fbpx

Author: Warapong Pankaew

Warapong Pankaew12 มกราคม 2021
.-1280x853.jpg

1min79

ธอส. คลอดอีก 4 มาตรการ ช่วยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ระบาดรอบใหม่ ลดค่างวด 25-75% นาน 6 เดือน

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดรอบใหม่ของสถาบันการเงินสมาชิกสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ(SFIs) ตามนโยบายของกระทรวงการคลัง

ในส่วนของ ธอส. คณะกรรมการธนาคารมีมติเห็นชอบในหลักการให้จัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จากโควิด-19 ผ่าน “โครงการ ธอส. รวมไทย สร้างชาติ ปี 2564” ด้วย 4 มาตรการลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) นานสูงสุด 6 เดือน ครอบคลุมทั้งลูกค้าที่เคยหรืออยู่ระหว่างใช้ “มาตรการช่วยเหลือลูกค้า ผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19” และ “โครงการ ธอส. ช่วยคนไทย ร่วมสร้างชาติ” รวมถึงลูกค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการทั้งลูกค้ารายย่อยและกลุ่ม SMEs ที่มีสถานะปกติ หรือสถานะ NPL ประกอบด้วย

มาตรการที่ 9 สำหรับลูกค้าที่เคยเข้าร่วมหรืออยู่ระหว่างใช้มาตรการช่วยเหลือของธนาคาร ลูกค้าที่มีสิทธิ์แจ้งความประสงค์ขอใช้มาตรการจะต้องมีคุณสมบัติ คือ มีสถานะบัญชีปกติ ไม่อยู่ระหว่างการประนอมหนี้ สามารถขอลดเงินงวดผ่อนชำระ (ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวด ผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6 เดือน (กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2564) โดยลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ เข้าร่วมมาตรการระยะแรกผ่าน Application : GHB ALL ได้ตั้งแต่วันที่ 15 – 29 มกราคม 2564

มาตรการที่ 10 สำหรับลูกหนี้สถานะ NPL และลูกหนี้สถานะ NPL ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ สามารถขอลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6 เดือน (กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2564) โดยลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการระยะแรก ผ่าน Application : GHB ALL ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม – 26 กุมภาพันธ์ 2564

มาตรการที่ 11 สำหรับลูกค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของธนาคาร ลูกค้าที่มีสิทธิ์แจ้งความประสงค์ขอใช้มาตรการต้องมีคุณสมบัติ คือ มีสถานะบัญชีปกติ ไม่อยู่ระหว่างการประนอมหนี้ สามารถขอลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6 เดือน(กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2564) โดยลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการระยะแรก ผ่าน Application : GHB ALL ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 26 กุมภาพันธ์ 2564

มาตรการที่ 12 สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการ SMEs สินเชื่อประเภทแฟลต แบ่งเป็น 1.ได้ลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 70% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน หรือไม่เกินมิถุนายน 2564 หรือ 2.พักชำระหนี้ถึงมิถุนายน 2564 ในกรณีที่ได้รับผลกระทบทำให้รายได้ไม่เพียงพอในการชำระหนี้ ยื่นคำขอเข้ามาตรการระยะแรกได้ที่สาขาทั่วประเทศภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564

ธอส.

ทั้งนี้ ลูกค้าที่ต้องการลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการ 9-11 ระยะแรก ต้องดาวน์โหลดหลักฐานยืนยันว่ามีผลกระทบทางรายได้ผ่านทาง Application : GHB ALL ให้ธนาคารพิจารณา เช่น สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ภาพถ่าย หรือ Statement เป็นต้น ส่วนดอกเบี้ยประจำงวดที่ตัดชำระไม่หมดในขณะที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือ ธนาคารจะเปิดให้ลูกค้าทยอยผ่อนชำระได้จนถึงก่อนวันที่ลูกค้าจะครบกำหนดตามสัญญาเงินกู้ หรือก่อนปิดบัญชีเงินกู้

สำหรับลูกค้าของธนาคารที่ในปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการที่ธนาคารกำหนด และยังมีปัญหาด้านรายได้ทำให้ไม่สามารถผ่อนชำระได้ตามปกติ ธนาคารพร้อมพิจารณาขยายความช่วยเหลือในรูปแบบการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้เป็นรายกรณีต่อไป ส่วนกรณีหน่วยงานที่มีสวัสดิการเงินกู้กับธนาคารได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้หน่วยงานมีหนังสือแจ้งมายังธนาคารเพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่พนักงานที่กู้เงินกับธนาคารต่อไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 และ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์

อ่านประกอบ : ธอส.คลอด 4 มาตรการสางหนี้ตำรวจ 4,000 ล้านบาท

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew12 มกราคม 2021
Avignon-1-1280x640.jpg

3min281

ถ้าพูดถึงบ้านระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ราคา 50-100 ล้านบาท ในเมืองไทยมีดีเวลลอปเปอร์อยู่ไม่กี่รายที่มีประสบการณ์เป็นที่ยอมรับของเหล่ามิลเลียนแนร์ และหนึ่งในนั้นก็คือ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) บริษัทอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์ในตลาดนี้มาอย่างยาวนานกับแบรนด์ยอดนิยมอย่าง เพอร์เฟค มาสเตอร์พีซ หรือแบรนด์ เบลล่า เดอ มอนเต้ บ้านตากอากาศซูเปอร์ลักชัวรี่ที่เขาใหญ่

ล่าสุด พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ได้เปิดแบรนด์ใหม่ เลค เลเจนด์ พร้อมยกระดับสู่การพัฒนาระดับ เวิลด์ คลาส ด้วยการร่วมทุนกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกที่มีประสบการณ์ความหรูหรามากว่า 130 ปี อย่าง บริษัท ฮ่องกง แลนด์

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ได้ร่วมกับกับ ฮ่องกง แลนด์ เปิดโครงการที่อยู่อาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่โครงการแรกชื่อว่า เลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ เนื้อที่ 102 ไร่ มูลค่าโครงการรวม 5,400 ล้านบาท โดยเอาประสบการณ์ที่มีคุณค่าของทั้ง 2 บริษัทมาผสมผสานกลั่นเป็นโครงการที่หรูหราที่สุดตั้งแต่พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เคยพัฒนามาเลยทีเดียว และในวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับโครงการนี้กันครับ

เมืองสำหรับที่อยู่อาศัยชั้นดี
โครงการเลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ อยู่บนถนนหอการค้าไทย ถนนที่เชื่อมต่อระหว่างถนนชัยพฤกษ์กับถนนสะพานนนทบุรี-บางบัวทอง หรือถนนสาย 345 ระยะทางกว่า 4 กิโลเมตร ถนนสายนี้ต้องขยายความกันสักนิดว่า เป็นถนนที่พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ทุ่มทุนสร้างเองด้วยงบประมาณถึง 400 ล้านบาท

ตัวถนนมีขนาดความกว้าง 6 เลน ความยาวกว่า 4 กิโลเมตร ใช้ที่ดินไปถึง 80 ไร่ เพื่อรองรับการพัฒนาที่ดินที่บริษัทมีอยู่ทั้งหมดเกือบๆ 700 ไร่ และยังมีที่ดินที่แบ่งขายให้กับพันธมิตรบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อันได้แก่ พฤกษา เรียลเอสเตท แสนสิริ และเอสซี แอสเสท เนื้อที่รวม 272 ไร่ เพื่อร่วมกันพัฒนาที่ดินเกือบๆ 1,000 ไร่ตรงนี้ให้เป็นเมืองที่อยู่อาศัยชั้นดี

นอกจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว บนที่ดินแปลงเดียวกันยังมีที่ดินของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยอีก 215 ไร่ ที่มีแผนจะพัฒนาในอนาคต และล่าสุดโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์กรุงเทพ หรือ Singapore International School of Bangkok (SISB) หนึ่งในโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ ได้จับจองพื้นที่เตรียมดำเนินการเปิดแคมปัสแห่งใหม่บนถนนหอการค้าไทยอีกด้วย

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ตั้งใจที่จะยกระดับ “ถนนหอการค้าไทย” ไปสู่ความเป็นศูนย์กลางการอยู่อาศัยใจกลางกรุงเทพฯตอนเหนือ ซึ่งนอกจากโครงการที่อยู่อาศัยแล้ว ยังจะมีแผนที่จะพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ คอมมูนิตี้ มอลล์ ย่านการค้าและบริการ เพื่อรองรับชุมชนขนาดใหญ่ที่มีจำนวนรวม 3,290 ยูนิต ในทำเลถนนหอการค้าไทย เรียกว่าเตรียมความพร้อมทุกอย่างเอาไว้รองรับการพัฒนาเมืองขนาดย่อมๆ เลยทีเดียว

ทำเลใกล้เมืองศักยภาพสูง
ถนนหอการค้าไทยทำให้การเดินทางเชื่อมต่อกับถนนชัยพฤกษ์ไปสู่ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นทำเลศูนย์กลางเศรษฐกิจและความเจริญของพื้นที่โซนเหนือฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯและปริมณฑล ได้อย่างสะดวกรวดเร็วด้วยระยะทางที่ห่างกันไม่กี่กิโลเมตร และจากการที่ถนนแจ้งวัฒนะเป็นถนนสายสำคัญที่มีทั้งศูนย์ราชการ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา และมีรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ทำให้มีศักยภาพในการพัฒนาอีกมากมายในอนาคต

หากมองในภาพของการพัฒนาเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาประกอบด้วยแล้วก็ยิ่งจะส่งเสริมให้ทำเลแจ้งวัฒนะและพื้นที่ต่อเนื่องเป็นทำเลน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งตามร่างผังเมืองของกทม.ที่คาดว่าจะประกาศใช้ในปี 2564 ในโซนเหนือต่อเนื่องกับจังหวัดนนทบุรี จะมีเพิ่มความหนาแน่นของการใช้ประโยชน์ที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง สายสีแดง สายสีเขียว สายสีเหลือง สายสีชมพู และสายสีน้ำตาล รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาศูนย์ชุมชนชานเมืองหลักสี่ เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง

ขณะที่ร่างผังภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีแผนที่จะยกระดับให้เมืองปากเกร็ด เป็นเมืองบริวารในด้านเมืองที่อยู่อาศัยและการพาณิชยกรรมชุมชน เพื่อแก้ปัญหาความแออัดของเมืองกรุงเทพมหานคร และยังมีการพัฒนาโครงข่ายถนนสายหลัก สายรอง และทางพิเศษเชื่อมต่อเมืองทั้งในแนวทิศเหนือ-ใต้ และทิศตะวันออก-ตะวันตก ทำให้การเดินทางในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้คือผลในเชิงบวกที่จะเกิดกับโครงการเลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ ซึ่งนอกจากความสะดวกสบายที่ได้รับจากการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และการพัฒนาเมืองของภาครัฐแล้ว ยังทำให้โครงการมีทั้งคุณค่าและมูลค่าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วยครับ เพราะทำเลที่ตั้งของโครงการต้องเรียกว่า ไม่ห่างจากศูนย์กลางความเจริญของถนนแจ้งวัฒนะ หรือเรียก ว่าเป็นพื้นที่ที่เชื่อมต่อถึงกันก็คงไม่ผิดเพี้ยนแต่อย่างใด

สะดวกสบายไปได้ทุกที่
จากตัวโครงการสามารถเดินทางไปจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีที่ใกล้ที่สุดคือ สถานีแยกปากเกร็ดระยะทางประมาณ 5 กม.กว่าๆ เท่านั้น หรือจะไปใช้บริการทางด่วนศรีรัช ตรงด่านแจ้งวัฒนะระยะทางจากโครงการก็ประมาณ 9 กม.เศษ หรือถ้าสะดวกกับการเดินทางแนวราบด้วยถนนราชพฤกษ์จากที่ตั้งโครงการถึงถนนราชพฤกษ์ระยะทางประมาณ 8 กม.กว่าๆ

ส่วนสถานที่สำคัญๆ ในย่านก็สามารถเดินทางไปได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็นคอมมูนิตี้ มอลล์ เดอะ คริสตัล PTT ชัยพฤกษ์ 6 กม.เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ระยะทาง 8 กม. อิมแพ็ค เมืองทองธานีระยะทาง 12 กม. ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ระยะทาง 13 กม.กว่า ถนนวิภาวดีรังสิต และรถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีหลักสี่ ประมาณ 14 กม. สนามบินดอนเมือง ระยะทาง 20 กม. เป็นต้น

วนเวียนอยู่นอกโครงการเสียนาน ขอกลับที่ตั้งเข้าไปดูภายในโครงการกันดีกว่าครับ

โครงการเลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะเป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ เนื้อที่โครงการรวม 102 ไร่ มีบ้านแค่ 177 หลัง มูลค่าโครงการรวม 5,400 ล้านบาท โครงการแบ่งการพัฒนาเป็น 2 เฟส ในเฟสแรกมีเนื้อที่ 36 ไร่ จำนวน 57 หลัง มูลค่าโครงการเฟสแรก 2,000 ล้านบาท มีแบบบ้านทั้งหมด 5 แบบ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 346-570 ตร.ม. ราคาตั้งแต่ 26-70 ล้านบาท

อย่างที่บอกกันไปตอนต้นว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่าง พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคกับฮ่องกงแลนด์ ที่นำประสบการณ์การพัฒนาโครงการระดับโลกมาผสมผสานกับแนวทางของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค โดยมีการทำงานร่วมกันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ร่วมกันกำหนดแนวคิดโครงการ การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการวางแผนกลยุทธ์การขายและการตลาด

ในทุกๆ ขั้นตอนได้มีการปรับจูนแนวคิดแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เพื่อให้โครงการออกมาดีที่สุดสำหรับคนไทย แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เล่าให้ฟังว่า สิ่งเดียวที่ ฮ่องกง แลนด์ ไม่ยอม Compromise ด้วยเลยก็คือ ความหรูหราสง่างามของโครงการจะต้องจัดเต็ม เพื่อให้เป็นโครงการระดับซูเปอร์ลักชัวรี่อย่างสมบูรณ์แบบ

เปิดคฤหาสน์สไตล์ฝรั่งเศส
แนวคิดของ “เลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ” จึงเป็นการพัฒนาคฤหาสน์ริมทะเลสาบเนื้อที่ 25 ไร่ ซึ่งถือเป็นงานถนัดของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมอันหรูหราระดับเวิลด์คลาสจากฝรั่งเศส โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก Chateau (ชาโตว์) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นสูง หรือตระกูลเก่าแก่ในฝรั่งเศสสะท้อนถึงการใช้ชีวิตที่หรูหรา กับโครงการที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียดภายใต้แนวคิด More Than French

เลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ จึงมีความหมายที่มากกว่าการเป็นพื้นที่พักอาศัย แต่เป็นการใช้ชีวิตที่แตกต่างเหนือระดับ สร้างความภาคภูมิใจกับผู้ครอบครองเพียง 57 ครอบครัวกับแบบบ้านที่มีให้เลือก 5 แบบ ตามรสนิยมของแต่ละบุคคล ประกอบด้วย

  • Margaret เป็นบ้านเดี่ยวหลังเล็กสุด มีพื้นที่ใช้สอย 346 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับประทานอาหาร 3 ที่จอดรถ 1 ห้องแม่บ้าน

  • Lorraine เป็นบ้านเดี่ยวพื้นที่ใช้สอย 407 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับประทานอาหาร 3 ที่จอดรถ 1 ห้องแม่บ้าน

  • Corsica เป็นบ้านเดี่ยวมีพื้นที่ใช้สอย 464 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับประทานอาหาร 4 ที่จอดรถ 1 ห้องแม่บ้าน

  • Brittany เป็นบ้านเดี่ยวมีพื้นที่ใช้สอย 522 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับประทานอาหาร 4 ที่จอดรถ 1 ห้องแม่บ้าน พร้อม Lake Balcony ติดริมทะเลสาบ

  • Avignon เป็นบ้านเดี่ยวมีพื้นที่ใช้สอย 570 ตร.ม. ขนาด 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับประทานอาหาร 4 ที่จอดรถ 2 ห้องแม่บ้าน พร้อม Lake Balcony ติดริมทะเลสาบ

คงต้องบอกว่าบ้านแต่ละขนาดก็ดูสวยงามแตกต่างกันไป แต่ก็คงเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบของ Chateau (ชาโตว์) หรือ คฤหาสน์สไตล์ฝรั่งเศสเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นหลังคา เสา ซุ้มโค้ง หน้าต่างบานใหญ่สไตล์ French Window ที่นำมาใช้อย่างโดดเด่นกับบ้านทั้ง 5 แบบ ทำให้รูปลักษณ์ภายนอกรู้สึกได้ถึงความมั่นคงแข็งแรง ความสง่างาม และความหรูหรา ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว

ลงตัวทั้งอยู่อาศัยและพักผ่อน
ส่วนฟังก์ชั่นภายในบริเวณชั้น 1 ออกแบบให้เปิดโล่ง (Open Space) ทำให้พื้นที่แต่ละส่วนสามารถเชื่อมต่อถึงกันตั้งแต่โถงทางเข้า พื้นที่รับรองแขก พื้นที่นั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร พื้นที่เตรียมอาหาร และส่วนของห้องครัว นอกจากจะได้ความโล่งแล้ว การออกแบบพื้นที่ให้เป็น Open Space จะช่วยส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แนบแน่นมากยิ่งขึ้น

ส่วนที่ขาดไม่ได้สำหรับบ้านสไตล์ฝรั่งเศสก็คือ Tea Room มุมพักผ่อนส่วนตัวที่มาพร้อมกับ Outdoor Balcony ที่มีให้ในบ้านทั้ง 5 แบบ หรือถ้าใครไม่นิยมจิบชาก็ยังปรับแต่งการใช้งานได้ตามรสนิยม และความพึงพอใจ และอีกส่วนที่สำคัญคือห้องนอนชั้นล่างสำหรับผู้สูงอายุ หรือจะปรับฟังก์ชั่นให้เป็นห้องทำงานก็เหมาะเจาะลงตัว

อีกจุดเด่นที่ต้องพูดถึงสำหรับพื้นที่ชั้นล่างก็คือตรงส่วนของ Living Area ที่ออกแบบให้เป็น Double Volume ความสูงถึง 6.9 เมตร เพิ่มความโอ่อ่า และสร้างการเชื่อมต่อระหว่างภายนอกกับภายในให้บรรยากาศที่โล่ง โปร่ง สบาย

S2_Interior Type B_0807_high ceiling
Interior A_2133
Interior C_445

ส่วนที่ชั้น 2 เป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับการพักผ่อน ประกอบด้วย ห้องนอน 3-4 ห้องนอนพร้อมห้องน้ำในตัว และ Family Area พื้นที่ส่วนตัวสำหรับครอบครัว รวมถึงห้องอเนกประสงค์สำหรับการใช้ประโยชน์ที่หลากหลายตามความต้องการ

Interior A_347
4e7c32a0a64859a9
958ac11bcb57be29
Interior B_551

คลับเฮ้าส์หรูคู่ทะเลสาบ
นอกจากนี้ โครงการยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพิ่มทั้งความสะดวกและความสบายให้ในตัวบ้านและพื้นที่ส่วนกลาง เช่น

  • คลับเฮ้าส์ขนาดใหญ่ French Castle ที่ออกแบบในสไตล์ Modern French เป็นคลับเฮ้าส์ติดทะเลสาบสำหรับการพักผ่อน พร้อมสระว่ายน้ำแบบ Infinity Edge Pool ต่อเนื่องสู่ทะเลสาบขนาดใหญ่ ห้องออกกำลังกาย ห้องสตรีม-ซาวน่า และเลานจ์
Master-Club_edit-Sky
10_Snap shot Sport club_608
10_Snap shot Sport club_593
  • ระบบสายใต้ดิน ที่รองรับสายไฟฟ้า สายเคเบิล และอุปกรณ์ต่างๆ รวมไว้อยู่ใต้พื้นดิน เพื่อทัศนียภาพภายในโครงการที่สวยงาม ปราศจากเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าบนดิน และมีความปลอดภัยมากขึ้น
  • ซุ้มโครงการแบบ Double Gate Security เพิ่มความปลอดภัย 2 ชั้น ผ่านเข้าออกด้วยประตูอัจฉริยะ Intelligent Sensors Gate เทคโนโลยีคลื่นวิทยุ RFID
  • Double Park สวนส่วนกลางขนาดใหญ่ 2 ตำแหน่ง รายล้อมด้วยหลากพันธุ์ไม้ และการตกแต่งอย่างสวยงาม ตอบรับชีวิตพักผ่อนของครอบครัวตลอด 365 วัน
  • เครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง แบบ Home Fiber Optic เชื่อมต่อสูงสุด 1 GBPS จาก AIS Fibre
  • สมาร์ทโฮม ออโตเมชั่น เปิดปิดไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า แอร์ ผ่านสมาร์ทโฟน

บทสรุปสุดท้าย
สำหรับโครงการระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ “เลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ” เนื่องจากเป็นคฤหาสน์ติดริมทะเลสาบที่อยู่ใกล้เมืองสามารถตอบสนองได้ทั้งการอยู่อาศัยที่สะดวกสบาย และการพักผ่อนแบบส่วนตัว จุดเด่นของโครงการคือ ทำเลที่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยชั้นดี อยู่ใกล้ศูนย์กลางเศรษฐกิจทางโซนเหนือและเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในอนาคต

โครงการออกแบบจากประสบการณ์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกผสมผสานกับความเชี่ยวชาญในตลาดที่อยู่อาศัยของไทยทำให้ “เลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ” สามารถตอบโจทย์เหล่ามิลเลียนแนร์ได้ไม่ยาก

ถ้าคุณต้องการคฤหาสน์ เพื่ออยู่อาศัยกับครอบครัวที่คุณรัก ต้องการคฤหาสน์ริมทะเลสาบ เพื่อการพักผ่อนอย่างสงบสุข และต้องการคฤหาสน์ที่สะท้อนรสนิยมที่เลิศล้ำของคุณ คงตัดสินใจได้ไม่ยากที่จะเลือกโครงการเลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ ครับ

ขอบคุณคลิปวิดี ถนนหอการค้าไทย และ โครงการเลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ และภาพสวยๆ จาก บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด(มหาชน)


Warapong Pankaew11 มกราคม 2021
-.jpg

1min91

วิลล่า คุณาลัย ชูกลยุทธ์ “เกาะปีกอินทรี” รับมือตลาดบ้านแนวราบปี 64 แข่งดุ ซุ่มศึกษาคู่แข่งรายใหญ่ รักษาที่มั่น พร้อมขยายลงทุนโซนใต้กทม.

วิลล่า คุณาลัยนางประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแนวโน้มการแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบในปี 2564 ว่า การแข่งขันจะมีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบยังคงมีอยู่สูง และเป็นลูกค้าในกลุ่มที่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยจริง (Real Demand) เป็นหลัก ส่งผลให้ผู้ประกอบการ ทั้งรายใหญ่ รายกลาง และรายเล็ก จะแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดบ้านแนวราบมากขึ้น

สำหรับบริษัทได้วางแผนรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยจะใช้กลยุทธ์ “เกาะปีกอินทรี” ศึกษากลยุทธ์คู่แข่งรายใหญ่ นำพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงกลยุทธ์ของคู่แข่งมาประเมิน เพื่อปรับให้ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด ขณะเดียวกันบริษัทต้องเตรียมความพร้อมทั้งในด้านสภาพคล่องเงินสด ที่ขณะนี้มีอยู่ 100 ล้านบาท รวมถึงแผนการใช้เครื่องมือทางการเงิน ซึ่งสามารถรองรับกับแผนการพัฒนาโครงการในอนาคตในอีก 1-2 ปีข้างหน้า

พร้อมกันนี้ บริษัทยังเตรียมสร้างเกราะป้องกันเพื่อ “รักษาแชมป์ในโซนของตัวเอง” และป้องกันไม่ให้คู่แข่งเข้ามาเจาะพื้นที่โซนยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ พื้นที่บางบัวทอง และพื้นที่เขตปริมณฑลอื่นๆ โดยจะเน้นกลยุทธ์ด้านการบริการลูกค้า ด้านราคาขาย รวมถึงการพัฒนาโครงการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายขึ้น

ส่วนการลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งถือเป็นทิศที่ 3 ที่บริษัทจะเข้าไปลงทุนตามกลยุทธ์ขยายการลงทุนให้ครบ 4 ทิศรอบกรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ลงทุนในทิศตะวันตก คือในพื้นที่บางบัวทอง และทิศตะวันออกคือในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราไปแล้ว ล่าสุดบริษัทเตรียมจะเข้าไปลงทุนในทิศใต้ของกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการต่างๆ และจะต้องเสนอต่อที่ผู้ถือหุ้นสามัญในช่วงเดือนเมษายน 2564 คาดว่าจะสามารถสรุปรายละเอียดได้ในช่วงไตรมาส 2/2564 นี้

นางประวีรัตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินงานในปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะอัตราการเติบโตของรายได้รวมปี 2563 ที่มีโอกาสแตะระดับ 800 ล้านบาท จากปี 2562 บริษัทมีรายได้ 652.67 ล้านบาท โดยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 บริษัทมีรายได้รวมแล้วที่ 497.74 ล้านบาท ขณะที่ช่วงไตรมาส 4/2563 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น บริษัทได้จัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ช่วยการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ส่งผลให้มียอดขาย (Presale) รวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ทำให้ยอดขายในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2563 เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

“ ปี 2563 เป็นปีที่มีความท้าทายในการบริหารงานอย่างมาก บริษัทต้องปรับกลยุทธ์การตลาด ภายใต้วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้เกิดแนวคิดการอยู่อาศัยในรูปแบบใหม่ ภายใต้ EVERYTHING AT HOME ทุกสิ่งเกิดขึ้นที่บ้าน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยชูจุดเด่นเรื่องของ space (พื้นที่ใช้สอย) ที่ให้ได้มากกว่า ทั้งในส่วนของพื้นที่ส่วนกลาง และพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านที่เหนือคู่แข่ง ส่งผลให้ทุกโครงการของคุณาลัย ได้การตอบรับที่ดีและประสบความสำเร็จด้านยอดขายตลอดจนถึงปัจจุบัน” นางประวีรัตน์ปิดท้าย

อ่านประกอบ : กานดา พร็อพเพอร์ตี้ กางแผนรุกอสังหาฯฝ่าโควิดปี 64

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew11 มกราคม 2021
-.png

1min65

อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ กวาดยอดขายปี 63 ไปกว่า 1.7 หมื่นล้าน ดีกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 4 % มั่นใจดีมานด์คอนโดติดรถไฟฟ้าพร้อมอยู่ยังมีต่อเนื่อง

ดร. ชัยยุทธ ชุณหะชา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ว่าตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 จะมีการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทั้งในและต่างประเทศนั้น บริษัทยังทำผลงานเป็นที่น่าพอใจ โดยการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 4/2563 มีสัญญาณการเติบโตที่ดี มียอดขายจำนวน 4,384 ล้านบาท ดีกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 3,712 ล้านบาท ถึง 18% ซึ่งเกินเป้าหมายที่วางไว้ทั้งในส่วนของโครงการคอนโดมิเนียม และโครงการแนวราบ

ส่งผลให้ยอดขายรวมของปี 2563 มีจำนวนกว่า 17,473 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 4% ส่วนใหญ่มาจากการที่บริษัทมุ่งเน้นการขายโครงการพร้อมอยู่ซึ่งบริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียมและโครงการแนวราบที่หลากหลาย รองรับความต้องการของผู้ซื้อได้อย่างทั่วถึงทั้งผู้ซื้อในประเทศ และต่างประเทศ โดยการพัฒนาโครงการในยุค New Normal นี้ จะเน้นในเรื่องของความคุ้มค่าเพื่อสอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค และมาตรการสาธารณสุข เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจเมื่อมีการเยี่ยมชมโครงการของบริษัท

นอกจากนี้ บริษัทสามารถโอนโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 3/2563 ทั้ง 5 โครงการ ต่อเนื่องในไตรมาส 4/2563 คือ โครงการแอชตัน อโศก-พระราม 9 โครงการไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 โครงการไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท อีสต์พอยท์ โครงการไอดีโอ รัชดา-สุทธิสาร และโครงการเอลลิโอ สาทร-วุฒากาศ ภายใต้แนวคิดใหม่เพื่อการใช้ชีวิต “THE NEW ICONIC” โดยทั้ง 5 โครงการข้างต้นจะช่วยผลักดันให้ยอดโอนในไตรมาสที่ 4/2563 สูงที่สุดของปี 2563 ที่ผ่านมา

อ่านประกอบ : การพลิกฟื้นของอสังหาฯไทย และความเคลื่อนไหวของ ‘อนันดา’

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew10 มกราคม 2021
-กานดา.png

1min103

กานดา เข้าใจในทุกความต้องการของผู้บริโภค โครงการทุกโครงการ บ้านทุกแบบจึงถูกออกแบบภายใต้ 4 KANDA CONCEPT ซึ่งประกอบไปด้วย Eco Smart, Easy Maintenance, 3 Generations, Flood Protection และเพื่อให้ตอบรับกับยุค New Normal กานดาได้มีการออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานภายในบ้านที่สะท้อนความต้องการที่แตกต่างและเปลี่ยนแปลงไป จึงเกิดเป็น 8 ฟังก์ชั่น สำคัญที่กานดานำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ สำหรับรองรับการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความเป็นตัวตน “นิวไลฟ์ สไตล์” ได้อย่างลงตัว ประกอบด้วย

Eco f(x) – ฟังก์ชั่นการลดใช้พลังงาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการติดช่องระบายอากาศ หรือพัดลมระบายความร้อน บริเวณชั้น 2 ของบ้าน เพื่อทำให้บ้านเย็นสบาย ลดค่าใช้จ่ายของเครื่องปรับอากาศ ขณะที่กระจกภายในบ้านใช้เป็นกระจกเขียวตัดแสงป้องกันรังสี UV เข้าสู่ตัวบ้าน พร้อมทั้งหลอดไฟในบ้านเป็นหลอดไฟ LED ช่วยประหยัดพลังงาน สามารถทำกิจกรรมบริเวณโถงห้องรับแขกได้อย่างสบาย คลายร้อนได้ดียิ่งขึ้นกานดา

Easy f(x) – หมดกังวลกับเรื่องการซ่อมบำรุง ช่วยให้การอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตในบ้านเป็นเรื่องง่าย เพราะบ้านกานดาถูกออกแบบมาให้ง่ายต่อการบำรุงรักษาในระยะยาว ห้องน้ำชั้นบนอยู่ตรงกับห้องน้ำชั้นล่าง หรือตรงกับที่จอดรถ นอกจากนี้ ยังออกแบบขอบหน้าต่างคอนกรีตกันน้ำ (Double Protect) เพื่อป้องกันการรั่วซึมได้อีกชั้นหนึ่ง อีกทั้งการเลือกใช้วัสดุทดแทนไม้ ซึ่งแข็งแรงทนทาน และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งออกแบบให้พื้นครัวนอกและลานซักล้างวางบนคานหมดปัญหาเรื่องการทรุดตัวของที่จอดรถแยกจากตัวอาคารทำให้ง่ายต่อการซ่อมบำรุงรักษาในอนาคต

Extra f(x) – บ้านทุกแบบทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด หรือทาวน์โฮม มีถึง 4 ห้องนอน ขนาดกว้างขวางและมีห้องนอนล่างที่ออกแบบอย่างสะดวกสบาย เหมาะสำหรับผู้สูงอายุไม่ต้องเดินขึ้นลงบันได ห้องน้ำชั้นล่างแยกส่วนเปียกส่วนแห้งชัดเจน รองรับการอยู่อาศัยของ 3 Generations ได้อย่างอบอุ่นและลงตัว
Extra Rooms –สามารถปรับห้องนอนใหญ่ที่มีขนาดกว้างขวาง ออกแบบให้มีสัดส่วนเป็นพื้นที่ Walk in Closet สร้างความสุขในการแต่งตัวของคุณได้ในพื้นที่ห้องนอน

Work & life f(x) – ความหลากหลายของห้องนอน ทำให้สามารถ create ฟังก์ชัน การใช้สอยได้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นห้องออกกำลังกาย ห้องทำงานที่บ้าน หรือห้องเอนกประสงค์สำหรับทำกิจกรรมร่วมกันภายในครอบครัว โดยบริเวณชั้น 2 ของบ้าน มีการจัดเตรียมจุดติดตั้ง Router Wi-Fi สำหรับเชื่อมต่อ Internet ในตำแหน่งที่สามารถกระจายสัญญาณได้ทั่วทั้งตัวบ้าน พร้อมปลั๊กไฟ USB ที่ติดตั้งไว้ที่บริเวณห้องรับแขก และห้องนอนใหญ่ สำหรับชาร์จแบตสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตได้อย่างสะดวกสบาย

Family f(x) – นอกจาก living room ชั้นล่างก็ยังมีโถงชั้นบนกว้างขวางกว่าปกติรองรับทุกกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะทำเป็นมุมพักผ่อน จิบกาแฟ อ่านหนังสือ หรือเป็นมุมสำหรับจัดวางต้นไม้ฟอกอากาศภายในบ้าน

Private f(x) –ออกแบบให้มีห้องน้ำส่วนตัวสำหรับห้อง Master Bedroom เพิ่ม Privacy สำหรับการอยู่อาศัยร่วมกัน

Kitchen f(x) – ปลุกความเป็น Chef ในตัวคุณ ด้วยห้องครัวแบบไทย และแบบฝรั่ง มีทั้งครัวใน ครัวนอก ที่ต่อเติมเทพื้น ปูกระเบื้อง และเดินท่อน น้ำดี-น้ำทิ้ง ไว้ให้คุณได้พร้อมทำอาหารได้อย่างมีความสุข

Parking f(x) – ที่จอดรถสะดวกกว้างขวาง สำหรับการจอดได้ 2-3 คัน รองรับการอยู่อาศัยแบบครอบครัวใหญ่ ที่สำคัญโครงสร้างลานจอดรถแยกจากตัวบ้าน ป้องกันผลกระทบระยะยาวในอนาคต

กานดา

ทั้ง 8 ฟังก์ชันของ กานดา พร็อพเพอร์ตี้ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่หลากหลายน่าจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณได้อย่างลงตัว

อ่านประกอบ : กานดา พร็อพเพอร์ตี้ กางแผนรุกอสังหาฯฝ่าโควิดปี 64

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew8 มกราคม 2021
-7.png

1min186

บิ๊กอสังหาฯกระดี๊กระด๊า ชักแถวกวาดยอดโอนปี 63 เกินเป้าสูงเป็นประวิตการณ์ เอพี ไทยแลนด์ รายล่าสุดประกาศยอดโอนบ้าน-คอนโด พุ่ง 4.6 หมื่นล้าน โตกว่า 40% ชิงดำ แสนสิริ ขึ้นเบอร์ 1 อสังหาฯ

บิ๊กอสังหาฯระดับหัวแถวเริ่มทะยอยประกาศความสำเร็จในการดำเนินงานในปี 2563 ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ แสนสิริ ได้ประกาศว่า มีรายได้จากการโอนในปี 2563 สูงถึง 4.5 หมื่นล้านบาท เติบโต 45% จากปี 2562 ถือเป็นตัวเลขการโอนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของแสนสิริ และทุบทุกสถิติการโอนที่เคยทำได้สูงสุดในรอบ 36 ปี

ล่าสุด เอพี ไทยแลนด์ ได้คาดการณ์ยอดโอนรวมในปี 2563 ว่าจะมียอดโอนเกือบ 4.6 หมื่นล้านบาท และมั่นใจว่า เป็นตัวเลขยอดโอนที่สูงสุดในตลาด

เอพี ไทยแลนด์นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทคาดว่าจะมียอดโอนรวมเกือบ 46,000 ล้านบาท ซึ่งเกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นปีที่ 40,550 ล้านบาท หรือโตกว่า 40% จากปี 2562 และคาดว่าน่าจะเป็นยอดโอนที่มากที่สุดในตลาด พร้อมทั้งคาดการณ์ผลกำไรรวมทั้งปี 2563 จะเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ

“ทั้งหมดมาจากความสำเร็จในการส่งมอบสินค้าทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและคอนโดมิเนียม ซึ่งนับว่าเป็นความสำเร็จครั้งสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา และมั่นใจว่าเอพี ไทยแลนด์จะสามารถมุ่งสู่การเป็นเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรมอสังหาฯไทย” นายวิทการ กล่าว

ความสำเร็จในครั้งนี้มาจากการปรับตัวที่รวดเร็วจากวิกฤตที่เกิดขึ้น ตลอดจนความเข้มแข็งในการทำงานของพนักงานในองค์กรโดยมองไปที่เป้าหมายเดียวกันก็คือ EMPOWER LIVING ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการกระแสเงินสดที่รัดกุม ส่งผลให้บริษัทสามารถก้าวข้ามผ่านวิกฤตมาได้อย่างมั่งคง สร้างผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกไตรมาส

อีกหนึ่ง key success สำคัญก็คือแผนการบริหารจัดการภายในองค์กรที่ดำเนินควบคู่ไปกับการบริหารจัดการพอร์ตสินค้าที่นำมาซึ่งการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมานอกจากความสำเร็จในการขายและโอนกรรมสิทธิ์สินค้าในกลุ่มธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบแล้วนั้น บริษัทยังได้รับการตอบรับที่ดีมากจากการโอนสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียม โดยมีลาดพร้าว LIFE อโศก-พระราม 9 LIFE วัน ไวร์เลส และ Aspire อโศก-รัชดา

ทั้งนี้ปี 2563 ที่ผ่านมาบริษัทเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 40 โครงการ รวมมูลค่า 45,020 ล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยว 18 โครงการ มูลค่า 20,860 ล้านบาท ทาวน์โฮม 18 โครงการ มูลค่า 18,530 ล้านบาท และโครงการในต่างจังหวัด 3 โครงการ มูลค่า 2,430 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 3,200 ล้านบาท

“บริษัทยังคงดำเนินแผนธุรกิจด้วยความรัดกุม ควบคู่ไปกับความพร้อมที่จะปรับตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยการบริหารจัดการกระแสเงินสด ภายใต้พันธกิจใหญ่ขององค์กร “EMPOWER LIVING” ที่พร้อมเติมเต็มทุกเป้าหมายของชีวิต ด้วยนวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีคุณค่าและมีความหมาย” นายวิทการกล่าวในที่สุด

สำหรับผลประกอบการของบริษัทอสังหาฯรายใหญ่ในรอบ 9 เดือนของปี 2563 นับเฉพาะรายได้จาการขายที่ไม่รวมโครงการร่วมทุน ซึ่ง Property Mentor ได้รวบรวมเอาไว้จะพบว่า 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. แสนสิริ 23,356 ล้านบาท  2. เอพี (ไทยแลนด์) 21,645 ล้านบาท 3.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ 19,895 ล้านบาท 4.พฤกษา โฮลดิ้ง 19,661 ล้านบาท 5.เอสซี แอสเสท 12,938 ล้านบาท จะเห็นว่า ทั้ง แสนสิริ เอพี แลนด์แอนด์เฮ้าส์ และพฤกษา ยังมีลุ้นกับการมีรายได้จากการขายสูงสุดในปี 2563 ขึ้นอยู่กับรายได้ในไตรมาสสุดท้ายใครจะทำได้ดีกว่ากัน

อ่านประกอบ : Top 3 เจ้าตลาดอสังหาฯ ยุคฝ่าวิกฤติโควิด-19
Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew7 มกราคม 2021
FB-cover-99.png

1min213

แสนสิริ ปั๊มรายได้ปี 63 สูงสุดในรอบ 36 ปี 4.5 หมื่นล้าน เผยปัจจัยความสำเร็จจากการปรับกลยุทธ์ Speed to Market เดินเกมรับ-รุกรวดเร็ว พร้อมอัดโปรโมชั่นโดนใจผู้ซื้อ 

นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย ว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา นับว่าบริษัทประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจภายใต้สภาวเศรษฐกิจและสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั้งในด้านการขายและโอนโครงการ สามารถปิดการขายโครงการที่อยู่อาศัยได้ถึง 35 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 64,600 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถโอนโครงการที่อยู่อาศัยทุกประเภทที่สร้างเสร็จสมบูรณ์และส่งมอบให้กับลูกค้าไปถึง 45,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายใหม่ที่มีการปรับล่าสุดในช่วงปลายปีที่ 43,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับเป้าโอนครั้งที่ 4 รอบในรอบปีที่ผ่านมา ถือเป็นตัวเลขการโอนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของแสนสิริ และทุบทุกสถิติการโอนที่เคยทำได้สูงสุดในรอบ 36 ปี และโตขึ้นจากปีก่อนถึง 45% โดบแบ่งเป็นยอดโอนจากคอนโดมิเนียม 25,500 ล้านบาท โตจากปีก่อนถึง 50% และยอดโอนที่อยู่อาศัยแนวราบ 19,500 ล้านบาท โตขึ้น 39% จากปีก่อน

“ความสำเร็จจากการดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมา มาจากความพร้อมด้วยแผนปรับเปลี่ยนรับมือสถานการณ์ตลาดตลอดเวลา นอกจากนี้ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 แสนสิริยังมีการดำเนินธุรกิจพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ด้วยกลยุทธ์ “Speed to Market” เพื่อแข่งขันกับสภาพตลาด ขยับและเดินเกมเร็วนำหน้าคู่แข่งด้วยกลยุทธ์การตลาดที่แข็งแกร่ง นำเสนอโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ตรงใจลูกค้า อาทิ แสนสิริผ่อนให้ 24 เดือน และการรุกการขายในทุกช่องทาง ผ่าน Multi-channel เพื่อตอบโจทย์คนอยากมีบ้านในยุคโควิด รวมถึงการบริหารเงินสดในมือที่ดี (Cash is King) ด้วยการกำสภาพคล่องในมือถึง 15,000 ล้านบาท” นายอุทัย กล่าว

ในระยะยาว บริษัทยังมียอดขายรอโอน (Backlog) (รวมโครงการร่วมทุนในคอนโดมิเนียม) มูลค่ารวมประมาณ 24,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายรอโอนจากโครงการภายใต้การพัฒนาของแสนสิริ 19,800 ล้านบาท และยอดขายรอโอนจากโครงการภายใต้การร่วมทุนอีก 4,200 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2566 ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แสนสิริเป็นอย่างดีและเสริมความแข็งแกร่งในทุกสภาวะเศรษฐกิจ

อ่านประกอบ : Speed to Market กลยุทธ์ รับ-รุก-เร็ว สไตล์ แสนสิริ

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew7 มกราคม 2021
FB-cover-98.png

1min77

บาเนีย สตาร์ทอัพ Prop Tech คว้ารางวัล Best Digital & Innovation จากการให้บริการและพัฒนาระบบประเมินอัจฉริยะ ช่วยลดต้นทุน ลดเวลา และลดค่าใช้จ่ายในการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์

งาน Excellence Service Award 2020 จัดโดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพื่อมอบรางวัลให้กับบริษัทประเมินภายนอกที่ให้บริการด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและ Corporate โดยได้มอบรางวัล Best Digital & Innovation ให้แก่บริษัท บาเนีย (ประเทศไทย) จำกัด จากการร่วมพัฒนาระบบประเมินราคาอัจฉริยะ (IVS :Intelligence Valuation Solution)

Intelligence Valuation Solution เป็นระบบประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ที่นำเทคโนโลยีด้าน AI และ Machine Learning รวมถึงระบบแผนที่ที่เชื่อถือได้มาใช้ในการรวบรวม คัดเลือก เปรียบเทียบ และวิเคราะห์ข้อมูลให้เบื้องต้นแบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยลดเวลาในการดำเนินงาน ลดการซ้ำซ้อนในการหาข้อมูลและการทำรายงาน จึงสามารถลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินให้กับนักประเมินมากขึ้น

ที่สำคัญยังช่วยลดต้นทุนทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และบุคลากรด้วย ตอบโจทย์กลุ่มสถาบันการเงิน บริษัทบริหารสินทรัพย์ และผู้ที่เกี่ยวในการประเมินอสังหาริมทรัพย์ได้เป็นอย่างดี

นางสาวอัญชนา วัลลิภากร ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริหารบริษัท บาเนีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เรามองเห็นว่าสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ ต้องมีการประเมินหลักทรัพย์ ในการให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย และต้องมีการประเมินทรัพย์ทบทวน (หลักทรัพย์ที่อยู่ในพอร์ตการให้สินเชื่อ) ทุก 3 ปี ซึ่งขั้นตอนในการประเมินต้องใช้บุคลากรภายในและบริษัทประเมินภายนอกที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก และยังต้องใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณาที่ครบถ้วน ทำให้ต้นทุนในการดำเนินการประเมินสูง ใช้เวลาในการจัดเก็บข้อมูล และบุคลากรในการดำเนินการจำนวนมาก

“เราเห็นถึง painpoint เหล่านี้ ด้วยความที่เรามีการจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ (Big Data) ทั้งข้อมูลโครงการอสังหาริมทรัพย์กว่า 2 หมื่นโครงการ ข้อมูลบ้านกว่า 3 ล้านหลัง และความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคกว่า 10 ล้านคนที่เข้ามาใช้ระบบ Baania.com พร้อมทีมงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและทีมพัฒนาเทคโนโลยี่

เราจึงได้ออกแบบและพัฒนาระบบการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์อัจฉริยะ (IVS ) ร่วมกับทีมประเมินธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นเครื่องมือในการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์โดยมีข้อมูลประกอบการประเมินที่ครบถ้วน ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้นักประเมินค่าทรัพย์สินสามารถประเมินได้โดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในกรณีทรัพย์ทบทวนทำให้สามารถลดการทำงานจากการต้องลงพื้นที่”

ในอนาคตเราจะพัฒนา IVS ขึ้นไปอีกขั้นให้เป็นระบบอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบเพื่อช่วยลดต้นทุนทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับบุคลากรด้วยในการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อตอกย้ำความเป็นบริษัทสตาร์ทอัพระดับ Series B ที่นำ Big Data & Technology มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้าน Property insight, People insight และ Proximity insight เพื่อให้คนหาบ้านมีข้อมูลและตัดสินใจง่ายขึ้น ขณะเดียวกันผู้พัฒนาอสังหาฯ ก็สามารถวางแผนธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดได้อย่างถูกทิศทาง พร้อมลดต้นทุนในส่วนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวอัญชนากล่าวทิ้งท้ายว่า ในวันนี้บาเนียไม่ได้หยุดอยู่เพียงกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่เราครอบคลุมไปถึงกลุ่มธุรกิจอื่นทั้งสถาบันการเงินอย่าง IVS, กลุ่มธุรกิจประกันภัยที่ทำงานร่วมกับทีคิวเอ็ม(TQM), กลุ่มธุรกิจค้าปลีก และกลุ่มโทรคมนาคมอีกด้วย โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Big Data และเทคโนโลยีของเราจะช่วยให้ประเทศไทยถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีที่ดีขึ้นต่อไป


Warapong Pankaew6 มกราคม 2021
-พร็อพเพอร์ตี้.png

1min245

กานดา พร็อพเพอร์ตี้ กางแผนรุก-รับอสังหาฯปี 64 ผุด 5 โครงการบ้านแนวราบ พร้อมลุยตลาดเมืองพัทยา วางเป้าเติบโตอย่างมั่นคงโดยนำที่ดินในมือมาพัฒนา ชะลอซื้อที่ดินใหม่ ตั้งเป้าขายทะลุ 3,200 ล้านบาท เดินหน้าปรับกลยุทธ์รับมือตลาดแข่งขันสูง แย้มแผนเจาะตลาดบ้านต่ำกว่า 1.6 ล้าน

นายหัสกร บุญยัง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ “ไอลีฟ” เปิดเผยแผนการดำเนินการในปี 2564 ว่า บริษัทได้ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ สำหรับช่วงปี 2562-2566 ปีละ 1-3 ทำเล และเปิดโครงการใหม่ปีละ 4-8 โครงการ เพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัท โดยในปี 2563 ได้ขยายทำเลโดยการเปิดโครงการใหม่เพิ่มที่โซนเทพารักษ์-บางบ่อ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการไอลีฟ พรีม่า เทพารักษ์-บางบ่อ ทั้งในส่วนที่เป็นโครงการทาวน์โฮม “ไอลีฟ ทาวน์” และโครงการบ้านเดี่ยว-บ้านแฝด “ไอลีฟ พาร์ค”

นอกจากนี้ ยังได้เปิดโครงการใหม่ในทำเลที่บริษัทมีโครงการเปิดอยู่ก่อนแล้ว ได้แก่ โครงการไอลีฟ ไพร์ม วงแหวน-รังสิตคลอง 4 และโครงการไอลีฟ ไพร์ม 2 ถลาง ภูเก็ต

แม้ว่าในปี 2563 เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปี แต่โครงการที่เปิดใหม่ถือว่าได้รับการตอบรับที่น่าพอใจ แต่ละโครงการมีอัตราการขายที่ดีกว่าภาพรวมของตลาดที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ยอดขายในปี 2563 บริษัทสามารถทำไปได้มากกว่า 3,000 ล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ 3,000 ล้านบาท และมีรายได้จากการโอน 1,950 ล้านบาท

“แม้ว่ารายได้จะตกจากเป้าที่ตั้งไว้ 2,000 ล้านบาทไปเล็กน้อย เนื่องจากมีการชะลอการเปิดโครงการใหม่ในช่วงที่ไวรัสระบาดรุนแรง และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารที่สูงขึ้น แต่ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ และยังคงเป็นไปตามแผนที่ต้องการให้บริษัทเติบโตได้อย่างมั่นคง และมีสถานะการเงินแข็งแรง” นายหัสกรกล่าว

สำหรับทิศทางในปี 2564 ภาพรวมของเศรษฐกิจไม่น่าจะแย่กว่าปี 2563 แม้เปิดศักราชใหม่มา จะมีการ Lock Down ในบางจังหวัดหรือบางพื้นที่ เนื่องจากการระบาดระลอกใหม่ของไวรัสโควิด-19 แต่เชื่อว่าประสบการณ์การ Lock Down ในช่วงปี 2563 จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แต่ละบริษัทในการบริหารจัดการประคับประครองสถานะการเงินและบุคลากรของบริษัทได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เศรษฐกิจโดยภาพรวมของปี 2564 น่าจะมีความคล้ายคลึงกับปี 2563 โดยมีการชะลอตัวในครึ่งปีแรก และฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

กานดา พร็อพเพอร์ตี้

ในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ ความต้องการคงไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่มีกลุ่มที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมเปลี่ยนมาซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้น และจากการที่มีผู้เล่นในตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้นจะทำให้การแข่งขันในแต่ละทำเลสูงขึ้น แต่ละบริษัทจะมีการจัดแคมเปญ โปรโมชั่นที่เข้มข้นมากขึ้นเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด ซึ่งจะทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัยแนวสูง คาดว่าจะยังคงติดลบอยู่ เพราะยอดขายคอนโดมิเนียมใหม่น้อยลง โดยภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าจะอยู่ในระดับทรงตัว

ในปี 2564 บริษัทยังคงเน้นการเติบโตอย่างมั่นคง และมีสถานะการเงินที่แข็งแรง โดยได้ชะลอการซื้อที่ดินใหม่ และนำที่ดินที่มีอยู่มาพัฒนาโครงการใหม่ โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 3,300 ล้านบาท และเป้ารายได้อยู่ที่ 2,200 ล้านบาท และมีแผนเปิดโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 5 โครงการ มูลค่ารวม 3,631 ล้านบาท ประกอบด้วย

1. ไอลีฟ ไพร์ม ประชาอุทิศ 90 เป็นโครงการทาวน์โฮมจำนวน 211 ยูนิต มูลค่าโครงการ 441 ล้านบาท

2. ไอลีฟ ไพร์ม 2 พระราม 2 กม.14 เป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดจำนวนรวม 228 ยูนิต มูลค่าโครงการ 805 ล้านบาท

3. ไอลีฟ พัทยา-จอมเทียน ซึ่งเป็นการเปิดโครงการบนทำเลใหม่ในปีนี้ของบริษัท เป็นโครงการทาวน์โฮม จำนวนรวม 384 ยูนิต มูลค่าโครงการ 875 ล้านบาท

4. ไอลีฟ ไพร์ม 2 ประชาอุทิศ 90 เป็นโครงการทาวน์โฮม จำนวน 268 ยูนิต มูลค่าโครงการ 541 ล้านบาท

5. ไอลีฟ ไพร์ม 2 วงแหวน-รังสิตคลอง 4 เป็นโครงการทาวน์โฮม จำนวน 460 ยูนิต มูลค่าโครงการ 969 ล้านบาท

“เมื่อรวมกับโครงการที่เปิดขายมาแล้วก่อนหน้าในปี 2564 บริษัทจะมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายรวมทั้งสิ้น 17 โครงการ ใน 9 ทำเล มูลค่าโครงการรวมประมาณ 9,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีที่ดินรอการพัฒนาสำหรับโครงการในอนาคตมูลค่ารวม 13,000 ล้านบาท” นายหัสกรกล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ทั้งในด้านการก่อสร้าง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการ เพื่อรองรับการแข่งขันที่สูงขึ้น ในส่วนของการก่อสร้าง ได้เพิ่มจำนวนบ้านสร้างเสร็จพร้อมขายพร้อมโอนให้เพียงพอกับประมาณการยอดขายในช่วงเปิดโครงการ เพื่อที่จะสามารถโอนได้เร็ว เพิ่มกระแสเงินสดให้บริษัทได้เร็วขึ้น และยังเป็นการรองรับพฤติกรรมการซื้อของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการซื้อโดยไม่ต้องผ่อนดาวน์

กานดา พร็อพเพอร์ตี้

นอกจากนี้ ในการรองรับการเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทได้มีการออกแบบ 8 ฟังก์ชั่นการใช้งานภายในบ้าน “8 f(x)” เพิ่มเติม เพื่อรองรับการใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างจากรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยังคงยึด “4 KANDA CONCEPT” ได้แก่ ECO SMART/ EASY MAINTENANCE/ 3 GENERATIONS/ FLOOD PROTECTION เป็นแนวคิดหลักในการออกแบบ

“สำหรับปัญหาที่เกิดจากการภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการที่ธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ในเชิงรุก โดยการตั้งทีมขึ้นมาทำงานร่วมกับธนาคารต่างๆ อย่างใกล้ชิด และคอยแก้ปัญหาและให้คำปรึกษากับลูกค้าที่กู้ไม่ผ่าน เพื่อยังคงรักษาลูกค้าไว้กับบริษัทในระยะยาว”

นายหัสกร กล่าวอีกว่า นอกจากการขยายทำเลใหม่ๆ แล้ว อีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้กับบริษัทคือการขยายกลุ่มลูกค้าเพิ่ม จากเดิมผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะอยู่ในระดับราคา 2 ล้านบาทขึ้นไปเป็นหลัก ขณะนี้บริษัทกำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะขยายกลุ่มลูกค้าในตลาดที่ราคาต่ำกว่า 1.6 ล้านบาทลงมา ซึ่งเป็นตลาดที่ยังมีความต้องการซื้อสูง แต่ยังติดปัญหาเรื่องของต้นทุนการพัฒนาโครงการในปัจจุบันที่เพิ่มสูงขึ้น หัวใจหลักคือ ต้นทุนที่ดินต้องถูก ซึ่งจะต้องขยับออกมานอกเมือง แต่ต้องมีแหล่งงานรองรับ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเรื่องของการขยายกลุ่มลูกค้าในเร็วๆ นี้

อ่านประกอบ : ออริจิ้น มั่นใจอสังหาฯปี 64 ยังโตได้ หลังโควิดระบาดใหม่

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew5 มกราคม 2021
-1.png

1min78

ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ ผู้บริหาร คอนโดลุมพินี ในเครือแอล.พี.เอ็น. รับมือโควิดระบาดรอบใหม่ ประกาศ 12 มาตรการยกระดับการดูแลและการบริหารชุมชนกว่า 200 ชุมชน ภายใต้แนวคิด “ร่วมใจ ห่วงใย แบ่งปัน”

นางสาวสมศรี เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) บริษัทบริหารจัดการชุมชนในเครือ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ไปทั่วประเทศ บริษัทได้ประกาศ 12 มาตรการเพื่อยกระดับการดูแลชุมชนภายใต้การบริหารงานของ LPP ที่มีอยู่ทั้งหมดมากกว่า 200 ชุมชน จำนวนผู้อยู่อาศัยประมาณ 300,000 คน

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในชุมชน และมีส่วนในการตรวจคัดกรองผู้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ โควิด-19 ในชุมชน คอนโดลุมพินี และบ้านลุมพินี และเป็นส่วนหนึ่งในการลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายใต้แนวคิด “ร่วมใจ ห่วงใย แบ่งปัน” โดยนำเอาแนวทาง “D-M-H-T-T: Distancing, Mask Wearing , Hand Washing, Testing, Thai Chana” ของกระทรวงสาธารณสุข มาใช้ในการกำหนดมาตรการเพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับสมาชิกในชุมชน โดย 12 มาตรการ ประกอบด้วย

1. การแบ่งทีมงานบริหารจัดการให้ดูแลชุมชนได้ตลอด 24 ชั่วโมงใน 7 วัน ตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา และต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โดยลดความเสี่ยงการติดเชื้อของทีมงาน เพื่อไม่ให้การบริการสะดุด

คอนโดลุมพินี

2. การบริหารจัดการพัสดุ โดยมีการคัดแยก ตรวจสอบ และส่งมอบ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อในชุมชน

3. การคัดกรองผู้เข้าโครงการอย่างเข้มงวดด้วยการตรวจวัดอุณหภูมิทุกคน จัดทางเข้า-ออก ให้เหลือทางเดียว ขึ้นทะเบียนผู้เข้าพักอาศัยรายใหม่

4. การบริหารพื้นที่ส่วนกลาง โดยควบคุมหรืองดให้บริการในพื้นที่ส่วนกลางที่เป็นจุดเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดอาทิ พื้นที่สันทนาการ สระว่ายน้ำ และควบคุมพื้นที่ในการใช้ลิฟต์โดยสาร รวมถึงการเพิ่มจุดที่นั่งเพื่อเว้นระยะห่าง และการทำความสะอาดพื้นที่ส่วนกลางทุก 1 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อในชุมชน

5. การลดการสัมผัสในการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยการเปิด application LPN Bill Payment เพื่อลดความเสี่ยงในการรับเงินสด ซึ่งทั้งธนบัตรและเหรียญอาจเป็นที่แพร่เชื้อ

6. การรับ-ส่งอาหารและสิ่งของ มีการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับรับ-ส่งอาหารในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกและเว้นระยะห่างระหว่างผู้ส่งอาหารและผู้พักอาศัย เตรียมน้ำยาทำความสะอาดไว้บริการ

7. การคัดแยกขยะปนเปื้อน โดยเพิ่มถังขยะติดเชื้อ เพื่อใช้สำหรับการทิ้งขยะปนเปื้อน อาทิ หน้ากากอนามัย และมีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อขยะติดเชื้อ ก่อนนำไปทิ้งที่ถังรอพักขยะส่วนกลาง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ

8. การเว้นระยะห่าง (Social Distancing) จัดพื้นที่การให้บริการในสำนักงานนิติบุคคลโดยเว้นระยะห่างไม่น้อยกว่า 1 เมตร และทุกพื้นที่ในชุมชน ให้การบริหารจัดการปลอดภัยต่อผู้พักอาศัย

9. มาตรการด้านความสะอาดและความปลอดภัย เน้นการทำความสะอาดลิฟท์โดยสารและจุดสัมผัสต่าง ๆ ทุก 1 ชั่วโมง ทำความสะอาดโต๊ะเก้าอี้ในพื้นที่ส่วนกลาง ทุก 2 ชั่วโมง ทำความสะอาดคีย์การ์ด บัตรผู้เข้ามาในโครงการ (Visitor) และบัตรวางหน้ารถทุกครั้งที่มีการใช้งาน และเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดระยะเวลาการปฏิบัติงาน

10. การฉีดพ่นเพื่อกำจัดเชื้อไวรัส โดยจัดให้มีการฉีดพ่นและเช็ดถูด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อในพื้นที่ส่วนกลาง และกรณีที่พบผู้พักอาศัยติดเชื้อจะมีการจัดการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในห้องชุดที่ผู้ติดเชื้อพักอาศัย และบริเวณโดยรอบ

คอนโดลุมพินี

11. การบริหารการสื่อสารภายในชุมชน มีการประชาสัมพันธ์และรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ LPN Connect ให้เจ้าของร่วมได้รับทราบความเคลื่อนไหวและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งภาพรวมและภายในชุมชน

12. การกำหนดระเบียบและการปฏิบัติตัวของพนักงานผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวดทั้งเรื่องการสวมหน้ากากอนามัย การตรวจวัดอุณหภูมิ และการดูแลพื้นที่ส่วนกลางอย่างเข้มงวดเพื่อลดการแพร่ระบาดในพื้นที่ของชุมชน รวมถึงการจัดให้มีระเบียบ ข้อปฏิบัติเพิ่มเติมตามสถานการณ์อย่างเหมาะสมทันเวลา

นอกจากมาตรการทั้ง 12 มาตรการแล้ว นางสาวสมศรี กล่าวว่า LPP ได้ออกแบบการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยมีระบบสั่งการแบบ Call Tree เพื่อให้การสั่งการเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมี “ทีมฉุกเฉิน” เป็นทีมที่เข้าไปบริหารจัดการพื้นที่กรณีที่ผู้จัดการนิติบุคคลแจ้งมายังทีมบริหารว่า พบผู้ติดเชื้อในชุมชนทันทีที่ได้รับแจ้ง “ทีมฉุกเฉิน” จะดำเนินการควบคุมจัดการพื้นที่เสี่ยงในโครงการตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในพื้นที่ เข้มงวดในการตรวจสอบผู้ที่เข้าในอาคารทุกคน

พร้อมทั้งกำหนดแนวปฏิบัติของแต่ละชุมชนตามผลการตรวจสอบเส้นทาง (Time Line) ที่ผู้ติดเชื้อเดินทางในชุมชนตลอด 7-14 วัน ด้วยการตรวจสอบผ่านทาง CCTV และแจ้งเจ้าของร่วมรับทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโครงการ ซึ่งแผนดังกล่าวจะมีการปรับเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทั้งในชุมชนและตามที่หน่วยงานต่างๆ จะมีประกาศหรือมีคำสั่งออกมาในอนาคต

“ถึงแม้การระบาดในรอบนี้จะกระจายไปในวงกว้าง แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราเรียนรู้และออกมาตรการเพื่อสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับชุมชนและเจ้าของร่วมที่เราดูแลอยู่ เพื่อให้ทุกกิจกรรมการใช้ชีวิตในชุมชนที่เราดูแลเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย เราต้องยอมรับว่าอาจพบผู้ปวยในโครงการของเราที่เกิดจากการเดินทางไปทำงานหรือการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงที่มีการแพร่ระบาดของสมาชิกในชุมชน

แต่ทุกมาตรการที่เราออกมาทั้ง 12 มาตรการ จะทำให้เราสามารถดูแลให้ทุกชุมชนของเราไม่ใช่พื้นที่ที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาด (Super Spreader) ของการแพร่เชื้อดังกล่าว และจะทำให้ทุกคนยังสามารถใช้ชีวิตได้เกือบปกติอย่างปลอดภัยภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะชุมชนที่เราดูแลและมี DNA ของความ “ร่วมใจ ห่วงใย แบ่งปัน” เป็นพื้นฐานที่ชัดเจน” นางสาวสมศรี กล่าว

อ่านเพิ่มเติม : เฟรเซอร์ส ส่งหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อโควิด-19 ในโครงการ

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME