fbpx

Author: Warapong Pankaew

Warapong Pankaew22 ตุลาคม 2020
siri-place-bangyai-townhome-gallery-04.jpg

1min109

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ คาด ตลาดบ้านแนวราบโค้งสุดท้ายปี 63 ร้อนระอุ ผู้ประกอบการหันชิงแชร์ทาวน์โฮมระดับกลางทดแทนคอนโดฯ เผยกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ บางนา รามอินทรา ทำเลฮอตบ้านแนวราบ 

นางสาวสุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า จากการสำรวจของฝ่ายวิจัยและพัฒนาของบริษัท คาดว่าไตรมาสที่ 4/2563 ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับทั้งปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงครึ่งปีแรก 2563

ประกอบกับการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เข้มงวด ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 ส่งผลให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งแนวราบและแนวสูงต่างต้องปรับแผนธุรกิจ โดยการเลื่อนแผนการพัฒนาโครงการใหม่ออกไปและหันมาเร่งระบายอุปทานคงค้างในตลาดด้วยการแข่งขันทางด้านราคาในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อรักษาสภาพคล่องของธุรกิจ

ภาวะการแข่งขันในตลาดแนวราบจะมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดระดับราคาปานกลางอย่างเช่นทาวน์โฮม เนื่องด้วยผู้ประกอบการเล็งเห็นว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคในขณะนี้มีทีท่าลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องพัฒนาสินค้าออกมาในราคาถูกลงเพื่อเข้าถึงผู้ซื้อได้มากขึ้น

สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯช่วงครึ่งปีแรก ยอดขายโดยรวมลดลง ในส่วนของบ้านเดี่ยวพบว่า อุปทานเสนอขายรวมมีจำนวนทั้งสิ้น 14,082 ยูนิต ลดลง 8% อุปสงค์มีจำนวนทั้งสิ้น 5,115 ยูนิต ลดลง 4% คิดเป็นอัตราการขายเท่ากับ 36%

ขณะที่ทาวน์โฮมมีอุปทานเสนอขายรวมที่ 31,211 ยูนิต ลดลง 6% ในขณะที่อุปสงค์มีจำนวนทั้งสิ้น 12,248 ยูนิต ลดลง 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นอัตราการขายเท่ากับ 39%

คอนโดมิเนียมมีอุปทานเสนอขายรวมลดลง 8% หรือมีจำนวนทั้งสิ้น 104,094 ยูนิต ในขณะที่อุปสงค์ลดลง 28% หรือเกิดขึ้นเพียง 17,074 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขายเท่ากับ 16%

จากตัวเลขดังกล่าว พบว่า โครงการแนวราบได้รับการตอบรับที่ดีกว่าโครงการแนวสูง ทำให้ช่วงปลายปีเราจะเห็นการนำเสนอสินค้าที่เจาะไปยังกลุ่มตลาดแนวราบมากขึ้น

จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน คาดว่าการฟื้นตัวของภาคอสังหาฯ จะขึ้นอยู่กับการบรรเทาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค สภาวะเศรษฐกิจ และตลาดอสังหาฯ ให้กลับมาอยู่ในสภาวะปกติ รวมทั้งเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องเฝ้าติดตามเพื่อประเมินสถานการณ์เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือของปีนี้มองว่าตลาดแนวราบทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมจะยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดต่อไป โดยมองว่าผู้ประกอบการจะปรับตัวไปเปิดโครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มเรียลดีมานด์มากขึ้น

ส่วนทาวน์โฮมมองว่าน่าจะมีกำลังซื้อจากกลุ่มผู้บริโภคที่เปลี่ยนใจจากคอนโดมิเนียมมาเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ เนื่องจากการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หลังจากการระบาดของโควิด–19 รวมถึงได้อานิสงส์จากรถไฟฟ้าหลายเส้นทางที่จะเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีที่จะทำให้เกิดการเชื่อมต่อของการเดินทางที่สะดวกขึ้น

ส่วนทำเลที่มีความโดดเด่นน่าจับตาคือ

  • ย่านกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ เนื่องจากเป็นทำเลเปิดใหม่และมีถนนทางเชื่อมการเดินทางเข้าสู่พื้นที่รามคำแหง พระราม 9 อีกทั้งยังสามารถเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิได้สะดวกรวดเร็ว
  • ย่านบางนา ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
  • ย่านรามอินทรา รวมไปถึงทำเลแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายและแนวรอบนอกวงแหวนซึ่งสามารถเดินทางเข้าเมืองได้สะดวกเนื่องจากมีทางเชื่อมพิเศษเข้าสู่เมือง

“ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ หากตลาดอสังหาฯ ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาก็น่าจะเป็นโอกาสให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและมีการกระจายรายได้ขึ้นมา และหากมีมาตรการมาช่วยกระตุ้นกำลังซื้อหรือแบ่งเบาภาระของผู้ซื้อ จะเป็นผลบวกต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ ขยายการลดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองให้เหลือ 0.01% ให้ครอบคลุมทุกระดับราคา จากปัจจุบันกำหนดอยู่ที่ไม่เกิน 3 ล้านบาท ตลอดจนมาตรการดอกเบี้ยพิเศษคงที่ รวมทั้งหากมีมาตรการจูงใจด้านการลดหย่อนภาษี เช่น โครงการบ้านหลังแรก ก็น่าจะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างได้มากขึ้น” นางสาวสุวรรณี กล่าว


Warapong Pankaew22 ตุลาคม 2020
-พระราม-9.jpg

1min84

ท่ามกลางภาวะชะลอตัวและความผันผวนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ทุกบริษัทต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะการบริหารจัดการกระแสเงินสดที่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้แต่ละบริษัทเดินหน้าไปต่อได้

“Cash Flow ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ในขณะที่ตลาดเป็นของผู้ซื้อทำให้การวางกลยุทธ์การตลาดของบรัษัทในช่วงโค้งสุดท้ายปี 2563 จึงเป็นเรื่องของการลดราคาให้เต็มที่ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค จึงเป็นที่มาของแคมเปญแรง ISSARA DAY Yes ทุกดีล โดยการให้ส่วนลดสุงสุด 38% กับ 9 โครงการของบริษัทที่พร้อมคุยกับลูกค้าในทุกเงื่อนไข ซึ่งคาดว่าแคมเปญดังกล่าวจะช่วยสร้างยอดขายได้อีกประมาณ 300-400 ล้านบาท” นายดิฐวัฒน์ อิสสระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานสร้างสรรค์สื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์กล่าว

นอกจากการจัดแคมเปญแรง เพื่อดึงกระแสเงินสดเข้าบริษัทแล้ว ชาญอิสสระ ยังอยู่ในระหว่างการเจรจาขายโครงการแบบบิ๊กล็อตให้กับกลุ่มที่มีกำลังซื้อ รวมถึงผ่านตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ โดยนายดิฐวัฒน์ กล่าวในเรื่องนี้ว่า ตอนนี้มีที่เจรจากันอยู่ 2-3 ราย เป็นการซื้อโครงการที่พร้อมอยู่ และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างในราคาส่วนลด ซึ่งมีทั้งที่เป็นนักลงทุน และกลุ่มที่ต้องการซื้ออยู่เองเป็นการซื้อให้กับครอบครัว มูลค่ารวมประมาณ 20-300 ล้านบาท โดยคาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้

“ด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่แบบนี้จะมีกลุ่มลูกค้าคนไทยที่มีเงินเก็บและมีกำลังซื้อสูงต้องการเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในแบบบิ๊กล๊อตเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่ต้องการซื้อเพื่อลงทุน เพราะการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่จับต้องได้ นอกจากจะได้กำไรจากราคาที่เจรจาขอส่วนลดพิเศษแล้ว ยังได้กำไรจากราคาที่จะปรับสูงขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกัน ก็ยังมีกลุ่มที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่จริงๆ สนใจซื้อพร้อมกันหลายๆ ยูนิตให้กับสมาชิกในครอบครัวที่ด้วยเช่นกัน” นายดิฐวัฒน์กล่าว

อิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9 ราคาเริ่มต้น 120 ล้าน ส่วนลดสูงสุด 12 ล้าน

ขณะเดียวกันบริษัท ต้องเร่งปรับตัวในการพัฒนาธุรกิจและพัฒนาที่อยู่อาศัย สู่ความเป็น New Normal ด้วยการปรับกลยุทธ์ รูปแบบการตลาด ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในเรื่องการพัฒนาช่องทางการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ การพัฒนาโครงการใหม่ๆ ที่ต้องเน้นความคุ้มค่า และสอดรับกับกำลังซื้อและพฤติกรรมในการอยู่อาศัยของผู้บริโภค ซึ่งเทรนด์ของการทำงานที่บ้าน การดูแลเรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้น จึงต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านทำเลและพื้นที่ใช้สอยให้ตอบโจทย์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้มากขึ้น

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ โดยจะเห็นว่า บ้านเดี่ยวมีการขายที่ดีขึ้น โดยเฉพาะบ้านในระดับราคา 10-30 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีแนวคิดที่จะพัฒนาโครงการรองรับลูกค้าในกลุ่มนี้มากขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมที่จะเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม ที่เขาตะเกียบ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 5 ไร่ พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมตากอากาศ สูง 4 ชั้น จำนวนประมาณ 4-5 อาคาร ขนาด 35-180 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 5-50 ล้านบาท มูลค่าโครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างปรับแบบและกำหนดราคาให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด คาดว่าจะเปิดตัวได้ในเดือนพ.ย.ที่จะถึงนี้

“สำหรับภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2563 น่าจะยังทรงๆ ตัวอยู่ โครงการที่ได้รับความสนใจจะเป็นโครงการที่แล้วเสร็จจับกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริงๆ ขณะที่กลุ่มลูกค้าที่เป็นนักลงทุนเป็นกลุ่มที่ชะลอตัวลง ส่วนตลาดบ้านในกลุ่มไฮเอนด์ ถือว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อย ซึ่งการฟื้นตัวของภาคธุรกิจอสังหาฯ จากนี้ไปน่าจะเป็นไปอย่างช้าๆ ขณะที่ปัญหาการเมืองในประเทศจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการทำธุรกิจ และกระทบกับกำลังซื้อของผู้บริโภค กลกยุทธ์การขายปลายปีจะเน้นการขายด้วยการ ลดราคา ในการระบายสต๊อกที่มีอยู่ เพื่อสร้างยอดขายและสร้างรายได้ ให้มีกระแสเงินสดเข้ามามากที่สุด” นายดิฐวัฒน์ กล่าว

สำหรับแคมเปญ ISSARA DAY Yes ทุกดีล เป็นการจัดโปรโมชั่นสำหรับ 9 ในโครงการของบริษัทกับข้อเสนอ Finance Sabai Sabai มอบส่วนลดสูงสุดถึง 38% ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 10 ปี ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน ฟรีอยู่ฟรี 1 ปี หรือลูกค้าสามารถเลือกข้อเสนอ Lifestyle Chill Chill อาทิ เลือกรับรถยนต์ Audi A6 Avant 55 TFSI Quattro S-Line ฟรีบัตรกำนัลไพรเวทเจ็ท มูลค่าสูงสุด 1 ล้านบาท ฟรีมือถือ Samsung Galaxy Z Fold 2 ฟรีบัตรกำนัลเฟอร์นิเจอร์ Chanintr Living มูลค่าสูงสุด 3 ล้านบาท นอกจากนี้ลูกค้าที่ลงทะเบียนออนไลน์ยังจะได้รับส่วนลดสูงสุด 200,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 15 พ.ย. 2563


Warapong Pankaew22 ตุลาคม 2020
shutterstock_1188792046111-1280x657.jpg

1min102

ตลาดที่อยู่อาศัยชะลอตัวต่อเนื่อง ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ เผยตัวเลขซัพพลายในตลาดยังเพิ่ม ขณะที่ยอดขายลดลง สต๊อกบ้าน-คอนโดเหลือขายพุ่ง 14% ทะลุ 1.7 แสนหน่วย แม้ผู้ประกอบการจะโหมโปรโมชั่น เพื่อเร่งระบายสต๊อกในช่วงที่ผ่านมา

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้ทำการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในช่วงครึ่งแรก ปี 2563 ซึ่งเป็นการสำรวจโครงการบ้านจัดสรรและอาคารชุดที่มีหน่วยเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 หน่วย โดยพบว่า มีจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างขาย ณ ครึ่งแรกของปี 2563 (Total Supply) ทั้งหมด 1,692 โครงการ จำนวน 205,851 หน่วย มูลค่ารวม 1,037,865 ล้านบาท

แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร 1,167 โครงการ จำนวน 120,341 หน่วย มูลค่า 642,816 ล้านบาท และโครงการอาคารชุด 525 โครงการ จำนวน 85,510 หน่วย มูลค่า 395,048 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวมีหน่วยเหลือขายจำนวน 173,093 หน่วย มูลค่า 878,933 ล้านบาท และในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 มีที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่จำนวน 32,758 หน่วย มูลค่า 158,932 ล้านบาท

ตลาดที่อยู่อาศัยชะลอตัวต่อเนื่อง
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้ประมาณการทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ปี 2563 และแนวโน้มปี 2564 โดยคาดว่า ณ ครึ่งหลังปี 2563 จะมีที่อยู่อาศัยรอการขายจำนวน 185,993 หน่วย มีมูลค่ารวม 937,703 ล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็น 193,415 หน่วย มูลค่ารวม 956,086 ล้านบาท ในครึ่งแรกปี 2564

ในขณะที่อัตราดูดซับต่อเดือนของบ้านจัดสรร คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.0 ในครึ่งหลังปี 2563 และเพิ่มขึ้นเป็น 2.4 ในครึ่งแรกปี 2564 ส่วนอัตราดูดซับต่อเดือนของอาคารชุดคาดว่าจะลดลงมาอยูที่ร้อยละ 1.7 ในครึ่งหลังปี 2563 และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 1.8 ในครึ่งแรกปี 2564

สำหรับการเคลื่อนไหวด้านการเปิดตัวโครงการใหม่ประมาณการว่าจะยังคงลดลงต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีการเปิดโครงการใหม่ประมาณ 23,116 หน่วย ในครึ่งหลังปี 2563 และเปิดใหม่อีก 26,124 หน่วย ในครึ่งแรกปี 2564

ส่วนจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ ณ ครึ่งหลังปี 2563 คาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 75,752 หน่วย มูลค่า 187,971 ล้านบาท และหน่วยโอนกรรมสิทธิ์จะลดลงมาเหลือ 56,774 หน่วย มูลค่า 228,024 ล้านบาท ในครึ่งแรก ปี 2564 ซึ่งประมาณการดังกล่าวอยู่ภายใต้ตัวแปรที่ยังไม่มีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563

สต๊อกบ้าน-คอนโดเหลือขายพุ่ง 14%
ดร.วิชัย กล่าวอีกว่า  สำหรับผลสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯปริมณฑลในครึ่งแรกของปี 2563 จำนวน 205,851 หน่วย มูลค่ารวม 1,037,865 ล้านบาท มีการเปลี่ยนแปลงของหน่วยที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 (YoY) และยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 Half ล่าสุด เป็นการเพิ่มขึ้นของบ้านจัดสรร ร้อยละ 15.2 แต่อาคารชุดมีหน่วยลดลงร้อยละ -6.2

เมื่อพิจารณาจากอัตราการเปลี่ยนแปลงของโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ มีจำนวนลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ร้อยละ -28.7 หน่วยขายได้ใหม่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงลดลงถึงร้อยละ -24.9 ส่งผลให้หน่วยเหลือขายมีอัตราการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.9 เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2562

จังหวัดปทุมธานีมี Total Supply เพิ่มขึ้นมากที่สุด ร้อยละ 40.4 รองลงมาคือ นครปฐม ร้อยละ 9.0 และสมุทรปราการ ร้อยละ 5.7 ตามลำดับ ส่วนจังหวัดที่มี Total Supply ลดลงมากที่สุดได้แก่ กรุงเทพฯ ร้อยละ -2.4 รองลงมาได้แก่ นนทบุรี ร้อยละ -0.6 และสมุทรสาคร ร้อยละ -0.2

โครงการใหม่ครึ่งปีแรก 3 หมื่นหน่วย
ในช่วงครึ่งแรก ปี 2563 มีโครงการเปิดขายใหม่รวม 159 โครงการ จำนวน 29,816 หน่วย มูลค่ารวม 137,068 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 124 โครงการ รวม 17,926 หน่วย มูลค่า 94,667 ล้านบาท และอาคารชุด 35 โครงการ จำนวน 11,890 หน่วย มูลค่ารวม 42,401 ล้านบาท

กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีโครงการเปิดขายใหม่มากที่สุด 68 โครงการ ประกอบด้วย บ้านจัดสรร 46 โครงการ และอาคารชุด 22 โครงการ รวม 12,463 หน่วย มูลค่า 71,038 ล้านบาท รองลงมาคือปทุมธานี เปิดโครงการใหม่ 31 โครงการ ประกอบด้วย บ้านจัดสรร 26 โครงการ และอาคารชุด 5 โครงการ รวม 7,720 หน่วย มูลค่า 25,007 ล้านบาท และนนทบุรี 23 โครงการ เป็นโครงการบ้านจัดสรร 21 โครงการ และอาคารชุด 2 โครงการ รวม 5,196 หน่วย มูลค่า 26,345 ล้านบาท

“จำนวนหน่วยเหลือขาย และหน่วยขายได้ใหม่ ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตา โดย ณ ครึ่งแรก ปี 2563 ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีอุปทานเหลือขายจำนวน 173,093 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 878,933 ล้านบาท เป็นบ้านจัดสรร 99,993 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 533,725 ล้านบาท และอาคารชุด 73,100 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 345,208 ล้านบาท”

บ้าน 3-5 ล./คอนโด 2-3 ล. เหลือบาน
เมื่อจำแนกตามราคาพบว่า หน่วยเหลือขายบ้านจัดสรรส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 3-5 ล้านบาท มีจำนวน 34,262 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 34.3 ของหน่วยบ้านจัดสรรที่เหลือขายทั้งหมด ขณะที่อาคารชุดเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 2-3 ล้านบาท มีจำนวน 22,290 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 30.5 ของหน่วยอาคารชุดที่เหลือขายทั้งหมด

หากแยกตามสถานะของการก่อสร้างของหน่วยเหลือขายทั้งหมด พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 38.1 ยังไม่ก่อสร้าง รองลงมาอยู่ระหว่างการก่อสร้างร้อยละ 36.0 และที่เหลือร้อยละ 25.9 ก่อสร้างเสร็จแล้ว และเมื่อแยกตามประเภทที่อยู่อาศัยพบว่า บ้านจัดสรรส่วนใหญ่ ร้อยละ 50.8 ยังไม่ก่อสร้าง โดยอยู่ระหว่างสร้างร้อยละ 27.9 และสร้างเสร็จแล้วร้อยละ 21.3 ขณะที่อาคารชุดส่วนใหญ่อยู่ระหว่างสร้างถึงร้อยละ 47.2 สร้างเสร็จแล้วร้อยละ 32.3 และ ยังไม่ก่อสร้างร้อยละ 20.5 ตามลำดับ

สำหรับหน่วยที่ขายได้ใหม่ในช่วงครึ่งแรกปี 2563 มีจำนวนทั้งสิ้น 32,758 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 158,932 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวเป็นบ้านจัดสรร 20,348 หน่วย มูลค่า 109,092 ล้านบาท และอาคารชุด 12,410 หน่วย มูลค่า 49,840 ล้านบาท

หน่วยบ้านจัดสรรที่ขายได้ใหม่มากที่สุดอยู่ในช่วงราคา 3-5 ล้านบาท มีจำนวน 6,775 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 33.3 สำหรับหน่วยอาคารชุดที่ขายได้ใหม่มากที่สุดอยู่ในช่วงราคา 2-3 ล้านบาท มีจำนวน 4,423 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35.6

ดีมานด์อ่อนแรงยอดขายคอนโดลดฮวบ
ด้านอัตราดูดซับ หรือ Absorption Rate ของตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ใช้เป็นเครื่องชี้อุปสงค์ (Demand) ของตลาดที่อยู่อาศัยนั้น การสำรวจในรอบครึ่งแรกปี 2563 พบว่า มีอัตราดูดซับต่อเดือนลดลงจากร้อยละ 3.7 ในครึ่งแรก ปี 2562 เหลือร้อยละ 2.7 โดยบ้านจัดสรรมีอัตราดูดซับเท่ากับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่ร้อยละ 2.8 ขณะที่อาคารชุดมีอัตราดูดซับลดลงจากร้อยละ 4.8 เหลือร้อยละ 2.4 เนื่องจากมีหน่วยเหลือขายเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่หน่วยขายได้ใหม่มีจำนวนลดลง

Top 3 ทำเลขายดี-เหลือขาย
ส่วนทำเลที่มีหน่วยขายได้ใหม่ในช่วงครึ่งแรก ปี 2563 มากที่สุด 3 ลำดับแรก คือทำเลบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง ทำเลเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ และทำเลลำลูกกา-คลองหลวง-ธัญบุรี-หนองเสือ ตามลำดับ

สำหรับทำเลที่มีหน่วยเหลือขายมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ ทำเลลำลูกกา-คลองหลวง-ธัญบุรี-หนองเสือ ทำเลบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย และทำเลเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ ตามลำดับ

ดูจากตัวเลขทั้งหมดฟันธงได้เลยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยจะซึมไปอีกยาวๆ ยิ่งมาเจอกับการเมืองร้อนๆ ผสมโรงเข้าไปอีก งานนี้แค่ประคองตัวให้อยู่รอดก็เหนื่อยแล้ว


Warapong Pankaew20 ตุลาคม 2020
FB-cover-51.png

1min176

@@@ วันที่ 21 ต.ค. 2563 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ จะเปิดเวทีวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยในพื้นที่กทม.และปริมณฑลในครึ่งปีแรก จับทิศทางดูแล้วอาการยังน่าห่วง ทั้งตัวเลขซัพพลายคงค้างที่ยังเหลือบานเบอะ และดีมานด์ที่อ่อนแรงลงทุกขณะกดอัตราดูดซับให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ส่วนมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะออกมาช่วยเยียวยา ช่วงเวลานี้คงได้แต่ทำใจ

@@@ นิยต มาศะวิสุทธิ์ เอ็มดี บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท เตรียมยกคลินิกแก้หนี้ ไปเปิดให้คำปรึกษาและรับสมัครลูกค้าหนี้เสียสารพัดบัตร ที่มีอายุไม่เกิน 65 ปี และต้องเป็นหนี้เสียก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ที่งาน Money Expo 22-25 ต.ค.นี้ ที่ อิมแพ็คเมืองทองธานี กรุงเทพฯ หรือจะสมัครผ่านทางออนไลน์ ได้ที่เว็บไซต์ www.คลินิกแก้หนี้.com หรือ แอดไลน์ @debtclinicbysam และ Facebook คลินิกแก้หนี้

@@@ สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเกล็ดดาว เปิดขายวันเดียว ธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้เงินมาทำทุนปล่อยกู้บ้านดอกเบี้ยต่ำแล้ว 2,000 ล้านบาท จากยอดขายสลากกว่า 4 แสนหน่วยๆ ละ 5,000 บาท ใครยังไม่ได้จับจองต้องรีบเลย

@@@ สำหรับคนที่มีแผนจะปรับปรุงบ้านยังพอมีเวลาไปหาไอเดียโดนๆ ได้ที่งาน SCG HOME & LIVING FAIR กับสินค้า นวัตกรรม และบริการแบบครบวงจร ของเอสซีจี พร้อมชมเทรนด์การปรับปรุงบ้าน 4 แบบ 4 สไตล์สำหรับคนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเย็น บ้านกันเสียง,บ้านสมาร์ท บ้านวัยเก๋า วันนี้ถึง– 25 ต.ค. 63 เวลา 10.00-19.00 น. ที่ SCG EXPERIENCE สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) ถนนเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา

@@@ ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เชิญชวนให้ลูกค้าบ้านเอื้ออทรทั่วประเทศที่ทำสัญญากู้เงินครบ 5 ปี ในปี 2563 ให้เข้ามาติดต่อยื่นคำร้องโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองให้เรียบร้อยก่อนที่มาตรการช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนของรัฐบาลเรื่องการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือ 0.01% จะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 ธันวาคม 2563

@@@ เฮเฟเล่ จัดแคมเปญต้อนรับเทศกาลกินเจ อิ่มบุญกับโปรโมชั่นชุดเครื่องครัวเฮเฟเล่ ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ในห้องครัว ในราคาพิเศษลดสูงสุดกว่า 60% วันนี้ ถึง 25 ตุลาคม 2563 ช้อปสินค้าได้ที่ https://www.hafelehome.co.th หรือคลิก https://bit.ly/3nP6mTa

 

 


Warapong Pankaew20 ตุลาคม 2020
02.THE-ORIGIN-E22-SAI-LUAT-1280x720.jpg

1min120

ออริจิ้น ลุยคอนโดถูก ส่งคอนโด ดิ ออริจิ้น อี 22 สเตชั่น ขายผ่านออนไลน์ เคาะราคาเริ่มต้น 1.02 ล้าน

นายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออริจิ้น คอนโดมิเนียม จำกัด ผู้พัฒนาโครงการกลุ่มสมาร์ทคอนโดมิเนียม ในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทได้ใช้กลยุทธ์ “Origin Next Normal, The 1st Wave” ในการขายคอนโด “ดิ ออริจิ้น อ่อนนุช” ผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์ จนสามารถปิดขายโครงการได้ภายใน 1 ชั่วโมง

ล่าสุด บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ Next Normal ระยะที่ 2 ภายใต้ชื่อ “Origin Next Normal, The 2nd Wave” ในการเปิดขายออนไลน์รอบพิเศษกับคอนโดมิเนียมโครงการใหม่อีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการดิ ออริจิ้น สุขุมวิท-สายลวด อี 22 สเตชั่น และดิ ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ รามอินทรา

Key Success ใน The 1st Wave คือ การสร้างวิธีแก้ปัญหาด้านการเข้าถึง หรือ Reaching Solution ทำให้เราลดต้นทุนในการพัฒนาโครงการด้วยการไม่ต้องก่อสร้างสำนักงานขาย ด้วยการยกทุกอย่างขึ้นมาขายบนแพลทฟอร์มออนไลน์แบบ Next Normal ซึ่งต้นทุนที่ลดลงนำมาพัฒนาโครงการที่มีราคาสุดคุ้มเซอร์ไพรส์ตลาด เพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ในราคาคุ้มค่าได้ง่ายขึ้น

ส่วนใน The 2nd Wave นอกจากเรื่อง Reaching Solution ที่ทำต่อเนื่องแล้ว บริษัทจะเปิดตัว วิธีแก้ปัญหาด้านการอยู่อาศัย หรือ Living Solution ตอบโจทย์ Next Normal ในทุกโครงการควบคู่กันไปด้วย เช่น การออกแบบภายในห้องพักให้ดูมีพื้นที่กว้างขวางขึ้น การติดตั้งเครื่อง UV Scan ฆ่าเชื้ออาหารและบรรจุภัณฑ์อาหารที่ส่งมาแบบ Delivery ก่อนส่งต่อให้ลูกบ้าน การแยก Main Lobby และ Private Lobby เป็นต้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

สำหรับโครงการที่ใช้การขายในรูปแบบ Reaching Solution คือโครงการดิ ออริจิ้น สุขุมวิท-สายลวด อี 22 สเตชั่น ซึ่งจะเปิดขายผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์ บนเว็บไซต์ https://evenprop.com/e22 รอบพิเศษในวันเสาร์ที่ 31 ต.ค.นี้ ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.022 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยเพียง 60,000 บาทต่อ ตร.ม. ซึ่งมีราคาถูกที่สุดในระยะ 250 เมตรบนเส้นรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยเริ่มวางเงินจองได้แล้ววันนี้ ส่วนโครงการ ดิ ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ รามอินทราจะเปิดขายออนไลน์รอบพิเศษผ่านแพลทฟอร์ม Evenprop ในวันที่ 11 พ.ย.นี้

โครงการ ดิ ออริจิ้น สุขุมวิท-สายลวด อี 22 สเตชั่น มูลค่าโครงการ 1,650 ล้านบาท ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 3-2-0 ไร่ บนถนนสายลวด ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวสถานีสายลวด (E22) เพียง 222 เมตร ประกอบด้วยอาคารพักอาศัย 31 ชั้น 1 อาคาร และอาคารจอดรถ 10 ชั้น 1 อาคาร มียูนิตพักอาศัย 998 ยูนิตและยูนิตเพื่อการพาณิชย์ 3 ยูนิต แบ่งเป็นห้องพักแบบ 1 Bedroom, 1 Bedroom (Smart Closet), 1 Bedroom Plus ขนาดตั้งแต่ 22-34.5 ตร.ม. คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาส 1/2564 และแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 1/2566

สำหรับ บริษัท ออริจิ้น คอนโดมิเนียม เป็นบริษัทที่พัฒนาโครงการกลุ่มสมาร์ท คอนโดมิเนียม มีแบรนด์หลักคือ แบรนด์ดิ ออริจิ้นที่เน้นเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน (First Jobber) และกลุ่มที่เพิ่งซื้อคอนโดมิเนียมหลังแรก (First Condo Buyer) อายุ 23-28 ปี โดยในปี 2562 ได้เปิดตัวโครงการภายใต้แบรนด์ดังกล่าวไปถึง 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 7,700 ล้านบาท และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี จนทำให้หลายโครงการสามารถ Sold Out 100% อย่างรวดเร็ว


Warapong Pankaew20 ตุลาคม 2020
Samyan-Mitrtown_2-1280x1437.jpg

1min196

เปิดตัวครั้งแรกหลังจากควบรวมเอาบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ โกลเด้น แลนด์ เข้าร่วมชายคาธุรกิจเดียวกันในนาม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) กลายเป็นธุรกิจ 3 ประสาน ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม ภายใต้ One Platform เพื่อการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน

นายธนพล ศิริธนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การมีธุรกิจที่หลากหลายจะกระจายความเสี่ยง (Diversification) ได้ดีกว่าการมีธุรกิจซื้อมาขายไปเพียงอย่างเดียว ซึ่งเห็นได้ชัดเจนตอนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ธุรกิจหยุดชะงักจนบริษัทอสังหาฯขาดกระแสเงินสด ถ้าเรามีธุรกิจอื่นก็สามารถสร้างกระแสเงินสดให้เราได้ เป็นการกระจายความเสี่ยงที่ทำให้ธุรกิจโตได้อย่างยั่งยืน

“การมีธุรกิจที่หลากหลายสามารถสร้างรายได้ได้จากหลายช่องทาง และมีรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่มากขึ้นจะทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการได้อย่างยืดหยุ่นและทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ที่ท้าทายได้เป็นอย่างดี (Resilience) ซึ่งทุกบริษัทอยากมีโมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ แต่ก็ไม่ได้ทำกันได้ง่ายๆ เพราะต้องใช้เวลาและฐานเงินทุนที่แข็งแรง”

นอกจากนี้ ยังสามารถสร้าง Ecosystem ทางธุรกิจที่สนับสนุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กันและกันได้ และยังเพิ่มขีดความสามารถในการส่งมอบสินค้าและบริการ พร้อมข้อเสนอทางการตลาดที่แตกต่างจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าต่างชาติที่มาเช่าโรงงานหรือคลังสินค้า ก็เป็นโอกาสให้เสนอขายที่อยู่อาศัยไปในคราวเดียวกันได้ หรือการแชร์ที่จอดรถในพื้นที่พาณิชยกรรมร่วมกัน เป็นต้น

ที่สำคัญคือ การเชื่อมโยงข้อมูลของทั้ง 3 ธุรกิจถึงกัน เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบสนองต่อผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม รวมถึงยังสร้าง economy of scale ทำให้ประหยัดต้นทุน และเพิ่มอำนาจต่อรองทางธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเราจะนำความเชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาฯไทย ผสานเข้ากับความเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลของ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ สิงคโปร์ มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับลูกค้า” นายธนพลกล่าว

ทั้งนี้ การรวม 3 ธุรกิจ เข้ามาอยู่ภายใต้บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จะทำให้บริษัทมีมูลค่าทรัพย์รวมกันถึง 1 แสนล้านบาท และคาดว่าในปี 2563 จะมีรายได้รวม 20,000 ล้านบาท โดยใน 3 ปีแรก จะขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กลยุทธ์ One Platform โดยจะดำเนินตามแผน 3 ขั้น ONE-TO-THREE

  • ในปีแรก ONE platform จะต้องผสาน 3 องค์กรให้รวมเป็นหนึ่ง ให้มีรากฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการวางระบบต่างๆ ภายในองค์กร การสร้างวัฒนธรรมองค์กร สร้างแบรนด์องค์ร
  • ในปีที่ 2 TOwards being a trusted brand จะขยับสู่การสร้างการเติบโตในแต่ละธุรกิจ การสร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์
  • ในปีที่ 3 the top THREE in all asset classes มุ่งสู่การเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับ Top 3 ของทุกกลุ่มธุรกิจ ภายในปี 2566

สำหรับหัวหอกหลักในการสร้างรายได้ให้กับเฟรเซอร์ยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย ซึ่งยังมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 70-80% ของรายได้รวม ขณะที่รายได้ระยะยาว หรือ Recurring Income จากกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม อยู่ในสัดส่วน 20-30% ซึ่งในระยะ 5 ปีนับจากนี้จะเพิ่มสัดส่วน Recurring Income ให้เป็น 30-40% เพื่อความมั่นคงในระยะยาว

นายธนพล กล่าวอีกว่า ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม” ปัจจุบันอยู่ใน Top 5 ของตลาด พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันตลาดบ้านแนวราบยังไปได้ดี แต่การแข่งขันสูง จึงต้องพยายามสร้างความแตกต่าง ซึ่งบริษัทยังมีแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งงบสำหรับการซื้อที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ปีละประมาณ 6,000-8,000 ล้านบาท สำหรับใน 9 เดือนแรกของปี 2563 (มกราคม – กันยายน) มีรายได้รวม 11,100 ล้านบาท

ส่วนธุรกิจ “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล” ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ถือว่ายังเป็นธูรกิจที่ยังไปได้ดีจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ช ที่ต้องการเช่าคลังสินค้า โดยใ ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมยุคใหม่ มีรายได้ 9 เดือนแรกของปี 2563 (มกราคม – กันยายน) รวม 1,700 ล้านบาท โดยจะมีการลงทุนเพิ่มในส่วนของการก่อสร้างโรงงานและคลังสินค้าเพิ่มประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาท

ขณะที่กลุ่มธุรกิจ “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล” อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชยกรรมชั้นนำประกอบด้วย อาคารสำนักงานให้เช่า รีเทล โรงแรมและเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ รวมถึงโครงการมิกซ์ยูส ซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ ได้แก่ สามย่านมิตรทาวน์ อาคารเอฟวายไอ อาคารสาทรสแควร์ อาคารปาร์คเวนเชอร์ อาคารโกลเด้นแลนด์ โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ และ ดิ แอสคอท สาทร แบงคอก เป็นต้น

ทั้งนี้ ในช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด -19 บริษัทพยายามรักษาลูกค้าไว้ให้ได้มากที่สุด และยังต้องอาศัยระยะเวลาในการฟื้นตัว แต่บริษัทก็พร้อมที่จะลงทุนเพิ่ม โดยการซื้ออาคารสำนักงานเข้ามาเพื่อเพิ่มรายได้จากการเช่า สำหรับใน 9 เดือนแรกกลุ่มธุรกิจ “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล” มีรายได้รวมประมาณ 1,200 ล้านบาท

“ภายใต้สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยปัจจัยด้านลบ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวจากการแพระระบาดของไวรัสโควิด-19 และความไม่แน่นอนทางการเมือง จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทำให้ดีมานด์ชะลอตัวลง ซึ่งการปรับตัวสร้างความแข็งแกร่งภายในองค์กรภายใต้กลยุทธ์ One Platform ควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่าย จะทำให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้ โดยจะยังคงรักษาระดับรายได้ในปี 2564 ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ก็ตาม” นายธนพลกล่าว


Warapong Pankaew20 ตุลาคม 2020
2.png

1min165

วิบากกรรมในโค้งสุดท้ายไตรมาส 4 ที่ภาคอสังหาฯยังต้องเจอะเจอทั้งพิษโควิดและการเมืองร้อนๆ อารมณ์จับจ่ายก็เลยหดหายไปแบบเฉียบพลัน แต่เมื่อ the show must go on ธุรกิจอสังหาฯถึงยังไงก็ต้องไปต่อ

@@@ ล่าสุดค่าย เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จัดโปรคอนโดหรูพร้อมอยู่ รีเฟล็คชั่น จอมเทียน บีช พัทยา ราคาเริ่มต้น 12 ล้าน กับ FREE!! ทุกค่าใช้จ่าย* Let the sea set you Free!! เพียงทำสัญญาซื้อขายตั้งแต่ วันนี้จนถึง- 15 พ.ย. 63 รับสิทธิ์ฟรีทุกค่าใช้จ่าย ณ วันโอน

@@@ เช่นเดียวกับ “พาร์ค ลักชัวรี่” ในเครือออริจิ้น ที่จัดแคมเปญ ONE DAY ONE PRICE ราคาเดียว แต่งครบพร้อมอยู่! โครงการ “ไนท์บริดจ์ ไพร์ม อ่อนนุช” ราคาเดียว 3.99 ล้านจากราคาปกติ 4.59 ล้าน เฉพาะ 24 ต.ค.นี้ เท่านั้น

@@@ มาที่ เนอวานา จากค่ายสิงห์ เอสเตท จัดแคมเปญ ‘Nirvana Best Deal’ พร้อมมอบข้อเสนอที่ใครๆ… ต้องอิจฉาส่งท้ายปี ด้วยข้อเสนอ จ่ายเบาๆ ก็เป็นเจ้าของได้ แถมดอกเบี้ยต่ำ-ผ่อนธนาคารสบายๆ ล้านละ 1 พัน-ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนฯ ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 ธันวาคม 2563 เท่านั้น! กับโครงการพร้อมอยู่จากเนอวานา บน 9 ทำเล ราคาเริ่มต้นที่ 7.5-40 ล้านบาท

@@@ ด้านบริษัทแม่ สิงห์ เอสเตท เพิ่งจัดงาน Open House เผยโฉมคอนโดหรู ดิ เอส สุขุมวิท 36 มูลค่า 6,500 ล้าน ที่เพิ่งสร้างเสร็จสมบุรณ์ 100% ให้เห็นกับทุกซอกมุม พร้อมเปิดให้ลูกค้ารับโอนและเข้าอยู่ พร้อมจัดโปรฯส่งท้ายกับราคาเริ่มต้นที่ 11.9 ล้านบาท พร้อมสิทธิพิเศษในงาน “For the One Who Knows” วันที่ 14-15 พ.ย. นี้ก่อนปรับราคาอีกครั้ง

@@@ ถ้ายังไม่อยากซื้อบ้าน ฉัตรชัย ศิริไล เอ็มดีใหญ่ ธอส.ชวนมาลงทุนซื้อสลากออมทรัพย์ชุดเกร็ดขาวที่จะเปิดขายวันแรก 20 ต.ค.นี้ เพียงหน่วยละ 5,000 บาท ก็สามารถ ลุ้นรับ 1 ล้าน ทุกเดือน ตลอดระยะเวลา 24 เดือน พ่วงด้วยรางวัลเลขท้าย และเลขสลับเลขท้าย มีให้ลุ้นกันทุกงวด รีบด่วนๆ เพราะมีให้จับจองกันแค่ 3 ล้านหน่วยเท่านั้น พร้อมออกรางวัลครั้งแรก 16 พ.ย.ที่จะถึงนี้

@@@ บริษัทที่ปรึกษาและบริการอสังหาริมทรัพย์ “เจแอลแอล” ประกาศการร่วมลงทุนกับ “ริสค์ อินทีเกรทเต็ด” บริษัทที่ให้บริการข้อมูลเชิงวิเคราะห์เปิดตัว พร็อพเทค “ออฟฟิศบล็อคส์” นวัตกรรมที่จะช่วยให้ผู้เช่า นักลงทุน หรือตัวแทนซื้อขาย-ให้เช่าพื้นที่หรืออาคารสำนักงาน สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและเชิงวิเคราะห์ที่เป็นประโยชน์สำหรับการตัดสินใจ ตั้งแต่เรื่องของอัตราค่าเช่า ข้อมูลเปรียบเทียบ และข้อมูลวิเคราะห์ความเสี่ยงและผลตอบแทน เป็นต้น

โกลเด้นแลนด์

@@@ ผู้บริหาร เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) นำโดย ธนพล ศิริธนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดตัว เฟรเซอร์ส อย่างเป็นทางการหลังผนึกรวมกับโกลเด้น แลนด์ พร้อมประกาศกลยุทธ์สู่การเป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรทั้งพัฒนาที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม งานนี้ทั้งเจ้าสัวน้อย เจ้าสัวใหญ่ สั่งลุยเต็มที่

@@@ กรมโยธาธิการและผังเมือง ระดมสมองยกร่างธรรมนูญว่าด้วยการผังเมือง โดยงานนี้มี พรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองคนใหม่ล่าสุดเป็นประธาน ว่าแต่ธรรมนูญว่าด้วยการผังเมืองเค้ามีไว้ทำอะไร ช่วงเล่าแจ้งแถลงไขให้พี่น้องประชาชนฟังบ้างนะครับผม


Warapong Pankaew19 ตุลาคม 2020
-1.9-ล้านล้าน-เยียวยาโควิด.png

1min135

ดัชนีความเชื่อมั่นอสังหาฯไตรมาส 3 ผงกหัวขึ้นเล็กน้อย จากสถานการณ์โควิดเริ่มผ่อนคลาย แต่โดยภาพรวมยังติดลบ ขณะที่ความเชื่อมั่นกับภาวะตลาดใน 6 เดือนข้างหน้าปรับดีขึ้น

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ–ปริมณฑล ในภาวะปัจจุบัน (Current Situation Index) ไตรมาส 3 ปี 2563 มีค่าเท่ากับ 42.8 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งมีค่าดัชนีอยู่ที่ 42.6 แต่ต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 (ค่าดัชนีต่ำกว่า 50.0 ต่อเนื่องมา 4 ไตรมาส 4 ปี 2562) แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการยังมีมุมมองเชิงลบต่อสถานการณ์ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน แต่มีการปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน เป็นผลมาจากการป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกสองของไทยมีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง แต่ยังมีความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

เมื่อแยกกลุ่มผู้ประกอบการตามประเภทบริษัทพบว่า ความเชื่อมั่นในภาวะปัจจุบันของผู้ประกอบการกลุ่ม Listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 43.1 ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งมีค่าดัชนีอยู่ที่ 45.7 ขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่ม Non-listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 42.4 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 38.0 แต่ยังต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) มีค่าเท่ากับ 52.9 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.8 ปรับตัวดีขึ้นและสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการคาดว่าในอีก 6 เดือนข้างหน้า หรือในช่วงไตรมาส 1 ปี 2564 ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยจะปรับตัวดีขึ้น และอาจมีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 และกำลังซื้อที่อยู่อาศัยกลับมาใกล้เคียงกับสถานการณ์ปกติ รวมทั้งคาดหวังว่ารัฐบาลจะต่ออายุมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่อไป

ทั้งนี้ผู้ประกอบการฯ กลุ่ม Listed Companies มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้าเท่ากับ 58.0 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนซึ่งอยู่ที่ระดับ 57.0 และผู้ประกอบการฯ กลุ่ม Non-listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 45.2 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 44.1

การปรับเพิ่มขึ้นของความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ฯ มาจากความมั่นใจว่ายอดขายจะปรับเพิ่มขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า รวมทั้งคาดว่าจะมีการเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้ประกอบการนอกตลาดหลักทรัพย์ฯมีความเชื่อมั่นว่ายอดขายจะเพิ่มมากขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า และผลประกอบการจะดีขึ้น แต่มีแนวโน้มจะลดการเปิดตัวโครงการใหม่ลง

 


Warapong Pankaew19 ตุลาคม 2020
shutterstock_647161480-scaled-e1585734048107-1280x611.jpg

1min96

เซ็นจูรี่ 21 หวั่นวิกฤติไวรัสโควิดยิ่งลากยาว และการชุมนุมทางการเมืองส่อแววยืดเยื้อ ซ้ำเติมเศรษฐกิจ และภาคอสังหาฯยิ่งทรุดหนัก จากกำลังซื้อที่อ่อนตัวลง แบงก์คุมเข้มปล่อยกู้ ตลาดไตรมาสสุดท้ายส่อปลุกไม่ขึ้น ส่งผลให้สภาพคล่องเริ่มช๊อตหนัก ขณะที่ทุนต่างชาติเตรียมเผ่น ทิ้งธุรกิจโรงแรม-รีสอร์ต สมุย-ภูเก็ต เผยเทรนด์อสังหาฯ หันเจาะ Budget Segment รองรับกลุ่มเริ่มทำงานและกลุ่มรายได้ลด ทำเล 3 จังหวัดปริมณฑล-3 จังหวัดอีอีซี ยังมีโอกาสลงทุน

นายกิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์ ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงทิศทางตลาดและแนวทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2563 ว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่สามารถผลิตวัคซีนมาใช้ควบคุมโรคได้และยังไม่มีความชัดเจนว่าวิกฤติครั้งนี้จะลากยาวไปแค่ไหน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกรวมถึงกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้น ประกอบกับ สถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่เริ่มยืดเยื้อ และเป็นการชุมนุมที่บริเวณศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่อเที่ยว จะยิ่งทำลายเศรษฐกิจภายในประเทศยิ่งกว่าโควิด-19 และทำให้ภาวะเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ยิ่งทรุดหนักลงไปอีก

“ขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณหรือปัจจัยที่บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นได้ในช่วงปลายปีนี้ไปจนถึงปีหน้า ยิ่งมาเจอปัญหาจากการชุมนุมทางการเมืองซ้ำเติมเข้าไปอีก ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ไปจนถึงปีหน้าก็คงจะยิ่งทรุดหนักลงไปอีก ซึ่งจะส่งผลให้ปัญหาสภาพคล่องของภาคธุรกิจเริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น มีแนวโน้มของการเลิกจ้างงาน การลดเงินเดือนหรือรายได้อื่นๆ ของพนักงาน ไปจนถึงการปิดกิจการ การขายกิจการที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ” นายกิติศักดิ์ให้ความเห็น

สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยซึ่งผูกติดอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมคงได้รับผลกระทบที่หนักหน่วงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากกำลังซื้อที่อ่อนตัวลงและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ความเข้มงวดของสถานบันการเงินที่กังวลต่อปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่จำนวนคอนโดมิเนียมคงค้างยังมีอยู่ในตลาดพอสมควรทำให้ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้การแข่งขันเพื่อช่วงชิงยอดขายจะยิ่งรุนแรงขึ้น โดยการจัดแคมเปญโปรโมชั่นอย่างหนักโดยเฉพาะในเรื่องของราคา เพื่อเร่งระบายสต็อกเติมสภาพคล่องให้กับบริษัท

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ยอดขายในช่วงปลายปีอาจจะยังไม่กระเตื้องเท่าที่ควร เนื่องจากกำลังซื้อที่อ่อนตัวลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง การอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น อีกทั้งสินค้าที่มีอยู่ในตลาดไม่สอดคล้องกับรายได้ของผู้บริโภคที่มีความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (real demand) ขณะที่ผู้ประกอบการหลายรายที่ถือครองที่ดินเพื่อรอการพัฒนา โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมจะเริ่มมีปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น หลายโครงการต้องชะลอโครงการหรือประกาศขายโครงการในเวลาที่ไม่มีใครพร้อมซื้อเช่นกัน

ขณะที่ภาคอสังหาฯที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ต ในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) กระบี่ เชียงใหม่ ซึ่งได้รับผลกระบก่อนเป็นอันดับแรก เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปตั้งแต่ไวรัสโควิด-19 เริ่มแพร่ระบาดทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก และมีการประกาศปิดกิจการและขายกิจการในช่วงที่ผ่านมา โดยทุนต่างชาติที่เคยเข้ามาซื้อกิจการโรงแรม รีสอร์ตในภูเก็ตหรือสมุยช่วงก่อนหน้านี้จะเริ่มทยอยเปลี่ยนมือ เพราะเริ่มรับภาระไม่ไหว ซึ่งจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นในไตรมาส 2 ปีหน้า

“ถ้าจะให้ประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ประกอบการกำลังตกอยู่ในสภาวะ “กลับตัวก็ไม่ได้ จะไปต่อไปก็ไปไม่ถึง” ซึ่งต้องมาพิจารณากันว่าจะต้องใช้กลยุทธ์อะไรในการจัดการกับของที่เหลืออยู่ในตลาด เช่น เงื่อนไขทางการเงิน ราคา ความหยืดหยุ่นในการเข้าถึงสินเชื่อ ส่วนการพัฒนาโครงการใหม่ๆ จะต้องตีโจทย์ให้แตกว่า กลุ่มเป้าหมายต่อไปควรเป็นกลุ่มไหน ในเมื่อกลุ่ม Middle Segment ในตอนนี้ได้รับผลกระทบ จะขยับไปกลุ่ม Hi-End/Luxury หรือมองกลับมาที่กลุ่ม Affordable/Budget Segment ก็ต้องมาพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ซึ่งจะต้องมีข้อมูลในเชิงลึกมาประกอบ ทั้งเรื่อง demand-supply รวมถึงการสนับสนุนของสถาบันการเงินก็มีส่วนสำคัญ”

นายกิติศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับทิศทางการพัฒนาในตลาดที่อยู่อาศัยขณะนี้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มหันกลับมาให้ความสนใจตลาดในกลุ่มกลาง-ล่าง ที่เรียกว่า Budget Segment ซึ่งเป็นกลุ่มคนวัยเริ่มทำงานที่ต้องการเริ่มต้นสร้างครอบครัวแต่ยังมีรายได้ไม่สูงนัก แต่ภาระหนี้ก็ยังมีไม่มากหรืออาจจะยังไม่มีภาระหนี้เลย โดยพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้กลุ่ม Budget Segment สามารถซื้อและเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น และยังสามารถรองรับกลุ่มรายได้ปานกลางซึ่งวันนี้อาจมีรายได้ที่ลดลงจึงต้องเลือกทำให้การเลือกซื้อที่อยู่อาศัยจะต้องคำนึงถึง ราคาและเงื่อนไขทางการเงิน ความสามารถในการผ่อนชำระเป็นสำคัญ

“การพัฒนาโครงการใน Budget Segment เมื่อศึกษาถึงมุมมอง ลักษณะของกลุ่มลูกค้าในกลุ่มนี้แล้วจะพบว่า การพัฒนาโครงการในเซ็กเมนต์นี้ก็จะไม่ได้คำนึงถึงราคาที่ต่ำเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องพัฒนาโครงการให้เป็นลักษณะของชุมชนที่ตอบสนองการใช้ชีวิตในมิติต่างๆ แม้ว่าจะเป็นชุมชนของผู้อยู่อาศัยที่รายได้ไม่สูงมากนัก หากแต่สภาพแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงการเดินทาง ก็เป็นโจทย์ที่ผู้พัฒนาโครงการต้องคำนึงด้วย ดังนั้น โจทย์ที่สำคัญ คือ การจัดหาที่ดิน เนื่องจากเป็นต้นทุนหลักในการพัฒนาโครงการ”

สำหรับที่ดินที่เหมาะจะพัฒนาโครงการใน Budget Segment จะอยู่ทำเลนอกเมืองเป็นส่วนใหญ่ แต่ต้องเป็นทำเลที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อเข้า-ออกเมืองได้ง่ายหลายช่องทาง เช่น อยู่ใกล้ถนนสายหลัก ใกล้ทางด่วน หรืออยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าที่ปัจจุบันกำลังขยายเส้นทางออกไปสู่นอกเมืองในหลายเส้นทาง และเป็นทำเลที่มีแหล่งงานรองรับ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรสินค้า สถานศึกษา มหาวิทยาลัย หรือโรงงานอุตสาหกรรม

ทำเลที่น่าสนใจจะอยู่ในจังหวัดปริมณฑล ประกอบด้วย 1.ปทุมธานี ทำเลที่น่าสนใจ ได้แก่ ลาดหลุมแก้ว/ลำลูกกา / บางพูน 2.นนทบุรี ได้แก่ ทำเลที่น่าสนใจได้แก่ บางกรวย-ไทรน้อย / วัดลาดปลาดุก / บางบัวทอง-สุพรรณบุรี /ตลิ่งชัน 3.สมุทรปราการ ทำเลที่น่าสนใจได้แก่ ประชาสามัคคี/พระสมุทรเจดีย์/ตำหรุ-บางพลี (คลองขุด)/แพรกษา

ส่วนทำเลในต่างจังหวัด ได้แก่ พื้นที่ 3 จังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ประกอบด้วย ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ในพื้นที่การลงทุนต่างๆ ของอีอีซี และจุดที่เป็นสถานีรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น

สำหรับทำเลที่น่าสนใจใน 3 จังหวัดอีอีซี ได้แก่ 1.กลุ่มพื้นที่ 3 จังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) 1.ชลบุรี บ่อวินไปจนถึงหนองใหญ่ และเส้นนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร-บายพาส 2.ฉะเชิงเทรา ได้แก่ เส้นบางปะกง-ฉะเชิงเทรา / บ้านโพธิ์ / แปลงยาว (ตรงรอยต่อขลบุรี) 3.ระยอง ได้แก่ มาบตาพุด / บ้านฉาง / ปลวกแดง / เส้นทางหลวง 36 / เส้นเลี่ยงเมืองสัตหีบ เป็นต้น


Warapong Pankaew17 ตุลาคม 2020
-1280x853.jpg

2min225

ตลาดซ่อมแซมและ ปรับปรุงบ้าน เติบโตทุกปีตามสภาพบ้านที่ทรุดโทรมลงตามกาลเวลา ซึ่งผู้บริหารของ เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ ระบุว่า ในแต่ละปีจะมีบ้านที่อายุครบ 10 ปี ซึ่งสมควรแก่เวลาที่จะต้องปรับปรุงซ่อมแซมประมาณปีละ 4 แสนหลัง โดยมีจำนวนบ้านที่อายุการใช้งานเกิน 10 ปี สะสมอยู่ในขณะนี้ 23.4 ล้านหลัง มูลค่ารวมประมาณ 2.4 แสนล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดสินค้าสำหรับการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านอยู่ที่ประมาณ 4 แสนล้านบาท

ปรับปรุงบ้านถือเป็นเค้กชิ้นใหญ่ที่ทุกค่ายหมายปอง ยิ่งในปีนี้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การ ปรับปรุงบ้าน เพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งนางสุพรศรี นาคธนสุกาญจน์ Managing Director บริษัท เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ ระบุว่า ผลจากการที่ต้องอยู่บ้านกันมากขึ้น ต้องทำงานที่บ้านมากขึ้นในช่วงโควิดทำให้การปรับปรุงบ้านเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยพื้นที่ 3 อันดับแรกที่มีการปรับปรุงมากที่สุดคือ

1.การปรับปรุงห้องทำงาน ซึ่งเกิดจากการ work from home ทำให้ต้องมีห้องทำงานที่เป็นสัดเป็นส่วน ปลอดเสียงรบกวน

2.ห้องครัว เป็นอีกห้องที่มีการปรับปรุงซ่อมแซมกันในช่วงโควิดจากการที่ต้องอยู่บ้านกันมากขึ้นทำให้ต้องใช้ห้องครัวสำหรับการประกอบอาหาร ส่วนอันดับ

3 คือการปรับปรุงแลนด์สเคปรอบๆ บ้าน เพื่อไม่ให้น่าเบื่อเมื่อต้องอยู่บ้านนานๆ

ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีการปรับปรุงบ้านเพิ่มขึ้นในช่วงโควิดก็คือ การปรับปรุงแทนการซื้อใหม่ในสภาวะที่เศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย หลายๆ ครอบครัวจึงใช้วิธีปรับปรุงบ้านหลังเก่าแทนการซื้อใหม่ไปก่อน แม้จะชี้วัดเป็นตัวเลขที่ชัดเจนยังไม่ได้ แต่ก็ทำให้ตลาดสินค้าสำหรับการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านคึกคักเป็นพิเศษในช่วงเวลานี้ และเป็นเหตุผลให้ เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ ต้องจัดกิจกรรมการตลาดแบบถี่ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในขณะนี้ ล่าสุด กับงาน “SCG HOME & Living Fair” ระหว่างวันที่ 16-25 ตุลาคม 2563 ที่ SCG Experience เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา

นางสุพรศรี กล่าวว่า งาน SCG HOME & Living Fair จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “บ้านเก่า หลังใหม่” ตอบโจทย์คนที่กำลังวางแผนรีโนเวทบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ซ่อมแซม ต่อเติม ปรับปรุง ตกแต่ง ด้วยผลิตภัณฑ์ในเครือเอสซีจี และการให้บริการแบบครบวงจร พร้อมด้วยพันธมิตรที่มาร่วมออกบูธเติมเต็ม Customer Journey สำหรับการทำบ้านกว่า 20 ร้านค้า รวมทั้งธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มาร่วมจัดแคมเปญสินเชื่อบ้านพิเศษเฉพาะงานนี้ นอกจากนี้ ยังสามารถช็อปหรือรับโปรโมชันได้ที่สาขาของ เอสซีจี โฮม ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังเป็นจังหวะดีที่ลูกค้าสามารถใช้สิทธิตามมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศของรัฐ โดยให้สิทธิผู้บริโภคนำค่าชำระสินค้าและบริการต่างๆ ไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงปลายปีนี้ให้คึกคัก และช่วยให้การจับจ่ายในช่วงของการจัดงาน SCG HOME & Living Fair มีเงินสะพัดสร้างยอดขายเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 150 ล้านบาท

สำหรับไฮไลท์เด่นๆ ของงาน “SCG HOME & Living Fair” ที่จัดบนพื้นที่กว่า 6,200 ตร.ม. อาทิ พื้นที่บริเวณชั้น 1 พื้นที่จัดแสดง 4 เทรนด์การปรับปรุงบ้าน เพื่อคนทุกวัยด้วยสินค้าและนวัตกรรมเพื่อที่อยู่อาศัย ได้แก่

1. บ้านเย็น ไม่ร้อน ไม่รั่ว ด้วย SCG Active AIRflow นวัตกรรมระบบระบายอากาศให้บ้านเย็น, SCG Roof Renovation บริการปรับปรุงหลังคาบ้าน ซ่อมแซม และ Re paint เปลี่ยนหลังคาเก่าให้ใหม่ ไม่มีปัญหารั่วซึมด้วยระบบหลังคาเอสซีจี พร้อมประกันการติดตั้ง ด้วยช่างมืออาชีพ

2. บ้านกันเสียง ป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกบ้าน เพิ่มมุมความสุขส่วนตัว และปรับบ้านให้เป็น Home Office เช่น ระบบผนังกันเสียง ระบบประตูหน้าต่างกันเสียง ผนังดูดซับเสียง เป็นต้น

3. บ้านสมาร์ท นวัตกรรมบ้านอัจฉริยะ หรือบ้านสมาร์ท ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้นด้วยการเชื่อมต่อระบบสั่งงานผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อให้เจ้าของบ้านใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้านได้ง่าย สะดวกสบาย ตามหลัก Smart Home Design

4. บ้านวัยเก๋า พบกับนวัตกรรมเพื่อบ้านสำหรับผู้สูงวัย ตั้งแต่การให้ความรู้ คำปรึกษา เพื่อออกแบบพื้นที่ผู้สูงวัย และการออกแบบเพื่อรองรับการอยู่อาศัยในแต่ละกลุ่ม อาทิ ห้องนอน ห้องน้ำ เป็นต้น

โซนบริการชั้น 2 Bathroom Solution by Cotto Life นำเสนอนวัตกรรมการออกแบบห้องน้ำให้เหมาะสมสำหรับคนแต่ละวัย โดยเฉพาะห้องน้ำสำหรับผู้สูงวัย นอกจากนี้ Cotto Life ยังเป็นศูนย์บริการและนำเสนอกลุ่มกระเบื้องและสุขภัณฑ์จาก Cotto ที่ใหญ่และครบที่สุด

ส่วนโซนบริการชั้น 3 ตอบโจทย์คนที่กำลังวางแผนรีโนเวทบ้านโดยเฉพาะ ตั้งแต่การตรวจสุขภาพบ้าน การรับคำแนะนำเรื่องการปรับปรุงบ้าน จากคลินิกหมอบ้าน รับให้คำปรึกษาทุกเรื่องบ้านฟรีจากผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งมีบริการรับออกแบบบ้านใหม่ หรือออกแบบงานรีโนเวท ด้วยหลัก Inter Generation Concept การออกแบบบ้านเพื่อให้การใช้ชีวิตของคนทุกวัยอยู่ได้อย่างลงตัว พร้อมทีมช่างที่คอยรับโจทย์งานต่อเติมปรับปรุง ซ่อมแซม ตกแต่ง

นอกจากนี้ ยังมี Outdoor Living Zone ที่จะมาให้ไอเดีย และ Inspiration เนรมิตพื้นที่นอกบ้านเป็นพื้นที่ความสุขที่ลงตัวสำหรับคนทุกวัยในบ้าน รวมทั้งนวัตกรรมต่างๆ ของเอสซีจีมาร่วมโชว์ตั้งแต่สินค้าหลังคาไปจนถึงเรื่องพื้น เช่น SCG Solar Roof Solutions โซลูชันเพื่อบ้านประหยัดพลังงาน, SCG D’COR วัสดุตกแต่ง ที่ตอบโจทย์การใช้งานและงานดีไซน์ที่หลากหลาย สร้างความแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ให้บ้านได้อย่างลงตัว, FillGood Solution บริการเติมเต็มโพรงใต้บ้าน เป็นต้น

พร้อมกับโปรโมชั่นภายในงาน เช่น รับสิทธิออกแบบบ้านฟรีสูงสุด 400,000 บาท หรือแจกแบบบ้านสำเร็จรูปฟรี มูลค่าสูงสุด 45,000 บาท/แบบ และเปิดสำรวจหน้างานเริ่มต้นที่ 399 บาท พร้อมพบกับสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) คิดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เพียง 2.99% และพิเศษเมื่อใช้จ่ายด้วย SCG HOME Cash Card เมื่อเติมเงินเข้าบัตรรับคะแนนไม่อั้น ใช้แทนเงินสดได้รับเงินสดคืนสูงสุด 1.5% เป็นต้น



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME