fbpx

ผู้เขียน: Warapong Pankaew

Warapong Pankaew4 ธันวาคม 2021
-1280x853.jpg

1min42

 

บีซีพีจี-วินโดว์เอเชีย-ทิพยประกันภัย ผนึกการเคหะฯ ร่วมลงขันตั้งบริษัท เคหะสุขประชา เดินหน้าสร้างบ้านเช่าราคาถูก 

การเคหะแห่งชาติ เปิดตัวพันธมิตรกลุ่มแรกที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้บริษัท เคหะสุขประชา จำกัด (มหาชน) โดยนายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้การเคหะฯจัดตั้ง บริษัท เคหะสุขประชา จำกัด (มหาชน) เพื่อมาช่วยให้การดำเนินโครงการบ้านเคหะสุขประชาคล่องตัวและบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น โดยการเคหะฯจะถือหุ้น 49% โดยมีพันธมิตรที่เข้มแข็งและมีความเป็นมืออาชีพเข้าถือหุ้นอีก 51%

สำหรับพันธมิตรกลุ่มแรกที่จะเข้ามาถือหุ้นในบริษัท เคหะสุขประชา ประกอบด้วย บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ประกอบธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในเครือบางจาก ให้การสนับสนุนเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทน เพื่อดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และการจัดการขยะในชุมชน และมีร้านกาแฟอินทนิลซึ่งเป็นธุรกิจในเครือบางจากเช่นกัน (บางจาก รีเทล) สนับสนุนด้านการสร้างอาชีพในชุมชน

บริษัท วินโดว์เอเชีย จำกัด บริษัทในเครือ RMC Group หรือบริษัท รัชดาศูนย์รวมวัสดุ ผู้ผลิต และผู้แทนจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้าง ที่จะเข้ามาสนับสนุนวัสดุก่อสร้าง ช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างโครงการ และบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จะเข้ามาดูแลเรื่องการประกันรายได้ของผู้อยู่อาศัยในโครงการ

ก่อนหน้านี้ผู้ว่าการการเคหะฯ ได้เคยกล่าวถึงการจัดตั้งบริษัท เคหะสุขประชา เอาไว้ว่า เอกชนจะเข้ามาถือหุ้นอีก 51% โดยแต่ละบริษัทจะถือหุ้นได้ไม่เกิน 15% แบ่งเป็น 10 กลุ่มธุรกิจ เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง ค้าปลีก เกษตรสุขภาพ ประกันภัย อุตสาหกรรม เป็นต้น เพื่อให้รองรับกับแนวคิดการพัฒนาโครงการเคหะสุขประชาที่พัฒนาโครงการบ้านเช่าพร้อมกับอาชีพใน 6 กลุ่ม ได้แก่ เกษตรอินทรีย์ ปศุสัตว์ อาชีพบริการชุมชนและชุมชนข้างเคียง ตลาด อุตสาหกรรมขนาดเล็ก และศูนย์การค้าปลีก-ส่ง

คาดว่าการเคหะฯจะมีการเปิดเผยบริษัทพันธมิตรรายอื่นได้ในเร็วๆ นี้ เพื่อจัดตั้งบริษัทให้พร้อมดำเนินงานพัฒนาโครงการบ้านเคหะสุขประชาในปี 2565 ที่ตั้งเป้าหมายจะก่อสร้างจำนวน 30,000 หน่วย จากแผน 4 ปี (2565-2568) จำนวน 100,000 หน่วย แบ่งเป็น ปี 2565-2566 ปีละ 30,000 หน่วย และปี 2567-2568 อีกปีละ 20,000 หน่วย

ทั้งนี้ โครงการบ้านเช่า บ้านเคหะสุขประชา ได้พัฒนาโครงการนำร่องไปแล้ว 2 โครงการ ได้แก่ โครงการบ้านเคหะสุขประชาฉลองกรุง จำนวน 302 หน่วย โดยได้ส่งมอบบ้านไปแล้วเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 64 ได้ส่งมอบบ้านในโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้าอีกจำนวน 270 หน่วย โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตเป็นประธานในพิธี

นายทวีพงษ์ กล่าวว่า การเคหะฯมีแผนจะก่อสร้างโครงการบ้านเคหะสุขประชาเพิ่มอีก 13 โครงการ (โครงการนำร่องระยะที่ 2 ที่ดำเนินงานโดยการเคหะฯ ) จำนวน 3,948 หน่วย ในจังหวัดปทุมธานี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดชลบุรี จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดระยอง และจังหวัดสระบุรี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบจัดทำโครงการ

นอกจากนี้ยังแผนจะดำเนินโครงการบ้านเคหะสุขประชาต่อเนื่องอีกกว่า 30,000 หน่วย ในลักษณะร่วมลงทุนกับภาคเอกชน โดยจะร่วมทุนกับบริษัทเคหะสุขประชา จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีมาตรฐานในราคาที่เหมาะสม สามารถรับภาระได้ รวมไปถึงการพัฒนาอาชีพเพื่อก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงยั่งยืนต่อไป

สำหรับโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้า ตั้งอยู่บริเวณถนนร่มเกล้า แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ขนาดพื้นที่โครงการ 20.26 ไร่ จัดสร้างบ้านจำนวน 270 หน่วย ประกอบด้วย บ้านแฝดชั้นเดียว จำนวน 86 หน่วย และบ้านสองชั้น จำนวน 184 หน่วย โดยแบ่งพื้นที่ใช้สอยตามความเหมาะสมของกลุ่มเป้าหมาย ดังนี้

  • กลุ่มคนพิการและผู้สูงอายุ (แบบ X) พื้นที่ใช้สอย 30 ตารางเมตร
  • กลุ่มผู้มีสถานะโสด (แบบ A) พื้นที่ใช้สอย 30 ตารางเมตร
  • กลุ่มครัวเรือนใหม่ (แบบ B) พื้นที่ใช้สอย 40 ตารางเมตร
  • กลุ่มครอบครัว (แบบ C) พื้นที่ใช้สอย 50 ตารางเมตร

โดยมีอัตราค่าเช่าเริ่มต้น 1,500-3,000 บาท/เดือน นอกจากนี้ ภายในโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้ายังได้จัดเตรียมพื้นที่ “เศรษฐกิจสุขประชา” ซึ่งจะได้รับการพัฒนาในรูปแบบคอมมูนิตี้มอลล์ เพื่อรองรับการจ้างงานและสร้างอาชีพให้กับผู้อยู่อาศัยในชุมชน


Warapong Pankaew1 ธันวาคม 2021
166263838_470772060939073_6229914850619821063_n-e1638375554120.jpg

1min55

บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท หรือ SAM เปิดตัวกรรมการผู้จัดการคนใหม่ นายธรัฐพร เตชะกิจขจร พร้อมกับภารกิจสำคัญในการมุ่งช่วยลูกหนี้ที่เดือดร้อนจากพิษโควิด-19 อย่างเร่งด่วน

“นับว่าเป็นความท้าทายที่สุดที่ได้เข้ามาบริหารงานในท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ที่ประเทศกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ คนจำนวนมากขาดรายได้และมีปัญหาการชำระหนี้ SAM ในฐานะบริษัทบริหารสินทรัพย์ภาครัฐจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่กำลังเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน

พร้อมกับการสนองนโยบายและมาตรการภาครัฐด้วยการดำเนินงานเชิงรุก โดยยึดหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้เป็นสำคัญ” นายธรัฐพร เตชะกิจขจร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM กล่าว

สำหรับผลการดำเนินงาน ณ เดือนตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา SAM สามารถเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ลูกค้า NPL ไปได้แล้วจำนวน 54,899 ราย คิดเป็นมูลค่าตามบัญชี 341,448 ล้านบาท และจำหน่ายทรัพย์สินรอการขาย หรือ NPA ได้ทั้งสิ้น 10,496 รายการ ราคาประเมินทรัพย์ 51,914 ล้านบาท ด้านการประมูลซื้อสินทรัพย์เพื่อเพิ่มขนาดพอร์ต SAM สามารถซื้อสินทรัพย์ได้จำนวนรวมทั้งสิ้น 16,569 ราย มูลค่าตามบัญชี 113,621 ล้านบาท

ขณะที่คลินิกแก้หนี้ มีจำนวนลูกค้าที่ผ่านคุณสมบัติและสมัครเข้าโครงการได้รวมทั้งสิ้น 68,071 บัญชี คิดเป็นภาระหนี้เงินต้นตามสัญญา 5,163 ล้านบาท ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มเปิดดำเนินการในปี 2543 SAM สามารถนำส่งเงินคืนกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฯ) ไปแล้วประมาณ 255,000 ล้านบาท

นายธรัฐพร กล่าวอีกว่า การบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) SAM มีนโยบายมุ่งเน้นให้มีการเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นอันดับแรก โดยคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้เป็นสำคัญรวมถึงร่วมปรึกษาหารือให้ได้ข้อยุติภายใต้แนวทางที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกหนี้ที่มีศักยภาพสามารถกลับไปดำเนินชีวิตได้ตามปกติ หรือดำเนินกิจการต่อไปได้

ที่ผ่านมา SAM จัดโครงการ “แบ่งเบาภาระลูกค้าในภาวะวิกฤตโควิดระบาด ระลอก 3 ” เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรนพิเศษ รวมทั้งนำเสนอทางเลือกที่เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้อย่างแท้จริง ปัจจุบัน SAM มีจำนวนลูกหนี้ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการรวมทั้งสิ้น 20,727 ราย มูลค่าตามบัญชี 354,320 ล้านบาท

ด้านการจำหน่ายทรัพย์สินทรัพย์สินรอการขาย SAM มีนโยบายส่งเสริมให้เกิดการนำทรัพย์สินที่ทิ้งร้างมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อส่งคืนทรัพย์สินเหล่านี้กลับสู่ระบบ และนำมาซึ่งความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ผ่านการจัดกิจกรรมทางการตลาดที่หลากหลาย ทั้งการประมูลและการเสนอซื้อโดยตรง รวมทั้งโปรโมชั่นส่งเสริมการขายที่น่าสนใจอีกมากมาย

ปัจจุบัน SAM มีทรัพย์สินรอการขายหลากหลายประเภทในทำเลดีทั่วไทย ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ ที่ดินเปล่าและทรัพย์เพื่อการลงทุน ฯลฯ ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการ รวมทั้งสิ้น ประมาณ 4,000 รายการ มูลค่ารวม 20,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ นับตั้งแต่ปี 2560 SAM ยังได้รับมอบหมายภารกิจเพิ่มเติมในการช่วยเหลือประชาชนรายย่อยประเภทลุกหนี้ที่เป็นหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสดและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบธุรกิจทางการเงิน (Non-Bank) รวมทั้งสิ้น 35 แห่ง ที่ค้างจ่ายหรือไม่ได้จ่ายหนี้บัตรเกินกว่า 90 วัน ภายใต้โครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM”

ล่าสุด “คลินิกแก้หนี้ by SAM” ได้ขยายเกณฑ์คุณสมบัติผู้เป็นหนี้เสียที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการจากเดิม ที่ต้องมีสถานะเป็นหนี้เสีย (NPL) ก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เป็น ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2564 รวมทั้งมาตรการอื่นๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าที่เป็นหนี้เสียบัตรมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ได้แก่

1. การต่ออายุมาตรการยาแรงระยะที่ 3 “จ่ายเท่าที่ไหว” ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2564 โดยลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่จะได้รับส่วนลดดอกเบี้ย 1-2% (เงื่อนไขเป็นไปตามที่โครงการกำหนด)

2. การปรับเกณฑ์ด้านอายุจากเดิมไม่เกิน 65 ปีเป็นอายุ 70 ปี โดยนับรวมระยะเวลาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว

3.การปรับอัตราดอกเบี้ยจากเดิม 4-7% เป็นอัตราเดียว (Single Rate) ที่ 5%


Warapong Pankaew1 ธันวาคม 2021
4-Centro-Don-Mueang-–-Chaengwattana.jpg

1min48

เอพี กวาดยอดขายบ้านแนวราบทะลุ 3 หมื่นล้าน โต 20% เผยบ้านเดี่ยวขายดิบขายดีในทุกระดับราคาลูกค้าแวะชมโครงการเพิ่มกว่าเท่าตัว เตรียมเปิด 3 โครงการดีไซน์ใหม่แบรนด์เซนโทรมูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้าน

นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยว บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากแผนธุรกิจการบริหารพอร์ตที่อยู่อาศัยแนวราบที่แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับความพร้อมที่จะปรับตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สินค้ากลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบสามารถทำยอดขายสุทธิเติบโตสูงสุดเกินจากเป้าทั้งปี และทำนิวไฮครั้งใหม่ กว่า 30,100 ล้านบาท เติบโต 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

โดยเฉพาะสินค้าบ้านเดี่ยวที่ได้รับการตอบรับที่ดีในทุกระดับราคา มียอดลูกค้าเข้าชมโครงการบ้านเดี่ยวเอพีเฉลี่ยประมาณ 600 ครอบครัว/สัปดาห์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเกือบเท่าตัว ซึ่งทั้งหมดล้วนการันตีได้ถึงการเติบโตแบบ Organic Growth ตอกย้ำภาพความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมและศักยภาพขององค์กรที่แข็งแกร่งได้เป็นอย่างดี

“ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปิดปี 2564 กลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยวเอพียังคงเดินเครื่องไม่หยุด เพื่อย้ำตำแหน่งผู้นำตลาดบ้านเดี่ยวเพียงหนึ่งเดียว บริษัทจึงเตรียมเปิดตัวแบบบ้าน 3 ดีไซน์ใหม่ ภายใต้แบรนด์ ‘เซนโทร’ (CENTRO) บ้านเดี่ยวที่สามารถตอบโจทย์การเริ่มต้นของครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด

โดยจะเปิดให้ชมแบบบ้านทั้ง 3 ดีไซน์ใหม่พร้อมกันในเดือนธันวาคม 2564 ใน 3 โครงการ 3 ทำเลแรก มูลค่ารวม 3,560 ล้านบาท ได้แก่ เซนโทร ปิ่นเกล้า มูลค่าโครงการ 1,620 ล้านบาท เซนโทร ดอนเมือง-แจ้งวัฒนะ มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท และ เซนโทร บางนา-ศรีนครินทร์ มูลค่าโครงการ 840 ล้านบาท” นายรัชต์ชยุตม์ กล่าว

สำหรับ 3 โครงการใหม่ในแบรนด์เซนโทร ประกอบด้วย

  • เซนโทรปิ่นเกล้า มีมูลค่าโครงการ 1,620 ล้านบาท บนเนื้อที่ 59 ไร่ จำนวน 152 หลัง บนที่ดิน 100-170 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 250-389 ตร.ม. บ้านเดี่ยวหรูสไตล์โมเดิร์น สเปซฟังก์ชั่นสูงสุด 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ห้องรับแขก 2 ห้องนั่งเล่น 1 ห้องแม่บ้าน (ห้องน้ำในตัว) ที่จอดรถ 4 คัน พร้อมเรือนรับรอง (ห้องนอน ห้องนั่งเล่นและห้องน้ำในตัว) บนทำเลติดถนนบรมราชชนนีใกล้ทางด่วนศรีรัชและเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ราคาเริ่มต้น 9.5-15 ล้านบาท

เซนโทร ดอนเมือง-แจ้งวัฒนะ มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท บนเนื้อที่ 37 ไร่ จำนวน 137 หลัง บนที่ดิน 50.8-118 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 164-289 ตร.ม. บ้านเดี่ยวดีไซน์ใหม่ ฟังก์ชั่นสูงสุด 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 2 ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ห้องครัว ห้องแม่บ้าน และที่จอดรถ 3 คัน บนทำเลเชื่อมต่อดอนเมือง-แจ้งวัฒนะ-สรงประภา ห่างจากรถไฟฟ้า (สายสีแดง) สถานีดอนเมือง 3 กม. ใกล้สนามบินดอนเมืองและเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ ราคาเริ่มต้น 7.99-12 ล้านบาท

  • เซนโทร บางนา-ศรีนครินทร์ มูลค่าโครงการ 840 ล้านบาท บนเนื้อที่ 23 ไร่ จำนวนเพียง 105 หลัง บ้านเดี่ยวดีไซน์ใหม่ บนที่ดิน 50.2-83 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 173 – 252 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 2 ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ห้องครัว และ 3 ที่จอดรถในร่ม บนทำเลใจกลางบางนา-ศรีนครินทร์ พร้อมเชื่อมต่อเทพารักษ์ ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วน ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีศรีด่าน และใกล้อิเกีย บางนา ราคาเริ่มต้น 7.5 – 15 ล้านบาท

ด้านนางพิมพรรณ ปรีชานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานบริหารแบรนด์และพัฒนาสินค้าบ้านเดี่ยว บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวถึงแบบบ้านดีไซน์ใหม่ว่า แนวคิดการพัฒนาแบบบ้านดีไซน์ใหม่ภายใต้แบรนด์ ‘เซนโทร’ เป็นการตีโจทย์ใหม่บนจุดแข็งของการออกแบบบ้านเดี่ยวเอพีในเรื่อง Functional Space เข้ากับแนวคิด Next Normal ที่ตอบรับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้น

ทั้งในเรื่องการใช้พื้นที่ภายในบ้าน การออกแบบพื้นที่ของสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวให้ตอบโจทย์การทำงานที่บ้าน การเรียนออนไลน์ การทำครัว พื้นที่สีเขียวรอบบ้าน หรือแม้กระทั่งทิศทางของแสงธรรมชาติในตัวบ้าน รวมถึงการออกแบบพื้นส่วนกลางแบบ Next Normal เช่น การปั่นจักรยานแบบ Virtual Training และ Virtual Gym และ การอยู่ร่วมกับธรรมชาติรอบๆ โครงการ เป็นต้น” พร้อมรองรับทุกดีมานด์ลูกค้าตั้งแต่กลุ่มคู่แต่งงานใหม่ไปจนถึงครอบครัวใหญ่


Warapong Pankaew1 ธันวาคม 2021
shutterstock_1290773014-1-1280x720.jpg

1min47

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบรุนแรงหนักหน่วงจากวิกฤติโควิด-19 ตั้งแต่กำลังซื้อของผู้บริโภคไป ถึงผู้ประกอบการและสถาบันการเงิน ทุกภาคส่วนล้วนต้องปรับตัว ซึ่งหนึ่งในแนวทางคือการใช้วิธีคิดและเครื่องมือแบบใหม่ เนื่องจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป รวมถึงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นบนกำลังซื้อที่มีอยู่จำกัด

ภายในงานเสวนา RE Wonder Talk 2022 , Tech & Trend Revolution for Real Estate จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2654 ได้เปิดเผย 4 เทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุนการตลาด เข้าถึงและเข้าใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยภายในงานได้เผยแพร่ข้อมูลรวมถึงกรณีศึกษามากมาย ดังนี้

1.Live Streaming Platform จะมีบทบาทสำคัญเพิ่มในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้นอีกทั้งการเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อใช้วิเคราะห์กิจกรรมทางการตลาด การชำระเงิน ถึงแม้โควิดจะผ่านไปกลับยังมีผู้บริโภคจำนวนมากยอมรับว่าวิถีชีวิตหลายด้านได้เปลี่ยนแปลง

มีรายงานระบุว่า กิจกรรมหลักที่ผู้บริโภคชาวไทยยังคงให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์แม้ว่ามีมาตรการผ่อนคลายแล้วก็ตามดังนี้ การสั่งอาหาร นำมาเป็นอันดับหนึ่งถึง 82% ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 75% ความบันเทิง 67%

นายเสถียร ทันต์เจริญกิจ กรรมการบริหาร บริษัท เว็กซิบ จำกัด (wExib) ผู้พัฒนาโปรแกรมการ ไลฟ์ สตรีมมิ่งแบบ Visual Reality Exhibition กล่าวว่า ปัญหาในปัจจุบันการไลฟ์ สตรีมมิ่งบนโซเชี่ยลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก มีข้อจำกัดด้านการเก็บข้อมูลลูกค้าซึ่งข้อมูลจะไปอยู่ทางเฟซบุ๊กมากกว่าเจ้าของสินค้า รวมถึงข้อจำกัดการถ่ายทอดสดเมื่อต้องใช้มุมกล้องที่หลากหลาย เช่นการถ่ายทำห้องตัวอย่างทำได้เพียงทีละครั้ง

แต่การไลฟ์ สตรีมมิ่งยุคใหม่จะสามารถทำได้พร้อมกัน ช่วยให้ผู้ชมมีทางเลือกและอยู่ชมการไลฟ์ได้นานขึ้น มีงานวิจัยเพิ่มเติมเปรียบเทียบผู้บริโภคชาวไทยและเอเชียว่า การไลฟ์ที่มีประสิทธิภาพควรมีเนื้อหาการเล่าเรื่องสินค้าที่น่าสนใจ รวมถึงเวลาในการออกอากาศ เช่น การไลฟ์ในวันจันทร์ต้นเดือน ช่วงกลางคืนส่งผลต่อยอดขายสินค้า สร้างความสนใจได้ดีกว่าวันอื่น

“การไลฟ์ สตรีมมิ่ง เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญในการเชื่อมอีเวนต์การขายสินค้า การทำรีวิวสินค้าบนโลกออฟไลน์ผ่านสถานที่และบรรยากาศจริง ให้มีความเชื่อมโยงส่งเสริมกันในการสร้างยอดขายมากกว่าพึ่งพาเครื่องมือใดเพียงอย่างเดียว”นายเสถียร กล่าว

สำหรับในธุรกิจอสังหาฯสามารถนำการ “ไลฟ์ สตรีมมิ่ง” สามารถนำแพลตฟอร์มนี้มาใช้ได้ โดยเฉพาะกับลูกค้า หรือเอเจนท์จากต่างประเทศ ที่ไม่สะดวกในการเดินทาง ก็สามารถชมห้องตัวอย่างได้เลย

2. Performance-Oriented Digital Marketing & Technology เครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ที่นับวันการแข่งขันกับต้นทุนเพื่อหาลูกค้าใหม่สูงมาก ในขณะที่ความต้องการที่อยู่อาศัยยังมีต่อเนื่องเพียง แค่พฤติกรรมลูกค้าในการค้นหาข้อมูลและการตอบสนองต่อชิ้นงานโฆษณามีความซับซ้อนขึ้น และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

นางสาวณัฐติวรรณ ชนะมงคล ผู้อำนวยการฝ่ายการวางกลยุทธ์ บริษัท เดอะ ฟิฟธ์ เฮ้าส์ จำกัด (The Fifth Haus) กล่าวว่า หลังวิกฤติโควิด-19 การสื่อสารไปยังลูกค้าจำเป็นต้องมีความพิถีพิถันมากกว่าเดิม ต้องเลือกฐานข้อมูลจากหลายแหล่งมาประกอบมากกว่าการหวังให้โซเชียลมีเดียจะช่วยหาลูกค้าได้ตลอด

ขณะที่นายธนัท กลิ่นเกษร ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เดอะ ฟิฟธ์ เฮ้าส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า 68% ของลูกค้ายังค้นข้อมูลบนเฟซบุ๊ก กับกูเกิ้ล คำยอดฮิตสำหรับค้นหาคือ สุขุมวิท เอกมัย บีทีเอส สาทร ซึ่งราคาโฆษณาย่อมสูงไปด้วย

การเตรียมเนื้อหา ข้อความ รวมถึงแคมเปญโปรโมชั่นที่สื่อสารไปยังลูกค้าควรมีวิธีคิดด้วยการใช้หลัก CPR C- Creative เพื่อสร้างความน่าสนใจ การดึงดูดใจ P – Precise ความแม่นยำจากแหล่งฐานข้อมูลลูกค้าหลากหลาย R – Real time การตอบสนองที่รวดเร็วและหลากหลายวิธีการเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า

3. Digital Identification 2.0 เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มาแรงยิ่งช่วงโควิด-19 ระบาดหนักในหลายประเทศ การยืนยันตัวบุคคลแบบไม่ต้องพบหน้า รวมถึงการสัมผัสเอกสารเพื่อระบุตัวตนในอดีตถูกเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว ในหลายประเทศการศึกษาพบว่า เทคโนโลยีนี้นอกจากสร้างความอุ่นใจให้ทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้ใช้บริการไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน

ในธุรกิจอสังหาที่สามารถนำไปใช้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ทันที ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาคารสำนักงาน รวมถึงงานบริหารนิติบุคคล ซึ่งทั้งหมดสามารถใช้เทคโนโลยีการยืนยันบุคคลดิจิตอลในเวลาแค่ไม่กี่วินาที ไม่ต้องใช้การสำเนาเอกสาร อาทิ บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง การเข้าออกพื้นที่ส่วนกลาง การควบคุมการแลกบัตรเข้าออกอาคาร รวมไปถึงการตรวจสอบใบรับรองวัคซีนจากต่างประเทศว่าถูกต้องไม่มีการปลอมแปลง

นายปกรณ์ ลี้สกุล ผู้ก่อตั้ง บริษัท ฟินีม่า จำกัด กล่าวว่า ในอนาคตการยืนยันตัวตนผ่านดิจิทัล จะเป็นเครื่องมือหลักและเติบโตอีกมากเนื่องจากการประมวลผลคอมพิวเตอร์ที่ดีขึ้น และการเก็บข้อมูลผ่านบล็อกเชนมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งผู้บริโภคต้องการประสบการณ์ที่ดี สะดวกรวดเร็วกว่า

4. Artificial Intelligence & Data Science “เทคโนโลยีที่หลายคนเริ่มคุ้นเคย ในปี 2022 นี้จะได้เห็นการประยุกต์ใช้แบบจับต้องได้ เข้าถึงง่ายขึ้น อีกทั้งเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างใกล้ชิด การวิเคราะห์ลูกค้า การทำนายพฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น” ดร.วินน์ วรวุฒิคุณชัย CEO BOTNOI Group ยกตัวอย่างการนำ AI ไปใช้ในภาคอสังหาฯ

ด้านนายปิยพันธ์ วงศ์ยะรา ผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชัน และเว็บไซต์ 2 read กล่าวว่า แพลต์ฟอร์ม Digital Content ได้ใช้เทคโนโลยี AI ประยุกต์เป็น BOT read ให้โปรแกรมทำการอ่านหนังสือแทนซึ่งเสียงที่ออกมาเกิดจาก AI ให้เรียนรู้การพูดพยัญชนะภาษาไทย การออกเสียงสระ การแสดงอารมณ์ผ่านตัวหนังสือซึ่งจะดีขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้จะแยกไม่ออกว่าเสียงของคนจริง หรือ AI

ในอนาคตเราศึกษาว่ามีโอกาสอีกมากจากการใช้ BOT read เพื่อลดการใช้พนักงานหรือตอบคำถามเรื่องเดิมในปริมาณมาก อาทิ เอกสารสัญญาทางกฎหมาย คู่มือการอยู่อาศัย เอกสารทางราชการ คู่มือรับประกันหลังการขาย ข้อมูลการบริการภาครัฐ รวมถึงจะได้เห็นผู้สื่อข่าว หรือ influencer ถูกสร้างจาก AI จนได้รับความนิยมไม่ต่างจากบุคคลจริงเป็นต้น”

อีกหนึ่งธุรกิจอสังหาฯที่ได้รับผลกระทบชัดเจนมากอย่างธุรกิจรีเทล ห้างสรรพสินค้า จากรายงานของสำนักวิจัยกรุงศรี ระบุว่า ธุรกิจรีเทลมีปัจจัยลบกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าธุรกิจรีเทลจะกลับมาฟื้นตัวที่ 1.5-2.5% ในปลายปี 2021 และขยับขึ้นตามสถานการณ์ที่ผ่อนคลายจนถึงปี 2023

นายกรณ์กวินท์ พีระเดชไพศาล ผู้ก่อตั้ง AI & Smart Retail กล่าวว่า หากมองภาพรวมของตลาดรีเทลทั่วโลกแนวโน้มเปลี่ยนเข้าสู่ยุคสมาร์ตรีเทลผ่านการขับเคลื่อนจากเทคโนโลยี AI และ Machine Learning เพื่อใช้การวิเคราะห์ นำเสนอสินค้าที่ตรงใจลูกค้า

ในขณะเดียวกันทางฝากธุรกิจก็ได้ประโยชน์จากการลดต้นทุนของพนักงาน รวมทั้งสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ดีให้กับลูกค้าในการช็อปปิ้งไม่ว่าจะเป็น smart counter หรือ smart cart ที่สะดวกรวดเร็วกว่าการซื้อสินค้าแบบดั้งเดิม ซึ่งแนวโน้มตรงนี้ชัดเจนและเกิดขึ้นแล้วโดยมีการคาดการณ์ว่า AI จะเข้ามาผลักดันตลาดรีเทลให้เติบโตได้อีกถึง 10 เท่าในปี 2026


Warapong Pankaew1 ธันวาคม 2021
-.jpg

1min45

ไทย โอบายาชิ คว้าสิทธิเช่าที่ดิน 50 ปี ของวชิราวุธวิทยาลัย เนื้อที่ 6 ไร่ บนถนนราชดำริ เตรียมผุดโครงการมิกซ์ยูสพื้นที่กว่า 100,000 ตร.ม

นายไมเคิล แกลนซี กรรมการผู้จัดการ บริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล กล่าวว่า วชิราวุธวิทยาลัยได้คัดเลือกให้บริษัท นันทวัน จำกัด หรือ ไทย โอบายาชิ เป็นผู้เช่าและพัฒนาโครงการบนที่ดินเนื้อที่ 6 ไร่ บนถนนราชดำริ โดยมีอายุสัญญาเช่า 50 ปี ซึ่งบริษัท นันทวัน จำกัด มีแผนที่สร้างอาคารสำนักงานเกรดเอ โรงแรม และพื้นที่การค้าบนที่ดินแปลงดังกล่าว

ที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งอยู่บนทำเลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ติดกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นทำเลที่ได้มุมมองสีเขียวของราชกรีฑาสโมสร โดยวชิราวุธวิทยาลัยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินได้แต่งตั้งให้เจแอลแอลเป็นตัวแทนจัดหาผู้เช่าด้วยวิธีเชิญผู้สนใจยื่นข้อเสนอตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

ประกอบด้วย ที่ดิน 2 แปลงติดกัน โดยแปลงแรกมีบริษัท นันทวัน จำกัด เป็นผู้เช่าอยู่เดิม ที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่ 70 ตารางวา พร้อมอาคารสำนักงาน ส่วนที่ดินอีกแปลงมีเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา พร้อมอาคารอพาร์ตเมนต์ ซึ่งทั้ง 2 อาคารจะถูกแทนที่โดยโครงการมิกซ์ยูสขนาดพื้นที่รวมกว่า 100,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นไปตามแผนพัฒนาของบริษัท นันทวัน จำกัด

เงื่อนไขในการเสนอให้เช่าที่ดิน เปิดช่องให้ผู้เช่าสามารถเก็บอาคารที่มีอยู่เดิมเพื่อปรับปรุง แต่บริษัท นันทวัน จำกัด ในฐานะผู้เช่าใหม่ เลือกที่จะพัฒนาโครงการขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่จากการที่ที่ดินอยู่ติดริมถนนราชดำริ จึงสามารถสร้างอาคารในอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (Floor Area Ratio: FAR) ที่สูงถึง 10 ต่อ 1 ตามกฎหมายผังเมืองของกรุงเทพฯ

สำหรับโครงการใหม่ที่บริษัท นันทวัน จำกัด จะพัฒนาขึ้นบนแปลงที่ดินแปลงนี้จะยังเน้นให้ความสำคัญด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักเกณฑ์ที่วชิราวุธวิทยาลัยให้ความสำคัญในการพิจารณาคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดจากกลุ่มบริษัทที่ได้เข้าร่วมแข่งขันยื่นข้อเสนอการเช่าที่ดินในครั้งนี้ นอกเหนือจากราคาค่าเช่า

“การเช่าที่ดินระยะยาว 50 ปีรายการนี้ นับเป็นธุรกรรมการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่โดดเด่นที่สุดในกรุงเทพฯ นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์โควิด ด้วยมูลค่าสัญญาเช่าที่สูงและการมีที่ตั้งในใจกลางย่านศูนย์กลางธุรกิจ นอกจากนี้ ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังคงสนใจลงทุนในที่ดินทำเลชั้นดี และเชื่อมั่นในแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว”


Warapong Pankaew29 พฤศจิกายน 2021
AERIAL-pre-copy-1280x640.jpg

1min92

หากเอ่ยชื่อ “สยามอรุณ กรุ๊ป” เชื่อว่าหลายคนคงจะไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกต่อไปอีกว่า สยามอรุณ กรุ๊ป เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือศรีกรุงวัฒนา กรุ๊ป บริษัท หนึ่งในบริษัทเก่าแก่ที่อยู่คู่เศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน และมีธุรกิจในเครือเป็นที่รู้จักกันกันอย่างกว้างขวางอย่างเช่น บริษัท กรุงเทพผลิตเหล็ก บริษัท ยูไนเต็ด ฟลาวมิลล์ หรือ UFM บริษัท สยามฟลาวค้าแป้ง บริษัท เมโทรซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น เป็นต้น

จากคอนโดสู่ธุรกิจเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์
สยามอรุณ กรุ๊ป ก่อตั้งขึ้นในปี 2530 เพื่อเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังรุ่งโรจน์อยู่ในช่วงเวลานั้น โดยวางแผนที่พัฒนาคอนโดมิเนียมในซอยสุขุมวิท 39 และสุขุมวิท 49 ภายใต้แบรนด์ ซิตี้ รีสอร์ท (Citi Resort) ในปี 2538 แต่ก็ต้องปรับแผนเมื่อเจอกับวิกฤติต้มยำกุ้ง โดยเปลี่ยนจากคอนโดมาเป็นเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ จับกลุ่มชาวญี่ปุ่น 100% และยังคงปักหลักอยู่ในธุรกิจเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันปัจมีโครงการที่ดำเนินงานอยู่ 6 โครงการ รวมมากกว่า 1,300 ห้อง

ประกอบด้วย โครงการ Citi Resort Sukhumvit 39, Citi Resort Sukhumvit 49 และCiti Resort Sukhumvit 39 Annex ที่เปิดให้บริการในปี 2539 ต่อมาคือโครงการ Citi Resort Sukhumvit 39 New Wing เปิดให้บริการในปี 2550 และโครงการ Living @ Citi Resort ในปี 2556 ล่าสุดคือ โครงการ Citi Resort @ Sea Sriracha ที่จังหวัดชลบุรี เปิดในปี 2561 โดยแต่ละโครงการจะเน้นจับกลุ่มผู้พักอาศัยชาวญี่ปุ่นที่มาทำงานในประเทศไทยเป็นหลัก จึงได้มีการออกแบบห้องพัก อาคาร รวมถึงคัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเพื่อตอบรับกับรสนิยมและไลฟ์สไตล์ของชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ซึ่งที่ผ่านมาก็ถือว่า Citi Resort เป็นที่รู้จักและยอมรับในกลุ่ม Japanese Expat เป็นอย่างดี

เปิดกรุงที่ดินกลางเมืองมูลค่ากว่า 8,000 ล้าน
ล่าสุด สยามอรุณ กรุ๊ป ขยับตัวครั้งสำคัญ โดยการนำแลนด์แบงก์แปลงใหญ่ในย่านไพร์มแอเรียมาพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างโอกาสในธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต โดยที่กลุ่มศรีกรุงวัฒนานั้นมีที่ดินอยู่ในมือหลายแปลง โดยเฉพาะในโซนไข่แดงของกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น พร้อมพงษ์ ทองหล่อ เอกมัย รวมทั้งที่ดินรอการพัฒนาในต่างจังหวัดอีกกว่า 30 แปลง

“บริษัทมีที่ดินอยู่ในโซนสุขุมวิทซึ่งเป็นที่ดินแปลงใหญ่อยู่ 4 แปลง เช่น ที่ดินเนื้อที่กว่า 5 ไร่ในซอยทองหล่อ ที่ดินเนื้อที่ 4 ไร่บริเวณซอยเอกมัย 7 ซอยเอกมัย 9 อีก 5 ไร่ และอีก 2 ไร่ในซอยเอกมัย 22 โดยมูลค่าที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวจะมีตั้งแต่ 8 แสน- 2 ล้านบาทต่อตารางวา ซึ่งรวมๆ แล้วบริษัทมีที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวมูลค่ารวมกว่า 8,000 ล้านบาท

เข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกขยายฐานลูกค้าใหม่
ล่าสุดได้นำที่ดินบริเวณซอยเอกมัย 9 มาพัฒนาเป็นไลฟ์สไตล์มอลล์ ภายใต้ชื่อ @EKKAMAI ขณะที่ดินที่เหลือก็มีการศึกษาว่าจะสามารถนำมาพัฒนาเป็นอะไรได้บ้าง ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพราะที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวจะยังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” นายจิรพัฒน์ เหตานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามอรุณ กรุ๊ป จำกัด ในเครือศรีกรุง วัฒนากรุ๊ป กล่าว

สำหรับโครงการ @EKKAMAI เป็นโครงการรีเทลเต็มรูปแบบในลักษณะศูนย์การค้าโครงการแรกของสยามอรุณ กรุ๊ป โดยบริษัทมีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจพลาซ่าภายในอาคารมาเป็นเวลานาน จึงได้ตัดสินใจทำโครงการนำร่องนี้ขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าที่ดิน และเป็นการขยายไลน์สู่ธุรกิจรีเทลที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับบริษัทในอนาคต

พร้อมทั้งการขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ และยังเป็นช่องทางที่ช่วยสร้าง brand awareness ให้กับผลิตภัณฑ์ของธุรกิจในเครือศรีกรุงวัฒนาอีกด้วย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็ได้มีการศึกษาแนวทางการลงทุนไว้ในหลายรูปแบบ โดยมองว่า การลงทุนโครงการขนาดใหญ่อาจจะมีความเสี่ยงในสถานการณ์ขณะนี้ การลงทุนในธุรกิจรีเทลสามารถปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต

@EKKAMAI พร้อมเปิดตัวมี.ค. 65
โครงการ @EKKAMAI ตั้งอยู่บริเวณซอยเอกมัย 9 มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 5 ไร่ พื้นที่พาณิชย์อยู่ที่ราว 3,200 ตารางเมตร ประกอบด้วยร้านค้า 16 ร้าน และมีที่จอดรถขนาดใหญ่ รองรับได้มากถึง 130 คัน รวมถึงที่จอดรถอีวี สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของโครงการฯ จะเป็นกลุ่ม B ถึง B+ ทั้งที่เป็นผู้อาศัยและนักท่องเที่ยวประจำในย่านเอกมัย โดยคิดสัดส่วนเป็นคนไทย 70% และต่างชาติ 30% ส่วนความคืบหน้าในงานก่อสร้าง ปัจจุบัน ในด้านโครงสร้างอาคารได้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 75% ด้านก่อสร้างสถาปัตย์ประมาณ 15% และงานระบบต่างๆ ประมาณ 40% คาดว่าจะสามารถเริ่มส่งมอบพื้นที่ให้กับผู้เช่าได้ภายในเดือนมกราคม 2565 และเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 27 มีนาคม 2565

“@EKKAMAI ก่อสร้างบนที่ดินที่เป็นแลนด์แบงค์ของบริษัทเอง ทำให้มีต้นทุนที่ต่ำ โดยใช้งบก่อสร้างราว 65 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายในเวลา 3 ปี ปัจจุบันสามารถปิดการขายพื้นที่ได้แล้ว 90% โดยมีร้าน KFC ที่ได้เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งมีจุดเด่นที่เป็นแฟล็กชิพสโตร์ที่ใช้ธีมโมเดล 2022 แห่งแรกในประเทศไทย ดูทันสมัยหรูหราแตกต่างจากสาขาอื่น นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าแบรนด์ดังที่เตรียมจะมาเปิดต่อไป ได้แก่ Swensen’s, Wine Connection, Watsons, San Kyu Yakiniku, Shizen Shabu เป็นต้น รวมไปถึงซูเปอร์มาร์เก็ตขนาด 1,300 ตารางเมตรที่รวมสินค้าระดับพรีเมี่ยมไว้อย่างครบครัน”

ศึกษาขยายลงทุนโครงการมิกซ์ยูส
นายจิรพัฒน์ กล่าวอีกว่า ในอนาคต สยามอรุณ กรุ๊ป ยังจะนำแลนด์แบงค์ที่มีอยู่ในย่านทองหล่อ เอกมัย และส่วนอื่นบนเส้นสุขุมวิทอีก บวกกับในต่างจังหวัด ซึ่งล้วนแต่เป็นที่ดินที่มีศักยภาพสูงขึ้นมาพัฒนาต่อไป โดยไม่ได้ยึดติดกับธุรกิจเซอร์วิส อพาร์ทเมนต์ แต่จะขึ้นอยู่กับการศึกษาความเป็นไปได้ของแต่ละพื้นที่ ซึ่งรวมไปถึงที่ดินขนาด 4 ไร่อีกแปลงที่อยู่ใกล้กับ @EKKAMAI ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการประเภทใหม่ๆ และจะนำมาผนวกกันเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ขึ้นต่อไป

นอกจากนี้ ยังศึกษาแนวทางการตั้งกองทุน และการขยายธุรกิจบริหารเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์จากประสบการณ์ที่มีมายาวนานกว่า 30 ปีอีกด้วย

ปี 65 ผุดเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์เพิ่ม
ในส่วนของธุรกิจเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมาบริษัทรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนเกิดโควิดมีรายได้ปีละประมาณ 750 ล้านบาท ซึ่งได้รับผลกระทบบ้างในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากสถานการณ์โควิดทำให้ผู้เช่าส่วนใหญ่ที่เป็นชาวญี่ปุ่นถูกเรียกตัวกลับประเทศไปบ้าง จากเดิมที่เคยมีจำนวนชาวญี่ปุ่นในประเทศไทยเกือบ 35,000 คน ลดลงเหลือ 28,000 คน ซึ่ง 2 ใน 3 พักอยู่ในกรุงเทพฯ ย่าน CBD โดยมีสุขุมวิทเป็นทำเลหลัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปิดประเทศบริษัทก็ได้รับสัญญาณที่ดี ทั้งจากลูกค้าองค์กร และเอเจนซี่ และเชื่อว่าผลการดำเนินงานจะกลับมาเติบโตอีกครั้งอย่างน้อย 15% ในปีหน้า โดยขณะนี้อัตราการเข้าพักอยู่ที่ 65% คาดว่าจะกลับมาได้มากกว่า 80%

ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนจะพัฒนาเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์เพิ่มอีก 1 โครงการในไตรมาส 3 ปี 2565 โดยจะนำที่ดินสะสมในซอยสุขุมวิท 39 ติดคลองแสนแสบ พื้นที่ประมาณ 2 ไร่เศษ มาพัฒนาโครงการในรูปแบบเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ภายใต้แบรนด์ “Living 2” เป็นอาคารสูง 30 ชั้น จำนวนประมาณ 200 ยูนิต มูลค่าการลงทุนประมาณ 1,300 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าจะและเปิดให้บริการได้ในปี 2568

จากธุรกิจเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ สยามอรุณของกลุ่มศรีกรุงวัฒนา กำลังจะขยับขยายสู่ธุรกิจค้าปลีก เพื่อเปิดประตูสู่การลงทุนในธุรกิจอสังหาฯให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และด้วยแลนด์แบงก์ศักยภาพสูงที่มีอยู่ในมือการลงทุนในโปรเจ็กต์ต่อๆ ไปจึงน่าสนใจติดตามอย่างแน่นอน  


Warapong Pankaew27 พฤศจิกายน 2021
S__1540111-1280x852.jpg

1min56

การเคหะแห่งชาติ ชู “โครงการอาคารเช่าผู้มีรายได้น้อย” ยกระดับคุณภาพชีวิต เผยผู้เช่าโครงการสมุทรสาคร (กระทุ่มแบน 3) ประสานเสียง มั่นใจการดูแลภายใต้การเคหะแห่งชาติ ทั้งลดภาระค่าใช้จ่าย ปลอดภัย เดินทางสะดวก

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า หลังจากที่การเคหะแห่งชาติ ได้เปิดให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยลงทะเบียนจองสิทธิ์ “โครงการอาคารเช่าผู้มีรายได้น้อย” และสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ทันทีใน 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร จำนวน 196 หน่วย กาญจนบุรี จำนวน 79 หน่วย มหาสารคาม จำนวน 138 หน่วย สุรินทร์ จำนวน 163 หน่วย และอุบลราชธานี จำนวน 242 หน่วย รวมทั้งสิ้น 818 หน่วย ขนาดห้องพักอาศัย 28-30 ตารางเมตร โดยมีอัตราค่าเช่าตั้งแต่ 1,400-2,500 บาท ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งโครงการ

ล่าสุดการเคหะฯได้ส่งมอบโครงการอาคารเช่า สมุทรสาคร (กระทุ่มแบน 3 ) โดยให้สิทธิ์ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จองสิทธิ์ตั้งแต่วันที่จองสิทธิ์ผ่านระบบออนไลน์ก่อนเป็นอันดับแรก ตั้งแต่วันที่ 1-30 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งมีประชาชนสนใจลงทะเบียนจำนวน 88 ราย ผ่านเกณฑ์ได้สิทธิการเช่า จำนวน 86 ราย และกำหนดเปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนจองสิทธิ์เช่าเป็นลำดับถัดไปตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป โดย Walk in เข้ามาจองได้ที่สำนักงานเคหะจังหวัด สาขาสมุทรสาคร 2 (สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 08 1802 4530 หรือ Call Center 1615)

สำหรับโครงการอาคารเช่าสมุทรสาคร (กระทุ่มแบน 3) จัดสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยในราคาที่สามารถรับภาระได้ ตั้งอยู่บนที่ดินของการเคหะแห่งชาติ จำนวน 7 ไร่ มี 4 อาคาร สูง 4 ชั้น ขนาดพื้นที่ห้องพักอาศัยประมาณ 28-31 ตารางเมตร รวมทั้งสิ้น 196 หน่วย โดยชั้น 1 เป็นห้องผู้สูงอายุ และผู้พิการ รวม 40 ห้อง ค่าเช่า 2,400 บาทต่อเดือน ชั้น 2-4 ค่าเช่า 2,100-2,500 บาทต่อเดือน มีค่าเงินประกันการเช่า 1 เดือน

อย่างไรก็ตาม โครงการอาคารเช่าดังกล่าวกำหนดให้ความสำคัญผู้ได้สิทธิ เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการอันดับแรก และให้ผู้มีรายได้น้อยได้เช่าอยู่อย่างแท้จริง ตามมติ ครม. ดังนั้น จึงกำหนดเกณฑ์เป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย

กลุ่มที่ 1 : เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อายุตั้งแต่ 50-59 ปี และอายุ 60 ปี* ขึ้นไป (ผู้สูงอายุ) บริบูรณ์นับตั้งแต่วันทำสัญญา หรือผู้พิการ

กลุ่มที่ 2 : ไม่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อายุตั้งแต่ 50-59 ปี และอายุ 60 ปี* ขึ้นไป (ผู้สูงอายุ) บริบูรณ์นับตั้งแต่วันทำสัญญา หรือผู้พิการ กลุ่มที่ 3 : เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อายุ 20-49 ปีบริบูรณ์นับตั้งแต่วันทำสัญญา และ

กลุ่มที่ 4 : ประชาชนทั่วไป หรือข้าราชการโดยจะให้สิทธิกลุ่มที่ 1 เป็นลำดับแรก สามารถเลือกพักอาศัยชั้น 1 และให้กลุ่มที่ 2,3,4 เป็นลำดับถัดไป พร้อมทั้งกำหนดสัดส่วนของการพักอาศัยให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ร้อยละ 60 และข้าราชการ ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ร้อยละ 40

ผู้ว่าการการเคหะฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเคหะฯเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยมีแผนการดำเนินงานจัดสร้างโครงการอาคารเช่าจำนวน 117,471 หน่วย ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ตามนโยบายของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว (Housing for all) และนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีที่อยู่อาศัยในชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ด้านนายราชัญ คำรัง อายุ 28 ปี อาชีพค้าขายของออนไลน์ ให้เหตุผลที่มาเช่าโครงการอาคารเช่าสมุทรสาคร (กระทุ่มแบน 3) ว่า เนื่องจากทำเลที่ตั้งดี มีศักยภาพ การเดินทางสะดวก บริเวณโครงการสะอาด มีความปลอดภัย เพราะมีกล้องวงจรปิด CCTV ทุกอาคาร ทุกชั้น

ที่สำคัญค่าเช่าถูกเพียงเดือนละ 2,400 บาท จากที่ปัจจุบันเสียค่าเช่าเดือนละ4,500 บาท และด้วยทำเลที่ใกล้ชุมชน จึงชวนคุณแม่มาเช่าอยู่ในโครงการด้วย เพราะบริเวณใกล้โครงการเป็นย่านชุมชนสามารถค้าขายได้ ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เพราะสามารถทำงานและดูแลคุณแม่ได้ด้วย

ขณะที่ นางสาวมยุรี ฉิมพลีวัฒน์ อายุ 53 ปี อาชีพขายลูกชิ้นทอด บอกว่า เมื่อมาดูโครงการอาคารเช่าสมุทรสาคร (กระทุ่มแบน 3) แล้วพบว่า สภาพแวดล้อมดี มีความเป็นส่วนตัว มีความปลอดภัย มีการติดกล้อง CCTV ทุกอาคารทุกชั้น และมี รปภ.ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งค่าเช่ายังถูกกว่าโครงการทั่วไป ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลงได้มากและจะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย


Warapong Pankaew26 พฤศจิกายน 2021
00476f-e1587353615195.jpg

2min199

ประเทศไทยกำลังกลับเข้าสู่โหมดของการพลิกฟื้นธุรกิจหลังการเปิดประเทศ เม็ดเงินในการเติมสภาพคล่องใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจในระยะต่อไปจึงถือเป็นหัวใจสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการยังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ระดับ SMEs ที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินแทบจะปิดประตูตายในการปล่อยสินเชื่อ

แต่จริงๆ แล้ว ก็ยังมีอีกหลายช่องทางที่ทำให้เราไปต่อได้แบบไม่ต้องตามง้อขอสินเชื่อธนาคารด้วยสินเชื่อที่เป็นทางเลือกให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการเติมสภาพคล่องต่อยอดธุรกิจในช่วงเวลาที่เราต้องการ วันนี้เรามาคุยกับคุณศักดิ์ชัย สุทธิพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม บี เค การันตี จำกัด (MBKG) ผู้ให้บริการ สินเชื่ออสังหาฯเพื่อธุรกิจ และสินเชื่อคอนโดเพื่อชาวต่างชาติ ที่จะเป็นหนึ่งในทางออกในด้านสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ

MBKG ทำธุรกิจอะไรอยู่บ้าง
MBKG เป็นหนึ่งธุรกิจการเงินในเครือ MBK ให้บริการสินเชื่อที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกันมากว่า 10 ปี เราจะเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อให้กับคนที่ต้องการซื้อที่ดินเพื่อนำไปพัฒนาเป็นโครงการในเชิงพาณิชย์ เช่น ออฟฟิศหรืออพาร์ตเมนต์ หรือเป็นโครงการที่อยู่อาศัยหรือคนที่มีที่ดินอยู่แล้วเราก็ปล่อยสินเชื่อให้เพื่อนำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ อีกส่วนคือการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อคอนโดมิเนียมซึ่งลูกค้าหลักจะเป็นชาวต่างชาติ นี่คือธุรกิจหลักที่ MBKG ทำอยู่ในปัจจุบัน

“MBKG ถือเป็นทางออกสำหรับคนที่ขอสินเชื่อกับธนาคารไม่ได้ เราพยายามที่จะเป็นทางเลือกให้เขาไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก กลุ่มเป้าหมายของ MBKG ก็จะเป็นผู้ประกอบการรายเล็กๆ หรือเจ้าของที่ดินที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำโครงการ กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธนาคารไม่ได้ เราก็จะทำหน้าที่ในส่วนนั้นเติมเต็มให้กับภาคธุรกิจที่อยากจะขับเคลื่อนแต่การสนับสนุนอย่างทั่วถึง”

MBKG เข้าไปช่วยดูแลลูกค้าอย่างไร
ลูกค้าของ MBKG จะแบ่งเป็น 2 ประเภท ลูกค้ากลุ่มแรกคือ ผู้ประกอบการที่มีการพัฒนาโครงการอยู่แล้ว กลุ่มนี้สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ เขาได้ที่ดินมาผืนหนึ่งและต้องการสภาพคล่องเราก็เข้าไปช่วยเขา ดังนั้น เขาจะไม่ต้องการตัวช่วยอย่างเรามากนัก ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ก็จะมีทั้งรายกลาง รายเล็ก หรือรายใหญ่ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่เราเข้าไปช่วยเขาในเรื่องสภาพคล่อง

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นเจ้าของที่ดิน ที่อาจจะยังไม่มีประสบการณ์ในเรื่องของการทำธุรกิจมากนัก MBKG ก็จะมีส่วนเข้าไปช่วยสนับสนุนมากกว่ากลุ่มแรก อย่างที่ดินบางแปลงอาจจะเป็นที่ดินที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ก็ต้องมาคิดว่าจะต้องทำอย่างไรให้ลูกค้าได้ใช้ประโยชน์จากที่ดิน เพื่อให้เขามีกระแสเงินสดเข้ามา หรือการเข้าไปช่วยหาผู้ซื้อ

“ลูกค้าของเราก็จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ช่วยตัวเองได้ เราก็จะทำวงเงินให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้า เช่น เขาอาจจะต้องการวงเงินไปเป็นเงินทุนหมุนเวียน กับอีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่เราต้องเข้าไปช่วยเขาคิดโครงการว่าที่ดินแปลงนั้นควรจะทำอะไร บางทีเราอาจจะต้องไปหาผู้เช่า แต่ส่วนใหญ่ที่เราเข้าไปแนะนำการลงทุนให้ก็จะเป็นการลงทุนโครงการขนาดเล็กๆ”

Product อื่นๆ ของ MBKG
นอกจากสินเชื่อที่ให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 70-80% ของพอร์ต MBKG ก็ยังมีพอร์ตเล็กๆ ประมาณ 20% ที่เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยให้กับรายย่อยที่ไม่สามารถเข้าไปขอสินเชื่อกับธนาคารได้เช่นกัน MBKG ก็เป็นทางเลือกให้ โดยสินเชื่อรายย่อยที่ปล่อยจะปล่อยให้กับคอนโดมิเนียมมีกลุ่มเป้าหมายเป็นชาวต่างชาติ ดังนั้น MBKG ก็จะมีผลิตภัณฑ์ทั้งลูกค้ารายย่อย และลูกค้ารายใหญ่ 2 ส่วนประกอบกัน

ข้อแนะนำสำหรับลูกค้าที่จะใช้บริการ
MBKG จะมีวิธีการที่แตกต่างจากธนาคาร ถ้าไปขอสินเชื่อกับธนาคารลูกค้าก็จะต้องเตรียม Statement เตรียมเอกสารอะไรอีกเยอะแยะมากมาย แต่ถ้ามาขอสินเชื่อกับ MBKG จะมีแค่ 2 ขั้นตอน ขั้นแรกคือ การทำ Pre-Approve กันก่อน วิธีการก็ทำง่ายมากคือ MBKG จะให้ลูกค้าส่งรายละเอียดของหลักประกัน ซึ่งก็คือรายละเอียดของที่ดิน ได้แก่ ภาพถ่ายที่ดิน ขอเอกสารสิทธิ์ แผนที่ เพื่อนำมาประมวลผล และ Pre-Approve กลับไปให้ ถ้าผ่านก็จะเข้าสู่กระบวนการของการขอสินเชื่ออย่างเป็นเต็มรูปแบบต่อไป

ระบบในการ Pre-Approve ของ MBKG จะให้ความสำคัญกับตัวหลักประกันมากกว่าตัวบุคคล ดังนั้นถ้าหลักประกันผ่านตั้งแต่การ Pre-Approve ก็มีโอกาสได้รับการอนุมัติสินเชื่อค่อนข้างสูงถึง 70-80% โดยใช้เวลาในการพิจารณาไม่ถึงสัปดาห์ ถ้าลูกค้าตกลงก็ทำการประเมินหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อใช้เวลาอีก 1-2 สัปดาห์ก็ได้เงิน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ง่ายๆไม่ซับซ้อนไม่ยุ่งยาก

การพิจารณาหลักประกันมีหลักเกณฑ์อย่างไร
เรามีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคุณสมบัติของหลักประกันอยู่ เช่น เรื่องของทำเลจะรับเฉพาะหลักประกันที่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงหัวเมืองใหญ่อยู่ไม่กี่เมือง เช่น ชลบุรี ระยองประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) เพชรบุรี (ชะอำ) สุราษฎร์ธานี (สมุย) ภูเก็ต เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี ข้อนี้คือหลักใหญ่ถ้าหลักประกันอยู่ในพื้นที่ที่เรารับจะมีเกณฑ์ในการพิจารณาหลักประกันอยู่กว่า 10 ข้อที่เป็นคุณสมบัติที่ตั้งเอาไว้อย่างเช่น

ที่ดินต้องเป็นโฉนด เราจะไม่รับที่ดินที่เป็นเอกสารสิทธิ์อื่นๆ เช่น ที่ดิน นส 3 ที่ดินเช่า นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ที่ดินมีหน้ากว้างติดทางเข้าออกต้องกี่เมตร ถนนหน้าโครงการต้องขั้นต่ำกี่เมตร ต้องมีทางออกสู่สาธารณะ ต้องเป็นทางออกที่มีสิทธิ์ทางทะเบียน ถ้าเป็นภาระจำยอมก็ต้องเป็นภาระจำยอมที่มีการจดทะเบียนไว้ ไม่เป็นภาระจำยอมจากการครอบครองปรปักษ์ หรือถ้าเป็นทางสาธารณะที่ยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้กับรัฐแบบนี้เราก็ไม่รับ เป็นต้น

สินเชื่อธุรกิจให้วงเงินและคิดดอกเบี้ยเท่าไหร่
เมื่อผ่านคุณสมบัติต่างๆ แล้ว วงเงินที่ปล่อยสินเชื่อจะให้ 50% ของราคาประเมินจากผู้ประเมินอิสระ ซึ่งปกติราคาประเมินจากผู้ประเมินอิสระก็จะมีราคาใกล้เคียงกับราคาซื้อขาย อาจจะมีมากกว่าบ้างน้อยกว่าบ้าง แล้วแต่กรณีไป เพราะว่าเกณฑ์ในการประเมินจะดูราคาตลาดเทียบเคียง โดยเราจะมีวิธีการ Cross Check มูลค่าที่เรียกว่า Residual Value ซึ่งคำนวณจากฐานข้อมูลการปล่อยสินเชื่อที่ทำมากกว่า 10 ปี เราก็จะมีข้อมูลที่สามารถใช้อ้างอิงได้ค่อนข้างเยอะ

ส่วนเรื่องของอัตราดอกเบี้ยถ้าเป็นการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการคิดดอกเบี้ยสูงสุดอยู่ที่ 12% ต่อปี อัตราอาจจะดูแพงกว่าตลาดถ้าไปเทียบกับธนาคาร แต่เนื่องจากเป็นสินเชื่อทางเลือกที่ต้นทุนการเงินไม่ได้เท่ากับธนาคาร เนื่องจากต้องกู้เงินจากบริษัทแม่ หรือกู้เงินจากธนาคารมาปล่อยกู้ต่อ ทำให้เรามีต้นทุนที่สูงกว่าบวก Margin เข้าไปอีก ซึ่ง Margin ของเราจะอยู่ในอัตราใกล้เคียงกับกับธนาคาร

ธุรกิจของผู้กู้มีส่วนในการพิจารณาอย่างไรบ้าง
การปล่อยสินเชื่อจะดูที่ตัวหลักประกันเป็นหลัก โดย 80% จะให้น้ำหนักกับตัวหลักประกันส่วนอีก 20% เป็นตัวธุรกิจของลูกค้าจะใช้ในการดูประกอบ แต่ว่าไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญในการตัดสินใจว่าจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ แต่เป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจให้ง่ายขึ้น หรือการทำให้เงื่อนไขมันง่ายขึ้น

ถ้าลูกค้ามีธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดได้ดี กับอีกรายที่สร้างกระแสเงินสดได้ไม่แน่นอน คนที่มีธุรกิจที่มีกระแสเงินสดที่ดี ก็จะช่วยในการตัดสินใจและได้เงื่อนไขที่ดีขึ้น เช่น ระยะเวลาการจ่ายดอกเบี้ยอาจจะไม่นาน ไม่เกิน 1 ปี แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่สภาพคล่องไม่ค่อยแน่นอน การปรับเงื่อนไขก็จะเป็นไปตามสภาพคล่องที่มีอยู่

สินเชื่อรายย่อยสำหรับซื้อคอนโดมีเงื่อนไขอย่างไร
ในส่วนของสินเชื่อรายย่อยสำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ MBKG จะปล่อยกู้ให้กับชาวต่างชาติอาจจะมีการปล่อยสินเชื่อให้คนไทยอยู่บ้าง โดยจะให้วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 50% ของหลักประกัน แต่ถ้าหลักประกันอยู่ในทำเลที่ดีก็อาจจะให้เพิ่มไปถึง 60% รวมถึงต้องดูคุณสมบัติของผู้กู้ ถ้ามีคุณสมบัติที่ดี มีรายได้ที่ชัดเจน มีการทำงานเป็นหลักแหล่งก็ยินดีที่จะให้เพิ่ม

ระยะเวลาผ่อนชำระของลูกค้ารายย่อยจะอยู่ที่ 10 ปี ซึ่งอาจจะดูน้อยไปหน่อย แต่ถ้าหลังจาก 10 ปี ลูกค้าต้องการจะขยายเวลาเพิ่มก็อาจจะผ่อนผันให้ได้ ส่วนอัตราดอกเบี้ยจะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อธุรกิจโดยคิดที่ MLR ของธนาคารกสิกรไทยบวกอีก 2.4% ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ที่ประมาณ 7.8-7.9 % ถ้าวงเงินสินเชื่อ 1 ล้านบาท ก็จะผ่อนประมาณ 10,000 บาท/เดือน

ภาคอสังหาฯ ที่กำลังพลิกฟื้นและต้องการแรงขับเคลื่อนจากภาคการเงิน ผลิตภัณฑ์ของ MBKG เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะการให้บริการไม่ได้เป็นเพียงแค่แหล่งเงินทุน แต่ MBKG เป็นเสมือนพันธมิตรทางธุรกิจ เหมือนเป็นที่ปรึกษาโครงการ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

ด้วยประสบการณ์ในแวดวงการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ และการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับพาร์ทเนอร์ธุรกิจ จึงทำให้ MBKG มีพาร์ทเนอร์ธุรกิจจำนวนมาก จึงเชื่อมั่นว่า MBKG สามารถสร้างเน็ตเวิร์คและสร้าง Ecosystems ในอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม


Warapong Pankaew25 พฤศจิกายน 2021
700292-1280x720.jpg

1min65

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2021” ระหว่างวันที่ 24-28 พฤศจิกายน 2564 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค ฮอลล์ 8 เมืองทองธานี โดยนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธี

“นอกจากบ้านจะมีความสำคัญกับการพัฒนาสถาบันครอบครัวแล้ว ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบ้านและที่อยู่อาศัยยังมีส่วนร่วมในการผลักดันและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ภาครัฐต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาร่วมกันทั้งในด้านของคุณภาพ มาตรฐาน และการผลักดันให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน

ในส่วนของภาครัฐเอง มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะเป็นหนึ่งในการผลักดันและขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน บนพื้นฐานที่จะทำให้ภาคธุรกิจสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างแข็งแรง ขณะที่ในส่วนของผู้บริโภคเองก็จะได้ที่อยู่อาศัยทีมีมาตรฐานและคุณภาพที่ดียิ่งๆ ขึ้นไป” นายจุติกล่าว
ด้านนายวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า การจัดงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2021” ขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานของธุรกิจรับสร้างบ้านให้เป็นที่ยอมรับและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นส่วนช่วยในการกระตุ้นตลาดรับสร้างบ้าน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของภาคธุรกิจทางด้านที่อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน

ในปีนี้ภายในงานได้รวบรวมบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำกว่า 30 บริษัท มาแสดงแบบบ้านมากกว่า 1,000 แบบ ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ราคา 1-100 ล้านบาท พร้อมอัดโปรโมชั่น เพื่อกระตุ้นตลาดส่งท้ายปี 2564 และตอกย้ำมาตรฐานงานรับสร้างบ้านให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกับผู้บริโภค


นอกจากนี้ ทางสมาคมได้เตรียม “E-Book” New Home Design 2022 โฉมใหม่! แบบบ้านสวย ปี 2565 ไว้ให้เลือกชมได้ง่ายๆ เพียงลงทะเบียนเข้าร่วมงาน นอกจากนี้ยังมีสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย เช่น

  • ลุ้นรับทองคำน้ำหนักรวม 9 บาท เมื่อจองปลูกสร้างบ้านภายในงาน
  • รับคูปองส่วนลดจองปลูกสร้างบ้านภายในงานหลังลงทะเบียนเข้าร่วมงาน
  • โปรโมชั่นสุดพิเศษจากบริษัทรับสร้างบ้านและวัสดุที่มาร่วมออกบูธภายในงาน

นายวรวุฒิ ยังกล่าวต่ออีกว่า ผู้บริโภคอาจกังวลกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ทำให้ไม่มั่นใจเรื่องการลงทุนหรือการซื้ออสังหาริมทรัพย์อาจต้องรอจังหวะเวลาและดูสถานการณ์ แต่หากมองอีกมุมสำหรับผู้บริโภคที่คิดจะปลูกสร้างบ้านอยู่แล้ว ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี

เพราะเท่าที่ทราบบริษัทรับสร้างบ้านที่ร่วมออกบูธได้คัดสรรแบบบ้านยอดนิยมและโปรโมชั่น ส่วนลดพร้อมข้อเสนอต่างๆ ที่เรียกได้ว่ารีบจองสร้างบ้านตอนนี้มีแต่คุ้มกับคุ้ม เพราะบริษัทรับสร้างบ้านทุกบริษัทต่างเร่งทำเพื่อสร้างยอดขายในช่วงปลายปี

ทั้งนี้ ตลอด 5 วันของการจัดงานคาดว่าจะมีประชาชนและผู้ที่สนใจเข้าชมภายในงานกว่า 5,000 ราย ส่วนเป้ายอดจองปลูกสร้างบ้านที่เกิดจากการจัดงานคาดว่าน่าจะอยู่ที่ 2,000-2,500 ล้านบาท


Warapong Pankaew24 พฤศจิกายน 2021
254284500_1052171522288912_4454134513668727726_n-1-1280x1183.jpg

1min85

SB DESIGN SQUARE สร้างดีไซน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟเอาใจคนรักบ้าน ในงาน DESIGN COLLABORATION แท็คทีม 4 ดีไซเนอร์ตกแต่งบ้านคอลเลคชั่นพิเศษ

คุณธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทเอสบี เฟอร์นิเจอร์ “จัดกิจกรรม DESIGN COLLABORATION” โดยเชิญ 4 ดีไซเนอร์ชื่อดังของไทย มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานระดับมาสเตอร์พีซสุดชิคสำหรับการตกแต่งบ้านคอลเลคชั่นพิเศษ นำโดยคุณวทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา แห่ง VATANIKA แฟชั่นแบรนด์ดังระดับโลก คุณเบญญาภา ศิริโสภณ แห่ง VAIR สตูดิโอออกแบบตกแต่งภายในที่มีซิกเนเจอร์แห่งดีไซน์เป็นที่น่าจับตามอง

คุณวสุ วิรัชศิลป์ แห่ง Vaslab Architecture บริษัทสถาปนิกยุคใหม่ที่มีแนวคิดในการออกแบบที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร และ คุณยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล แห่ง SUNTUR ศิลปินและนักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่ไฟแรง ที่มีผลงานโดดเด่นทั้งในไทยและต่างประเทศ

 

เริ่มกันที่ผลงานเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ VATANIKA X SB DESIGN SQUARE ซึ่งเป็นครั้งแรกของการพลิกบทบาทจากแฟชั่นดีไซน์เนอร์สู่งานการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ของแบรนด์ VATANIKA สำหรับเฟอร์นิเจอร์คอลเลคชั่นพิเศษนี้ Old World Charm ที่สวยอ่อนหวานผสานความโมเดิร์นเพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว โดยคีย์หลักในการออกแบบ คือ สินค้าทุกชิ้นเมื่อนำไปจัดวาง “รวมกันก็สวย แยกกันก็สวย”

สำหรับพื้นที่จัดแสดงเฟอร์นิเจอร์ VATANIKA X SB DESIGN SQUARE ได้ถูกออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ โดย แอ-เบญญาภา ศิริโสภณ อินทีเรียร์ดีไซน์เนอร์ผู้ก่อตั้ง VAIR สตูดิโอออกแบบชื่อดังที่มีเอกลักษณ์ดีไซน์ไม่เหมือนใคร ในบรรยากาศเหมือนภาพฝัน มีความ Classy และเป็นธรรมชาติ ซึ่งได้แรงบันดาลใจในการออกแบบจากคาแรคเตอร์ของแบรด์ VATANIKA

สะท้อนความเป็นผู้หญิงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์น่าค้นหา โดยเลือกใช้วัสดุในการออกแบบตกแต่งจากแบรนด์ Zelection Built-in ของ SB Design Square มีจุดเด่นเรื่องวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ หลากหลายดีไซน์ มีให้เลือกทั้งพื้นไม้ลายพิเศษ, ผนังตกแต่ง, โคมไฟขนนก, Auto LED Fireplace และ Smart Lighting ที่ซุ้มประตู สามารถออกแบบเพื่อสร้างงานดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือน

ต่อด้วยผลงานออกแบบครั้งสำคัญของ วสุ วิรัชศิลป์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้ง Vaslab Architecture ที่มาร่วมออกแบบพื้นที่ภายใต้คอนเซ็ปต์ Personalized & Customized Design ซึ่งพื้นที่ได้ถูกออกแบบให้สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับกิจกรรมอันหลากหลายตามการใช้งาน และความชื่นชอบของแต่ละคน

วัสดุหลักที่ใช้ในงานออกแบบมาจากแบรนด์ Zelection Built-in ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องวัสดุที่หลากหลาย สามารถเลือกมาออกแบบเป็นอะไรก็ได้ ทั้งฝ้า ผนัง ประตู ฉากกั้น ผสานกับความ Craftsmanship ด้วยงานบัวและงานไม้กลึง เพื่อให้มีกลิ่นอายที่สะท้อนถึง History ของแบรนด์เอสบี

ปิดท้ายด้วยผลงานสุดชิคจาก หนุ่มซันเต๋อ-ยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล ศิลปินนักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่ ผู้โดดเด่นเรื่องการวาดรูปตัวการ์ตูนคาแรคเตอร์สดใสน่ารัก ในลายเส้นมินิมอลผ่านผลงานภาพแบบ 2D ทั้งภาพวาด และภาพพิมพ์ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่แฟนๆ SUNTUR จะได้พบกับผลงานในรูปแบบของ 3D กับ CACTOUCH Collection

หมอนกระบองเพชรดีไซน์น่ารักน่ากอด ซึ่งได้แรงบันดาลในการออกแบบจากต้นกระบองเพชรที่มีหลากหลายพันธุ์ และรูปทรงแปลกๆ สะดุดตา มีให้เลือกกว่า 20 ดีไซน์หลายสีสัน ช่วยเพิ่มความสนุกในการมิกซ์แอนด์แมทช์ของการตกแต่งบ้าน เพราะนี่ไม่ใช่การนำศิลปะไปอยู่บนเฟอร์นิเจอร์ แต่เป็นการทำเฟอร์นิเจอร์ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะ เป็นองค์ประกอบภาพที่สวยงามในพื้นที่ส่วนตัว

ผลงาน Interior Design ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในโซน Vaslab X SB DESIGN SQUARE และ VAIR X SB DESIGN SQUARE ไม่ได้จัดโชว์ให้ดูเป็นแรงบันดาลใจแต่เพียงอย่างเดียว!! เพราะถ้าถูกใจชิ้นไหนก็สามารถช็อปโดยสั่งทำกับ SB Design Square เพื่อนำไปแต่งบ้านสวยได้ทันที หรือถ้าชอบดีไซน์แต่อยากเปลี่ยนวัสดุหรือปรับรูปแบบให้เป็นสไตล์ของตัวเองมากขึ้น ก็สามารถสั่งทำได้ตามใจเช่นกัน

สินค้า Special Collection ที่ Designed by VATANIKA และ CACTOUCH Collection ที่ Designed by SUNTUR สามารถเลือกชมและช็อปผ่านทางเว็บไซต์ https://www.sbdesignsquare.com/ หรือไปสัมผัสสินค้าจริงได้ที่ SB Design Square สาขา CDC



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME