO ราชพฤกษ์-สวนผัก 3 มูลค่า 400 ล้านบาท บนเนื้อที่ 10 ไร่ เอกสิทธิ์พิเศษเพียง 43 หลัง บ้านเดี่ยวสำหรับครอบครัวเมือง โดดเด่นด้วยดีไซน์โมเดริน์พร้อมสเปซฟังก์ชั่นที่คุ้มค่าทุกตารางนิ้ว เพียง 5 นาทีถึงทางด่วนศรีรัชฯ​ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ราคา 8.99-12 ล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการใหม่จะเปิดขายพร้อมกันในวันที่ 12-13 มิ.ย. ที่จะถึงนี้

บ้านเดี่ยว

ขณะเดียวกัน เอพียังได้จัดแคมเปญพิเศษ “ชอบใจจ่าย 0 บาท ฟรียกหลัง” คัดบ้านเดี่ยวแปลงสวยจาก 38 โครงการ ครอบคลุมแบรนด์ THE PALAZZO, THE CITY และ CENTRO มอบข้อเสนอ ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน พร้อมรับดีลพิเศษ ฟรีเครื่องปรับอากาศ ม่าน ฯลฯ แบบยกหลัง ในราคาเริ่ม 4.99-60 ล้านบาท เฉพาะลูกค้าที่จองและโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันนี้จนถึง 30 มิ.ย. 64 เท่านั้น

“จากความต้องการ บ้านเดี่ยว ที่มีอย่างต่อเนื่องจึงมั่นใจว่าทั้ง 2 โครงการใหม่ และแคมเปญพิเศษสำหรับโครงการพร้อมอยู่ที่จะเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของไตรมาสสองนี้ จะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า รักษาการเติบโตและความเป็นผู้นำตลาดบ้านเดี่ยวได้อย่างยั่งยืน” นายรัชต์ชยุตม์ กล่าว

อ่านเพิ่มเติม
-เอพี ไทยแลนด์ ชี้อสังหาฯไตรมาส 2 อยู่ในภาวะ ‘รอฟื้นตัว’

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew19 เมษายน 2021
IMG_1034-1280x864.jpg

1min90

อนันดา เตรียมรุกหนักตลาดต่างประเทศ ล่าสุดผนึกไทยเวย์พร็อพเพอร์ตีเตรียมส่งคอนโดไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 เจาะตลาดจีนหลังเปิดประเทศ มั่นใจนักลงทุนแดนมังกร ยังต้องการซื้อคอนโดระดับลักชัวรี่

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า ภาพรวมตลาดลักชัวรี่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมายังคงเป็นที่ต้องการอย่างมากจากทั้งลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองและนักลงทุน แม้สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาพรวมตลาดอสังหาฯทั่วโลก ทำให้ยอดขายของผู้ประกอบการอสังหาฯ ทุกรายปรับลดลงบ้าง สำหรับอนันดาฯ ผลประกอบการปี 2563 ตลาดรวมมีตัวเลขยอดเปิดโครงการใหม่ลดลง -63% แต่เมื่อดูในรายละเอียดกลับพบว่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดลดลงเพียง -10% แสดงให้เห็นว่าดีมานด์ซื้อคอนโดฯ พร้อมอยู่ยังมีต่อเนื่อง โดยที่บริษัทมียอดโอนในปี 2563 สูงถึง 18,340 ล้านบาท

สิ่งที่น่าสนใจคือเป็นยอดโอนที่มาจากลูกค้าต่างชาติถึง 21% โดยสัดส่วนไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 ทำให้บริษัทยังเชื่อมั่นว่ากลุ่มลูกค้าความมั่งคั่งสูง (High net worth individual) ยังมีความต้องการซื้ออสังหาฯระดับพรีเมี่ยมที่มีราคาขายสมเหตุสมผลกับคุณภาพของโครงการ

โดยคนกลุ่มนี้จะมีความพิถีพิถันและใช้เวลาตัดสินใจค่อนข้างนาน และส่วนใหญ่จะตัดสินใจง่ายขึ้นหากเป็นโครงการพร้อมอยู่ที่ได้เห็นของจริง ซึ่งทางบริษัทมีสต็อกคอนโดพร้อมโอนในมือกว่า 35 โครงการ ทำให้มั่นใจว่าหากมีการเปิดประเทศ ยอดขายจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เตรียมลงทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า หนึ่งในคอนโดพร้อมอยู่ที่จะนำไปทำตลาดในต่างประเทศ ได้แก่ ไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 ซึ่งเป็นโครงการคอนโดระดับพรีเมียมสูง 47 ชั้น ภายใต้แบรนด์ Ideo Q Serie ที่มีจุดเด่นในด้านทำเลใจกลางสุขุมวิท เดินทางสะดวกสบายทั้งรถไฟฟ้า และรถยนต์ส่วนตัว อีกทั้งยังรายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนนานาชาติ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมถึงแหล่งไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในย่านสุขุมวิท ทองหล่อ และเอกมัย ซึ่งโลเคชั่นของโครงการอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าทองหล่อเพียง 450 เมตร

อนันดา

ไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 ได้รับการออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์ในคอนเซ็ปต์ “Black Bionic” ตัวอาคารมีความโค้งมนเพื่อให้ดูนุ่มนวลไม่แข็งทื่อ แต่แฝงไปด้วยความเท่ขรึมภายใต้สีดำเงาพร้อมกับพื้นที่ส่วนกลางที่อนันดาฯ ตั้งใจสร้างสรรค์เพื่อมอบความสงบส่วนตัวใจกลางเมือง ไม่ว่าจะเป็นส่วน Sky Onsen เห็นวิวเมือง 180 องศาผ่านกระจกตลอดแนว สระว่ายน้ำที่มีทั้งส่วนกลางแจ้งและในร่ม Virtual Fitness ห้องออกกำลังกาย และห้องโยคะ

นอกจากนี้ยังมีห้อง Social Club ที่กว้างขวางสามารถรองรับการทำกิจกรรมได้หลายรูปแบบทั้ง Workshop พร้อม Balcony และยังมีมุม Sky Bar ชมวิวเมืองได้เต็มตาในวันพักผ่อน ในส่วนของห้อง Co-Working Space และ Creative Lounge สำหรับการทำงานหรือประชุมถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้พักอาศัย ทั้งด้านทำเล ดีไซน์ และพื้นที่ส่วนกลางที่จัดเต็มตามมาตรฐานของอนันดา

ในอนาคตบริษัทยังมีแผนที่จะนำโครงการอื่นๆ ที่มีจุดเด่นและศักยภาพนำเสนอให้กับนักลงทุนชาวต่างชาติอีกด้วย คาดว่าเมื่อหลายๆ ประเทศเริ่มคลายล็อคดาวน์เปิดประเทศได้ จะทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างมหาศาล

ด้านนางเจสสิกา เฉ๋า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเวย์พร็อพเพอร์ตี จำกัด กล่าวเสริมว่า ไทยเวย์พร็อพเพอร์ตีเป็นบริษัทตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดจีนและฮ่องกง จากประสบการณ์มากกว่า 15 ปี บริษัทจึงมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งในประเทศจีนที่สามารถเข้าถึงนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาโอกาสในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมในประเทศไทย

การร่วมมือกับอนันดาในครั้งนี้ เราเล็งเห็นถึงศักยภาพของโครงการ “ไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36” (IDEO Q Sukhumvit 36) ที่สามารถตอบโจทย์ผู้ซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์ในไทย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการอยู่อาศัย การลงทุนเพื่อซื้อต่อหรือให้เช่า ด้วยทำเลติดรถไฟฟ้าใจกลางเมือง ใกล้ห้างสรรพสินค้า สิ่งอำนวยความสะดวก และสถานที่ต่างๆ ที่ตอบทุกโจทย์ของไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ประกอบกับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ดีเวลลอปเปอร์ต้องเตรียมความพร้อมรับกลุ่มลูกค้าตลาดจีน (Mainland และฮ่องกง) รองรับการเปิดประเทศที่จะมาถึงในเร็วๆ นี้ ซึ่งตลาดจีน (รวมฮ่องกง, มาเก๊า) จำนวนประมาณ 1.2 ล้านคน เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติของรัฐบาล รวมถึงมาตรการผ่อนปรนวัคซีนพาสปอร์ต (Vaccine Passport) แทนการกักกัน (Quarantine) จาก 14 วัน ลดเหลือ 7 วัน ที่คาดว่าจะเริ่มในช่วงเดือนเมษายน 2564 นั้น

โดยกลุ่มตลาดจีน (Mainland และฮ่องกง) ถือเป็นประเทศแรกๆ ที่รับมือกับสถานการณ์โควิดและเริ่มมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเริ่มโปรโมทให้กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้

“สำหรับอนันดาฯ คาดว่าทิศทางเศรษฐกิจจะดีขึ้นในช่วงกลางปี 2564 จะเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความท้าทายที่เราต้องเตรียมความพร้อมรับมือ หากเรายังเชื่อมั่นว่าโมเดลธุรกิจของบริษัทผสานกับการร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจลูกค้าต่างชาติเป็นอย่างดีจะสามารถเชื่อมโยงความต้องการของนักลงทุนต่างชาติกับโครงการคุณภาพของบริษัท โดยโครงการของเราคัดสรรทุกองค์ประกอบมาเป็นอย่างดีเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของการอยู่อาศัย ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้พร้อมต่อการพัฒนาในทุก ๆ ด้านอย่างไร้ขีดจำกัด” นายประเสริฐกล่าวทิ้งท้าย

ก่อนหน้านี้ อนันดา ได้ร่วมกับบริษัท ชินยู เรียล เอสเตส จำกัด นำโครงการ “แอชตัน อโศก” ลักชัวรี่คอนโดมิเนียมทำเลแยกอโศก-สุขุมวิท เพื่อขยายฐานลูกค้าต่างชาติ จับกลุ่มตลาดญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ รองรับกำลังซื้อจากต่างชาติที่กำลังกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งเช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม
-คอนโดต่างชาติยอดโอนลด 35% จีนซื้อมากสุด ราคา 2-5 ล.ยังแรง

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew16 เมษายน 2021
shutterstock_23097406-1280x857.jpg

1min48

เมื่อช่วงเวลาเปลี่ยนไป Gen Y และ Gen Z เริ่มหันมาสนใจศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยมากขึ้น กระแส ปลูก ซื้อ ต่อเติมบ้าน ตามศาสตร์แห่ง ฮวงจุ้ย เริ่มเป็นที่สนใจ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วศาสตร์แห่งฮวงจุ้ย ก็คือการปรับสมดุลของสภาพแวดล้อมให้เข้ากับสิ่งก่อสร้าง เพื่อให้เกิดทิศทางที่ถูกต้อง การจัดฮวงจุ้ยต้องให้มีลม มีอากาศถ่ายเทสะดวกสบาย ไม่อึดอัดแออัด โล่งโปร่ง เดินเข้าออกสะดวก การจะซื้อบ้าน ปลูกบ้าน จึงต้องดูทำเลทั้งหมด ดูบริเวณโดยรอบๆ ว่าเหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยหรือไม่ ที่สำคัญจะซื้อบ้าน หรือปลูกบ้าน ก็ต้องพิจารณาด้วยว่ามีน้ำเพียงพอหรือไม่ด้วยเช่นกัน

สำหรับท่านใดที่จะต่อเพิ่มเติมจากบ้านหลังเดิมให้ได้หลายห้อง หรือให้มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น เลือกทำเลคงไม่ได้แล้ว แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทำเพื่อให้เป็นไปตามหลัก ฮวงจุ้ย ที่ดี คือต้องเช็กดูว่าบ้านลมพัดผ่านช่วงไหน แล้วทำให้อากาศภายในบ้านเย็นร่มรื่นดี ต้องจำไว้ว่าลมมาจากทิศไหน เราก็อย่าไปสร้างต่อเติมทางทิศนั้น เพราะเป็นการขวางทางลมที่ดีเข้าสู่ตัวบ้าน ถ้าลมไม่เข้า หรือไม่ผ่านบ้านก็อึดอัด คนในบ้านมีแต่เรื่องเครียดๆ มีปัญหาวุ่นวายไปหมด
สำหรับการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยตามหลักฮวงจุ้ย มีข้อควรพิจารณาดังนี้

ที่ตั้งดี
ไม่ควรเลือกบริเวณหัวมุมถนน หรือตำแหน่งที่ต้องหนีไม่พ้นแสงไฟจากรถสาดส่องตลอดเวลา หรือที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นทางสามแพร่ง ไม่ควรเลือกบ้านเดี่ยวที่อยู่มุมอับเป็นหลังสุดท้าย หรือถูกห้อมล้อมด้วยตึกที่สูงกว่า เพราะในทางฮวงจุ้ยหมายถึงการถูกข่ม ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องไม่ดี

เพิ่มพลังบวกด้วยแสงสว่างโดยรอบ
การเลือกซื้อบ้านเดี่ยวที่สามารถให้แสงสว่างกับคนรอบข้าง ก็ถือเป็นการเกื้อกูลเพื่อนบ้าน ทั้งยังช่วยสร้างความมงคลให้แก่ชีวิตเจ้าของบ้านได้อีกด้วย ควรตกแต่งหน้าบ้าน และบริเวณตัวบ้านโดยรอบด้วยโคมไฟตามต้องการ ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมลักษณะที่ดีตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสบายใจจากความปลอดภัยที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย

หน้าบ้านปลอดโปร่ง
คนส่วนใหญ่ มักตัดสินใจเลือกซื้อบ้านเดี่ยวจากพื้นที่บริเวณหน้าบ้านเป็นอันดับต้นๆ เพราะมองเผื่อการใช้งานในอนาคตสำรองไว้ ซึ่งถือเป็นหลักการคิดที่ดี ที่สำคัญบริเวณพื้นที่หน้าบ้านต้องจัดระเบียบวางมุมทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางมากที่สุด เพื่อเปิดรับสิ่งดีๆ สิ่งมงคล รวมถึงการตกแต่งสวนด้วยบ่อน้ำพุ หรืออ่างน้ำล้น เชื่อกันว่าจะช่วยเรียกทรัพย์เรียกเงินทองเข้าบ้านได้

ประตูรั้วบ้านมิดชิด ช่วยเก็บเกี่ยวเงินทอง
เชื่อแน่ว่าประตูรั้วบ้าน คือสิ่งที่ใครหลายคนเลือกที่จะตกแต่งเป็นอันดับแรกๆ เพราะเปรียบเสมือนหน้าตาด่านแรกให้คนสังเกตเห็น ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยประตูรั้วบ้านควรมีลักษณะปิดมิดชิด และควรหันไปทางทิศใต้ หรือทิศตะวันออก โดยควรทำประตูรั้วหน้าบ้านให้มีขนาดใหญ่กว่าประตูหลังบ้าน เพื่อเสริมโชคลาภและสิ่งมลคลให้แก่ผู้อยู่อาศัย ที่สำคัญคือพยายามหลีกเลี่ยงการตั้งประตูหน้าบ้านและหลังบ้านในตำแหน่งเดียวกัน เพราะอาจจะทำให้เงินทองไหลออกได้ง่ายๆ

ฮวงจุ้ย

รูปทรงตัวบ้านต้องเต็ม ไม่เว้าแหว่ง
ทรงบ้านที่เว้าแหว่งที่นี้ หมายถึงมุมบ้าน หรือลักษณะบ้านที่ดูไม่เต็มส่วนเท่าที่ควรจะเป็น ลักษณะบ้านเดี่ยวที่ถูกออกแบบให้มีวงกลมปนอยู่บ้างในบางส่วน เหล่านี้ยังถูกนับให้เป็นส่วนที่ดี เพราะวงกลมมีความหมายถึงความราบรื่น ไร้อุปสรรค

ทางเดินในบ้านต้องสะดวกสบาย
หากไม่นับเรื่องของหลักฮวงจุ้ยแล้ว ทางเดินภายในบ้านเดี่ยวที่เรากำลังจะตัดสินใจซื้อ ควรมีความกว้าง สามารถเดินไปมาได้สะดวก ไม่วกไปวนมา ทำให้สับสน เพราะทางเดินภายในบ้านจะหมายถึง ชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกภายในบ้าน หากทางเดินสะดวก ไม่ซับซ้อน หรือรกไปด้วยข้าวของ คนในบ้านก็จะไม่มีปัญหา หรือสามารถแก้ไข และหาทางออกได้อย่างง่ายดาย

บันไดบ้านเลขคี่ เสริมโชคลาภให้ผู้อยู่อาศัย
ในส่วนของบันไดทั้งหน้าบ้านและในบ้าน ในทางฮวงจุ้ยกำหนดให้มีจำนวนขั้นบันไดที่เป็นเลขคี่ โดยที่ไม่นับบริเวณที่เป็นจุดพักต่างๆ ให้นับเฉพาะจำนวนขั้นบันไดเท่านั้น อีกทั้งควรมองหาบ้านเดี่ยวที่มีบันไดอยู่ชิดติดกำแพง เพื่อช่วยเสริมทรัพย์ และความมั่นคงให้กับผู้อยู่อาศัย ไม่ควรเลือกซื้อบ้านที่มีบันไดตั้งอยู่กลางบ้าน ชนิดที่ว่าเปิดเข้ามาแล้วเห็นบันไดทันที เพราะเปรียบเสมือนการถูกขัดขวาง ขัดโชคลาภ ส่วนจะออกแบบให้เป็นบันไดวน จะเชียงจะตรงก็แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลได้เลย

เปิดหน้าต่างเพื่อรับพลังงานดี
เชื่อกันว่า หน้าต่างยิ่งมาก ยิ่งดี เพราะจะช่วยเสริมความมงคล พร้อมรับพลังงานดีเข้าสู่ตัวบ้าน แต่ปัจจุบันเราอาจจะได้เห็นลักษณะหน้าต่างที่มีความหลากหลาย จนทำให้ดูคล้ายหรือมีขนาดใกล้เคียงประตูกันมากขึ้น ซึ่งตรงนี้จะขึ้นอยู่กับหน้าที่การทำงานของสิ่งของตำแหน่งนั้นๆ ว่าทำอะไร หากหน้าต่างมีขนาดใหญ่ แต่ลักษณะการใช้งานคือเปิดปิด เพื่อรับลมและทำให้รู้สึกโล่งสบาย ไม่ใช่เพื่อเดินผ่านเข้าออก ตำแหน่งนั้นก็ยังเรียกว่าเป็นหน้าต่างอยู่ ยังทำหน้าที่รับพลังงานดีรอบตัวบ้านได้เหมือนเดิม

ใส่ใจ ใส่ความรู้สึกอยู่สบาย รวมเข้าไว้กับศาสตร์ฮวงจุ้ย เพียงเท่านี้การเลือกซื้อ หรือสร้าง หรือต่อขยาย เพื่อชีวิตที่รุ่งเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

อ่านเพิ่มเติม
-แต่งบ้าน เสริมพลังตามธาตุเกิด ดิน น้ำ ลม ไฟ

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew15 เมษายน 2021
AshtonAsoke-Gal1.jpg

1min52

อนันดา เผยยอดขายไตรมาสแรกเกินเป้า 17% มั่นใจดีมานด์ คอนโดแนวรถไฟฟ้า ยังไปได้ต่อ แม้โควิด-19 ยังคงระบาดต่อเนื่อง พร้อมจับมือชินยู เรียล เอสเตส เตรียมส่ง แอชตัน อโศก ลุยขายต่างประเทศ

นายเสริมศักดิ์ ขวัญพ่วง ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัททำผลงานในไตรมาส 1 ของปี 2564 เป็นที่น่าพอใจ โดยมียอดขายรวม 3,979 ล้านบาท สูงกว่าเป้ายอดขายที่วางไว้อยู่ที่ 3,393 ล้านบาท ถึง 17% ทั้งในส่วนของโครงการคอนโดมิเนียม และโครงการแนวราบ และยังสามารถปิดการขาย 100% จำนวน 1 โครงการ คือ โครงการไอดีโอ โมบิ อโศก มูลค่าโครงการกว่า 3,200 ล้านบาท

ส่วนใหญ่มาจากการที่บริษัทมุ่งเน้นการขายโครงการพร้อมอยู่ ซึ่งบริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียมและโครงการแนวราบที่หลากหลาย รองรับความต้องการของผู้ซื้อได้อย่างทั่วถึงทั้งผู้ซื้อในประเทศ และต่างประเทศ รวมถึงภาพรวมของดีมานด์ คอนโดแนวรถไฟฟ้า ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และการที่บริษัทนำเสนอแคมเปญที่ตอบโจทย์เข้าถึงกลุ่มลูกค้า และตอบรับเรียลดีมานด์ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ประสบความสำเร็จในด้านยอดขายดังกล่าว ถึงแม้ว่าตั้งแต่ช่วงต้นปี 2564 มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศก็ตาม

นอกจากนี้ บริษัทยังคอยเฝ้าติดตามสถานการณ์โควิด-19 อย่างใกล้ชิด และปรับรูปแบบการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ และสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาโครงการในยุค New Normal นี้ โดยจะเน้นในเรื่องของความคุ้มค่าเพื่อสอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค และมาตรการสาธารณสุข เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจเมื่อมีการเยี่ยมชมโครงการของบริษัท

“บริษัทยังคงมั่นใจในศักยภาพ คอนโดแนวรถไฟฟ้า ที่ยังคงสามารถตอบโจทย์ความต้องการของการใช้ชีวิตคนเมืองได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยมีโครงการพร้อมเข้าอยู่ให้เลือกมากมาย ครบทุก Segment ครบทุกความต้องการอยู่อาศัยของคนเมือง สามารถชมห้องจริง วิวจริง พื้นที่จริง ชอบห้องไหนจองห้องนั้นได้เลย ทั้งคอนโดติดรถไฟฟ้า บ้าน และทาวน์โฮม บนที่สุดแห่งทำเล ในราคาที่คุ้มค่า กับข้อเสนอที่ห้ามพลาด” นายเสริมศักดิ์ กล่าว

คอนโดแนวรถไฟฟ้า

ขณะเดียวกันนายสุเมธ รัตนศรีกูล กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจคอนโดมิเนียม แอชตัน / ไอดีโอ คิว และ เอลลิโอ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกับนายโยจิ คิตาอุระ ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้ง บริษัท ชินยู เรียล เอสเตส จำกัด ที่ปรึกษาและให้บริการเกี่ยวกับคอนโดมิเนียมอย่างครบวงจร เตรียมกระตุ้นตลาดต่างประเทศ โดยนำเสนอโครงการ “แอชตัน อโศก” ลักชัวรี่คอนโดมิเนียม หนึ่งในไอคอนิกแลนด์มาร์คบนไพร์มโลเคชั่นใจกลางแยกอโศก-สุขุมวิท พร้อมเอ็กซ์คลูซีฟดีล เพื่อขยายฐานลูกค้าต่างชาติ จับกลุ่มตลาดญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ รองรับกำลังซื้อจากต่างชาติที่กำลังกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง มั่นใจสามารถดันยอดขายไตรมาส 2 เป็นไปตามเป้าหมาย

อ่านเพิ่มเติม
-อนันดา ปลุกชีวิตคนเมือง “Urban Life Never Dies”

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew10 เมษายน 2021
-ปก-.png

1min92

ดัชนีความเชื่อมั่นอสังหาฯ ไตรมาส 1 ทรงตัว แต่ยังต่ำกว่าค่ากลางต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 8 ขณะที่ผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความมั่นใจมากขึ้นจากผลประกอบการและยอดขายที่ดีขึ้น แต่ยังลดการจ้างงาน เพื่อคุมต้นทุน

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานดัชนีดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล พบว่า ค่าดัชนียังคงต่ำกว่าค่ากลางต่อเนื่อง 8 ไตรมาส โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังมีต่อเนื่อง ขณะที่ภาพรวมไตรมาส 1 ปี 2564 ผลประกอบการโดยรวมดีขึ้น ยอดขายดีขึ้น แต่ลดการจ้างงานเพื่อควบคุมต้นทุนการประกอบการ คาดการณ์อีก 6 เดือนข้างหน้ามั่นใจยอดขายและผลประกอบการ เดินหน้าเปิดโครงการใหม่เพิ่ม แต่ยังคงลดต้นทุนการดำเนินงาน

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า จากการรายงานผลการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในภาวะปัจจุบัน (Current Situation Index) พบว่า ไตรมาส 1 ปี 2564 มีค่าดัชนีเท่ากับ 46.3 โดยยังมีค่าดัชนีทรงตัวเท่ากับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และยังต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 ติดต่อกันถึง 8 ไตรมาส ซึ่งเป็นผลกระทบที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2562 จากการประกาศใช้มาตรการ LTV ในเดือนเมษายน 2562 ทำให้ผู้ประกอบการมีความกังวลต่อธุรกิจการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างเห็นได้ชัด

ประกอบกับในไตรมาส 1 ปี 2564 สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดยังมีการแพร่ระบาดต่อเนื่องไปในบางพื้นที่ อีกทั้งผลกระทบจากเศรษฐกิจไทยที่เพิ่งเริ่มมีการฟื้นตัวอย่างช้าๆ จึงทำให้ผู้ประกอบการยังมีความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยต่ำกว่าค่ากลางที่ 50.0

เมื่อจำแนกกลุ่มผู้ประกอบการตามประเภทบริษัทพบว่า ความเชื่อมั่นในภาวะปัจจุบันของผู้ประกอบการกลุ่ม Listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 49.4 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อย ที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 49.2 ขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่ม Non-listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 41.7 ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 42.1 โดยค่าดัชนีของผู้ประกอบการทั้งสองกลุ่มยังคงต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50

ทั้งนี้ จะเห็นความแตกต่างระหว่างกลุ่ม Listed Companies และกลุ่ม Non-listed Companies ได้อย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบการในกลุ่ม Listed Companies มีความเชื่อมั่นในเรื่องผลประกอบการ ยอดขายและการลงทุนสูงกว่าระดับ 50.0 ขณะที่กลุ่ม Non-listed Companies ต่ำกว่า 50 อย่างชัดเจน สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) มีค่าเท่ากับ 58.8 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 54.4 ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในมุมมองเชิงบวกต่อสถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

เมื่อจำแนกกลุ่มผู้ประกอบการตามประเภทบริษัท พบว่ากลุ่ม Listed Companies มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้าเท่ากับ 63.6 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนซึ่งอยู่ที่ระดับ 59.7 ขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่ม Non-listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 51.5 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 46.5 จะเห็นได้ว่าทั้งผู้ประกอบการทั้ง 2 กลุ่ม เริ่มมีความเชื่อมั่นในธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการลงทุน ผลประกอบการและยอดขายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมากขึ้นกว่าไตรมาสก่อนหน้า

ทั้งนี้ การสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการครั้งนี้ได้ทำการสำรวจในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่ได้เริ่มมีการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนบางกลุ่มในประเทศไทย และรัฐบาลได้ประกาศขยายระยะเวลามาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์โดยลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และการจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ (ไม่นับรวมบ้านมือสอง) ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเหลือร้อยละ 10 ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการฯ มีมุมมองเชิงบวกต่อสถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และมีความเชื่อมั่นในการลงทุนในอนาคตมากยิ่งขึ้น

หมายเหตุ: ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในปลายเดือนมีนาคม

 

 

 

 


Warapong Pankaew9 เมษายน 2021
Screenshot-2021-04-09-150918.png

1min65

หลังจากเป็นพันธมิตรธุรกิจกันมานาน 5 ปี มีโครงการที่ลงทุนร่วมกันมาแล้ว 14 โครงการ มูลค่าสูงถึง 40,000 ล้านบาท ล่าสุด เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จากฝ่ายไทย และฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ จากญี่ปุ่น ก็แตกไลน์โครงการร่วมทุนมาเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ ( ทาวน์โฮม ) เป็นโครงการแรก หลังจากที่ตลาดคอนโดมิเนียมคงจะต้องใช้เวลาฟื้นตัวกันอีกระยะ

โครงการเสนา เวล่า เทพารักษ์-บางบ่อ ทาวน์โฮมแนวคิดใหม่ มูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท จึงเป็นทาวน์เฮ้าส์ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นของค่านเสนาฯ ที่ได้นำเอาแนวคิดการพัฒนาที่อยู่อาศัยสไตล์ญี่ปุ่นของฮันคิว ฮันชิน มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสไตล์คนไทย

สำหรับเสนา เวล่า ถือเป็นแบรนด์ ทาวน์โฮม ระดับ Economy ของเสนาฯ มีราคาขายอยู่ระหว่าง 1.5-3 ล้านบาท สำหรับ เสนา เวล่า เทพารักษ์-บางบ่อ ถือเป็นทาวน์โฮมตัวท็อปของแบรนด์นี้ เพราะมีราคาเริ่มต้นที่ 2.99 ล้านบาท

ทาวน์โฮม

แม้ว่าจะมีชื่อเป็นทาวน์โฮม แต่เสนาฯและฮันคิว ก็ตั้งใจที่จะทำให้เป็นทาวน์โฮมที่พิเศษกว่าของที่มีอยู่ทั่วๆ ไป ด้วยดีไซน์พิเศษ แต่ละยูนิตแยกตัวออกจากกัน ไม่มีผนังด้านใดด้านหนึ่งที่ติดกันเหมือนทาวน์เฮ้าส์ปกติ ซึ่ง นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ให้คำจำกัดความว่า เป็นทาวน์โฮมที่หน้าตาเป็นมินิบ้านแฝดและให้ความรู้สึกเหมือนบ้านเดี่ยว ซึ่งแน่นอนว่า ต้นทุนย่อมจะสูงกว่าทาวน์โฮมธรรมดาๆ ราคาจึงต้องเริ่มต้นที่ 2.99 ล้านบาท

นายประสิทธิ์ วัฒนานุกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานสนับสนุนงานก่อสร้าง บริษัท เสนาดีเวล ลอปเม้นท์ กล่าวถึงรายละเอียดโครงการ เสนา เวล่า เทพารักษ์-บางบ่อ ว่า เป็นโครงกาทาวน์โฮมแนวคิดใหม่ สูง 2 ชั้น บนเนื้อที่โครงการ 39 ไร่เศษ จำนวน 298 หลัง

แบบบ้านมีให้เลือก 2 แบบ คือ แบบบ้าน THEE หน้ากว้าง 5.7 เมตร และแบบบ้าน THEE Plus หน้ากว้าง 7.7 เมตร ขนาดที่ดินเริ่ม 20-41 ตารางวา พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านเริ่ม 127-140 ตารางเมตร ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องเอนกประสงค์ พร้อมที่จอดรถ 2 คัน

โครงการตั้งอยู่บนถนนเทพารักษ์อยู่ไม่ไกลจากแยกเคหะเมืองใหม่บางพลี มีสาธารณูปโภคภายในโครงการอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสโมสร สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนส่วนกลาง Co working Space และ Outdoor terrace เป็นต้น ที่สำคัญคือเสนาฯ ยังติดตั้งโซลาร์ขนาด 2 กิโลวัตต์ให้บ้านทุกหลัง สามารถใช้ไฟฟ้าฟรีตลอด 25 ปี (จะเป็นการใช้ไฟฟรีเฉพาะช่วงกลางวัน หากจะใช้ฟรีในช่วงกลางคืน หรือต้องการจะขายไฟคืนให้รัฐในอัตราหน่วยละ 2.20 บาท ก็ต้องซื้อแบตเตอรี่มาเก็บไฟต่างหาก)

ทาวน์โฮม

มาถึงไฮไลท์ของโครงการคือการนำเอา Expertise ของญี่ปุ่นมาใช้กับฟังก์ชั่นในทาวน์เฮ้าส์แนวคิดใหม่ ซึ่งแนวคิดของ ฮันคิว ฮันชิน เรียกว่า Geo fit+ ประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก คือ

  • Geo fit+ Day เน้นเรื่องการพัฒนาโปรดักต์ให้เข้ากับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
  • Geo fit+ Eco การแสวงหาแนวทางประหยัดพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิง หรือน้ำ
  • Geo fit+ Stage การออกแบบบนแนวคิดเพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย
  • Geo fit+ Sonae ใส่ใจทุกรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความปลอดภัย

ยกตัวอย่างเช่น ไฟหน้าบ้านเปิด-ปิดอัตโนมัติ พื้นที่นั่งเล่นออกแบบให้ขนาดเท่าพื้นที่ของบ้านเดี่ยว มุมพักผ่อนข้างบ้าน ห้องน้ำชั้น 1 มีพื้นที่อาบน้ำที่ใช้งานได้จริง ห้องอเนกประสงค์ชั่นล่างรองรับผู้สูงวัย หรือปรับเป็นห้องทำงาน work from home สวนผักข้างบ้านหรือหลังบ้าน เป็นต้น

ทาวน์โฮม

โครงการเสนา เวล่า เทพารักษ์-บางบ่อ จะเริ่มเปิดขายอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมนี้ และเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการภายในปี 2567 ซึ่งต้องรอดูว่า แนวคิดใหม่ในการพัฒนาทาวน์โฮมของเสนาฯกับราคาเริ่มต้นที่ 2.99 ล้านบาทจะได้ผลตอบรับดีแค่ไหนในทำเลที่มีการแข่งขันเดือดที่สุดทำเลหนึ่งเลยทีเดียว

อ่านเพิ่มเติม
-เสนาฯ ผนึกพันธมิตรญี่ปุ่น ฮันคิว ฮันชิน รุกหนักคอนโดต่ำล้าน

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew9 เมษายน 2021
shutterstock_14855662411-1280x853.jpg

1min56

เอพี ไทยแลนด์ ชี้อสังหาฯไตรมาส 2 ยังอยู่ในสภาวะรอฟื้นตัว พร้อมรับมือ Ripple Effect จากโควิด-19 ด้วยการบริหารพอร์ตสินค้าพร้อมขาย กระจายทำเล ดึงจังหวะเปิด 5 โครงการใหม่ในเดือนมิ.ย. หลังทำยอดขายไตรมาสแรกเกือบ 8,000 ล้านบาท

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 2 เชื่อว่ายังคงอยู่ในสภาวะที่รอการฟื้นตัว ทั้งในภาพของดีมานด์ที่ยังคงเป็นไปตามภาพรวมเศรษฐกิจ ด้านซัพพลายการเปิดตัวสินค้าใหม่ยังคงเกิดจากผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่ราย ในสถานการณ์ที่ผ่านมา สินค้าคอนโดมิเนียมคาดว่า Sentiment น่าจะดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นตัวกลับไปเหมือนก่อนเผชิญสถานการณ์โควิด-19

ส่วนที่อยู่อาศัยแนวราบยังคงเป็นซูเปอร์สตาร์ต่อเนื่องไปอีกปี โดยในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้มากถึง 7,966 ล้านบาท จากโครงการของเอพีที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 113 โครงการ (Exiting Projects) เพิ่มขึ้น 32% หากเทียบกับยอดขายไตรมาส 1 ของปี 2563 ที่ 6,045 ล้านบาท

ในจำนวนดังกล่าวเป็นยอดขายที่มาจากที่อยู่อาศัยแนวราบมากถึง 7,293 ล้านบาท สะท้อนภาพความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อสินค้าบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮมเครือเอพีที่กระจายครอบคลุมในพื้นที่เขต กทม. หรือการขยายตลาดใหม่ไปใน 5 จังหวัด อย่างขอนแก่น ระยอง นครศรีธรรมราช อยุธยา และเชียงราย จนสามารถสร้างการเติบโตด้านยอดขายได้อย่างโดดเด่นที่สุดท่ามกลางสภาวะตลาดผันผวนเช่นนี้

“โอกาสรอดของธุรกิจ อสังหาฯ ท่ามกลางการต้องเผชิญกับสภาวะ Ripple Effect หรือปรากฎการณ์ระลอกคลื่น ความเสียหายที่เกิดจากโควิด-19 นั้น นอกจากแผนการบริหารจัดการภายในองค์กร เพื่อสร้างความแข็งแกร่งแล้วนั้น การบริหารจัดการพอร์ตสินค้าให้มีสินค้าพร้อมขาย และกระจายไปในหลายทำเล เพื่อสร้างโอกาสและความได้เปรียบในการแข่งขันที่มากขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่นำมาซึ่งความสำเร็จในวันนี้ ควบคู่ไปกับการมี EMPOWER LIVING เป็นเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่ลูกค้าสามารถเลือกได้” นายวิทการกล่าว

เอพี ไทยแลนด์

สำหรับแผนการเปิดตัวโครงการในช่วงไตรมาส 2 บริษัทเตรียมเปิดตัวสินค้าแนวราบจำนวน 5 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 2,660 ล้านบาท โดยทั้งหมดมีแผนจะเปิดขายในช่วงเดือนมิถุนายน แบ่งเป็น

  • บ้านเดี่ยว 2 โครงการ มูลค่ารวม 1,650 ล้านบาท ได้แก่ 1) CENTRO พหล-วิภาวดี 2 จำนวน 249 ยูนิต มูลค่า 1,250 ล้านบาท 2) CENTRO ราชพฤกษ์-สวนผัก 3 จำนวน 43 ยูนิต มูลค่า 400 ล้านบาท
  • ทาวน์โฮม 3 โครงการ มูลค่ารวม 1,010 ล้านบาท ได้แก่ 3) Pleno บางนา-อ่อนนุช 2 จำนวน 233 ยูนิต มูลค่า 570 ล้านบาท 4) Pleno ปิ่นเกล้า-จรัญ 2 จำนวน 86 ยูนิต มูลค่า 330 ล้านบาท และ โฮมออฟฟิศ 5) District รามอินทรา-จตุโชติ จำนวน 20 ยูนิต มูลค่า 110 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในปี 2564 นี้ เอพี ไทยแลนด์ ตั้งเป้าจะมีโครงการ อสังหาฯ ที่พัฒนาอยู่ทั่วประเทศ 145 โครงการ มูลค่าพร้อมขายกว่า 118,128 ล้านบาท โดยเป็นโครงการใหม่ที่เปิดตัวในปี 2564 จำนวน 34 โครงการ มูลค่าประมาณ 43,000 ล้านบาท (เปิดตัวแล้ว 2 โครงการ มูลค่า 2,300 ล้านบาท) แบ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบจำนวน 30 โครงการ มูลค่าประมาณ 28,800 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมที่คาดว่าจะพร้อมเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลังจำนวน 4 โครงการ มูลค่าประมาณ 14,200 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย (Existing Projects) ที่กระจายไปในทุกทำเลทั้งใน กทม. และต่างจังหวัดมากถึง 113 โครงการ มูลค่าสินค้าพร้อมขายประมาณ 77,428 ล้านบาท (รวมโครงการเปิดใหม่ของปี 2564 ที่ได้เปิดตัวไปแล้ว 2 โครงการ) โดยในปี 2564 บริษัทตั้งเป้ารับรู้รายได้ (รวม 100% JV) อยู่ที่ 43,100 ล้านบาท และเป้ายอดขายที่ 35,500 ล้านบาท

เอพี ไทยแลนด์

สำหรับโครงการที่เปิดตัวไปแล้วในไตรมาส 1 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ อภิทาวน์ เชียงราย และอภิทาวน์ อยุธยา มูลค่าโครงการรวม 2,300 ล้านบาท เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดย ณ 31 มีนาคม 2564 สามารถขายได้แล้วกว่า 300 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของลูกค้าในตลาดหัวเมืองใหญ่ ที่มีต่อแบรนด์และอสังหาริมทรัพย์ภายใต้การพัฒนาของเอพี

อ่านเพิ่มเติม
-อนุพงษ์ อัศวโภคิน ไขความลับสู่ความสำเร็จ เอพี ไทยแลนด์

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew8 เมษายน 2021
Product04-e1617899760790-1280x557.jpg

2min156

เอสซีจี ผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุ อุปกรณ์ในงานก่อสร้างรายใหญ่ ตัดสินใจรุกเข้าสู่ตลาดวัสดุตกแต่งอย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัว เอสซีจี เดคคอร์ (SCG D’COR) โดยการดึงเอาจุดแข็งของ SCG ทั้งในเรื่องของนวัตกรรม และความหลากหลายของวัสดุ มาตอบโจทย์งานดีไซน์ในแบบเฉพาะตัว “Unique the space”

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ เอสซีจี รุกเข้าสู่ตลาดวัสดุตกแต่งอย่างเต็มตัว ก็เพราะเห็นโอกาสในตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่งแม้ว่าจะยังอยู่ในภาวะชะลอตัว และได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ตลาดโดยรวมก็ยังเติบโต ขณะเดียวกันการระบาดของโควิด-19 ก็สร้างโอกาสให้กับตลาด Renovate จากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านให้เหมาะกับการใช้ประโยชน์ในยุค New Normal รวมถึงบ้านเก่าที่ต้องการปรับปรุงซ่อมแซม ก็เป็นอีกตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล

เอสซีจี“ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยปี 2564 คาดว่าเติบโตจากปีก่อน 3-5% โดยตลาดวัสดุตกแต่งที่อยู่อาศัยภายนอกมีแนวโน้มพื้นตัว และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตสู่ยุค New Normal ด้วยการ Work From Home จึงเกิดการปรับเปลี่ยนพื้นที่บ้านหรืออาคารให้เหมาะต่อการใช้ประโยชน์มากขึ้น

ขณะเดียวกันตลาดรีโนเวทที่พบว่า ตลาดบ้านเก่ากว่าแสนหลัง มีความต้องการปรับปรุงพื้นที่ชำรุดทรุดโทรมให้มีฟังก์ชั่นการใช้งานและดีไซน์ที่เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง โดยเน้นการใช้วัสดุตกแต่งอาคารเพิ่มขึ้น

จากแนวโน้มการเติบโตดังกล่าวจึงเห็นโอกาสในอนาคต บริษัทจึงขยายพอร์ตสินค้ากลุ่มวัสดุตกแต่งด้วยธุรกิจ SCG D’COR สู่การเป็น Decorative Solutions Provider สินค้าพร้อมการบริการ ตอบโจทย์ความสวยงาม ฟังก์ชัน เพื่อความพึงพอใจลูกค้าสูงสุด” นางอัญชลี ชวนะลิขิกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไฟเบอร์ซีเมนต์กรุ๊ป จำกัด กล่าว

ก่อนหน้านี้ เอสซีจี ได้เปิดตัว SCG Home & Living Solution ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีในระดับหนึ่ง ซึ่งแนวทางดังกล่าวคือหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของ SCG ในการใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าในอุตสาหกรรมพื้นฐานของ เอสซีจี พร้อมกับการให้บริการงานช่าง กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ใน Solution ต่างๆ ให้กับผู้บริโภค

“การเปิดตัว SCG D’COR ในครั้งนี้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านผลิตภัณฑ์และการบริการมากขึ้น เราได้นำปัญหาที่ลูกค้าและสถาปนิกพบเจอ ทั้งจากการออกแบบงานโครงสร้าง งานติดตั้ง หรืองานตกแต่งมาแก้ปัญหาอย่างครบวงจรด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญในทุกมิติของ SCG D’COR และบริษัทพันธมิตร

เริ่มตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านการออกแบบ ประมาณการวัสดุ คัดเลือกวัสดุที่เหมาะสม โดยผู้เชี่ยวชาญด้าน Material Science and Application ทีมออกแบบที่เข้ามาช่วยดูแล Conceptual Design และเสริมความมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยบริการดูแลหลังการขาย รับประกันหลังการติดตั้ง 1 ปี และรับประกันวัสดุนานถึง 10 ปี* (*ภายใต้การใช้งานในสภาวะปกติ)

เอสซีจี

ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าบริการจบครบในที่เดียวด้วย SCG D’COR Facade Solution ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของ SCG D’COR เป็นการรุกตลาด Total Service Solutions เพื่อให้ตอบโจทย์ Lifestyle โดยตั้งเป้าต่อยอดนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์งานดีไซน์และอรรถประโยชน์ด้วยเทคโนโลยีชั้นนำ รวมถึงการเพิ่ม Product Portfolio ที่ตอบเทรนด์ที่อยู่อาศัยต่อเนื่อง” นางอัญชลี กล่าวเสริม

SCG D’COR เป็นโซลูชั่นใหม่ในการสร้างเอกลักษณ์ให้พื้นที่และตัวอาคารด้วยวัสดุตกแต่งทางเลือกใหม่ สร้างสรรค์งานดีไซน์ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยรูปลักษณ์ของสินค้าที่เปิดโอกาสให้นักออกแบบใส่ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ ให้งานออกแบบมีความพิเศษแปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร ตอบโจทย์หลากหลายสไตล์สิ่งปลูกสร้าง ตามแนวคิด “Unique the Space”

เอสซีจี

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของ SCG D’COR ยังมีความโดดเด่นด้านการผลิตวัสดุตกแต่งทางเลือกใหม่ด้วย Fiber Cement โดยกระบวนการผลิต X-TRUSION Technology ลิขสิทธิ์ของ SCG D’COR หนึ่งเดียวในประเทศที่สามารถขึ้นรูปสินค้าแบบ 3D ได้ตามต้องการผ่านนวัตกรรมที่ถูกออกแบบโดยวิศวกรเฉพาะทาง สินค้าจึงมีรูปลักษณ์และมิติที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร แข็งแรง ทนทาน ต่อสภาวะอากาศและการใช้งานภายนอก ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายรูปแบบ

รวมถึงวัสดุตกแต่งประเภทอื่นที่ร่วมกับพันธมิตร อาทิ KMEW Japan, LITEWOOD by FAMELINE และอื่นๆ อีกมากมายในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อให้ครบทุกๆ ฟังก์ชั่นการออกแบบ และมีอรรถประโยชน์อื่นๆ ร่วมด้วย ทั้งการปกป้องความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน ด้านความปลอดภัยด้วยวัสดุที่มีคุณสมบัติไม่ลามไฟ และมีน้ำหนักที่เบากว่าวัสดุประเภทอื่นๆ ลดภาระงานโครงสร้าง

วัสดุตกแต่งกลุ่ม SCG D’COR ครอบคลุมโซลูชั่นการใช้งาน 3 กลุ่มหลักได้แก่ ผนังภายนอกและภายใน (Facade & Wall Cladding),ระแนง รั้วบังตา วัสดุปิดขอบ (LATH&TRIM), และกลุ่มพื้นตกแต่ง (Floor) สอดรับกับปัจจุบันที่รูปแบบของการตกแต่งเปลือกอาคาร (Façade) กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถตอบโจทย์การใช้งาน ได้ทั้งอาคารสร้างใหม่ และอาคารเก่า

อ่านเพิ่มเติม
-ปรับปรุงบ้าน โตสวนวิกฤติโควิด เอสซีจีจัดงานแฟร์เร่งปั๊มยอดขาย

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew8 เมษายน 2021
-1-63-1.png

2min200

โควิดพ่นพิษยอดโอน คอนโดต่างชาติ ลดฮวบ 35% มูลค่าเหลือ 3.7 หมื่นล้าน ลดลง 25% ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เผยห้องชุด 2-5 ล้าน ยังฮอต โดยจีนยังเป็นผู้ซื้ออันดับ 1 สัดส่วน 63% ของตลาดรวม

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติทั่วประเทศในปี 2563 พบว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2563 ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดอาคารชุดที่ขายให้กับคนต่างชาติ เนื่องจากได้มีการล็อกดาวน์ห้ามการเดินทางเข้า-ออกประเทศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติ

ทำให้ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2563 เป็นช่วงที่มีการเคลื่อนไหวในส่วนของการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเพียง 1,162 หน่วย ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ถึงร้อยละ -61.1 และมีมูลค่าลดลงเหลือ 5,073 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ -54.3

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 3-4 สถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ของคนต่างชาติเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากความพยายามแก้ปัญหาของผู้ประกอบการ เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อชาวต่างชาติสามารถทำการรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่สร้างเสร็จพร้อมโอนได้ โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มเป็น 1,885 หน่วย มูลค่ารวม 9,381 ล้านบาท ในไตรมาส 3 และจำนวน 2,592 หน่วย มูลค่ารวม 12,730 ล้านบาท ในไตรมาสสุดท้าย

ส่งผลให้ตลอดทั้งปี 2563 มีการโอน คอนโดต่างชาติ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 8,285 หน่วย มูลค่า 37,716 ล้านบาท โดยจำนวนหน่วยต่ำกว่าปี 2562 ร้อยละ -35.3 และมูลค่าลดลงร้อยละ -25.5

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า หากเปรียบเทียบจำนวนการโอน คอนโดต่างชาติ เทียบกับคนไทย พบว่า ในปี 2561 คนต่างชาติเคยมีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์คิดเป็นร้อยละ 10.1 ของจำนวนหน่วยทั้งหมด และมีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ16.3 ของมูลค่าทั้งหมด ต่อมาในปี 2562 มีสัดส่วนลดลงเหลือร้อยละ 9.9 ของจำนวนหน่วยทั้งหมด และร้อยละ 15.5 ของมูลค่าทั้งหมด และมีสัดส่วนต่ำสุด เหลือเพียงร้อยละ 6.8 ของจำนวนหน่วยทั้งหมด และร้อยละ 12.1 ของมูลค่าทั้งหมดในปี 2563

ส่วนระดับราคาห้องชุดที่คนต่างชาติมีการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุดเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง (ปี 2561-2563) ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับราคา 3-5 ล้านบาท และราคา 2-3 ล้านบาท โดยทั้ง 2 ระดับราคาจะมีสัดส่วนจำนวนหน่วยใกล้เคียงกันคือร้อยละ 23.2 และร้อยละ 23 ตามลำดับ แต่เมื่อพิจารณาด้านมูลค่าการโอน พบว่า ห้องชุดระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาท จะมีสัดส่วนมูลค่าสูงสุดถึงร้อยละ 28.5

คอนโดต่างชาติ

คอนโดต่างชาติ

สำหรับจังหวัดที่มีจำนวนการโอน คอนโดต่างชาติ มากที่สุดในปี 2563 ใน 10 ลำดับแรก ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนหน่วยรวมกันมากถึงร้อยละ 99.7 และมีสัดส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์รวมกันมากถึงร้อยละ 99.8 ส่วนที่เหลืออีก 20 จังหวัดมีสัดส่วนจำนวนหน่วยเพียงร้อยละ 0.3 และสัดส่วนมูลค่ารวมกันร้อยละ 0.2

อันดับแรก กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนหน่วยมากถึงร้อยละ 57.1 และมีสัดส่วนมูลค่าการโอนมากถึงร้อยละ 73.5 เกินกว่าครึ่งหนึ่งของการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติทั่วประเทศ

อันดับ 2 จังหวัดชลบุรี มีสัดส่วนจำนวนหน่วยร้อยละ 24.9 แต่มีสัดส่วนมูลค่าร้อยละ 14.2

อันดับ 3 จังหวัดภูเก็ต มีสัดส่วนจำนวนหน่วยเพียงร้อยละ 4.7 แต่มีสัดส่วนมูลค่าร้อยละ 4.6

ส่วนอันดับ 4 – 10 ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) ปทุมธานี ระยอง นนทบุรี และเชียงราย ตามลำดับ

คอนโดต่างชาติ

ในส่วนสัญชาติของคนต่างชาติที่ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดมากที่สุด 10 อันดับแรก ในปี 2563 เปรียบเทียบกับปี 2562 ซึ่งสัญชาติของคนต่างชาติของทั้ง 2 ปีมีรายชื่อ 10 ประเทศที่เหมือนกัน

อันดับ 1 เป็นชาวจีน ซึ่งเป็นคนต่างชาติที่มีการรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดมากที่สุด โดยในปี 2562 มีสัดส่วนการโอนร้อยละ 59.6 ของจำนวนหน่วย และเพิ่มสัดส่วนเป็นร้อยละ 63.4 ในปี 2563

อันดับ 2 เป็นชาวรัสเซีย มีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ปี 2563 ร้อยละ 4.7 ของจำนวนหน่วยทั้งหมด แต่ลดลงจากปี 2562 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 6.2 ของจำนวนหน่วยทั้งหมด

อันดับ 3 เป็นชาวฝรั่งเศส สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ปี 2563 ร้อยละ 3.4 ของจำนวนหน่วยทั้งหมด โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 3.1

อันดับ 4 เป็นชาวสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ปี 2563 ร้อยละ 3.1 ของจำนวนหน่วย สัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 3

อันดับ 5 เป็นชาวเยอรมัน สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ปี 2563 ร้อยละ 2.5 ของจำนวนหน่วยทั้งหมด โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 2.2

คอนโดต่างชาติ

อานเพิ่มเติม
-โควิดรอบ 3 จับตาธุรกิจอสังหาฯ ฟุบหรือไปต่อ?

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME