ตรวจสอบอาคาร หลังเกิดแผ่นดินไหว

กรมโยธาฯยกเครื่องกฎหมายควบคุมอาคารต้านแผ่นดินไหว

กรมโยธาฯ ยกเครื่องกฎหมายควบคุมอาคาร รองรับภัยพิบัติแผ่นดินไหว เล็งขยายพื้นที่เสี่ยง – ประเภทอาคารเพิ่ม ผลักดันการขออนุญาตโครงการภาครัฐให้ใช้เกณฑ์เดียวกับเอกชน ดึง third party ตรวจสอบอาคารต้านแผ่นดินไหว ประสานสภาวิศวกรประเมินความพร้อมวุฒิวิศวกรก่อนต่อใบอนุญาต ยืนยันตัวตนในขั้นตอนรับรองแบบและควบคุมงาน

นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมาได้เกิดแผ่นดินไหวซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในลักษณะนี้ รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมืองดำเนินการใน 3 เรื่องหลัก เรื่องแรกคือการตรวจสอบอาคาร เรื่องที่สองคือการตรวจสอบสาเหตุการพังถล่มของอาคารสตง. และเรื่องที่สามซึ่งถือว่าสำคัญที่สุด คือการปรับปรุงกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดซ้ำอีก

นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง

ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดำเนินการปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคาร โดยพิจารณาจากสาเหตุของการพังถล่มของอาคารสตง.ทั้ง 4 ประเด็น เพื่อกำหนดแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคาร และมีข้อเสนอให้ปรับปรุงพระราชบัญญัติวิศวกร รวมถึงพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างด้วย ซึ่งประเด็นเหล่านี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานอื่น ขณะที่กรมโยธาธิการและผังเมืองมีหน้าที่หลักในการออกกฎหมายควบคุมอาคาร จึงต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้อาคารมีความมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

เหตุผลสำคัญคือแนวโน้มการเกิดแผ่นดินไหวที่ถี่ขึ้นและเกิดบ่อยขึ้น จึงต้องพิจารณาในทุกมิติ โดยมีคณะกรรมการและผู้เชี่ยวชาญร่วมกันพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในเรื่องของระบบ การออกแบบอาคาร และพื้นที่เสี่ยงภัย ปัจจุบันมีการกำหนดพื้นที่เสี่ยงไว้ 3 ระดับ ซึ่งกรุงเทพมหานครถูกจัดอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง และในอนาคตอาจมีการพิจารณาขยายพื้นที่เสี่ยงเพิ่มเติม หากพบว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น รวมถึงการกำหนดประเภทอาคารต้องมีการออกแบบเพื่อรองรับแผ่นดินไหวเพิ่มเติม และการปรับปรุงกฎระเบียบด้านการออกแบบและก่อสร้าง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยเป็นหลัก

ประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือกฎหมายควบคุมอาคารเดิม ซึ่งกำหนดว่าอาคารของรัฐเมื่อยื่นแบบต่อท้องถิ่นแล้ว ไม่จำเป็นต้องยื่นรายการคำนวณ โดยยื่นเพียงแบบแปลนและผังอาคาร ท้องถิ่นมีหน้าที่ตรวจสอบเพียงว่าเป็นพื้นที่ที่สามารถก่อสร้างได้ตามกฎหมายหรือไม่ ส่วนความมั่นคงแข็งแรงของอาคารนั้น ถือว่ารัฐได้ว่าจ้างบริษัทตรวจสอบแบบแล้ว และเชื่อว่ามีกลไกตรวจสอบอยู่แล้ว ตามกฎหมายเดิม เมื่อยื่นแบบครบถ้วน หน่วยงานของรัฐสามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายใน 15 วัน

ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้อาคารของรัฐต้องยื่นขออนุญาตในลักษณะเดียวกับอาคารเอกชน คือ ต้องมีรายการคำนวณ และต้องมีวิศวกรรับรอง เพื่อให้เกิดการตรวจสอบว่าอาคารที่ออกแบบมีความมั่นคงแข็งแรงหรือไม่ เนื่องจากสาเหตุสำคัญของเหตุการณ์ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากการออกแบบที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้มีการตรวจสอบรายการคำนวณอย่างละเอียดมากขึ้น

ตรวจสอบอาคาร แผ่นดินไหว

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดให้ใช้กลไก third party หรือบริษัทอิสระในการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารที่เข้าข่ายต้องออกแบบให้ต้านทานแผ่นดินไหว โดยเมื่อผู้ออกแบบหรือเจ้าของอาคารจัดทำแบบเสร็จแล้ว จะต้องให้ผู้ตรวจสอบอาคารซึ่งขึ้นทะเบียนไว้ เข้ามาตรวจสอบด้านความมั่นคงแข็งแรงโดยเฉพาะ ไม่ใช่การตรวจสอบความปลอดภัยอาคารทั่วไป เพื่อให้มั่นใจว่าอาคารได้รับการออกแบบและก่อสร้างเป็นไปตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ซึ่งแนวทางนี้จะถูกนำไปใช้ในการแก้ไขกฎหมายต่อไป

ในส่วนของพระราชบัญญัติวิศวกร ได้มีการประสานงานกับสภาวิศวกรเพื่อพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย เนื่องจากปัจจุบันใบประกอบวิชาชีพวิศวกรรมมี 3 ระดับ ได้แก่ ภาคี สามัญ และวุฒิวิศวกร โดยอาคารที่ต้องออกแบบรองรับแผ่นดินไหว จำเป็นต้องมีผู้ตรวจสอบหรือเช็กเกอร์ ซึ่งต้องเป็นวุฒิวิศวกร อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา เมื่อวิศวกรได้รับใบอนุญาตแล้ว การต่ออายุใบอนุญาตเป็นไปโดยอัตโนมัติ ไม่มีการทดสอบสมรรถนะ ทำให้เกิดข้อกังวลว่าวิศวกรบางรายที่มีอายุมาก อาจไม่ได้ผ่านการประเมินความพร้อมและความรู้ที่ทันสมัย จึงมีแนวคิดให้มีการทดสอบสมรรถนะก่อนการต่ออายุใบอนุญาต เพื่อให้เกิดการตรวจสอบอย่างจริงจัง

อีกประเด็นหนึ่งคือปัญหาการปลอมแปลงเอกสารใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งปัจจุบันสภาวิศวกรได้เริ่มมีมาตรการแก้ไข โดยการลงนามรับรองแบบจะต้องมีการยืนยันตัวตนผ่านระบบของสภา วิศวกรต้องเข้าไปกรอกข้อมูลในเว็บไซต์ ชำระค่าธรรมเนียม และพิมพ์เอกสารออกมา เพื่อยืนยันว่าเป็นผู้ออกแบบจริง อย่างไรก็ตาม ยังเห็นว่าควรมีการเพิ่มกฎหมายหรือระเบียบควบคุมงานก่อสร้างให้เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะในหน่วยงานของรัฐ ที่บางครั้งมีการแอบอ้างผู้ควบคุมงาน จึงควรกำหนดให้มีการยืนยันตัวตนทั้งในขั้นตอนการออกแบบและการควบคุมงาน เพื่อแก้ไขปัญหาการปลอมแปลงเอกสารด้านวิศวกรรมอย่างจริงจัง

ทั้งหมดนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากผู้ที่ดำเนินงานด้านวิศวกรรมไม่ใช่ผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ หรือความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง จะส่งผลให้อาคารขาดความมั่นคง แข็งแรง และไม่ปลอดภัยต่อการใช้งานในระยะยาว