fbpx

Author: Warapong Pankaew

Warapong Pankaew15 มกราคม 2021
-57-กคช.-ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผ-1280x853.jpg

1min23

บ้านเอื้ออาทร จัด 3 โปรโมชั่น ผ่อนภาระลูกค้าใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งหั่นดอกเบี้ยเช่าเหลือ 0% ลดราคา 5-20% และปล่อยเช่าราคาพิเศษ โครงการของการเคหะแห่งชาติ

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทําให้ต้องมีการล็อกดาวน์ประเทศเพื่อจํากัดการติดเชื้อไม่ให้แพร่กระจายสู่วงกว้างส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และปัจจุบันได้เกิดการแพร่ระบาดรอบใหม่ในหลายจังหวัด มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้ผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยมีกําลังซื้อลดลง

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยการเคหะแห่งชาติ ตระหนักถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของการเคหะแห่งชาติมีกำลังซื้อลดลง จึงได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือกลุ่มลูกค้าใหม่

โดยกําหนดเป็นโปรโมชั่น 3 รูปแบบ มีระยะเวลาตั้งแต่ 1 มกราคม-30 มิถุนายน 2564 ได้แก่ 1.โปรโมชั่นดอกเบี้ยเช่าซื้อ 0% ในปีที่ 1 สําหรับลูกค้าที่สถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อ 2. โปรโมชั่นลดราคา 56 โครงการ (Shock price) โดยเป็นการให้ส่วนลดพิเศษประมาณ 5-20% ของราคาขายเงินสดเดิม ในโครงการ บ้านเอื้ออาทร และ 3.โปรโมชั่นเช่าราคาพิเศษ 999-1,200 บาทต่อเดือนในปีแรก จำนวน 84 โครงการที่กคช.กําหนด สามารถสอบถามรายละเอียดมาตรการโปรโมชั่นดังกล่าวได้ที่สำนักงานการเคหะแห่งชาติทุกแห่ง หรือ Call Center 1615

บ้านเอื้ออาทร

อ่านประกอบ:
การเคหะฯเตรียมปล่อยเช่า “บ้านเคหะสุขประชา” 999-3,000 บาท/เดือน

การเคหะฯเตรียมปล่อยเช่า “บ้านเคหะสุขประชา” 999-3,000 บาท/เดือน

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew15 มกราคม 2021
-พรีโม่-พหลโยธิน.png

1min53

ศุภาลัย เปิดรัวๆ 2 โครงการใหม่รับปีวัว “ศุภาลัย พรีโม่ พหลโยธิน-ศุภาลัย บลิซ นครราชสีมา” ชี้ตลาดบ้านแนวราบปี 64 ดีกรีการแข่งขันร้อนแรง ต้องเร่งปรับแผนเปิดโครงการตอบโจทย์เรียลดีมานด์

นางสาวธัญวรัตน์ ปัญญารัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท ศุภาลัย เปิดเผยว่า ปี 2564 ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบยังคงมีการแข่งขันที่สูง ถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผู้ประกอบการจึงเร่งปรับแผนเปิดตัวโครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มเรียลดีมานด์และเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น เน้นทำเลที่มีศักยภาพโดดเด่น สร้างความแตกต่างในสินค้า การดีไซน์ ฟังก์ชัน การใช้งานและเพิ่มเทคโนโลยีต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกมาใช้ในโครงการ

โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าแนวราบราคาระดับปานกลาง ที่ยังมีฐานลูกค้ากำลังซื้อสูง ล่าสุดบริษัทได้มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ “ศุภาลัย พรีโม่ พหลโยธิน 54/1” ซึ่งทำเลย่านพหลโยธิน ถือเป็นอีกหนึ่งทำเลที่น่าจับตามองสำหรับการเป็นศูนย์กลางที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ในอนาคต เนื่องจากรายล้อมด้วยแหล่งอำนวยความสะดวกในทุกๆ ด้านของการใช้ชีวิต มีโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อการเดินทางหลากหลายรูปแบบทั้งรถไฟฟ้า ทางด่วน และถนนสายหลัก ส่งผลให้ทำเลดังกล่าวมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น

สำหรับ โครงการศุภาลัย พรีโม่ พหลโยธิน 54/1 บนพื้นที่โครงการกว่า 27 ไร่ จำนวน 247 แปลง มูลค่าโครงการ 887 ล้านบาท พัฒนาภายใต้แนวคิด “Make Life Easy # บ้านบนทำเลที่ทำให้การใช้ชีวิตเป็นเรื่องง่าย ราคาพิเศษเริ่ม 2.79 ล้านบาท กับการอยู่อาศัยไลฟ์สไตล์คนเมือง สามารถเดินทางเข้าเมืองได้ง่าย ด้วยไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต (สถานีแยก คปอ.) ทางด่วนดอนเมืองโทลเวย์ และยังใกล้สนามบินดอนเมือง

โครงการมีแบบบ้านให้เลือกถึง 6 แบบ ทั้งทาวน์โฮมซีรีย์ใหม่ หน้ากว้าง 5 เมตร สะดวกสบายพร้อมห้องน้ำส่วนตัวในห้อง Master Bedroom ขนาดพื้นที่ใช้สอย 119 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ บ้านแฝด ที่ให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง ขนาดพื้นที่ใช้สอย 128 ตร.ม. 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ และบ้านเดี่ยว ที่มีมุมพักผ่อนสำหรับครอบครัว ขนาดพื้นที่ใช้สอย 122 – 197 ตรม. 3 – 4 ห้องนอน 2 – 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ โดยจะเปิด Pre – Sales ในวันที่ 23 – 24 มกราคม 2564 ที่สำนักงานขาย สามารถลงทะเบียน Online ได้ที่ https://www.supalai.com/reg/primo_phahol54/ โดยจะได้รับส่วนลดสูงสุดถึง 650,000 บาท*

ด้านนายบุญชัย ชัยอนันต์บวร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานโครงการภูมิภาค 2 บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดแบรนด์ใหม่แนวราบ “บลิซ” ครั้งแรกในจังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ โครงการศุภาลัย บลิซ นครราชสีมา” มูลค่าโครงการ 420 ล้านบาท นับเป็นโครงการลำดับที่ 7 ของศุภาลัยในจังหวัดนครราชสีมา โดยจะเปิดให้จองในวันที่ 23-24 มกราคม 2564 นี้

สำหรับโครงการศุภาลัย บลิซ นครราชสีมา มีเนื้อที่กว่า 21 ไร่ อยู่ใกล้ถนนวงแหวนรอบเมือง จำนวน 170 แปลง ประกอบด้วย บ้านเดี่ยว บ้านรุ่นใหม่(บ้านแฝด) และทาวน์โฮม ที่ตอบโจทย์ทุก Life style ภายใต้แนวคิด “New Modern Design & More Happiness” มีแบบบ้านมากถึง 5 แบบ พื้นที่ใช้สอยเริ่ม 113-175 ตร.ม. ราคา 1.89-4.85 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทยังได้เปิดตัวแบบบ้านใหม่ล่าสุดเป็นครั้งแรกในโครงการศุภาลัย บลิซ นครราชสีมา ได้แก่

  • แบบบ้านศุภกัลยา (พิเศษ) บ้านรุ่นใหม่ 2 ชั้น Functions Energy Saving & New Function Design ออกแบบเน้นการอนุรักษ์พลังงาน รวมทั้งออกแบบให้ส่วนรับแขกและส่วนทานอาหารเชื่อมต่อกัน พร้อมประตูกระจกบานใหญ่ ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง ห้องครัวขนาดใหญ่ Master Bedroom ออกแบบให้มีขนาดใหญ่ เพิ่มพื้นที่ความสุข ห้องน้ำทุกห้องถูกสุขลักษณะระบายอากาศได้ดี ไม่อับชื้น

ศุภาลัย

 

  • แบบบ้านศุภชีวิน ทาวน์โฮม กว้าง 5.70 ม. มีการจัดพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่คุ้มค่า ออกแบบในสไตล์โมเดิร์น (Modern Style) มีห้องน้ำทุกห้อง สามารถระบายอากาศและรับแสงสว่างจากภายนอกได้โดยตรง ห้องนอนใหญ่มีบานหน้าต่างเข้ามุม รับแสงธรรมชาติได้มากขึ้น

อ่านประกอบ:
– ศุภาลัย พรีโม่ รังสิต ทาวน์โฮมนวัตกรรมใหม่ 

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew14 มกราคม 2021
-1.png

1min86

โควิดรอบ 2 บั่นทอนความเชื่อมั่นลงทุนอสังหาฯ แม้ว่าผลสำรวจไตรมาสล่าสุดระดับความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการจะดีขึ้นเล็กน้อย คาดตลาดทั้งปีมีสิทธิ์ติดลบ 10%

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล โดยพบว่า ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2563 Current Situation Index ผู้ประกอบการมีภาวะความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น โดยมีดัชนีเท่ากับร้อยละ 46.3 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ร้อยละ 42.8 แต่ยังคงต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 ติดต่อกัน 7 ไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2562 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการประกาศใช้มาตรการ LTV ได้สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการยังคงขาดความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย

โควิดรอบ 2

ส่วนผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) ผู้ประกอบการที่ดำเนินการสำรวจในช่วงปลายปี 2563 ซึ่งยังไม่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบสอง มีค่าเท่ากับร้อยละ 54.4 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ร้อยละ 52.9 สูงกว่าค่ากลางที่ระดับร้อยละ 50.0 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบขณะนั้นเริ่มมีความหวังต่อการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2564 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จากการแพร่ระบาดของ โควิดรอบ 2 คาดว่าจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการใน 6 เดือนแรกของปี 2564 ปรับตัวลดลงกว่าผลที่สำรวจข้างต้นได้

“ในไตรมาส 4 ปี 2563 ผู้ประกอบการยังคงขาดความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย แม้ว่าค่าดัชนีความเชื่อมั่นจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน จากการเริ่มฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่จะเห็นได้ว่ากลุ่มผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นเท่ากับร้อยละ 49.2 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 43.1 ขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่มนอกตลาดหลักทรัพย์กลับมีค่าดัชนีเท่ากับ 42.1 ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 42.4

จะเห็นได้ว่า กลุ่มผู้ประกอบการที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์มีระดับความเชื่อมั่นที่สูงกว่าร้อยละ 50 ในด้าน ยอดขาย การจ้างงาน และการเปิดตัวโครงการใหม่ ขณะที่ผู้ประกอบการนอกตลาดไม่มีความเชื่อมั่นด้านใดเลยที่เกินกว่าร้อยละ 50 สะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า กลุ่มผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์จะเป็นผู้บทบาทหลักในการลงทุนและการขยายตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล” ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์กล่าว

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า ที่มีค่าเท่ากับ 54.4 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แสดงเห็นว่าในภาพรวมผู้ประกอบการมีมุมมองเชิงบวกสำหรับธุรกิจพัฒนาที่อยุ่อาศัยในอีก 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งคาดว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 จะนำมาใช้อย่างกว้างขวางและสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ และเศรษฐกิจจะขยายตัวได้มากขึ้น แต่จะเห็นได้ชัดว่า มุมมองเชิงบวกเช่นนี้ เป็นผลมาจากกลุ่มผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ที่มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้าเท่ากับร้อยละ 59.7 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนซึ่งอยู่ที่ระดับ 58.0

แต่สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการนอกตลาดหลักทรัพย์มีค่าดัชนีเพียงร้อยละ 46.5 แม้จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อยที่ระดับ 45.2 แต่ได้แสดงให้เห็นได้ว่ากลุ่มผู้ประกอบการนอกตลาดหลักทรัพย์ยังคงขาดความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในปี 2564 ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์มีความเชื่อมั่นมากขึ้นชัดเจนในทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านยอดขาย การลงทุน และการเปิดตัวโครงการใหม่

โควิดรอบ 2

อย่างไรก็ตาม ต้องขอขีดเส้นใต้ไว้หลายๆ เส้นว่า “การสำรวจความเชื่อมั่นครั้งนี้ ดำเนินการในช่วงปลายปี 2563 ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่” ดังนั้นจึงคาดได้ว่า ในช่วงครึ่งปีแรก โดยเฉพาะในไตรมาสแรกของปี 2564 นี้ ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการคงจะปรับลดลงจากการสำรวจช่วงปลายปีอย่างแน่นอน โดยเห็นว่า ผู้ประกอบการยังคงระมัดระวังเกี่ยวกับการเปิดขายโครงการใหม่ เพื่อลดจำนวนอุปทานเหลือขายที่ยังมีอยู่มากในตลาด และรอดูผลกระทบจากการระบาดรอบใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากช่วงการสำรวจ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ประเมินว่า การเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2564 พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีจำนวนประมาณ 89,000 หน่วย แบ่งเป็นที่อยู่แนวสูง 36,000-37,000 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 30-40% และที่อยู่อาศัยแนวราบ 52,000 หน่วย แต่ถ้าโควิดยืดเยื้ออาจจะลดลงอีก 10,000 หน่วย เหลือ 79,000 หน่วย เท่ากับปีนี้การเปิดโครงการใหม่จะอยู่ระหว่าง 79,000 -89,000 หน่วย สูงกว่าปี 2563 ที่เปิดรวม 71,500 หน่วย แม้ว่าปีนี้เศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นตัว แต่ผู้ประกอบการยังคงต้องเปิดตัวโครงการใหม่ เพราะสต็อกเริ่มลดลงจากปีก่อน

มีความเป็นไปได้ว่าปี 2564 จะติดลบถึง 10 % ซึ่งเป็นจุดที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะปีนี้กำลังซื้อที่อั้นอยู่อาจมีไม่มากเหมือนปีที่แล้ว เนื่องจากผู้บริโภคได้รับผลกระทบในแง่ของรายได้ต่อเนื่องมานาน ส่งผลให้ดีมานด์ใหม่ของที่อยู่อาศัยได้รับผลกระทบรุนแรง” ดร.วิชัยกล่าว

อ่านประกอบ :
-ลุ้น ลุ้น ลุ้น มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew14 มกราคม 2021
shutterstock_4602344021-1280x854.jpg

2min97

ตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2564 แม้ว่าจะยังมีความเสี่ยงจากซัพพลายส่วนเกินที่ยังต้องเร่งระบายออกอีกมาก และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคบางส่วนที่หันไปปันใจให้กับที่อยู่อาศัยแนวราบตามกระแส new normal หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่ก็ตาม แต่จริงๆ แล้ว คอนโด ก็ยังเป็นสินค้าที่มี demand คอยขับเคลื่อนตลาดอยู่ แม้จะไม่มากมายเหมือนในยุคสมัยเฟื่องฟู แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ตลาดกำลังอยู่ในภาวะปรับสมดุล และคาดว่าจะฟื้นตัวกลับมาอีกครั้งในไม่ช่าไม่นานนี้ เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการปรับตัวของตลาดในช่วงที่ผ่านมา

คอนโดปี 63 ปรับตัวครั้งใหญ่
นลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2563 เป็นช่วงเวลาที่ตลาดคอนโดมิเนียมมีการปรับตัวมากที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งเป็นผลจากภาวะการชะลอตัวของตลาด การควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย และผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ซัพพลายใหม่ลดลงไปถึง 39% จากอัตราการเพิ่มเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่จำนวน 51,000 หน่วยต่อปี โดยในปี 2563 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่เพียง 20,100 หน่วย จาก 64 โครงการ

ในขณะที่ยอดขายคอนโดในกทม.ปี 2563 มีจำนวนรวม 32,800 หน่วย แบ่งเป็นยอดขายจากคอนโดที่เปิดใหม่ในปี 2563 จำนวน 9,100 หน่วย และเป็นคอนโดที่เปิดขายก่อนปี 2563 อีกประมาณ 23,700 หน่วย ถือเป็นปีที่มีดีมานด์(ยอดขาย) สูงกว่าซัพพลายใหม่ที่เกิดขึ้นในปี 2563 โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่จะเป็นผู้บริโภคที่ซื้อคอนโดเพื่ออยู่อาศัยเอง ส่วนผู้ซื้อเพื่อการลงทุนมีในสัดส่วนที่ไม่มาก และการเก็งกำไรแทบจะหายไปจากตลาดอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่กระตุ้นยอดขาย คือ การลดราคาของผู้ประกอบการนั่นเอง

คอนโด

ราคาขายคอนโดมิเนียมมีการปรับตัวลดลงตั้งแต่ครึ่งปีแรกในอัตรา 16% และปรับลดลงอีก 4% ในช่วงไตรมาสที่ 3 ในขณะที่ไตรมาสที่ 4 มีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบราคาที่ลดลงตลอดทั้งปี พบว่า ราคาคอนโดมิเนียมในตลาดลดลงถึง 11% จาก 141,800 บาทต่อตารางเมตรในปี 2562 เป็น 126,900 บาทต่อตารางเมตรในปี 2563 และคาดว่าราคาคอนโดในปี 2564 จะปรับลงอีกประมาณ 5% และค่อยขยับขึ้นในปีถัดไปราวๆ 2% โดยปัจจัยที่ทำให้ราคาปรับลดลงนั้น มาจากการที่ผู้ประกอบการลดราคาเพื่อระบายสต๊อก

 

คอนโด

ราคาต่ำกว่าล้าน comeback
ประกอบกับ โครงการใหม่ๆ ที่เปิดตัวเป็นโครงการระดับกลาง และ Affordable Condo ที่ตอบรับกับความสามารถในการซื้อส่วนใหญ่ของคนกรุงเทพฯมากขึ้น โดยสัดส่วนคอนโดระดับกลาง (mid market) และซิตี้คอนโดมีถึง 60% และตลาดใหม่ก็คือ คอนโดราคาย่อมเยาในทำเลนอกเมือง (affordable market) ราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท หรือต่ำกว่า 50,000 บาทต่อตารางเมตร มีจำนวนถึง 3,600 หน่วย คิดเป็น 18% ของอุปทานใหม่ในปี 2563 เลยทีเดียว และคาดว่าในปี 2564 คอนโดต่ำกว่า 1 ล้านบาท จะมีซัพพลายเพิ่มเป็น 6,000 หน่วย หรือประมาณ 20% ของตลาด ส่วนคอนโดระดับไฮเอนด์และลักชัวรี่ในปี 2563 ลดลงเหลือเพียง 22% ของคอนโดฯใหม่ในตลาดทั้งหมด

“คอนโดที่เป็นตลาดใหม่เกิดขึ้นบริเวณรอบนอกเมือง หรือในพื้นที่ปริมณฑลที่มีรถไฟฟ้าเข้าถึง ทั้งฝั่งเมืองตะวันออก และทางเหนือของกรุงเทพฯ โดยมีจำนวนหน่วยมากถึง 4,400 ยูนิต คิดเป็น 21% ของ คอนโดใหม่ทั้งหมดในตลาด ส่วนคอนโดที่อยู่รอบๆ ใจกลางเมือง อุปทานที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด ยังเป็นบริเวณสุขุมวิทตอนปลาย คิดเป็นประมาณ 20% ของจำนวนคอนโดมิเนียมใหม่ในตลาด ในทางตรงกันข้ามตลาดใจกลางเมืองบริเวณสาทร หลังสวน และสุขุมวิทตอนต้น มีคอนโดใหม่เกิดขึ้นเพียง 11% หรือประมาณ 2,250 หน่วยเท่านั้น” นลินรัตน์ กล่าว

การพัฒนาคอนโดในช่วงเวลานี้ นอกจากเรื่องของทำเลแล้ว จะต้องพัฒนาสินค้าในราคาที่ผู้บริโภครับได้ สำหรับทำเลที่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในปี 2564 เช่น ทำเลริมแม่น้ำ ย่านโรงพยาบาลศิริราช ทำเลรัชโยธิน-มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีทั้งแหล่งงานและสถานศึกษา ขณะที่คอนโดในย่านกลางเมืองแม้ความต้องการซื้อจะลดลง แต่สำหรับ ทำเลหลังสวน ก็ยังมีความต้องการซื้ออยู่

แนวโน้มปี 64 ตลาดยังทรงตัว
ทั้งนี้ เน็กซัส คาดการณ์แนวโน้มของตลาดคอนโดในปี 2564 โดยระบุว่า ซัพพลายใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2564 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 33,000-38,000 หน่วย ส่วนหนึ่งมาจากโครงการที่ชะลอการพัฒนาไปในปี 2563 และโครงการที่ผู้ประกอบการซื้อที่ดิน และประกาศแผนพัฒนาไว้แล้ว รวมกันมีมากกว่า 16,000 หน่วย ซึ่งโครงการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น น่าจะเป็นโครงการขนาดเล็ก และมีราคาขายที่ต่ำลง

ขณะที่ความต้องการซื้อ คอนโด ในช่วงครึ่งปีแรกยังคงอยู่ในระดับต่ำ หากไตรมาสที่ 3 การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว น่าจะเห็นความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามคาดว่า ตลอดปี 2564 ความต้องการซื้อจะยังใกล้เคียงกับปี 2563 คือ ที่ 30,000-35,000 หน่วย ขณะที่ระดับราคาเฉลี่ยน่าจะยังปรับลดลงอีก จากการลดราคาของโครงการที่สร้างเสร็จ และโครงการใหม่ที่พัฒนาในตลาดระดับกลางเพิ่มขึ้น สำหรับกำลังซื้อจากต่างชาติขณะนี้ยังคงนิ่งอยู่ โดยคาดว่ามีโอกาสได้เห็นต่างชาติกลับเข้าตลาดในช่วงหลังไตรมาสที่ 2 ของปี 2564

ปัจจัยที่มีผลกระทบกับธุรกิจ การปรับตัวของผู้ประกอบการและผู้บริโภค

  • การกลับมาระบาดรอบใหม่ของไวรัสโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อไปในช่วงต้น แต่ก็ปรับตัวและเริ่มกลับมาเหมือนเดิมแล้ว ซึ่ง sentiment ในการซื้อน่าจะกลับมาได้เร็วกว่าการระบาดในรอบแรก
  • ราคายังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะต้องคำนึงถึงสำหรับการพัฒนาโครงการในปีนี้ ขณะที่ผู้บริโภคหันมาซื้อโครงการที่พร้อมเข้าอยู่มากขึ้น
  • ผู้ประกอบการที่หันมาพัฒนาโครงการเพื่อรายได้ระยะยาวจากค่าเช่า (Recurring Income) จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อีกครั้ง เนื่องจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการในสินค้าส่วนนี้ลดลงด้วย ผู้ประกอบการควรหันมาพัฒนาสินค้าเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนมากขึ้น
  • การสร้างความน่าเชื่อถือ ถือเป็นเรื่องสำคัญกับการทำตลาดในเวลานี้ ขณะที่สินค้าต้องมีความแตกต่าง
  • การปรับตัวที่รวดเร็วต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในเชิงกลยุทธ์ที่จะส่งผลไปถึงราคาขาย เช่น การปรับตัวโดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยใส่เข้าไปในคอนโดฯ ควรคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค เนื่องจากเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาคอนโด

คอนโด

 

  • ที่ดินใกล้รถไฟฟ้า แต่อยู่ในซอย อยู่ในชุมชนเก่า ที่ดินริมแม่น้ำ เป็นทำเลที่น่าสนใจ
  • การพัฒนาโครงการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในเชิงสังคม เช่น โครงการที่รองรับผู้สูงวัย การพัฒนาพื้นที่ใช้สอยที่เปลี่ยนแปลงไปจากการระบาดของโควิด-19 ที่จำเป็นต้องมี ไพรเวท สเปซมากขึ้น เป็นต้น
  • ปัจจัยบวกที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดยังมี อาทิเช่น ตลาดทุนที่มีสภาพคล่องสูงจะส่งผลมายังธุรกิจอสังหาฯ กำลังซื้อต่างชาติยังมีแต่รอจังหวะกลับเข้าตลาด วัคซีนป้องกันโควิดกำลังจะนำมาใช้ ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ รัฐมีแนวโน้มจะลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอีก 1 ปี และต่อการใช้มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ออกไปอีก 1 ปี

สำหรับผู้บริโภค การเลือกซื้อสินค้าต้องดูกำลังซื้อที่แท้จริงของตนเอง การหวังพึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นในอนาคตอาจไม่ใช่ทางเลือกในขณะนี้

อ่านประกอบ:
– ส่องอสังหาฯปี 64 : ตลาดเริ่มฟื้นตัวจากภาวะตกต่ำสุดในปี 63

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew13 มกราคม 2021
-ลดาวัลย์.png

2min132

แลนด์แอนด์เฮ้าส์ เปิดแผนลงทุนปี 64 ผุดโครงการใหม่ 12 โครงการ กว่า 2 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปี 63 ที่เปิดโครงการใหม่ 16 โครงการ 2.8 หมื่นล้าน พร้อมขยับเปิดคอนโดใหม่ 2 โครงการ ที่พระราม 2 – เชียงใหม่ หลังจากชะลอลงทุนมาหลายปี ตั้งเป้ายอดขายรวม 2.8 หมื่นล้านบาท และรายได้ 3 หมื่นล้าน

นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานคณะกรรมการ และนายอดิศร ธนนันท์นราพูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมแถลงผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2563 และแผนปี 2564 โดยระบุว่า ในปี 2564 บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่ 12 โครงการ มูลค่ารวม 20,660 ล้านบาท (ลดลงจากปี 2563 ที่เปิดโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 16 โครงการ มูลค่ารวม 28,620 ล้านบาท)

นพร สุนทรจิตต์เจริญ

แบ่งเป็น โครงการในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 11 โครงการ และต่างจังหวัด 1 โครงการ และหากแบ่งตามประเภทของที่อยู่อาศัยได้ ดังนี้ บ้านเดี่ยว 5 โครงการ บ้านแฝด 2 โครงการ ทาวน์เฮ้าส์ 5 โครงการ คอนโดมิเนียม 2 โครงการ (โครงการที่เป็น Mix Products นับแยกตามประเภทสินค้า)

สำหรับในปีนี้แลนด์แอนด์เฮ้าส์มีแผนเปิดคอนโดมิเนียมใหม่จำนวน 2 โครงการ (ซึ่งเป็นการเปิดคอนโดใหม่ในรอบหลายปีของแลนด์แอนด์เฮ้าส์) ได้แก่

  • โครงการ Ease 3 พระราม 2 เนื้อที่ 4.4 ไร่ จำนวน 329 ยูนิต ราคาเฉลี่ย 2.5 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 820 ล้านบาท จะเปิดขายในไตรมาสที่ 3
  • โครงการ North 7  เชียงใหม่ เนื้อที่ 1.6 ไร่ จำนวน 57 ยูนิต ราคาเฉลี่ย 2.8 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 160 ล้านบาท มีกำหนดเปิดขายในไตรมาสที่ 4

แลนด์แอนด์เฮ้าส์

ส่วนในไตรมาส 1 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีกำหนดเปิดขายโครงการใหม่เพียง 2 โครงการ ได้แก่

  • โครงการบ้านแฝด anya ราชพฤกษ์-นครอินทร์ ราคาเฉลี่ย 7.4 ล้านบาท
  • โครงการทาวน์เฮ้าส์ indy 4 บางนา กม.7 ราคาเฉลี่ย 3.8 ล้านบาท

แลนด์แอนด์เฮ้าส์

ขณะที่ในไตรมาสที่ 2 ไม่มีการเปิดโครงการใหม่ แต่ไปเปิดมากที่สุดในไตรมาส 3 ถึง 9 โครงการ ซึ่งนอกจากคอนโด Ease 3 พระราม 2 แล้ว ยังมี

  • บ้านเดี่ยว-มัณฑนา ราชพฤกษ์ นครอินทร์ ราคาเฉลี่ย 12.2 ล้านบาท
  • ทาวน์เฮ้าส์-indy 5 บางนา กม.7 ราคาเฉลี่ย 4.4 ล้านบาท
  • บ้านแฝด- inizio 4 ปิ่นเกล้า-วงแหวน ราคาเฉลี่ย 5.1 ล้านบาท
  • บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ – Villaggio 2 ศรีนครินทร์-บางนา ราคาเฉลี่ยบ้านเดี่ยว 6.5 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยทาวน์เฮ้าส์ 3.5 ล้านบาท และ Villaggio สุขสวัสดิ์-ประชาอุทิศ ราคาเฉลี่ยบ้านเดี่ยว 5.8 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยทาวน์เฮ้าส์ 2.8 ล้านบาท
  • บ้านเดี่ยว-ชัยพฤกษ์ บางนา กม.15 ราคาเฉลี่ย 11 ล้านบาท
  • ทาวน์เฮ้าส์ – indy 2 บางนา-รามคำแหง 2 ราคาเฉลี่ย 3.9 ล้านบาท

ขณะที่ในไตรมาสที่ 4 มีโครงการเปิดใหม่ 2 โครงการ นอกจากคอนโด North 7  เชียงใหม่ แล้วยังมี

  • บ้านเดี่ยว พฤกษ์ลดา กาญจนาภิเษก 345 ราคาเฉลี่ย 6.6 ล้านบาท
อดิศร ธนนันท์นราพูล

ตั้งเป้าขาย 2.8 หมื่นล. โอน 3 หมื่นล.
ทั้งนี้ เมื่อรวมกับโครงการที่เปิดดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น 75 โครงการ แบ่งเป็น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 45 โครงการ และต่างจังหวัด 30 โครงการ จะทำให้มีโครงการที่เปิดดำเนินการทั้งสิ้นในปี 2564 รวม 87 โครงการ โดยมีราคาเฉลี่ยต่อยูนิตที่ขายในปี 2564 เท่ากับ 7 ล้านบาท ขณะที่ปี 2563 ราคาเฉลี่ยต่อยูนิต 7.5 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายยอดขาย (Booking) ในปี 2564 รวม 28,000 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์มูลค่ารวม 30,000 ล้านบาท

ในส่วนของแผนการลงทุน บริษัทได้เตรียมงบลงทุนไว้ทั้งหมดประมาณ 11,000 ล้านบาท ประกอบด้วยงบสำหรับการซื้อที่ดิน เพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในทำเลต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดประมาณ 6,000 ล้านบาท และงบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าอีกจำนวน 5,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะออกหุ้นกู้อีกจำนวน 12,000 ล้านบาท

สำหรับปี 2563 ที่ผ่านมา แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ได้เปิดโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 16 โครงการ มูลค่ารวม 28,620 ล้านบาท ใช้งบในการซื้อที่ดิน มูลค่าโดยรวม 4,600 ล้านบาท และมีการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่ามูลค่ารวม 2,200 ล้านบาท ได้แก่ การลงทุนในการพัฒนาโครงการ Shopping Mall – Terminal 21 จำนวน 900 ล้านบาท และลงทุนในธุรกิจโรงแรมและอพาร์ทเมนต์อีก 1,300 ล้านบาท โดยมีการออกหุ้นกู้ มูลค่ารวม 8,400 ล้านบาท ระยะเวลา 2-3 ปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.29% ต่อปี

ขณะที่บริษัท แอล แอนด์ เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด (LHMH) ได้ดำเนินการพัฒนาโครงการอีก 1 โครงการ คือ โครงการ Grande Centre Point Lumpini บนที่ดิน 6-2-73.5 ไร่ ในรูปแบบ Mixed Use ประกอบด้วย โรงแรม จำนวน 512 ห้อง อาคารสำนักงาน 13,000 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุน 4,830 ล้านบาท จะแล้วเสร็จประมาณ Q1/2567 ส่วนบริษัท Land and Houses U.S.A. ได้ขายโครงการอพาร์ทเมนท์ The Mode Residence ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในราคา 80.05 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย ประมาณ 2,415 ล้านบาท โดยมีกำไรก่อนภาษีประมาณ 13.77 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 416 ล้านบาท

อ่านประกอบ:
Top 3 เจ้าตลาดอสังหาฯ ยุคฝ่าวิกฤติโควิด-19

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4

 


Warapong Pankaew12 มกราคม 2021
.-1280x853.jpg

1min65

ธอส. คลอดอีก 4 มาตรการ ช่วยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ระบาดรอบใหม่ ลดค่างวด 25-75% นาน 6 เดือน

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดรอบใหม่ของสถาบันการเงินสมาชิกสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ(SFIs) ตามนโยบายของกระทรวงการคลัง

ในส่วนของ ธอส. คณะกรรมการธนาคารมีมติเห็นชอบในหลักการให้จัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จากโควิด-19 ผ่าน “โครงการ ธอส. รวมไทย สร้างชาติ ปี 2564” ด้วย 4 มาตรการลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) นานสูงสุด 6 เดือน ครอบคลุมทั้งลูกค้าที่เคยหรืออยู่ระหว่างใช้ “มาตรการช่วยเหลือลูกค้า ผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19” และ “โครงการ ธอส. ช่วยคนไทย ร่วมสร้างชาติ” รวมถึงลูกค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการทั้งลูกค้ารายย่อยและกลุ่ม SMEs ที่มีสถานะปกติ หรือสถานะ NPL ประกอบด้วย

มาตรการที่ 9 สำหรับลูกค้าที่เคยเข้าร่วมหรืออยู่ระหว่างใช้มาตรการช่วยเหลือของธนาคาร ลูกค้าที่มีสิทธิ์แจ้งความประสงค์ขอใช้มาตรการจะต้องมีคุณสมบัติ คือ มีสถานะบัญชีปกติ ไม่อยู่ระหว่างการประนอมหนี้ สามารถขอลดเงินงวดผ่อนชำระ (ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวด ผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6 เดือน (กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2564) โดยลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ เข้าร่วมมาตรการระยะแรกผ่าน Application : GHB ALL ได้ตั้งแต่วันที่ 15 – 29 มกราคม 2564

มาตรการที่ 10 สำหรับลูกหนี้สถานะ NPL และลูกหนี้สถานะ NPL ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ สามารถขอลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6 เดือน (กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2564) โดยลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการระยะแรก ผ่าน Application : GHB ALL ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม – 26 กุมภาพันธ์ 2564

มาตรการที่ 11 สำหรับลูกค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของธนาคาร ลูกค้าที่มีสิทธิ์แจ้งความประสงค์ขอใช้มาตรการต้องมีคุณสมบัติ คือ มีสถานะบัญชีปกติ ไม่อยู่ระหว่างการประนอมหนี้ สามารถขอลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6 เดือน(กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2564) โดยลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการระยะแรก ผ่าน Application : GHB ALL ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 26 กุมภาพันธ์ 2564

มาตรการที่ 12 สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการ SMEs สินเชื่อประเภทแฟลต แบ่งเป็น 1.ได้ลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 70% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน หรือไม่เกินมิถุนายน 2564 หรือ 2.พักชำระหนี้ถึงมิถุนายน 2564 ในกรณีที่ได้รับผลกระทบทำให้รายได้ไม่เพียงพอในการชำระหนี้ ยื่นคำขอเข้ามาตรการระยะแรกได้ที่สาขาทั่วประเทศภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564

ธอส.

ทั้งนี้ ลูกค้าที่ต้องการลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการ 9-11 ระยะแรก ต้องดาวน์โหลดหลักฐานยืนยันว่ามีผลกระทบทางรายได้ผ่านทาง Application : GHB ALL ให้ธนาคารพิจารณา เช่น สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ภาพถ่าย หรือ Statement เป็นต้น ส่วนดอกเบี้ยประจำงวดที่ตัดชำระไม่หมดในขณะที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือ ธนาคารจะเปิดให้ลูกค้าทยอยผ่อนชำระได้จนถึงก่อนวันที่ลูกค้าจะครบกำหนดตามสัญญาเงินกู้ หรือก่อนปิดบัญชีเงินกู้

สำหรับลูกค้าของธนาคารที่ในปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการที่ธนาคารกำหนด และยังมีปัญหาด้านรายได้ทำให้ไม่สามารถผ่อนชำระได้ตามปกติ ธนาคารพร้อมพิจารณาขยายความช่วยเหลือในรูปแบบการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้เป็นรายกรณีต่อไป ส่วนกรณีหน่วยงานที่มีสวัสดิการเงินกู้กับธนาคารได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้หน่วยงานมีหนังสือแจ้งมายังธนาคารเพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่พนักงานที่กู้เงินกับธนาคารต่อไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 และ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์

อ่านประกอบ : ธอส.คลอด 4 มาตรการสางหนี้ตำรวจ 4,000 ล้านบาท

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew12 มกราคม 2021
Avignon-1-1280x640.jpg

3min210

ถ้าพูดถึงบ้านระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ราคา 50-100 ล้านบาท ในเมืองไทยมีดีเวลลอปเปอร์อยู่ไม่กี่รายที่มีประสบการณ์เป็นที่ยอมรับของเหล่ามิลเลียนแนร์ และหนึ่งในนั้นก็คือ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) บริษัทอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์ในตลาดนี้มาอย่างยาวนานกับแบรนด์ยอดนิยมอย่าง เพอร์เฟค มาสเตอร์พีซ หรือแบรนด์ เบลล่า เดอ มอนเต้ บ้านตากอากาศซูเปอร์ลักชัวรี่ที่เขาใหญ่

ล่าสุด พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ได้เปิดแบรนด์ใหม่ เลค เลเจนด์ พร้อมยกระดับสู่การพัฒนาระดับ เวิลด์ คลาส ด้วยการร่วมทุนกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกที่มีประสบการณ์ความหรูหรามากว่า 130 ปี อย่าง บริษัท ฮ่องกง แลนด์

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ได้ร่วมกับกับ ฮ่องกง แลนด์ เปิดโครงการที่อยู่อาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่โครงการแรกชื่อว่า เลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ เนื้อที่ 102 ไร่ มูลค่าโครงการรวม 5,400 ล้านบาท โดยเอาประสบการณ์ที่มีคุณค่าของทั้ง 2 บริษัทมาผสมผสานกลั่นเป็นโครงการที่หรูหราที่สุดตั้งแต่พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เคยพัฒนามาเลยทีเดียว และในวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับโครงการนี้กันครับ

เมืองสำหรับที่อยู่อาศัยชั้นดี
โครงการเลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ อยู่บนถนนหอการค้าไทย ถนนที่เชื่อมต่อระหว่างถนนชัยพฤกษ์กับถนนสะพานนนทบุรี-บางบัวทอง หรือถนนสาย 345 ระยะทางกว่า 4 กิโลเมตร ถนนสายนี้ต้องขยายความกันสักนิดว่า เป็นถนนที่พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ทุ่มทุนสร้างเองด้วยงบประมาณถึง 400 ล้านบาท

ตัวถนนมีขนาดความกว้าง 6 เลน ความยาวกว่า 4 กิโลเมตร ใช้ที่ดินไปถึง 80 ไร่ เพื่อรองรับการพัฒนาที่ดินที่บริษัทมีอยู่ทั้งหมดเกือบๆ 700 ไร่ และยังมีที่ดินที่แบ่งขายให้กับพันธมิตรบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อันได้แก่ พฤกษา เรียลเอสเตท แสนสิริ และเอสซี แอสเสท เนื้อที่รวม 272 ไร่ เพื่อร่วมกันพัฒนาที่ดินเกือบๆ 1,000 ไร่ตรงนี้ให้เป็นเมืองที่อยู่อาศัยชั้นดี

นอกจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว บนที่ดินแปลงเดียวกันยังมีที่ดินของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยอีก 215 ไร่ ที่มีแผนจะพัฒนาในอนาคต และล่าสุดโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์กรุงเทพ หรือ Singapore International School of Bangkok (SISB) หนึ่งในโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ ได้จับจองพื้นที่เตรียมดำเนินการเปิดแคมปัสแห่งใหม่บนถนนหอการค้าไทยอีกด้วย

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ตั้งใจที่จะยกระดับ “ถนนหอการค้าไทย” ไปสู่ความเป็นศูนย์กลางการอยู่อาศัยใจกลางกรุงเทพฯตอนเหนือ ซึ่งนอกจากโครงการที่อยู่อาศัยแล้ว ยังจะมีแผนที่จะพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ คอมมูนิตี้ มอลล์ ย่านการค้าและบริการ เพื่อรองรับชุมชนขนาดใหญ่ที่มีจำนวนรวม 3,290 ยูนิต ในทำเลถนนหอการค้าไทย เรียกว่าเตรียมความพร้อมทุกอย่างเอาไว้รองรับการพัฒนาเมืองขนาดย่อมๆ เลยทีเดียว

ทำเลใกล้เมืองศักยภาพสูง
ถนนหอการค้าไทยทำให้การเดินทางเชื่อมต่อกับถนนชัยพฤกษ์ไปสู่ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นทำเลศูนย์กลางเศรษฐกิจและความเจริญของพื้นที่โซนเหนือฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯและปริมณฑล ได้อย่างสะดวกรวดเร็วด้วยระยะทางที่ห่างกันไม่กี่กิโลเมตร และจากการที่ถนนแจ้งวัฒนะเป็นถนนสายสำคัญที่มีทั้งศูนย์ราชการ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา และมีรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ทำให้มีศักยภาพในการพัฒนาอีกมากมายในอนาคต

หากมองในภาพของการพัฒนาเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาประกอบด้วยแล้วก็ยิ่งจะส่งเสริมให้ทำเลแจ้งวัฒนะและพื้นที่ต่อเนื่องเป็นทำเลน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งตามร่างผังเมืองของกทม.ที่คาดว่าจะประกาศใช้ในปี 2564 ในโซนเหนือต่อเนื่องกับจังหวัดนนทบุรี จะมีเพิ่มความหนาแน่นของการใช้ประโยชน์ที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง สายสีแดง สายสีเขียว สายสีเหลือง สายสีชมพู และสายสีน้ำตาล รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาศูนย์ชุมชนชานเมืองหลักสี่ เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง

ขณะที่ร่างผังภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีแผนที่จะยกระดับให้เมืองปากเกร็ด เป็นเมืองบริวารในด้านเมืองที่อยู่อาศัยและการพาณิชยกรรมชุมชน เพื่อแก้ปัญหาความแออัดของเมืองกรุงเทพมหานคร และยังมีการพัฒนาโครงข่ายถนนสายหลัก สายรอง และทางพิเศษเชื่อมต่อเมืองทั้งในแนวทิศเหนือ-ใต้ และทิศตะวันออก-ตะวันตก ทำให้การเดินทางในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้คือผลในเชิงบวกที่จะเกิดกับโครงการเลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ ซึ่งนอกจากความสะดวกสบายที่ได้รับจากการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และการพัฒนาเมืองของภาครัฐแล้ว ยังทำให้โครงการมีทั้งคุณค่าและมูลค่าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วยครับ เพราะทำเลที่ตั้งของโครงการต้องเรียกว่า ไม่ห่างจากศูนย์กลางความเจริญของถนนแจ้งวัฒนะ หรือเรียก ว่าเป็นพื้นที่ที่เชื่อมต่อถึงกันก็คงไม่ผิดเพี้ยนแต่อย่างใด

สะดวกสบายไปได้ทุกที่
จากตัวโครงการสามารถเดินทางไปจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีที่ใกล้ที่สุดคือ สถานีแยกปากเกร็ดระยะทางประมาณ 5 กม.กว่าๆ เท่านั้น หรือจะไปใช้บริการทางด่วนศรีรัช ตรงด่านแจ้งวัฒนะระยะทางจากโครงการก็ประมาณ 9 กม.เศษ หรือถ้าสะดวกกับการเดินทางแนวราบด้วยถนนราชพฤกษ์จากที่ตั้งโครงการถึงถนนราชพฤกษ์ระยะทางประมาณ 8 กม.กว่าๆ

ส่วนสถานที่สำคัญๆ ในย่านก็สามารถเดินทางไปได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็นคอมมูนิตี้ มอลล์ เดอะ คริสตัล PTT ชัยพฤกษ์ 6 กม.เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ระยะทาง 8 กม. อิมแพ็ค เมืองทองธานีระยะทาง 12 กม. ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ระยะทาง 13 กม.กว่า ถนนวิภาวดีรังสิต และรถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีหลักสี่ ประมาณ 14 กม. สนามบินดอนเมือง ระยะทาง 20 กม. เป็นต้น

วนเวียนอยู่นอกโครงการเสียนาน ขอกลับที่ตั้งเข้าไปดูภายในโครงการกันดีกว่าครับ

โครงการเลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะเป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ เนื้อที่โครงการรวม 102 ไร่ มีบ้านแค่ 177 หลัง มูลค่าโครงการรวม 5,400 ล้านบาท โครงการแบ่งการพัฒนาเป็น 2 เฟส ในเฟสแรกมีเนื้อที่ 36 ไร่ จำนวน 57 หลัง มูลค่าโครงการเฟสแรก 2,000 ล้านบาท มีแบบบ้านทั้งหมด 5 แบบ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 346-570 ตร.ม. ราคาตั้งแต่ 26-70 ล้านบาท

อย่างที่บอกกันไปตอนต้นว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่าง พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคกับฮ่องกงแลนด์ ที่นำประสบการณ์การพัฒนาโครงการระดับโลกมาผสมผสานกับแนวทางของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค โดยมีการทำงานร่วมกันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ร่วมกันกำหนดแนวคิดโครงการ การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการวางแผนกลยุทธ์การขายและการตลาด

ในทุกๆ ขั้นตอนได้มีการปรับจูนแนวคิดแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เพื่อให้โครงการออกมาดีที่สุดสำหรับคนไทย แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เล่าให้ฟังว่า สิ่งเดียวที่ ฮ่องกง แลนด์ ไม่ยอม Compromise ด้วยเลยก็คือ ความหรูหราสง่างามของโครงการจะต้องจัดเต็ม เพื่อให้เป็นโครงการระดับซูเปอร์ลักชัวรี่อย่างสมบูรณ์แบบ

เปิดคฤหาสน์สไตล์ฝรั่งเศส
แนวคิดของ “เลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ” จึงเป็นการพัฒนาคฤหาสน์ริมทะเลสาบเนื้อที่ 25 ไร่ ซึ่งถือเป็นงานถนัดของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมอันหรูหราระดับเวิลด์คลาสจากฝรั่งเศส โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก Chateau (ชาโตว์) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นสูง หรือตระกูลเก่าแก่ในฝรั่งเศสสะท้อนถึงการใช้ชีวิตที่หรูหรา กับโครงการที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียดภายใต้แนวคิด More Than French

เลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ จึงมีความหมายที่มากกว่าการเป็นพื้นที่พักอาศัย แต่เป็นการใช้ชีวิตที่แตกต่างเหนือระดับ สร้างความภาคภูมิใจกับผู้ครอบครองเพียง 57 ครอบครัวกับแบบบ้านที่มีให้เลือก 5 แบบ ตามรสนิยมของแต่ละบุคคล ประกอบด้วย

  • Margaret เป็นบ้านเดี่ยวหลังเล็กสุด มีพื้นที่ใช้สอย 346 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับประทานอาหาร 3 ที่จอดรถ 1 ห้องแม่บ้าน

  • Lorraine เป็นบ้านเดี่ยวพื้นที่ใช้สอย 407 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับประทานอาหาร 3 ที่จอดรถ 1 ห้องแม่บ้าน

  • Corsica เป็นบ้านเดี่ยวมีพื้นที่ใช้สอย 464 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับประทานอาหาร 4 ที่จอดรถ 1 ห้องแม่บ้าน

  • Brittany เป็นบ้านเดี่ยวมีพื้นที่ใช้สอย 522 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับประทานอาหาร 4 ที่จอดรถ 1 ห้องแม่บ้าน พร้อม Lake Balcony ติดริมทะเลสาบ

  • Avignon เป็นบ้านเดี่ยวมีพื้นที่ใช้สอย 570 ตร.ม. ขนาด 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับประทานอาหาร 4 ที่จอดรถ 2 ห้องแม่บ้าน พร้อม Lake Balcony ติดริมทะเลสาบ

คงต้องบอกว่าบ้านแต่ละขนาดก็ดูสวยงามแตกต่างกันไป แต่ก็คงเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบของ Chateau (ชาโตว์) หรือ คฤหาสน์สไตล์ฝรั่งเศสเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นหลังคา เสา ซุ้มโค้ง หน้าต่างบานใหญ่สไตล์ French Window ที่นำมาใช้อย่างโดดเด่นกับบ้านทั้ง 5 แบบ ทำให้รูปลักษณ์ภายนอกรู้สึกได้ถึงความมั่นคงแข็งแรง ความสง่างาม และความหรูหรา ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว

ลงตัวทั้งอยู่อาศัยและพักผ่อน
ส่วนฟังก์ชั่นภายในบริเวณชั้น 1 ออกแบบให้เปิดโล่ง (Open Space) ทำให้พื้นที่แต่ละส่วนสามารถเชื่อมต่อถึงกันตั้งแต่โถงทางเข้า พื้นที่รับรองแขก พื้นที่นั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร พื้นที่เตรียมอาหาร และส่วนของห้องครัว นอกจากจะได้ความโล่งแล้ว การออกแบบพื้นที่ให้เป็น Open Space จะช่วยส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แนบแน่นมากยิ่งขึ้น

ส่วนที่ขาดไม่ได้สำหรับบ้านสไตล์ฝรั่งเศสก็คือ Tea Room มุมพักผ่อนส่วนตัวที่มาพร้อมกับ Outdoor Balcony ที่มีให้ในบ้านทั้ง 5 แบบ หรือถ้าใครไม่นิยมจิบชาก็ยังปรับแต่งการใช้งานได้ตามรสนิยม และความพึงพอใจ และอีกส่วนที่สำคัญคือห้องนอนชั้นล่างสำหรับผู้สูงอายุ หรือจะปรับฟังก์ชั่นให้เป็นห้องทำงานก็เหมาะเจาะลงตัว

อีกจุดเด่นที่ต้องพูดถึงสำหรับพื้นที่ชั้นล่างก็คือตรงส่วนของ Living Area ที่ออกแบบให้เป็น Double Volume ความสูงถึง 6.9 เมตร เพิ่มความโอ่อ่า และสร้างการเชื่อมต่อระหว่างภายนอกกับภายในให้บรรยากาศที่โล่ง โปร่ง สบาย

S2_Interior Type B_0807_high ceiling
Interior A_2133
Interior C_445

ส่วนที่ชั้น 2 เป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับการพักผ่อน ประกอบด้วย ห้องนอน 3-4 ห้องนอนพร้อมห้องน้ำในตัว และ Family Area พื้นที่ส่วนตัวสำหรับครอบครัว รวมถึงห้องอเนกประสงค์สำหรับการใช้ประโยชน์ที่หลากหลายตามความต้องการ

Interior A_347
4e7c32a0a64859a9
958ac11bcb57be29
Interior B_551

คลับเฮ้าส์หรูคู่ทะเลสาบ
นอกจากนี้ โครงการยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพิ่มทั้งความสะดวกและความสบายให้ในตัวบ้านและพื้นที่ส่วนกลาง เช่น

  • คลับเฮ้าส์ขนาดใหญ่ French Castle ที่ออกแบบในสไตล์ Modern French เป็นคลับเฮ้าส์ติดทะเลสาบสำหรับการพักผ่อน พร้อมสระว่ายน้ำแบบ Infinity Edge Pool ต่อเนื่องสู่ทะเลสาบขนาดใหญ่ ห้องออกกำลังกาย ห้องสตรีม-ซาวน่า และเลานจ์
Master-Club_edit-Sky
10_Snap shot Sport club_608
10_Snap shot Sport club_593
  • ระบบสายใต้ดิน ที่รองรับสายไฟฟ้า สายเคเบิล และอุปกรณ์ต่างๆ รวมไว้อยู่ใต้พื้นดิน เพื่อทัศนียภาพภายในโครงการที่สวยงาม ปราศจากเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าบนดิน และมีความปลอดภัยมากขึ้น
  • ซุ้มโครงการแบบ Double Gate Security เพิ่มความปลอดภัย 2 ชั้น ผ่านเข้าออกด้วยประตูอัจฉริยะ Intelligent Sensors Gate เทคโนโลยีคลื่นวิทยุ RFID
  • Double Park สวนส่วนกลางขนาดใหญ่ 2 ตำแหน่ง รายล้อมด้วยหลากพันธุ์ไม้ และการตกแต่งอย่างสวยงาม ตอบรับชีวิตพักผ่อนของครอบครัวตลอด 365 วัน
  • เครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง แบบ Home Fiber Optic เชื่อมต่อสูงสุด 1 GBPS จาก AIS Fibre
  • สมาร์ทโฮม ออโตเมชั่น เปิดปิดไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า แอร์ ผ่านสมาร์ทโฟน

บทสรุปสุดท้าย
สำหรับโครงการระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ “เลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ” เนื่องจากเป็นคฤหาสน์ติดริมทะเลสาบที่อยู่ใกล้เมืองสามารถตอบสนองได้ทั้งการอยู่อาศัยที่สะดวกสบาย และการพักผ่อนแบบส่วนตัว จุดเด่นของโครงการคือ ทำเลที่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยชั้นดี อยู่ใกล้ศูนย์กลางเศรษฐกิจทางโซนเหนือและเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในอนาคต

โครงการออกแบบจากประสบการณ์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกผสมผสานกับความเชี่ยวชาญในตลาดที่อยู่อาศัยของไทยทำให้ “เลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ” สามารถตอบโจทย์เหล่ามิลเลียนแนร์ได้ไม่ยาก

ถ้าคุณต้องการคฤหาสน์ เพื่ออยู่อาศัยกับครอบครัวที่คุณรัก ต้องการคฤหาสน์ริมทะเลสาบ เพื่อการพักผ่อนอย่างสงบสุข และต้องการคฤหาสน์ที่สะท้อนรสนิยมที่เลิศล้ำของคุณ คงตัดสินใจได้ไม่ยากที่จะเลือกโครงการเลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ ครับ

ขอบคุณคลิปวิดี ถนนหอการค้าไทย และ โครงการเลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ และภาพสวยๆ จาก บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด(มหาชน)


Warapong Pankaew11 มกราคม 2021
-.jpg

1min72

วิลล่า คุณาลัย ชูกลยุทธ์ “เกาะปีกอินทรี” รับมือตลาดบ้านแนวราบปี 64 แข่งดุ ซุ่มศึกษาคู่แข่งรายใหญ่ รักษาที่มั่น พร้อมขยายลงทุนโซนใต้กทม.

วิลล่า คุณาลัยนางประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแนวโน้มการแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบในปี 2564 ว่า การแข่งขันจะมีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบยังคงมีอยู่สูง และเป็นลูกค้าในกลุ่มที่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยจริง (Real Demand) เป็นหลัก ส่งผลให้ผู้ประกอบการ ทั้งรายใหญ่ รายกลาง และรายเล็ก จะแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดบ้านแนวราบมากขึ้น

สำหรับบริษัทได้วางแผนรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยจะใช้กลยุทธ์ “เกาะปีกอินทรี” ศึกษากลยุทธ์คู่แข่งรายใหญ่ นำพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงกลยุทธ์ของคู่แข่งมาประเมิน เพื่อปรับให้ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด ขณะเดียวกันบริษัทต้องเตรียมความพร้อมทั้งในด้านสภาพคล่องเงินสด ที่ขณะนี้มีอยู่ 100 ล้านบาท รวมถึงแผนการใช้เครื่องมือทางการเงิน ซึ่งสามารถรองรับกับแผนการพัฒนาโครงการในอนาคตในอีก 1-2 ปีข้างหน้า

พร้อมกันนี้ บริษัทยังเตรียมสร้างเกราะป้องกันเพื่อ “รักษาแชมป์ในโซนของตัวเอง” และป้องกันไม่ให้คู่แข่งเข้ามาเจาะพื้นที่โซนยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ พื้นที่บางบัวทอง และพื้นที่เขตปริมณฑลอื่นๆ โดยจะเน้นกลยุทธ์ด้านการบริการลูกค้า ด้านราคาขาย รวมถึงการพัฒนาโครงการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายขึ้น

ส่วนการลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งถือเป็นทิศที่ 3 ที่บริษัทจะเข้าไปลงทุนตามกลยุทธ์ขยายการลงทุนให้ครบ 4 ทิศรอบกรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ลงทุนในทิศตะวันตก คือในพื้นที่บางบัวทอง และทิศตะวันออกคือในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราไปแล้ว ล่าสุดบริษัทเตรียมจะเข้าไปลงทุนในทิศใต้ของกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการต่างๆ และจะต้องเสนอต่อที่ผู้ถือหุ้นสามัญในช่วงเดือนเมษายน 2564 คาดว่าจะสามารถสรุปรายละเอียดได้ในช่วงไตรมาส 2/2564 นี้

นางประวีรัตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินงานในปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะอัตราการเติบโตของรายได้รวมปี 2563 ที่มีโอกาสแตะระดับ 800 ล้านบาท จากปี 2562 บริษัทมีรายได้ 652.67 ล้านบาท โดยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 บริษัทมีรายได้รวมแล้วที่ 497.74 ล้านบาท ขณะที่ช่วงไตรมาส 4/2563 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น บริษัทได้จัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ช่วยการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ส่งผลให้มียอดขาย (Presale) รวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ทำให้ยอดขายในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2563 เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

“ ปี 2563 เป็นปีที่มีความท้าทายในการบริหารงานอย่างมาก บริษัทต้องปรับกลยุทธ์การตลาด ภายใต้วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้เกิดแนวคิดการอยู่อาศัยในรูปแบบใหม่ ภายใต้ EVERYTHING AT HOME ทุกสิ่งเกิดขึ้นที่บ้าน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยชูจุดเด่นเรื่องของ space (พื้นที่ใช้สอย) ที่ให้ได้มากกว่า ทั้งในส่วนของพื้นที่ส่วนกลาง และพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านที่เหนือคู่แข่ง ส่งผลให้ทุกโครงการของคุณาลัย ได้การตอบรับที่ดีและประสบความสำเร็จด้านยอดขายตลอดจนถึงปัจจุบัน” นางประวีรัตน์ปิดท้าย

อ่านประกอบ : กานดา พร็อพเพอร์ตี้ กางแผนรุกอสังหาฯฝ่าโควิดปี 64

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew11 มกราคม 2021
-.png

1min46

อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ กวาดยอดขายปี 63 ไปกว่า 1.7 หมื่นล้าน ดีกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 4 % มั่นใจดีมานด์คอนโดติดรถไฟฟ้าพร้อมอยู่ยังมีต่อเนื่อง

ดร. ชัยยุทธ ชุณหะชา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ว่าตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 จะมีการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทั้งในและต่างประเทศนั้น บริษัทยังทำผลงานเป็นที่น่าพอใจ โดยการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 4/2563 มีสัญญาณการเติบโตที่ดี มียอดขายจำนวน 4,384 ล้านบาท ดีกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 3,712 ล้านบาท ถึง 18% ซึ่งเกินเป้าหมายที่วางไว้ทั้งในส่วนของโครงการคอนโดมิเนียม และโครงการแนวราบ

ส่งผลให้ยอดขายรวมของปี 2563 มีจำนวนกว่า 17,473 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 4% ส่วนใหญ่มาจากการที่บริษัทมุ่งเน้นการขายโครงการพร้อมอยู่ซึ่งบริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียมและโครงการแนวราบที่หลากหลาย รองรับความต้องการของผู้ซื้อได้อย่างทั่วถึงทั้งผู้ซื้อในประเทศ และต่างประเทศ โดยการพัฒนาโครงการในยุค New Normal นี้ จะเน้นในเรื่องของความคุ้มค่าเพื่อสอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค และมาตรการสาธารณสุข เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจเมื่อมีการเยี่ยมชมโครงการของบริษัท

นอกจากนี้ บริษัทสามารถโอนโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 3/2563 ทั้ง 5 โครงการ ต่อเนื่องในไตรมาส 4/2563 คือ โครงการแอชตัน อโศก-พระราม 9 โครงการไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 โครงการไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท อีสต์พอยท์ โครงการไอดีโอ รัชดา-สุทธิสาร และโครงการเอลลิโอ สาทร-วุฒากาศ ภายใต้แนวคิดใหม่เพื่อการใช้ชีวิต “THE NEW ICONIC” โดยทั้ง 5 โครงการข้างต้นจะช่วยผลักดันให้ยอดโอนในไตรมาสที่ 4/2563 สูงที่สุดของปี 2563 ที่ผ่านมา

อ่านประกอบ : การพลิกฟื้นของอสังหาฯไทย และความเคลื่อนไหวของ ‘อนันดา’

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew10 มกราคม 2021
-กานดา.png

1min84

กานดา เข้าใจในทุกความต้องการของผู้บริโภค โครงการทุกโครงการ บ้านทุกแบบจึงถูกออกแบบภายใต้ 4 KANDA CONCEPT ซึ่งประกอบไปด้วย Eco Smart, Easy Maintenance, 3 Generations, Flood Protection และเพื่อให้ตอบรับกับยุค New Normal กานดาได้มีการออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานภายในบ้านที่สะท้อนความต้องการที่แตกต่างและเปลี่ยนแปลงไป จึงเกิดเป็น 8 ฟังก์ชั่น สำคัญที่กานดานำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ สำหรับรองรับการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความเป็นตัวตน “นิวไลฟ์ สไตล์” ได้อย่างลงตัว ประกอบด้วย

Eco f(x) – ฟังก์ชั่นการลดใช้พลังงาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการติดช่องระบายอากาศ หรือพัดลมระบายความร้อน บริเวณชั้น 2 ของบ้าน เพื่อทำให้บ้านเย็นสบาย ลดค่าใช้จ่ายของเครื่องปรับอากาศ ขณะที่กระจกภายในบ้านใช้เป็นกระจกเขียวตัดแสงป้องกันรังสี UV เข้าสู่ตัวบ้าน พร้อมทั้งหลอดไฟในบ้านเป็นหลอดไฟ LED ช่วยประหยัดพลังงาน สามารถทำกิจกรรมบริเวณโถงห้องรับแขกได้อย่างสบาย คลายร้อนได้ดียิ่งขึ้นกานดา

Easy f(x) – หมดกังวลกับเรื่องการซ่อมบำรุง ช่วยให้การอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตในบ้านเป็นเรื่องง่าย เพราะบ้านกานดาถูกออกแบบมาให้ง่ายต่อการบำรุงรักษาในระยะยาว ห้องน้ำชั้นบนอยู่ตรงกับห้องน้ำชั้นล่าง หรือตรงกับที่จอดรถ นอกจากนี้ ยังออกแบบขอบหน้าต่างคอนกรีตกันน้ำ (Double Protect) เพื่อป้องกันการรั่วซึมได้อีกชั้นหนึ่ง อีกทั้งการเลือกใช้วัสดุทดแทนไม้ ซึ่งแข็งแรงทนทาน และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งออกแบบให้พื้นครัวนอกและลานซักล้างวางบนคานหมดปัญหาเรื่องการทรุดตัวของที่จอดรถแยกจากตัวอาคารทำให้ง่ายต่อการซ่อมบำรุงรักษาในอนาคต

Extra f(x) – บ้านทุกแบบทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด หรือทาวน์โฮม มีถึง 4 ห้องนอน ขนาดกว้างขวางและมีห้องนอนล่างที่ออกแบบอย่างสะดวกสบาย เหมาะสำหรับผู้สูงอายุไม่ต้องเดินขึ้นลงบันได ห้องน้ำชั้นล่างแยกส่วนเปียกส่วนแห้งชัดเจน รองรับการอยู่อาศัยของ 3 Generations ได้อย่างอบอุ่นและลงตัว
Extra Rooms –สามารถปรับห้องนอนใหญ่ที่มีขนาดกว้างขวาง ออกแบบให้มีสัดส่วนเป็นพื้นที่ Walk in Closet สร้างความสุขในการแต่งตัวของคุณได้ในพื้นที่ห้องนอน

Work & life f(x) – ความหลากหลายของห้องนอน ทำให้สามารถ create ฟังก์ชัน การใช้สอยได้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นห้องออกกำลังกาย ห้องทำงานที่บ้าน หรือห้องเอนกประสงค์สำหรับทำกิจกรรมร่วมกันภายในครอบครัว โดยบริเวณชั้น 2 ของบ้าน มีการจัดเตรียมจุดติดตั้ง Router Wi-Fi สำหรับเชื่อมต่อ Internet ในตำแหน่งที่สามารถกระจายสัญญาณได้ทั่วทั้งตัวบ้าน พร้อมปลั๊กไฟ USB ที่ติดตั้งไว้ที่บริเวณห้องรับแขก และห้องนอนใหญ่ สำหรับชาร์จแบตสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตได้อย่างสะดวกสบาย

Family f(x) – นอกจาก living room ชั้นล่างก็ยังมีโถงชั้นบนกว้างขวางกว่าปกติรองรับทุกกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะทำเป็นมุมพักผ่อน จิบกาแฟ อ่านหนังสือ หรือเป็นมุมสำหรับจัดวางต้นไม้ฟอกอากาศภายในบ้าน

Private f(x) –ออกแบบให้มีห้องน้ำส่วนตัวสำหรับห้อง Master Bedroom เพิ่ม Privacy สำหรับการอยู่อาศัยร่วมกัน

Kitchen f(x) – ปลุกความเป็น Chef ในตัวคุณ ด้วยห้องครัวแบบไทย และแบบฝรั่ง มีทั้งครัวใน ครัวนอก ที่ต่อเติมเทพื้น ปูกระเบื้อง และเดินท่อน น้ำดี-น้ำทิ้ง ไว้ให้คุณได้พร้อมทำอาหารได้อย่างมีความสุข

Parking f(x) – ที่จอดรถสะดวกกว้างขวาง สำหรับการจอดได้ 2-3 คัน รองรับการอยู่อาศัยแบบครอบครัวใหญ่ ที่สำคัญโครงสร้างลานจอดรถแยกจากตัวบ้าน ป้องกันผลกระทบระยะยาวในอนาคต

กานดา

ทั้ง 8 ฟังก์ชันของ กานดา พร็อพเพอร์ตี้ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่หลากหลายน่าจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณได้อย่างลงตัว

อ่านประกอบ : กานดา พร็อพเพอร์ตี้ กางแผนรุกอสังหาฯฝ่าโควิดปี 64

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME