fbpx

Author: Warapong Pankaew

Warapong Pankaew26 พฤศจิกายน 2020
FB-cover-77.png

2min198

ช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่ อะไรๆ ก็พลอยจะติดขัดไปหมดซะทุกอย่าง นั่นเป็นเพราะความเชื่อมั่นที่ลดลง ทุกคนก็ต้องเล่นบท Play safe อะไรที่เป็นความเสี่ยงที่จะมาถึงตัวก็ต้องป้องกันเอาไว้ก่อน เมื่อทุกคนเข้าสู่โหมดป้องกันภัยที่จะเข้าบ้านตัวเอง วงจรธุรกิจมันก็เลยติดๆ ขัดๆ ไม่ลื่นไหลเหมือนตอนเศรษฐกิจดีๆ ตอนนั้นแค่มองตาก็รู้ถึงหัวใจ เพราะความเชื่อมั่นที่มีต่อกันเป็นเรื่องสำคัญ

ธุรกิจที่เล่นบท Play safe ได้อย่างเชี่ยวชาญและช่ำชอง ก็คือ สถาบันการเงิน เพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ มักไม่เข้าใครออกใคร คนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเงินทองจึงมีกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดอยู่เสมอ อันนี้คงจะไปว่าเขาไม่ได้ (เพราะเค้าเป็นคนถือเงิน 555) ดังนั้นธุรกิจที่ยังต้องใช้เงินกู้จากสถาบันการเงินจึงต้องปรับตัวและหาทางสู้กันต่อไป

อย่างในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตอนนี้ก็บ่นกันขรมว่าสถาบันการเงินทั้งเข้มทั้งเขี้ยวกับการปล่อยกู้เอามากๆ ไม่ว่าจะเป็นปล่อยกู้ให้ผู้พัฒนาโครงการ หรือปล่อยกู้ให้กับผู้ซื้อบ้าน เรียกว่าคุมเข้มตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทางกันเลยทีเดียว

แต่ทางสถาบันการเงินก็บอกว่า เขาก็ไม่ได้เข้มงวดอะไรนะ เพียงแต่สถานะและคุณภาพผู้ขอกู้มันเปลี่ยนไปจากเดิมต่างหาก อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมองกันจากมุมไหน

อย่างเช่นตอนนี้ Pre-finance หรือการปล่อยสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการต้องบอกว่า โหดเอามากๆ เรียกว่ากว่าเงินจะถึงมือดีเวลลอปเปอร์ได้ต้องฝ่ากันหลายด่าน ด้วยเงื่อนไขที่หินขึ้น สถาบันการเงินสกรีนแบบถี่ยิบ เท่าที่ได้ยินได้ฟังมา สำหรับบริษัท No-Name หรือพวกอ่อนพรรษาประสบการณ์น้อย กลุ่มนี้สถาบันการเงินแนะนำให้อยู่เฉยๆ กันก่อนจะดีกว่า

ส่วนพวกที่พอเห็นหน้าค่าตา พอเห็นฝีไม้ลายมือกันบ้าง ก็ยังปล่อยเงินให้อยู่ แต่ให้น้อยลง จากที่เคยปล่อยเงินให้สร้าง 10 หลังก็ให้แค่ 8 หลัง ถ้ายังอยากสร้างเท่าเดิมก็ต้องเติมเงินตัวเองเข้าไป

กลุ่มที่ทำคอนโด ถ้าไม่แน่จริง ก็อย่าคิดเดินไปขอเงินแบงก์ เรียกว่าทำเลต้องดี โปรดักส์ต้องโดน ราคาต้องได้ และเพื่อความไม่ประมาทขอยอดพรีเซลแบบตัวจริงเสียงจริงสัก 50-70% ส่วนใครต้องทำยอดแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความไว้เนื้อเชื่อใจของสถาบันการเงินเป็นที่ตั้ง ถ้าแบรนด์ดีมีชื่อเสียงยอดพรีเซลก็อาจจะต่ำลงหน่อย เพื่อรักษาน้ำจิตน้ำใจกันไว้ยามที่เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว

ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ทำให้มีโครงการที่ต้องชะลอแผนเอาไว้ก่อนอยู่พอสมควร ถ้าเราดูตัวเลขโครงการเหลือขายในพื้นที่กทม.-ปริมณฑล ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ จะพบว่า โครงการเหลือขายที่สำรวจไว้ในช่วงกลางปี 2563 มีทั้งบ้านและคอนโดมีรวมกันถึง 173,093 หน่วย จากจำนวนหน่วยที่เปิดขายทั้งหมด 205,851 หน่วย และจากจำนวนที่เหลือขายทั้งหมดเป็นโครงการที่ยังไม่ได้สร้าง 65,809 หน่วย

สาเหตุที่ยังไม่สร้างส่วนหนึ่งก็มาจากการที่สถาบันการเงินคุมเข้มเรื่องสินเชื่อโครงการนั่นแหละ และอีกส่วนก็มาจากดีเวลลอปเปอร์ถอดใจกันไปเองก็เพราะสถาบันการเงินคุมเข้มสินเชื่ออีกเช่นกัน

ส่วนโครงการที่เหลือขายแต่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และสร้างเสร็จแล้วมีอยู่จำนวน 107,284 หน่วย แบ่งเป็นที่สร้างเสร็จแล้ว 44,896 หน่วย กลุ่มนี้ก็คงไม่มีปัญหาเรื่อง Pre-finance แต่ก็ต้องมาลุ้นต่อเรื่องการระบายสต๊อก และ Post-finance หรือสินเชื่อสำหรับคนที่ซื้อกันอีกชอต

ขณะที่ของเหลือขายที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 62,388 หน่วย ก็ใช่ว่าจะรอดสันดอนไปได้ง่ายๆ หากสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ สถาบันการเงินก็อาจจะมีมาตรการระวังภัยที่ทำให้โครงการที่อยู่ระหว่างสร้างต้องปรับแผนทำให้โครงการล่าช้าหรือสะดุดหยุดลงก็เป็นได้เช่นกัน

ตัวเลข

คนที่ซื้อบ้านหรือคอนโดในยุคที่สถาบันการเงินคุมเข้มการปล่อยกู้ให้กับผู้พัฒนาโครงการก็ต้องระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นอาจจะเจอปัญหาซื้อไปแล้วโครงการไม่เดินหน้า เพราะติดเงื่อนไขบางประการที่สถาบันการเงินกำหนดไว้ เช่น อาจจะพรีเซลได้ไม่ถึงเป้า หรือจำกัดวงเงินกู้ให้ผู้พัฒนาหาทุนมาเพิ่ม เป็นต้น

เมื่อโครงการไปต่อไม่ได้ ผู้ซื้อก็คงต้องรอเก้อ ถ้าโชคดีหน่อยก็คงจะได้เงินจอง เงินทำสัญญา และเงินที่ดาวน์ไปแล้วคืนกลับมาพร้อมดอกเบี้ยอีกนิดหน่อยเป็นการปลอบใจกับการที่ต้องเสียเวลา เสียโอกาส และเสียความรู้สึก แต่ถ้าโชคร้ายเจอโครงการเบี้ยว ก็ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องร้องกันยืดยาว ไม่รู้อนาคตว่าจะได้เงินกลับคืนมาเมื่อไหร่

สิ่งที่ผู้ซื้อจะต้องพิจารณาให้ดีถ้าจะซื้อบ้านในช่วงนี้ ก็คือเครดิต ความมั่นคงแข็งแรงทางการเงิน และประวัติอันดีงามของบริษัทที่พัฒนาโครงการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องซื้อโครงการจากบริษัทใหญ่ๆ แบรนด์ดังๆ สถานเดียว เพราะบริษัทรายกลาง รายเล็ก ที่เขาเข้มแข็งก็ยังมีอยู่ในทุกทำเล

เพียงแต่เราต้องทำการบ้านให้มากขึ้น ศึกษาลงลึกไปถึงเงินทุนจดทะเบียนที่จะนำมาพัฒนาโครงการ เช็กกับสถาบันการเงินที่เป็นนายทุนผู้สนับสนุนโครงการว่าโครงการยังโอเคอยู่หรือไม่ มีปัญหาติดขัดด้านการเงินอะไรหรือเปล่า ดูประวัติการพัฒนาโครงการ ความรับผิดชอบต่อผู้ซื้อเขามีมากน้อยแค่ไหน หาดูข้อมูลเหล่านี้ก่อนค่อยตัดสินใจซื้อ

หรือถ้าจะให้ชัวร์ก็ซื้อบ้านหรือคอนโดที่สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ไปเลย แต่ก็ต้องมีเงินก้อนเตรียมไว้อย่างน้อยๆ ก็ต้อง 10-20% ของราคาบ้าน เพราะไม่แน่ว่า สถาบันการเงินจะปล่อยกู้ให้เราซื้อได้เต็มวงเงิน 100% เพราะสถาบันการเงินก็ระมัดระวังกับการปล่อยกู้ Post-finance หรือสินเชื่อสำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน

ซึ่งสถาบันการเงินก็ให้เหตุผลเดิม เขาก็ไม่ได้เข้มงวดอะไรเพิ่มนะ เพียงแต่สถานะและคุณภาพผู้ขอกู้มันเปลี่ยนไปจากเดิมก็เท่านั้น เพราะตอนเศรษฐกิจดีๆ คุณอาจจะได้เงินเดือนเต็ม มีโบนัส เงินเดือนขึ้นทุกปี แต่เวลานี้ คุณอาจจะตกงาน หรือเสี่ยงที่จะตกงาน โดนลดเงินเดือน โดนตัดโอที ไม่มีโบนัส เมื่อรายได้ลด แต่ภาระหนี้ไม่ลดก็เริ่มติดๆ ขัดๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีสถาบันการเงินที่ไหนกล้าปล่อยกู้ เพราะกลัวหนี้เสียพุ่ง ทำให้ยอด Rejection Rate ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยพุ่งสูงขึ้นแทนเตะระดับ 40-50% หรือบางโครงการอาจจะมากกว่านั้น เพราะสถาบันการเงินสกรีนคนขอกู้อย่างหนักหน่วง

นอกจากจากหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่ใช้ปล่อยกู้กันอยู่ตามปกติ ตอนนี้สถาบันการเงินให้ความสำคัญมากๆ กับเรื่องของรายได้ที่มั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต ดังนั้นอาชีพที่เสี่ยงต่อการเลิกจ้าง หรือถูกลดเงินเดือน ตัดโอที สถาบันการเงินจะไม่เล่นด้วย

รวมไปถึงกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากโครงการเราไม่ทิ้งกันเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน สถาบันการเงินก็ยังชะลอปล่อยกู้ให้กับคนกลุ่มนี้อยู่

และคำว่ารายได้ประจำที่มั่นคง จะไม่รวมถึงโอที เบี้ยประชุม เงินพิเศษ ค่าคอมมิสชั่น ฯลฯ เงินพวกนี้จะถูกตัดทิ้งหมด เหลือแค่เงินเดือนประจำเพียวๆ ก็เลยทำให้การอนุมัติสินเชื่อยากขึ้นมาก หรืออนุมัติให้แต่ได้วงเงินน้อย

เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าคิดจะซื้อบ้านและต้องกู้เงิน เราก็ต้องวางแผนให้ยาวๆ หน่อย สิ่งแรกที่จะต้องดูไม่ใช้เรื่องของบ้านหรือคอนโดที่เราอยากซื้อ เราควรต้องตรวจสุขภาพการเงินของเราก่อนว่า ถ้าซื้อแล้วจะกู้ได้มั๊ย กู้ได้เท่าไหร่ ค่อยมาแมตช์กับบ้านคอนโดในทำเลที่อยากได้ ถ้าเงินไม่พอก็ต้องออมเงินเพิ่ม หรือหาผู้กู้ร่วมที่สถาบันการเงินยินยอมให้กู้ร่วม

ส่วนคนที่มีรายได้ประจำ และยังมีรายได้ไม่ประจำ และไม่แน่นอนตายตัว ก็คงต้องใช้เวลาในการเดินบัญชีสักระยะหนึ่ง โดยเอาเงินที่เป็นรายได้ไม่ประจำหรือรายได้ที่ไม่แน่นอน ไปฝากธนาคารไว้ทุกๆ ครั้งที่ได้เงิน ส่วนจะถอนเข้าถอนออกไปใช้จ่ายอะไรก็แล้วแต่ ขอให้ฝากเงินเข้าไปอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สถาบันการเงินไว้ใช้พิจารณาประกอบกับรายได้ประจำสำหรับการอนุมัติวงเงินกู้

อีกเรื่องที่สถาบันการเงินให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องของรายได้ก็คือ ภาระหนี้ เมื่อดูจากหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 2 ปี 2563 อยู่ที่ 83.8% ต่อ GDP และยังมีแนวโน้มว่าจะไปต่อได้อีก

สาเหตุหลักๆ เป็นเพราะคนไทยเป็นหนี้เร็ว เริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยกว่าครึ่งหนึ่งของคนอายุ 30-40 ปี เป็นหนี้ โดยส่วนมากเกิดจากหนี้ส่วนบุคคลหรือหนี้บัตรเครดิตนอกจากเป็นหนี้เร็วแล้วคนไทยยังเป็นหนี้นานอีกต่างหาก โดย 80% ของหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นในระยะเวลา 9 ปี มาจากผู้กู้รายเดิม และ 1 ใน 5 ของคนหลังเกษียณยังคงเป็นหนี้อยู่

เมื่อภาระหนี้ของคนเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับความไม่มั่นคงของรายได้จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สถาบันการเงินจึงเข้มงวดกับ ภาระหนี้ต่อรายได้ หรือที่เรียกว่า Debt Service Ratio (DSR) มากขึ้น จากที่เคยหลับหูหลับจากให้ก่อหนี้กันสูงเกิน 50-60% ของรายได้ หรือมากกว่านั้นสำหรับคนรายได้สูงๆ หรือไม่ก็แกล้งหลับตาไม่เอาหนี้อื่นๆ มานับรวม

แต่เดี๋ยวนี้ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่กำหนดเพดานลงไปว่า DSR จะต้องเป็นเท่าไหร่ แต่ก็ให้ความสำคัญกับตัวเลขภาระหนี้ของลูกค้าที่แต่ละสถาบันการเงินจะต้องมีข้อมูลที่ตรงกัน และยิ่งภาวะเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ สถาบันการเงินจึงต้องเข้มงวดกับภาระหนี้ของผู้กู้มากขึ้น จากที่เคยให้มีภาระหนี้ได้ถึง 50-60% ของรายได้ กลับมาสู่ค่ามาตรฐานที่ 30-40% เพราะกลัวปล่อยกู้ไปแล้วเป็น NPL ย้อนกลับมาหาตัวเอง

ก็คือ ถ้ามีรายได้ 100 บาท ก็ควรจะเป็นหนี้ผ่อนทุกอย่างทั้งบัตรเครดิต รถ บ้าน สมาร์ทโฟน ฯลฯ ได้ไม่เกิน 30-40 บาท ตรงนี้แหละคือจุดตายของคนที่กู้ซื้อบ้าน เพราะถ้ามีหนี้ที่ต้องผ่อนอยู่เยอะสถาบันการเงินก็จะไม่ให้กู้ หรือให้ตามสัดส่วนที่ยังเหลืออยู่ เช่น มีหนี้ที่ต้องผ่อนอยู่แล้ว 30 บาท ก็จะให้ผ่อนบ้านได้อีกแค่ 10 บาท รวมกันแล้วไม่เกิน 40 บาท จากรายได้ 100 บาท เป็นต้น

ดังนั้นถ้าคิดจะซื้อบ้านในช่วงนี้ ต้องปลอดหนี้เป็นดีที่สุดครับ ใครที่คิดจะซื้อบ้านขอให้ย้อนกลับไปเคลียร์ภาระหนี้ต่างๆ ให้หมดสิ้นไปก่อนจะดีกว่า โดยไปขอเช็คที่บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือ เครดิตบูโร ว่าตัวเองมีภาระหนี้ติดตัวอยู่เท่าไหร่ก็จัดการเคลียร์ให้หมดก่อนไปสร้างหนี้ก้อนใหญ่อย่างการซื้อบ้าน

ถ้าเช็คแล้วเราเกิดติดแบล็กลิสต์อยู่ ก็คือ มีภาระหนี้ที่ไม่ยอมไปจ่ายจนกลายเป็นหนี้เสีย ตรงนี้เรื่องใหญ่เลย เพราะแม้จะเคลียร์หนี้จบ แต่แบล็กลิสต์ที่ขึ้นไว้ไม่จบครับ ตามกฎแบล็คลิสต์นี้จะค้างอยู่ในเครดิตบูโร 3 ปีถึงจะปลดออก สถาบันการเงินเมื่อเช็คเจอคุณในแบล็กลิสต์ก็จบข่าวเลยครับ ยกเว้นบางแห่งที่พอจะปล่อยให้ถ้ามีหลักฐานยืนยันว่าคุณเคลียร์หนี้ก้อนนั้นไปหมดแล้ว แต่สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะไม่ปล่อยให้กับคนที่ยังติดแบล็กลิสต์อยู่ คุณก็ต้องรอไปจนครบ 3 ปี ถึงจะซื้อบ้านได้

ทั้งหมดนี้ก็คือ ความเสี่ยงในการซื้อบ้านจากความเข้มงวดของสถาบันการเงินที่จะต้องระวังให้จงหนักในช่วงนี้ครับ

 


Warapong Pankaew25 พฤศจิกายน 2020
FB-cover-72.png

2min133

เรากำลังจะก้าวผ่านช่วงปีแห่งการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ปีแห่งการปรับตัว หลายคนกำลัง “ถูกเปลี่ยนโดยไม่รู้ตัว” เมื่อเราเปลี่ยนหมายความว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคย่อมเปลี่ยนแปลงเพราะทุกคนคือผู้บริโภค เราจัดอยู่ในกลุ่มไหนมาดูกันซิว่าจริงตาม Consumer Profiles ที่รวบรวมไว้ใน “เจาะเทรนด์โลก 2021” โดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC หรือไม่ และนี่คือลักษณะของกลุ่มผู้บริโภค 4 แบบแห่งปี 2021

The Compressionalist 
หมดแรง หมดไฟ แต่ใจต้องการได้สิ่งที่ดีที่สุด

เหตุผลเพราะเรารู้สึกเหนื่อยกายหน่ายหัวใจ ไม่มีเวลาเร่งรีบ ชีวิตเต็มไปด้วยความกดดัน ตกเป็นเหยื่อของการอยู่ในภาวะการหมดไฟ (Burnout) หรือซูเบอร์ฮิวเเมน ซินโดรม (Superhuman Syndrome) เพราะเราต้องอยู่กับความพยายามในการจัดการและสร้างสมดุลให้ชีวิตให้เข้าที่เข้าทาง ไม่ว่าจะเป็นการงาน ครอบครัว เละชีวิตส่วนตัวที่มี ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้ความรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยดีพอและพบกับความล้มเหลวเป็นระยะ

ไม่ว่าจะเป็นวัยกลางคนที่ทำงานเพื่อให้บรรลุ KPI ขององค์กร วัยรุ่นที่โพสต์โซเชียลมีเดียเพื่อไขว่คว้าจำนวนไลค์หลักพัน หรือเป็นคนที่มีความต้องการจะเป็นเจ้าของสุขภาพกายและใจที่ดี… นี่คือลักษณะอาการของกลุ่มผู้บริโภคที่เรียกว่า The Compressionalist ผู้คนในกลุ่มนี้มีความต้องการสำคัญเดียวกัน นั่นคือ “อะไรก็ได้ ขอให้ชีวิตง่ายขึ้น”

ในฝั่งของผู้ผลิต หรือผู้ให้บริการตอบโจทย์ความต้องการผู้โภคแบบ The Compressionalist อย่างไร

สิ่งที่แบรนด์ต่างๆ สามารถทำได้เลยก็คือการ Make It Easy! หรือทำให้ง่ายเข้าไว้ จำไว้เสมอว่า ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ได้ใส่ใจเฉพาะเรื่องสินค้าราคาถูก แต่ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์การซื้อผลิตภัณฑ์ที่เน้นความเรียบง่าย แต่ตรงจุด สินค้า ธุรกิจ หรือแบรนด์ สามารถปรับหน้าร้าน เว็บไซต์ ส่วนแสดงสินค้า และกลยุทธ์การสื่อสารให้เหมาะกับความต้องการของตลาด

การเดินทางเข้าร้านค้าที่มีสินค้านับร้อยรายการบนชั้นวางของที่ยาวแบบไม่มีที่สิ้นสุด อาจไม่ใช่คำตอบที่ต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้ เพราะการมีตัวเลือกเกินจำเป็นและการต้องตัดสินใจกลับกลายเป็นปัญหา ร้านค้าจึงควรปรับแต่งและจำกัดสินค้าไว้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น และแบรนด์จำเป็นต้องมีสินค้าดาวเด่นซึ่งช่วยลดขั้นตอนการตัดสินใจให้กับผู้บริโภคกลุ่มนี้

ธุรกิจสามารถนำผู้ช่วยคนสำคัญอย่าง AI เข้ามาช่วยส่งเสริมแบรนด์ได้เช่นกัน อย่างเช่นที่ Starbucks เลือกเป็นพันธมิตรกับ Uber Eats ในการการันตีว่ากาแฟจะส่งถึงมือลูกค้าภายใน 30 นาที โดยมี AI เข้ามาเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การขนส่งสินค้านั้นๆ เป็นไปด้วยความรวดเร็ว อนาคตของร้านค้าต่างๆ จึงต้องเน้นไปที่การใช้งานข้อมูลเพื่อคาดการณ์พฤติกรรมและตอบสนองกับผู้บริโภคกลุ่มนี้ในแบบไร้รอยต่อทางการตัดสินใจ

The Market Maker
ไม่รอตลาดตอบโจทย์ ลงมือสร้างความต้องการขึ้นเอง

ปี 2021 กลุ่มผู้บริโภคที่ไม่ง้อบริษัทใหญ่ว่าจะอยู่ในสายตาของธุรกิจไหนหรือไม่ แต่เลือกที่จะสร้างตลาดความต้องการขึ้นมาด้วยตัวเอง ขับเคลื่อนด้วยพลังของการสนับสนุนซึ่งกันและกัน ทำให้แบรนด์ที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจตรงนี้สามารถสื่อสารโดยตรงกับผู้บริโภคได้ทันที ผ่านการตลาดแบบ Peer-to-Peer หรือการสร้างพื้นที่ที่สาม (Third Space) ในการขายสินค้าตัวอย่างเช่นกลุ่ม PWD (People With Disability) หรือกลุ่มผู้มีความบกพร่องทางร่างกาย

ที่สำคัญผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังมีกลุ่มผู้บริโภคที่เกี่ยวข้อง ทั้งกลุ่มผู้ช่วยหรือผู้ดูเเล ซึ่งเป็นเพื่อนหรือคนในครอบครัว รวมถึงการมีความต้องการผู้ดูเเลผู้สูงอายุและผู้พิการในสังคมอันใกล้นี้อีกด้วย

ธุรกิจที่เกี่ยวกับอุปกรณ์การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้บริโภคกลุ่มนี้เริ่มตั้งแต่อุปกรณ์สวมใส่บนร่างกาย เส้นใยผ้าอัจฉริยะ อุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ และไม่เพียงกลุ่มผู้บริโภคนี้เท่านั้นที่จะมีตลาดรองรับความต้องการที่เติบโตขึ้น แต่ยังมีอีกหลายกลุ่มผู้บริโภคที่ถูกละเลย อย่างเช่น กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ กลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงวัย และกลุ่มเจเนอเรชั่นอัลฟ่า เป็นต้น

ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการจะตอบโจทย์ความต้องการหรือสร้างโอกาสทางธุรกิจธุรกิจได้อย่างไรกับผู้บริโภคในแบบ The Market Maker

มีข้อแนะนำให้ปรับใช้วิธีคิด “ห่วงโซ่การผลิตแบบย้อนกลับ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ Re-Commerce ที่เป็นการสร้างคุณค่าจากสิ่งของที่เคยซื้อไปแล้วให้กลับมามีประโยชน์สำหรับผู้บริโภคใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการ Trade in หรือการขายสินค้ารุ่นเก่าเพื่อซื้อของใหม่กับแบรนด์ และการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้บริโภคด้วยกัน วิธีการเช่นนี้สามารถสร้างประโยชน์ในเชิงค่าใช้จ่าย และลดการผลิตซึ่งช่วยได้ในด้านสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนให้เกิดการบริโภคอย่างยั่งยืน

การทำการตลาดแนวนี้เริ่มมีให้เห็นในต่างประเทศ อย่างเช่นแอพพลิเคชัน Wardrobe Hub ซึ่งเป็นแอพฯแฟชั่นที่นำเสื้อผ้ากลับมาเพิ่มมูลค่าใหม่ โดยร่วมมือกับแบรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้แต่ละพื้นที่ในเมืองนิวยอร์กเป็นศูนย์กลางให้ผู้ใช้กับผู้ซื้อได้เข้ามาเจอกัน พร้อมนำเสื้อผ้าในตู้ของสาวๆ มาเเลกเปลี่ยนแทนที่จะต้องไปซื้อเสื้อผ้าจากอุตสาหกรรม Fast Fashion ตัวใหม่

หรือการเปิดพื้นที่หน้าร้านใหม่ที่ตอบโจทย์กับกลุ่มผู้บริโภค อย่างเช่นที่สตาร์บัคส์เปิดสาขาในเมืองคุนิตะชิของโตเกียว เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีคอมมูนิตี้ของผู้อาศัยที่เป็นผู้บกพร่องทางการได้ยิน สาขานี้จึงเป็นสาขาที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้บกพร่องทางการได้ยินโดยเฉพาะ ผ่านการออกแบบในฐานะเครื่องมือการสื่อสาร การจัดจ้างพนักงานที่เป็นผู้พิการทางการได้ยิน 19 คน และเมนูที่ไม่ต้องสื่อสารด้วยการพูด แต่ใช้วิธีการกดแท็บเล็ตหรือเขียนในกระดาษโน้ตแทน

ในบ้านเราก็เริ่มเห็นผู้ผลิตและผู้ให้บริการ เริ่มหันมาสร้างตลาดทางเลือกมากขึ้น เช่นคอนโดฯที่เลี้ยงน้องหมา น้องแมว ได้อย่างเปิดเผย โรงแรมหรือรีสอร์ทที่มีที่พัก สิ่งอำนวยความสะดวก และกิจกรรมพิเศษให้แก่ผู้สูงอายุ ร้าน “Dine In the Dark” ที่สร้างประสบการณ์ใหม่ดินเนอร์ท่ามกลางความมืดมิด หรือก่อนหน้านี้ที่ IKEA สร้างแคมเปญที่มีชื่อว่า ThisAbles ว่าด้วยเรื่องของการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้เฟอร์นิเจอร์สำหรับผู้พิการ โดยมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาด้วยกัน 13 ชิ้น ที่สามารถนำไปติดเพิ่มเติมเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ IKEA ทั่วไป ไม่ว่าตู้ เตียง โต๊ะ สวิตซ์ไฟ จนถึงผ้าม่าน ให้ผู้พิการใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น

Kindness Keeper 
ผู้รักษาความเอื้ออารี ที่ทำหน้าที่รักษาสมดุล

เมื่อความรู้สึกทั้งรักและเกลียดมีชนวนมาจากแป้นพิมพ์ การบูลลี่ และการแสดงออกด้วยถ้อยคำในเชิงลบกำลังก่อให้กระแสแห่งความเกลียดชังไปทั่ว สถิติการฆาตกรรมในฝั่งประเทศแถบตะวันตกที่เกิดจากอคติและความเกลียดชังเพิ่มขึ้นถึง 47% ผู้คนทั่วโลกตบเท้าเข้าร่วมส่งสัญญาณความไม่พอใจต่อการเหยียดเชื้อชาติและความอยุติธรรม รวมถึงการทวงถามถึงสิทธิสตรีในฝั่งประเทศตะวันออก

เพื่อถ่วงสมดุลปรากฏการณ์เชิงลบ ตั้งแต่คนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ คนรวยและคนจน กลุ่มคนเมืองและคนชนบท กลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มเสรีนิยม การสร้างจุดร่วมอย่าง “วันสุ่มความสุขให้คนรอบข้าง” (Random Acts of Kindness Day) ที่เริ่มต้นครั้งแรกในเมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ในปี 1995 ก่อนจะกลายเป็นวันที่คนทั่วโลกใช้ส่งมอบสิ่งดีๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงมือและท้าทายให้เกิดการตั้งคำถามถึง “ความเห็นอกเห็นใจ”

ทั้งหมดเป็นความพยายามในการถมช่องว่างที่ห่างขึ้นเรื่อยๆ ด้วยพลังเงียบไปจนถึงการลุกฮือที่เน้นการลงมือเพื่อสร้างให้เห็นเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคกลุ่มนี้ ได้ด้วยการผลิตสินค้า และให้บริการที่ตอบสนองทางอารมณ์ มีทางเลือกที่แสดงให้เห็นถึงความเสมอภาค และมีความความโปร่งใสในรูปแบบของการทำธุรกิจ

ที่สำคัญต้องแสดงให้ถึงถึงความโปร่งใส การให้ความสำคัญอย่างเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าการพูดว่าบริษัทมีนโยบายแบบอย่างเช่นการลงทุนเชิงบวก (Impact Investing) ที่ผลลัพธ์ด้านการลงทุนเชิงพาณิชย์และสามารถคืนกลับสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมได้ หรือการยกเลิกการโฆษณาสินค้าที่ให้ความสำคัญเรื่องสีผิว เช่น L’Oréal ออกมาประกาศยุติการใช้คำว่า “ขาวกระจ่างใส” (Whitening, Fairness, Lightening) ในโฆษณาสินค้า หลังเผชิญกรณีการเหยียดเชื้อชาติ

นอกจากนี้ ผู้บริโภคในกลุ่มนี้จะให้อภัยแบรนด์ที่ขอโทษและมีแผนการที่ชัดเจนในการแก้ปัญหามากกว่า เช่น วิกฤตของ KFC หรือ KFC Crisis ที่ประสบภาวะขาดแคลนเนื้อไก่ในอังกฤษในช่วงปี 2018 ทำให้ผู้บริโภคเกิดความไม่พอใจ ทาง KFC จึงได้ตีพิมพ์โฆษณาขอโทษผู้บริโภคผ่านทางหนังสือพิมพ์ The Sun และ Metro ด้วยการเปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น FCK เพื่อเป็นการติเตียนตัวเองและน้อมรับความผิดที่เกิดขึ้น ในส่วนล่างของโฆษณายังมีการลงเว็บไซต์ของ KFC เพื่อบอกว่าสาขาไหนบ้างที่กลับมาเปิดให้บริการได้แล้ว เพื่อแสดงถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ หลายแบรนด์ยังพยายามที่จะบริจาคเงินเพื่อองค์กรการกุศล และที่เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรมที่สุด คือ บริษัท แสนสิริ ให้แก่องค์ยูนิเซฟ และมีโครงการร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมตลอดระยะเวลา 10 ปี

Cyber Cynics 
เพราะเทคโนโลยี อาจไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง

เป็นเวลาราว 11 ปี ตั้งแต่สมาร์ทโฟนเข้าสู่ตลาดหลัก ซึ่งมีเกณฑ์การวัดความเท่าเทียมผ่านสัญญาณชื่อมต่อทั้งสูงและต่ำ แต่ไม่กี่ปีมานี้ผู้คนจำนวนมากเริ่มเบือนหน้าหนีจากหน้าจอ พร้อมเพิ่มความใส่ใจด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เมื่อทุนนิยมแบบสอดแนมกำลังทำงานผ่านการให้บริการแบบฟรีๆ ซึ่งผู้คนยินดีที่จะเข้าใช้งานโดยที่ผู้ให้บริการสามารถติดตามพฤติกรรมการใช้งานของพวกเขาได้ ในหนังสือ The Age of Surveillance Capitalism: The Fight for a Human Future at the New Frontier เขียนโดย โชชานา ชูบอฟฟ์ (Shoshana Zuboff) ให้ความหมายของทุนนิยมแบบสอดแนมว่าเป็นวิวัฒนาการล่าสุดซึ่งเปลี่ยนประสบการณ์ของมนุษย์ให้กลายเป็นแหล่งที่มาของวัตถุดิบ และจะถูกเปลี่ยนให้กลายมาเป็นข้อมูลด้านพฤติกรรมในที่สุด

ในขณะที่อินเทอร์เน็ตกำลังเติบโต ทุนนิยมรูปแบบใหม่กำลังค่อยๆ ก้าวไปไกลกว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสู่อุปกรณ์ดิจิทัล ผู้บริโภคกลุ่ม Cyber Cynics ก็คือกลุ่มคนที่ตระหนักถึงการใช้ข้อมูลอย่างไม่ถูกต้องนั่นเอง ซึ่งผู้บริโภคในกลุ่มนี้มีความคิดว่าหากเขาไม่เชื่อมั่นว่าบริษัทเหล่านั้นจะสามารถรักษาความปลอดภัยด้านข้อมูลของพวกเขาได้ พวกเขาจะไม่ตัดสินใจซื้อสินค้าจากบริษัท ไม่ว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ จะดีเลิศแค่ไหนก็ตาม

แพลตฟอร์มโซเชียลที่กำลังนำพาให้ Influencer Economy เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันเริ่มมีบางบริษัทแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนถึงกลยุทธ์การโน้มน้าวใจผู้บริโภคโดยเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง เช่น คีธ วีด (Keith Weed) ผู้บริหารฝ่ายการตลาดของยูนิลีเวอร์ ที่ออกแนวทางการทำการตลาดโดยการยกเลิกนิเวศการตลาดแบบ Influencer Marketing อย่างจริงจัง

ผู้ผลิตและผู้ให้บริการจำทำอย่างไรเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่ม Cyber Cynics

สิ่งสำคัญคือต้องให้ความสำคัญกับจริยธรรมด้านข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลที่โปร่งใส และทุกเรื่องต้องสามารถอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลท่ามกลางยุคที่เรียกว่าเศรษฐกิจข้อมูล ซึ่งเติบโตมาควบคู่กับการตั้งคำถามของสาธารณชนเรื่องการซื้อขายข้อมูล และการก้าวเข้าสู่การใช้ข้อมูลเป็นอัตราการแลกเปลี่ยนใหม่เพื่อให้ได้บริการที่ตอบสนองผู้บริโภคได้ตรงกับความต้องการมากที่สุด

แม้หลายอุตสาหกรรมกำลังก้าวสู่ระบบอัตโนมัติ แต่ผู้บริโภคบางส่วนยังคงให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ตัวอย่างที่น่าสนใจในการจัดสรรระหว่างการใช้ AI และการเชื่อมต่อกับผู้คนในการสร้างการมีส่วนร่วม เช่น Farmstead ซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ที่ใช้ AI ในการพิจารณาความต้องการของผู้บริโภคเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสินค้าล้นตลาด และยังลดขยะอาหารจากการผลิตเกินจำนวนในท้องถิ่น รวมทั้งช่วยบริหารเวลาและเส้นทางในการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ แต่อีกด้านหนึ่ง บริษัทยังทำงานร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่และร้านค้าปลีก โดยสร้างโมเดลแบบเปิดกว้างเพื่อพูดคุย แลกเปลี่ยน และสร้างคอมมิวนิตี้ในระดับท้องถิ่นร่วมด้วยในเวลาเดียวกัน

คุณอาจเป็นผู้บริโภค 1 ใน 4 แบบ ซึ่งคุณสามารถเลือกสินค้า และบริการที่ตอบโจทย์คุณได้ในปี 2021 เพราะวันนี้เรามีตลาดทางเลือกมากมาย เพียงแต่คุณเลือกด้วยความคิดและความต้องการของตัวคุณเอง เลี่ยงการเลือกตามกระแส Social หรือ Influencer เพราะคุณเองยอมรู้ความต้องการของตัวเองมากที่สุด
สำหรับผู้ผลิต หรือผู้ให้บริการ นอกจากดาต้าที่คุณมีอยู่ท่วมท้น ความใส่ใจเข้าถึงความต้องการผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย สถานการณ์ตลาดจะเปลี่ยนไปเช่นใดคุณก็ยังคงขายได้เพียงแค่เข้าใจให้ตรงกันก่อนว่าเราไม่สามารถผลิตของแบบเดียวกันขายลูกค้าทั้งหมดได้ เท่านี้โอกาสทางการตลาดจะเกิดขึ้นตามมา


Warapong Pankaew25 พฤศจิกายน 2020
S__62529756-1280x852.jpg

1min50

สิวารมณ์ ขน 7 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 3,600 ล้านบาท จัดแคมเปญ “สิวารมณ์ เปย์ เดย์ กับเป้ อารักษ์ 28-29 พ.ย. นี้” ลดสูงสุดกว่า 1 ล้านบาท พร้อมช่วยผ่อนสูงสุด 60 เดือน ส่งท้ายปี 63 หวังดันยอดขายรวมปีนี้แตะ 2,000 ล้านบาท ยอดโอนกรรมสิทธิ 1,400 ล้านบาท และปิดการขาย 2 โครงการ ภายในปีนี้

นายอรรถปวิทย์ มโนธรรมรักษา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมซัน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในช่วงโค้งสุดท้ายไตรมาส 4/2563 ด้วยการจัดแคมเปญ “สิวารมณ์ เปย์ เดย์ กับเป้ อารักษ์ ในวันที่ 28-29 พ.ย.นี้”

โดยนำบ้านหรู สไตล์ อเมริกันคอทเทจ หลายทำเลมาลดราคาสูงสุดกว่า 1 ล้านบาท พร้อมรับข้อเสนอช่วยผ่อน 60 เดือน โดยใช้ “เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ” เป็นพรีเซ็นตอร์ ในการนำเสนอภาพลักษณ์ของโครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า ที่ต้องการซื้อที่พักอาศัย ทำเลใกล้เมืองและแหล่งอำนวยความสะดวก ในการใช้ชีวิต มีพื้นที่ส่วนกลาง ขนาดใหญ่ สามารถรองรับกิจกรรมของลูกบ้านได้อย่างเต็มที่ โดยหวังสร้างยอดขายสวนกระแสในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

สำหรับโครงการที่นำมาร่วมแคมเปญ เป็นโครงการบ้านที่เปิดขายพร้อมโอนกรรมสิทธิจำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวม 3,600 ล้านบาท ประกอบด้วย

1.สิวารมณ์ เนเจอร์ พลัส ท่าข้าม-พระราม 2 บ้านเดี่ยว และ ทาวน์โฮม พร้อมพื้นที่ส่วนกลางกว่า 4 ไร่ จากราคา 4.24 ล้านบาท เหลือเพียง 2.99 ล้านบาท

2.สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส (สุขุมวิท-บางปู) บ้านแฝดและทาวน์โฮมหรู 4 นอนใหญ่ ติดถนนสุขุมวิท ใกล้รถไฟฟ้า ตรงข้ามสถานตากอากาศบางปูจากราคา 3.09 ล้านบาท เหลือเพียง 2.59 ล้านบาท

3.สิวารมณ์ ปาร์ค สุขุมวิท-บางปู บ้านเดี่ยวหรู ติดถนนใหญ่ ใกล้ โรงพยาบาลรามาฯ จากราคา 4.59 ล้านบาท เหลือเพียง 3.49 ล้านบาท

4.สิวารมณ์ ซิตี้ (นิคมพัฒนา-ระยอง)บ้านเดี่ยวและ บ้านแฝด ทาวน์โฮม ติดถนนใหญ่ ใกล้ นิคมเหมราช, นิคมมาบตาพุด จากราคา 1.7 ล้านบาท เหลือเพียง 1.09 ล้านบาท

5.ศรีราชา ฮิลล์ไซต์ ทาวน์ (ติดสุขุมวิท) บ้านหรู 4 นอนใหญ่ ติดถนนใหญ่ ใกล้ นิคม แหลมฉบัง, ห้างโรบินสัน แปซิฟิก ปาร์ค, ม.เกษตร ศรีราชา จากราคา 4.7 ล้านบาท เหลือเพียง 3.79 ล้านบาท

6.เอ็มไลฟ์ (บางนา-ลาดกระบัง) ทาวน์โฮม 4 นอนใหญ่ และโฮมออฟฟิศ ตรงข้าม King Power วัดศรีวารีน้อย ใกล้ทางด่วน 2 สายและสนามบินสุวรรณภูมิ
จากราคา 2.56 ล้านบาท เหลือเพียง 2.19 ล้านบาท

7. เอ็มเวนิว (เวสเก็ต-บางใหญ่) บ้านหรู 4 ห้อนใหญ่ ใกล้รถไฟฟ้า เซ็นทรัลเวสเก็ต หลังสุดท้ายก่อนปิดโคงการ เพียง 3.99 ล้านบาท

โดยคาดว่าการจัดแคมเปญดังกล่าวจะสามารถทำยอดขายได้ 300 ล้านบาท และสร้างยอดขายรวมที่ 2,000 ล้านบาท ยอดโอนกรรมสิทธิ 1,400 ล้านบาท พร้อมปิด 2 โครงการ ได้ภายในปีนี้

เปิดให้ผู้สนใจลงทะเบียนแล้ววันนี้ที่ FB : SIVAROM หรือ โทร. 02 295 3397 และสามารถเข้าเยี่ยมชมโครงการได้ทุกวัน ตั้งแต่เวล 9.00-18.00 น.


Warapong Pankaew24 พฤศจิกายน 2020
0032-1280x591.jpg

1min149

หลังการปรับโครงสร้างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี โดยการควบรวมบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้น แลนด์ เข้ากับบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) พร้อมกับประกาศกลยุทธ์ One Platform ประสาน 3 ธุรกิจในเครือ ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย หรือ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม หรือ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล และ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรม หรือ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล รวมเป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ ปูทางสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน ทั้งจากรายได้จากการขายและรายได้ระยะยาวจากการเช่า

แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในวันนี้ธุรกิจที่ขับเคลื่อนเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) ก็คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย โดยมีสัดส่วนรายได้ 70% ของรายได้รวม จากผลประกอบการ 9 เดือนล่าสุด เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) มีรายได้รวม 15,840 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,532ล้านบาท เป็นรายได้จากการขายของ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม จำนวน 11,058 ล้านบาท และเป็นรายได้จากการเช่าจากเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล และ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล รวมกัน 4,782 ล้านบาท

ในห้วงเวลานี้ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม จึงตัวเป็นรุกสำคัญของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) โดยล่าสุด นายแสนผิน สุขี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แม่ทัพใหญ่ของ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม ได้ประกาศแผนการไต่ระดับสู่ Top 3 ด้านรายได้ของตลาดอสังหาฯเพื่อที่อยู่อาศัยในอีก 3 ปี (ปี 2564-2566) จากปัจจุบันอยู่ใน Top 5 ของตลาด

“การรวมเป็นเฟรเซอร์สทำให้เราใหญ่ขึ้น มีฐานการเงินที่แข็งแรงขึ้น และสามารถ Balance ธุรกิจได้ดีขึ้นจาก 3 ธุรกิจที่มีอยู่” นายแสนผิน กล่าวถึงจุดแข็งของเฟรเซอร์ส โดยในปีนี้ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 15,000 ล้านบาท สิ้นไตรมาส 3 ทำรายได้ไปแล้ว 11,058 ล้านบาท จบสิ้นปีในสถานการณ์ที่ตลาดได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดจากโควิด-19 เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม น่าจะทำรายได้ได้ต่ำกว่าปีที่แล้วอยู่ประมาณ 5% แต่ก็ยังถือว่าน่าพอใจ

สำหรับแผน 3 ปี กับการขึ้นสู่ Top 3 ของธุรกิจอสังหาฯ โดยมี เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก มีภารกิจที่จะต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายใน 4 เรื่องด้วยกันคือ 1.การเป็นทางเลือกอันดับที่ 1 สำหรับคนที่มองหาทาวน์โฮม ทําเลในเมือง 2.การเป็นอันดับที่ 1 ในตลาดบ้านแฝด (นีโอ โฮม) 3.การขยายตลาดต่างจังหวัดและเป็นผู้นำตลาดต่างจังหวัดด้านยอดขายสูงสุด และบันไดขั้นสุดท้ายคือการขึ้น Top 3 ของตลาดด้วยรายได้รวม 20,000 ล้านบาทอัพๆ

ในปี 2564 ซึ่งเป็นปีแรกของภารกิจ 3 ปี บริษัทตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 16,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปี 2563 โดยมีมีสัดส่วนรายได้จากทาวน์โฮม 42% บ้านแฝด นีโอ โฮม 23% บ้านเดี่ยว 21% และโครงการต่างจังหวัด 14% และมีแผนจัดซื้อที่ดินประมาณ 20 แปลง ในงบประมาณ 10,720 ล้านบาท พร้อมกับเปิดโครงการใหม่ 24 โครงการ มูลค่า 29,800 ล้านบาท แบ่งเป็น ทาวน์โฮม 9 โครงการ มูลค่า 9,700 ล้านบาท บ้านแฝด นีโอ โฮม 5 โครงการ มูลค่า 7,000 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 7 โครงการ มูลค่า 11,000 ล้านบาท และเปิดโครงการในต่างจังหวัดอีก 3 โครงการ มูลค่า 2,100 ล้านบาท

การขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2564 เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม ได้วางกลยุทธ์การตลาดโดยแบ่งตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ คือ ทาวน์โฮมจะขยายไปในทำเลใหม่ เติมโครงการในทําเลเดิม เน้นทําเลที่ดีกว่าคู่แข่ง และรักษาคุณภาพการก่อสร้าง ออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังคงเน้นด้านฟังก์ชั่น ในส่วนของบ้านแฝด นีโอ โฮม ที่เน้นทำเลใกล้เมือง ฟังก์ชั่นระดับบ้านเดี่ยว และราคาไม่แพง

ขณะที่ บ้านเดี่ยวจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เหมาะกับที่ดินที่ราคาแพงขึ้น โดยเน้นคุณภาพ ฟังก์ชั่น และความหรูหรา ส่วนตลาดในต่างจังหวัดจะเปิดโครงการเพิ่มในขอนแก่น ระยอง ภูเก็ต เน้นทําเลในเมือง ไม่แข่งเรื่องราคา นอกจากนี้ ยังจะพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ทุกระดับความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดคอนโดมิเนียมอีก 1 โครงการ เป็นคอนโดที่เจาะกลุ่มคนทํางานในเมือง (Real Demand) บนทําเลที่ไม่สามารถทําทาวน์โฮมได้ ในราคาที่ไม่เกินตารางเมตรละ 1 แสนบาท โดยจะเปิดในช่วงปลายปี 2564 หรือต้นปี 2565

นอกจากนี้ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม ยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์ที่น่าสนใจสำหรับปี 2564 ก็คือ การเปิดเกมรุกตลาดซิตี้ โฮม เพื่อรองรับกระแส New Normal เมื่อผู้บริโภคต้องการเปลี่ยนจากการอยู่คอนโดระดับลักชัวรี่มาสู่โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ ในเมืองทำเลรอบๆ ซีบีดี อย่างเช่น วิภาวดี พระราม9 สาธุประดิษฐ์ เป็นต้น เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มนี้จึงมีโอกาสที่รออยู่ โดยบริษัทได้เตรียมแผนซื้อที่ดิน 3 แปลง สำหรับการพัฒนา ซิตี้ โฮม 3 ชั้น ราคา 15-40 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การไต่อันดับจาก Top 5 สู่การเป็น Top 3 ในตลาดอสังหาฯ คงจะต้องขับเคี่ยวกับเบอร์ใหญ่ๆ อย่าง พฤกษา เอพี แลนด์แอนด์เฮ้าส์ และแสนสิริ ซึ่งแต่ละบริษัทมีตัวเลขรายได้รวมในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2563 เกิน 20,000 ล้านอัพ (ยกเว้น พฤกษา รายได้รวม 19,801 ล้านบาท) แม้ที่ผ่านมา โกลเด้นแลนด์ ก่อนที่จะแปลงร่างมาเป็นเฟรเซอร์ส จะมาแรงแซงทางโค้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยความแปลกใหม่ของโปรดักส์ และราคาที่ล่อใจ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ดึงดูดคนเข้าไปจบการขายที่โครงการ โดยเฉพาะในกลุ่มทาวน์โฮม ที่บดบี้อย่างเมามันกับขาใหญ่อย่าง พฤกษา มาโดยตลอด

ยิ่งถ้านับเฉพาะรายได้จากการขายแบบเพียวๆ จริงๆ แล้ว เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม ยังรั้งอยู่ที่อันดับ 7 ของตารางสำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปีนี้ โดยมีคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นมาอีก 2 รายคือ เอสซี แอสเสท และ ศุภาลัย และทั้ง 6 รายที่อยู่หัวตารางอยู่ในขณะนี้นั้นมีความจัดเจนในตลาดบ้านแนวราบไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และคงไม่มีใครยอมให้ใครผ่านไปแบบง่ายๆ แน่นอน

งานนี้คงต้องลุ้นกันยาวๆ ว่า ด้วยฐานทุนและความและความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น โกลเด้นแลนด์ ในนามของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม จะเขย่าบัลลังก์ Top 3 ได้สมดังตั้งใจไว้หรือไม่ โปรดติดตาม


Warapong Pankaew21 พฤศจิกายน 2020
ME-128-1280x854.jpg

1min152

ตลาดรับสร้างบ้านตกอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างหนัก ซึ่งเป็นการชะลอตัวต่ำสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของ บริษัท พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ระบุว่า ธุรกิจรับสร้างบ้านในปี 2563 โดยภาพรวมนั้นชะลอลงประมาณ 20% เนื่องจากมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจค่อนข้างมาก ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และถูกซ้ำเติมด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ปัญหาการเมือง รวมถึงภัยธรรมชาติ

สำหรับพื้นที่ที่มีภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจนคือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยประเมินว่า กำลังซื้อได้ปรับตัวลดลงเฉลี่ย 25% โดยเฉพาะกลุ่มราคาบ้าน 2-5 ล้านบาท ที่ปรับลดลงสูงถึง 40% ส่วนกลุ่มราคาบ้าน 5-10 ล้านบาท ปรับลดลง 25% และกลุ่มราคาบ้าน 10 ล้านบาทขึ้นไปปรับลดลงประมาณ 15% ขณะที่ตลาดต่างจังหวัด กำลังซื้อปรับตัวลดลงเฉลี่ย 10% โดยกลุ่มราคา 2-5 ล้านบาท ปรับลดลงเฉลี่ย 20% กลุ่มราคา 5-10 ล้านบาท ปรับลดลงลดลง 15% ส่วนกลุ่มราคาบ้าน 10 ล้านบาทขึ้นไป กำลังซื้อกลับเพิ่มขึ้น 10%

ในภาวะที่ตลาดชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่องกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ก็ได้ปรับตัวทั้งรุกและรับตามสถานการณ์จนสามารถประคองตัวรอดมาได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับภาวะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนตัวลง ประกอบกับ มีผู้เล่นหน้าใหม่ที่ฉวยจังหวะนี้รุกเข้าตลาดออนไลน์ขายตัดราคาไปทั่วราชอาณาจักร

นายหน้ารับสร้างบ้านแข่งตัดราคา
นางสาวถิรพร สุวรรณสุต กรรมการบริหารสายงานการตลาด บริษัท พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ให้ข้อมูลว่า แม้ภาพรวมอาจดูชะลอตัวลง แต่ก็มีผู้ประกอบการรายใหม่และรายย่อยเข้ามาในตลาดรับสร้างบ้านเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะอาศัยช่องทางออนไลน์ในการทำการตลาด ได้แก่ ผู้รับเหมารายย่อย ที่ไม่จดทะเบียนนิติบุคคล มีที่อยู่ไม่ชัดเจน มักใช้คำโฆษณาชวนเชื่อว่ามีประสบการณ์ 20 ปี และกลุ่มโบรกเกอร์/นายหน้ารับสร้างบ้าน ที่ไม่จดทะเบียนนิติบุคคล และไม่มีที่อยู่ชัดเจน มักจะโฆษณาชวนเชื่อว่ารับสร้างบ้านทั่วประเทศ เน้นสร้างการรับรู้ผ่านสื่อโซเชียล-เว็บไซต์ จูงใจด้วยข้อเสนอราคาต่ำกว่าตลาดแต่ปกปิดรายละเอียดต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคควรระมัดระวัง และศึกษารายละเอียดการให้บริการของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ให้ดีๆ

กลุ่มที่เป็นโบรกเกอร์จะสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าทางโซเชียลมีเดียมีพื้นที่บริการทั่วประเทศ โดยโบรกเกอร์จะเป็นคนติดต่อผู้รับเหมาและซัพพลายเออร์ ส่วนใหญ่จะรับงานรับสร้างบ้านในระดับราคา 8 แสนบาท ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท เสนอราคาก่อสร้างต่ำๆ ที่ตารางเมตรละ 10,000-12,000 บาท แต่จะไม่บอกรายละเอียดของเงื่อนไขการก่อสร้างบ้านทั้งหมด ทำให้ต้องมาจ่ายเพิ่มภายหลังอีกหลายรายการ ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่คิดราคาก่อสร้างในระดับมาตรฐานอยู่ที่ 18,000-20,000 บาท

“การเข้ามาใหม่ของรายย่อยโดยเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมารายย่อยและโบรกเกอร์ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นตามมา นอกจากนี้ข้อแตกต่างและความไม่ชัดเจนของผู้ประกอบการรับสร้างบ้านในสายตาผู้บริโภคทำให้เกิดความกังวลและไม่กล้าตัดสินใจใช้บริการ บริษัทจึงต้องสื่อสารเรื่องแบรนด์พีดีเฮ้าส์ให้มีผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในการใช้บริการมากยิ่งขึ้น” อ่านประกอบ เลือกสร้างบ้านตามสั่งกับบริษัทรับสร้างบ้าน

ในขณะเดียวกัน บริษัทจะขยายพื้นที่บริการเพิ่มในจุดที่ผู้ประกอบการรายเดิมเลิกกิจการหรือปิดสาขาไปในหลายพื้นที่ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่-พื้นที่ใหม่ หรือขยายตลาด (ขยายพื้นที่บริการ) และสร้างจุดเด่นหรือจุดแตกต่างได้ชัดเจนในสายตาผู้บริโภค เพื่อสามารถแข่งขันราคาได้ในคุณภาพเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน โดบในช่วงปลายปีนี้บริษัทจะเปิดสาขาเพิ่มในพื้นที่จังหวัดนครนายก และพิจิตร ส่วนในปี 2564 จะเปิดเพิ่มอีก 4 สาขา ที่กรุงเทพฯ(ประเวศ) ราชบุรี อุดรธานี และสุราษฎร์ธานี

กดต้นทุนพร้อมรับมือแข่งราคา
นายพิศาล ธรรมวิเศษ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจรับสร้างบ้าน บริษัท พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการแข่งขันด้านราคาบริษัทจึงร่วมมือกับซัพพลายเออร์ที่เป็นคู่ค้า ปรับลดต้นทุนวัสดุก่อสร้างหลักๆ ช่วยให้สามารถปรับลดราคาบ้านลงได้ 3-5% เมื่อเทียบกับราคาบ้านในช่วงปี 2560-2561

รวมถึงการพัฒนาและออกผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง House Brand สำหรับนำมาใช้ก่อสร้างบ้านของเราเอง เพื่อควบคุมต้นทุน และคุณภาพการก่อสร้างบ้าน อาทิเช่น ปูนฉาบป้องกันการแตกร้าว PD Mortar Plus, ประตูหน้าต่างอลูมิเนียม PD Alu, ฝา-ฝ้าไม้สังเคราะห์ WPC ตกแต่งผนัง-ฝ้าเพดานภายนอก และประตูไม้สังเคราะห์ WPC ภายใต้แบรนด์ PD Wood เป็นต้น

“แม้ตลาดรับสร้างบ้านอาจ จะดูชะลอตัวลง แต่จากการเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาทำให้พีดีเฮ้าส์สามารถวางกลยุทธ์รับมือกับ Covid-19 และปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับกระแส New Normal ได้เป็นอย่างดี ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อการให้บริการที่ครบวงจรมาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบอาคาร ผ่านบริษัท เฌอ-วาด อาคิเทค ซึ่งเป็นบริษัทในเคือ รวมถึงการรับงานอินทีเรีย, แลนด์สเคป ทำให้เราเป็นทั้งผู้ออกแบบและก่อสร้างบ้านที่ครบวงจร” นายพิศาล กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบบ้านใหม่ ทั้งแบบบ้านหรู (Luxury) แบบบ้านสไตล์โรงนา (Farmhouse) แบบบ้านสู้โควิด-19 และแบบบ้านสไตล์ Asian Tropical ควบคู่ไปกับการจัดโปรโมชั่นกระตุ้นการตัดสินใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาจะมีการจัดโปรโมชั่นทุก 2 เดือนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดโปรโมชั่นผลิตภัณฑ์/แบบบ้านใหม่ทุกครั้ง โดยจะมีแบบบ้านออกมาใหม่เฉลี่ยไตรมาสละ 1 ซีรีย์ (5-6 แบบ)

จัดทัพองค์กร ขยายบริการครบวงจร
นางสาวถิรพร กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในปี 2564 นอกจากการขยายพื้นที่ให้บริการเพิ่มเติม การสร้างการรับรู้แบรนด์พีดีเฮ้าส์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคแล้ว บริษัทได้เตรียมจัดกลุ่มธุรกิจและปรับโครงสร้างการจัดการใหม่ โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม หลักๆ คือกลุ่มธุรกิจรับสร้างบ้าน โดย ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่/ผู้ลงทุน ประกอบด้วย บริษัทในเครือ 14 บริษัท อาทิ ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป (ชลบุรี), ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป (พิษณุโลก), ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป (นครราชสีมา) ฯลฯ ดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้านภายใต้ชื่อ ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์

หลังจากก่อนหน้านี้ ปทุมดีไซน์ฯ ได้เข้าไป Take over หรือร่วมลงทุนโดยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่กับแฟรนไชส์รับสร้างบ้านรายเดิม เพื่อช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้ภาวะตลาดที่กำลังซื้อผู้บริโภคลดลงในปัจจุบัน รวมถึงสามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนแฟรนไชส์รายใดที่แข็งแรงอยู่แล้วก็ช่วยพลักดันให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

สำหรับกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มบริหารสิทธิ์ตราสินค้าและสนับสนุนธุรกิจรับสร้างบ้าน โดย ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่/ผู้ลงทุน ประกอบด้วย บริษัทในเครือ 3 บริษัท ได้แก่ “พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล” ทำหน้าที่บริหาร แบรนด์พีดีเฮ้าส์ให้เป็นที่รับรู้และยอมรับของผู้บริโภคยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็สร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์และบริการ พัฒนาระบบการจัดการควบคู่กันไป สำหรับ “พีดี สยามซัพพลาย แอนด์ เซอร์วิส” เป็นบริษัทในเครือที่มีภารกิจหลักคือ การสนับสนุนธุรกิจรับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ ได้แก่ การรวมคำสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง และการเจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์ เพื่อคัดเลือกสินค้าที่มีคุณภาพและได้ต้นทุนที่ดีที่สุด

บริษัท เฌอ-วาด อาคิเทค ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบครบวงจร เป็นอีกหนึ่งอาวุธลับ/อาวุธเสริม ในการหาลูกค้ากลุ่มใหม่ เช่น งานอินทีเรีย, งานแลนด์สเคป และรองรับความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบัน ที่มีความต้องการบ้านที่เฉพาะเจาะจง รวมไปถึงร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ออกแบบบ้านใหม่ๆ เพื่อเสิร์ฟให้กับกลุ่มลูกค้าที่สนใจใช้บริการสร้างบ้านกับพีดีเฮ้าส์

นอกจากการปรับโครงสร้างองค์กรแล้ว ในปี 2564 พีดีเฮ้าส์ยังเน้นเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่-พื้นที่ใหม่ รวมถึงทำการตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง พร้อมเน้นขอบเขตการให้บริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อินทีเรีย จัดสวน สระว่ายน้ำ ตัวแทนจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ในส่วนเป้ายอดขายในปี 2564 จากการประเมินสถานการณ์ที่คาดว่าตลาดจะอยู่ในภาวะทรงตัวจากปี 2563 บริษัทจึงตั้งเป้ายอดขายไว้ใกล้เคียงกัน โดยในปี 2563 บริษัทได้ปรับเป้ายอดขายจาก 1,200 ล้านบาทในช่วงต้นปี เหลือ 1,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าสามารถทำได้ใกล้เคียงหรืออาจต่ำกว่าเล็กน้อย โดยต้องรอลุ้นในช่วงไตรมาส 4 นี้ ซึ่งปกติถือว่าเป็นช่วงไฮซีซันของผู้บริโภคที่จะตัดสินใจปลูกสร้างบ้าน

 

 

 

 


Warapong Pankaew20 พฤศจิกายน 2020
I-Leaf-Prime-RAMA2-KM14-202002-Type-California-Townhome-C-1280x854.jpg

1min82

กานดา พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัวโครงการใหม่ทาวน์โฮมระดับพรีเมี่ยม “ไอลีฟ ไพร์ม 2 ถลาง” ด้วยดีไซน์สไตล์แคลิฟอร์เนีย ผสานแนวคิด Kanda Smile of Living รองรับ 3 Generations พร้อมห้องนอนชั้นล่างสำหรับผู้สูงอายุ

แนวคิดหลักในการพัฒนาโครงการของกานดา พร็อพเพอร์ตี้ ก็คือ การออกแบบและเลือกใช้วัสดุคุณภาพ ที่ง่ายต่อการบำรุงรักษาในอนาคต และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับฟังก์ชั่นบ้าน ที่ต้องตอบรับได้กับทุกไลฟ์สไตล์ เหมาะกับชีวิต New Normal ทั้งในปัจจุบันและอนาคต กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จึงได้นำแนวคิด 4 KANDA CONCEPT มาใช้สำหรับการพัฒนาโครงการ

ทำความรู้จักกับ 4 KANDA CONCEPT  

Eco Smart การใช้พลังงานทางเลือก และใช้หลักการ Reduce Reuse Recycle
•เลือกใช้พลังงานลม, พลังงานแสดงอาทิตย์เข้ามาใช้ในโครงการ ช่วยประหยัดพลังงาน
•หลอดไฟในของกานดาบ้านและถนนโครงการเป็นหลอด LED ทั้งหมด เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้า
•ใช้กระจกเขียวตัดแสง ทำให้ช่วยประหยัดไฟในเวลากลางวัน อีกทั้งช่วยลดความร้อนและรังสี UV ได้ดี
•ฝ้าเพดานชั้นบนเป็นยิปซั่มชนิดมีฟรอยด์ ช่วยป้องกันความร้อนและลดการใช้พลังงาน
•วงกบภายใน บัวเชิงผนัง บัวฝ้าเพดาน เลือกใช้วัสดุทดแทนไม้ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หมดกังวลเรื่องปลวกมอด

Easy Maintenance ออกแบบบ้านให้ง่ายต่อการบำรุงรักษา
•พื้นชั้นล่าง ปูด้วยแกรนิโต้ 60×60 cm. สวยงาม ทนทานแข็งแรง
•ออกแบบให้พื้นครัวนอกและลานซักล้างวางบนคาน หมดปัญหาเรื่องการทรุดตัว
•ออกแบบห้องน้ำให้มีความโปร่งสบาย และห้องน้ำชั้นบนอยู่ตรงกับห้องน้ำชั้นล่างและที่จอดรถ เพื่อง่ายต่อการซ่อมบำรุงในอนาคต
•บานหน้าต่างเป็นกรอบอลูมิเนียมและจัดทำขอบกันน้ำ (Double Protect) ช่วยป้องกันน้ำรั่วซึมอีกชั้นหนึ่ง
•สายไฟร้อยท่อ ฝังผนังทั้งหมด เพื่อความสวยงาม พร้อมจัดเตรียมจุดเชื่อมต่อทีวี , โทรศัพท์ และเครื่องปรับอากาศ
•จัดทำจุดท่อน้ำดี-น้ำทิ้ง สำหรับห้องครัวภายในและภายนอก
•ที่จอดรถ แยกจากตัวอาคาร ช่วยชะลอการทรุดตัว และง่ายต่อการซ่อมบำรุงในอนาคต

3 Generations ออกแบบบ้านให้เหมาะกับทุกวัย มีห้องนอนชั้นล่างรองรับผู้สูงอายุ
•วางตำแหน่งห้องนอนที่ 4 ไว้ชั้นล่าง ซึ่งมีขนาดกว้างขวาง เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ หรือสามารถปรับเปลี่ยนเป็นห้องเอนกประสงค์ได้ทุกไลฟ์สไตล์ตามความต้องการ

Flood Protection จัดทำระบบป้องกันอุทกภัย
•ยกระดับถมดินให้สูงขึ้น
•จัดทำกำแพงทึบน้ำ
•เตรียมพื้นที่ติดตั้งระบบสูบน้ำ
•ทำระบบระบายน้ำเป็นระบบเปิด

สำหรับแบบบ้านในโครงการ “ไอลีฟ ไพร์ม 2 ถลาง” ที่อยากจะแนะนำก็คือ แบบบ้าน Cattleya เป็นทาวน์โฮม 2 ชั้น หน้ากว้าง 5.7 เมตร ขนาดที่ดิน 20.7 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 124 ตารางเมตรมี 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ห้องครัว จอดรถได้ 2 คัน ราคาเริ่มต้น 2.25 ล้านบาท

Floor 1 ส่วนห้องรับแขกอยู่ทางด้านหน้า มีความโปร่ง โล่ง สบาย เชื่อมต่อกับพื้นที่รับประทานอาหาร ถัดมาคือส่วนของครัวในและครัวนอก รองรับการทำอาหารทั้งแบบไทยและฝรั่ง ที่ชั้นล่างยังมีห้องนอนที่ 4 เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ต้องขึ้นลงชั้น 2 หรือจะทำเป็นห้องเอนกประสงค์ สำหรับทำงาน ดูหนังฟังเพลง ก็สะดวกสบาย เนื่องจากมีขนาดใหญ่ พร้อมด้วยห้องน้ำชั้นล่าง ที่แยกส่วนเปียกส่วนแห้ง สามารถอาบน้ำได้อย่างสบาย

Floor 2 มีถึง 3 ห้องนอน และพื้นที่โถงสำหรับติดตั้งชั้นวางของที่ผนังได้ โดยห้องนอนใหญ่ มีห้องน้ำในตัว ภายในห้องนอนสามารถกั้นเป็นส่วนของ Walk in Closet ได้สบายๆ โปร่งโล่งด้วยเพดานสูง ถัดมาอีก 2 ห้องนอนสามารถตกแต่งเป็นห้องสำหรับสมาชิกตัวน้อยของบ้านได้ หรือจะทำเป็นห้องรับรองแขกมาพักอาศัยด้วยก็เหมาะ เนื่องจากมีขนาดกว้างขวาง วางเตียงใหญ่ได้สบาย

Location อยู่ใกล้สนามบินภูเก็ตเพียง 8 กิโลเมตร ตรงข้ามร้านของฝากแม่จู้ เข้าซอยโรงเรียนป่าครองชีพ บริเวณรอบโครงการน่าอยู่ เป็นส่วนตัว ไม่แออัด เหมาะสำหรับพักผ่อน การเดินทางเข้าเมืองก็สะดวกสบาย ใกล้ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และโรงเรียน รวมถึงสถานที่สำคัญต่าง ๆ

Promotion อยู่ฟรี 1 ปี* ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนฯ ฟรีเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ของแถมรวมกว่า 22 รายการ
(ข้อมูล วันที่ 18 พ.ย. 2563)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 091 119 7048 หรือคลิก www.kd.co.th


Warapong Pankaew20 พฤศจิกายน 2020
-1280x574.jpg

1min169

เปิดผลสำรวจดัชนีราคาที่ดินไตรมาส 3 ราคาขยับ 21% เผย 10 ทำเลแนวรถไฟฟ้าราคาพุ่งสูงสุด 37% ส่วนใหญ่เป็นรถไฟฟ้าที่มีแผนก่อสร้างในอนาคต

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 3 ปี 2563 พบว่า มีค่าดัชนีเท่ากับ 310.7 จุด ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งมีค่าดัชนีเท่ากับ 308.6 จุด และปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.1 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน(YoY) ซึ่งมีค่าดัชนีเท่ากับ 256.5 จุด

สำหรับทำเลที่ราคาเพิ่มขึ้นมากส่วนใหญ่ยังคงเป็นพื้นที่ปลายสายรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายและรถไฟฟ้าที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต โดยทำเลที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าผ่านและมีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นสูงสุด เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 5 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นทำเลที่มีแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต ได้แก่

1) สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.7 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

2) สายสีเขียวเหนือ (คูคต-ลำลูกกา) เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง ทำเลนี้เคยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินสูงสุดติดต่อกัน 5 ไตรมาส ปัจจุบันราคาที่ดินเริ่มมีอัตราชะลอตัวลงในไตรมาสนี้โดยมีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.2

3) สายสีน้ำเงิน (บางแค-พุทธมณฑลสาย 4) เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.5

4) สายสีแดงอ่อน (ตลิ่งชัน-ศาลายา) เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.5

5) สายสีเทา (วัชรพล-พระราม 9-ท่าพระ) เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาทำเลที่มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นสูงสุดเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนใหญ่เป็นทำเลที่มีแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้วและอยู่ระหว่างก่อสร้าง ได้แก่

1) สายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-หัวลำโพง) เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8

2) MRT ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7

3) สายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6

4) Airport Link ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2

5) BTS สายสุขุมวิท ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1


Warapong Pankaew18 พฤศจิกายน 2020
Screenshot-2020-11-18-093032.png

1min208

ค่อยๆ ดีขึ้นกับผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2563 ของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ที่สามารถทำยอดขายไปได้ 6,584 ล้านบาท เติบโต 88% จากไตรมาสก่อนที่มียอดขาย 3,507 ล้านบาท แต่ก็ยังห่างไกลจากยอดขายในช่วงเดียวกันของปี 2562 ที่สามารถทำได้ 14,113 ล้านบาท หรือยอดขายลดลงถึง 53.3% เนื่องจากไตรมาสที่ 2 พฤกษา กระชากเบรกมือ หยุดลงทุนโครงการใหม่ตลอดทั้งไตรมาส

ส่วนรายได้ในไตรมาส 3 ของปี 2563 พฤกษาทำไปได้ 6,353 ล้านบาท ดีขึ้นเล็กน้อยหรือประมาณ 3% จากไตรมาสก่อนที่มีรายได้ 6,166 ล้านบาท แต่ก็ยังตกลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ที่มีรายได้ 8,517 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 25% ส่วนกำไรสุทธิทำได้ 615 ล้านบาท ดีขึ้นถึง 44% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่ก็ยังสู้กำไรจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 933 ล้านบาท โดยมีกำไรลดลงประมาณ 34%

Screenshot 2020-11-18 085533
Screenshot 2020-11-18 085623

ขณะที่ผลงานรวม 9 เดือนของปี 2563 พฤกษา มียอดขายรวม 16,161 ล้านบาท ลดลง 57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขาย 37,480 ล้านบาท ส่วนรายได้ 9 เดือนปีนี้ทำไปได้ 19,661 ล้านบาท ลดลง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีรายได้ 28,179 ล้านบาท เช่นเดียวกับกำไรสุทธิงวด 9 เดือนที่ทำได้ 1,981 ล้านบาท ลดลงถึง 45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำกำไรไปได้ 3,600 ล้านบาท

สรุปก็คือผลงานไตรมาสต่อไตรมาสดูดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้ช่วยให้ผลการดำเนินการ 9 เดือนกระเตื้องขึ้น ซึ่งเป็นไปตามภาวะตลาดโดยรวม และพฤกษายังคงต้องเหนื่อยต่อในไตรมาส 4 เพื่อทำผลงานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

โดยนายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท ประเมินว่า ปีนี้พฤกษา น่าจะติดลบประมาณ 10% ขณะที่ตลาดรวมจะติดลบประมาณ 30% ซึ่งจากการปรับกลยุทธ์องค์กรครั้งใหญ่ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา จะช่วยให้บริษัทคล่องตัวขึ้น และแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ในปี 2564 ผลประกอบการจะกลับมาเติบโตได้ประมาณ 15% แต่การจะกลับไปสู่จุดที่เคยทำยอดขายได้ในระดับ 4-5 หมื่นล้านบาท ในปี 2558 คงต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี

ในไตรมาสที่ 3 พฤกษา ได้ปรับกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจครั้งใหญ่ โดยการเปลี่ยนจาก Operating Company เป็น Thinking Company โดยการ Outsource งานออกไปภายนอก เพื่อให้องค์กรกระชับขึ้น ปรับลดจำนวนโครงการลงไม่เน้นจำนวนแต่เน้นที่คุณภาพ โดยคัดเฉพาะโครงการที่เป็น Hero Projects ขยายไปในเซ็กเมนต์ที่ยังไปได้ดีโดยโฟกัสไปที่ตลาดระดับกลาง-บนในทุกประเภทสินค้า ได้แก่ คอนโดมิเนียมราคา 2-5 ล้านบาท ทาวน์เฮ้าส์ 2-3 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 5-15 ล้านบาท

Screenshot 2020-11-18 085125
Screenshot 2020-11-18 085156
Screenshot 2020-11-18 085221

พร้อมแข่งขันราคา-โปรโมชั่น
ในส่วนของการพัฒนาแต่ละโปรดักต์ บริษัทจะนำข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคมาวิเคราะห์ลงลึกโดยการทำData Analytics เพื่อให้รู้ถึง Customer Insight ของผู้บริโภค และนำมาพัฒนาตัวโปรดักต์ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนต์ได้อย่างตรงจุด ขณะเดียวกันราคาจะต้องแข่งขันในตลาดได้ ซึ่งจากการ Outsource งานออกไปทำให้บริษัทมีต้นทุนที่ลดลง 10-20% สามารถทำราคาสำหรับโครงการใหม่ได้ต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 10% ส่วนการระบายสต๊อกของที่เหลืออยู่ราคาสามารถลดลงได้ถึง 20%

“ในไตรมาส 4 บริษัทจะเปิดโครงการใหม่เพิ่มอีก 2 โครงการ ทำให้ในปี 2563 บริษัทเปิดโครงการใหม่ไปเพียง 13 โครงการ สำหรับในปี 2564 บริษัทจะกลับมาเปิดโครงการใหม่ประมาณ 30-35 โครงการ มูลค่า 3-3.5 หมื่นล้านบาท เป็นคอนโด 5-7 โครงการ มูลค่า 7,000- 1 หมื่นล้านบาท และจะไม่กลับไปเปิดโครงการจำนวนมากๆ 50-60 โครงการ เหมือนในอดีต ซึ่งในอนาคตโครงการในพอร์ตจะลดลงจาก 200 โครงการ เหลือประมาณ 100 โครงการ”

สำหรับเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ว่าพฤกษาจะมียอดขายในระดับ 1 แสนบาทต่อปี เราคงจะไม่มองที่เป้าหมายตรงนั้นแล้ว ต่อไปจะไม่เน้นที่ปริมาณแต่หันไปเน้นที่ประสิทธิภาพในการทำกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดึงญี่ปุ่นร่วมทุนคอนโดลดเสี่ยง
ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาร่วมทุนกับบริษัทพัฒนาอสังหาฯจากญี่ปุ่นที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Health Care เพื่อพัฒนาคอนโดมิเนียมที่จะเปิดตัวในปีหน้า ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่ง Business Model สำหรับการลงทุนพัฒนาคอนโดขนาดใหญ่ มูลค่าระดับ 2,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านการเงิน

นอกจากการป้องกันความเสี่ยงในการพัฒนาโครงการแล้ว พฤกษา ยังมองไปถึงการสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว โดยการเพิ่มพอร์ตที่เป็น Recurring Income เข้ามา เนื่องจากปัจจุบันสัดส่วนรายได้ที่เป็น Recurring Income ของพฤกษานั้นไม่มีเลย

แตกธุรกิจสร้างรายได้ระยะยาว
นายปิยะ คาดหวังว่าจะเพิ่ม Recurring Income ให้ได้ 20% ของรายได้รวมภายใน 5 ปี นอกจากโรงพยาบาลวิมุต ที่จะเปิดให้บริการตามแผนงานในเดือนพฤษภาคม 2564 แล้ว ยังจะต่อยอดไปถึง Nursing Home และ Health Care ในโครงการคอนโด และโครงการในรูปแบบอเวนิวที่จะพัฒนาขึ้นในอนาคต และยังมองไปถึงการนำแลนด์แบงก์ที่ยังไม่ได้นำมาพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย มาหารายได้จากการเช่าทั้งในระยะสั้น และระยะยาว อย่างเช่น การทำตลาด อพาร์ตเมนต์ ที่กำลังศึกษาอยู่

ทุกท่วงท่าของการปรับกระบวนยุทธ์ในครั้งนี้ก็เพื่อให้ พฤกษา สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรงและยั่งยืน เป็นการเติบโตเชิงคุณภาพ ไม่ใช่การเติบโตในเชิงปริมาณเหมือนที่ผ่านมา

 


โหมโปรโมชั่นโค้งสุดท้าย
ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี พฤกษามีการจัดกิจกรรมการตลาดมอบสิทธิพิเศษ และโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อเร่งยอดขาย พร้อมเร่งทะยอยโอน The Reserve สุขุมวิท 61 มูลค่า 2,700 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 13% ของรายได้ที่ต้องทำอีกในไตรมาส 4 เมื่อประกอบกับรายได้จากการโอนฮีโร่โปรเจ็กต์ราว 32% และโครงการอื่นๆ ที่เปิดขายอยู่อีกราว 55% คาดว่าจะช่วยผลักดันให้พฤกษาสามารถบรรลุเป้าหมายรายได้ที่วางไว้ได้

หนึ่งในโครงการฮีโร่โปรเจ็กต์ที่จะเปิดในไตรมาส 4 และเป็นโครงการไฮไลท์ ได้แก่ The Plant รังสิต-อเวนิว บ้านเดี่ยวในคอนเซปแพลนชีวิตได้อย่างอิสระ เพื่อทุกคนในบ้าน มูลค่าโครงการ 985 ล้านบาท ราคา 3-5 ล้านบาท และโครงการ พฤกษาวิลล์ ศรีนครินทร์-บางนา ชูพื้นที่กว้างและสเป็คเทียบเท่าบ้านเดี่ยว บนที่สุดของทำเล ใกล้เมกาบางนา มูลค่าโครงการ 1,101 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 2-3 ล้านบาท


 

 


Warapong Pankaew17 พฤศจิกายน 2020
1-22-1280x720.jpg

1min83

โควิด+ภาษีที่ดิน ดันซัพพลายบ้าน-คอนโดมือสองทะลักตลาด การแข่งขันรุนแรง แถมราคาตก 20% “อาร์ต ออฟ ลิฟวิ่ง พร็อพเพอร์ตี้” ปรับพอร์ต แตกไลน์บริหารการขายโครงการมือหนึ่ง

นายสรังสี นันทพิศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์ต ออฟ ลิฟวิ่ง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บริษัทตัวแทนนายหน้าซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์มือสอง เปิดเผยว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้มีผู้นำทรัพย์มือสองมาให้บริษัทเป็นตัวแทนขายสูงขึ้นมาก เพื่อต้องการลดภาระภาษี และเก็บเงินสดสำรองไว้ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว

“ปกติจะมีผู้นำทรัพย์มือสองมาให้บริษัทขายต่อเดือนประมาณ 30-40 รายการ แต่ปัจจุบันสูงถึง 500 รายการต่อเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก โดยมีทั้งส่วนที่มีผู้นำมาฝากขายโดยตรง และในส่วนที่บริษัทหามา และเป็นที่น่าสังเกตว่า มีผู้นำทรัพย์มาให้เช่าเพิ่มขึ้น จากเดิมส่วนใหญ่จะเป็นการฝากขาย แต่ปัจจุบันสัดส่วนการนำทรัพย์มาให้เช่าเพิ่มเป็น 30% และขาย 70% โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทบริหารทรัพย์อสังหาฯมือสองประมาณ 4,000 ยูนิต มูลค่าการขาย 12,000 ล้านบาท คาดสิ้นปี 2563 จะเพิ่มเป็น 5,000 ยูนิต มีมูลค่าการขาย 15,000 ล้านบาท”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีทรัพย์เข้ามาในตลาดมากขึ้น แต่ก็ขายได้ยากขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีการต่อรองจากผู้ซื้อที่สูงมาก เพราะผู้ซื้อมีความคิดว่า ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในช่วงนี้ต้องได้ราคาที่ถูก และมีตัวเลือกที่เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่จะดูทรัพย์แค่ 2-3 รายการเพื่อเปรียบเทียบปัจจุบันเลือกดูเป็น 10 รายการ ขณะที่ผู้ขายก็ต้องการขายในราคาที่มีกำไรจึงไม่ยอมลดราคา แต่โดยภาพรวมราคาขายในตลาดตกลงประมาณ 20%

จากการแข่งขันที่รุงแรงทำให้บริษัทตัวแทนต้องปรับตัว โดยบริษัทได้ขยายธุรกิจสู่การบริหารการขายให้โครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมมือหนึ่ง โดยในปีนี้มีโครงการที่บริษัทเข้าไปรับบริการการขายแล้ว 4 โครงการมูลค่า 3,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

โครงการ ซันทูมูน เรสซิเดนท์ ตั้งอยู่หลังบิ๊กซี จังหวัดอยุธยา บนเนื้อที่รวม 11 ไร่ เป็นคอนโดฯสูง 8 ชั้น 7 อาคาร รวมทั้งสิ้น 553 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท โดยบริษัทเข้าไปช่วยปรับรูปแบบโครงการจากเดิมที่เน้นกลุ่มลูกค้าวัยเกษียณอายุ ปรับมาทำตลาดกลุ่มลูกค้าทั่วไป ระดับราคา 1.99 ล้านบาท ขนาดพื้นที่ 53 ตร.ม. โครงการที่ 2 คือ โกรว รัตนาธิเบศร์ ติดสถานีรถไฟฟ้า MRT ไทรม้า รูปแบบคอนโดฯสูง 34ชั้น บนเนื้อที่กว่า 3 ไร่ จำนวน 364 ยูนิต มูลค่าโครงการเหลือขายกว่า 1,400 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้เข้าไปบริหารโครงการขนาดเล็กให้แก่ผู้ประกอบการ เช่น โครงการบ้านแฝดขนาดเล็กในซอยรามคำแหง 118 ประมาณ 30 ยูนิต และโครงการคอนโดฯยูนิตเหลือขายติดรถไฟฟ้า BTS ปุณวิถี ประมาณ 30 ยูนิต โครงการเหล่านี้ มีงบประมาณในการทำตลาดที่ค่อนข้างจำกัด จำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการ เพื่อให้งบประมาณที่ใช้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ส่วนโครงการสุดท้ายภายในสิ้นปีนี้ เป็นโครงการใหม่ที่บริษัทฯได้มีโอกาสเข้าไปร่วมงานแบบครบวงจร โดยจะมีการใช้เทคโนโลยี่ ทั้งด้านการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การวางแผนงานด้านการตลาดและการขาย เป็นโครงการอสังหาฯขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่บริเวณเกษตร นวมินทร์ พัฒนาในรูปแบบมิกซ์ยูส มูลค่าโครงการกว่า 4,000 ล้านบาท คาดเริ่มโครงการได้ปลายปี 2564 ส่วนเป้าหมายปี 2564 บริษัทฯตั้งเป้าเข้าไปบริหารโครงการเพิ่มอีก 10 โครงการ เน้นในพื้นที่รอบนอกเมือง

นายสรังสี กล่าวถึงการสร้างจุดแข็งในการรุกบริหารโครงการใหม่ว่า จำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญในเรื่อง การวิจัย และการศึกษาความเป็นไปได้ของทั้งโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน เช่นการใช้ Big Data เพื่อให้เกิดความถูกต้องและแม่นยำ ในการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของโครงการ ทั้งนี้ บริษัทได้มีความร่วมมือกับ Data Tech Academy ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารข้อมูลในการพัฒนาระบบ จะช่วยสร้างความได้เปรียบในธุรกิจโบรกเกอร์ คือ เรื่องของความลึกของข้อมูล เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1 (22)
1 (1)
1 (11)

“ความได้เปรียบของเราคือ เรายืดหยุ่นและคล่องตัวมากกว่า ทำให้สามารถแทรกเข้าไปตลาดการบริหารการสำหรับลูกค้าโครงการที่มีขนาดกลางและเล็กหรือมีงบประมาณจำกัดได้ ซึ่งกลุ่มอินเตอร์แบรนด์ จะไม่เข้ามาจับกลุ่มลูกค้ารายใหม่มากนัก เนื่องมาจาก Budget และ Scale ของลูกค้าไม่ได้ใหญ่มากพอ รวมถึงการนำข้อมูลมาใช้ในการขับเคลื่อนองค์กร เป็น Data-driven Business โดยมีการนำเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics) และการทำเหมืองข้อมูลรวมถึงมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ต่างๆ เช่น เทคโนโลยี AI มาช่วยสนับสนุนการบริการ และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า” นายสรังสี กล่าว

สำหรับในปี 2564 บริษัทตั้งเป้าจะขยายงานบริหารการขายโครงการเพิ่มอีก 10 โครงการ โดยเน้นในพื้นที่รอบนอกเมือง และจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยว รวมถึงมีแผนการนำโครงการไปทำตลาดในต่างประเทศฝั่งทวีปยุโรปในอนาคต ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจด้านตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมมือสองนั้น บริษัทยังคงให้ความสำคัญอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ตลาดจะมีการแข่งขันกันสูงมากๆ แต่พร้อมที่จะขยายงานเพิ่ม ทั้งในการหาทีมเข้ามาเสริมทัพ รวมทั้งหาสินค้าเข้ามาเพิ่มในพอร์ตให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ซื้อและผู้ขาย


Warapong Pankaew16 พฤศจิกายน 2020
.png

1min117

“เปี่ยมสุข” ฉวยจังหวะบ้านแนวราบกำลังฮอต เปิดเกมรุกผุดโครงการเพิ่ม ขยายทำเลใหม่ พร้อมรีแบรนด์สร้างการรับรู้ถึงผู้บริโภค

นายปรีชา กุลไพศาลธรรม กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือเปี่ยมสุข ดีเวลลอปเม้นท์ ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี-ปทุมธานี เปิดเผยว่า โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบตลาดยังถือว่าไปได้ดี โดยในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สินค้ารอขายของบริษัทลดลงไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องตัดวางแผนเปิดโครงการใหม่ในปี 2564 มากขึ้นกว่าปกติจากเฉลี่ย 4 โครงการต่อปี เพิ่มเป็นในปีหน้า 5-6 โครงการ มูลค่าราว 3,000 ล้านบาท ทั้งในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี จำนวน 1 โครงการ ปทุมธานี 2 โครงการ กรุงเทพฯ 2 โครงการ และจะเข้าไปเปิดโครงการใหม่ในจังหวัดสมุทรปราการเพิ่มอีก 1 โครงการ ซึ่งจากข้อมูลพบว่า เป็นพื้นที่ที่มีกำลังซื้อที่แข็งแรง

“เดิมบริษัทเคยมีโครงการอยู่ในโซนแบริ่งแต่ได้ปิดการขายไปแล้ว ซึ่งการเข้าไปรุกตลาดใหม่ในจังหวัดสมุทรปราการ จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายฐานลูกค้า สำหรับโครงการที่เปิดในปีหน้าจะเป็นโครงการใหญ่ พัฒนาในรูปแบบทาวน์โฮม มูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนคอนโดมิเนียมยังไม่มีแผนเปิดโครงการใหม่ของปีหน้า มีแต่โครงการเดิมคือ โครงการ LLOYD คอนโดฯติดโรงพยาบาลกรุงเทพฯ ที่ต้องเร่งโอนเพื่อรับรู้รายได้ในปี 2564”

นอกจากนี้ ในสถานการณ์ที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ในภาวะชะลอตัว และการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงเป็นโอกาสที่ดีในการที่บริษัทจะปรับภาพลักษณ์แบรนด์ขององค์กร โดยขณะนี้ “เปี่ยมสุข” คือแบรนด์หลัก และมีสินค้า (Property Brand) อีกหลายแบรนด์ ในหลายระดับราคา เช่น แบรนด์ S GATE แยกย่อยเป็น S GATE Town S GATE Life S GATE Premium แบรนด์บ้านเปี่ยมสุข แบรนด์ The Master แบรนด์ Sage และแบรนด์ Lloyd

S Gate Life ราชพฤกษ์-กาญจนาภิเษก บ้านเดี่ยวโครงการล่าสุดของเปี่ยมสุขที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา

“เราจะปรับแบรนด์องค์กรใหม่ เปลี่ยนโลโก้ และมีวิธีการพัฒนาโครงการในคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ เข้ามา การก้าวไปข้างหน้าของเปี่ยมสุขจะมีทิศทางที่ชัดเจน การรีแบรนด์ครั้งนี้ จะเห็นพัฒนาการของบริษัท จากอดีตไปสู่เป้าหมายในการเติบโตที่มั่นคง ตามแผนการโตที่ชัดเจนตามนโยบายที่วางไว้ การรีแบรนด์ช่วงนี้จะทำให้เรารุกเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ และสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้าให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบริษัทมากยิ่งขึ้น” นายปรีชากล่าว



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME