fbpx
© thaipropertymentor.com - 2021. All rights reserved.

เทรนด์ของการอยู่อาศัยในสังคมผู้สูงอายุ ต้องใส่ใจทั้งด้านกายภาพและสภาพจิตใจของผู้สูงอายุ

ดอกเบี้ยถึงเวลาที่จะต้องปรับขึ้น แต่จะขึ้นมากหรือน้อยก็อยู่กับสถานการณ์ที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้เลย จะทำได้ก็เพียงตั้งรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกันจะดีกว่า

สำหรับผู้ที่มีแผนที่จะสร้างบ้านหลังใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังใหญ่ หรือหลังเล็ก คงมีคำถามมากมาย เช่น บ้านที่ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวควรเป็นอย่างไร จะเริ่มต้นจากจุดไหน เลือกวัสดุอย่างไรให้ถูกใจและอยู่ในงบประมาณ SCG HOME มีคำตอบสำหรับ 5 คำถามสุดฮิตที่อยู่ในใจคนคิดจะบ้าน 1.จะต้องเริ่มต้นอย่างไร เจ้าของบ้านส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นด้วยการเลือกรูปร่างหน้าตาของบ้าน จากนั้นจึงค่อยพิจารณาลงลึกในรายละเอียดของการใช้งานพื้นที่และวัสดุที่จะเลือกใช้ ปัญหาที่ต้องเจอหากเริ่มต้นแบบนี้ คือความไม่สอดคล้องกันของการใช้งานกับขนาดสัดส่วน รูปร่างหน้าตาของบ้านในภายหลัง ทางที่ดีควรเริ่มจากการสำรวจความต้องการของสมาชิกภายในบ้านก่อน ทั้งความต้องการใช้งานและด้านความสวยงาม แล้วจึงแปลงไปเป็นขนาดพื้นที่ใช้สอย ทำให้ขนาด สัดส่วน และรูปแบบของบ้านให้สอดคล้องกับการใช้งาน อีกทั้งขนาดพื้นที่ใช้สอยยังสามารถนำมาตั้งต้นประเมินค่าใช้จ่ายในงานออกแบบก่อสร้างอย่างคร่าวๆ ได้อีกด้วย 2.จะต้องเตรียมงบประมาณเอาไว้เท่าไหร่เราสามารถประเมินค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้านได้ตั้งแต่ต้น ซึ่งตัวเลขเบื้องต้นที่ได้มานั้น จะมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงค่อนข้างมาก แต่จะทำให้เจ้าของบ้านเห็นวงเงินงบประมาณที่ต้องเตรียมเอาไว้ใช้จ่ายได้ในภาพรวมได้ โดยรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมไว้ จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ค่าออกแบบ และ ค่าก่อสร้าง อัตราค่าออกแบบ ส่วนมากจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าก่อสร้าง โดยสมาคมสถาปนิกกำหนดมาตรฐานค่าก่อสร้างบ้านพักอาศัยไว้ที่ 7.5% ของค่าก่อสร้าง โดยค่าออกแบบจะมากหรือน้อย นอกจากจะขึ้นอยู่กับพื้นที่ก่อสร้างแล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ความยากง่ายของแบบ

สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของคอนโด แต่ไม่ได้อยู่อาศัยเอง หรือจองไปแล้ว ผ่อนดาวน์ไปแล้ว แต่เกิดขาดสภาพคล่องทางการเงิน ไม่พร้อมผ่อนต่อ หรือต้องการแบ่งเบาภาระหนี้อสังหาฯด้วยการปล่อยขายคอนโด ควรเข้าใจเทคนิคหรือรูปแบบวิธีการขายและความต้องการในตลาดให้ดีเสียก่อน DDproperty ซึ่งเป็นเว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์มีเทคนิคที่น่าสนใจมาฝากกันครับ ขายคอนโด อย่างไรให้ปล่อยได้เร็ว การซื้อขายคอนโดมิเนียมมี 3 รูปแบบหลักๆ ได้แก่ การขายใบจอง การขายดาวน์ และการขายคอนโดที่โอนกรรมสิทธิ์ไปแล้ว ซึ่งแต่ละแบบจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไปตามช่วงระยะเวลาที่ดำเนินธุรกรรม ผู้บริโภคหรือนักลงทุนมือใหม่จึงควรศึกษาและทำความเข้าใจขั้นตอนต่างๆ ให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหนี้ก้อนโตตามมาในภายหลัง การขายใบจองคอนโด ใบจองคอนโดคือเอกสารที่ยืนยันความสนใจของบุคคลที่มีต่อคอนโดมิเนียมนั้น ใบจองจะเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแสดงว่ายูนิตที่สนใจจะถูกล็อกไว้สำหรับผู้จอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีกรรมสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของยูนิตนั้นๆ หากจองไปแล้วเกิดเปลี่ยนใจภายหลังก็สามารถนำใบจองคอนโด มาประกาศขายต่อได้ ถือเป็นการลงทุนเก็งกำไรระยะสั้นในรูปแบบหนึ่ง โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือผู้ที่จองคอนโดไม่ทัน หรือพลาดวันเปิดจองและอยากได้โครงการนั้นจริงๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคอนโดในทำเลที่มีศักยภาพและตอบโจทย์ของผู้บริโภค เช่น ติดรถไฟฟ้า ราคาดี คุ้มค่าแก่การลงทุน จนทำให้ยอมจ่ายส่วนต่างให้กับผู้ขายใบจองคอนโด ซึ่งส่วนนี้จะถือเป็นกำไรที่ผู้ขายจะได้รับ อย่างไรก็ดี การขายใบจองเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงไม่น้อย เนื่องจากต้องขายต่อให้ได้ก่อนถึงช่วงผ่อนดาวน์ ผู้ขายใบจองคอนโด จึงควรศึกษาปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้สามารถขายใบจองได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ควรมีเงินสำรองไว้สำหรับการผ่อนดาวน์ในกรณีที่ยังไม่สามารถขายได้ทันกำหนด ซึ่งนับเป็นต้นทุนที่ต้องคำนวณเพิ่มขึ้นเมื่อประกาศขายเช่นกัน การขายดาวน์คอนโด โครงการส่วนใหญ่มักเปิดขายตั้งแต่ก่อนการก่อสร้าง ผู้ที่สนใจซื้อสามารถทำสัญญาจองห้องที่ต้องการได้และผ่อนเงินดาวน์เป็นงวดๆ ในระหว่างรอการก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ตามเงื่อนไขที่โครงการกำหนดไว้ หากผู้ซื้อกู้ไม่ผ่านหรือสนใจไปซื้อโครงการอื่นแทนก็สามารถขายดาวน์ให้กับผู้อื่นไปผ่อนดาวน์ต่อก่อนถึงเวลาโอนกรรมสิทธิ์ได้

การจะหาที่อยู่สักที่บางทีเราก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าซื้อหรือเช่าแบบไหนจะเหมาะกับเรามากกว่ากัน วันนี้เรามาดูกันว่า ระหว่างเช่ากับซื้อมันมีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง จะได้เลือกได้เหมาะสมกับตัวเรา การเช่า ไม่ว่าจะเป็นเช่าบ้าน คอนโด อพาร์ตเมนต์ จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน ต่างกันแค่ประเภทที่อยู่อาศัยที่เราเช่าเท่านั้น ข้อดีของมันก็คือ สามารถเลือกทำเลที่เราต้องอยู่ได้ง่ายกว่า เช่น ใกล้ที่ทำงาน ใกล้สิ่งที่เราชอบอะไรเป็นต้น ย้ายทำเลได้ง่ายๆ ไม่ต้องคิดมาก ถ้าหากต้องย้ายที่ทำงานก็สามารถเก็บกระเป๋าไปหาเช่าในทำเลใหม่ได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ เพียงจ่ายค่ามัดจำล่วงหน้า ค่าประกัน และค่าเช่า ก็สามารถเข้าอยู่ได้ทันที และภาระการดูแลก็คงไม่มากเท่ากับการเป็นเจ้าของ แต่การเช่ามีจุดอ่อนก็คือ เราจ่ายเงินค่าเช่าเป็นรายเดือน โดยไม่ได้อะไรกลับคืนมา ไม่มีความเป็นเจ้าของ ไม่มีกรรมสิทธิ์ และอาจมองเลยไปถึงการขาดจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างมั่นคงให้กับครอบครัว ส่วนการซื้อ แน่นอนว่า เราจะได้สิ่งนั้นมาเป็นกรรมสิทธิ์ แม้ว่าจะต้องผ่อนกับธนาคารก็ตามเถอะแต่ถ้าไม่มีปัญหาในการผ่อนสุดท้ายมันก็คือของเราอยู่ดี นอกจากนี้ การมีอสังหาริมทรัพย์ในครอบครองก็ถือเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้ เพราะมูลค่าจะสูงขึ้นๆ ยิ่งถ้าอยู่ในทำเลที่ดี แต่การเป็นเจ้าของเราก็ต้องพร้อมจ่ายเงินที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเงินจอง เงินดาวน์ และเงินผ่อนต่อเดือน  ซึ่งก็ควรต้องมีเงินออมสักก้อนก่อนที่คิดจะซื้อ นอกจากนี้ยังมีภาระที่ต้องจ่ายอีกเช่น ค่าส่วนกลาง คำบำรุงรักษา ค่าซ่อมโน้นนี่อีกต่างหาก เทรนด์ของตลาดเช่า ทั้งหมดก็คือข้อดีข้อด้อยที่แตกต่างกัน แต่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมการเช่าอยู่มากขึ้น อาจเป็นเพราะไลฟ์สไตล์

การซื้อที่อยู่อาศัยมีปัจจัยหลายประการที่ผู้บริโภคจะต้องพิจารณาไม่ว่าจะเป็นทำเล พื้นที่ใช้สอย การออกแบบรวมไปถึงความคุ้มค่าด้านราคา และยังมีปัจจัยสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามไป คือข้อกฎหมาย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมดูแลการก่อสร้างอาคารโดยตรง ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องศึกษาและตรวจสอบความถูกต้องให้แน่ใจก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์ ขอแนะนำข้อกฎหมายหลักๆ เกี่ยวข้องกับคอนโดมิเนียมที่ผู้บริโภคควรรู้ เพื่อวางแผนและสร้างความมั่นใจก่อนตัดสินใจซื้อ รวมทั้งช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดข้อพิพาทในภายหลังโดยไม่คาดคิด อยากเป็นเจ้าของคอนโดฯ ควรศึกษากฎหมายอะไรบ้าง คอนโดมิเนียมเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มผู้บริโภคที่เพิ่งมีบ้านหลังแรกหรือนักลงทุน มีโครงการใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ที่เปิดให้จองห้องก่อนที่จะมีการก่อสร้างเกิดขึ้นจริง ถือเป็นช่วงโอกาสทองที่ผู้บริโภคจะได้จองห้องที่มีราคาถูก โปรโมชั่นที่คุ้มค่า และยังเลือกตำแหน่งห้องได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม การจองจากกระดาษมีความเสี่ยงกว่าการซื้อโครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว เพราะอาจเกิดเหตุไม่คาดคิดที่ทำให้การก่อสร้างถูกระงับหรือต้องเลื่อนเวลาส่งมอบออกไป ก่อนตัดสินใจจองหรือซื้อคอนโดฯ ผู้บริโภคจึงควรศึกษาว่าโครงการนั้นๆ ปฏิบัติตามข้อบังคับของพระราชบัญญัติอาคารชุด และพระราชบัญญัติควบคุมอาคารครบถ้วนหรือไม่ โดยมีข้อควรพิจารณาหลักๆ ดังนี้ -ใบอนุญาตก่อสร้างคอนโดฯ ส่วนใหญ่โครงการจะต้องได้รับการอนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ก่อนจึงจะยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างคอนโดนั้นได้ โดยผู้สนใจสามารถสอบถามได้จากฝ่ายขายโครงการนั้น -การจดทะเบียนเป็นอาคารชุด มีผลในด้านกรรมสิทธิ์ในห้องชุด การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม การตั้งนิติบุคคลอาคารชุด ปัจจัยเหล่านี้ทำให้คอนโดฯ มีความแตกต่างจากอพาร์ตเมนต์ และทำให้ผู้ซื้อสามารถถือครองกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของร่วมในโครงการนั้นๆ ได้ -กฎหมายควบคุมอาคารด้านความปลอดภัย นอกจากจะส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว ยังแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของเจ้าของโครงการที่มีต่อชุมชนข้างเคียง โดยโครงการจะต้องมีรายละเอียดแผนการปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมอาคารด้านความปลอดภัย อาทิ

การซื้อบ้านหรือคอนโด จะเพื่อการอยู่อาศัยหรือเพื่อการลงทุน สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษก็คือ โครงการนั้นสร้างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ถ้าไม่ดูให้ดีมีสิทธิ์จะโดนรื้อหรือโดนทุบทิ้งก็ได้นะครับ การจะก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยต้องขออนุญาตตามที่กฎหมายกำหนด ถ้าเป็นโครงการบ้านจัดสรร จะต้องขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินตามพ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ที่จะกำหนดมาตรฐานต่างๆ ในด้านของการจัดให้มีสาธารณูปโภคภายในโครงการ อาทิ ขนาดของถนนที่ตรงตามมาตรฐาน ระบบไฟฟ้า ประปา สวนสาธารณะ เป็นต้น ส่วนคอนโดมิเนียมจะต้องขออนุญาตก่อสร้างตามกฎหมายควบคุมอาคาร เพื่อให้อาคารเป็นไปตามมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นความหนาแน่นของพื้นที่ พื้นที่โล่งและพื้นที่สีเขียวภายในโครงการ ที่จอดรถ ทางเข้า ทางออกของโครงการ ระบบน้ำ ระบบไฟ และระบบความปลอดภัยต่างๆ เป็นต้น ที่สำคัญทั้งบ้านจัดสรร และอาคารชุด ต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า การทำ EIA เพื่อให้แน่ใจว่า โครงการที่จะเกิดขึ้นไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในด้านต่างๆ และที่สำคัญต้องไม่ทำให้ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ข้างเคียงได้รับผลกระทบจากโครงการ ดังนั้นถ้าจะซื้อบ้าน หรือคอนโด จะต้องตรวจสอบว่าได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องแล้วหรือยัง ทั้งใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน ใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร และต้องผ่าน EIA หรือที่เรียกว่า EIA Approved ซึ่งใบอนุญาตต่างๆ

งานหาย รายได้ลด ในช่วงที่เราต้องเผชิญกับวิกฤติจากโรคร้ายโควิด-19 เชื่อว่าหลายคนคงจะประสบปัญหาแบบนี้ ส่งผลให้การเงินเกิดปัญหาสภาพคล่องชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่มีสตางค์ไปจ่ายหนี้บ้าน หนี้รถ หรือหนี้บัตรเครดิต แล้วจะทำอย่างไรดี เรามีทางออกให้ครับ ก่อนอื่นเราต้องตั้งสติด้วย 3 คำนี้ก่อนครับ ก็คือ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอาย ไม่ต้องบ่ายเบี่ยง เมื่อเรามีปัญหาก็ควรจะเข้าไปปรึกษากับแบงก์ที่เป็นเจ้าหนี้เราโดยตรง เพราะการพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมากับเจ้าหนี้ แสดงว่าเราต้องการจะรักษาทรัพย์สินของเราไว้ เชื่อว่าเจ้าหนี้ก็พร้อมจะร่วมหาทางออกออกให้ครับ แต่ก่อนที่เราจะไปคุยกับแบงก์ เราก็ต้องรู้กันซะก่อนว่า เราสามารถจะขอเจรจาแก้ปัญหาหนี้ในแบบไหนได้บ้างครับ ซึ่งข้อมูลล่าสุดทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้วางแนวทางให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหาจากภาวะเศรษฐกิจไว้ดังนี้ครับ เริ่มกันที่สินเชื่อบ้านก่อนครับ เราสามารถขอให้เจ้าหนี้บรรเทาภาระหนี้ได้โดยการขอลดค่างวด หรือพักเงินต้นและจ่ายดอกเบี้ยบางส่วนหรือพักเงินต้นและขอลดอัตราดอกเบี้ย หรือพักชำระค่างวดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยไปก่อน หลังจากลดค่างวดหรือพักชำระหนี้ตามกำหนดแล้ว ค่อยทยอยชำระหนี้คืนเป็นขั้นบันไดตามความสามารถของลูกหนี้ ส่วนสินเชื่อบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคลสามารถขอเปลี่ยนเป็นหนี้ระยะยาว หรือขอลดค่างวดในการผ่อนชำระ และในกรณีที่ขยายระยะเวลาเกินกว่า 48 งวด ให้สถาบันการเงินทบทวนอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าอัตราที่กำหนด หรือจะใช้วิธีรวมหนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยอื่นก็ได้ครับ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สามารถขอลดค่างวดหรือขยายเวลาผ่อนชำระได้ ในกรณีที่ลูกหนี้ได้รับผลกระทบรุนแรงมี 2 ทางเลือก คือขอพักชำระค่างวดโดยยกเว้นดอกเบี้ยในช่วงที่ขอพัก หรือขอคืนรถในกรณีที่เราไม่สามารถชำระหนี้ได้จริงๆ และหากราคาขายประมูลได้จริงต่ำกว่าภาระหนี้ตามสัญญา สถาบันการเงินสามารถช่วยลดภาระหนี้ให้สอดคล้องกับฐานะของลูกหนี้ หรือจะใช้วิธีรวมหนี้เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยอื่นๆ หรือหากเราใช้วิธีชำระค่าเช่าซื้อทั้งหมดในคราวเดียวเพื่อปิดบัญชี ให้ลดดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระไม่น้อยกว่า 50% ตามข้อกำหนดของสคบ. สามารถแจ้งขอความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินได้จนถึงถึงวันที่ 31

ช่วงนี้หลายคนเริ่มประสบปัญหาเดียวกันคือ “เงินขาดมือ” รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ขณะที่เจ้าหนี้ (ในระบบ) ทุกรายล้วนแต่ออกมาตรการประนอมหนี้ เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกหนี้อย่างเราๆ เข้าร่วมดีมั๊ย ระยะยาวจะเป็นอย่างไร ก่อนจะตัดสินใจคงต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า “ประนอมหนี้” คืออะไร การประนอมหนี้เป็นการขอเจรจาข้อตกลงเรื่องหนี้สินกับเจ้าหนี้ เช่น ลดหย่อน ผ่อนผัน และ/หรือปรับเปลี่ยนข้อตกลง เพื่อช่วยชะลอหรือหยุดการดำเนินการจากเจ้าหนี้อันเนื่องมาจากการผิดนัดชำระหนี้ เช่น ฟ้องร้องและยึดทรัพย์สิน และช่วยลดภาระในการชำระหนี้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ลูกหนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงินและไม่สามารถกลับมาชำระได้ปกติ โดยมีรูปแบบการประนอมหนี้ที่แตกต่างกันไปตามสถานการณ์ต่างๆ ดังนี้ ขอลดอัตราดอกเบี้ย เหมาะกับผู้กู้ที่มีรายได้เป็นประจำทุกเดือน แต่มีเหตุให้รายได้ลดลงหรือเท่าเดิมแต่รายจ่ายสูงขึ้น และเมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นกว่าเมื่อแรกกู้ หรือในกรณีที่ธนาคารอาจให้ชำระเป็นเงินก้อนซึ่งสูงกว่าค่าผ่อนต่อเดือน หรือให้ชำระหนี้ทั้งหมดภายในครั้งเดียว ซึ่งการขอลดอัตราดอกเบี้ยนั้นผู้กู้ต้องมีประวัติการผ่อนชำระที่ดี และประเมินสถานะทางการเงินของตนแล้วพบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีรายได้สูงเพียงพอสำหรับกรณีที่ต้องชำระเงินก้อนตามเงื่อนไขใหม่ของธนาคาร ขอผ่อนชำระต่ำกว่าปกติ กรณีที่ผู้กู้มีรายได้เป็นประจำทุกเดือน แต่ขาดสภาพคล่องจากปัจจัยอื่นๆ จะสามารถเลือกใช้วิธีนี้ได้เมื่อจำนวนยอดชำระต่อเดือนนั้นสูงกว่ายอดดอกเบี้ยต่อเดือนอย่างน้อย 500 บาท โดยระยะเวลาในการผ่อนชำระที่ต่ำกว่าปกตินั้นต้องไม่เกิน 2 ปี อย่างไรก็ดี ผู้กู้จะต้องมีประวัติการผ่อนชำระดี และไม่ลืมจัดการกับรายจ่ายที่เป็นอุปสรรคต่อการผ่อนบ้านในจำนวนเดิมให้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากการขอประนอมหนี้แบบนี้ทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ขอขยายเวลาชำระหนี้ วิธีนี้ช่วยให้ค่าผ่อนต่อเดือนลดลงเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่น่าสนใจอีกวิธีหนึ่งสำหรับผู้กู้ที่มีรายได้ประจำลดลง อย่างไรก็ดี การขอขยายเวลากู้สามารถทำได้จนอายุผู้กู้ไม่เกิน 70 ปีเท่านั้น จึงเหมาะกับผู้กู้ที่อายุน้อยหรือมีเวลาอีกหลายปี และสัญญาเงินกู้ปัจจุบันจะต้องมีระยะเวลากู้ไม่ถึง

ช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี หลายท่านอาจเจอปัญหาต้องรับโอนบ้าน โอนห้องชุด ทั้งๆ ที่คุณภาพงานยังไม่ตรงใจ เพราะสิ่งที่กำลังจะรับโอนนั้นอาจไม่ได้เป็นไปตามที่โฆษณาไว้ หรือไม่เป็นไปตามห้องตัวอย่างที่มักจะสร้างให้ดูสวยงาม เช่น แปลนห้องไม่ตรงตามโฆษณา ส่วนกลางที่น้อยกว่าที่โฆษณาไว้ สเป็คของที่ได้ไม่เหมือนห้องตัวอย่าง หรือห้องมีความชำรุด เป็นต้น Property Mentor ขอนำคำแนะนำจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.มานำเสนอเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหากเราเจอปัญหาเช่นนี้ หากเราพบว่าโครงการสร้างไม่ตรงแบบที่ได้โฆษณาไว้ หรือไม่เป็นไปตามแบบที่ตกลงกันไว้ไม่ว่าจะเป็นภายในห้องหรือบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง ก็ถือเป็นสิทธิที่ผู้บริโภคสามารถจัดการด้วยวิธีการต่างๆ ได้ เริ่มจากการทำจดหมายพูดคุยกับโครงการ เพื่อให้โครงการแก้ไขเพราะเป็นวิธีที่ง่ายสุดและเป็นวิธีประนีประนอมที่ดีสุด แต่หากโครงการไม่แก้ไขให้เราทำจดหมายปฏิเสธการจ่ายเงินและการโอนกรรมสิทธิ์ รวมไปถึงสามารถร้องเรียนไปยัง สคบ. หรือฟ้องศาลด้วยตัวเองได้เลย ผู้บริโภคควรสงวนหรือรักษาสิทธิ์ได้ตามกระบวนการทางกฎหมาย สคบ. ขอยกตัวอย่างกรณีศึกษา เนื่องจากผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนจากกรณีได้ทำสัญญาซื้อคอนโดมิเนียมของโครงการแห่งหนึ่ง แต่ปรากฏว่ามีการก่อสร้างล่าช้าไม่เป็นไปตามสัญญา ต่อมาบริษัทได้ก่อสร้างแล้วจนเสร็จและได้นัดผู้บริโภครับตรวจห้องชุดดังกล่าว พบว่า ห้องชุดก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบและภายในห้องตรวจสอบแล้วพบว่าการตกแต่งไม่เรียบร้อยหลายรายการ ผู้บริโภคจึงแจ้งให้บริษัทดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จก่อนรับโอนกรรมสิทธิ์ พร้อมชำระค่าปรับล่าช้าตามสัญญา แต่ทางบริษัทไม่สามรถดำเนินการแก้ไขให้ได้ ผู้บริโภคจึงมีความประสงค์เรียกค่าเสียหายแก้ไขพื้นห้องชุดจำนวน 100,000 บาท และแก้ไขชุดครัวจากการติดตั้งผิดเป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท และค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งทางบริษัทรับข้อเสนอของผู้บริโภคและจะแจ้งผลการพิจารณาเป็นลายลักษณ์อักษรทราบภายใน 15 วัน ต่อมาบริษัทได้มีเอกสารแนบท้ายสัญญาขอขยายเวลาการโอนกรรมสิทธิ์ออกไป 6