fbpx

ผู้เขียน: Warapong Pankaew

Warapong Pankaew29 กรกฎาคม 2020
Lio-Bliss_1-1280x591.jpg

1min85

ส่องทำเลกรุงเทพฯตะวันตก สาธารณูปโภคโครงข่ายคมนาคม ถนน ทางด่วน รถไฟฟ้า ปลุก real demand ในพื้นที่ต่อเนื่อง ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ส่ง 2 โครงการใหม่ มูลค่า 1,500 ล้าน ลุยตลาดไตรมาส 3 

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ‘ทำเล’ ยังเป็นปัจจัยหลักที่ลูกค้าให้ความสำคัญ สำหรับพื้นที่โซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกถือเป็นทำเลที่มีโครงการสาธารณูปโภครองรับอย่างสมบูรณ์ เรียกได้ว่าตัดสินใจซื้อวันนี้ก็ได้รับความเจริญวันนี้แบบไม่ต้องรอ คือสาเหตุที่เราจะเห็น growth ของ demand ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ โดยทำเลดังกล่าวใกล้กับเส้นทาง รถไฟฟ้าสายสีม่วงบางใหญ่-บางซื่อ และใกล้กับทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอก ทำให้การเดินทางคมนาคมสามารถเข้าสู่ใจกลางเมืองได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

รวมทั้งมีการพัฒนาศูนย์การค้าขนาดใหญ่เพื่อรองรับความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต ที่สำคัญยังเป็นเส้นทางโลจิสติกส์ที่พร้อมจะกระจายความเจริญเชื่อมต่อกับโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายของเมียนมาอีกด้วย ปัจจัยเหล่านี้เองจึงเอื้อต่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่สามารถเอื้อต่อการตอบโจทย์ทุกวัตถุประสงค์ของการอยู่อาศัยได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ พื้นที่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯยังเป็นพื้นที่ที่รวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านการคมนาคมและขนส่งขนาดใหญ่ที่กล่าวได้ว่าจะเข้ามาพลิกโฉมพื้นที่โดยรอบให้เกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดด โดยในอนาคตกำลังจะมีเมกะโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่เกิดขึ้นตามมาอีกหลายโครงการ อาทิ โครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ สายนครปฐม-ชะอำ, โครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตก, โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านตะวันตก เริ่มที่ถนนพระรามที่ 2 เชื่อมกับมอเตอร์เวย์ บางใหญ่-กาญจนบุรี ถึงถนนสายเอเชีย บริเวณ จ.พระนครศรีอยุธยา

โครงการถนนต่อเชื่อมถนนนครอินทร์-ทางหลวงชนบท สาย นฐ.3004 (ศาลายา), โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4, โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ซึ่งงานโยธาแล้วเสร็จ 100% รอเปิดให้บริการพร้อมๆ กับสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และสถานีกลางบางซื่อ ประมาณต้นปี 2564, โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ส่วนตะวันตก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์, โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายช่วงบางหว้า-ตลิ่งชัน เป็นต้น ซึ่งจาก landscape การพัฒนาดังกล่าวปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทำเลย่านนี้จะเติบโตขึ้นอีกมากเท่าไรในช่วงเวลาอันสั้นนี้

ด้วยพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ด้านสาธารณูปโภค ทำให้ในช่วงต้นไตรมาส 3 บริษัทเตรียมเปิดโครงการทาวน์โฮม 2 โครงการใหม่ในทำเลกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก เพื่อรองรับกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมาย ด้วยข้อเสนอใหม่ผ่านแนวคิดการพัฒนาสินค้าที่ตอบสนองความต้องการแบบ real time และ real needs ซึ่งที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากยอดขายของโครงการภายใต้แนวคิดดังกล่าวที่บริษัทได้นำเสนอสู่ตลาดในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ สามารถสร้างกระแสตอบรับแบบดีเกินคาด

“การค้นพบความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าและนำความต้องการดังกล่าวมาพัฒนาให้เกิดขึ้นจริง คือสิ่งที่ทำให้กลุ่มลูกค้า real demand ตัดสินใจเลือกบ้านของลลิล พร็อพเพอร์ตี้ และเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่เรากำลังสร้างคือสิ่งที่ลูกค้าเล็งเห็นถึงคุณค่าอย่างแท้จริง” นายชูรัชฏ์กล่าว

ขณะที่โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบได้รับการตอบรับที่ดีต่อเนื่อง สําหรับที่อยู่อาศัยที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในโซนนี้ คือทาวน์โฮม ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จึงได้พัฒนาทาวน์โฮม 2 โครงการใหม่มูลค่ารวม 1,500 ล้านบาท ได้แก่

  • โครงการ ไลโอ บลิสซ์ วงแหวน-ปิ่นเกล้า (พระราม5) มูลค่า 600 ล้านบาท จำนวน 283 ยูนิต เป็นโครงการทาวน์โฮม พร้อมคลับเฮ้าส์และสวนที่ร่มรื่น ราคาเริ่มต้นที่ 1.89 ล้านบาท
  • โครงการไลโอ บลิสซ์ รัตนาธิเบศร์-บางใหญ่ มูลค่า 900 ล้านบาท จำนวน 457 ยูนิต ทาวน์โฮมท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของสวนขนาดใหญ่ พร้อมคลับเฮาส์ ใกล้เซ็นทรัลเวสต์เกต ทางด่วน ศรีรัช วงแหวนฯ-จตุจักร-พระราม 9 และรถไฟฟ้า ราคาเริ่มต้นที่ 1.89 ล้านบาท

ทั้ง 2 โครงการพัฒนาภายใต้แนวคิด “บ้าน” คือคำตอบของทุก “ความสุข” ทั้งยังผสมผสานนวัตกรรมและที่อยู่อาศัยให้ตอบรับทุกความต้องการของชีวิตคนเมืองขยายพื้นที่ความสุขให้ “กว้าง” ยิ่งขึ้น บนพื้นที่ 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ และ Master Bedroom ขนาดใหญ่ พักผ่อนไปกับพื้นที่สีเขียวด้วยสวนธรรมชาติบำบัด(Naturopathy) ตอบโจทย์ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ โครงการตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ ให้การเชื่อมต่อทุกการเดินทางสู่ใจกลางเมืองได้ง่าย สะดวกสบายท่ามกลางสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว

Lio Bliss_5
Lio Bliss_2
Lio Bliss_4

พร้อมด้วยจุดขายบ้านฟังก์ชันใหม่สไตล์ New Normal ภายใต้คอนเซปต์ ‘Smart Living-Flexible’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปนิกชื่อดังชาวฝรั่งเศส เลอ กอร์บูซีเย (Le Corbusier) กับ แนวคิด Modern Geometry ที่เน้น “ฟังก์ชันหรือการใช้งาน” เป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบบ้านให้สามารถใช้สอยพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างแท้จริง และ Le Modular หรือหลักความสอดคล้องของสัดส่วนมนุษย์ (Human Scale)ในการจัดสรรพื้นที่ให้เพียงพอ และเหมาะสมกับการใช้ชีวิต

“ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันคนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับสัดส่วนพื้นที่การใช้สอยของตัวบ้านมากขึ้น เพื่อรองรับการ Work From home ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) หรือแม้กระทั่งการทำธุรกิจออนไลน์ ดังนั้นเราจึงให้ความสำคัญในเรื่องของความคุ้มค่า เราจึงออกแบบบ้านให้เป็น flexible function โดยสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยให้ยืดหยุ่นและหลากหลายตามความต้องการ เช่น ทาวน์โฮม 4 ห้องนอน สามารถปรับฟังก์ชันห้องด้านล่าง ให้มาเป็นห้องเอนกประสงค์ สามารถใช้ในการ Work From home แบบส่วนตัว เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยในสังคมปัจจุบันได้อย่างอิสระ” นายชูรัชฏ์กล่าวปิดท้าย


Warapong Pankaew28 กรกฎาคม 2020
-1280x687.jpg

1min325

อาจเป็นผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์หนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับประสบการณ์ตรงจากการ quarantine 14 วัน เพื่อเฝ้าสังเกตการติดเชื้อจากไวรัสโควิด-19 และได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ตรงนั้นมาเป็นปรับเปลี่ยนเป็นกลยุทธ์ All From Home เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนตลาดบ้านแนวราบของบริษัท เอ็น.ซี. เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน)

เอ็น.ซี เฮ้าส์ซิ่ง“ปกติผมอยู่บ้านน้อยมาก เมื่อต้องทำงานอยู่ที่บ้าน 14 วัน พร้อมๆ กับครอบครัว นอกจากจะได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวมากขึ้นและมีความสุขมากขึ้นแล้ว ประสบการณ์จากการล็อคดาวน์ทำให้เห็นการใช้ประโยชน์ในบ้านอย่างเต็มที่ ทำให้ค้นพบว่า บ้านซึ่งมีเนื้อที่จำกัดอยู่ไปสักพักก็จะเบื่อ ถ้าต้องอยู่บ้านนานๆ จะต้องใช้ชีวิตอย่างไร พื้นที่ใช้สอยจะสอดคล้องกันอย่างไร” นายสมนึก ตันฑเทอดธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี เฮ้าส์ซิ่ง กล่าว

การได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น ทำให้มองถึงข้อเท็จจริงของชีวิต ซึ่งตลอด 4-5 เดือนที่โควิด-19 แพร่ระบาดทำให้พบปัญหาที่แท้จริง 2 ข้อ นั่นก็คือ ความไม่แน่นอน และความไม่ยั่งยืน ในมิติของธุรกิจเห็นชัดเจนว่า แม้แต่บริษัทใหญ่ยังเกิดปัญหา กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครได้เตรียมตัวมาก่อน และในมุมของชีวิตส่วนตัว ความไม่แน่นอน ความไม่ยั่งยืน ทำให้ไม่รู้ว่าคนเราจะมีชีวิตอยู่อีกนานแค่ไหน เริ่มกังวล ห่วงใยกับชีวิตตัวเอง คนรอบข้าง และพร้อมที่จะใช้ชีวิตอย่างเต็มที่มากขึ้น

ขณะเดียวกัน การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น new normal living การใช้ชีวิตอยู่กับบ้านมากขึ้น ทั้งการทำงาน หรือการเรียน ยังทำให้มีเวลาที่จะสวนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวมาก รวมถึงการเกิดธุรกิจใหม่ในบ้าน จากคนที่ต้องตกงาน หรือต้องทำงานพิเศษ เกิดการใช้เทคโนโลยี หรือนวัตกรรม ที่ช่วยสร้างความสุขร่วมกันกับคนในครอบครัว และสนับสนุนการทำงาน การเรียน การจับจ่าย และการทำธุรกิจอยู่กับบ้านผ่านออนไลน์

บ้านจะถูกออกแบบเพื่อรองรับสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการ ปรับแสง ปรับอุณหภูมิ การเก็บเสียง การประยัดพลังงาน รวมไปถึงการออกแบบที่จะช่วยลดการนำเข้าเชื้อโรคและสิ่งปะปนอื่นๆ เข้าไปในบ้าน ขณะที่การขายบ้านจะขายความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของ All From Home นวัตกรรมบ้านวิถีใหม่ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุข ของคนในครอบครัวทุกช่วงวัย

นายสมนึก กล่าวว่า จากความเข้าใจถึงไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยที่ผ่านมาในช่วงโควิดที่ทุกครอบครัวต้องเผชิญกับการถูก Lock Down และได้รับผลกระทบทุกภาคส่วนธุรกิจ ทุกครัวเรือน ได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลง มีการปรับตัวสู่การใช้ชีวิตในวิถีใหม่ จึงเกิดเป็นแนวคิดของบ้านวิถีใหม่ ด้วยคอนเซ็ปต์ ALL FROM HOME กับครอบครัวทุกช่วงวัย a///gen ผ่าน 5 รูปแบบการใช้ชีวิตสู่ประสบการณ์ใหม่ Live Work Shop Learn Play ได้แก่

  • Live from Home นวัตกรรมบ้านที่ใส่ใจสุขภาพของทุกคนในครอบครัว การออกแบบที่คำนึงถึงช่วงเวลาสำคัญของทุกคนในครอบครัว
  • Work from Home ทำให้ทุกๆ พื้นที่บ้าน สามารถรองรับการทำงาน ที่สร้างแรงบันดาลใจ แบบไม่มีจำกัด
  • Shop from Home รองรับไลฟ์สไตล์ความสุข ช็อป ชิล ใช้ชีวิตให้เต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมงได้ที่บ้าน
  • Learn from Home สร้างการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกมุมของบ้าน
  • Play from Home สร้างความสนุกในทุกๆ พื้นที่บ้าน เพิ่มเติมความสัมพันธ์ทุกคนในครอบครัว

นวัตกรรมบ้านวิถีใหม่ จะเป็นการทำงานร่วมกับพันธมิตรของบริษัทที่ช่วยนำนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาสนับสนุนการออกแบบ ภายใต้แนวคิด ALL FROM HOME ซึ่งหลังจากนี้ จะมีการออกแบบในทุกๆ โครงการของบริษัท ซึ่งในครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมจะเปิดโครงการใหม่เพิ่มอีก 3 โครงการ เป็นโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบทั้งในกทม.และพัทยา รวมมูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท โดยจะหันไปเน้นการพัฒนาโครงการในรูปแบบบ้านสั่งสร้างมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นภายในได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ยังมีบริการปรับปรุงตกแต่งบ้านให้ลูกค้าเก่าที่ต้องการเปลี่ยนพื้นที่การใช้งานในบ้านให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน

สำหรับยอดขายในครึ่งปีแรกบริษัททำไปได้แล้ว 1,900 ล้านบาท โดยในไตรมาส 3 จะมีโปรโมชั่นใหม่ออกมาสำหรับบ้านพร้อมอยู่ โดยคาดว่า ถึงสิ้นปีน่าจะทำยอดขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 2,700 ล้านบาท ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหา เพราะความต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบยังอยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งเกิดจาการโควิด-19 ทำให้ยอดขาย บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์เกินเป้าทุกเดือน

สำหรับพื้นที่การพัฒนาที่สำคัญของ เอ็น.ซี. เฮ้าส์ซิ่ง คือ พื้นที่โซนเหนือของกทม.และปริมณฑล โดยมีโครงการบ้านฟ้าปิยรมย์ เนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ เป็น Township หรือเมืองแห่งการอยู่อาศัยอย่างสมบูรณ์แบบ มีโครงการบ้านฟ้าปิยรมย์นอร์เดิร์นเป็นโครงการใหม่ล่าสุด ที่พัฒนาในรูปแบบโมเดิร์น สแกนดิเนเวียน บนพื้นที่ 38 ไร่ จำนวน 141 ยูนิต บ้านเดี่ยว มีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 178 -267 ตร.ม ขนาดพื้นที่ 57-120 ตร.ว. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ราคาเริ่มต้น 5.5-11 ล้านบาท โดยได้มอบข้อเสนอพิเศษจากโครงการ ฟรีดาวน์สูงสุด 2 ล้านบาท ฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน ฟรีของแถม ตกแต่งบ้าน ฟรีทองคำ สูงสุด 10 บาท


Warapong Pankaew25 กรกฎาคม 2020
3-1-1280x465.jpg

1min91

คงจะดีไม่น้อยถ้าจะมีบริการสินเชื่อที่ช่วยให้ทั้งผู้ขอสินเชื่อ(คนซื้อบ้าน) ผู้ปล่อยกู้(ธนาคาร) และผู้ที่รอเงินกู้(เจ้าของโครงการบ้าน-คอนโด) มีความสะดวกสบายด้วยการยื่นขอสินเชื่อผ่านระบบออนไลน์ โดยสามารถใช้เอกสารชุดเดียวแต่สามารถยื่นกู้ได้พร้อมๆ กันหลายธนาคารได้ มี AI สามารถ match ระหว่างผู้กู้กับสินเชื่อของแต่ละธนาคารได้ นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามความคืบหน้าได้ในทุกขั้นตอน ซึ่งล่าสุด บริษัท ไอคอน เฟรมเวิร์ค จำกัด ผู้ให้บริการระบบ Real Estate Management Platform มานานกว่า 12 ปี มีลูกค้าบริษัทอสังหาริมทรัพย์กว่า 60 บริษัท ได้เปิดตัวบริการใหม่ ICON Digital Mortgage หรือสินเชื่อบ้านอัตโนมัติ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า

นายวรรณเทพ หรูวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอคอน เฟรมเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทได้ทำระบบบริหารการขายให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ทำให้ทางบริษัทเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการการยื่นขอสินเชื่อที่ต้องใช้เวลา มีความซับซ้อนด้านเอกสารที่ผู้บริโภคต้องจัดส่งให้กับธนาคารต่างๆ หรือไม่รู้ว่าจะยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารไหนดี ความคืบหน้าในช่วงยื่นขอสินเชื่อ ฯลฯ

บริษัทจึงได้พัฒนาระบบ ICON Digital Mortgage หรือ สินเชื่อบ้านอัตโนมัติ ขึ้นซึ่งเป็นกระบวนการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย โดยการเชื่อมต่อระบบระหว่างธนาคารกับเจ้าของโครงการอสังหาฯ ผ่าน Platform กลางเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการสมัครสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและแจ้งสถานะการพิจารณาสินเชื่อจากทางธนาคารโดยตรง ทำให้เกิดความรวดเร็วในการทำงาน ลดข้อผิดพลาด ป้องกันการทุจริต อีกทั้งผู้บริโภคยังสามารถยื่นขอสินเชื่อพร้อมๆ กันได้หลายธนาคาร (เฉพาะธนาคารที่เข้าร่วมการใช้ระบบนี้) โดยการให้ข้อมูลในการขอสินเชื่อเพียงครั้งเดียว ก็เชื่อมต่อกับทางโครงการและธนาคารต่างๆ ได้ทันที เจ้าของโครงการฯ

ขณะที่ผู้บริโภคยังสามารถยื่นขอสินเชื่อพร้อมๆ กันได้หลายธนาคาร (เฉพาะธนาคารที่เข้าร่วมการใช้ระบบนี้) สามารถให้ข้อมูลในการขอสินเชื่อเพียงครั้งเดียว ก็เชื่อมต่อกับทางโครงการและธนาคารต่างๆ ได้อย่างทันที เจ้าของโครงการฯ และผู้บริโภคสามารถรับทราบความคืบหน้าได้แบบ Real Time นับว่าเป็นการ Lean System ในธุรกิจอสังหาฯ ได้อย่างแท้จริง

“ผู้ใช้บริการ ICON Digital Mortgage ซึ่งได้แก่ ผู้ประกอบการ ธนาคาร และผู้บริโภค จะได้ประโยชน์ทุกฝ่ายโดยผู้บริโภคจะได้สินเชื่อที่ได้เงื่อนไขดีที่สุดจากธนาคารที่อนุมัติสินเชื่อ ส่วนผู้ประกอบการจะได้การโอนที่เร็วขึ้น และธนาคารจะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น”

ปัจจุบันมีธนาคารที่เข้าร่วมใช้ระบบ ICON Digital Mortgage แล้วทั้งสิ้น 3 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคาร ยูโอบี โดยคาดว่าสิ้นปี 2563 นี้ จะมีธนาคารที่เข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของผู้ยื่นขอสินเชื่อมากที่สุด และคาดว่าจะมีธนาคารที่เข้าร่วม 14 แห่ง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค และในอนาคต เมื่อมีธนาคารเข้าร่วมมากขึ้น จะทำให้บริษัทสามารถนำข้อมูลต่างๆ มาประมูลผลด้วย AI เช่น การ matching หาสินเชื่อที่เหมาะสมกับผู้กู้ เป็นต้น

สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ระบบ ICON REM (Real Estate Management) เดิมอยู่แล้ว สามารถเข้าใช้ระบบ ICON Digital Mortgage ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดยระบบนี้ช่วยให้สามารถลดระยะเวลาการขอสินเชื่อ สามารถติดตามสถานะการพิจารณาการขอสินเชื่อได้แบบ Real Time โดยระบบจะแสดงผลการอนุมัติ ทั้งการอนุมัติเบื้องต้น และการอนุมัติจริง ส่งผลให้สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้เร็วขึ้น ปิดโครงการได้เร็วและง่ายขึ้น


Warapong Pankaew25 กรกฎาคม 2020
prop-tech11-1280x727.jpg

1min263

ออริจิ้น หั่นต้นทุนขายกดราคาคอนโดใหม่ พลิกโฉมการขายรูปแบบเดิม สู่แพลทฟอร์มออนไลน์เต็มรูปแบบ นำร่องเปิดตัว ดิ ออริจิ้น อ่อนนุช ราคาเริ่มต้น 1.29 ล้านบาท

นายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออริจิ้น คอนโดมิเนียม ผู้พัฒนาโครงการกลุ่มสมาร์ทคอนโดมิเนียม ในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 กลุ่มธุรกิจสมาร์ทคอนโดมิเนียม จะเปิดตัวโครงการใหม่อีก 3 โครงการ มูลค่ารวม 4,350 ล้านบาท ได้แก่

  1. ดิ ออริจิ้น อ่อนนุช มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท
  2. ดิ ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ รามอินทรา มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท
  3. ดิ ออริจิ้น อี 22 สเตชั่น มูลค่าโครงการ 1,650 ล้านบาท

คาดว่าจะทยอยเปิดขายทั้ง 3 โครงการภายในช่วงไตรมาส 3/2563 พร้อมกับกลยุทธ์ใหม่ที่จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ทุกกระแสความเปลี่ยนแปลงแบบ Next Normal

“ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เราต้องเผชิญกับความปกติรูปแบบใหม่ หรือ New Normal ในหลากหลายเรื่องมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดสถานการณ์ Lock-down ทำให้เราได้เรียนรู้ทั้งวิธีการขายแบบใหม่ พฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบใหม่ ไปจนถึงสกิลและโซลูชั่นใหม่ๆ ครึ่งปีหลังของปีนี้ จึงเป็นช่วงที่เราจะนำเอาบทเรียนที่เป็น Key Learning จาก New Normal ในไตรมาส 2 มาพัฒนาทั้งกลยุทธ์และสินค้าของเราเพื่อก้าวไปสู่ Next Normal” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้กลยุทธ์ Origin Next Normal บริษัทจะสร้างสรรค์วิธีแก้ปัญหาเพื่อตอบโจทย์แห่งอนาคตใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.วิธีแก้ปัญหาด้านการเข้าถึง (Reaching Solution) และ 2.วิธีแก้ปัญหาสำหรับการอยู่อาศัย (Living Solution) โดยในระยะแรก หรือ The 1st Wave จะเน้นตอบโจทย์ Reaching Solution เริ่มจากการเปิดขายโครงการดิ ออริจิ้น อ่อนนุช ผ่านอีเวนท์การขายออนไลน์ (Online Presales Event) เต็มรูปแบบ 100% โดยไม่มีสำนักงานขาย ไม่มีพนักงานขายแบบออฟไลน์ ครั้งแรกของวงการ

“เมื่อไม่ต้องมีสำนักงานขาย เมื่อทุกอย่างมาอยู่บนออนไลน์ ผู้บริโภคจะได้ Reaching Solution ไปทันที 2 อย่าง ได้แก่

  • ราคาที่ถูกลงและคุ้มค่ามากขึ้น เพราะเมื่อไม่ต้องมีสำนักงานขาย บริษัทก็สามารถทำราคาได้ถูกลงในระดับที่เซอร์ไพรส์ตลาดได้ เช่น เราสามารถให้ผู้บริโภคอยู่อาศัยในทำเลอ่อนนุชกับราคาเฉลี่ยเพียงประมาณ 68,000 บาทต่อ ตร.ม. หรือเริ่มต้นเพียง 1.29 ล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถของผู้บริโภคในการเข้าถึงทำเลดีๆ ภายใต้งบประมาณที่จับต้องได้
  • ความสามารถในการชมห้องตัวอย่างโดยไม่ต้องไปสถานที่จริง เราเล็งเห็นแล้วว่า ช่วงไตรมาส 2 ที่มีการ Lock-down ผู้บริโภคก็ยังมีความสนใจในการซื้อคอนโดมิเนียมผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์ โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการต้องไปเห็นห้องตัวอย่างจริงเท่ากับในอดีต

เราจึงจะยกทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อสินค้า ขึ้นมาอยู่บนแพลทฟอร์มออนไลน์ทั้งหมด เพื่ออำนวยความสะดวกผู้บริโภคในการซื้อขายและเข้าถึงข้อมูลแบบ Next Normal” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

สำหรับแพลทฟอร์มอีเวนท์ออนไลน์ จะประกอบด้วยหลากหลายฟีเจอร์ อาทิ Walkthrough Video วิดีโอพาชมห้องตัวอย่างแบบต่างๆ อย่างละเอียด โดยพนักงานขาย หรือ Influencer ที่จะมาแนะนำเสมือนลูกค้าอยู่ตรงหน้า ชมห้องตัวอย่างแบบ 360 องศา ด้วยตัวคุณเองแบบคลิกมุมมองได้ 360 องศา Realtime Live Event  พบกับ Live สดจากนักวิเคราะห์ Blogger เพื่อให้ข้อมูลและตอบคำถามผู้บริโภคโดยตรงเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมีช่องทางลงทะเบียนจองสิทธิล่วงหน้า โดยในขณะที่จองจะสามารถเลือก Topping ฟังก์ชั่นหรือสิ่งที่ต้องการในห้องเพิ่มเติมได้ เช่น ต้องการเฟอร์นิเจอร์สำหรับพร้อมเข้าอยู่ เพิ่มความสนุกไปพร้อมกับทางเลือกในการจอง คาดว่าทั้งหมดจะตอบโจทย์ Customer Journey ได้เป็นอย่างดี

สำหรับโครงการดิ ออริจิ้น อ่อนนุช (The Origin Onnut) ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 2-2-83 ไร่ ติดถนนใหญ่บริเวณระหว่างซอยอ่อนนุช 24 และอ่อนนุช 26 ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมแบบ Low rise 8 ชั้น 2 อาคาร 399 ยูนิต ร้านค้า 3 ยูนิต มีห้องพักแบบ 1 ห้องนอน ขนาดตั้งแต่ 21.5-34 ตร.ม. โดยห้องขนาด 21.5 ตร.ม. เป็นห้อง Layout ที่ออกแบบใหม่ ไม่เคยมีในแบรนด์ดิ ออริจิ้น โครงการอื่น

พร้อมทั้งมีฟังก์ชัน Smart Closet ให้ภายในห้อง ภายในโครงการยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญอื่นๆ อาทิ Lobby, Co-Working Space, Observation Deck, Co-Passion Space, Shop, Pocket Garden, Swimming Pool 4.5x25m ,Pool Lounge ,Fitness, Sky Garden, รถตู้รับ-ส่งจากโครงการไปยังสถานี BTS อ่อนนุช คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาส 4/2564 และก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 4/2565

ทั้งนี้ โครงการจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2563 จากนั้นจะเริ่มเปิดขายจริงในวันที่ 8 ส.ค.2563  ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ในการจองห้องได้ที่ https://bit.ly/3jCHagC

นายอภิสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทเชื่อมั่นว่า ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคแบบ Next Normal ประกอบกับ Reaching Solution ทั้งด้านราคาและความสะดวกในการเข้าถึง จะทำให้ Origin Next Normal, The 1st Wave ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และคาดว่าภายในช่วงปลายเดือน ส.ค. บริษัทจะประกาศรายละเอียดของ Origin Next Normal, The 2nd Wave ต่อไป

 


Warapong Pankaew24 กรกฎาคม 2020
bts1ใช้ประกอบข่าว-1280x720.jpg

1min433

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้อัพเดตดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ประจำไตรมาส 2 ปี 2563 โดยดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้เปิดเผยเอาไว้ว่า ดัชนีราคาที่ดินเปล่าในไตรมาส 2 มีค่าเท่ากับ 308.6 จุด เพิ่มขึ้นถึง 30.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 236.9 จุด และเพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 293.3 จุด

สำหรับทำเลที่มีการปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าทำเลอื่นๆ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นพื้นที่ปลายสายรถไฟฟ้าที่เป็นส่วนต่อขยายและมีแผนจะก่อสร้างในอนาคต โดยทำเลที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าผ่าน 5 อันดับแรกที่มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นสูงสุด เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) ได้แก่

  1. รถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ ช่วงคูคต-ลำลูกกา ซึ่งเป็นเส้นทางส่วนต่อขยายที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง โดยในไตรมาส 2 ปี 2563 รถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือได้เปิดให้บริการเพิ่มอีก 4 สถานี ได้แก่ สถานีกรมป่าไม้ สถานีบางบัว สถานีกรมทหารราบที่ 11 และสถานีวัดพระศรีมหาธาตุ ส่งผลให้ราคาที่ดินในบริเวณตามแนวรถไฟฟ้านี้มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 61.4% และเป็นทำเลที่มีการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินมากที่สุดต่อเนื่องมา 5 ไตรมาส
  2. สายสีชมพู แคราย-มีนบุรี ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีความคืบหน้าการก่อสร้างโดยรวมอยู่ที่ร้อยละ 57 มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 53.6%
  3. สายสีน้ำเงิน บางแค-พุทธมณฑลสาย 4 เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 28.5%
  4. สายสีแดงอ่อน ตลิ่งชัน-ศาลายา เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 26.5%
  5. สายสีเขียวใต้ (สมุทรปราการ-บางปู) ซึ่งเป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต และสายสีเขียวใต้ (แบริ่ง-สมุทรปราการ) ซึ่งก่อสร้างเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นเท่ากัน 23.1%

ดูจากข้อมูลชุดนี้แล้วบอกได้คำเดียวว่าเศร้าแทนคนซื้อบ้าน เพราะจาก 5 อันดับ 6 เส้นทางข้างต้น เป็นโครงการที่ยังเป็นแค่แผนอยู่ในอากาศ 4 เส้นทาง แต่ราคาที่ดินกลับพุ่งพรวดสูงสุดถึง 61% ขณะที่โครงการที่ยังสร้างไม่เสร็จ 1 เส้นทาง ดัชนีราคาก็วิ่งไปไกล 54% เช่นกัน ส่วนโครงการที่เปิดให้บริการแล้ว 1 เส้นทาง ก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย 23%

นั่นหมายความว่า โครงการกว่าจะเริ่มลงมือไปจนถึงสร้างเสร็จเปิดให้บริการ ราคาที่ดินจะพุ่งไปอีกเท่าไหร่ และทำให้ราคาบ้านหรือคอนโดแพงไปอีกแค่ไหน ขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาฯเองก็ไม่กล้าจะควักสตางค์ซื้อที่ดินตราบใดที่รถไฟฟ้ายังไม่เริ่มตอกเข็ม เพราะนั่นคือความเสี่ยง ยิ่งยุคสมัยที่นักการเมืองคุมกระทรวงนี้ก็ยิ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวดึงซ้ายที ดึงขวาที โครงการก็ล่าช้าไปอีกเท่าไหร่ก็ไม่รู้

แต่ผู้ประกอบการเองก็มีส่วนจากการแย่งกันทุ่มเงินซื้อจนราคาพุ่งสูงปรี้ดในเวลาเพียงไม่กี่ปี สุดท้ายคนที่อยากได้บ้านที่เดินทางสะดวกมีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านชัวร์ๆ ก็ต้องจ่ายเพิ่มตามราคาที่ดินที่ขึ้นไปดักรอแล้วหลายปี แต่ถ้าอยากได้ราคาที่ถูกกว่าก็ต้องรีบซื้อตั้งแต่ตอนนี้ แต่ไม่รับประกันว่าจะมีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านมั๊ย เพราะเป็นอะไรที่ไม่แน่ไม่นอน ดูรถไฟฟ้าสายสีม่วงเป็นตัวอย่าง โครงการกว่าจะเริ่มกว่าจะเสร็จปรับแล้วเปลี่ยนอีกดึงแล้วดึงอีกกินเวลาเป็น 10 ปี ราคาที่ดินก็วิ่งขึ้นไปไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า

เอาเป็นว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐจะต้องเข้ามาดูแลเรื่องพวกนี้อย่าปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอยู่ฝ่ายเดียวจนผู้บริโภคต้องเสียเปรียบและเสียประโยชน์ กลไกรัฐต้องเข้ามาช่วยถ่วงดุล สร้างโอกาสให้คนที่ต้องการซื้อบ้านสร้างครอบครัว เพราะที่อยู่อาศัยชานเมืองทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑลนั้นคือที่พึ่งพิงของคนชั้นกลางและชนชั้นฐานราก ถ้ามีรถไฟฟ้าแล้วแต่กลับต้องมาอยู่ในคอนโดห้องแคบๆ นอกเมือง เพราะต้นทุนที่ดินทำบ้านประเภททาวน์เฮ้าส์ไม่ได้ มันก็กระไรอยู่

เรื่องนี้อยากฝากไปถึงคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติ ช่วยออก action (บ้างก็ได้นะ) หรือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่ดูแลการเคหะแห่งชาติ ช่วยให้ผู้ว่าคนใหม่หมาดๆ “ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” ผลักดันโครงการแนวรถไฟฟ้าของการเคหะฯให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ เพื่อเป็นทางเลือกและเป็นอานิสงส์ให้กับคนที่ต้องการมีบ้าน ก็ขออนุโมทนาสาธุไว้ล่วงหน้าเลยครับ


Warapong Pankaew22 กรกฎาคม 2020
-เซรามิกส์-1-1280x588.jpeg

1min372

เอสซีจี เซรามิกส์ เผยซ่อม สร้าง ต่อเติมขยายพื้นที่บ้าน และสินค้ากลุ่มสุขภาพ ความต้องการพุ่ง เตรียมส่งสินค้าใหม่ รับกระแส new normal พร้อมขยายไลน์ธุรกิจรีโนเวต เจาะลูกค้าโครงการจัดสรร พร้อมกับประกาศผลประกอบการครึ่งปี แม้ยอดขายลด แต่กำไรโตสวนทาง

นายนำพล มลิชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องภายใต้แบรนด์คอตโต้ โสสุโก้ และ คัมพานา เปิดเผยว่า ในช่วงของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ความต้องการปรับปรุงบ้าน เพื่อใช้พื้นที่สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การ work from home มีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และยังต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกัน สินค้าในกลุ่มสุขภาพ ความปลอดภัยก็มีความต้องการสูงขึ้นด้วย

“ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้ชีวิตอยู่บ้านมากขึ้น และตระหนักถึงเรื่องความสะอาดและความปลอดภัยภายในบ้านเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสดีของบริษัทที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ในกลุ่ม Health and Clean เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการปรับแต่งพื้นที่อยู่อาศัยให้เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี ปลอดภัย สะอาดไร้กังวลและสร้างความอุ่นใจในการอยู่อาศัย”

ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาบริษัทได้เร่งออกสินค้าเพื่อตอบสนองลูกค้ากลุ่มนี้ อาทิ กระเบื้อง Hygienic Tile หรือ กระเบื้องยับยั้งแบคทีเรีย จาก COTTO ที่ใช้เทคนิคในการผสมสารซิลเวอร์นาโนในเนื้อกระเบื้อง ทำให้สามารถยับยั้งการเกิดเชื้อแบคทีเรียได้ตลอดอายุการใช้งาน และได้ขยายพอร์ทสินค้าเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคนี้ที่ให้ความสำคัญไม่เพียงแต่ความสะอาด แต่ยังต้องคำนึงถึง ความสะดวก ปลอดภัย และสวยงามอีกด้วย

บริษัทจึงมุ่งเน้นพัฒนาออกสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า เช่น แผ่นปูพื้น LT แบบ Smart Flexible by COTTO ซึ่งเป็นวัสดุปูพื้นที่มีดีไซน์สวยงาม ติดตั้งง่าย ในพื้นที่จำกัด รวดเร็ว และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ล่าสุดคือ กระเบื้องรุ่น 4D+จาก CAMPANA และ SOSUCO ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการกันลื่นเพื่อความปลอดภัยได้ดียิ่งขึ้น โดยยังคงให้ผิวสัมผัสที่่นุ่มละมุนสบายแตกต่างจากเดิม และยังมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสุขภาพ และความปลอดภัยออกมาอย่างต่อเนื่อง

เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ ต้องการปรับปรุงที่พักอาศัย (รีโนเวต) บริษัทได้มีการขยายธุรกิจให้บริการติดตั้ง ภายใต้ชื่อ C’TIS (Certified Tile Installation Service) เพื่อให้บริการสร้างซ่อม ตกแต่ง ต่อเติม ติดตั้งกระเบื้องและวัสดุกรุผิว ด้วยทีมช่างมืออาชีพที่ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เจาะตลาดงานต่อเติมบ้านและอาคารขนาดเล็ก โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ บ้านในโครงการต่างๆ ที่มีแนวโน้มในการปรับปรุงบ้านมากขึ้น โดยขณะนี้ มีจุดให้บริการที่กรุงเทพฯ-ประมณฑล เชียงใหม่ ระยอง และชลบุรี และมีแผนที่จะเปิดเพิ่มอีก 30 จุดทั่วประเทศภายใน 2 ปีนี้

นายนำพล กล่าวอีกว่า สำหรับผลการดำเนินงานจองบริษัทในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 มีรายได้จากการขาย 2,369 ล้านบาท ลดลง 15% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และลดลง 6% จากไตรมาส 1 ปีเดียวกัน แต่มีกำไรสำหรับงวด 41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่วนครึ่งปีแรกของปี 2563 แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากปัญหาโควิด-19 จะทำให้บริษัทมีรายได้จากการขาย 4,892 ล้านบาท ลดลง 16% แต่ก็มีกำไร 166 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

ทั้งนี้ บริษัทมียอดขายทั้งในประเทศและต่างประเทศลดลงจากปีก่อน โดยเฉพาะในช่วงที่มีมาตรการล็อคดาวน์ซึ่งมีการปิดช่องทางจัดจำหน่ายหลัก คือ ร้านโมเดิร์นเทรดทุกแห่ง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริษัทมีช่องทางจัดจำหน่ายที่หลากหลาย และมีการบริหารจัดการช่องทางจัดจำหน่ายแต่ละรูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพจึงทำให้ได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มากจนเกินไป เนื่องจากผู้บริโภคยังสามารถเข้าถึงสินค้าของบริษัทได้จากหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นร้านผู้แทนจำหน่าย คลังเซรามิค และช่องทางออนไลน์

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับร้านโมเดิร์นเทรดเพื่อช่วยกระตุ้นการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ในช่วงที่หน้าร้านปิดทำการ ทำให้ยอดขายผ่านทางช่องทางนี้โดยรวมโตขึ้นถึง 300% ด้านคลังเซรามิคมียอดขายสูงกว่าเป้าหมายทุกเดือน ในขณะที่ร้านผู้แทนจำหน่ายส่วนใหญ่ก็ยังมียอดขายทรงตัว ขณะเดียวกัน บริษัทได้พยายามคุมต้นทุน ลดกำลังการผลิต รวมทีมขาย ประกอบกับต้นทุนพลังงานที่ลดลง  ทำให้ความสามารถในการทำกำไรดีขึ้นแม้ยอดขายจะลดลง

“คาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะยังคงส่งผลต่อทั้งระบบเศรษฐกิจไปอีกระยะหนึ่ง โดยมีหลายปัจจัยที่ควรเฝ้าระวัง เช่น แนวโน้มตัวเลขผู้ติดเชื้อ ความชัดเจนของการผลิตวัคซีนป้องกัน และสภาพคล่องของระบบเศรษฐกิจ ในส่วนของตลาดกระเบื้องเซรามิกอาจจะได้รับผลกระทบจากภาคอสังหาริมทรัพย์และกำลังซื้อที่ลดลงของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เชื่อว่าหลังจากนี้ไปสถานการณ์ตลาดในประเทศจะค่อย ๆ คลี่คลายลงตามลำดับ ตามที่ภาครัฐมีแนวทางและมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา จะมีส่วนช่วยให้ตลาดมีความต้องการใช้กระเบื้องเซรามิกและวัสดุก่อสร้างดีกว่าในไตรมาสก่อน” นายนำพล

บริษัทได้มีการเตรียมความพร้อมในการวางแผนการผลิตเพื่อบริหารสต๊อกสินค้าให้สอดรับกับความต้องการของตลาดและจับตาดูพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างใกล้ชิดด้วย ทั้งนี้ ยังต้องรอดูทิศทางของโควิด-19 หากไม่มีการระบาดระลอก 2 มั่นใจว่าจะเป็นไปตามแผนงานระยะฟื้นฟูตามที่บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายไว้


Warapong Pankaew21 กรกฎาคม 2020
singapore-2148190_1920-1280x853.jpg

1min397

ไนท์แฟรงค์ เผยผลกระทบจากโควิด-19 ฉุดคอนโดเปิดขายใหม่ในไตรมาส 2 ลดวูบ 73% และมียอดขายต่ำสุดในรอบ 10 ปี คาดตลอดปีมีซัพพลายใหม่ 25,000-30,000 หน่วย

นางสาวริษิณี สาริกบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร ณ ไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ. 2563 มีจำนวนคอนโดเปิดขายใหม่ทั้งสิ้น 4,022 หน่วย ลดลงในอัตรา 73.2% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปีก่อนหน้าที่มีคอนโดเปิดขายใหม่จำนวน 14,988 หน่วย และลดลง 35.6% หากเทียบกับไตรมาสแรกของปีนี้ที่มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่อยู่ที่ 6,246 หน่วย

สำหรับคอนโดเปิดขายใหม่ในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 ส่วนใหญ่เป็นคอนโดเกรดซีมีระดับราคาขายต่ำกว่าตารางเมตรละ 80,000 บาท คิดเป็น 71% รองลงมาเป็นคอนโดเกรดบี ราคาขายอยู่ระหว่างตารางเมตรละ 80,000-100,000 บาท คิดเป็น 29% โดยไม่มีคอนโดเปิดขายใหม่ที่มีราคาขายสูงกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตรเลย และหากพิจารณาในแง่สถานที่ตั้งพบว่าคอนโดที่เปิดขายใหม่ส่วนใหญ่มีตั้งอยู่บริเวณชานเมืองกรุงเทพมหานคร คิดเป็น 75% รองลงมาเป็นคอนโดที่ตั้งอยู่บริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ (City Fringe) คิดเป็น 25% โดยไม่พบคอนโดเปิดขายใหม่ในบริเวณศูนย์กลางธุรกิจ (CBD)

ในส่วนของอุปสงค์ช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2563 เป็นช่วงที่ตลาดคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในกรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมากกว่าไตรมาสที่ 1 จากการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ หรือโควิด-19 ส่งผลให้กำลังซื้อลดลงอย่างชัดเจนในโครงการคอนโดที่เปิดขายใหม่ในไตรมาสที่ 2 มีจำนวนหน่วยขายได้ใหม่มีเพียง 581 หน่วย จากอุปทานที่เปิดขายใหม่จำนวนทั้งสิ้น 4,022 หน่วย ซึ่งเป็นอัตราการขายที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

ขณะที่ราคาเสนอขายของคอนโดในกรุงเทพมหานคร ณ ไตรมาสที่ 2 ได้ปรับตัวลดลงในทุกพื้นที่ จากไตรมาสที่ 1 และปีก่อนหน้า โดยราคาเสนอขายคอนโดในบริเวณศูนย์กลางธุรกิจอยู่ที่ 267,000 บาท ต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ที่มีราคาเสนอขายอยู่ที่ 268,300 บาท ต่อตารางเมตร ส่วนในพื้นที่รอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ (City Fringe) ราคาเสนอขายอยู่ที่ 147,356 บาท ต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลง 1.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้วโดยมีราคาเสนอขายอยู่ที่ 149,600 บาทต่อตารางเมตร

ส่วนราคาเสนอขายของคอนโดมิเนียมในบริเวณชานเมืองกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 80,000 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีราคาเสนอขายอยู่ที่ 81,150 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งราคาซื้อขายจริงอาจต่ำกว่าราคาเสนอขายเฉลี่ยประมาณ 7-10% หรือมากกว่าครึ่งขึ้นอยู่กับแคมเปญ โปรโมชั่น ที่แตกต่างกันไปของแต่ละโครงการ

นางสาวริษิณี ให้ความเห็นว่า ทิศทางตลาดคอนโดยังมีความท้าทายอยู่มาก ถึงแม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะมีแนวโน้มดีขึ้น และผู้ประกอบการได้เริ่มเปิดขายคอนโดโครงการใหม่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา คาดว่าในระยะเวลา 6 เดือนที่เหลืออยู่ของปีนี้ ผู้ประกอบการจะเริ่มกลับมาเปิดขายคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ทำให้ในช่วงครึ่งปีหลังจะมีอุปทานใหม่คอนโดอยู่ที่ประมาณ 15,000-20,000 หน่วย

ส่งผลให้หน่วยเปิดขายใหม่ของคอนโดมิเนียมในปีนี้จะมีจำนวนประมาณ 25,000-30,000 หน่วย โดยเป็นคอนโดมิเนียมที่มีระดับราคาขายต่อหน่วยอยู่ที่ประมาณ 1.5 – 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการมากที่สุด หรือระดับราคาขายต่อตารางเมตรอยู่ระหว่าง 60,000-80,000 บาทต่อตารางเมตร และกลุ่มผู้ซื้อคือ ผู้ที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) และอาจมีนักลงทุนบ้าง


Warapong Pankaew20 กรกฎาคม 2020
.png

1min811

หลายคนอาจจะแปลกใจว่าทำไม วิกฤติที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ถึงทำอะไรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้! ฟังดูแล้วก็อาจจะงงๆ เพราะหลายธุรกิจโดนพิษของไวรัสเล่นงานจนล้มไม่เป็นท่า แต่บริษัทอสังหาฯหลายค่ายกลับมียอดขายดีที่สุดตั้งแต่เปิดบริษัทมา หรือมันเป็นแค่การสร้างภาพลวงตาทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า ทุกอย่างยังโอเค

เรื่องนี้มันมีทั้งข้อเท็จ-จริง ที่ผสมปนเปกันอยู่ ลองมาดูกัน

เริ่มจากคำถามแรก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยรวมได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หรือไม่ คำตอบที่ได้จากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ คือ ได้รับผลกระทบแน่นอน โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่โดนแรงเหวี่ยงจาก new normal ทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนใจจากการอยู่แนวสูง มาอยู่แนวราบแทน ผสมปนเปกับคดีเก่า LTV และ demand จากต่างชาติที่ยังไม่กลับมา จะทำให้คอนโดตกลงไม่ต่ำกว่า 40% แน่ๆ

ส่วนตลาดบ้านแนวราบ แม้จะได้อานิสงส์จากโควิด-19 affect ผนวกกับ real demand ที่ตกค้างมา ทำให้มียอดขายที่เพิ่มขึ้น แต่บวกลบคูณหารแล้วทั้งปีก็จะยังติดลบอยู่กว่า 10% เพราะความต้องการซื้อส่วนหนึ่งซึ่งมีจำนวนไม่น้อย ยังชะลอการตัดสินใจออกไปในเมื่อยังมองไม่เห็นภาวะฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ใครล่ะจะคิดซื้อบ้านในสถานการณ์ที่ยังไม่รู้ว่ารายได้ของตัวเองจะลดหรือจะเพิ่ม

สรุปโดยภาพรวม ธุรกิจอสังหาฯปีนี้ ติดลบไม่ต่ำกว่า 30% แน่นอน แม้ในครึ่งปีหลังหลายคนมองว่า มีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่จะให้ดีแค่ไหนตัวเลขก็ยังวิ่งอยู่ในแดนลบอย่างไม่ต้องสงสัย

แล้วทำไมในไตรมาสที่ 2 หลายบริษัทถึงประกาศชัยปั๊มยอดขายได้ถล่มทลายถึงขนาดต้องปรับเป้ากันยกใหญ่ เรื่องนี้ต้องขยายให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน และไม่ทำให้ตลาดโดยเฉพาะผู้บริโภคเกิดความสับสนจนกลายเป็นเหยื่อเหมือนที่เคยเกิดขึ้นก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540

จากการเช็คและตรวจสอบจากหลายแหล่ง พบว่า ยอดขายในช่วงปลายเดือนเม.ย. มาจนถึงพ.ค.คาบเกี่ยวถึงมิ.ย. บริษัทส่วนใหญ่มียอดขายที่ดีขึ้นจริง ด้วยเหตุผล 2-3 ข้อ

  • ข้อแรก เกิดจาก real demand ตัวจริง ที่อั้นมาจากช่วงก่อนล็อคดาวน์ราวๆเดือนมี.ค.-เม.ย. กลับมาซื้อทันทีหลังคลายล็อคดาวน์ เช่นเดียวกับ investor ที่มีสตางค์และพร้อมเสี่ยง
  • ข้อที่สอง กลุ่มที่ค่อนข้างอินกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และกระแสการตลาด new normal ที่ถูกโหมขึ้นมา ทำให้ต้องการหาที่ปลอดภัยในการอยู่อาศัย คนที่อยู่คอนโดพื้นที่คับแคบจึงหันไปหาซื้อบ้านแนวราบเป็นบ้างหลังที่สอง
  • ข้อที่สาม กลุ่มที่วางแผนซื้อบ้านเอาไว้ แต่ยังไม่ถึงกับต้องรีบตัดสินใจ แต่เมื่อมาเจอสถานการณ์โควิด-19 และเกิดความไม่มั่นใจรายได้ในอนาคต จึงเปลี่ยนแผนรีบซื้อรีบยื่นกู้เอาไว้ก่อน วันดีคืนร้ายรายได้หดก็อดซื้อบ้านกันพอดี

ทั้ง 3 กรณี ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากโปรโมชั่นหนีตายของผู้ประกอบการอสังหาฯ ซึ่งโดนใจซะยิ่งกว่าโปรไฟไหม้ของบริษัททัวร์ เป็นแรงกระตุ้นสำคัญไม่ว่าจะเป็นอยู่ฟรี 2 ปี 3 ปี 5 ปี ลดราคา 20% 30% ไปจนถึง 50-60% แถมรถเบนซ์ รถมินิ เครื่องครัว+เฟอร์นิเจอร์+โฮมเธียเตอร์ ครบชุด พร้อมฟรีทุกค่าใช้จ่าย แถมยังได้เงินทอนไว้เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีกต่างหาก ด้วยเงื่อนไขแบบนี้ใครจะไปทนอยู่ไหว

ส่งผลให้ในเดือนพ.ค.หลังคลายล็อคดาวน์ ยอดขายของหลายบริษัทพุ่งพรวด 30-40% กลายเป็น new high ที่ต้องบันทึกเอาไว้ ถามว่าจากสถานการณ์นี้จะยืนยาวแค่ไหนก็ต้องบอกคำเดียวว่า มันจบแล้วครับนาย demand ที่เข้าตลาดแบบฉับพลันในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.นั้นมันเริ่มเบาบางลงกลับสู่ภาวะปกติแบบเก่าในเดือนมิ.ย.-ก.ค.และคาดว่าจะแผ่วเบาลากไปแบบยาวๆ จนถึงปีหน้าเป็นอย่างน้อย

แม้ real demand กับ investor เงินเย็นจะยังคงมีอยู่ แต่ก็เป็นแค่ปลาในบ่อน้ำเล็กๆ ให้เหล่าชาวประมงทั้งน้อยใหญ่ต้องแย่งชิ่งกันจับปลา ล่อด้วยเหยื่อโปรโมชั่น โปรโมชั่น และโปรโมชั่น แม้แต่อีเวนต์ใหญ่ประจำปีอย่างมหกรรมบ้านและคอนโดของ 3 สมาคมอสังหาฯยังจำต้องล่าถอยยกเลิกการจัดการไปตั้งหลักกันใหม่ในปีหน้า

ส่วน new demand ก็คงต้องรอฟ้าประทานสถานเดียว นั่นก็คือ แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐ ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่วันนี้บอกได้เลยว่า อยู่ในภาวะสุญญากาศ เพราะขาดทีมเศรษฐกิจมาช่วงผลักดัน จนกว่าจะได้ครม.ใหม่ รัฐมนตรีใหม่ และทีมเศรษฐกิจใหม่ จึงค่อยนับหนึ่งกันอีกรอบ ก็น่าจะผ่านไตรมาสที่ 3 ไปแล้วโน้น

เหตุการณ์ที่ผ่านมาและในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น เชื่อว่าผู้ประกอบการคงจะจับสัญญาณกันได้ถูกกับภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาฯที่อยู่ในขั้นรอการฟื้นตัว ส่วนใหญ่ก็ชะลอโครงการใหม่ที่เสี่ยงๆ เอาไว้ก่อน ช่วงนี้ก็ขายของเก่าประทังชีวิตไปพลางๆ ส่วนใครจะ performance ดีแค่ไหน ข้อเท็จจริงจะปรากฏตอนประกาศผลประกอบการรายไตรมาส ซึ่งว่ากันว่า ในไตรมาสที่ 2 สอบตกกันระนาวกราวรูด โดยเฉพาะบรรทัดสุดท้ายที่ว่าด้วยกำไรสุทธิ

ส่วนคนที่วางแผนจะซื้อบ้าน แม้ว่าหลายฝ่ายจะบอกว่า ช่วงนี้เป็นนาทีทองของผู้บริโภคก็คงไม่เถียง ทั้งดอกเบี้ยที่ลดต่ำเป็นประวัติการณ์ และราคาที่ลดลงจากโปรโมชั่น แถมยังมีมาตรการรัฐช่วยช่วยแบ่งเบาภาระลงไปได้มาก แต่สิ่งสำคัญที่สุด ต้องตั้งคำถามกับตัวเองให้ได้ก่อนว่า มีความพร้อมขนาดไหน สำหรับการสร้างหนี้ก้อนใหญ่ที่ผูกพันในระยะยาว และอย่าได้คิดหวังว่าจะไปตายเอาดาบหน้า เพราะที่ได้เคยเห็นมา ตายก่อนถึงดาบหน้าก็มีอยู่เยอะ และเมื่อถึงดาบหน้าจริงก็ได้ตายสมใจก็มีมาก จะมีคนที่รอดสักกี่รายภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

ดังนั้นจึงต้องมั่นใจก่อนว่า รายได้ที่มีอยู่จะไม่ลดลง และเลือกซื้อบ้านในราคาที่สามารถผ่อนได้แบบพอดีๆ ดังคำที่ว่า นกน้อยทำรังแต่พอตัว หรือถ้าจะให้ดีช่วงนี้ก็ออมเงินฝึกฝนวิทยายุทธเอาไว้ก่อน พร้อมและมั่นใจในสถานะทางการเงินของเราเมื่อไหร่แล้วค่อยซื้อก็ยังไม่สาย อย่าให้โปรโมชั่นลด แจก แถม มาครอบงำจิตใจ เพราะจริงๆ แล้วของที่นำมาโปรโมชั่น ก็ใช่ว่าจะเหมาะกับ real demand อย่างเราเสมอไป อย่างเช่น อาจจะมีแต่ห้องขนาดเล็ก หรืออยู่ในมุมที่ไม่เจริญหูเจริญตาเจริญใจ เขาถึงเอามาลดๆ ขายๆ ให้มันหมดไป สู้อดใจไว้รอของที่ใช่สำหรับเราจะดีกว่า

บางทีภาพลวงตา ก็อาจจะทำให้เราไขว้เขวหลงระเริงไปกับมันจนลืมไปว่า ช่วงนี้แค่รักษาตัวให้รอดปลอดภัยก็ถือว่าดีที่สุดแล้วครับ


Warapong Pankaew20 กรกฎาคม 2020
Sanctuary-like-Space-2-1280x852.jpg

2min337

“เอสซีจี” จับเทรนด์ Everything at Home พร้อมกับนำเสนอ 5 ไอเดีย ในการปรับพื้นที่บ้านให้ลงตัวกับการอยู่อาศัยแบบ New Normal

“Everything at Home” หรือ ‘เศรษฐกิจติดบ้าน’ อีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรงในยุคชีวิตแบบปกติใหม่ (New Normal) ที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากทุกคนต้องกักตัวเอง และทำทุกกิจกรรมภายในบ้าน ซึ่ง “เอสซีจี” ได้สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงล็อกดาวน์ระหว่างวิกฤติโควิด-19 พบว่า นอกจากการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังหากิจกรรมยามว่างมาทำแก้เบื่อช่วงกักตัว ไม่ว่าจะเป็น ทำอาหาร ออกกำลังกาย ดูหนัง เล่นเกม หรือจัดสวน ส่งผลให้ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมวิถีใหม่

นอกจากนี้ ยังพบว่าเจ้าของบ้านส่วนใหญ่ต้องการปรับพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านให้เป็นสัดส่วนขึ้น เพิ่มพื้นที่ในการทำกิจกรรมที่หลากหลาย หาฟังก์ชันที่เพิ่มความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย และช่วยให้บ้านสะอาด ปลอดภัย ดังนั้นในฐานะผู้นำนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างครบวงจร เอสซีจีจึงได้รวบรวม 5 ไอเดียในการปรับพื้นที่บ้านให้ลงตัวกับไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยแบบ New Normal

นายเจือ คุปติทัฬหิ Consult and Design Solution Business Lead จากเอสซีจี กล่าวว่า จากพฤติกรรมการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ไลฟ์สไตล์แบบ New normal ทำให้เราพบว่า 5 อันดับพื้นที่บ้านที่มีการใช้งานสูงที่สุดในช่วงล็อกดาวน์ คือ ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัวและห้องทานอาหาร ห้องน้ำ และพื้นที่รอบบ้าน เช่นสวน หรือพื้นที่ระเบียงนอกบ้าน เนื่องจากสมาชิกภายในบ้านจะจัดสรรพื้นที่ภายในห้องต่างๆ มาทำกิจกรรมอื่นๆ เอสซีจีจึงได้นำผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค และการใช้พื้นที่ภายในบ้าน มาสร้างเป็น 5 ไอเดียในการปรับบ้าน เพื่อให้ทุกคนสามารถทำทุกกิจกรรมที่ต้องการภายในบ้านหลังเดิมได้อย่างมีความสุข พร้อมแนะนำการเลือกวัสดุก่อสร้างที่จะนำมาใช้ปรับบ้านให้ตอบโจทย์ และยังคงมีดีไซน์ที่สวยงาม ดังนี้

1.บ้าน คือ ออฟฟิศหลังใหม่ (Home as a New Office)
ปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในบ้านให้เป็นห้องทำงานที่เหมาะกับการ Work From Home (WFH) โดยสามารถปรับได้ 2 รูปแบบ คือ จัดระเบียบห้องนอนสร้างมุมทำงานภายในห้อง และสร้างมุมทำงานขึ้นมาใหม่ โดยใช้ห้องว่าง หรือพื้นที่ว่างภายในบ้าน โดยแนะนำให้หามุมจัดวางโต๊ะทำงานบริเวณที่มีแสงธรรมชาติเข้าถึง พร้อมติดตั้งระบบระแนงไวนิลหรือไม้ระแนง เอสซีจี บริเวณดังกล่าว เพื่อช่วยกรองแสง และลดความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวห้อง ควรแบ่งสัดส่วนพื้นที่ทำงานและพื้นที่ส่วนตัวให้แยกออกจากอย่างชัดเจน

พร้อมเสริมฟังก์ชันให้พื้นที่ด้วยการติดตั้งแผ่นวัสดุ Cylence รุ่น Zoundblock ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันเสียงโดยเฉพาะ ช่วยลดการส่งผ่านของเสียงระหว่างห้อง เพื่อป้องกันเสียงต่างๆ เข้ามารบกวนระหว่างทำงาน เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างประสิทธิภาพ และยังสามารถติดตั้งแผ่นดูดซับเสียง Cylence รุ่น Zandera ซึ่งเป็นแผ่นบุสำเร็จรูปมีคุณสมบัติดูดซับเสียง มีหลากหลายสีสัน น้ำหนักเบาและติดตั้งไม่ยาก ทั้งยังช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับผนังห้องได้เป็นอย่างดีด้วย นอกจากนี้ควรหาโต๊ะ และเก้าอี้ที่เหมาะสำหรับการนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ ด้วย

2.มุมสงบในการพักผ่อน (Sanctuary-Like Space)
สร้างมุมดีๆ ภายในบ้านไว้สำหรับพักสายตาจากการทำงาน และทำกิจกรรมยามว่าง เพื่อคลายความเครียด ช่วยให้การอยู่บ้านไม่น่าเบื่อ และสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิต เช่น มุมจิบกาแฟชิลๆ พร้อมต้นไม้เล็กๆ สร้างเป็นมุมโปรดในบ้าน หรือบริเวณสวนนอกบ้าน จัดเป็นสวนพักผ่อนเล็กๆ โดยใช้บล็อกปูพื้น กระเบื้องปูพื้น หรือไม้สังเคราะห์มาปูและจัดเรียงลวดลายสวยๆ เป็นพื้นที่เล็กๆ ในสวน เสริมด้วยชุดโต๊ะ-เก้าอี้ไว้นั่งพักผ่อน สำหรับมุมออกกำลังกาย หาพื้นที่ว่างภายในบ้าน หรือแบ่งพื้นที่บางส่วนของห้องนั่งเล่นมาใช้เป็นมุมออกกำลังกายเบาๆ เช่น โยคะ เต้นแอโรบิค หรือออกกำลังกายตามคลิปต่างๆ

3.พื้นที่สีเขียว แหล่งโอเอซิสของบ้าน (Greenery Space: An Oasis at Home)
การปลูกต้นไม้ และตกแต่งสวนกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมยามว่างช่วงกักตัว ที่ไม่เพียงใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ แต่ยังช่วยเติมความสดชื่น มีชีวิตชีวา สร้างบรรยากาศบ้านให้ร่มรื่น และผ่อนคลายยิ่งขึ้น โดยการเติมพื้นที่สีเขียวสามารถทำได้ทั้งภายใน และรอบๆ บ้าน ดังนี้ การตกแต่งสวนภายในบ้านโดยนำกระถางต้นไม้เล็กๆ มาประดับตกแต่งไว้ตามมุมต่างๆ ซึ่งต้นไม้ที่แนะนำให้เน้นไม้ประดับที่ดูแลง่าย ชอบแสงรำไร ช่วยดักผุ่น และฟอกอากาศให้กับบ้าน เช่น ต้นลิ้นมังกร ยางอินเดีย เบญจมาศ พลูด่าง เป็นต้น

ส่วนการตกแต่งสวนรอบบ้าน เจ้าของบ้านสามารถเลือกวัสดุตกแต่งภูมิทัศน์ เช่น กระเบื้องปูพื้น บล็อกปูพื้น กระเบื้องตกแต่งผนัง หรือหญ้าเทียม มาตกแต่งเป็นทางเดิน หรือจุดนั่งพัก พร้อมผสมผสานการปลูกต้นไม้ที่ให้ร่มเงา หรือไม้ประดับที่มีสีสันสวยงาม หรือหากบ้านมีพื้นที่ไม่มากนัก แนะนำให้ติดตั้งระบบสวนแนวตั้ง Modular Green Hive สวนสำเร็จรูปแทน ติดตั้งง่าย ดูแลง่าย พร้อมให้ปรับเป็นสวนผนังบังแดดไม่ให้บ้านร้อนได้อีกด้วย

4.บ้านสะอาด และปลอดเชื้อโรค (Home Hygiene and Sanitization)
ความสะอาด และปลอดภัย เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เจ้าของบ้านยุค New Normal ให้ความสำคัญ เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีให้การอยู่อาศัย ซึ่งจากการสำรวจพบว่าเจ้าของบ้านเริ่มหันมาสนใจนวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง รวมถึงอุปกรณ์และของใช้ภายในบ้าน ที่มีฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัย สะดวกสบาย สามารถใช้งานโดยไม่ต้องใช้มือสัมผัส (Touchless) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า โดยสามารถสั่งงานด้วยเสียงหรือระบบเซ็นเซอร์แบบอัตโนมัติ ได้แก่

นวัตกรรมสุขภัณฑ์และก๊อกน้ำจากคอตโต้ เช่น สุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Integrated Toilet) ที่มีฟังก์ชั่นเปิด-ปิดฝาอัตโนมัติ และมีก้านฉีดชำระสแตนเลสผสมสารป้องกันแบคทีเรีย พร้อมระบบ UV Sterilization (Self-Cleaning) เพิ่มความมั่นใจในความสะอาดทุกครั้งที่ใช้งาน และก๊อกน้ำระบบเซ็นเซอร์ ที่มีระบบ Smart Infrared Beam ให้ความแม่นยำในการตรวจจับวัตถุ ตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำไหลเอง พร้อมให้ความมั่นใจในความปลอดภัยด้วยระบบปิดน้ำอัตโนมัติเมื่อใช้งานเกิน 30 วินาที

นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีวัสดุก่อสร้างที่มีนวัตกรรมป้องกันเชื้อโรค (Germ-resistant materials) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับปกป้องสมาชิกครอบครัวจากเชื้อโรคต่างๆ อย่างกระเบื้อง Hygienic Tiles ที่มีสาร Silver Nano ที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ตลอดอายุการใช้งาน

5.พื้นที่ใหม่สำหรับฟังก์ชันการใช้งานใหม่ (New Spaces for New Functions)
เอสซีจี ขอนำเสนอ 2 พื้นที่ ที่สร้างขึ้นเพื่อเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานให้ตอบพฤติกรรมใหม่ที่เกิดขึ้น ได้แก่ ต่อเติมโรงจอดรถ เพราะเมื่อต้อง WFH เจ้าของบ้านต้องจอดรถไว้ที่บ้าน ทำให้รถโดนแดด และฝนตลอดเวลา โรงจอดรถจึงเป็นโซลูชันที่สามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว โดยการติดตั้งสามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ ติดตั้งแบบมีโครงสร้างเหล็กรองรับ และติดตั้งแบบระบบกันสาดที่ยื่นต่อมาจากตัวบ้าน ส่วนวัสดุหลังคาสามารถเลือกใช้ได้ทั้งแบบทึบ และแผ่นโปร่งแสง พร้อมแนะนำแบ่งมุมหนึ่งของโรงจอดรถมาติดตั้งชั้นวางของ เพื่อใช้เป็นจุดรับพัสดุจากการช้อปปิ้งออนไลน์ อีกหนึ่งพื้นที่ที่น่าสนใจ คือ ห้องครัวสำหรับเจ้าของบ้านที่ชอบทำอาหารทานเองที่บ้าน ก็สามารถเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้ง่ายๆ ด้วยการต่อเติมเคาน์เตอร์ครัว และปูเคาน์เตอร์ท็อปด้วยด้วยกระเบื้อง เพื่อไว้รับประทานอาหาร หรือนั่งชิลยามว่าง ก็ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้สวยขึ้นได้

“ทั้งนี้ก่อนที่จะปรับพื้นที่บ้านสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ สังเกตรูปแบบการใช้ชีวิตของตัวเอง และทุกคนในครอบครัว เพื่อที่จะได้รู้ ว่าต้องการพื้นที่ หรือฟังก์ชันอะไรเพิ่มเติม เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว สามารถไปขอรับคำปรึกษา หรือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงที่อยู่อาศัย เพื่อให้สามารถปรับพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม รวดเร็ว และตรงใจ พร้อมกับออกแบบให้เข้ากับรูปแบบการใช้ชีวิตของทุกคนและทุกวัยได้อย่างลงตัว ซึ่งเอสซีจี มีบริการเซอร์วิส โซลูชันแบบครบวงจร ที่พร้อมมอบบริการแบบครบวงจร ตั้งแต่ให้คำปรึกษา วางแผน บริการออกแบบ ประเมินราคา สำรวจพื้นที่หน้างาน ดำเนินการติดตั้ง และดูแลหลังการขาย ซึ่งทุกขั้นตอนดูแลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ” นายเจือกล่าวเสริม


Warapong Pankaew18 กรกฎาคม 2020
3.-THE-PALAZZO-Pinklao-1280x711.jpg

1min278

เอพี ไทยแลนด์ บิ๊กเนมในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกรายที่อาศัยแรงเหวี่ยงจากตลาดในช่วงคลายล็อคดาวน์ ประกาศความพร้อมในการมูฟออนในช่วงครึ่งปีหลัง ด้วยการเดินหน้าเปิดโครงการใหม่แบบปูพรม 26 โครงการ มูลค่า 26,000 ล้านบาทโดยมี 5 โครงการใหม่เป็นหัวหอกในการรุกตลาดภูมิภาคอีกครั้งภายใต้แบรนด์ ‘อภิทาวน์’

“ในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 กลายเป็นไตรมาสที่บริษัททำรายได้ได้ดีที่สุดนับตั้งแต่ตั้งบริษัทมา โดยเฉพาะยอดขายบ้านแนวราบที่ขายได้ดี ส่วนคอนโดมิเนียมก็ยังขายได้ และคิดว่าในครึ่งปีหลังจะยังมีแรงที่ส่งต่อมาจากไตรมาสที่ 2 ทำให้ตลาดยังขับเคลื่อนต่อไปได้ ” นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ กล่าว

สำหรับปัจจัยที่ทำให้หลายๆ บริษัทมียอดขายที่ดีในช่วงไตรมาส 2 แม้ว่าจะอยู่ในช่วงของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และการใช้มาตรการล็อคดาวน์ นายวิทการ ตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะเป็นเรื่องของอุปทานหมู่ทั้งในฝั่งของผู้ประกอบการที่ต่างคนต่างออกโปรโมชั่นมาเพื่อระบายสต๊อกที่มีอยู่ ขณะเดียวกันในฝั่งของผู้บริโภคต่างก็คิดว่า เป็นช่วงเวลาที่จะได้ของที่คุ้มค่า ผนวกกับ demand ที่อั้นมาจากช่วงล็อกดาวน์ทำให้ในไตรมาสที่ 2 เป็นไตรมาสที่ขายดีที่สุดของหลายบริษัท

แม้ว่าจะเริ่มมีความหวั่นวิตกว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบที่ 2 ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และเกิดความไม่แน่นอนขึ้น แต่เชื่อว่า เมื่อเราเคยผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มาแล้ว ก็สามารถจะจัดการกับปัญหาไปได้

“วิกฤตการณ์จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เปรียบเหมือนเป็นซูเปอร์โนวาที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก สร้างผลกระทบที่ใหญ่และรุนแรงกว่าวิกฤตครั้งไหนในอดีต และยังคงอยู่กับสภาวะความผันผวน ยังไม่รู้ว่าอีก 6 เดือนข้างหน้าจะมีเซอร์ไพรส์อะไรอีก Challenge ที่น่าสนใจคือ คำว่า New Normal ที่เราพูดถึงกันยังเกิดขึ้นอย่างไม่สมบูรณ์แบบ  และเมื่อวิกฤติยังไม่ถึงตอนจบ ดังนั้นนอกจากความพร้อมของคนในองค์กร การบริหารกระแสเงินสดแล้ว แผนธุรกิจที่ยืดหยุ่นคือหนทางที่จะผ่านวิกฤตในครั้งนี้” ” นายวิทการกล่าว

ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาบริษัทดำเนินงานด้วยความระมัดระวังควบคู่ไปกับการปรับแผนงานให้สอดรับกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา พร้อมกับปรับโปรดักส์ และการขาย เพื่อตอบสนองกับความต้องการของลูกค้า รวมทั้งการจัดโปรโมชั่นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในครึ่งปีแรกสามารถสร้างยอดขายได้ทั้งสิ้น 15,085 ล้านบาท พร้อมกับการเปิดตัวโครงการแนวราบ 14 โครงการ มูลค่า 15,500 ล้านบาท

สำหรับในครึ่งหลังของปี 2563 บริษัทยังคงดำเนินงานตามแผนเดิมที่วางไว้ โดยจะยังไม่มีการปรับลดเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ตั้งแต่ต้นปี พร้อมกับการเดินหน้าขยายโครงการให้ครอบคลุมความต้องการของคนไทยที่มากขึ้น ล่าสุดบริษัทเตรียมจะเปิดตัวโครงการแนวราบใน 5 จังหวัด ด้วยแบรนด์ใหม่ ‘อภิทาวน์’ มูลค่ารวม 4,700 ล้านบาท ได้แก่ นครศรีธรรมราช ระยอง อยุธยา ขอนแก่น และเชียงราย เป็นโครงการแบบมิกซ์ โปรดักส์ (Mix Products) ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ราคา 1.5-9 ล้านบาท

อภิทาวน์ โครงการแรกที่ นครศรีธรรมราช

“แบรนด์อภิทาวน์ จะเป็นชื่อแบรนด์สินค้าในกลุ่มต่างจังหวัดที่เพิ่มเข้ามาในพอร์ตเอพี ด้วยการผสาน 2 จุดแข็งหลัก ได้แก่ 1. เรื่องของสเปซดีไซน์ (Leading in SPACE Design) ในแต่ละโครงการจะออกแบบให้สอดรับกับความต้องการและพฤติกรรมของคนในแต่ละจังหวัดตามคอนเซ็ปต์ Dynamic Personalized Model และ 2. Tech-Life Management การนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ในการอยู่อาศัย ด้วยการติดตั้งนวัตกรรมคัดสรรภายในโครงการ โดยจะเปิดตัวโครงการแรกที่ อภิทาวน์ นครศรีธรรมราช วันที่ 26-27 กันยายน และโครงการอื่นๆ ในช่วงเดือนตุลาคม” นายวิทการ กล่าวเสริม

ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในกรุงเทพฯอีกจำนวน 21 โครงการ แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 8 โครงการ มูลค่า 7,970 ล้านบาท และทาวน์โฮม 13 โครงการ มูลค่า 13,330 ล้านบาท รวมครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 26 โครงการ มูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท ส่วนคอนโดมิเนียมยังขยับแผนการลงทุนออกไป แต่ก็มีความพร้อมเปิดตัวทันทีหากสถานการณ์ในไตรมาส 4 มีทิศทางที่ดีขึ้นหรือมีแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ

3. THE PALAZZO Pinklao
4. THE CITY Rama2 - Bhudda Bucha
7. BAAN KLANG MUANG The Edition Sathorn – Suksawat
9. PLENO Rangsit

ปัจจุบันบริษัทมีคอนโดที่อยู่ระหว่างการขายจำนวน 18 โครงการ มูลค่าคงเหลือขาย 21,000 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแม้จะส่งผลให้ผู้ซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อลงทุนระยะสั้นชะลอการตัดสินใจลงทุน แต่ลูกค้ากลุ่มที่ซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวก็ยังคงเห็นถึงความคุ้มค่าของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ มากกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น

“ที่ผ่านมาโครงการภายใต้แบรนด์ AP มีพื้นฐานที่แข็งแรงอยู่แล้ว สะท้อนได้จากการเข้าเยี่ยมชมโครงการและยอดขายที่มีสัญญาณเป็นบวก โครงการแนวราบก็มีสัดส่วนการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนยอดการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ LIFE ลาดพร้าวที่เริ่มทยอยโอนในเดือนมีนาคม จึงเชื่อว่าภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีหลังจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นเรื่อยๆ และเข้าสู่ภาวะสมดุลในเร็ววัน” นายวิทการกล่าว

สรุปแผนและเป้าหมายการดำเนินงานของ เอพี ไทยแลนด์ ในปี 2563
  • เปิดตัวโครงการใหม่มูลค่ารวม 41,500 ล้านบาท จำนวน 40 โครงการ
  • แบ่งเป็นสินค้าบ้านเดี่ยวจำนวน 18 โครงการ มูลค่ารวม 20,470 ล้านบาท
  • ทาวน์โฮม 17 โครงการ มูลค่า 16,330 ล้านบาท
  • โครงการในต่างจังหวัด 5 โครงการ มูลค่า 4,700 ล้านบาท
  • คอนโดมิเนียมอยู่ระหว่างการขายจำนวน 18 โครงการ มูลค่าคงเหลือขาย 21,000 ล้านบาท
  • ตั้งเป้ายอดขายที่ 33,500 ล้านบาท
  • ตั้งเป้ารายได้รวม 100% โครงการร่วมทุน 40,550 ล้านบาท
  • ครึ่งปีแรกเปิดตัวไปแล้วในจำนวน 14 โครงการ มูลค่าประมาณ 15,500 ล้านบาท
  • ยอดขายครึ่งปีแรกเท่ากับ 15,085 ล้านบาท
  • คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จเตรียมส่งมอบจำนวน 4 โครงการ
  • สินค้ารอรับรู้รายได้รวมโครงการร่วมทุน (Backlog) มูลค่า 56,149 ล้านบาท
  • เป็นโครงการแนวราบมูลค่าราว 13,234 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้ทั้งหมดภายในปีนี้
  • คอนโดมิเนียม มูลค่า 42,915 ล้านบาท รับรู้ในปีนี้ 15,602 ล้านบาท และที่เหลือจะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2566


About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME