fbpx

Author: admin

admin31 ธันวาคม 2019
5-เทรนด์ดังอสังหาฯปี-2563.png

2min2620

5 เทรนด์ดังสำหรับคนซื้อบ้านที่ทาง Property Mentor ได้นำปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มาวิเคราะห์ เจาะลึก จนสรุปออกมาเป็น 5 ทิศทางสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่จะเกิดขึ้นในปี 2563 ดังนี้ครับ

เปิดทำเลใหม่บ้านใกล้เมือง
เทรนด์แรก เป็นผลพวงจากการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ในปี 2563 ไม่ว่าจะเป็นสายสีน้ำเงิน ช่วงเตาปูน- ท่าพระ รถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีเขียว ช่วงหมอชิต-คูคต รถไฟฟ้าสายสีทอง จากสถานีกรุงธน ถึงประชาธิปก รวมถึงสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค ที่ได้เปิดให้บริการในปีนี้ ประกอบกับ การปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ของที่ดินตามผังเมืองกทม.ฉบับใหม่ในอนาคตจะทำให้เกิดทำเลอยู่อาศัยใหม่ๆ กระจายตัวออกไปสู่เมืองชั้นกลางและชานเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งธนบุรี ซึ่งอยู่ในโครงข่ายของรถไฟฟ้าทั้ง 3 สายที่จะเปิดให้บริการ และในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร จะเกิดการพัฒนาโครงการทั้งคอนโดมิเนียมและที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ซื้อบ้านมากขึ้น

บ้านราคาถูกเจาะคน GEN Z
เทรนด์ที่สอง การแข่งขันในตลาดจะโฟกัสไปที่การพัฒนาที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้สำหรับกลุ่มคนชั้นกลาง เจนวาย และเจนซี ซึ่งเป็นคนในวัยเริ่มต้นทำงาน และวัยเริ่มสร้างครอบครัวใหม่ ถือเป็นฐานใหญ่ที่สุดของตลาดในขณะนี้โดยมีสัดส่วนสูงถึง 70% และมีความต้องการซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมในระดับราคา 1-3 ล้านบาท แต่เนื่องจากที่ผ่านมาราคาที่ดินได้ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จนทำให้ราคาบ้านสูงเกินความสามารถในการซื้อของคนระดับกลาง ผู้ประกอบการต้องขยับเซ็กเมนต์ไปในตลาดไฮเอนด์ แต่ก็มีขนาดตลาดที่ไม่ใหญ่นัก จึงทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายเริ่มหันกลับมาพัฒนาโครงการในราคาที่ถูกลง โดยการคุมต้นทุน ลดทอนส่วนที่เกินความจำเป็นออกไป เพื่อให้ได้ราคาที่สอดรับกับกำลังซื้อกลุ่มใหญ่

เครื่องมือการเงินเพื่อคนซื้อบ้าน
เทรนด์ที่สาม เกิดขึ้นจากความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ซื้อบ้าน และมาตราการต่างๆ ที่จะออกมาใช้ในการปล่อยสินเชื่ออย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต จนทำให้โอกาสในการซื้อบ้านของผู้บริโภคลดลงจากเงื่อนไขทางการเงินที่มีเพิ่มขึ้น เหตุผลดังกล่าวจะทำให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างบริษัทพัฒนาที่ดินและสถาบันการเงินที่จะพยายามหาโซลูชั่น หรือเครื่องมือทางการเงินมาช่วยให้ลูกค้าในการซื้อบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อในรูปแบบของการเช่าซื้อ การประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ มอร์เกจ อินชัวรันส์ เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ความร่วมมือในการผลักดันผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ๆ ที่จะทำให้ผู้ซื้อบ้านกู้เงินได้ง่ายขึ้น ก็จะมีการแข่งขันที่สูงขึ้นเช่นกัน

แห่ลงทุนอสังหาฯ 3 จังหวัดอีอีซี
เทรนด์ที่สี่ ในปีนี้ถนนทุกสายจะมุ่งหน้าสู่อีอีซี เนื่องจากแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินและแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภคในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง กว่า 8 ล้านไร่ ได้ประกาศใช้แล้ว การลงทุนต่างๆ จะเริ่มเดินหน้า รวมถึงการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ 3 จังหวัด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟความเร็วสูง การพัฒนาสมาร์ทซิตี้ที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายได้ประกาศแผนลงทุนเอาไว้ รวมถึงการพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับแหล่งงานตามนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ และการพัฒนาโครงการพาณิชยกรรมไม่ว่าจะเป็น อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรม ศุนย์แสดงสินค้า จะเกิดขึ้นจากการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ในปี 2563 จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของปีทองสำหรับการลงทุนในอีอีซีเลยทีเดียว

บ้านเพื่อสุขภาวะที่ดีมาแรง
เทรนด์ดังลำดับที่ห้า เป็นเทรนด์ของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นในเรื่องของการมีสุขภาวะที่ดี และที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยจะเริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการมีสุขภาวะที่ดี จะกลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของคนในปีหน้า เพราะทุกวันนี้เราต้องเผชิญกับมลภาวะด้านต่างๆ โดยเฉพาะอากาศที่เป็นพิษจากฝุ่น PM 2.5 ทำให้คนสนใจในเรื่องของการมีสุขภาพที่ดีมากขึ้น เทรนด์ของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะตอบสนองต่อการมีสุขภาพที่ดี หรือบ้านที่อยู่แล้วมีสุขภาพที่ดี นอกจากนี้ สิ่งอำนวยความสะดวกในบ้าน ที่เป็นโฮม ออโตเมชั่นต่างๆ ที่ใช้ในบ้าน จะเริ่มเป็นโฮม ออโตเมชั่นที่เกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพมากขึ้น เช่น เซ็นเซอร์ตรวจวัดอากาศ รวมถึง โฮม ออโตเมชั่นที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก และดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ ซึ่งจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

อ่านต่อ
5 เหตุการณ์เด่น อสังหาฯปี 62

เทรนด์การแต่งบ้านและสีแห่งปี 2020

 


admin17 ธันวาคม 2019
2-1280x854.jpg

1min1830

‘สมาร์ท’ เซอร์วิส แอนด์ แมเนจเม้นท์ ในเครือ ‘เอพี ไทยแลนด์ กรุ๊ป’ ชวนลูกบ้านกว่า 55,000 ครัวเรือน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญ ‘SMART ECO CARING COMMUNITY’ เดินหน้าปฏิวัติเมือง สู่การเป็นมหานครใส่ใจสิ่งแวดล้อม ผนึกแนวคิดคนรุ่นใหม่จากหลากหลายสาขา ดึงความร่วมมือให้เกิดขึ้นทุกภาคส่วน ร่วมยกระดับคอมมิวนิตี้แห่งการอยู่อาศัย ให้มีคุณภาพในทุกมิติ

เอพี ไทยแลนด์ กรุ๊ป โดย บริษัท สมาร์ท เซอร์วิส แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้นำในการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิต และประสบการณ์การอยู่อาศัย ผนึกแนวคิดคนรุ่นใหม่ ต่อยอดการสร้างสรรค์คอมมิวนิตี้แห่งการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพให้กับคนเมืองในทุกมิติ ด้วยการกระตุ้นให้ผู้อยู่อาศัยกว่า 55,000 ครัวเรือน ในกว่า 240 โครงการภายใต้การดูแลของสมาร์ท ให้เกิดจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านแคมเปญ ‘SMART ECO CARING COMMUNITY’ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างกระบวนการรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพครบวงจร

เริ่มจากการมีส่วนร่วมของคนในคอมมิวนิตี้ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนผสานกำลังกันผ่านการจัดกิจกรรมเพื่อปลูกฝังแนวคิดด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดโลกทัศน์ใหม่ ให้ทุกคนในสังคมได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมไปกับ 3 ตัวแทนคนเมือง ได้แก่ คุณชูเกียรติ โกแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านไบโอเทค คุณนันทิวัต ธรรมหทัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมความยั่งยืน และคุณอเล็กซ์ เรนเดลล์ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ ที่นำทีมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง

นายเมธา รักธรรม ผู้อำนวยการ บริษัท สมาร์ท เซอร์วิส แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ในเครือเอพี ไทยแลนด์ กรุ๊ป กล่าวว่า ในปัจจุบันนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าปัญหาขยะได้กลายมาเป็นปัญหาระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง ในขณะที่ทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมในการสร้างให้ปัญหานี้เกิดขึ้น เพราะเราทุกคนคือผู้สร้างขยะ ฉะนั้นการแก้ไขปัญหาขยะ จึงต้องเกิดจากการร่วมมือกันของทุกกลุ่มในสังคม

สมาร์ท เซอร์วิส แอนด์ แมเนจเม้นท์  ในเครือ เอพี ไทยแลนด์ กรุ๊ป ในฐานะผู้ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้อยู่อาศัย จึงมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการจุดประกาย และรณรงค์ให้คนในสังคมหันมาตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการขยะ เมื่อมีระบบที่ดีแล้ว จะนำมาซึ่งการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพ เพราะเราเชื่อว่าการอยู่อาศัยในคอมมิวนิตี้ที่มีคุณภาพนั้น ย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนในสังคม

สำหรับแคมเปญ SMART ECO CARING COMMUNITY เป็นโครงการต้นแบบจากสมาร์ทในการมุ่งสร้างสรรค์โลกแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยการปลูกฝังความตระหนักรู้ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มต้นจากคนในคอมมิวนิตี้รอบตัวเราไปสู่สังคมไทย

ประกอบกับกระแสเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมทั้งการบริหารจัดการขยะ และพลาสติก ผนวกกับวิสัยทัศน์ใหญ่ของเอพี ไทยแลนด์ กรุ๊ป ในการสร้างสรรค์โลกแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี ที่จะนำมาสู่การเป็นอยู่ที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น สมาร์ทเชื่อว่าความตั้งใจทุกอย่างควรเริ่มต้นจากการปลูกฝังของคนในบ้าน ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมก่อน จึงจัดแคมเปญ SMART Eco Caring Community หนึ่งในกิจกรรมที่ปลูกฝังการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัย

ด้วยการให้ความรู้ในเรื่องการแยกขยะอย่างถูกวิธี เพื่อการรีไซเคิลที่ครบวงจร จูงใจให้ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยการซื้อขายขยะในโครงการ พร้อมกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกในการรับผิดชอบในฐานะ ผู้ก่อขยะ ด้วยความตั้งใจที่มุ่งให้คอมมิวนิตี้ของสมาร์ทเป็นคอมมิวนิตี้แห่งการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพในทุกมิติ นอกจากนี้ เพื่อสร้างผลการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในวงกว้าง ยังมีการผนึกแนวคิดกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในการร่วมปฏิวัติเมืองสู่การเป็นมหานครแห่งคุณภาพอีกด้วย

นายชูเกียรติ โกแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านไบโอเทค และการจัดการขยะในครัวเรือน กล่าวว่า เมื่อเราทุกคนพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม จะมีไอดอลเป็นญี่ปุ่น ยุโรป สแกนดิเนเวีย หากลองย้อนคิดว่าทำไมสิ่งแวดล้อมประเทศเหล่านั้นจึงดีได้ คำตอบคือเขาเริ่มจากการคัดแยกขยะในระดับครัวเรือนทั้งนั้น ฉะนั้นสิ่งแรกที่อยากให้ทุกคนเปลี่ยนคือความเชื่อที่ว่าระบบของเมืองไทยไม่แยกขยะ เพราะหากไปดูที่ในระบบจริงๆ จะมีการคัดแยกขยะเพื่อนำชิ้นที่รีไซเคิลได้ไปใช้ต่อ

ฉะนั้นการคัดแยกตั้งแต่ที่บ้านจะทำให้ขยะที่จะนำไปรีไซเคิลมีประสิทธิภาพมากขึ้นและจะไม่เกิดปัญหาขยะที่นำไปใช้ต่อไม่ได้ ผมรู้สึกยินดีมากที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งกับทีมสมาร์ทในการสร้างความตระหนักนี้ให้เกิดขึ้นกับคนในสังคม เพราะเชื่อว่าหากคนไทยรู้ และตระหนักว่าต้นตอของปัญหาเกิดจากการแยกขยะ ผมเชื่อว่าทุกคนจะร่วมมือกันทำ เพื่อให้สังคมของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น”

นายนันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์และการสื่อสาร บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากการศึกษาของเรา การผลักดันและส่งเสริมให้มีการแยกขยะที่ต้นทางเป็นปัจจัยสำคัญที่จะก่อให้เกิดการนำวัสดุรีไซเคิลมาแปรรูปเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ เราดีใจที่ได้เห็นกิจกรรมการซื้อขายขยะในโครงการของทีมสมาร์ท ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการทำงานของเรา ผมเชื่อว่าด้วยแนวทางนี้ เราจะช่วยกันขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นคอมมิวนิตี้ที่มีการจัดการขยะและวัสดุรีไซเคิลอย่างยั่งยืน เพราะไม่มีองค์กรใดองค์กรหนึ่งสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยตัวคนเดียวอย่างแน่นอน

อเล็กซ์ เรนเดลล์ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ กล่าวว่า กิจกรรมหลายอย่าง เช่นการใช้ถุงผ้า การใช้หลอดกระดาษ เพื่อช่วยลดโลกร้อน ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ผมเชื่อเรื่องการให้แรงบันดาลใจและความรู้ เพื่อการเปลี่ยนทัศนคติ จากตรงนั้นจะสามารถนำมาสู่การตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ที่มันดีขึ้น ที่ไม่ใช่ตัวเขาอย่างเดียว แต่นำไปสู่สังคม ครอบครัว คนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนเหล่านั้น การให้ความรู้เรื่องการแยกขยะก็เช่นกัน ถือเป็นการแชร์ความรู้ เพื่อสร้างทัศนคติใหม่ให้กับส่วนรวมรวมถึงเด็กที่ยังไม่เคยมีความรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อน

การให้ข้อมูลที่ถูกต้องจึงถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี จึงเป็นที่มาของการจัดกิจกรรมต่างๆ ของผมเพื่อให้เด็กเข้าใจกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้คนเมืองเชื่อว่าเขาคือส่วนสำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อมได้จริง วันนี้ต้องชื่นชมสมาร์ทที่ลุกขึ้นมาเป็นอีกกระบอกเสียงของชุมชนที่ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลง และจุดประกายให้คนในสังคมเกิดความตระหนักเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และจัดกิจกรรมดีๆ ขึ้นมา

นายลักษมณ์ เตชะวันชัย กรรมการ และรองประธานสภาดิจิทัลแห่งประเทศไทย และผู้อยู่อาศัยคอนโดมิเนียมโครงการอีควิน็อคซ์ กล่าวว่า การรณรงค์เรื่องการจัดการขยะถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยส่งเสริมให้คอมมิวนิตี้ของเราน่าอยู่ขึ้น การแยกขยะเป็นสิ่งใกล้ตัวที่สุด ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร สามารถเริ่มต้นได้ที่ตนเอง และวันนี้นอกจากจะได้รับความรู้เรื่องการแยกขยะเพิ่มขึ้นแล้ว ในฐานะผู้อยู่อาศัยยังได้รับความสนุกสนาน ความอบอุ่น และมิตรภาพดีๆ ระหว่างคนในคอมมิวนิตี้เดียวกันอีกด้วย ต้องขอขอบคุณสมาร์ทที่มุ่งมั่นตั้งใจสร้างสรรค์ให้คอมมิวนิตี้ของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น ด้วยการจัดกิจกรรมที่นำความสุขมาที่บ้าน และเติมเต็มคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นในทุกย่างก้าวของการใช้ชีวิต”

นายประเสริฐ เคนพันค้อ ผู้อำนวยการโครงการในองค์การอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก และบรรณาธิการวารสารสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และผู้อยู่อาศัยคอนโดมิเนียมโครงการแอสปาย ศรีนครินทร์ กล่าวว่า “ผมเชื่อว่าทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นภายในคอมมิวนิตี้ของเราจะทำให้ สังคมและคนรอบตัวของเราเกิดความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น และสำหรับแคมเปญ SMART ECO CARING COMMUNITY ที่สมาร์ทจัดขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่คนในคอมมิวนิตี้ของเราจะเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมได้

จากกิจกรรมแยกขยะเล็กๆ ภายในโครงการของเราจะสามารถขยายวงกว้างและเป็นตัวอย่างให้ชุมชมอื่นๆ ได้เห็นว่าประเทศไทยสามารถนำขยะมารีไซเคิลให้เกิดประโยชน์ได้ เพราะเราได้เริ่มจากการสร้างความตระหนักให้กับคนกลุ่มเล็กๆ ได้เห็นคุณค่าด้วยการสร้างให้เกิดรายได้กลับคืนจากสิ่งที่เขาลงมือทำด้วยตนเอง ผมเชื่อว่าทุกคนจะเห็นคุณค่าในสิ่งเล็กน้อยที่ตนเองได้ทำ


admin24 พฤศจิกายน 2019
.png

1min2640

แม้ว่า แผ่นดินไหวจะไม่ได้เกิดขึ้นที่บ้านเรา แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นและภาวะแวดล้อมต่างๆ ของบ้านเราทำให้น่าวิตกว่าวันใดวันหนึ่ง มันอาจจะสร้างความเสียหายที่รุนแรงขึ้นกว่าทุกวันนี้ก็เป็นได้

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 5.9 ริกเตอร์ ที่เกิดขึ้นที่ประเทศลาวเมื่อเช้าวันที่ 21 พ.ย. 2562 ซึ่งทำให้อาคารสูงหลายแห่งใน กทม. ได้รับแรงสั่นสะเทือน เรื่องนี้ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างไทย และ นักวิจัย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วิเคราะห์ว่า แผ่นดินไหวดังกล่าวเป็นแผ่นดินไหวระดับกลางและเป็นแผ่นดินไหวระยะไกลประมาณ 600-700 กม. แต่ที่ทำให้อาคารหลายแห่งในกทม. สั่นไหวได้นั้นมาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่

1. สภาพชั้นดินของ กทม. เป็นชั้นดินเหนียวอ่อน ดังนั้นแม้ว่าแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นจากระยะไกล แต่ด้วยสภาพชั้นดินของ กทม. จะขยายคลื่นแผ่นดินไหวให้แรงขึ้นได้อีก 3-4 เท่า จึงทำให้อาคารได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวดังกล่าว

2. อาคารสูง เช่น คอนโดมีเนียม อาคารสำนักงาน ที่มีความสูง 10 ชั้นมีค่าความถี่ธรรมชาติต่ำ ซึ่งเป็นค่าความถี่การสั่นของอาคารที่ใกล้เคียงกับการสั่นไหวของพื้นดิน ทำให้เกิดการสั่นเข้าจังหวะกันระหว่างพื้นดินและอาคาร ทำให้อาคารสูงมีการสั่นสะเทือนที่แรงกว่าอาคารทั่วไป

3. อาคารสูงหลายแห่งใน กทม. หากก่อสร้างก่อนปี 2550 มีแนวโน้มที่จะไม่ได้ออกแบบให้รองรับแผ่นดินไหว เนื่องจาก กฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนักความต้านทานความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว เริ่มประกาศใช้บังคับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา

สำหรับแผ่นดินไหวครั้งนี้ อาจมีผลกระทบให้อาคารสั่นไหว แต่คงไม่กระทบต่อโครงสร้างมากนัก เนื่องจากเป็นเพียงแผ่นดินไหวระดับปานกลางและเกิดขึ้นค่อนข้างไกลจาก กทม. สำหรับอาคารสูงใน กทม. ที่จะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่มีแหล่งกำเนิด 3 แห่ง ได้แก่

1.รอยต่อแผ่นเปลือกโลกในมหาสมุทรอินเดีย มีความแรง 8-9.5 ริกเตอร์ ระยะทางห่างจาก กทม. 1,200 กม.

2.รอยเลื่อนทางภาคเหนือและประเทศลาวมีความแรง 6-7 ริกเตอร์ ระยะทางห่างจาก กทม. 600-700 กม. และ

3.รอยเลื่อนทางภาคตะวันตก (ศรีสวัสดิ์ และ เจดีย์สามองค์) และประเทศพม่า (รอยเลื่อนสะแกง) มีความแรง 6-8 ริกเตอร์ ระยะทางห่างจาก กทม. 200-400 กม.

ทั้งนี้จะต้องจับตารอยเลื่อนสะแกงในพม่าเป็นพิเศษเนื่องจากอาจเกิดแผ่นดินไหวได้ถึง 8.5 ริกเตอร์ และมีระยะทางห่างจาก กทม. เพียง 400 กม. ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้อาคารใน กทม. ได้

เนื่องจากแผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่ยังไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด และในพื้นที่ กทม. ก็มีอาคารอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งอาคารบางลักษณะอาจมีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหว เช่น

1. ตึกแถวเนื่องจากมีลักษณะเสาเล็กแต่คานใหญ่

2. อาคารพื้นท้องเรียบไร้คาน

3. อาคารสูงที่มีลักษณะไม่สมมาตรหรือที่ชั้นล่างเปิดโล่ง

4. อาคารที่ก่อสร้างด้วยระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปที่ข้อต่อไม่แข็งแรง

5. อาคารที่ทำการต่อเติมและทำทางเดินเชื่อมต่อกัน

ดังนั้นเพื่อให้ความเกิดความปลอดภัย จึงควรเตรียมความพร้อมรับมือโครงสร้างอาคารให้แข็งแรง ดังนี้

1. สำหรับอาคารที่ก่อสร้างขึ้นใหม่
ต้องปฏิบัติตาม กฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนักความต้านทานความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ที่เริ่มใช้บังคับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา และวิศวกรผู้ออกแบบจะต้องใช้มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหวที่ออกโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองหรือ มยผ. 1302

2. สำหรับอาคารเก่าที่ก่อสร้างก่อนปี 2550
อาคารเหล่านี้ มีแนวโน้มที่จะไม่ได้ออกแบบให้รองรับแผ่นดินไหว จึงควรจะต้องประเมินอาคารเพื่อตรวจสอบสมรรถนะในการต้านแผ่นดินไหว และ หาทางเสริมความแข็งแรงอาคารในกรณีที่ตรวจพบว่าอาคารไม่แข็งแรงพอ ซึ่งการเสริมความแข็งแรงอาคารทำได้หลายวิธี เช่น การติดตั้งโครงเหล็กค้ำยัน การหุ้มด้วยแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ การหุ้มด้วยแผ่นเหล็ก การพอกเสาให้ใหญ่ขึ้น เป็นต้น

9 แนวทางการตรวจสอบอาคารและสิ่งปลูกสร้างหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว 
โดยนายวสวัตติ์ กฤษศิริธีรภาคย์ นายกสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร

1.ตรวจสอบสิ่งของที่ร่วงหล่นได้ ตรวจสอบการร่วงหล่นของสิ่งของรอบอาคารเพื่อตรวจสอบว่าของที่ยึดกับตัวอาคาร เช่น เครื่องปรับอากาศ กระถางต้นไม้ วัสดุอาคาร มีการหลุดร่วงหรือไม่

2.ลิฟต์ ตรวจสอบโดยการให้ลิฟต์วิ่งขึ้นลงจากล่างสุดถึงบนสุดเพื่อตรวจว่ามีการติดขัดหรือมีความสั่นสะเทือนผิดปกติหรือไม่

3.ท่อน้ำ ตรวจสอบในช่องท่อน้ำแนวดิ่ง อันได้แก่ ท่อน้ำประปา ท่อน้ำระบบปรับอากาศ เพื่อตรวจว่ามีท่อแตกรั่วซึมหรือไม่

4.ท่อก๊าซหุงต้ม ตรวจสอบที่ตั้งถังก๊าซและตลอดแนวท่อก๊าซ เพื่อตรวจว่ามีการรั่วซึม หรือ มีกลิ่นก๊าซหุงต้มหรือไม่

5.สายไฟฟ้าและตัวนำไฟฟ้าแนวดิ่ง ตรวจสอบในห้องไฟฟ้าประจำชั้นเพื่อตรวจว่ามีการลัดวงจร มีกลิ่นไหม้ มีความร้อน หรือมีสิ่งผิดปกติหรือไม่ กรณี อาคารที่ใช้บัสดักแทนสายไฟให้ตรวจความเสียหายของอุปกรณ์ทั้งหมดเพราะหากอาคารเลือกใช้บัสดัก (Busduct) ที่ไม่รองรับแผ่นดินไหว อาจจะทำให้ฉนวนของบัสดัก (Busduct) เสียหายและเมื่อใช้อาจจะระเบิดได้

6.ท่อระบายความร้อน (Cooling Tower) และถังเก็บน้ำดาดฟ้า ตรวจสอบความเสียหาย ความมั่นคงแข็งแรงเพื่อตรวจสอบว่ามีการแตกร้าว น้ำรั่ว ยึดติดมั่นคงแข็งแรงอยู่กับฐานหรือไม่

7.ตรวจสอบระบบดับเพลิง ท่อน้ำดับเพลิง สปริงเกอร์ วาวล์ควบคุมการจ่ายน้ำ ต้องอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง

8.กรณีอาคารที่กำลังปรับปรุงอาคาร กำลังก่อสร้าง และมีงาน hot work จะต้องตรวจสอบการรั่วไหลของก๊าซในอาคารและความพร้อมของระบบป้องกันเพลิงไหม้ก่อนทำงาน

9.อาคารขนาดใหญ่และอาคารสูง ควรได้รับการตรวจสอบอาคารโดยผู้ตรวจสอบอาคารหรือผู้มีความรู้ด้านงานตรวจสอบอาคารก่อนใช้งานอาคาร


admin18 พฤศจิกายน 2019
lumlukka4-5-1.jpg

1min2510

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 สวนกระแสเศรษฐกิจ รายได้-กำไรสุทธิ เติบโตต่อเนื่อง เผยกำไรขยายตัวถึง 60% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แนคิด “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” กล่าวว่า บริษัทได้ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2562 มียอดรับรู้รายได้ที่ 1,214 ล้านบาท ขยายตัวจากไตรมาสก่อนหน้า 40% และขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 27% ทั้งนี้บริษัทคงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ ได้ดี ส่งผลให้ในไตรมาส 3 บริษัทสามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 239 ล้านบาท ขยายตัวจากไตรมาสก่อนหน้าถึง 60% และขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 38% ในส่วนของยอดรับรู้รายได้ในช่วงของ 9 เดือนแรกปี 2562 นี้ อยู่ที่ 3,393 ล้านบาท กำไรสุทธิ 642 ล้านบาท ขยายตัว 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามแผนที่ตั้งไว้ และมั่นใจว่าบริษัทจะสามารถทำผลงานในปีนี้ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

แม้ว่า ในปี 2562 นี้ เป็นปีที่ท้าทายการดำเนินการธุรกิจ มีความเสี่ยงเข้ามากระทบหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังคงไม่คลี่คลาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และความเสี่ยงต่างๆ จากกลุ่มยูโรโซน ในแง่ของเศรษฐกิจไทย เริ่มเห็นสัญญาณความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ตัวเลขการส่งออก 9 เดือนแรก หดตัวราว 2% ในขณะที่การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนมีการชะลอตัว ในส่วนของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ตลาดโดยรวมมีการหดตัวลงเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงสามารถบริหารธุรกิจได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ มียอดรับรู้รายได้แล้ว 3,393 ล้านบาท ซึ่งยังคงเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12% และเชื่อมั่นว่าภาพรวมของทั้งปีนี้จะสามารถทำผลงานขยายตัวได้ดีกว่าภาพรวมของตลาด และเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้

ทั้งนี้บริษัทยังคงรักษามาตรฐานการบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ ได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 9 เดือนแรกนี้ บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) อยู่ที่ 39.1% ในขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A/Sales) อยู่ที่ 11.3% ปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ใน 9 เดือนแรกนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 642 ล้านบาท ขยายตัว 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับการขยายธุรกิจ ในปีนี้บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโครงการใหม่ไปแล้วทั้งสิ้น 9 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 6,600 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการเปิดเพื่อทดแทนโครงการเดิมที่ขายหมดและใกล้ปิดโครงการ ตลอดจนเปิดเพื่อขยายธุรกิจในทำเลใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนให้บริษัทมีการขยายตัวที่มั่นคง ทั้งนี้แม้ว่าบริษัทจะมีการขยายการลงทุนอย่างมาก แต่บริษัทยังคงความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน โดย ณ สิ้นไตรมาส 3 มีระดับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่เพียงแค่ 0.83 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ราว 1.5 เท่า


admin5 กรกฎาคม 2019
click-here-23.png

2min2950

The Show Must Go On ไม่ว่าจะอย่างไร …ก็ต้องดำเนินต่อไป ฟังดูมันเข้ากับสถานการณ์ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเวลานี้จริงๆ เมื่อมองไปข้างหน้า เห็นอุปสรรคขวากหนามขวางอยู่เต็มทาง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเดินหน้าต่อไป เมื่อบริษัทรายใหญ่ยังคงประกาศแผนลงทุนเต็มพิกัดในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ว่าจะมีปัจจัยลบต่างๆ ขวางอยู่เต็มลำ และดูท่าว่าทั้งปีตลาดจะติดลบเกินกว่าหลัก 10%

ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย มองว่า โอเคล่ะ ตลาดในปีนี้น่าจะติดลบ ก็หวังว่าคงจะติดลบไม่มาก และถ้ามองให้เป็นโอกาส มันก็ทำให้ซัพพลายใหม่เข้ามาน้อยลง และเป็นจังหวะที่ดี สำหรับการพัฒนาโครงการที่เน้นกลุ่มเรียลดีมานด์ ถ้าพัฒนาสินค้าในราคาที่ถูกต้อง และถูกตังค์กว่าคนอื่นๆ ก็เชื่อว่ายังคงขายได้ เมื่อมองดูยอดขายในครึ่งปีแรกก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ทุกอย่างยัง Go On ไปตามเป้าหมาย ในครึ่งปีหลังจึงยังจัดเต็มตามแผนเดิม

คอนโดศุภาลัย
ศุภาลัย ปาร์ค แยกไฟฉาย คอนโดโครงการแรกของศุภาลัยในครึ่งปีหลัง

ปีนี้ ศุภาลัยมีแผนเปิดโครงการใหม่ 31 โครงการ มูลค่ารวม 4 หมื่นล้านบาท ครึ่งปีแรกเปิดขายไปแล้ว 9 โครงการ เป็นบ้านแนวราบ 7 และคอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่ารวม 1.9 หมื่นล้านบาท ในครึ่งปีหลังจะเปิดโครงการอีก 22 โครงการ มูลค่า 2.1 หมื่นล้านบาท เป็นคอนโด 3 โครงการ อยู่ตามแนวรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการและกำลังจะเปิด ส่วนบ้านแนวราบ 19 โครงการ อยู่ในกทม. และภูมิภาค ประมาณครึ่ง:ครึ่ง

“บ้านแนวราบค่อยๆ ดีขึ้น หลังจากแผ่วไปในช่วงที่ออกมาตรการคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย ของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ลูกค้าสับสนและไม่กล่าซื้อ ตอนนี้ลูกค้าเข้าใจมากขึ้นแล้ว ซึ่งคาดว่า ในภาพรวมไตรมาสที่ 3 น่าจะดีขึ้นกว่าไตรมาส 2 แม้การคาดการของการขยายตัวของเศรษฐกิจจะถูกลดลง แต่อัตราการจ้างงานยังดีอยู่ และการลงทุนภาครัฐที่ชะลอตัวอาจจะกระทบกำลังซื้ออยู่บ้างก็ตาม แต่เมื่อรัฐบาลใหม่ตั้งหลักได้ก็น่าจะเร่งการลงทุนของรัฐต่อเนื่อง สถานการณ์ก็น่าจะดีขึ้น” ไตรเตชะ กล่าว

เช่นเดียวกับบิ๊กเนมรายอื่นๆ ที่ยังคอนเฟิร์มเดินหน้าลงทุนตามแผน ไม่เช่นนั้นผลประกอบการจะไม่เดินไปตามเป้าที่ตั้งไว้ แต่ก็พร้อมจะปรับแผนที่จำเป็น

ชัยยุทธ ชุณหะชา

ดร. ชัยยุทธ ชุณหะชา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในไตรมาส 2/2562 บริษัทมียอดขายกว่า 6,100 ล้านบาท เติบโต 27% จากไตรมาสแรก ส่งผลให้ครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายสะสมกว่า 10,915 ล้านบาท โดยมาจากการขายโครงการเดิมที่มีอยู่ในมือเป็นหลัก ถือว่าเป็นผลการดำเนินงานที่น่าพอใจในสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีความท้าทายทั้งปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ และเชื่อว่าความต้องการที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะใกล้รถไฟฟ้ายังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับ ในครึ่งปีแรก บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่เพียง 2 โครงการ คิดเป็น 30% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปี 2562 ที่ระดับ 36,000 ล้านบาท โดยในครึ่งปีหลังทางบริษัทมีแผนที่จะเปิดโครงการใหม่อีกหลายโครงการ โดยบริษัทมีที่ดินพร้อมพัฒนากว่า 10 แปลง สำหรับเตรียมเปิดโครงการคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าตอบสนองความต้องการของลูกค้าในราคาที่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ ได้แก่ สามย่าน สุขุมวิท ทองหล่อ เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้ยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้

“อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของตลาดอสังหายังคงมีอยู่ ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและภายนอกประเทศ โดยบริษัทได้เตรียมพร้อมปรับแผนธุรกิจหากมีความจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะยาว ทั้งนี้แผนธุรกิจทั้งหมดของบริษัทนั้น ยังคงสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเน้นย้ำการเป็นผู้นำในตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าในประเทศไทย พร้อมทั้งยังคงรักษาวินัยทางการเงินไว้อย่างเข้มงวด โดยจะรักษาอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุนไว้ที่ 1 เท่า เป็นเป้าหมายระยะยาว และเราต้องมั่นใจว่าการเติบโตของบริษัทจะไม่เพิ่มความเสี่ยงซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงของบริษัทในระยะยาว” ดร. ชัยยุทธ กล่าว

ด้าน บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศผลงานครึ่งปีแรก โดยมียอดขายแล้ว 20,800 ล้านบาท และกำลังก้าวสู่เป้ายอดขายรวม 41,800 ล้านบาท เติบโตกว่า 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ด้วยการบุกตลาดทั้งแนวราบและแนวสูงครึ่งปีหลัง

วิทการ จันทวิมล

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า แม้ภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ ครึ่งปีแรกจะมีหลายปัจจัยทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว หรือมาตรการควบคุมภายในประเทศที่กระทบบรรยากาศการซื้อขาย แต่เชื่อว่าดีมานด์ลูกค้าที่มองหาที่อยู่อาศัยยังมีอยู่ แต่เป็นดีมานด์ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ‘โลเคชั่น’ ‘แบบบ้าน’ และ ‘แพ็คเกจราคา’ ต้องใช่ถึงตัดสินใจซื้อ

“ความท้าทายของผู้ประกอบการอสังหาฯ ในวันนี้คือการพัฒนาทั้งรูปแบบและแพ็คเกจราคา บนพื้นฐานความต้องการจริงและความสามารถในการผ่อนชำระของลูกค้า โดยการดำเนินงานในครึ่งปีแรก ภายใต้กลยุทธ์การรบยาวเปิดตัวทุกแบรนด์ในเครือ พัฒนาโปรดักซ์ตอบโจทย์เฉพาะเจาะจงแต่ละเซ็กเมนต์ ส่งผลภาพรวมยอดขายของเอพีไปได้สวย สวนกระแสภาพรวมตลาดที่ค่อนข้างชะลอตัวในครึ่งปีแรก”

สำหรับ ยอดขายรวมครึ่งปีแรกกว่า 20,800 ล้านบาท (ณ 30 มิถุนายน 62) แบ่งเป็น ยอดขายจากคอนโดมิเนียม มูลค่า 9,500 ล้านบาท และ แนวราบมูลค่า 11,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 20% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ 17,265 ล้านบาท และได้เปิดตัวโครงการใหม่ไปแล้วสิ้น 17 โครงการ มูลค่ารวม 30,785 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าที่เป็นเรียลดีมานด์

“ในส่วนของธุรกิจอสังหาฯ ครึ่งปีหลัง เชื่อว่าผู้ประกอบการทุกรายต่างเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะมีปัจจับบวกที่จะเข้ามากระตุ้นความเชื่อมั่นและบรรยากาศการซื้อขายอสังหาฯ ในครึ่งปีหลัง อาทิ การจัดตั้งรัฐบาล และการฟอร์มทีมดูแลด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศอย่างชัดเจน โดยคาดว่า อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ จะเข้ามากระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง” นายวิทการ กล่าวเสริม

THE SONNE ศรีนคริทร์-บางนา บ้านแบรนด์ใหม่ของเอพี

ทั้งนี้ แผนการเปิดโครงการใหม่ในครึ่งปีหลัง เอพีจะยังคงดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ ด้วยการเปิดตัว 23 โครงการใหม่ มูลค่า 27,265 ล้านบาท เป็นทาวน์โฮม 12 โครงการ มูลค่า 9,250 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 10 โครงการ มูลค่า 11,715 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 6,300 ล้านบาท สำหรับไฮไลท์ครึ่งปีหลัง คือการเปิดแบรนด์ใหม่บ้านแนวราบภายใต้ชื่อ THE SONNE ศรีนคริทร์-บางนา มูลค่า 600 ล้านบาท และการเปิดคอนโดมิเนียม LIFE SATHORN SIERRA มูลค่า 6,300 ล้านบาท

พีระพงศ์ จรูญเอก
พีระพงศ์ จรูญเอก

ด้านนายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 2/2562 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้อย่างยอดเยี่ยมถึง 7,290 ล้านบาท โดยขณะนี้ยอดขายสะสมของบริษัทในครึ่งปีแรกคือ 13,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 46% ของเป้าหมายทั้งปี จากการเปิดโครงการใหม่ที่เปิดตัวในช่วงไตรมาส 2 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการดิ ออริจิ้น ราม 209 อินเตอร์เชนจ์ และ 2. โครงการพาร์ค ออริจิ้น จุฬา-สามย่าน สามารถสร้างยอดขายได้เหนือความคาดหมาย

จากปริมาณยอดขายและกระแสตอบรับจากผู้บริโภคที่ยังคงเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม ทำให้บริษัทมีความมั่นใจในการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงไตรมาสที่ 3/2562 บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่อีกประมาณ 6 โครงการ ได้แก่ โครงการพาร์ค ออริจิ้น ราชเทวี โครงการเคนซิงตัน ดิสทริค ระยอง โครงการภายใต้แบรนด์ดิ ออริจิ้นอีก 3 โครงการใน 3 ทำเลศักยภาพ ได้แก่ รัชดา ลาดพร้าว และสุขุมวิท และโครงการบ้านจัดสรร บริทาเนีย บางนา-สุวรรณภูมิ 1 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมกว่า 8,100 ล้านบาท

“ครึ่งปีหลังของปีนี้ เรายังมีโครงการที่รอเปิดตัวอีกจำนวนมากในทุกเซ็กเมนท์ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรร รวมถึงยังมีแคมเปญอีกหลายอย่างที่รอเปิดตัว เริ่มจากของแบรนด์ดิ ออริจิ้น ที่จะเปิดตัวคอนเซ็ปต์ของแบรนด์พร้อมแคมเปญการตลาดอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 11 ก.ค.นี้ เชื่อว่าจะตอบโจทย์ความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคในทุกระดับ และส่งผลให้ยอดขายในปี 2562 เป็นไปตามเป้าหมาย 28,000 ล้านบาท” นายพีระพงศ์ กล่าว

คงต้องตามลุ้นกันต่อว่า แผนการที่แต่ละบริษัทมั่นใจว่าจะไปได้สวยในไตรมาสที่ 3 และ ไตรมาสที่ 4 นั้น จะเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ เมื่อปัจจัยด้านลบยังมีมากกว่าปัจจัยด้านบวกแต่ละรายจะปล่อยหมัดเด็ดอะไรเพื่อพิชิตยอดขายในครึ่งปีหลัง หรือจะต้องพับปรับแผนกันในโค้งสุดท้ายคงต้องคอยติดตามกันครับ


admin4 กรกฎาคม 2019
.jpg.jpg

1min8540

คอลลิเออร์ส เผยครึ่งปีแรกคอนโดเปิดตัวลดลง 20% ชี้ผู้ประกอบการเน้นระบายสต๊อกเก่า หนีมาตรการคุมสินเชื่อ 3 สถานีรถไฟฟ้า ปุณณวิถี เอกมัย พระราม 9 โครงการใหม่พรึบ

นายภัทรชัย ทวีวงศ์ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ประมาณ 45 โครงการ 18,075 ยูนิต มูลค่าการลงทุนรวม 120,302 ล้านบาท โดยจำนวนการเปิดตัวน้อยกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 ประมาณ 4,486 ยูนิต หรือคิดเป็น 19.9%

ทำเลคอนโด

จากข้อมูลพบว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2562 ผู้ประกอบการเน้นการระบายสต็อกคงค้างเพื่อให้ลูกค้าสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ก่อนที่มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยของทางธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศใช้ จึงไม่ค่อยเปิดตัวโครงการใหม่มากนัก

ส่วนในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ช่วง 2 เดือนแรกผู้ประกอบการก็ยังคงไม่เปิดตัวโครงการใหม่ เนื่องจากส่วนใหญ่จะรอเปิดตัวโครงการหลังจากการเลือกตั้งครั้งใหม่เสร็จสิ้น เพื่อรอความชัดเจนสำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ และเริ่มทยอยเปิดตัวโครงการใหม่กันเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ในเดือนสุดท้ายของไตรมาสที่ 2 พบว่า มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่สูงถึง 5,100 ยูนิต จากหน่วยเปิดขายใหม่ทั้งหมดในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ประมาณ 9,632 ยูนิต หรือคิดเป็น 52.94% แม้ว่าจะมีปัจจัยลบต่างๆ มากมาย แต่ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องทยอยเปิดตัวโครงการใหม่ เนื่องจากหากชะลอออกไปจะกระจุกตัวอยู่ในช่วงครึ่งปีหลังซึ่งอาจจะเป็นปัญหาสำหรับผู้ประกอบการต่อไป

จากข้อมูลพบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ผู้ประกอบการให้ความสนใจพัฒนาคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้า BTS สายปัจจุบัน ประมาณ 7,403 ยูนิต คิดเป็น 40.95% ของคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปีทั้งหมด ส่วนตามแนวรถไฟฟ้า MRT มีโครงการเปิดตัวอีกประมาณ 3,094 ยูนิต หรือคิดเป็น 17.10% ส่วนแนวรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมีคอนโดเปิดใหม่อีกประมาณ 7,578 ยูนิต หรือคิดเป็น 41.95%

สำหรับสถานีที่มีโครงการคอนโดเปิดตัวมากที่สุด ได้แก่ สถานี BTS ปุณณวิถี ที่ประมาณ 1,161 ยูนิต รองลงมา คือ รอบๆ สถานี BTS เอกมัย ที่ประมาณ 1,148 ยูนิต และ รอบๆ สถานี MRT พระราม 9 อีกประมาณ 1,025 ยูนิต


admin2 กรกฎาคม 2019
shutterstock_647161480-e1562387260309-1280x595.jpg

2min2780

อสังหาริมทรัพย์

ปิดครึ่งปีแรกไปด้วยความหงอยเหงาสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2562 ด้วยเพราะปัจจัยลบทั้งในและนอกที่รุมเร้ายืดยาวเป็นหางว่าวทำเอาตลาดชะงักไปพอสมควร โชคยังดีที่ไตรมาสแรกยังเก็บรายได้จากการเร่งขาย เร่งโอน ก่อนถูกคุมด้วยมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยกันได้อยู่พอควร ทำให้รวม 2 ไตรมาสของครึ่งปีแรกตัวเลขติดลบยังพอกัดฟันยอมรับได้

แต่ถ้ามองไปในครึ่งปีหลัง คงต้องนั่งหายใจกันลึกๆ เพราะอยากที่บอกว่า ปัจจัยลบมียืดยาวเป็นหางว่าว แถมยังมองหาปัจจัยบวกยังไม่เจอ งานนี้ผู้ประกอบการหลายรายถึงกับถอดใจขอปรับเข้าโหมดรักษาตัวให้รอดไปถึงปีหน้าเป็นพอ หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้หั่นประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจาก 3.8% เหลือ 3.3% พร้อมกับให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ต่อปี

ปัญหาใหญ่คือ เศรษฐกิจไทยไม่เดินหน้าแต่กลับถอยหลังขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินกันไว้จากการค้าการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ รวมถึงรายได้และการจ้างงานที่มีสัญญาณชะลอตัวลงในภาคการผลิตเพื่อส่งออก การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง และการใช้จ่ายภาครัฐก็มีแนวโน้มขยายตัวต่่ากว่าที่ประเมินไว้เช่นกัน ขณะที่สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐแม้จะประกาศพักรบกันไปอีกรอบ แต่ก็ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะการเจรจามีโอกาสจะเป็นได้ทั้งข่าวดี และข่าวร้าย

นอกจากนี้ มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารแห่งประเทศไทยมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ทำให้ตลาดวูบไปมากในไตรมาสที่ 2 โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประเมินสถานการณ์เบื้องต้นมาแล้วว่า ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่สำหรับผู้กู้บ้านหลังที่ 2 ขึ้นไปลดลง 23% นั่นคือผลทางตรง ส่วนผลทางอ้อมคือ ความไม่รู้ หรือไม่เข้าใจของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งลูกค้า ผู้ประกอบการ หรือธนาคารพาณิชย์ ทำให้เกิดชะลอการตัดสินใจ หรือปฏิเสธสินเชื่อก็มีอยู่จำนวนมาก

ทั้งหมดคือต้นสายปลายเหตุที่ทำให้ตลาดอสังหาฯในครึ่งปีแรกไม่สดใส และในครึ่งปีหลังจะยิ่งหนักกว่า ถ้ารัฐบาลใหม่ยังไม่เข้ามาทำอะไรให้ความเชื่อมั่นต่างๆ กลับคืนมา

ศก.-LTV ป่วน อสังหาฯปี 62 ทรุด

อธิป พีชานนท์
อธิป พีชานนท์

เรื่องนี้ นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ประเมินว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ครึ่งแรกของปี 2562 จะติดลบในทุกๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของการเปิดโครงการ การขาย และเรื่องของยอดโอน เนื่องมาจากปัจจัยทั้งเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ความไม่เชื่อมั่นในเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทย ผลกระทบจากมาตรการควบคุมสินเชื่อ

ประกอบกับเรื่องหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับที่สูง ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยภาพรวมคาดว่าตลาดรวมจะติดลบประมาณ 15% แต่หากแยกเป็นประเภทที่อยู่อาศัยแล้ว ตลาดประเภทอาคารชุดพักอาศัยจะติดลบประมาณ 20% ที่อยู่อาศัยแนวราบติดลบประมาณ 10

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมครึ่งปีแรกนั้น ตลาดจะไม่ได้ชะลอตัวลงมาก เนื่องจากได้รับอานิสงส์อย่างมากจากยอดขายและยอดโอนโครงการในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2562 (ม.ค.-มี.ค.) ก่อนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเริ่มใช้มาตรการกำกับดูแลสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ในวันที่ 1 เมษายน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ

“เรากำลังหารือกับทาง 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่น นอกจากนี้ยังเป็นห่วงเรื่องเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ของไทยมีราคาแพงขึ้น แต่หากมีการผ่อนปรนเรื่องนโยบายดอกเบี้ย โดยการลดดอกเบี้ยลงมาจะส่งผลให้เงินบาทของไทยอ่อนค่าลงได้”

คาดตลาดซึมยาว รอปีหน้ารอฟื้นตัว

ปริญญา เธียรวร
ปริญญา เธียรวร

ด้านนายปริญญา เธียรวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี.เอ็ม.พี.ซี. จำกัด (VMPC) ผู้นำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งเพื่อขายและให้เช่า เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2562 อยู่ในภาวะชะลอตัว ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซบเซา แม้ว่าทางภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ แต่เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเพียงบางกลุ่มเท่านั้น

สำหรับมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ถือเป็นเป็นมาตรการที่ดีสำหรับประเทศไทย แต่ในแง่ของภาคอสังหาริมทรัพย์โดยรวมแล้วคงต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัวอีกระยะหนึ่ง และในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 คาดการณ์ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะยังไม่ฟื้นตัว เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะชะลอตัว อย่างไรก็ตาม คาดว่าปี 2563 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น

นายปริญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับบริษัทซึ่งประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งขายและให้เช่า โดยปัจจุบัน VMPC มีสัดส่วนรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 60% และอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า 40%

เพื่อการบริหารจัดการและการกระจายความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ โดยในส่วนของอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย เน้นเจาะตลาดระดับบนหรือกลุ่มไฮเอนด์ บนทำเลศักยภาพ สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าจะมีความหลากหลาย

มั่นใจเจาะเรียลดีมานด์ยังไปต่อได้

ขณะที่นายชยพล หรรรุ่งโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงครึ่งแรกของปีนี้ถือว่าสถานการณ์หนักมาก จึงคาดว่า ครึ่งปีหลังคงไม่หนักไปกว่านี้แล้ว การแข่งขันในตลาดอยู่ที่ตัวโปรดักต์ว่าใครจะตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งในเรื่องของไลฟ์สไตล์ที่ลงลึกไปในหลายมิติ รวมถึงการช่วยลดต้นทุนการใช้ชีวิตให้กับลูกค้าได้

ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม
ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม

 

ขณะที่ นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย กลับเห็นว่า แม้ว่าสถานการณ์จะไม่ดี ตลาดมีโอกาสที่จะติดลบซึ่งก็หวังว่าจะติดลบไม่มากนัก แต่ถ้ามองในแง่ดีซัพพลายที่จะเข้าสู่ตลาดก็จะลดน้อยลงไปด้วย และเป็นตลาดที่เป็นเรียลดีมานด์ ถ้าสามารถพัฒนาโครงการที่จับกลุ่มที่มีความต้องการที่แท้จริง ในราคาที่ถูกต้องเหมาะสมก็เชื่อว่าจะยังขายได้

สำหรับในครึ่งปีหลัง บริษัทยังคงเปิดตัวโครงการใหม่รวม 22 โครงการ มูลค่ารวม 2.1 หมื่นล้านบาท เป็นบ้านแนวราบ 19 โครงการทั้งในกทม. ปริมณฑล และต่างจังหวัด และคอนโดมิเนียมอีก 3 โครงการ โดยล่าสุดได้เปิดตัวโครงการศุภาลัย ปาร์ค สถานีแยกไฟฉาย เป็นคอนโด บนเนื้อที่ 6 ไร่ มูลค่าโครงการ 2,270 ล้านบาท จับกลุ่มผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยจริง และซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่า เพราะอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลศิริราช

โครงการดังกล่าว แบ่งเป็นอาคารชุดพักอาศัย สูง 22 ชั้น (รวมดาดฟ้า) 2 อาคาร สไตล์โมเดิร์น จำนวนห้องชุดพักอาศัย 726 ยูนิต (Tower A จำนวน 374 ยูนิต และ Tower B จำนวน 352 ยูนิต) ขนาดห้องตั้งแต่ 29.5-74.5 ตารางเมตร ราคาขายเริ่มต้นที่ 60,500-72,000 บาทต่อตารางเมตร ราคาขายต่อยูนิตเริ่มต้นที่ 2.03 ล้านบาท โดยจะเปิดขายในวันที่ 20-21 กรกฎาคมนี้

ครึ่งปีหลังคอนโดจ่อเปิดใหม่ 2 หมื่นยูนิต

ด้านนางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เผยว่า ภาพรวมคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในครึ่งปีแรก 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 23,600 หน่วย ใกล้เคียงกับตัวเลข ครึ่งปีแรก 2561 เฉพาะไตรมาส 2 มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ 12,300 หน่วย จาก 30 โครงการ โดยมีโครงการในระดับลักชัวรี่ และซูเปอร์ลักซูรี่ในทำเลซูเปอร์ไพรม์เกิดใหม่หลายโครงการ โดยเฉพาะทำเลสาทร วิทยุ และหลังสวน

คอนโด
โครงการคอนโโมิเนียมที่มีแผนจะเปิดตัวในครึ่งหลังปี 2562

จับตามองในช่วงไตรมาส 3 จนถึงสิ้นปี ยังมีโครงการใหม่ๆ เตรียมเปิดตัวอีกหลายโครงการ ถ้านับเฉพาะผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์มีมากกว่า 14,000 หน่วย จาก 44 โครงการ และหากรวมคอนโดมิเนียมจากผู้ประกอบการรายย่อยที่ประกาศตัวว่า จะเปิดขายในครึ่งปีหลังด้วยแล้ว น่าจะมีคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นในตลาดอีกไม่ต่ำกว่า 52 โครงการ มากกว่า 20,000 หน่วย

ทำเลที่คอนโดมิเนียมใหม่จะเปิดมากกว่าครึ่งเป็นทำเลใจกลางเมือง โดยเฉพาะทำเล สามย่าน พญาไท ราชเทวี นอกจากนี้ ทำเลสุขุมวิท ทองหล่อ และหลังสวน ก็จะมีอีกหลายโครงการ และด้วยทำเลที่ค่อนข้างดีมาก เป็นที่ดินแปลงหายาก ซึ่งส่วนใหญ่ซื้อมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้ราคาขายในคอนโดมิเนียมใหม่เหล่านี้ ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาเฉลี่ยคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองที่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้วอีกพอสมควร คาดว่าไม่ต่ำกว่า 10%

ตลาดในช่วงครึ่งปีหลังคงจะขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น ทั้งของเก่าที่มีอยู่และของใหม่ที่กำลังจะออกมา ดูแค่ครึ่งปีแรกก็ลดแลกแจกแถมอยู่ฟรี กินฟรีกันสะบั้นหั่นแหลกแล้ว ถ้าเศรษฐกิจยังไม่พลิกฟื้น ความเชื่อมั่นยังไม่คืนกลับ ตลาดอสังหาฯครึ่งปีหลังคงทะลุจุดเดือดแน่นอน


admin15 มิถุนายน 2019
Life-Box-192-1280x835.jpg

1min3500

เคยบ้างไหม? เวลาที่เราหาซื้อบ้าน แต่เลือกยังไงก็ยังไม่โดนใจซักที ทำเลก็ยังไม่ใช่ แบบบ้านก็ยังไม่โดนใจ ฟังก์ชั่นก็ยังไม่ตอบโจทย์ รูปร่างหน้าตาก็เหมือนๆ กันไปหมด เพราะทุกวันนี้ โครงการบ้านจัดสรร คือตลาดหลักของคนที่ต้องการหาซื้อบ้าน จึงมีคำถามตามมาว่ายังมี solution อื่นๆ สำหรับคนที่มีความต้องการที่ต่างกันออกไปบ้างไหม

ธุรกิจรับสร้างบ้านจึงเข้าตอบโจทย์ของคนกลุ่มนี้ ซึ่งมีทั้งการว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างทั่วๆ ไป มาออกแบบสร้างให้บนที่ดินที่มีอยู่ แต่ผลที่ได้คือ งบบานปลาย งานที่ได้ไร้คุณภาพ ไม่ตรงตามเวลา บางทีก็ทิ้งงานกันไปเฉยๆ จึงเป็นที่มาของบริษัทที่ให้บริการรับสร้างบ้านขึ้นโดยเฉพาะ ให้บริการแบบมืออาชีพ มีทั้งทีมสถาปนิก วิศวกร ทีมการตลาดให้บริการลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงหลังการอยู่อาศัย

ธุรกิจนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามความเชื่อมั่นและการยอมรับของผู้บริโภค ขยายตัวจากมูลค่าตลาดหลักพันล้านเป็นระดับหมื่นล้านบาท เกิดการแข่งขันทั้งในเรื่องของรูปแบบบ้าน ราคา บริการ เพื่อตอบสนองผู้บริโภคให้ได้ดีที่สุด แต่ละช่วงเวลา จนกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกของผู้ที่ต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง บ้านที่ตอบโจทย์ ตรงใจได้มากกว่า บ้านจัดสรร ที่มีอยู่ในท้องตลาด ในราคาตั้งแต่ 2 ล้านบาทไปจนถึงหลัก 10 หลัก 100 ล้านบาท

ข้อดีของธุรกิจรับสร้างบ้าน

  • ได้รับบริการจากมืออาชีพ ทั้งสถาปนิก วิศวกร ทีมการตลาด
  • เลือกแบบที่ถูกใจ ปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นได้ตามที่ต้องการ
  • มีสัญญามาตรฐานที่ควบคุมโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
  • ระยะเวลาส่งมอบที่กำหนดชัดเจน
  • งบประมาณไม่บานปลาย

 

สร้างบ้านโดนใจไร้กังวล ต้องเตรียมตัวอย่างไร

เงื่อนไขแรกเลยคือเราต้องมีที่ดินเป็นของตัวเอง แน่นอนว่า การสร้างบ้านบนที่ดินที่มีอยู่ ทำให้ได้อยู่ในพื้นที่หรือทำเลที่คุ้นเคย อยู่ในบริเวณเดียวกับสมาชิกของครอบครัวแบบไทยๆ

สำหรับคนที่ไม่มีที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเอง ก็ยังพอมีทางเลือกอื่นๆ เช่น บริษัทรับสร้างบ้านบางแห่งก็มีบริการจัดหาที่ดินให้ หรือจะออกแรงหาซื้อเองก็มีหลายแหล่งให้เลือกซื้อ เช่น แหล่งรวมที่ดินในออนไลน์ สินทรัพย์หลุดจำนองของกรมบังคับคดี หรือสินทรัพย์ NPA ((Non Performing Asset) ของสถาบันการเงินต่างๆ เป็นต้น

กรณีที่ซื้อที่ดินเองไม่ว่าจะเลือกซื้อจากแหล่งไหน ก็ควรดูที่ดินที่อยู่ในพื้นที่บริการสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ที่สะดวก เข้าถึงง่าย มีทางเข้าออกที่ชัดเจน ไม่อยู่ในพื้นที่เปลี่ยว และโดดเดี่ยวจนเกินไป ที่สำคัญอย่าลืมตรวจสอบว่าอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมด้วยหรือเปล่า เพราะที่ดินที่อยู่ในทำเลที่ดีย่อมมีผลต่อการประเมินสินเชื่อของธนาคารด้วยเช่นกัน

รับสร้างบ้าน

วางแผนด้านการเงิน ที่ผ่านๆ คนที่จะปลูกสร้างบ้านเองมักจะต้องมีฐานะ รายได้ที่ดีพอจนไม่จำเป็นต้องกู้ธนาคาร แต่สำหรับคนรายได้ปานกลาง เพิ่งเริ่มสร้างครอบครัว ก็สามารถสร้างบ้านเองได้ เพราะปัจจุบันมีหลายธนาคารให้บริการสินเชื่อเพื่อปลูกสร้างบ้าน ด้วยเงินกู้สูงถึง 100% ของค่าก่อสร้าง (กรณีที่มีที่ดินปลอดภาระจำนอง) หรือ 90% ของค่าที่ดินและค่าก่อสร้าง (กรณีขอกู้ซื้อที่ดินมาปลูกสร้างบ้าน) ยิ่งถ้าที่ดินเป็น NPA ของธนาคารเอง ก็จะมีเงื่อนไขพิเศษเพิ่มอีกต่างหาก

แต่ถึงอย่างไร เราก็ต้องมีเงินก้อนสักประมาณ 20% ของราคาบ้าน เนื่องจากวงเงินสินเชื่อปล่อยแค่ 90% ของราคาที่ดินและค่าปลูกสร้าง นอกจากนี้ การปล่อยสินเชื่อสร้างบ้าน ธนาคารจะทยอยให้ตามสัญญาเงินกู้เป็นงวดๆ ตามความคืบหน้าของการปลูกสร้าง ดังนั้นจึงต้องมีเงินเตรียมไว้สำหรับการก่อสร้างในงวดแรกก่อน การออมเงินไว้ล่วงหน้าจะทำให้เราคล่องตัวขึ้น

เลือกบริษัทที่ดีมีคุณภาพ ดูจากผลงานที่ผ่านๆ มา ทีมงานที่เป็นมืออาชีพ ทั้งสถาปนิก วิศวกรที่มีเพียงพอ ไปจนถึงคนงานก่อสร้างต้องมีทักษะในงานที่ดี เราสามารถเช็คประวัติการทำงานได้ตามสื่อออนไลน์ต่างๆ หรือเช็คไปที่สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ในกรณีที่บริษัทนั้นๆ เป็นสมาชิกของสมาคม

บริษัทที่ทำธุรกิจรับสร้างบ้าน เป็นจริงเป็นจัง (ไม่ใช่ผู้รับเหมา) ปัจจุบันมีอยู่เป็นร้อยๆ บริษัท แต่ละรายก็พยายามแข่งขันกันด้วยคุณภาพสินค้า และบริการที่ดี ยิ่งในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ค่อยเป็นใจแบบนี้ แต่ละรายก็ล้วนแข่งขันกันแย่งชิงลูกค้าด้วยข้อเสนอพิเศษต่างๆ มากมาย

  • ขอบคุณรูปแบบบ้านจากซีคอน โฮม



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME