fbpx

หมวดหมู่: อะไรๆ ก็…รีวิว

Warapong Pankaew9 กรกฎาคม 2020
entrance.png

4min854

ใครที่คิดจะซื้อคอนโดมิเนียมใหม่ๆ ราคาดีๆ ในปีนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า ตลาดคอนโดอยู่ในช่วง Slow Down และเป็นช่วงเวลาของการโละสต๊อกเก่าเสียมากกว่าที่จะเปิดคอนโดใหม่ ยิ่งมาเจอภาวะแทรกซ้อนจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ยิ่งทำให้คอนโดใหม่ๆ หายไปจากตลาดในจำนวนที่มากพอสมควร

จากตัวเลขของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ พบว่า ตลอดเวลา 5 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-พ.ค.) มีคอนโดเปิดใหม่แค่ 27 โครงการ จำนวนรวมประมาณ 1 หมื่นยูนิต ลดลงไปเกือบ 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

แม้ว่าในตลาดจะมีของให้เลือกช็อปในราคาที่โดนใจ แต่ใครหลายๆ คนอาจจะคิดเหมือนๆ กันว่า ของที่มีอยู่มันอาจจะยังไม่ใช่ เพราะสต๊อกก็คือสต๊อกแม้จะได้ราคาดี แต่ถ้าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยกันแบบจริงๆ จังๆ มันก็อยากมีทางเลือกที่มากกว่าห้องที่เหลืออยู่ตอนนี้ว่ามั๊ย

วันนี้ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ได้เปิด “คอนโดใหม่ ในราคาย้อนยุค” ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ ที่กำลังจะเปิดขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2563 ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับคนที่กำลังหาซื้อคอนโดในช่วงที่หลายบริษัทยังกล้าๆ กลัวๆ แต่ทำไม ศุภาลัย ถึงกล้าลุย? คำถามนี้ทางผู้บริหารของศุภาลัย ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม ตอบชัดเจนว่า ถ้าไม่มั่นใจเกินร้อยก็คงไม่กล้าเปิดคอนโดใหม่เหมือนกัน

3 สิ่งที่ทำให้ผู้บริหารศุภาลัยมั่นใจว่า ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ เปิดมาแล้วต้องปัง ประกอบไปด้วย ทำเล-ราคา-ดีไซน์ ซึ่ง Property Mentor จะขอโฟกัส 3 สิ่งนี้แบบวิเคราะห์เจาะลึกว่า ปัจจัยที่ทำให้ ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการซื้อเพื่ออยู่อาศัย หรือเพื่อการลงทุนในอนาคตได้หรือไม่

ในเรื่องของทำเลที่ตั้งของโครงการศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ อยู่บนถนนราชพฤกษ์ ใกล้ๆ จุดตัดระหว่างถนนราชพฤกษ์กับถนนเทอดไทฝั่งเข้าเมือง ที่สำคัญคือ อยู่ใกล้กับ MRT และ BTS สถานีบางหว้า ซึ่งเป็นสถานีร่วมของรถไฟฟ้า 2 สาย โดยระยะทางจากโครงการถึง Skywalk เพียง 200 เมตร และหากนับจากโครงการถึงสถานี เพียง 450 เมตร เท่านั้น

ก่อนที่จะไปพูดถึงความสะดวกในการเดินทาง ขอเปิดหัวด้วยศักยภาพของทำเลที่อยู่ใกล้สถานีร่วมหรือที่เรียกกันว่า Interchange และทิศทางการพัฒนาเมือง ที่จะเกิดกับพื้นที่ตรงนี้กันก่อน

บางหว้า Interchange ทำเลศักยภาพสูง
สำหรับทิศทางการพัฒนาเมืองในอนาคต ตามผังเมืองรวมกทม.ฉบับใหม่ที่คาดว่าจะประกาศใช้ในปี 2564 ได้วางการขยายตัวของกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะในด้านของที่อยู่อาศัยที่มีความหนาแน่นสูงจะขยายตัวออกไปใน 3 ทิศทาง ได้แก่

  • ทิศเหนือตามแนวรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีเขียว
  • ทิศตะวันออก ตามแนวสายสีเขียวไปทางสมุทรปราการ และตามแนวแอร์พอร์ตลิงค์ รวมถึงสายสีส้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
  • ทิศตะวันตก ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ออกไปทางเพชรเกษมและบางแค

ทั้ง 3 ทิศทางของการขยายตัวนี้จะส่งเสริมให้เกิดศูนย์ชุมชนชานเมือง หรือที่เรียกว่า Sub Center ออกไปในทิศทางต่างๆ เพื่อให้มีการค้าและการบริการกระจายตัวอยู่ในเขตชั้นกลางและเขตชั้นนอกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งทางฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯจะมี ตลิ่งชัน เพชรเกษม บางแค และพระราม 2 เป็นเป้าหมายของการเป็น Sub Center

โดยปกติที่ดินที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน โดยเฉพาะสถานีร่วม หรือ interchange จะได้รับการส่งเสริมการพัฒนาได้มากขึ้นในรูปแบบของ TOD หรือ Transit-Oriented Development เพื่อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานี ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชน และทำหน้าที่เป็นศูนย์ชุมชนชานเมืองย่อยๆ ในบริเวณที่เป็นสถานีร่วมของรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเส้นทางต่างๆ

สถานีบางหว้าคือหนึ่งในสถานีร่วมที่พื้นที่โดยรอบสถานีในระยะ 800 เมตร จะถูกส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาที่มากขึ้นในอนาคต ตามผังเมืองรวมกทม.ฉบับใหม่นี้ทำให้พื้นที่บริเวณโครงการศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ ที่ตั้งอยู่ในรัศมีไม่เกิน 800 เมตรจากสถานีบางหว้าจะถูกยกระดับให้มีศักยภาพในการพัฒนามากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

เข้าถึงทุกมุมเมืองด้วยโครงข่ายรถไฟฟ้า
คราวนี้มาถึงการเดินทางจากทำเลที่ตั้งโครงการ เราสามารถเดินทางเข้า-ออกเมือง ด้วยการเดินทาง 2 ระบบคือ รถไฟฟ้า และรถยนต์ส่วนตัว ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้า 2 สายที่สามารถ access เข้าสู่เมืองชั้นใน ย่าน CBD ไม่ว่าจะเป็น สาทร สีลม สุขุมวิท พระราม 4 รวมไปถึง New CBD อย่างรัชดาฯ-พระราม 9 ได้ทั้ง BTS และ MRT

โดยเฉพาะคนทำงานที่ สาทร-สีลม สามารถเดินทางด้วย BTS ไปอีก 7 สถานีก็ถึงสาทร (บางหว้า – สุรศักดิ์) และ 9 สถานีกถึงสีลม (บางหว้า-ศาลแดง) หรือถ้าใครสะดวกเข้าเมืองด้วย MRT ก็สามารถเข้าถึงย่านธุรกิจใหม่อย่างถนนพระราม 4 เพียงแค่ 7 สถานี (บางหว้า-หัวลำโพง) 8 สถานีถึงจุฬาฯ (บางหว้า-สามย่าน) 9 สถานีถึงสีลม (บางหว้า-สีลม) 13 สถานีถึงสุขุมวิท (บางหว้า-สุขุมวิท) และ 15 สถานีถึงพระราม 9 (บางหว้า-พระราม 9)

นอกจากย่านธุรกิจสำคัญที่สามารถเดินทางจากโครงการได้อย่างสะดวกรวดเร็วแล้ว หากต้องการชิม-ช็อป ชิล หลากหลายสไตล์ จากโครงการก็สามารถไปได้เกือบทุกที่ที่เป็นไฮไลท์ของเมืองไม่ว่าจะเป็นเยาวราช ก็สามารถเดินทางด้วย MRT ไปถึงใน 6 สถานี (บางหว้า-วัดมังกร) หรือไปสามย่านมิตรทาวน์ 8 สถานี (บางหว้า-สามย่าน) หรือจะไปสยาม ราชประสงค์ เซ็นทรัลเวิลด์) ก็สามารถเดินทางด้วย BTS เพียง 11 สถานี (บางหว้า-สยาม) เป็นต้น

อีกเส้นทางที่ต้องขยายความเพื่อให้เห็นภาพของการเดินทางด้วยโครงข่ายรถไฟฟ้าให้ชัดเจนขึ้นก็คือการเดินทางด้วย MRT จากสถานีบางหว้าเพื่อไปเชื่อมต่อกับ MRT ช่วงท่าพระ-บางซื่อ ซึ่งเชื่อมต่อกันเป็น circle line รอบเมืองที่เชื่อมกับรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสายสีส้ม สีแดง สีม่วง สีเหลือง ทำให้เราสามารถเดินทางจากที่ตั้งโครงการไปในทุกพื้นที่ของกรุงเทพฯ-ปริมณฑลได้อย่างสะดวก ด้วยโครงข่ายรถไฟฟ้าที่จะเชื่อมถึงกันในอนาคต

สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์ นอกจากจะเข้าสู่ย่านธุรกิจอย่างสาทรในเวลาเพียง 10 นาที (กรณีที่รถไม่ติด) แล้ว โครงการยังตั้งอยู่ใกล้จุดตัดของถนนหลักสำคัญ 2 สาย คือ ถนนเพชรเกษมและถนนราชพฤกษ์ ทำให้สามารถเชื่อมต่อการเดินทางเข้า-ออกเมืองจากฝั่งเหนือ-ใต้ได้ด้วยถนนราชพฤกษ์ และตะวันออก-ตะวันตกด้วยถนนเพชรเกษม นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมโยงไปยังถนนเทอดไท ถนนกาญจนาภิเษก ถนนกัลปพฤกษ์ ถนนเอกชัยได้อย่างสะดวกอีกด้วย

ถือว่าการคมนาคมทั้งทางรถยนต์ และรถไฟฟ้า สามารถรองรับการเดินทางจากโครงการไปในทุกทิศทางได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

ราคาน่าคบหา คุ้มค่าทั้งอยู่อาศัย-ลงทุน
จุดแข็งเรื่องที่ 2 ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญมากๆ ต่อการตัดสินใจซื้อนั่นก็คือเรื่องของ ราคา อย่างที่เกริ่นไปในช่วงต้นว่า ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ คือคอนโดเปิดใหม่ในราคาย้อนยุค ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ โดยมีราคาขายเริ่มต้นอยู่ที่ 1.69 ล้านบาท โดยมีราคาต่อตารางเมตรเริ่มต้นที่ 53,000 บาท/ตารางเมตร ขณะที่ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรอยู่ที่ 60,500 บาท/ตารางเมตร

ราคานี้ถ้าดูไทม์ไลน์ย้อนกลับไปจะพบว่า คอนโดที่เปิดขายตามแนวรถไฟฟ้าช่วงตากสิน-บางหว้า ในราคาเริ่มต้นที่ 5-6 หมื่นบาท/ตารางเมตร ต้องย้อนเวลากลับไปไกลถึงปี 2555 หรือเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ขณะที่คอนโดที่เปิดขายในปี 2562 ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1-1.1 แสนบาท/ตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 1 เท่าตัว โดยปัจจุบันราคาเฉลี่ยของคอนโดในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ที่ 84,000 บาท/ตารางเมตร ขณะที่คอนโดในพื้นที่ตากสิน-บางหว้า ราคาต่อยูนิตส่วนใหญ่เริ่มต้นกันที่ 2.5-3 ล้านบาท* (*ข้อมูลจาก คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล)

เท่ากับว่า ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ ขายถูกกว่าโดยเฉลี่ยประมาณ 30% เผลอๆ สต๊อกคอนโดที่ลดแลกแจกแถมกันอยู่ในเวลานี้ยังสู้ราคาคอนโดเปิดใหม่ของศุภาลัยยังไม่ได้

หากมองในมุมของการลงทุนสำหรับคอนโดบนทำเลที่มีศักยภาพสูง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาราคาคอนโดในย่านนี้ปรับจากตารางเมตรละ 5-6 หมื่นบาทในปี 2555 มาเป็น 1-1.1 แสนบาทในปี 2562 หรือมีราคาปรับขึ้นกว่า 100% มี capital gain โดยเฉลี่ยปีละ 10-15% ขณะที่อัตราค่าเช่าคอนโดในย่านนี้เริ่มต้นกันที่เดือนละ 7,000-8,000 บาท ไปจนถึง 1 หมื่นบาทต้นๆ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนทำงานย่านสาทร สีลมพระราม 4 ได้ผลตอบแทนจากการเช่าสำหรับห้องในราคาเริ่มต้นที่ 1.69 ล้านบาท  (rental yield) อยู่ที่ประมาณ 5-7% ถือว่าเป็นการลงทุนแบบยาวๆ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

เคล็ดลับคุมต้นทุน ตั้งราคาต่ำกว่าตลาด 30%
การที่ ศุภาลัย สามารถทำราคาขายได้ต่ำกว่าราคาตลาด 30% โดยประมาณในหลายๆ โครงการที่เปิดขายในช่วงที่ผ่านมานั้น เกิดจากประสบการณ์ และจากกลยุทธ์ในการบริหารจัดการต้นทุน เทคนิคการเลือกซื้อที่ดิน และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผสมรวมกันแล้วทำให้ได้ราคาขายที่ถูกกว่า

ยกตัวอย่างโครงการศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ ทางศุภาลัย ซื้อที่ดินมาได้ในราคา 1.41 แสนบาท/ตารางวา เมื่อปี 2559 เป็นราคาที่ดินก่อนที่จะมี Sky Walk สถานีบางหว้า เชื่อมจากตัวสถานีข้ามคลองภาษีเจริญมาลงที่ท่าเรือบางหว้าทำให้ที่ดินในบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วปัจจุบันราคาที่ดินพุ่งมาอยู่ที่ 2 แสนบาทปลายๆ/ตารางวา ทำให้ได้ที่ในราคาถูกมาพัฒนาโครงการ

ขณะเดียวกันการบริหารต้นทุนทางการเงินของศุภาลัยทำได้ค่อนข้างดีทำให้ต้นทุนการเงินลดต่ำลงมาต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1 ปี 2563 ศุภาลัยมีต้นทุนการเงินอยู่ที่ประมาณ 2% เท่านั้น นอกจากนี้ การสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับพื้นที่โดยรอบโครงการก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยลดตันทุนได้เช่นกัน

สำหรับโครงการ ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ ทางศุภาลัย ได้ร่วมกับสำนักงานเขตภาษีเจริญ และกรมทางหลวงชนบท ปรับปรุง ภูมิทัศน์ บริเวณสถานีรถไฟฟ้าบางหว้า Interchange ปรับปรุงทางเดินเท้าตั้งแต่ทางลงสถานีรถไฟฟ้า ด้วยหลังคาใหญ่ตลอดทางเพื่อสร้างความร่มรื่น และสร้างพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกต้นไม้ตลอดทางเดิน พร้อมไฟส่องสว่างพร้อมนำจิตรกรรมบนกำแพง หรือ Graffiti ทำให้เป็นทางเดินที่เต็มไปด้วยสีสัน

การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนรอบข้างเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่าการขอ EIA ของโครงการศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ ผ่านการพิจารณาเพียงรอบเดียวจากส่วนใหญ่ต้องยื่นเรื่องมากกว่า 2 รอบ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการทำ EIA ลดลงตามไปด้วย

Naturalism Design ธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ
มาที่เรื่องของดีไซน์ โครงการศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ มีจุดเด่นในเรื่องของแนวคิดการออกแบบในหลายเรื่อง โดยเฉพาะแนวคิดหลักของโครงการก็คือ “Naturalism” คือ การออกแบบโดยใช้ผลประโยชน์จากธรรมชาติให้มากที่สุด จุดเริ่มต้นมาจากการออกแบบโครงการเริ่มแรก ศุภาลัย ต้องการให้โครงการสามารถลดผลกระทบจาก ฝุ่นละอองที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา แต่พอไวรัสโควิด-19 ระบาด ในระหว่างช่วงพัฒนาแบบ เลยปรับดีไซน์รายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถรับมือกับโควิดได้ด้วย

โครงการ ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ จึงเป็นเรื่องของการใช้ธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ เพราะต้นตอของปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฝุ่นละออง หรือไวรัส โควิด-19 ก็มาจากธรรมชาติ จึงนำธรรมชาติมาเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเน้นการออกแบบพื้นที่โดยอาศัยประโยชน์จากธรรมชาติ อาทิ ลมช่วยระบายอากาศ แดดช่วยฆ่าเชื้อโรค ต้นไม้และวัสดุพืชพันธุ์ช่วยกรองฝุ่น และสร้างออกซิเจน เป็นต้น

พื้นที่โล่งเปิดรับแสงแดด ช่วยให้ถ่ายเทอากาศได้ดีขึ้น และช่วยฆ่าเชื้อโรค

ด้วยแนวคิดดังกล่าวทำให้โครงการมีพื้นที่เปิดโล่ง(open space) ถึง 65% โดยเป็นพื้นที่สีเขียว(green space) มากกว่า 1 ไร่ ซึ่งเป็นจุดเด่นของคอนโด ศุภาลัยที่ให้ open space และ green area ค่อนข้างมาก

การมี open space เป็น Ventilation Court ภายในอาคารทำให้สามารถถ่ายเทอากาศได้ดีขึ้น พร้อมๆ กับเปิดพื้นที่รับแสงแดดได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งแสงแดดในทางการแพทย์นั้นมีประโยชน์มากมายถ้าร่างกายรับแสงแดดในตอนเช้าและตอนเย็นวันละ 15 นาที อาทิ ช่วยให้กระดูกแข็งแรง รักษาระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือด ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ช่วยให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

ส่วน green area โดยรอบจะช่วยในเรื่องของการกรองฝุ่นละอองที่เข้ามาสู่โครงการให้ลดลง และยังมีแผงไม้เลื้อย (Green Panel) ช่วยให้กรองฝุ่นและมลภาวะต่างๆ อีกชั้นหนึ่งด้วย ประกอบกับ การจัดวางผังอาคารเป็นรูปตัว L เพื่อให้ทุกตำแหน่งของห้องพักได้รับลมและแสงแดดจากธรรมชาติ และทุกๆ ห้องยังออกแบบให้มีเพดานที่สูงถึง 2.7 เมตร ช่วยเปิดรับแสง ทำให้มีความโปร่ง และช่วยให้อากาศในห้องไหลเวียนได้ดี ซึ่งน่าจะตอบโจทย์ผู้ที่เป็นห่วงเรื่องสุขภาพ อนามัยในช่วงนี้ได้ดีระดับหนึ่ง

พื้นที่สีเขียวด้านหน้าโครงการ และ Green Panel ช่วยให้กรองฝุ่นและมลภาวะต่างๆ

ศุภาลัย ยังคงเอกลักษณ์ของอาคารประหยัดพลังงานไว้ในทุกๆ โครงการ โดยการใช้หน้าต่างกรอบบาน UPVC ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก และใช้กระจกเขียวตัดแสง เพื่อช่วยลดความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ตัวอาคาร และทุกห้องพักในโครงการ และที่พิเศษยิ่งขึ้นกับดีไซน์ห้องที่รับกับวิถี New Normal ด้วยฟังก์ชันพิเศษ มุมอเนกประสงค์ “Favorite Corner” ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้สอยได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงาน ไว้สำหรับ Work from Home หรือไว้สำหรับทำกิจกรรมโปรดได้หลากหลายสไตล์

มุมอเนกประสงค์ “Favorite Corner” ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามความต้องการ

นอกจากนี้ ศุภาลัยยังสร้างสรรค์ทุกโครงการคุณภาพตามมาตรฐานสากล ISO 9001 จึงมั่นใจในความคุ้มค่าคุ้มราคากับโครงการมากด้วยคุณภาพของการอยู่อาศัยอีกด้วย

ทั้งหมดคือ 3 จุดแข็ง ทั้งด้าน ทำเล ราคา และดีไซน์ ที่ทำให้ ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร-ราชพฤกษ์ มีความโดดเด่นและเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการซื้อหาคอนโดเพื่อการอยู่อาศัยและการลงทุนในช่วงนี้เลยทีเดียว


 

มีอะไรใน ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร-ราชพฤกษ์

สำหรับโครงการ ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร-ราชพฤกษ์ เป็นคอนโดมิเนียมโครงการที่ 2 ของศุภาลัยที่เปิดขายในปี 2563 และเป็นโครงการแรกที่เปิดขายหลังเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีเนื้อที่กว่า 3 ไร่ ประกอบด้วยอาคารสูง 33 ชั้น 1 อาคาร จำนวนห้องพักอาศัย 563 ยูนิต และเป็นในส่วนของร้านค้าอีก 2 ยูนิต ราคาขายเริ่มต้นที่ 1.69 ล้านบาท ตั้งอยู่บนถนนราชพฤกษ์ ใกล้ๆ จุดตัดระหว่างถนนราชพฤกษ์กับถนนเทอดไทฝั่งเข้าเมือง

โครงการแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งช็อปปิ้ง โรงพยาบาล สถานที่สำคัญ อาทิ เดอะมอลล์ ท่าพระ ซีคอน บางแค ไอคอนสยาม ตลาดเสนีย์ ตลาดพลู ตลาดเดินเล่น สาขาท่าพระ โรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนอัสสัมชัญ โรงพยาบาลพญาไท 3 โรงพยาบาลบางไผ่ และ โรงพยาบาลศิริราช เป็นต้น

นอกจากนี้ โครงการได้ออกแบบ เพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยในแบบ New Normal ตั้งแต่เรื่องของพื้นที่เปิดโล่ง พื้นที่สีเขียว แต่ก็มีพื้นที่ที่มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น รวมถึงการจัดว่าง Lay Out ต่างๆ เพื่อการเว้นระยะห่าง และลดการสัมผัส (Touchless) ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้เกิดความมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็น Face Scan และประตูอัตโนมัติ เมื่อเข้าสู่โซนพักอาศัย โดยไม่ต้องสัมผัสคีย์การ์ด หรือสแกนนิ้ว

ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มช่องทางเข้าสู่อาคารได้หลากหลายจุด เพื่อลดความแออัดของการเข้าออกอาคารเพียงจุดเดียว แต่ก็ยังคำนึงถึงระบบความปลอดภัยด้วยการมีระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ระบบกล้อง CCTV และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมการจัดให้มี Delivery Drop Off จุดพักรับ-ส่งบริการ Delivery แยกเป็นสัดส่วนจากโซนพักอาศัย ตอบโจทย์การสั่งสินค้าออนไลน์ในช่วงที่ยังต้องระมัดระวังในเรื่องสุขภาพ

ที่สำคัญคือจัดพื้นที่ส่วนกลางแบบแยกส่วน เป็น 3 ส่วนกระจายตัวโดยรอบโครงการ เพื่อลดความแออัดในการใช้งานเพียงพื้นที่เดียว เพิ่มความเป็นส่วนตัวในการใช้งานมากขึ้น โดยแยกเป็น 3 ชั้นหลัก ซึ่งในแต่ละชั้นก็มีพื้นที่ย่อยๆ แยกการใช้งานได้อย่างลงตัว

ll
lll
llll

ส่วนแรกอยู่บริเวณชั้น 1 ส่วนนี้ถูกจัดให้เป็น Lobby, Community Area ซึ่งมีลักษณะแบบห้องประชุม เชื่อมโยงกับ Lobby และพื้นที่ต้อนรับด้านหน้า

ส่วนที่สองอยู่บริเวณชั้น 6 เป็น สระว่ายน้ำ Infinity Edge เป็นสระน้ำระบบเกลือ แยกสระผู้ใหญ่ และสระเด็ก มี Jacuzzi เพิ่มความผ่อนคลาย และในโซนนี้มีพื้นที่บริการ Fitness, Sauna, Game Room, Greenery และ Natural Green

ส่วนสุดท้ายอยู่บริเวณชั้น 33 เป็น Roof Garden, Relaxing Area, Relaxing Terrace, Sky Lounge

สำหรับห้องที่จะเปิดขายมีให้เลือกตั้งแต่ 29-103.5 ตารางเมตร แบ่งเป็น

  • ขนาด 1 ห้องนอน 29 ตารางเมตร 1 แบบ
  • ขนาด 1 ห้องนอน 35 ตารางเมตร 6 แบบ
  • ขนาด 1 ห้องนอนพลัส 44.5 ตารางเมตร 1 แบบ
  • ขนาด 2 ห้องนอน 52 ตางราเมตร 54.5 ตารางเมตร 56 ตารางเมตร และ 65 ตารางเมตร
IMG_7214
IMG_7216
IMG_7226_01
IMG_7247
IMG_7257

โครงการศุภาลัย ลอฟท์ สาทร-ราชพฤกษ์ จะเปิด Pre-Sales อย่างเป็นทางการในวันที่ 11-12 กรกฏาคม 2563 ที่ Sales Gallery โครงการ โดยสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อรับส่วนลดได้ที่ https://www.supalai.com/reg/loft_sathornratchaphruk/ สอบถามข้อมูลโทร. 1720 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.supalai.com

1A1
1B1
1C1
1C2
1D1
1D2
1E1
2A1
2B1
2B2
2B3
2C1
PA1

 


Warapong Pankaew29 มีนาคม 2020
AP-x-BC-LIFE-Ladprao-Presentation-page-0371-1280x595.jpg

1min3100

ห้าแยกลาดพร้าวเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิคอนโดที่ร้อนระอุมานาน เพราะล้วนมีแต่บิ๊กเนมกับบิ๊กโปรเจ็กต์ที่ปักหลักกรำศึกอยู่ในทำเลนี้ด้วยกันหลายเจ้า อย่างล่าสุด 2 รายใหญ่ ค่ายเอพี ไทยแลนด์ และ แสนสิริ ต่างขยับตัวทำกิจกรรมการตลาดกันอย่างหนักหน่วง แม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสร้ายโควิด-19 ก็ตาม

ในตอนแรก มาดูกันก่อนว่า ห้าแยกลาดพร้าวมีดีแค่ไหน ถึงได้เป็นหนึ่งในทำเลยอดนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการซื้ออยู่อาศัยและการลงทุนคอนโดมิเนียมสำหรับวันนี้และในอนาคต เรามีข้อมูลจากทั้ง 2 บิ๊กอสังหาฯมาฝากกัน

ขยล ตันติชาติวัฒน์ ผู้อำนวยการ บริษัท บางกอกซิตี้สมาร์ท จำกัด หรือ บีซี บริษัทในเครือเอพี ไทยแลนด์ ได้วิเคราะห์ศักยภาพของทำเลห้าแยกลาดพร้าวเอาไว้ว่า ทำเลลาดพร้าวถือเป็นทำเลแห่งอนาคตอย่างแท้จริง ด้วย 5 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย

  1. การเป็นศูนย์กลางของการเดินทางและระบบขนส่งมวลชน นอกจากการเป็นจุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าสายสีเขียว(บีทีเอส) และรถไฟใต้ดินสายน้ำเงิน(MRT) แล้ว ยังอยู่ไม่ไกลจากสถานีกลางบางซื่อ ศูนย์กลางสายรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนที่กำลังจะสร้างเสร็จในปี 2564 ซึ่งถือเป็นเสมือนตัวผลักดันให้พื้นที่โดยรอบ เกิดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง
  2. การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ ที่มีความพร้อมของพื้นที่อาคารสำนักงานเกรดเอและบีครอบคลุมกว่า 3 แสนตารางเมตร และเมื่อสถานีกลางบางซื่อสร้างเสร็จจะเกิดพื้นที่อาคารสำนักงานพิ่มอีกกว่า 1 แสนตารางเมตร และคาดว่าจะมีพนักงานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวมกว่า 40,000 คน ทำให้มีผู้สนใจลงทุนในย่านนี้จำนวนมาก
  3. ศูนย์กลางของสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย โดยเฉพาะศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าวที่มีผู้ใช้บริการมากกว่า 150,000 คน/วัน
  4. มีพื้นที่สีเขียวที่เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ถึง 3 แห่งเป็นปอดของกรุงเทพฯ โดยเมื่อนับพื้นที่รวมกันถึง 700 ไร่ หรือ 1.12 ล้านตารางเมตร
  5. ที่สำคัญทำเลลาดพร้าวยังถูกยกให้เป็นทำเลแห่งโอกาสของตลาดคอนโดมิเนียมในแพ็คเกจราคาที่คุ้มค่า จับต้องและต่อยอดได้ทั้งลูกค้าเรียลดีมานด์และกลุ่มนักลงทุน

จากข้อมูลจากบิ๊กดาต้าของบีซีย้อนหลังไป 5 ปี พบการเปิดตัวของคอนโดติดถนนพหลโยธิน ตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินพหลโยธิน-สถานีรถไฟฟ้ารัชโยธิน มีทั้งสิ้น 11 โครงการ จำนวน 8,263 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 145,000 บาท/ตร.ม.และ มียอดขายรวมแล้วกว่า 74%

เอพี คอนโด ลาดพร้าว
เอพี คอนโด ลาดพร้าว

และหากเจาะข้อมูลดีมานด์ในแต่ละสถานีจะพบว่า สถานีที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ สถานีบีทีเอสห้าแยกลาดพร้าวที่มีอัตราการตอบรับที่ดีที่สุด โดยมียอดขายรวมกว่า 82% มียูนิตคงเหลือขายประมาณ 490 ยูนิตเท่านั้น เพราะเป็นทำเลที่ดีที่สุดเปรียบเสมือนศูนย์กลางของย่าน

ขณะที่คอนโดมิเนียมในกลุ่มสินค้ารีเซลก็พบการปรับตัวของราคาขึ้นมาปีละประมาณ 8% นอกจากนี้ ผู้ซื้อที่ต้องการลงทุนในการปล่อยเช่าและขายต่อให้ความสนใจในตลาดโซนนี้ไม่แพ้กัน เพราะผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าระยะยาว (Rental Yield) อยู่ที่ประมาณ 4-5% ต่อปี

เอพี คอนโด ลาดพร้าว
เอพี คอนโด ลาดพร้าว

มาดูข้อมูลทางฝั่งแสนสิริกันบ้าง สุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บริษัทในเครือแสนสิริ ให้ข้อมูลว่า

  • ราคาที่ดินในบริเวณ BTS ห้าแยกลาดพร้าว มีการปรับตัวขึ้นถึง 10% ต่อปี โดยมีราคาขายอยู่ที่ 6.2 แสนบาท/ตารางวา คาดว่าราคาที่ดินจะขยับขึ้นไปอีกจากความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต
พลัส คอนโด ลาดพร้าว
พลัส คอนโด ลาดพร้าว
  • ขณะที่ราคาเฉลี่ยของคอนโดในย่านนี้อยู่ที่ 1.25 แสนบาทต่อตารางเมตร ลดลงประมาณ 5% ซึ่งเป็นการปรับตัวของผู้ประกอบการในหาจุดสมดุลของตลาดในช่วงที่ผ่านมา
  • ในส่วนของภาพตลาดการขายคอนโดมิเนียม ในทำเลพหลโยธิน-ลาดพร้าว มียอดขายเฉลี่ยในปี 2562 อยู่ที่ 57% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาพรวมพื้นที่กรุงเทพฯอยู่ที่ 42% โดยเซ็กเมนต์ที่ได้รับความสนใจจะเป็นกลุ่มคอนโดในระดับราคา 80,000 -130,000 บาทต่อตร.ม. หรือห้องชุดราคา 3-4 ล้านบาท ที่มียอดตอบรับสูงถึง 60%
  • ด้านผลตอบแทนการลงทุน พบว่า มีผลตอบแทนการขายต่อ (Capital Gain) 4% และผลตอบแทนการปล่อยเช่า (Rental Yield) 5% ต่อปี จึงเป็นทำเลที่เหมาะกับทั้งเรียลดีมานด์และการลงทุนในระยะยาว
พลัส คอนโด ลาดพร้าว
Document-page-006
พลัส คอนโด ลาดพร้าว

สรุปก็คือ ทำเลห้าแยกลาดพร้าว เป็นทำเลที่ถือว่ามีศักยภาพสูง เหมาะทั้งการอยู่อาศัยและลงทุน แม้ข้อมูลบางอย่างของทั้ง 2 บริษัทจะไม่ตรงกันซะทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคาเฉลี่ย อัตราการขาย และ Capital Gain แต่ก็ขึ้นอยู่กับฐานของมูล และพื้นที่ในการจัดเก็บของแต่ละค่าย แต่ภาพรวมๆ ก็คือ ห้าแยกลาดพร้าวเป็นทำเลที่ดีมีอนาคตสดใสรออยู่ แต่จะดีมากหรือดีน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดในปัจจุบันและอนาคตด้วยเช่นกัน

อ่านต่อ 2 บิ๊ก แสนสิริ-เอพี เปิดศึกระลอกใหม่ ห้าแยกลาดพร้าว

 


Warapong Pankaew29 มีนาคม 2020
-เอพี.png

2min3230

ทำเลห้าแยกลาดพร้าวหนึ่งในทำเลคอนโดที่มีการแข่งขันดุเดือดมาโดยตลอด เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่ทำให้ห้าแยกลาดพร้าวและพื้นที่ต่อเนื่อง จะเป็นหนึ่งในทำเลศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ในอนาคต จึงไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายแต่อย่างใด ที่จะมีโครงการเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะบิ๊กเนมหลายรายที่ปักหลังลงทุนในย่านนี้ อ่านเพิ่มเติม ส่องศักยภาพทำเลห้าแยกลาดพร้าว

ล่าสุด 2 บิ๊กอสังหาฯ แสนสิริ และ เอพี ไทยแลนด์ เปิดศึกชิงเค้กทำเลห้าแยกลาดพร้าวระลอกใหม่ ด้วยการจัดกิจกรรมการตลาดดันยอดขาย แม้ว่าสถานการณ์จะไม่เอื้ออำนวยจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ก็ได้ปรับกลยุทธ์ทำตลาดผ่านระบบออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่ไม่สามารถมาที่โครงการได้

มาดูที่โครงการของเอพี ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีโครงการในย่านนี้ 2 โครงการ นั่นก็คือ LIFE ลาดพร้าว และ LIFE ลาดพร้าว วัลเลย์ มูลค่ารวมกัน 1.4 หมื่นล้านบาท และยังมีแผนจะเปิดโครงการ LIFE ลาดพร้าว-จัตุจักร ในปีนี้อีก 1 โครงการ มูลค่า 2,100 ล้านบาท เรียกได้ว่าช่ำช่อง และรู้ใจลูกค้าในทำเลนี้เป็นอย่างดี

วันนี้ โครงการ LIFE ลาดพร้าว สร้างเสร็จเป็นคอนโดพร้อมอยู่และพร้อมโอน โดยยังมียูนิตเหลือขายอีก 5 % เอพี จึงจัดกิจกรรมการตลาดอีกรอบ เพื่อเตรียมสำหรับลูกค้าที่กำลังจะโอนและรีเซล รวมถึงปล่อยของกับคอนโดพร้อมอยู่ที่ยังเหลืออยู่อีกประมาณ 80 ยูนิต

LIFE ลาดพร้าว เป็นคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ อยู่บนทำเลเพียง 1 ก้าวจากบีทีเอสห้าแยกลาดพร้าว เป็นคอนโดที่เอพีพัฒนาขึ้น เพื่อตอบโจทย์อินไซต์ของลูกค้าในกลุ่ม Adaptive Generation เป็นคนเมืองรุ่นใหม่วัยทำงานที่มีเป้าหมายในการใช้ชีวิต ที่จัดเต็มทั้งการทำงานและชีวิตส่วนตัว

โดยมีจุดเด่นหลักๆ เช่น การจัดสเปซสำหรับประสบการณ์การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ (Creative Solutions) ผ่านพื้นที่ส่วนกลางที่ผสานเทคโนโลยี รองรับการใช้งานที่ปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย เชื่อมต่อโลกดิจิตอลได้อย่างไม่สะดุด รองรับทั้งการพักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัว พร้อมทั้งรองรับเทรนด์การทำงานที่บ้าน (Work from Home) อาทิ

เอพี LIFE LADPRAO  คอนโด
เอพี LIFE LADPRAO Iconic Lobby
เอพี LIFE LADPRAO Intelligent Co-Thinking Space
  • Iconic Lobby ที่มีการติดตั้ง Sound Dome และ USB Charger System ให้ใช้งานได้ทั้งการนั่งฟังเพลงหรือนัดประชุม Conference Call
  • Intelligent Co-Thinking Space สเปซรองรับการประชุมอย่างเป็นทางการ ด้วยระบบ Digital Touch Panel ควบคุมการเชื่อมต่อระบบจอทีวี ระบบไฟ ระดับเสียง ม่าน และอุณหภูมิในห้อง
  • Sky Social Club การทำงานในออฟฟิศชิดขอบฟ้าบนชั้น Rooftop เพิ่มสีสันและความครีเอทีฟให้การทำงานไม่ซ้ำซากจำเจ
  • Panoramic Health Club แบบ 24 ชั่วโมง ที่จะเข้ามาเติมเต็มไลฟ์สไตล์การออกกำลังกายพร้อมวิวเมืองของลาดพร้าว
เอพี LIFE LADPRAO Sky Social Club 02
เอพี LIFE LADPRAO 24 Hour Panoramic Health Club
เอพี LIFE LADPRAO Cocoon Space

การพัฒนาที่อยู่อาศัยควบคู่พื้นที่สีเขียวสำหรับอนาคต (Green Design Approach) ที่ผสานพื้นที่ธรรมชาติ สายน้ำและต้นไม้ใหญ่นานาพันธุ์อย่างลงตัว อาทิ The Evergreen Path ทางเดินเข้าสู่โครงการใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่และพันธุ์ไม้หลากหลายสายพันธุ์ พร้อมทั้งมุมสวนแบบเอาท์ดอร์ที่มีสเปซฟังก์ชั่นรองรับทั้งการพักผ่อนและการทำงานในร่มเงาของธรรมชาติ

สำหรับ LIFE ลาดพร้าว มีมูลค่าโครงการ 8,000 ล้านบาท มีจำนวนยูนิตรวม 1,615 ยูนิต โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ประกอบด้วย อาคารที่พักอาศัยจำนวน 2 อาคาร สูง 45 ชั้นและ 46 ชั้น จำนวน 1,615 ยูนิต ขนาดพื้นที่ใช้สอยมีตั้งแต่ห้องสตูดิโอ ขนาด 26–29 ตารางเมตร ห้องชุด 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 35 ตารางเมตร และห้องชุด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาด 48.5–75 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 4.59 ล้านบาท หรือ 131,000 บาท/ตร.ม.

คราวนี้มาที่โครงการแสนสิริ นั่นก็คือ โครงการ เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค เป็นคอนโดที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และล่าสุดได้จัดกิจกรรมเปิดจอง Pre-Sale ในรูปแบบออนไลน์แบบเรียลไทม์ 24 ชม.

เดอะไลน์ พหลโยธิน พาร์ค เป็นหนึ่งในโครงการร่วมทุนระหว่างแสนสิริ และ บีทีเอส กรุ๊ป ซึ่งจริงๆ เป็นโครงการเก่าของแนเชอรัล พาร์ค ที่ซื้อมารื้อพัฒนาใหม่ภายใต้แนวคิด “Green Condominium” ซึ่งถือเป็นจุดขายหลักของเดอะไลน์ พหลโยธิน พาร์ค ที่มีสวนสีเขียวบนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 8 ไร่ (เป็นที่สวนกลางร่วมกับโครงการอื่นๆ ของแสนสิริที่อยู่บนพื้นที่เดียวกัน)โครงการอยู่ห่าง 300 เมตร จากสถานีห้าแยกลาดพร้าว

เดอะไลน์ ลาดพร้าว แสนสิริ
เดอะไลน์ ลาดพร้าว แสนสิริ

แนวคิดหลักของเดอะไลน์ พหลโยธิน พาร์ค จึงเป็นเรื่องของการใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม ที่ครอบคลุมถึง 4 ด้าน ได้แก่

  1. Green Innovation นำนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ภายในพื้นที่ส่วนกลาง เช่น Solar Rooftop
  2. Green Material ใช้วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น Earth Blox
  3. Green Residential Unit ออกแบบพื้นที่พักอาศัยที่ช่วยประหยัดพลังงาน และดีต่อคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย เช่น Well-Air
  4. Green ECO-Planting ปลูกพรรณไม้เพื่อดูดซับมลพิษและลดความร้อน คุ้มค่าทั้งการลงทุนและการอยู่อาศัย
เดอะไลน์ ลาดพร้าว แสนสิริ
เดอะไลน์ ลาดพร้าว แสนสิริ
เดอะไลน์ ลาดพร้าว แสนสิริ

นอกจากนี้จุดเด่นอีกข้อของเดอะไลน์ พหลโยธิน พาร์ค ก็คือ พื้นที่ส่วนกลาง Co-Sharing space มากถึง 3,000 ตารางเมตร มีทั้ง Co-Living Lounge, Co-Playing Space, Co-Cooking Studio และ Co-Working Space พร้อมสระว่ายน้ำฟิตเนส

เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค เนื้อที่ 2 ไร่ มูลค่าโครงการ 4,200 ล้านบาท เป็นคอนโดสูง 32 ชั้น จำนวน 880 ยูนิต ห้องชุด 1 ห้องนอน 31.75 – 41.25 ตร.ม. 2 ห้องนอน 58.75 – 79.5 ตร.ม. และดูเพล็กซ์ 79.50 – 82.25 ตร.ม. ราคาพิเศษในช่วงนี้เริ่มต้นที่ 2.89-7 ล้านบาท มีราคาเฉลี่ยที่ 1.3 แสนบาทต่อตร.ม. โดยได้ให้เปิดจองออนไลน์ 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งโปรโมชั่นจอง 1,999 บาท รับส่วนลดสูงสุด 400,000 บาท และ iPhone 11 Pro 1 เครื่องทุกยูนิต รวมถึงโปรโมชั่นพิเศษลุ้นรับส่วนลดสูงสุดถึง 1 ล้านบาท

ก็ถือว่ามีดีมีเด่นมีด้อยกันคนละแบบ ขึ้นอยู่กับว่าไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคลจะโดนใจกับแบรนด์ไหน ก็คงตัดสินใจได้ไม่ยาก 


Warapong Pankaew11 มีนาคม 2020
Bird-eye-view-1-1280x767.png

1min121

“รังสิต” คืออีกทำเลทองของจังหวัดปทุมธานี มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งชุมชนขนาดใหญ่หลายจุด เป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรม แหล่งช็อปปิง (Shopping) การคมนาคมสะดวก เชื่อมต่อถนนเส้นหลัก วิภาวดีรังสิต สรงประภา เชื่อมต่อทางด่วน ทั้งทางพิเศษอุดรรัถยา และทางยกระดับอุตราภิมุข และยังมีการพัฒนาระบบคมนาคมอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงโครงการรถไฟฟ้า สายสีแดง บางซื่อ-รังสิต-ธรรมศาสตร์ ที่คาดจะเปิดให้บริการได้ในปี 2564 ซึ่งพื้นที่รังสิตยังถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งเศรษฐกิจ อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองมหาวิทยาลัย ด้วยเพราะเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลังชื่อดังของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยรังสิต

นอกจากนี้ ในอนาคตยังมีโครงการใหญ่ๆ ที่จะเกิดในพื้นที่รังสิตอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของบิ๊กค้าปลีกอย่างกลุ่มเซ็นทรัล ฯลฯ

เหล่านี้คือปัจจัยทำให้เกิดการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างไม่หยุดนิ่ง ซึ่งก็รวมถึงบริษัท แคปปิตอล จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ที่ล่าสุดได้ปักหมุดคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ใกล้ๆกับมหาวิทยาลัยรังสิตภายใต้ชื่อโครงการ มอนเต้ รังสิต  เพราะมั่นใจในศักยภาพของทำเลที่ยังมีดีมานด์ และเป็นทำเลที่ยังไม่มีปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย… ที่สำคัญยังเป็นคอนโดฯโครงการเดียวที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยรังสิตที่สุด!

นายชัยรัตน์ พิรุฬหพัสต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แคปปิตอล จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กล่าวว่า แม้ภาพโดยรวมตลาดที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมในปี 2563 จะไม่ดี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Luxury ระดับราคาตั้งแต่ 1.5 แสนบาทต่อตารางเมตร(ตร.ม.)ขึ้นไป ที่พบว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีสินค้ากลุ่มนี้ออกมาสู่ตลาดค่อนข้างมากและเป็นทำเลที่อยู่ในเมือง

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มคนไทยที่มีเงินมีกำลังซื้อที่พร้อมจะซื้อในระดับราคาขายไม่เกิน 1 แสนบาทต่อตารางเมตร(ตร.ม.) ซึ่งเชื่อว่าตลาดกลุ่มนี้ยังไปได้ เพียงแต่ผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินจะต้องเลือกทำเลให้ถูกจุดตรงกับความต้องการของตลาดผู้บริโภค

สำหรับการเปิดตัวโครงการมอนเต้ รังสิต มีราคาขายเฉลี่ยต่อตร.ม.อยู่ที่ 60,000 บาท ราคาเริ่มต้น 1-1.5 ล้านบาท ทำเลใกล้รถไฟฟ้าสถานีหลักหก และมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และเป็นโครงการ RARE PROJECT ในย่านนี้ ที่จัดเต็มด้วย Facilities พร้อมทั้ง Design ที่เอาใจวัยรุ่นและคนทำงาน ออกแบบฟังก์ชั่นการใช้สอยในห้องได้ลงตัว ในราคาที่จับต้องได้ทุกเพศทุกวัย เหมาะกับการอยู่เอง และเหมาะกับการลงทุน โดยได้แบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้

  • กลุ่มลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่หรือ Local demand ประมาณ 50% เช่น นักศึกษา กลุ่มผู้ปกครอง กลุ่มผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ หรือทำงานในย่านรังสิต,เมืองเอก, สรงประภา และแจ้งวัฒนะ เป็นต้น
  • กลุ่มผู้ประกอบการเจ้าของอพาร์ตเมนต์ในพื้นที่ใกล้เคียง เจ้าของธุริจขนาดใหญ่และเล็กประมาณ 20%
  • กลุ่มนักลงทุน (Investors) ที่แท้จริงที่ชอบลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ที่ต้องการย้ายเงินลงทุนจากการลงทุนอื่นๆ เช่น จากพันธบัตร จากตลาดหุ้น ฯลฯ มาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงนักลงทุนหน้าใหม่ประมาณ 30%
คอนโด
คอนโด
สระว่ายน้ำ ส่วนกลาง คอนโด

 

“ เรามั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด เพราะโครงการมอนเต้ รังสิต มีจุดเด่นใน Location ที่รายล้อมไปด้วยทุกไลฟ์สไตล์ ที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยในช่วง Gen Y-Z อายุ 18-35 ปี ลงตัวทุกการใช้ชีวิต รวมถึงการมี Facilities และ ฟังก์ชั่นห้องที่ลงตัว” นายชัยรัตน์ กล่าว พร้อมกับย้ำว่าโครงการมอนเต้ รังสิตเป็นคอนโดที่เพิ่มค่าในอนาคตแน่นอน เพราะข้อจำกัดของผังเมืองฉบับใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน FAR 2-3 เท่า ขึ้นตึกสูงแทบไม่ได้

ด้วยเหตุผลดังกล่าวประกอบกับจุดเด่นต่างๆ ของโครงการเชื่อว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี ทั้ง Capital gain กำไรที่ได้จากการขาย และ Rental yield จากการปล่อยเช่า โดยคาดว่าจะได้มากถึง 5-7% อัตราค่าเช่าประมาณ 7,000-12,000 บาทต่อเดือน

สำหรับโครงการ มอนเต้ รังสิต พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ “Pround to live .. Pround to be Iconic” กล้าที่จะแตกต่าง สะท้อนทุกด้านที่เป็นคุณ ผสานทุกความแปลกใหม่ไปพร้อมกับคอนโดเพิ่มค่าในอนาคตด้วยจุดเด่นต่างๆ ดังนี้

1. Landmark แห่งใหม่ของรังสิต กับคอนโดแห่งแรกที่ใกล้มหาวิทยาลัยรังสิต เมืองทองธานี และสนามบินดอนเมือง

2. เอกลักษณ์ที่โดดเด่น ด้วย Design ล้ำสมัยภายใต้คอนเซ็ปต์ “ Pround to live .. Pround to be Iconic”

3. Smart Facilities รองรับทุกไลฟ์สไตล์ สาหรับคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

4. Smart Design ด้วย Function ห้องที่มีให้เลือกอย่างอิสระในแบบ Fully Furnished ทุกยูนิต

ตกแต่ง สเปซ ส่วนกลาง
ตกแต่ง โค เวิร์กกิ้ง สเปซ ส่วนกลาง
ตกแต่ง โค เวิร์กกิ้ง สเปซ ส่วนกลาง

โครงการตั้งอยู่บนเนื้อที่ 3 ไร่กว่า พัฒาเป็นคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น 566 ยูนิต (รวมห้องพักเพื่อการพาณิชย์ 1 ยูนิต) ราคาขายเฉลี่ย 60,000 บาท/ตร.ม. หรือราคาเริ่มต้นประมาณ 1-1.5 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท

โครงการประกอบด้วย 3 อาคาร อาคาร A จำนวน 210 ยูนิต อาคาร B จำนวน 224 ยูนิต อาคาร C จำนวน 132 ยูนิต มีห้องชุด 3 แบบให้เลือก ดังนี้ แบบ Studio Suited ขนาด 22 ตารางเมตร จำนวน 82 ยูนิต แบบ 1 Bedroom Extra Bedroom Extra ขนาด 25 -26 ตารางเมตร จำนวน343 ยูนิต และแบบ1 Bedroom Exclusive ขนาด 29 ตารางเมตร จำนวน 140 ยูนิต

ตกแต่ง
ตกแต่ง
ตกแต่ง
ตกแต่ง
ตกแต่ง ห้องนอน

ส่วนที่จอดรถสามารถจอดได้ 181 คัน (จอดซ้อนคัน 48 คัน ) คิดเป็น 42% และมีที่จอดรถจักรยานยนต์รองรับอีกด้วย ในส่วนของ Facilities ก็มีให้ครบครัน ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดผู้บริโภคเป้าหมาย รองรับไลฟ์สไตล์ของนักศึกษา มีทั้ง Co-working space / Meeting Studio รองรับการเรียนรู้และความชิลล์ ห้อง GYM ดีไซน์ทันสมัย Game Zone และ Mini theater ที่แทบจะไม่ต้องออกไปทำกิจกรรมที่ไหนอีกแล้ว ที่สำคัญ ก็คือ ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

โครงการ มอนเต้ รังสิต เริ่มเปิดขายในเดือนมีนาคม 2563 คาดว่าจะเริ่มก่อสร้าง ไตรมาสที่ 2 ปี 2564 กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จไตรมาสที่ 3 ปี 2565 (ปัจจุบันอยู่ระหว่างยื่นขอ EIA )


Warapong Pankaew11 มีนาคม 2020
Lalin-Le-Corbusier_4-re-1280x854.jpg

1min1300

“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘เลอ กอร์บูซีเย สถาปนิกผู้ทรงอิทธิพลแห่งศตวรรษที่ 20 ออกแบบบ้านดีไซน์ใหม่ Modern Geometry บ้านต้องตอบสนองการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง

หลังจากที่ “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ได้นำเสนอแบบบ้านและทาวน์โฮม ออกสู่ตลาดและได้พัฒนารูปแบบมาอย่างต่อเนื่องล่าสุดพบว่าแนวคิดในการออกแบบของ “เลอ กอร์บูซีเย” เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดในปี 2020 มากที่สุด คือ บ้านควรเป็นสิ่งที่ตอบสนองต่อประโยชน์การใช้สอยอย่างแท้จริง

Lalin Le Corbusier ลลิล ทาวน์เฮ้าส์
Lalin Le Corbusier_ลลิล ตกแต่ง
Lalin Le Corbusier ลลิล ตกแต่ง

“ฟังก์ชั่นหรือการใช้งาน” เป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบบ้าน บ้านแต่ละหลังจึงควรสร้างขึ้นจากชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ของตัวเอง เช่น มีแสงส่องผ่านเพื่อสุขอนามัย มีพื้นที่เพียงพอต่อไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย และใช้วัสดุที่เรียบง่ายแต่ดูโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้นำทฏษฎี Le Modulor หรือหลักความสอดคล้องของสัดส่วนมนุษย์ (Human Scale) เพื่อกำหนดสเกลของสิ่งต่างๆ ในงานสถาปัตยกรรมมาประยุกต์ให้เกิดการออกแบบบ้าน ให้มีความพอดี ตั้งแต่ขนาดของบ้านที่เหมาะสมกับผู้อยู่อาศัย ระยะการหยิบจับสิ่งของ หรือการวางตำแหน่งของเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน ไปจนถึงการกำหนดสัดส่วนของพื้นที่เพื่อให้เกิดฟังก์ชั่นที่ตอบวัตถุประสงค์การใช้งานของสถานที่นั้นและการอยู่ร่วมกันภายในบ้าน

Lalin Le Corbusier_ลลิล ห้องนอน
Lalin Le Corbusier ลลิล ตกแต่ง
Lalin Le Corbusier ลลิล ตกแต่ง บันได

ซึ่งในปีนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้ปรับแบบบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮมให้มีดีไซน์ที่ทันสมัยและแตกต่างจากโครงการอื่นๆ โดยใช้นำทฏษฎี Le Modulor มาผสานดีไซน์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ มีเนื้อที่ใช้สอยให้เลือกหลายขนาด เหมาะแก่การอยู่อาศัยของครอบครัวขนาดกลาง ไปจนถึงครอบครัวขนาดใหญ่ และนำแบบบ้านใหม่นี้มาใช้กับ 2 โครงการคือ โครงการลลิล ทาวน์ แลนซีโอ คริป ราคาเริ่มต้นที่ 2 ล้านบาท และโครงการไลโอ บลิสซ์ ราคาเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาทขึ้นไป


Warapong Pankaew4 กุมภาพันธ์ 2020
6-1-1280x426.jpg

1min1040

เอพี (ไทยแลนด์) ฟื้นบรรยากาศ “ลักชัวรี่คอนโดมิเนียม วิวโค้งน้ำเจ้าพระยา” อีกครั้ง หลังจากที่ทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยาหายากขึ้นทุกวัน ด้วยการเปิดตัวโครงการ “RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน” คอนโดมิเนียมสุดหรือสูง 44 ชั้น และอาคารพาวิลเลี่ยน จำนวน 421 ยูนิต โครงการนี้เกิดขึ้นภายใต้การร่วมทุนระหว่างเอพี(ไทยแลนด์) และพันธมิตรญี่ปุ่น มิตซูบิชิ เอสเตท เรสซิเดนซ์ (บริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป)

ความพิเศษของโครงการเริ่มตั้งแต่ทำเลที่ตั้งซึ่ง RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ บนทำเล ‘เจริญกรุง’ ที่ขนาบแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นทำเลเชื่อมต่อใจกลางเมืองย่าน CBD สาทร ศูนย์กลางธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ใกล้ย่านสถานศึกษา คือโรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน และประมาณ 100 เมตรจากโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ริเวอร์ไซด์ แคมปัส

ที่พิเศษที่สุดก็คือการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในของแต่ละยูนิต และการจัดพื้นที่ส่วนกลางด้วยการดีไซน์พื้นที่ส่วนกลางรูปแบบใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Luxury Gated Community “ให้ทุกชีวิตเติบโตไปพร้อมกันในสังคมที่เพียบพร้อมและปลอดภัย” ซึ่งทางเอพี (ไทยแลนด์) ย้ำว่า เป็นครั้งแรกกับการดีไซน์ทุกตารางเมตรของพื้นที่ส่วนกลางซึ่งมีมากกว่า 3.5 ไร่ ให้ตอบสนองความต้องการและการใช้ชีวิตร่วมกันของทุกเจเนอเรชั่นรองรับทุกความต้องการที่แตกต่างของผู้อยู่อาศัย ทั้งมิติความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และพื้นที่ทุกตารางนิ้วพร้อมต่อยอดพัฒนาการการเติบโตของเด็กยุคอัลฟ่า

เอพี ส่วนกลาง คอนโด
ส่วนกลาง ตกแต่ง
ตกแต่ง ห้องนอน

RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน ได้ออกแบบและกับคอร์ทพื้นที่สีเขียวขนาดย่อม เพื่อจัดเป็นมุมพักผ่อนส่วนตัวของครอบครัวก่อนเชื่อมต่อเข้าสู่เซ็นเตอร์พีชของโครงการ นั่นคืออาคารพาวิลเลี่ยนกระจกใสขนาดใหญ่ 3 อาคาร โดยแบ่งส่วนพื้นที่การใช้งานทั้งแบบครอบครัวและมุมส่วนตัวได้อย่างลงตัว ด้วย Study Pavillion สเปซ รองรับกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งแบบตัวต่อตัวหรือแบบกลุ่ม จัดพื้นที่ Social Pavillion สเปซสำหรับการนัดพบปะสังสรรค์หรือปาร์ตี้ พร้อมแยกส่วน Pantry สำหรับเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม และ Reading Pavillion เพื่อสำหรับนัดพูดคุยธุรกิจสำคัญ

เอพี คอนโด Luxury Gated Community ส่วนกลาง
ส่วนกลาง ตกแต่ง
เอพี ส่วนกลาง คอนโด ฟิตเนส

 

โดยอาคารพาวิลเลี่ยนกระจกใส จะเน้นการดีไซน์สู่มุมมองแบบเปิดโล่ง สู่มุมมองที่ถูกโอบล้อมด้วยพื้นที่สีเขียว พร้อมพื้นที่เล่นของเด็ก (Free Play Area) พร้อมออกแบบให้เด็กๆ วิ่งเล่นได้อย่างอิสระใต้ต้นจามจุรี ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ที่ให้สัมผัสได้ถึงความเย็นสบายและร่มรื่น พร้อมทั้งยังดีไซน์ทางเดินพิเศษ (Path Way) สำหรับเชื่อมต่อตรงสู่ตัวอาคารพักอาศัย มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าพร้อมความเป็นส่วนตัวสูงสุด

ในส่วนของอาคารพักอาศัย RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน ออกแบบสถาปัตยกรรมสไตล์มินิมอลคลาสสิก เน้นความเรียบง่ายแต่หรูหรา โดยมีขนาดห้องชุดเริ่มต้นที่ 35 ตร.ม. 1 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท


Warapong Pankaew19 ตุลาคม 2019
FRONT_VIEW_FINAL-1280x914.jpg

2min3050

แสนสิริ เปิดตัว เดอะ เบส เพชรบุรี-ทองหล่อ ด้วยราคาสุดเซอร์ไพรส์เริ่มต้นที่ 2.69 ล้านบาท เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น และด้วยเหตุผลของทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่บนถนนสายหลัก และระบบขนส่งมวลชนที่อยู่ใกล้เคียงโดยเฉพาะย่านทองหล่อซึ่งห่างจากโครงการเพียง 400 เมตร ดันให้โครงการ เดอะ เบส เพชรบุรี-ทองหล่อ น่าจับตามองทั้งในแง่ของการอยู่อาศัยและการลงทุน

องอาจ

“ปัจจุบันคอนโดมิเนียมในระดับราคาที่ไม่สูงมากอย่างคอนโดมิเนียมเซ็กเมนต์ C และ D ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่เรามองเห็นศักยภาพ โดยเฉพาะบนพื้นที่ชุมชนที่เป็นทำเลของผู้อยู่อาศัยจริง โดยกลุ่มลูกค้ายังคงเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ในการซื้อคอนโดเพื่อสะท้อนความสำเร็จในฐานะของบ้านหลังแรก” องอาจ สุวรรณกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าว

ด้านอุปสงค์ของคอนโดมิเนียมที่พักอาศัยในบริเวณถนนเพชรบุรีมีอัตราเพิ่มขึ้นสูงขึ้นโดยเฉลี่ยสูงถึงปีละ 4.5% ขณะที่คอนโดมิเนียมโครงการใหม่ๆในย่านนี้ที่ปัจจุบันมีเพียง 5,000 ยูนิต

ส่วนราคาที่ดินก็เติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2556 ราคาที่ดินซื้อขายกันอยู่ที่ตารางวาละ 300,000 บาท และในปี 2562 เพิ่มขึ้นมาเป็นตารางวาละ 600,000 บาท หรือโดยราคาที่ดินเฉลี่ยบริเวณถนนเพชรบุรีมีอัตราสูงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10%

ส่วนราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมในทำเลนี้มีปรับเพิ่มจากราคาเฉลี่ยจากราคาตารางเมตรละประมาณ 90,000 บาท ในปี 2558 เพิ่มมาอยู่ที่ 120,000 บาท/ตารางเมตร ในปี 2562 หรือเติบโตประมาณ 33% โดย Capital Gain ของย่านเพชรบุรีเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6% ต่อปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนที่ได้จากการปล่อยเช่าเฉลี่ยในบริเวณถนนเพชรบุรีหรือ Rental Yield อยู่ที่ 6% ต่อปี โดยมีราคาปล่อยเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 500-800 บาท/ตร.ม.

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้โครงการ “เดอะ เบส เพชรบุรี-ทองหล่อ” ได้รับความสนใจทั้งจากผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและซื้อเพื่อการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมา คอนโด แบรนด์ เดอะ เบส จะมีราคาเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 5-8% ต่อปี

โครงการเดอะ เบส เพชรบุรี-ทองหล่อ เป็นอาคารที่พักอาศัย 36 ชั้น 496 ยูนิต บนพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ด้วยการออกแบบ Low Density ทำให้แต่ละชั้นถูกจำกัดจำนวนยูนิตไม่เกิน 17 ยูนิต โดยมีประเภทห้องให้ตั้งแต่ 27.25 – 61.25 ตร.ม. ภายในตัวโครงการเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกถึง 1 ไร่ครึ่ง รองรับการใช้ชีวิตแบบในเมือง อาทิ คลับเฮ้าส์แบบ Stylish Cafe ในรูปแบบเรือนกระจก รายล้อมด้วยสวนสวย, ร้านสะดวกซื้อ 24 ชม.

GF Garden-rv5
Lobby Hires 62-08-07
SWIMMING_POOL_FINAL

รวมถึง Creative Co-working Hub ที่ไม่รบกวนความเป็นส่วนตัวในพื้นที่อยู่อาศัย นอกจากนี้พื้นที่ส่วนกลางบริเวณชั้น 36 ยังได้จัดเตรียม Sky Lounge ให้ผู้อยู่อาศัยสามารถพักผ่อนหรือจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ส่วนตัวด้วย City View ได้ถึง 270 องศา พร้อม Sky Theater ห้องความบันเทิงเอนกประสงค์ ได้ในห้องเดียว นอกจากนี้ยังมี Roof Terrace พื้นที่พักผ่อนกลางแจ้งรายล้อมด้วยสวนสวยบนดาดฟ้าโครงการและ Backyard Garden พื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัวส่วนกลางที่ให้ผู้อยู่อาศัยสามารถปลูกและเก็บไปประกอบอาหารรับประทานได้

THE BASE Phetchaburi-Thonglor (5)
THE BASE Phetchaburi-Thonglor (3)
THE BASE Phetchaburi-Thonglor (4)

เดอะ เบส เพชรบุรี-ทองหล่อ จะเปิดพรีเซลระหว่างวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2562 ด้วยราคาโปรโมชั่นเริ่มต้นที่ 2.69 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตารางเมตรละ 98,000 บาท ถือเป็นโครงการใจกลางเมืองที่ราคาดีที่สุดตั้งแต่แสนสิริเคยมีมา นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นผ่อนดาวน์เริ่มต้นเพียงเดือนละ 3,999 บาท ทำให้หลายคนเริ่มอยากไปเยี่ยมชมห้องจัวอย่างกันบ้างแล้ว ซึ่งโครงการนี้มีกำหนดที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จ ในปี 2565

คอนโดปลายปี 62 น่าซื้อแค่ไหน?


Warapong Pankaew13 ตุลาคม 2019
1-1280x854.jpg

1min2850

เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ในการพัฒนาแฟล็กชิพลักชัวรีคอนโดมิเนียม LIFE ONE WIRELESS ภายใต้คอนเซ็ปต์การออกแบบ “Live a Splendid Life”

ก่อนที่จะเข้าถึงแนวคิดด้านการพัฒนา ขอเริ่มต้นด้วยเรื่อง ‘ถนนวิทยุ’ ก่อนเป็นลำดับแรก เพราะเส้นทางสายนี้เป็นถนนที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานซึ่งเชื่อว่าวันนี้พวกเราส่วนใหญ่ จะลืมเลือนกันไปแล้วว่าเป็นถนนที่พัฒนาขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ รัชกาลที่ 6 แห่งราชวงศ์จักรี เพื่อเชื่อมถนนเพลินจิต กับถนนพระราม 4 และด้วยสาเหตุที่ถนนสายนี้ตัดผ่านสถานีวิทยุแห่งแรกของประเทศไทย รัชกาลที่ 6 จึงพระราชทานนามถนนเส้นนี้ให้ว่า “ถนนวิทยุ”

ปัจจุบันถนนวิทยุ กลายเป็นทำเลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย เพราะในย่านนั้นถือเป็นแหล่งช็อปปิ้งระดับโลก เป็นที่ตั้งของโรงเรียน และอาคารสำนักงานเกรดเอบวก และที่สำคัญสามารถเชื่อมต่อถนนสายสำคัญ คือ ถนนสุขุมวิท เพชรบุรี พระราม 4 และสาทร ได้ถึง 4 เส้นทาง สะดวกทั้งการใช้รถยนต์ส่วนตัว และระบบขนส่งสาธารณะ

4
12
2

LIFE ONE WIRELESS ถูกพัฒนาขึ้นบนทำเลที่ดีที่สุด และมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ด้วยเหตุผลนี้เอง เอพี จึงตั้งใจออกแบบโครงการนี้ให้อยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่คงไว้ซึ่งเสน่ห์แห่งยุคทองของสยาม ผสานกับอิทธิพลวัฒนธรรมยุโรป ที่มีความหรูหรา คงเอกลักษณ์เฉพาะตัว พื้นที่กว่า 4 ไร่ ซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการถูกจัดวางผังให้เปิดรับมุมมองจากภายในสู่ภายนอก โดยจัดวางอาคารสูง 43 ชั้น ในรูปแบบของการบิดอาคารเป็นตัว Z เพื่อเปิดรับมุมมองความสวยงามของถนนวิทยุในทุกทิศได้อย่างเต็มที่ จึงไม่แปลกที่โครงการสูงระดับนี้จะมีจำนวนห้องชุด 1,344 ยูนิต

และเพื่อรองรับความต้องการใช้พื้นที่ของทุกไลฟ์สไตล์คนเมือง ขนาดพื้นที่ใช้สอยของห้องจึงมีให้เลือกหลายแบบ คือห้องสตูดิโอ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 24–28 ตารางเมตร ห้องชุด 1 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ใช้สอย 35-45 ตารางเมตร และ ห้องชุด 2 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ใช้สอย 63 ตารางเมตร ราคารีเซลเฉลี่ยประมาณ 179,000 บาท ต่อตารางเมตร

5
6

ความพิเศษนอกเหนือจากทำเลที่ตั้ง การออกแบบผังของแต่ละห้อง และ LIFE ONE WIRELESS ยังพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบรับทุกๆ ได้ทุกรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมือง

เริ่มตั้งแต่พื้นที่ส่วนต้อนรับขนาดใหญ่ หรือ Lobby ถูกออกแบบด้วยการดีไซน์สเปซที่รองรับแขกของผู้เป็นเจ้าของได้แตกต่างไปตามวาระที่แตกต่างกันไป มีให้เลือกทั้งพื้นที่ในส่วนของ Outdoor และ Indoor Lobby รวมถึงมีสวนสวยบนเนื้อที่กว่า 1 ไร่ ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่ที่ทางโครงการตั้งใจเก็บรักษาไว้กว่า 12 ต้น เพื่อดึงพื้นที่สีเขียวและธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งใน LIFE ONE WIRELESS

3
8
9

พร้อมเชื่อมต่อพื้นที่สีเขียวจากชั้นล่างขึ้นสู่ชั้น 10 กับ ‘Cascade Garden’ การผสานการพื้นที่สีเขียวเข้าสู่พื้นที่พักอาศัยอย่างไร้รอยต่อ และอีกหนึ่งไฮไลท์พิเศษกับสวนลอยฟ้าขนาดใหญ่บนชั้น 42 ‘High Garden Promenade’ ที่ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Amphitheater เปิดมุมมองของสวนด้วยพื้นที่ไล่ระดับแบบขั้นบันได พื้นที่ชั้น 43 ถูกจัดวางให้เป็นสระว่ายน้ำกลางกรุงเทพฯ อย่างแท้จริงด้วย ‘Dazzling Pool & Jacuzzi’ สระว่ายน้ำแบบเอ็กซ์คลูซีฟความยาว 35 เมตร

แฟล็กชิพลักชัวรี่คอนโดมิเนียม LIFE ONE WIRELESS มูลค่ากว่า 7,900 ล้านบาท พร้อมเปิดต้อนรับให้ร่วมสัมผัสประสบการณ์จริงแห่งที่สุดของสุนทรียะการใช้ชีวิตเหนือระดับใจกลางถนนวิทยุ ณ ที่ตั้งโครงการแล้ววันนี้ ลองแวะไปเยี่ยมชมกันนะครับ


Warapong Pankaew20 กันยายน 2019
Chambers-Onnut-station.png

2min4320

ฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย รายงานภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมรอบสถานีบีทีเอสอ่อนนุช ในครึ่งแรกปี 2562 โดยระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสถานีบีทีเอสอ่อนนุชเป็นอีกหนึ่งสถานีที่ผู้ประกอบการคอนโดมิเนียมให้ความสนใจและเข้าไปพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมเป็นจำนวนมาก โดยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมามีคอนโดมิเนียมเปิดขายในพื้นที่นี้แล้วกว่า 13,785 ยูนิต

จากความนิยมของการใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น รวมทั้งผู้ประกอบการต้องการเปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมในราคาที่ไม่แพงในพื้นที่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้ามากนัก พื้นที่รอบๆ สถานีรถไฟฟ้าที่ในอดีตยังเป็นสถานีปลายทางอย่างสถานีอ่อนนุชจึงเป็นที่สนใจของผู้ประกอบการโครงการคอนโดมิเนียม เพราะราคาที่ดินยังไม่แพงเกินไปสำหรับการพัฒนาคอนโดมิเนียมในราคาขายที่ต่ำกว่า 130,000 บาทต่อตารางเมตร

ผู้ประกอบการเริ่มเปิดโครงการมากขึ้นในปี 2551 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายมากกว่า 1,288 ยูนิต ทั้งในพื้นที่ติดถนนสุขุมวิทรอบๆ สถานีอ่อนนุช และพื้นที่ในซอยแยกต่างๆ รอบสถานี จากนั้นก็มีโครงการเปิดขายต่อเนื่องมาตลอด เพราะเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายจากสถานีอ่อนนุชไปสถานีแบริ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มศักยภาพ

จนกระทั่งปี 2556 ที่คอนโดมิเนียมในพื้นที่นี้มีจำนวนค่อนข้างมาก และยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ราคาต่ำกว่าให้เลือก เช่น ในพื้นที่ตามแนวเส้นทางส่วนต่อขยายที่เพิ่งเปิดให้บริการ ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มชะลอการเปิดขายโครงการใหม่ในพื้นที่นี้ออกไปก่อน

ปัจจุบันอุปทานคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขายในพื้นที่นี้ประมาณ 4,239 ยูนิต ซึ่งขายไปได้แล้วประมาณ 2,832 ยูนิต หรือคิดเป็น 66.8% ของจำนวนยูนิตที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด และมีหน่วยเหลือขายทั้งหมดเพียงแค่ประมาณ 1,407 ยูนิตเท่านั้น โดยพบว่าในช่วงครึ่งหลังปีนี้จะมีผู้ประกอบการสนใจเข้ามาพัฒนาโครงการบริเวณย่านนี้อีกเกือบ 500 ยูนิต

สำหรับราคาขายของโครงการที่เพิ่งเปิดขายในปี 2561 ที่ผ่านมาพบว่า มีการปรับตัวมากกว่า 125,000 บาทต่อตารางเมตรสำหรับโครงการที่อยู่ริมถนนสุขุมวิท ส่วนโครงการที่อยู่ในซอยย่อยต่างๆ จะมีราคาขายเริ่มต้นมากกว่า 70,000 บาทต่อตารางเมตร โดยโครงการที่อยู่ติดกับสถานีอ่อนนุชอาจจะปรับขึ้นมากกว่า เพราะว่าที่ดินรอบๆ สถานีมีการปรับราคาขึ้นไปมากพอสมควรและมีที่ดินเหลือให้พัฒนาไม่มากแล้วในปัจจุบัน

โครงการที่เปิดขายใหม่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาจึงมักจะอยู่ในซอยที่แยกออกจากถนนสุขุมวิทเป็นส่วนใหญ่ เพราะราคาที่ดินยังต่ำอยู่ โดยราคาที่ดินรอบๆ สถานีอ่อนนุชในปัจจุบันราคาที่ดินอาจจะสูงถึง 7-8 แสนบาทต่อตารางวา และค่อยๆ ลดลงในพื้นที่ที่ไกลออกไป ผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาโครงการที่มีราคาขายต่ำกว่า 130,000 บาทต่อตารางเมตรจึงจำเป็นต้องเลือกซื้อที่ดินที่อยู่ในซอยเพื่อพัฒนาโครงการ

สำหรับภาพรวมตลาดคอนคอนโดมิเนียมในพื้นที่รอบสถานีบีทีเอสอ่อนนุช ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการยังคงให้ความสนใจพัฒนาคอนโดมิเนียมกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของราคาขายในพื้นที่นี้พบว่ามีการปรับตัวมากกว่าปีละ 7-8% โดยประมาณ โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ติดกับสถานีอ่อนนุชอาจจะปรับขึ้นมากกว่า  และเป็นอีกทำเลที่ให้ผลตอบแทนจากการเช่า หรือ Rental Yield ที่ค่อนข้างสูง โดยอยู่ที่ประมาณ 5-7%

Rental Yield
คอนโดในทำเลรอบๆ สถานีอ่อนนุช มีค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ 450-700 บาทต่อตารางเมตร เฉลี่ย Yield อยู่ที่ 5-7 % รูปแบบห้องที่นิยมคือ ขนาด 1 ห้องนอน (28-35 ตารางเมตร) ราคาค่าเช่าอยู่ที่ 14,000-20,000 บาท และรูปแบบ 2 ห้องนอน (50-65 ตารางเมตร) ราคาค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 25,000-45,000บาทต่อเดือน และผู้เช่าในย่านนี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่

ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ คาดว่าจะยังมีผู้ประกอบการเข้าไปพัฒนาโครงการบนทำเลนี้อย่างต่อเนื่อง หลังจากในปี 2561 ที่ผ่านมา มีโครงการใหม่ในพื้นที่กว่า 1,900 ยูนิต เช่น โครงการเดอะเบส สุขุมวิท 50 ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างแสนสิริกับโตคิว คอร์ปอเรชั่น โครงการโมดิซ สุขุมวิท 50 ของบริษัท แอสเซทไวส์ โครงการไอคอน สุขุมวิท 77 โดยบริษัท วี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์

เดอะเบส สุขุมวิท 50

อย่างไรก็ตามพบว่า โครงการที่พัฒนาในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่ค่อนข้างไกลจากสถานีรถไฟฟ้าพอสมควร เนื่องจากปัจจุบันที่ดินโดยรอบสถานีและพื้นที่ใกล้เคียงค่อนข้างหายาก ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมองหาทำเลตามซอยในระยะที่ยังสามารถเดินทางไปยังสถานีบีทีเอสได้

แชมเบอร์ส อ่อนนุช สเตชั่น

แต่ล่าสุดบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ได้เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่บนทำเลที่ใกล้สถานีบีทีเอสเพียงแค่ 230 เมตรภายใต้แบรนด์ แชมเบอร์ส อ่อนนุช สเตชั่น มูลค่าโครงการ 1,700 ล้านบาท ราคาเปิดตัวประมาณ 3-5 ล้าน โดยจัดรอบพิเศษ Online Speed Booking 3 ตุลาคมนี้ ให้จับจองห้องสวยในราคาดีที่สุดเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น

คาดว่าจากปัจจัยทั้งหมดนี้จะยังคงส่งผลให้ทำเลย่านอ่อนนุชจะยังคงเป็นทำเลที่ทั้งผู้ประกอบการและกลุ่มนักลงทุนจะยังคงให้ความสนใจในทำเลนี้อย่างต่อเนื่อง

 

 

 

 

 


Warapong Pankaew5 กันยายน 2019
5.-SKY_CO-WORKING_SPACE-1280x582.jpg

4min4370

เอพี (ไทยแลนด์) เปิดโครงการไฮไลท์ครึ่งปีหลัง 2 โครงการรวดในเวลาไล่เลี่ยกัน โครงการล่าสุดคือ คอนโด LIFE สาทร เซียร์รา หลังจากได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ THE SONNE ศรีนครินทร์-บางนา Luxury Duplex Home ไปแล้วก่อนหน้า

วิทการ

ตลาดอสังหาฯในครึ่งปีหลัง วิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กร และการสร้างสรรค์ เอพี (ไทยแลนด์) มองว่า มีความยากขึ้น และต้องออกแรงมากขึ้น เพราะมีปัจจัยลบในหลายด้าน แต่ถ้ามองโลกในแง่ดี จะเห็นว่า ดีมานด์ยังมีอยู่แล้วเป็นเรียลดีมานด์ ขณะที่ซัพพลายลดน้อยลง ซึ่งที่ผ่านมา เอพี ก็มีการปรับตัว โดยการขายคอนโดให้ยาวขึ้น และแบ่งพอร์ตมาที่บ้านแนวราบให้เยอะขึ้น

“ลูกค้าที่มองหาที่อยู่อาศัยใหม่มีต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกค้าที่เป็นเรียลดีมานด์ระดับกลางถึงบน ซึ่งโจทย์ความท้าทายของผู้ประกอบการในวันนี้ การเข้าจับจองที่ดินติดแนวรถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะการันตีความสำเร็จได้อีกต่อไป แต่คีย์ซัคเซส ของการพัฒนาโครงการใหม่ ต้องเข้าใจถึงเทรนด์การใช้ชีวิตและความต้องการของลูกค้าที่มีความเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

การสร้างสรรค์สินค้าที่มีความแตกต่าง ทั้งการส่งมอบประสบการณ์การพักอาศัยมิติใหม่ๆ  ฟังก์ชั่นที่แตกต่างแต่ใช้งานได้อย่างยั่งยืน  ตลอดจนความสามารถในการบริหารแพ็คเกจราคาขายที่เหมาะสมกับดีมานด์ในย่าน และการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในด้านของคุณภาพการก่อสร้าง การบำรุงรักษา และบริการหลังการขาย ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อการพัฒนาและส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม” วิทการกล่าว

ใช้ AI ช่วยสร้างคอนโด
คราวนี้มาดูที่โครงการ LIFE สาทร เซียร์รา กันก่อนเลย โครงการนี้ เอพี นำเทคโนโลยีการก่อสร้างแบบล้ำๆ มาใช้ ได้แก่ ระบบ AI BIM (Artificial Intelligence Building Information Modeling) ซึ่งเป็น เทคโนโลยีการออกแบบงานก่อสร้างอาคารสูงอัจฉริยะ 7 มิติ เข้ามาใช้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การวางผังโครงการ การบริหารมาสเตอร์แพลนโครงการ การจัดวางยูนิตเลยเอาท์ พื้นที่ส่วนกลาง รวมไปถึงการวางระบบต่างๆ ต่อเนื่องไปจนถึงการดูแลหลังการขาย

AI BIM จะช่วยให้เอพีดำเนินโครงการที่มีความซับซ้อนได้อย่างง่ายดาย และแม่นยำด้วยการตรวจสอบจาก BIM แบบ 360 องศา จนสามารถวางแปลนของอาคารให้สอดรับกับสภาพอากาศ พืช และพันธุ์ไม้ที่คู่ควรกับแสงแดดในแต่ละเวลา ถือเป็นการตอกย้ำมาตรฐานการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของเอพี เพื่อนำไปสู่การอยู่อาศัยคุณภาพในอนาคต ภายใต้ปรัชญา GROW มาสเตอร์แพลนแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนของวิสัยทัศน์ AP WORLD

LIFE สาทร เซียร์รา

ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่า พื้นที่ทุกตารางนิ้วภายใน LIFE สาทร เซียร์รา  เป็นต้นแบบของการใช้ชีวิตมิติใหม่ ที่ควบคู่กับสร้างพิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนเต็มรูปแบบแห่งแรกของไทย และสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองรุ่นใหม่ได้ครบทุกมิติ เนื่องจาก เอพี เคยมีโครงการในทำเลนี้ที่สามารถปิดการขายไปได้แล้ว 100% ซึ่งก็คือ Aspire สาทร-ท่าพระ ทำให้เข้าใจความต้องการที่แตกต่างและเฉพาะเจาะจงของลูกค้าในย่านนี้อย่างลึกซึ้ง

คอนโดกลางสวนป่า
โดยพบว่า ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่มองหาที่อยู่อาศัยในย่านนี้มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 25-37 ปี มีความต้องการใช้ชีวิตในเมือง แต่ยังคงแสวงหาธรรมชาติใกล้ตัวจึงเป็นที่มาของการออกแบบโครงการภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘LIVE IN THE EXTENDED NATURE’ ยกธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ให้เติมเต็มชีวิตเมือง สู่การต่อยอดการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนด้วย 4 แนวคิดสำคัญ ได้แก่

1.THE FOREST PARK IN THE CITY – พื้นที่ส่วนกลางกว่า 5 ไร่ ในบรรยากาศของธรรมชาติ มีสระว่ายน้ำท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ยาวกว่า 100 เมตร พร้อม indoor facility ชั้น 40 เปิดมุมมองให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสถึงความสงบ และด้วยวิวของป่าในเมืองได้แบบ 360 องศา

HIKING TRAIL

2.THE INTERSECTION OF CONVENIENCE – เดินทางเข้าถึงใจกลางเมืองได้สะดวกรวดเร็ว ด้วย BTS ตลาดพลู BRT ราชพฤกษ์ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ‘ตลาดพลู’ หรือ ไชน่าทาวน์ย่านฝั่งธน และไอคอนสยาม แลนด์มาร์คริมแม่น้ำเจ้าพระยา

3.THE BEST CHANCE-โครงการหนึ่งเดียวในฝั่งธนฯ ที่เปิดโอกาสการเป็นเจ้าของแบบยูนิตที่กว้างกว่า และเติมเต็มความต้องการได้มากขึ้น กับห้องชุดแบบ One Bed Plus ที่มาพร้อมกับหลากหลายเลย์เอาต์ เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์

4. NEW LIFE REASONABLE PRICE – การใช้ชีวิตที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน ที่มาพร้อมกับราคาที่คุ้มค่า เฉลี่ยเริ่มต้นประมาณ 87,000 บาท/ตารางเมตร

SKY CO-WORKING SPACE

สำหรับกลุ่มเป้าหมายย่านสาทร ท่าพระ ตลาดพลู ถือว่ามีกำลังซื้อค่อนข้างสูง จากการสำรวจดีมานด์ย้อนหลัง 10 ปี ของเอพี พบว่ามีอัตราการซื้อขายคอนโดมิเนียมใหม่อยู่ที่ 84% และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยเรื่องความสะดวกในการเดินทางเพียง 5 นาทีจาก CBD สาทร และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบที่ครบครัน ประกอบกับอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าระยะยาวประมาณ 4.5-5% จึงทำให้คอนโดฯในย่านนี้เป็นที่สนใจ

ราคาเริ่มต้น 2.49 ล้าน
LIFE สาทร เซียร์รา มีมูลค่า 6,300 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 8 ไร่ ประกอบด้วยอาคารที่พักสูง 40 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 1,971 ยูนิต ขนาดพื้นที่ใช้สอยของห้องประกอบด้วย  1) ห้องสตูดิโอ ขนาด 28 ตารางเมตร 2) ห้องชุด 1 ห้องนอน ขนาด 32 และ 34 ตารางเมตร 3) ห้องชุดพิเศษ 1 ห้องนอน ขนาด 35 และ 39 ตารางเมตร 4) ห้องชุด 2 ห้องนอน ขนาด 57.5 ตารางเมตร พร้อม THE FOREST PARK เชื่อมจากชั้น 1-5 และพื้นที่ส่วนกลางกว่า 5 ไร่ ราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท

1 ห้อนนอน พื้นที่ 32 ตารางเมตร

เอพี ได้เตรียมงาน Open House กับคาเฟ่ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติใจกลางเมือง ในวันที่ 7-8 กันยายนนี้ ที่ Sales Gallery โครงการ LIFE สาทร เซียร์รา พร้อมส่วนลดพิเศษติดไม่ติดมือสำหรับผู้จองในงานลดสูงสุด 300,000 บาท และแถม ฟรี Samsung Note10+

THE SONNE เอกลักษณ์ที่แตกต่าง

มาต่อกันที่โครงการบ้านแนวราบ แบรนด์ใหม่ THE SONNE กับแนวคิดใหม่ Luxury Duplex Home  3 ชั้น และเป็นครั้งแรกกับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ด้วยดีไซน์ Multi-Façade เพื่อให้บ้านทุกหลังมีเอกลักษณ์ความงามที่แตกต่างกัน รองรับการอยู่อาศัยแบบ ‘Cross Generations’ การอยู่อาศัยร่วมกันหลากหลายช่วงวัย

ภมร

ภมร ประเสริฐสรรค์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจแนวราบ ของ เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า เอพีพร้อมบุกตลาดครึ่งปีหลังด้วยกลยุทธ์แบบรบยาวภายใต้วิสัยทัศน์ ‘AP WORLD’ ที่มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่แห่งคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยการเติมเต็มพอร์ตสินค้าให้ครบลูป ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘THE SONNE ศรีนครินทร์-บางนา’ เจาะเข้าไปยังช่องว่างลูกค้าครอบครัวรุ่นใหม่ที่มองหาบ้านลักชัวรี่ที่มีทั้งเอกลักษณ์และสเปซฟังก์ชั่นที่มากกว่า

จากการศึกษาการใช้ชีวิตของครอบครัวคนเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราพบลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์นิยมสินค้าหรือบริการที่สะท้อนตัวตน มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ‘Uniqueness’ ซึ่งในมุมมองการมองหาที่อยู่อาศัย คำถามแรกที่คนกลุ่ม Uniqueness มีต่อบ้านในโครงการจัดสรรก็คือ “ทำไมบ้านต้องหน้าตาเหมือนกันทุกหลัง” เพราะบ้านถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่สะท้อนความเป็นตัวตนในสังคม เราจึงนำความต้องการที่ซ่อนอยู่ (Unmet Needs) นี้ มาพัฒนาสินค้าให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมผสานความชำนาญในการออกแบบพื้นที่ใช้สอยในมิติแนวราบของบ้านเดี่ยวเข้ากับมิติแนวตั้งของทาวน์โฮม จนเกิดเป็น Luxury Duplex Home ภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘THE SONNE’

4 ไฮไลท์ SONNE ศรีนครินทร์-บางนา
สำหรับโครงการแรก ได้แก่ THE SONNE ศรีนครินทร์-บางนา  โครงการแฟล็กชิพระดับลักชัวรี่ที่ได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The New Original’ โดยชูไฮไลท์ 4 มิติแห่งความเป็นที่สุด ได้แก่

1.Classical Architectural Details การนำแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมสไตล์คลาสสิค ผสานเข้ากับความทันสมัยในบริบทปัจจุบัน สู่การรังสรรค์บ้านแนวคิดใหม่สุดหรู 3 ชั้นที่คงเสน่ห์อัตลักษณ์ความงามเหนือกาลเวลา

2.Multi – Façade Design with Triple Layer Ventilation การดีไซน์เพื่อให้บ้านทุกหลังมีเอกลักษณ์ความงามและความหรูหราที่แตกต่างกัน พร้อมดึงจุดเด่นการออกแบบ Horizontal Space ของบ้านเดี่ยว ผนวกเข้ากับความทันสมัยและความคุ้มค่าของฟังก์ชั่นใช้สอยในบริบทของ Vertical Timeless Design ของทาวน์โฮมไว้อย่างลงตัว

3.Inclusive Design Approach การออกแบบสเปซภายใต้แนวคิด Universal Design เพื่อให้มั่นใจว่าทุกๆ สเปซ ไม่ว่าจะเป็น เด็กเล็ก ผู้สูงวัย หรือ ผู้ใช้รถเข็นต่างๆ สามารถเข้าถึงได้อย่างไร้สิ่งกีดขวาง

4.The New Tomorrow Security นวัตกรรมความปลอดภัยในโลกอนาคตสู่การอยู่อาศัยจริงอย่าง ‘KATSAN’ ที่เปรียบเสมือนผู้คุ้มกันส่วนตัวอัจฉริยะ (Personal Guardian) ที่ทำหน้าที่คัดสรร ดูแลความปลอดภัยในทุกมิติของการอยู่อาศัยเพื่อความอุ่นใจตลอด 24 ชั่วโมง

THE SONNE ศรีนครินทร์-บางนา มูลค่าโครงการ 630 ล้านบาท ประกอบด้วย บ้าน Luxury Duplex Home 3 ชั้น ขนาดที่ดินเริ่มต้น 40-73 ตารางวา พื้นที่ใช้สอยสูงสุด 249 ตารางเมตร 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ พร้อมคลับเฮ้าส์ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนสาธารณะ รูฟท็อปบาร์ และพื้นที่สีเขียวที่ผสานทุกกิจกรรมของทุกเจเนอเรชั่นของครอบครัวได้อย่างครบครัน จำนวน 56 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 12-15 ล้านบาท พร้อมเปิดขายอย่างเป็นทางการ 7-8 กันยายนนี้ที่สำนักงานขายโครงการ

 



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME