fbpx

Category: อะไรๆ ก็…รีวิว

Warapong Pankaew24 กันยายน 2020
-ทาวน์ชิป-รังสิต-คลอง-1-Big-Size-1280x853.jpg

2min478

สำหรับคนที่ต้องการหาซื้อคอนโดมิเนียมในราคาเริ่มต้นไม่ถึงหลักล้าน ซึ่งทุกวันนี้ค่อนข้างหาได้ยากในตลาด อันเนื่องมากจากราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง คอนโดมิเนียมส่วนใหญ่จึงเริ่มสตาร์ตกันที่หนึ่งล้านกลางๆ ค่อนไปทางล้านปลายๆ ยิ่งเข้าใกล้เมือง ใกล้รถไฟฟ้าก็ยิ่งราคาแพงขึ้นไปอีก คนที่เพิ่งทำงานอยากมีคอนโดราคาย่อมเยาเพื่อเริ่มต้นสร้างครอบครัว แต่ด้วยงบประมาณที่มีอยู่จำกัดกว่าจะมีรายได้ในระดับที่หาซื้อคอนโดที่มีอยู่ในท้องตลาดได้ก็คงต้องรอเวลาอีกนานพอสมควร

แต่ก็ใช่ว่าจะหมดหนทางซะทีเดียว เพราะจริงๆ คอนโดราคาไม่ถึงล้านก็ยังพอมีอยู่บ้าง เพียงแต่ต้องขยับออกไปนอกเมืองซักนิดถ้าไม่ติดในเรื่องการเดินทางถ้าต้องทำงานอยู่ในเมือง หรือถ้าทำงานในพื้นที่นั้นๆ อยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นโชคดีที่ยังมีโครงการราคาเริ่มต้นไม่ถึงล้านให้ได้เลือกซื้อ ซึ่งจากข้อมูลของ Baania บริษัท Data&Technology ด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้สำรวจโครงการที่มีราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท เมื่อสิ้นไตรมาส 1 ปี 2563 พบว่า บริเวณโซนเหนือของกทม.และปริมณฑล ที่อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เป็นพื้นที่ที่มีคอนโดราคาเริ่มต้นไม่ถึงล้านไปจนถึงไม่เกิน 1.2 ล้านบาทอยู่มากที่สุด 15,014 ยูนิต

หนึ่งในคอนโดที่เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในย่านนี้ก็คือ โครงการ ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 ของบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) (LPN) ที่เปิดตัวได้อย่างเปรี้ยงปร้างเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ด้วยไซซ์โครงการระดับเมืองขนาดย่อมๆ ที่โดดเด่นทั้งในเรื่องของทำเล ราคา และความเป็นชุมชนที่ครบสมบูรณ์พร้อมเข้าอยู่

ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 Big Size
ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 Big Size (4)
ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 (1)
ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 Big Size (2)

เลื่อนดูภาพอื่น

แม้ว่าจะเป็นโครงการที่เปิดมาสักระยะแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นที่สนใจของผู้คนที่ต้องการหาจุดตั้งต้นของความเป็นครอบครัว หรือ smart investor ที่ต้องการผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุน ซึ่งวันนี้ Property Mentor มีเรื่องราวความเคลื่อนไหวรีวิวฉบับอัพเดตของโครงการ พร้อมกับโอกาสพิเศษสำหรับคนที่ต้องการซื้อคอนโดในราคาต่ำกว่าล้านมาฝากกันครับ

“เมืองชุมชนน่าอยู่” : คอนโดลุมพินี ทาวน์ชิป
ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 เป็นโครงการคอนโดขนาดใหญ่เทียบได้กับเมืองขนาดเล็กๆ (Township) ด้วยเนื้อที่โครงการประมาณ 87 ไร่เศษ (ยังไม่รวมเนื้อที่ศูนย์การค้า Market Place ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าโครงการ) ภายในโครงการประกอบด้วยอาคารชุดพักอาศัยสูง 8 ชั้น จำนวน 50 อาคาร ยูนิตรวมทั้งหมด 10,074 ยูนิต ขนาด 21.5 ตร.ม. และ 26 ตร.ม. และยังมีห้องคู่ (combine) ขนาด 43 และ 52 ตร.ม. พร้อมทั้งร้านค้าอีก 7 ยูนิต มีอาคารจอดรถและส่วนบริการสูง 8 ชั้น อีก 6 อาคาร อาคารนันทนาการ สูง 2 ชั้น 1 อาคาร

ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 Big Size (3)
ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 (6)
ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 (5)
ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 (2)

เลื่อนดูภาพอื่น

สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกทางโครงการก็จัดมารองรับจำนวนผู้พักอาศัยในโครงการได้อย่างพอเพียงไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย 3 ห้อง สนามบาส สนามฟุตซอล 2 สนาม ห้องเอนกประสงค์ ร้านค้า ห้องกิจกรรมเด็ก ศูนย์ประชุมประชาคม ห้องสมุด เครื่องออกกำลังกายกลางแจ้ง สวนพักผ่อน ที่จอดรถยนต์และรถจักรยานยนต์(ประมาณ 2,400 คัน รวมจอดซ้อนคัน) รถรับ-ส่งภายในและภายนอกโครงการ

ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 (20)
ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 (7)
ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 (8)
ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 (9)

เลื่อนดูภาพอื่น

นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าโครงการยังมีคอมมูนิตี้มอลล์ “Market Place” เนื้อที่ 11,000 ตารงเมตร รองรับไลฟ์สไตล์สำหรับผู้อยู่อาศัยทั้งในและนอกโครงการ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ทั้งชาบู ปิ้งย่าง ส้มตำ ยำแซ่บ อาหารญี่ปุ่น ไปจนถึงอาหารตามสั่ง และยังมีร้านกาแฟให้ได้นั่งทำงาน นั่งชิล กันได้อย่างสบายอารมณ์ รวมถึงร้านนวด ร้านเสริมสวย ทำเล็บ ก็มีไว้บริการสาวๆ สายรักสวยรักงาม หรือจะเป็นธนาคารก็มีให้บริการด้วยเช่นกัน และยังมีพื้นที่สำหรับจัดตลาดนัดชุมชนให้คนในโครงการได้ชอปปิงกันอย่างจุใจ

ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 (10)
ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 (11)
ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 (12)
ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 (13)

เลื่อนดูภาพอื่น

ห้องชุดพร้อมอยู่เริ่ม 7.6 แสนบาท
กลับเข้ามาที่โครงการกันต่อ ต้องบอกก่อนเลยครับว่า โครงการนี้เป็นคอนโดที่สร้างเสร็จมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว โดยเริ่มโอนเข้าอยู่อาศัยกันตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปีนี้ก็ 5 ปีแล้ว ดังนั้น จะคาดหวังสภาพโครงการที่ใหม่กิ๊กคงจะไม่ได้ แต่ด้วยการบริหาร “ชุมชนน่าอยู่” ของ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน)(LPN) ซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัทนี้ทำให้สภาพโครงการอยู่ในระดับที่ยังน่าซื้อหาด้วยราคาที่ไม่แพงครับ

จากการสอบถามพนักงานขายตอนนี้ก็ยังพอมีห้องขนาด 26 ตร.ม. และห้อง Combine ขนาด 52 ตร.ม. ให้เลือกซื้ออยู่ในระดับราคา 7.6 แสนบาท สำหรับห้องขนาด 26 ตร.ม. ในอาคาร A และอาคาร B และราคา 7.9 แสนบาท สำหรับห้องขนาด 26 ตร.ม.ที่อาคาร C ส่วนห้อง Combine ขนาด 52 ตร.ม. ราคาก็สามารถคูณ 2 จากห้องเดี่ยวๆ ได้เลย ก็จะอยู่ที่ 1.52 ล้านบาท

ดูจากสภาพอาคาร และสภาพห้องแล้วก็ถือว่าทางโครงการรักษาสภาพไว้ได้ค่อนข้างดีกับโครงการอายุ 5 ปีอัพ ห้องขนาด 26 ตร.ม. พื้นที่สำหรับนั่งพักผ่อน นั่งทำงานจะอยู่ที่บริเวณด้านหน้า ถัดเข้าไปจะเป็นห้องนอนที่มีประตูบานสไลด์กั้นไว้เป็นสัดส่วน ด้านในจะเป็นพื้นที่เตรียมอาหารและระเบียงด้านหลัง ห้องไซซ์นี้ เหมาะสำหรับการอยู่ 2 คน เป็นครอบครัวเริ่มต้น หรืออาจจะมีเจ้าตัวน้อยสักคนก็ยังพอได้

26-3
26-1
26-2
26-4

เลื่อนดูภาพอื่น

แต่ถ้าจะอยู่แบบครอบครัวเล็กๆ ก็ขอแนะนำห้องขนาด 52 ตร.ม. มีพื้นที่กว้างขวางขึ้นสามารถจัดฟังก์ชันห้องสำหรับการอยู่แบบครอบครัวได้อย่างลงตัวกว่า ประกอบด้วย 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่พักผ่อน และพื้นที่เตรียมอาหารที่กว้างขวางขึ้น และด้วยการออกแบบสไตล์ New LPN Design ที่เน้นการใช้งานจริงอย่างพอเหมาะพอดี แบบไม่ฟรุ้งฟริ้ง น่าจะตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี

52-1
52-4
52-2
52-3
52-5

เลื่อนดูภาพอื่น

ธอส.ปล่อยกู้ดอกเบี้ย 3% ยาว 3-5 ปี
สำหรับคนที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงๆ จังๆ นอกจากราคาคอนโดที่ไม่แพงเกินเอื้อม สภาพแวดล้อมในโครงการที่ครบสมบูรณ์แล้ว ยังมีแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยถูกๆ ไว้รองรับกับโครงการบ้านล้านหลังของอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ที่จะปล่อยกู้ให้กับโครงการที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท ซึ่ง”ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1” อยู่ในเงื่อนไขที่ผู้ซื้อสามารถไปขอสินเชื่อในโครงการบ้านล้านหลังได้ โดยธอส.ได้เตรียมวงเงินไว้ถึง 50,000 ล้านบาท ปัจจุบันปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 28,000 ล้านบาท จึงยังมีวงเงินเหลือเพียงพอให้ไปยื่นกู้กัน

โครงการบ้านล้านหลังมีดีตรงที่ ผู้กู้จะได้ใช้เงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำยาวนานถึง 5 ปี ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียงแค่ 4,500 บาท/เดือนเท่านั้น กรณีคนที่มีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาท/คน/เดือน จะได้อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% ปีที่ 1-ปีที่ 5 และฟรีค่าธรรมเนียม ได้แก่ 1.ฟรีค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 2.ฟรีค่าประเมินราคาหลักประกัน 3.ฟรีค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และ 4.ฟรีค่าจดทะเบียนนิติกรรมจำนอง ส่วนคนที่มีรายได้เกิน 25,000 บาท/คน/เดือน จะได้อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% ในปีที่ 1- ปีที่ 3 โดยระยะเวลาปล่อยกู้ของโครงการบ้านล้านหลังถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2564

ลงทุนคุ้มค่าผลตอบแทน 7% อัพ
ส่วนคนที่ต้องการซื้อลงทุนเพื่อปล่อยเช่าสร้างผลตอบแทนระยะยาวก็ต้องบอกว่า ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 ถือเป็น the best choice ในย่านนี้ เพราะอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยดังถึง 3 แห่ง ซึ่งปัจจุบันโครงการก็มีนิสิต นักศึกษามาเช่าอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะคอนโดตอบโจทย์ในด้านความปลอดภัยได้ดีกว่าการเช่าอพาร์ทเมนท์อยู่ ทำให้ผู้ปกครองค่อนข้างสบายใจ

สนนราคาค่าเช่าสำหรับห้องขนาด 26 ตร.ม. (ราคา 760,000 บาท) อยู่ที่ 5,000-6,000 บาท Gross Rental Yield หรืออัตราผลตอบแทนจากการให้เช่าเบื้องต้นจะอยู่ในระดับ 7-9% เลยทีเดียว ส่วนห้อง Combine ขนาด 52 ตร.ม.(ราคา 1.52 ล้านบาท) ปล่อยเช่ากันในระดับ 9,000 บาท ไปจนถึง 15,000 บาท (ขึ้นอยู่กับการตกแต่งห้อง) Gross Rental Yield จะอยู่ที่ 7-11% เลยทีเดียว ถือว่าผลตอบแทนดีกว่าคอนโดในเมืองที่ราคาแพงกว่า(มาก) แต่ได้ Gross Rental Yield ที่ต่ำกว่า (ประมาณ 4-6%)

มาร์เก็ต เพลส
11
22
33

เลื่อนดูภาพอื่น

LPN จัดให้การันตีผลตอบแทน 3-5 ปีเมื่อซื้อผ่านพนักงาน
นอกจากนี้ LPN ยังออกแคมเปญล่าสุดเชิญชวนลงทุนซื้อคอนโดโครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 พร้อมผู้เช่า เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุนใน 2 รูปแบบเมื่อซื้อผ่านพนักงาน คือ

1.แบบการันตีผลตอบแทน 8% นาน 3 ปี กับห้องราคาพิเศษ 859,000 บาท สตูดิโอ ขนาด 21.5 ตร.ม. จ่ายผลตอบแทนเดือนละ 5,700 บาท และราคาพิเศษ 1,059,000 บาท กับ 1 ห้องนอน ขนาด 26.0 ตร.ม. จ่ายผลตอบแทนเดือนละ 7,000 บาท รวมถึงยังได้รับฟรี! ของแถม 24 รายการ โดยเฉพาะฟรีค่านายหน้าในการปล่อยเช่า 3 ปี ซึ่งเมื่อครบ 3 ปี ถ้าต้องการให้บริษัทช่วยหาผู้เช่าและเก็บค่าเช่าก็สามารถใช้บริการต่อได้ โดยคิดค่านายหน้า 1.5 เดือน/ปี

2.แบบการันตีผลตอบแทน 5% นาน 5 ปี กับห้องราคาพิเศษ 859,000 บาท ห้องสตูดิโอ ขนาด 21.5 ตร.ม.จ่ายผลตอบแทนเดือนละ 3,600 บาท และราคาพิเศษ 1,059,000 บาท กับ 1 ห้องนอน ขนาด 26 ตร.ม. จ่ายผลตอบแทนเดือนละ 4,400 บาท ยังได้รับฟรี! ของแถม 23 รายการ โดยเฉพาะฟรีค่านายหน้าในการปล่อยเช่าให้ 5 ปี

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทรศัพท์แอพพลิเคชั่น LINE ที่ @LPNConnect

อัพเดตความน่าสนใจล่าสุดของโครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 กันไปครบถ้วนแล้ว ก็อยากจะเน้นย้ำในเรื่องของทำเลที่ตั้งของโครงการซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่จะต้องพูดถึงสำหรับโครงการนี้กันอีกสักครั้ง

“รังสิต” ศูนย์พาณิชยกรรมตอนเหนือ
โครงการตั้งอยู่บนถนนรังสิต-นครนายก บริเวณคลอง 1 ซึ่งทำเลรังสิตถือเป็นทำเลศูนย์กลางทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในหลายๆ ด้าน ทั้งพาณิชยกรรม การคมนาคม แหล่งงานและที่อยู่อาศัย และยังเป็นประตูสู่ภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ-อีสาน จึงเป็นหนึ่งในทำเลที่ถูกกำหนดบทบาทตามร่างผังภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้เป็นเมืองศูนย์กลางพาณิชยกรรมระดับภาคมหานคร ทำหน้าที่เป็นแหล่งพาณิชยกรรมให้กับพื้นที่โดยรอบและประตูเชื่อมโยงภูมิภาคอื่นๆ

ขณะเดียวกัน เมื่อรถไฟฟ้าสายสีแดงบางซื่อ-รังสิต ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2564 และสายสีเขียวส่วนต่อขยายหมอชิต-คูคต ซึ่งคาดว่าจะเปิดบริการถึงสถานีคูคต ลำลูกา ประมาณปลายปี 2563 นี้ จะยิ่งเพิ่มศักยภาพของพื้นที่ให้สูงขึ้นไปอีก

โดยเฉพาะบริเวณสถานีรังสิต ซึ่งถือเป็นสถานีสุดท้ายของสายนี้ และอยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งโครงการ (การรถไฟฟ้ามีแผนจะขยายเส้นทางไปถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิตในอนาคต) จะถูกส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาในรูปแบบของ TOD (Transit-Oriented Development) เชื่อมโยงการพัฒนาในบริเวณรังสิตและพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมกับการปรับการใช้ประโยชน์ของที่ดินให้เป็นพื้นที่เพื่อการพาณิชยกรรมมากขึ้น ทำเลรังสิตจึงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่จะมีศักยภาพสูงขึ้นในอนาคต

เดินทางสะดวกเชื่อมต่อได้ทุกพื้นที่
กลับมาที่ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งขาเข้ากทม.ของถนนรังสิต-นครนายก บริเวณคลอง 1 เรียกได้ว่าอยู่บริเวณต้นถนนสายหลักไม่ต้องเข้าซอยสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก ถ้าเอา google map จับเส้นทางการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันโดยเลือกเอาเส้นทางที่ใกล้ที่สุดจะพบว่าจากโครงการเดินทางไปช้อปแอนด์ชิลล์ที่เมเจอร์ รังสิตด้วยระยะทาง 3.8 กม. ไปตลาดรังสิต 2.7 กม. หรือไปเซียร์ รังสิตก็แค่ 4.8 กม. หรือถ้าป่วยโครงการอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลเปาโล รังสิต เพียง 2.8 กม. และห่างจากโรงพยาบาลภูมิพล 10.8 กม.

สำหรับน้องๆ นักศึกษาที่เรียนหรือบุคลากรทำงานที่มหาวิทยาลัยในพื้นที่ใกล้เคียงกับโครงการก็สามารถเดินทางไปมหาวิทยาลัยได้โดยง่าย โดยที่ตั้งโครงการอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยรังสิตประมาณ 8 กม. ห่างจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ 8.2 กม. และอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 13 กม.

55
ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 (21)
ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 (3)

เลื่อนดูภาพอื่น

ส่วนสายสุขภาพซึ่งจริงๆ ในโครงการก็มีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการออกกำลังกายรองรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ สนามฟุตซอล สนามบาสเก็ตบอล หรือจะวิ่งภายในโครงการก็ทำได้สบายๆ เพราะโครงการมีพื้นที่ขนาดใหญ่ระยะจากทางเข้าด้านหน้าถึงด้านหลัง 1.6 กม. แต่ถ้าใครอยากออกกำลังกายในบรรยากาศของสนามกีฬาจริงๆ โครงการก็ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสนามธูปะเตมีย์เพียง 6.3 กม. หรือสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 60 พรรษา บริเวณถนนรังสิต-นครนายก คลอง 6 ก็อยู่ห่างจากโครงการประมาณ 13 กม.

นอกจากนี้ โครงการยังตั้งอยู่ในจุดเชื่อมต่อเส้นทางคมนาคม เพื่อเข้า-ออกเมืองได้อย่างสะดวกสบาย โดยอยู่ห่างจากถนนพหลโยธิน และทางพิเศษดอนเมืองโทลล์เวย์ ฝั่งหาเข้าเมืองเพียง 2 กม. ขับรถออกจากโครงการแล้วเลี้ยวซ้ายไปนิดเดียวก็สามารถเดินทางเข้าเมืองได้สบาย หรือจะใช้ถนนวงแหวนฝั่งตะวันออกก็อยู่ห่างจากโครงการ 8.4 กม. ส่วนใครที่ต้องเดินทางด้วยเครื่องบิน หรือทำงานอยู่ที่สนามบินดอนเมือง โครงการก็อยู่ห่างจากสนามบินดอนเมือง 11.6 กม. และอยู่ห่างจากกองทัพอากาศประมาณ 11.4 กม.

ในอนาคตเมื่อรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต-คูคตและรถไฟฟ้าสายสีแดง เปิดให้บริการโครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 ตั้งอยู่ในพื้นที่บริการของรถไฟฟ้าทั้ง 2 เส้นทาง แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ใกล้ชิดติดสถานี แต่ก็สามารถเดินทางไปถึงสถานีได้อย่างสะดวกไม่ไกลจนเกินไป

สำหรับรถไฟฟ้าสายสีแดงซึ่งวิ่งตามแนวเส้นทางรถไฟสายปัจจุบันมี 2 สถานีที่อยู่ไม่ห่างจากโครงการมากนักได้แก่ สถานีรังสิต ระยะทางประมาณ 6.7 กม. และสถานีหลักหกระยะทาง 8.8 กม. ส่วนรถไฟฟ้าสายสีเขียวซึ่งวิ่งบนถนนพหลโยธิน และเลี้ยวเข้าถนนลำลูกกาบริเวณแยกคปอ. กม.25 มี 2 สถานีที่เดินทางจากโครงการได้สะดวก คือ สถานีคูคต และสถานีแยกคปอ. 9 กม. ระยะทางประมาณ 9 กม.เท่าๆ กัน

บทสรุปสุดท้ายของการอัพเดตโครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 ซึ่งยังมียูนิตขายเหลืออยู่ไม่มากนักกับโครงการคอนโดพร้อมอยู่ที่มีชุมชนที่ค่อนข้างสมบูรณ์ครบถ้วน ในราคา 7.6-7.9 แสนบาท ซึ่งเหมาะสมกับคนเริ่มทำงาน เริ่มต้นสร้างครอบครัวใหม่ และยังคุ้มค่าสำหรับการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว อยู่บนทำเลที่มีศักยภาพสูงและจะสูงขึ้นไปอีกเมื่อรถไฟฟ้าทั้งสายสีแดง และสายสีเขียวเปิดให้บริการ นอกจากนี้ LPN ยังมีโปรโมชั่นพิเศษ แบบจัดหนัก ด้วยของแถมสูงสุด 31 รายการให้แก่ผู้ที่สนใจซื้อโครงการ

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลที่ช่วยลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนจากเดิม 2% เหลือ 0.01% และลดค่าจดทะเบียนจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1% เหลือ 0.01% สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย ที่จะสิ้นสุดมาตรการในวันที่ 24 ธันวาคม 2563 โอกาสดีๆ แบบนี้ คงหากันไม่ได้ง่ายๆ อีกแล้วล่ะครับ


Warapong Pankaew23 กันยายน 2020
-5-1280x768.jpg

3min380

ปิ่นเกล้า-พุทธมณฑล สาย 2 คือหนึ่งในทำเลที่ดีที่สุดสำหรับการอยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ไม่ไกลจากเขตเมือง มีระบบคมนาคมที่สามารถเดินทางเข้า-ออกเมืองได้อย่างสะดวกสบายหลายช่องทาง มีสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ที่สำคัญเป็นพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีเยี่ยม

เนื่องจากกฎหมายผังเมืองกำหนดให้พื้นที่ในบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินประเภท ก.2 เป็นพื้นที่สีเขียว ซึ่งห้ามสร้างทั้งโรงงาน ห้องแถว บ้านแฝด และที่ดินจัดสรร ต้องมีขนาด 100 ตารางวา ขึ้นไป ซึ่งเหมาะสำหรับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยชั้นดีระดับไฮเอนด์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ปลอดจากมลภาวะต่างๆ

ทั้งหมดเป็นเหตุผลให้ บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) เลือกทำเลปิ่นเกล้า-พุทธมณฑล สาย 2 เปิดโครงการที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ “ศุภาลัย พรีมา วิลล่า ปิ่นเกล้า-พุทธมณฑล สาย 2”

โครงการศุภาลัย พรีมา วิลล่า ปิ่นเกล้า-พุทธมณฑล สาย 2 ตั้งอยู่บริเวณถนนบรมราชชนนีตัดกับถนนพุทธมณฑลสาย 2 ฝั่งขาเข้าเมือง(ตรงบริเวณโค้งทางเลี้ยวเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 2) ถือเป็นทำเลที่ สามารถเดินทางได้สะดวกด้วยถนนสายหลักหลายสาย ไม่ว่าจะเป็น ถนนบรมราชชนนี ถนนพุทธมณฑลสาย 2 ถนนกาญจนาภิเษก(วงแหวนรอบนอก) ถนนราชพฤกษ์ และทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอก ทางยกระดับลอยฟ้า ตรงเข้าเขตพระนคร

นอกจากนี้ ยังมีรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อนช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ที่จะเปิดให้บริการในเร็วๆ นี้ (คาดว่าภายในปี 2564) เป็นทางเลือกในการเดินทางเข้าสู่เมืองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งโครงการอยู่ห่างจากสถานีตลิ่งชันประมาณ 7.4 กม. และในอนาคตยังมีส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อนจากตลิ่งชัน-ศาลายา โดยมีสถานีศาลาธรรมสพน์ อยู่ใกล้ๆ กับโครงการด้วยระยะทาง 4.7 กม.

ขณะเดียวกัน ในอนาคตยังมีอีกโครงข่ายคมนาคมสำคัญๆ ที่จะสามารถเชื่อมต่อการเดินทางและเสริมศักภาพของทำเลฝั่งธนบุรีตอนเหนือให้ดียิ่งขึ้น อาทิ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ถนนวงแหวนรอบที่ 3 โครงการรถไฟความเร็วสูง สายภาคใต้ โครงการถนนนครอินทร์-ศาลายา โครงการสนามบินนครปฐม โครงการนำร่อง คลองมหาสวัสดิ์ เชื่อมล้อ-ราง-เรือ และโครงการต่อขยายถนนยกระดับบรมราชชนนี เป็นต้น

ในด้านการพัฒนาพื้นที่ระดับเมือง ตามร่างผังเมืองกรุงเทพมหานครที่จะประกาศใช้ในอนาคต พื้นที่บริเวณถนนบรมราชชนนี-พุทธมณฑลสาย 2 จะถูกขนาบข้างด้วยการพัฒนาศูนย์ชุมชนชานเมือง 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ชุมชนชานเมืองตลิ่งชัน และศาลายา เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเชิงพาณิชย์ระดับชุมชนเชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชนทางรางในรูปแบบของ TOD (Transit Oriented Development) เพิ่มความหนาแน่นและความหลากหลายของกิจกรรมภายในพื้นที่ โดยคํานึงถึงสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง ซึ่งจะทำให้พื้นที่โดยรอบเกิดการพัฒนามากยิ่งขึ้นในอนาคต

ดังนั้นเรื่องของศักยภาพของพื้นที่ ความสะดวกสบายในการเดินทางทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงเรื่องของการมีสภาพแวดล้อมที่ดีด้วยข้อบังคับของกฎหมายผังเมืองที่ยังต้องรักษาพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง จึงถือเป็นจุดแข็งของโครงการศุภาลัย พรีมา วิลล่า ปิ่นเกล้า-พุทธมณฑล สาย 2 ที่เป็นทำเลใกล้ใจกลางกรุงเทพฯ (สนามหลวง) เพียง 15 กม.

ประกอบกับ สิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา โรงพยาบาล ร้านค้า ร้านอาหาร ก็มีให้เลือกอย่างมากมายในพื้นที่จากโครงการไป เซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า ระยะทาง 13 กม. เดอะพาซิโอ พาร์ค กาญจนาภิเษก ระยะทาง 4.2 กม. เดอะมอลล์ บางแค ระยะทาง 10.8 กม.

เดอะเซอร์เคิล ราชพฤกษ์ ระยะทาง 12 กม. ฟู้ดวิลล่า ราชพฤกษ์ ระยะทาง 11.5 กม. โรงเรียนเพลินพัฒนา ระยะทาง 1.9 กม. โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ ธนบุรี (SISB) 11.5 กม. มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ระยะทาง 11.3 กม. วิทยาลัยนาฏศิลป ระยะทาง 14.7 กม. โรงพยาบาลธนบุรี 2 ระยะทาง 5.6 กม. โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค ระยะทาง 9.5 กม. โรงพยาบาลศิริราช ระยะทาง 14.2 กม. พุทธมณฑล ระยะทาง 12.7 กม. เป็นต้น

สำหรับแบรนด์ พรีมา วิลล่า ถือเป็นแบรนด์บ้านระดับลักชัวรี่ของกลุ่มศุภาลัย ซึ่งมีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทั้งบ้านจัดสรร และอาคารชุดมาอย่างยาวนาน 31 ปี ด้วยคุณภาพระดับสากล มาตรฐาน ISO 9001 : 2015 โดยได้เลือกทำเลที่ดีที่สุดสำหรับการอยู่อาศัยในฝั่งตะวันตกของกทม.เปิดตัวคฤหาสน์หรู ‘ศุภาลัย พรีมา วิลล่า ปิ่นเกล้า-พุทธมณฑล สาย 2’ มูลค่าโครงการกว่า 1,100 ล้านบาท บนเนื้อที่ 26 ไร่เศษ กับบ้านในโครงการเพียง 56 หลังในราคาเริ่มต้นที่ 16.9-30 ล้านบาท

โครงการถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “The New Privacy” ให้ความเป็นส่วนตัวแบบเอ็กซ์คลูซีฟ โดยให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลักในการออกแบบ ได้แก่

  • Prestige ด้วยการออกแบบบ้านหลังใหญ่ให้โอ่โถง สง่างาม ทั้งภายในและภายนอก ในสไตล์ Modern Contemporary ที่เน้นความโปร่ง มี Canopy Porch ที่บริเวณทางเข้าบ้านสำหรับ Drop off และเพิ่มความสง่างามให้กับตัวบ้าน ห้องรับแขกออกแบบให้โอ่โถงด้วย Double Volume สูง 6 เมตร โถงบันไดโค้งมนที่เพิ่มความหรูหราภายในบ้าน และช่องหน้าต่างที่เป็นกระจกเต็มบานตั้งแต่พื้นจดเพดานเชื่อมต่อบรรยากาศภายนอกสู่ภายใน
_DSC8516
_DSC8519
  • Delight คำนึงถึงการออกแบบ เพื่อความสุข ส่งเสริมความสัมพันธ์ของทุกคนในครอบครัวที่อยู่ร่วมกันหลาย Generation จึงออกแบบภายในบ้านให้เป็น Open Plan แต่ละฟังก์ชั่นสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ และออกแบบพื้นที่ส่วนกลางภายในบ้านที่มีขนาดใหญ่ ทั้งชั้นล่างและชั้นบนที่จัดให้มีโถงนั่งเล่นขนาดใหญ่สำหรับกิจกรรมของทุกคนในครอบครัว
_DSC8564
  • Hygiene ด้วยการออกแบบโดยใช้ธรรมชาติเข้ามามีส่วนช่วยให้เกิดสุขอนามัยที่ดีในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดรับแสงธรรมชาติด้วยหน้าต่างขนาดใหญ่ การระบายอากาศภายในบ้าน ด้วยการวางตำแหน่งของบ้านที่ถูกต้อง มีช่องเปิดเพื่อให้อากาศถ่ายเท ขยายพื้นที่บ้านเพื่อความโล่งโปร่งมากยิ่งขึ้น และยังรองรับไลฟ์สไตล์ในยุค new Normal ด้วยอุปกรณ์ Touchless รวมถึงพื้นที่เอนกประสงค์ที่สามารถปรับรูปแบบการใช้งาน ทั้ง Work from Home หรือ Learn from Home ได้

สำหรับแบบบ้านในโครงการมีให้เลือก 3 แบบด้วยกัน ได้แก่

  • บ้านศุภกานต์ ซึ่งเป็นบ้านหลังเล็กสุด มีพื้นที่ใช้สอย 279 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ จอดรถ 2 คัน

  • บ้านศุภราช บ้านขนาดกลาง พื้นที่ใช้สอย 318 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ จอดรถ 2+2 คัน

  • บ้านศุภมัณฑิรา ซึ่งเป็นบ้านแบบใหม่ล่าสุด พื้นที่ใช้สอย 417 ตร.ม. บนที่ดินขนาด 134 ตร.ว. 5 ห้องนอน 7 ห้องน้ำ 2 พื้นที่พักผ่อนส่วนตัว และ 3-6 ที่จอดรถ

นอกจากนี้ ภายในโครงการยังมีพื้นที่สวนขนาด 358 ตร.ว. ที่อยู่ด้านในของโครงการ ขณะที่ด้านหน้าโครงการบริเวณซุ้มทางเข้าจะเชื่อมต่อกับคลับเฮ้าส์ เนื้อที่ 199 ตร.ว. ทำให้พื้นที่บริเวณทางเข้ามีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ภายในคลับเฮ้าส์ ประกอบไปด้วย ฟิตเนส สระว่ายน้ำระบบน้ำแร่ และ Co-Working Space พร้อมทั้งระบบรักษาความปลอดภัยภายในโครงการ และระบบ Home Automation เพิ่มความปลอดภัยภายในบ้าน

ต้องถือว่า เป็นโครงการระดับไฮเอนด์ที่ ศุภาลัย ให้ความสำคัญกับทุกๆ รายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ความสำคัญกับความสุขของทุกๆ คนในครอบครัว ด้วยการออกแบบพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ที่ให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้ชีวิตร่วมกัน และที่สำคัญระดับราคา 16.9-30 ล้านบาทกับบ้านขนาดใหญ่ในทำเลที่มีศักยภาพสูงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ากับการได้มาครอบครอง

สำหรับโครงการ “ศุภาลัย พรีมา วิลล่า ปิ่นเกล้า-พุทธมณฑล สาย 2” จะเปิด Pre-Sale วันที่ 26-27 กันยายน นี้ ณ Sales Gallery สำหรับผู้สนใจสามารถลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษก่อนใคร ได้ที่ https://www.supalai.com/reg/prima_sai2/ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1720 หรือทาง Facebook : Supalai Society

บ้านศุภมัณฑิรา

เป็นแบบบ้านขนาดใหญ่ซีรีส์ใหม่ล่าสุดของศุภาลัย บริเวณทางเข้าด้านหน้ามีความต่อเนื่องจากชั้นล่างสู่ชั้นบน พร้อมด้วยช่องกระจกสูงจากพื้นถึงเพดาน เชื่อมต่อบรรยากาศภายนอกสู่ภายใน และพื้นที่ภายในบ้านที่มีลักษณะเปิดโล่งถึงกัน ทำให้เกิดความโปร่งสบายในการพักอาศัยได้มากยิ่งขึ้น

ห้องรับแขกโอ่โถงด้วย Double Volume สูง 6 เมตร มีลักษณะเฉพาะด้วยการกั้นห้องเป็นสัดส่วน พร้อมกระจกโค้งเปิดมุมกว้าง เพื่อรับทัศนียภาพภายนอก สามารถสร้างความผ่อนคลายแก่ผู้พักอาศัยได้เป็นอย่างดี

ครัวภายในบ้านมีขนาดใหญ่ สามารถจัดเคาน์เตอร์กลางห้องได้ ทั้งยังมีความต่อเนื่องกับห้องอาหาร บนชั้น 2 ประกอบด้วย Master Bedroom ขนาดใหญ่ มาพร้อม Walk-in Closet และห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำในตัว

_DSC8576
_DSC8588
_DSC8592

Warapong Pankaew15 กันยายน 2020
-พรีโม่-รังสิต-2-e1600109020226-1280x736.jpg

2min671

การเลือกซื้อบ้านให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยในยุค New Normal เป็นอะไรที่มองข้ามไม่ได้ซะแล้ว เมื่อชีวิตความเป็นอยู่ของหลายๆ คนต้องเปลี่ยนไปหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และยังมีทีท่าว่าจะไม่จบลงง่ายๆ บ้านจึงเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวอุ่นใจ และยังต้องพร้อมรองรับกับวิถีชีวิตในรูปแบบใหม่ให้กับทุกคนในครอบครัว

สำหรับหนุ่ม-สาว คนรุ่นใหม่ วัยเริ่มทำงาน เริ่มสร้างครอบครัว ทาวน์โฮม คือทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการใช้ชีวิตแบบ New Normal จึงไม่แปลกที่วันนี้ ทาวน์โฮม จะขายดีกว่าคอนโดมิเนียม และมีโครงการใหม่ๆ เปิดขายมากมายให้ผู้สนใจได้เลือกซื้อ และในวันนี้ Property Mentor มีรีวิวทาวน์โฮมนวัตกรรมใหม่แกะกล่องจากบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) มาฝากกันครับ

โครงการที่ว่าก็คือ “ศุภาลัย พรีโม่ รังสิต” ทาวน์โฮมนวัตกรรมใหม่ ดีไซน์ใหม่ที่ไม่เหมือนใคร สำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ต้องการ Inspiration ภายใต้แนวคิด “Create your inspiration with a new path of living” สร้างแรงบันดาลใจ…ที่แตกต่างกับทาวน์โฮมมิติใหม่” ด้วยทาวน์โฮมที่ถูกออกแบบฟังก์ชันใหม่เป็นครั้งแรก ด้วยการนำแปลนของห้องชุดมาประยุกต์ใช้กับทาวน์โฮม สวิทซ์พื้นที่ Living & Dining ไปไว้ด้านหลังเชื่อมต่อกับพื้นที่สวนหลังบ้าน และเอาครัวและห้องน้ำมาไว้ด้านหน้าแทน ด้วยเหตุผลอะไร เดี๋ยวเรามาไขข้อข้องใจกัน

ก่อนอื่นขอเริ่มกันที่ข้อมูลเบื้องต้นของโครงการกันก่อน โครงการศุภาลัย พรีโม่ รังสิต ตั้งอยู่บนถนนรังสิต-ปทุมธานี เป็นโครงการทาวน์โฮมขนาดเล็กกะทัดรัดด้วยเนื้อที่ 6 ไร่ กับทาวน์โฮม 2 ชั้น สไตล์ Modern ขนาด 21 ตารางวา จำนวน 59 หลังเท่านั้น มีหน้ากว้าง 5.5 เมตร และ 6.25 เมตร(สำหรับห้องหัวมุม) 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 2 ที่จอดรถ

แม้ว่าโครงการจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่สิ่งที่จะได้ก็คือ มีความสงบเป็นส่วนตัวไม่วุ่นวาย มีการบริหารจัดการที่ดี ในส่วนของการจัดตั้งเป็นนิติบุคคลก็สามารถทำได้สะดวกขึ้น

ทำเลที่ตั้งของ ศุภาลัย พรีโม่ รังสิต อยู่ในซอยวัดบุญชื่นชู ในระยะ 140 เมตรจากปากซอย บนถนนรังสิต-ปทุมธานี ฝั่งขาออกมุ่งหน้าถนนพหลโยธิน ระยะทางจากที่ตั้งโครงการไปถึงปากทางฝั่งถนนพหลโยธินที่บริเวณโรงพยาบาลปทุมเวชประมาณ 3.8 กม. และฝั่งขาเข้าจากปากทางบริเวณตลาดรังสิตถึงโครงการระยะทางประมาณ 7 กม.

ที่ตั้งโครงการถือว่าอยู่ในจุดที่สามารถเดินทางเข้า-ออกเมืองได้หลายเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นถนนพหลโยธิน ถนนวิภาวดีรังสิต ทางพิเศษดอนเมืองโทล์ลเวย์ หรือจะใช้ทางด่วนโครงการก็อยู่ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วนบางพูนประมาณ 1.5 กม.เท่านั้นเอง นอกจากนี้ ในอนาคตยังสามารถเดินทางเข้าเมืองได้อย่างรวดเร็วด้วยรถไฟฟ้าสายสีแดงที่สถานีรังสิต ซึ่งอยู่ห่างจากโครงการเพียง 3.4 กม. โดยคาดว่า รถไฟฟ้าสายสีแดงรังสิต-บางซื่อจะเปิดให้บริการได้ในปี 2564 ที่จะถึงนี้

สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรสินค้า โรงพยาบาล สถานศึกษา แม้ว่าบนถนนรังสิต-ปทุมธานี จะไม่มีห้างใหญ่ๆ แต่โครงการก็อยู่ไม่ไกลจากฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต & ZPELL ด้วยระยะทางประมาณ 5 กม. หรือ เซียร์ รังสิต ระยะทาง 8.4 กม.

นอกจากนี้ ยังอยู่ใกล้โรงพยาบาลใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลเปาโล รังสิต โรงพยาบาลกรุงเทพสยามเซนต์คาร์ลอส และโรงพยาบาลปทุมเวช ซึ่งอยู่ในรัศมีการเดินทางไม่เกิน 5 กม.โดยประมาณ เช่นเดียวกับสถานศึกษาดังๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ก็อยู่ในรัศมีการเดินทาง 8-15 กม.โดยประมาณ

ถ้าพูดถึงทำเลรังสิต ไม่ว่าจะเป็นฝั่งรังสิต-นครนายก หรือรังสิต-ปทุมธานี ถือเป็นทำเลศักยภาพสูงทางตอนเหนือของกทม.-ปริมณฑล เป็นเกตเวย์ และศูนย์กลางด้านพาณิชยกรรมและการคมนาคมขนส่งของย่าน โดยมีศูนย์กลางอยู่บริเวณฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งโครงการ

ขณะเดียวกัน เมื่อรถไฟฟ้าสายสีแดงเปิดให้บริการ จะยิ่งเพิ่มศักยภาพของพื้นที่ให้สูงขึ้นไปอีก โดยเฉพาะบริเวณสถานีรังสิต ซึ่งถือเป็นสถานีสุดท้ายของสายนี้ (การรถไฟฟามีแผนจะขยายเส้นทางไปถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิตในอนาคต) จะถูกส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาในรูปแบบของ TOD (Transit-Oriented Development) เชื่อมโยงการพัฒนาในบริเวณรังสิตและพื้นที่ใกล้เคียง

พร้อมกับการปรับการใช้ประโยชน์ของที่ดินให้เป็นพื้นที่เพื่อการพาณิชยกรรมมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนในเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ เตรียมพร้อมที่จะลงทุนในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเซ็นทรัล เตรียมนำที่ดินบริเวณโรงงานไทยเมล่อนเดิมกว่า 600 ไร่ มาพัฒนา เช่นเดียวกับพื้นที่บริเวณมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่เตรียมการเพื่อพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ เป็นต้น

ตัดกลับมาที่โครงการ ศุภาลัย พรีโม่ รังสิต ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ศูนย์กลางความเจริญของรังสิต ทาง ศุภาลัย ได้นำแนวคิดใหม่ในการออกแบบมาใส่ไว้ในโครงการ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Built For Real Life หรือบ้านที่คิดจากชีวิตจริง ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ทำให้ศุภาลัย รู้ว่า บ้านที่ดี ต้องสร้างอยู่บนพื้นฐานของการใช้ชีวิตจริงๆ

จึงเป็นที่มาของการปรับฟังก์ชันบ้านใหม่หมด จากเดิมทาวน์โฮมจะเริ่มจากพื้นที่หน้าบ้านเป็นส่วนของที่จอดรถ เข้ามาในบ้านเป็นพื้นที่พักผ่อน พื้นที่รับประทานอาหาร พื้นที่เตรียมอาหาร ห้องน้ำ พื้นที่สุดท้ายจะเป็นครัว และพื้นที่ซักล้างต่างๆ ซึ่งคุณภาพของการอยู่อาศัยอาจจะไม่ได้ดีนัก

คุณชัยจักร

คุณชัยจักร วทัญญู ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ของศุภาลัย เล่าให้ฟังว่า การอยู่ในทาวน์โฮมแบบเดิม พื้นที่พักผ่อนจะอยู่ด้านหน้าซึ่งติดกับที่จอดรถก็ไม่ได้สัมผัสกับธรรมชาติ ส่วนด้านหลังเป็นพื้นที่ครัว เวลาซื้อของเข้าบ้านก็ต้องนำสัมภาระทั้งหมดยกเข้าไปด้านในสุดของบ้านซึ่งก็ไม่ค่อยจะสะดวกนัก

ประกอบกับพฤติกรรมการพักอาศัยของผู้บริโภคที่ต้องการพื้นที่ส่วนพักผ่อนที่มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ทางศุภาลัยจึงนำเอาไอเดียใหม่ๆ มาใช้ในการออกแบบทาวน์โฮมโฉมใหม่ที่นำมาใช้กับโครงการศุภาลัย พรีโม่ รังสิต เป็นโครงการแรก โดยปรับเปลี่ยนฟังก์ชันของพื้นที่ใหม่ เอาพื้นที่ส่วนของ Living & Dining ไปไว้ด้านหลัง และเอาพื้นที่ครัว ห้องน้ำ มาไว้ด้านหน้าแทน

ผลที่ได้ตามมาคือ เรามีพื้นที่ Living & Dining ที่กว้างขวางขึ้น และยังสามารถปรับพื้นที่ด้านหลังสุดซึ่งทาวน์โฮมแบบเดิมซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ต่อเติมสำหรับครัวและซักล้างให้กลายเป็นพื้นที่สวน กลายเป็นพื้นที่ส่วนต่อขยายสำหรับการพักผ่อนที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ภายในบ้านกับภายนอกบ้านได้ ส่วนพื้นที่ด้านหน้าออกแบบให้เป็นห้องครัวอย่างเป็นสัดเป็นส่วน สามารถจอดรถและเอาข้าวของที่ซื้อมาเข้าครัวได้อย่างสะดวก

นั่นคือแนวคิดใหม่ที่ศุภาลัยประยุกต์มาจากแปลนห้องชุดในคอนโดมาสร้างสรรค์ปรับปรุงใหม่เหมาะกับการอยู่อาศัยในทาวน์โฮม เพื่อให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของครอบครัวคนรุ่นใหม่ ที่อาจจะคุ้นเคยกับการอยู่คอนโดมาก่อน ฟังดูก็อาจจะนึกภาพไม่ออก และตั้งคำถามว่า แล้วมันจะดีกว่าแบบเก่าอย่างไร ก็ต้องไปดูให้เห็นกับตาครับ

วาปมาที่โครงการ ศุภาลัย พรีโม่ รังสิต ทาวน์โฮม 2 ชั้น ขนาดพื้นที่ใช้สอยสำหรับแปลงกลาง คือ 126 ตร.ม. และสำหรับแปลงมุม คือ 141 ตร.ม. เปิดประตูเข้าบ้านพื้นที่ส่วนแรกที่เราได้พบทางขวาคือพื้นที่ห้องครัวซึ่งถูกออกแบบอย่างเป็นสัดส่วนในขนาดที่กำลังพอเหมาะกับการใช้งาน ป้องกันกลิ่นด้วยการระบายอากาศสู่ภายนอกได้โดยตรงด้วยช่องหน้าต่างด้านหน้าและยังใช้เป็นช่องรับส่งของจากที่จอดรถเข้าครัวได้โดยตรง ส่วนพื้นที่ด้านซ้าย เป็นห้องน้ำรองรับการใช้งานของบ้านชั้นล่าง

20200907_152817
20200907_145408

นอกจากนี้ โครงการยังออกแบบจุดเก็บปั๊มน้ำและถังน้ำ ไว้อย่างเป็นสัดส่วนที่บริเวณด้านหน้าบ้าน และพื้นที่เก็บคอมเพรสเซอร์แอร์ ที่บริเวณด้านหน้าบ้านชั้นบนสามารถ Service จากด้านหน้าบ้านได้อย่างสะดวก

ส่วนพื้นที่ Living & Dining ถูกสลับมาอยู่ด้านหลังเพื่อความเป็นส่วนตัว และยังได้พื้นที่ที่กว้างขวาง โดยมีลักษณะเป็น Open plan ต่อเนื่องกันยิ่งขึ้น ในขณะที่ปรับพื้นที่ส่วนหลังสุดให้เป็นสวนหลังบ้าน เพิ่มบรรยากาศการอยู่อาศัยให้ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ น่าอยู่มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การ Switch พื้นที่ Living & Dining ไปอยู่ด้านหลัง ถือว่าตอบโจทย์การอยู่อาศัยสไตล์ New Normal ได้เป็นอย่างดี เพราะเราสามารถเปิดโล่งให้พื้นที่ในส่วนนี้รับแสงธรรมชาติ และยังสามารถระบายอากาศได้ดีขึ้นอีกด้วย ส่วนภายในบ้านทางโครงการยังออกแบบช่องแสง Skylight บริเวณโถงบันได เพื่อให้แสงธรรมชาติเข้าสู่ตัวบ้าน และยังลดการใช้ไฟในเวลากลางวันได้เป็นอย่างดี

20200907_152050
20200907_145540

ขึ้นไปที่ชั้น 2 ด้วยบันไดที่กว้างขวางไม่อึดอัดคับแคบ ฟังก์ชันด้านบนถูกแบ่งเป็น 3 ห้องนอน โดยที่ห้องนอนใหญ่ หรือ Master Bedroom โปร่ง โล่ง ด้วยเพดานสูง 2.8 เมตร มีห้องน้ำในตัว และยังมีพื้นที่ด้านหน้าห้องน้ำจัดเป็น walk-in closet ได้แบบพอเหมาะ พอดี

20200907_145640
20200907_145730

ส่วนห้องนอนอีก 2 ห้องสำหรับสมาชิกตัวน้อยของครอบครัว ถ้าเป็นครอบครัวใหม่ที่ยังไม่มีลูกหรือมีแค่คนเดียว สามารถปรับให้เป็นห้องรองรับการทำงานแบบ work at home หรือการเรียนออนไลน์ learn at home ได้อย่างลงตัว หรือจะจัดเป็นสตูดิโอ สำหรับจัด Podcast หรือขายสินค้าออนไลน์ ก็ตอบโจทย์ชาว Gen z ได้เช่นเดียวกัน

20200907_145841
20200907_154026

นอกจากนี้ยังมีส่วนของ Bonus space ช่วงบันไดที่เพิ่ม Step ขึ้น เป็นพื้นที่เล็กๆสำหรับใช้เป็น หิ้งพระ, นั่งเล่น หรืออื่นๆ ตามความต้องการของเจ้าของบ้าน เพื่อการใช้งานอย่างคุ้มค่ามากขึ้น

20200907_150616
20200907_154335
20200907_150127

โดยภาพรวมๆ ก็ต้องถือว่าทาวน์โฮมในโครงการ ศุภาลัย พรีโม่ รังสิต เป็นทาวน์โฮมระดับ B+ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ก็อยู่ในระดับเหนือกว่าทาวน์โฮมปกติ อย่างเช่น ประตูหน้าต่าง UPVC พร้อมกระจกเขียวตัดแสง ของ Windsor สุขภัณฑ์ Cotto ระบบฝ้าระบายความร้อน SCG ระบบ Home Automation และ Smart Security System เป็นต้น

ด้วยราคาช่วงเปิดโครงการที่ 2 ล้านกว่าๆ สำหรับครอบครัวรุ่นใหม่ที่มีรายได้รวมกัน 6 หมื่นอัพ ผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 2 หมื่นบาท ก็ถือว่า โครงการศุภาลัย พรีโม่ รังสิต เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยโครงการจะเปิดขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 19-20 กันยายนนี้ ที่สำนักงานขายโครงการ พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษก่อนใคร https://bit.ly/2XFTAe0 สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 1720 หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.supalai.com


Warapong Pankaew9 กรกฎาคม 2020
entrance.png

4min1132

ใครที่คิดจะซื้อคอนโดมิเนียมใหม่ๆ ราคาดีๆ ในปีนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า ตลาดคอนโดอยู่ในช่วง Slow Down และเป็นช่วงเวลาของการโละสต๊อกเก่าเสียมากกว่าที่จะเปิดคอนโดใหม่ ยิ่งมาเจอภาวะแทรกซ้อนจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ยิ่งทำให้คอนโดใหม่ๆ หายไปจากตลาดในจำนวนที่มากพอสมควร

จากตัวเลขของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ พบว่า ตลอดเวลา 5 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-พ.ค.) มีคอนโดเปิดใหม่แค่ 27 โครงการ จำนวนรวมประมาณ 1 หมื่นยูนิต ลดลงไปเกือบ 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

แม้ว่าในตลาดจะมีของให้เลือกช็อปในราคาที่โดนใจ แต่ใครหลายๆ คนอาจจะคิดเหมือนๆ กันว่า ของที่มีอยู่มันอาจจะยังไม่ใช่ เพราะสต๊อกก็คือสต๊อกแม้จะได้ราคาดี แต่ถ้าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยกันแบบจริงๆ จังๆ มันก็อยากมีทางเลือกที่มากกว่าห้องที่เหลืออยู่ตอนนี้ว่ามั๊ย

วันนี้ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ได้เปิด “คอนโดใหม่ ในราคาย้อนยุค” ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ ที่กำลังจะเปิดขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2563 ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับคนที่กำลังหาซื้อคอนโดในช่วงที่หลายบริษัทยังกล้าๆ กลัวๆ แต่ทำไม ศุภาลัย ถึงกล้าลุย? คำถามนี้ทางผู้บริหารของศุภาลัย ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม ตอบชัดเจนว่า ถ้าไม่มั่นใจเกินร้อยก็คงไม่กล้าเปิดคอนโดใหม่เหมือนกัน

3 สิ่งที่ทำให้ผู้บริหารศุภาลัยมั่นใจว่า ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ เปิดมาแล้วต้องปัง ประกอบไปด้วย ทำเล-ราคา-ดีไซน์ ซึ่ง Property Mentor จะขอโฟกัส 3 สิ่งนี้แบบวิเคราะห์เจาะลึกว่า ปัจจัยที่ทำให้ ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการซื้อเพื่ออยู่อาศัย หรือเพื่อการลงทุนในอนาคตได้หรือไม่

ในเรื่องของทำเลที่ตั้งของโครงการศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ อยู่บนถนนราชพฤกษ์ ใกล้ๆ จุดตัดระหว่างถนนราชพฤกษ์กับถนนเทอดไทฝั่งเข้าเมือง ที่สำคัญคือ อยู่ใกล้กับ MRT และ BTS สถานีบางหว้า ซึ่งเป็นสถานีร่วมของรถไฟฟ้า 2 สาย โดยระยะทางจากโครงการถึง Skywalk เพียง 200 เมตร และหากนับจากโครงการถึงสถานี เพียง 450 เมตร เท่านั้น

ก่อนที่จะไปพูดถึงความสะดวกในการเดินทาง ขอเปิดหัวด้วยศักยภาพของทำเลที่อยู่ใกล้สถานีร่วมหรือที่เรียกกันว่า Interchange และทิศทางการพัฒนาเมือง ที่จะเกิดกับพื้นที่ตรงนี้กันก่อน

บางหว้า Interchange ทำเลศักยภาพสูง
สำหรับทิศทางการพัฒนาเมืองในอนาคต ตามผังเมืองรวมกทม.ฉบับใหม่ที่คาดว่าจะประกาศใช้ในปี 2564 ได้วางการขยายตัวของกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะในด้านของที่อยู่อาศัยที่มีความหนาแน่นสูงจะขยายตัวออกไปใน 3 ทิศทาง ได้แก่

  • ทิศเหนือตามแนวรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีเขียว
  • ทิศตะวันออก ตามแนวสายสีเขียวไปทางสมุทรปราการ และตามแนวแอร์พอร์ตลิงค์ รวมถึงสายสีส้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
  • ทิศตะวันตก ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ออกไปทางเพชรเกษมและบางแค

ทั้ง 3 ทิศทางของการขยายตัวนี้จะส่งเสริมให้เกิดศูนย์ชุมชนชานเมือง หรือที่เรียกว่า Sub Center ออกไปในทิศทางต่างๆ เพื่อให้มีการค้าและการบริการกระจายตัวอยู่ในเขตชั้นกลางและเขตชั้นนอกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งทางฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯจะมี ตลิ่งชัน เพชรเกษม บางแค และพระราม 2 เป็นเป้าหมายของการเป็น Sub Center

โดยปกติที่ดินที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน โดยเฉพาะสถานีร่วม หรือ interchange จะได้รับการส่งเสริมการพัฒนาได้มากขึ้นในรูปแบบของ TOD หรือ Transit-Oriented Development เพื่อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานี ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชน และทำหน้าที่เป็นศูนย์ชุมชนชานเมืองย่อยๆ ในบริเวณที่เป็นสถานีร่วมของรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเส้นทางต่างๆ

สถานีบางหว้าคือหนึ่งในสถานีร่วมที่พื้นที่โดยรอบสถานีในระยะ 800 เมตร จะถูกส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาที่มากขึ้นในอนาคต ตามผังเมืองรวมกทม.ฉบับใหม่นี้ทำให้พื้นที่บริเวณโครงการศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ ที่ตั้งอยู่ในรัศมีไม่เกิน 800 เมตรจากสถานีบางหว้าจะถูกยกระดับให้มีศักยภาพในการพัฒนามากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

เข้าถึงทุกมุมเมืองด้วยโครงข่ายรถไฟฟ้า
คราวนี้มาถึงการเดินทางจากทำเลที่ตั้งโครงการ เราสามารถเดินทางเข้า-ออกเมือง ด้วยการเดินทาง 2 ระบบคือ รถไฟฟ้า และรถยนต์ส่วนตัว ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้า 2 สายที่สามารถ access เข้าสู่เมืองชั้นใน ย่าน CBD ไม่ว่าจะเป็น สาทร สีลม สุขุมวิท พระราม 4 รวมไปถึง New CBD อย่างรัชดาฯ-พระราม 9 ได้ทั้ง BTS และ MRT

โดยเฉพาะคนทำงานที่ สาทร-สีลม สามารถเดินทางด้วย BTS ไปอีก 7 สถานีก็ถึงสาทร (บางหว้า – สุรศักดิ์) และ 9 สถานีกถึงสีลม (บางหว้า-ศาลแดง) หรือถ้าใครสะดวกเข้าเมืองด้วย MRT ก็สามารถเข้าถึงย่านธุรกิจใหม่อย่างถนนพระราม 4 เพียงแค่ 7 สถานี (บางหว้า-หัวลำโพง) 8 สถานีถึงจุฬาฯ (บางหว้า-สามย่าน) 9 สถานีถึงสีลม (บางหว้า-สีลม) 13 สถานีถึงสุขุมวิท (บางหว้า-สุขุมวิท) และ 15 สถานีถึงพระราม 9 (บางหว้า-พระราม 9)

นอกจากย่านธุรกิจสำคัญที่สามารถเดินทางจากโครงการได้อย่างสะดวกรวดเร็วแล้ว หากต้องการชิม-ช็อป ชิล หลากหลายสไตล์ จากโครงการก็สามารถไปได้เกือบทุกที่ที่เป็นไฮไลท์ของเมืองไม่ว่าจะเป็นเยาวราช ก็สามารถเดินทางด้วย MRT ไปถึงใน 6 สถานี (บางหว้า-วัดมังกร) หรือไปสามย่านมิตรทาวน์ 8 สถานี (บางหว้า-สามย่าน) หรือจะไปสยาม ราชประสงค์ เซ็นทรัลเวิลด์) ก็สามารถเดินทางด้วย BTS เพียง 11 สถานี (บางหว้า-สยาม) เป็นต้น

อีกเส้นทางที่ต้องขยายความเพื่อให้เห็นภาพของการเดินทางด้วยโครงข่ายรถไฟฟ้าให้ชัดเจนขึ้นก็คือการเดินทางด้วย MRT จากสถานีบางหว้าเพื่อไปเชื่อมต่อกับ MRT ช่วงท่าพระ-บางซื่อ ซึ่งเชื่อมต่อกันเป็น circle line รอบเมืองที่เชื่อมกับรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสายสีส้ม สีแดง สีม่วง สีเหลือง ทำให้เราสามารถเดินทางจากที่ตั้งโครงการไปในทุกพื้นที่ของกรุงเทพฯ-ปริมณฑลได้อย่างสะดวก ด้วยโครงข่ายรถไฟฟ้าที่จะเชื่อมถึงกันในอนาคต

สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์ นอกจากจะเข้าสู่ย่านธุรกิจอย่างสาทรในเวลาเพียง 10 นาที (กรณีที่รถไม่ติด) แล้ว โครงการยังตั้งอยู่ใกล้จุดตัดของถนนหลักสำคัญ 2 สาย คือ ถนนเพชรเกษมและถนนราชพฤกษ์ ทำให้สามารถเชื่อมต่อการเดินทางเข้า-ออกเมืองจากฝั่งเหนือ-ใต้ได้ด้วยถนนราชพฤกษ์ และตะวันออก-ตะวันตกด้วยถนนเพชรเกษม นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมโยงไปยังถนนเทอดไท ถนนกาญจนาภิเษก ถนนกัลปพฤกษ์ ถนนเอกชัยได้อย่างสะดวกอีกด้วย

ถือว่าการคมนาคมทั้งทางรถยนต์ และรถไฟฟ้า สามารถรองรับการเดินทางจากโครงการไปในทุกทิศทางได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

ราคาน่าคบหา คุ้มค่าทั้งอยู่อาศัย-ลงทุน
จุดแข็งเรื่องที่ 2 ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญมากๆ ต่อการตัดสินใจซื้อนั่นก็คือเรื่องของ ราคา อย่างที่เกริ่นไปในช่วงต้นว่า ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ คือคอนโดเปิดใหม่ในราคาย้อนยุค ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ โดยมีราคาขายเริ่มต้นอยู่ที่ 1.69 ล้านบาท โดยมีราคาต่อตารางเมตรเริ่มต้นที่ 53,000 บาท/ตารางเมตร ขณะที่ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรอยู่ที่ 60,500 บาท/ตารางเมตร

ราคานี้ถ้าดูไทม์ไลน์ย้อนกลับไปจะพบว่า คอนโดที่เปิดขายตามแนวรถไฟฟ้าช่วงตากสิน-บางหว้า ในราคาเริ่มต้นที่ 5-6 หมื่นบาท/ตารางเมตร ต้องย้อนเวลากลับไปไกลถึงปี 2555 หรือเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ขณะที่คอนโดที่เปิดขายในปี 2562 ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1-1.1 แสนบาท/ตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 1 เท่าตัว โดยปัจจุบันราคาเฉลี่ยของคอนโดในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ที่ 84,000 บาท/ตารางเมตร ขณะที่คอนโดในพื้นที่ตากสิน-บางหว้า ราคาต่อยูนิตส่วนใหญ่เริ่มต้นกันที่ 2.5-3 ล้านบาท* (*ข้อมูลจาก คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล)

เท่ากับว่า ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ ขายถูกกว่าโดยเฉลี่ยประมาณ 30% เผลอๆ สต๊อกคอนโดที่ลดแลกแจกแถมกันอยู่ในเวลานี้ยังสู้ราคาคอนโดเปิดใหม่ของศุภาลัยยังไม่ได้

หากมองในมุมของการลงทุนสำหรับคอนโดบนทำเลที่มีศักยภาพสูง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาราคาคอนโดในย่านนี้ปรับจากตารางเมตรละ 5-6 หมื่นบาทในปี 2555 มาเป็น 1-1.1 แสนบาทในปี 2562 หรือมีราคาปรับขึ้นกว่า 100% มี capital gain โดยเฉลี่ยปีละ 10-15% ขณะที่อัตราค่าเช่าคอนโดในย่านนี้เริ่มต้นกันที่เดือนละ 7,000-8,000 บาท ไปจนถึง 1 หมื่นบาทต้นๆ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนทำงานย่านสาทร สีลมพระราม 4 ได้ผลตอบแทนจากการเช่าสำหรับห้องในราคาเริ่มต้นที่ 1.69 ล้านบาท  (rental yield) อยู่ที่ประมาณ 5-7% ถือว่าเป็นการลงทุนแบบยาวๆ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

เคล็ดลับคุมต้นทุน ตั้งราคาต่ำกว่าตลาด 30%
การที่ ศุภาลัย สามารถทำราคาขายได้ต่ำกว่าราคาตลาด 30% โดยประมาณในหลายๆ โครงการที่เปิดขายในช่วงที่ผ่านมานั้น เกิดจากประสบการณ์ และจากกลยุทธ์ในการบริหารจัดการต้นทุน เทคนิคการเลือกซื้อที่ดิน และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผสมรวมกันแล้วทำให้ได้ราคาขายที่ถูกกว่า

ยกตัวอย่างโครงการศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ ทางศุภาลัย ซื้อที่ดินมาได้ในราคา 1.41 แสนบาท/ตารางวา เมื่อปี 2559 เป็นราคาที่ดินก่อนที่จะมี Sky Walk สถานีบางหว้า เชื่อมจากตัวสถานีข้ามคลองภาษีเจริญมาลงที่ท่าเรือบางหว้าทำให้ที่ดินในบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วปัจจุบันราคาที่ดินพุ่งมาอยู่ที่ 2 แสนบาทปลายๆ/ตารางวา ทำให้ได้ที่ในราคาถูกมาพัฒนาโครงการ

ขณะเดียวกันการบริหารต้นทุนทางการเงินของศุภาลัยทำได้ค่อนข้างดีทำให้ต้นทุนการเงินลดต่ำลงมาต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1 ปี 2563 ศุภาลัยมีต้นทุนการเงินอยู่ที่ประมาณ 2% เท่านั้น นอกจากนี้ การสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับพื้นที่โดยรอบโครงการก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยลดตันทุนได้เช่นกัน

สำหรับโครงการ ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ ทางศุภาลัย ได้ร่วมกับสำนักงานเขตภาษีเจริญ และกรมทางหลวงชนบท ปรับปรุง ภูมิทัศน์ บริเวณสถานีรถไฟฟ้าบางหว้า Interchange ปรับปรุงทางเดินเท้าตั้งแต่ทางลงสถานีรถไฟฟ้า ด้วยหลังคาใหญ่ตลอดทางเพื่อสร้างความร่มรื่น และสร้างพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกต้นไม้ตลอดทางเดิน พร้อมไฟส่องสว่างพร้อมนำจิตรกรรมบนกำแพง หรือ Graffiti ทำให้เป็นทางเดินที่เต็มไปด้วยสีสัน

การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนรอบข้างเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่าการขอ EIA ของโครงการศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ ผ่านการพิจารณาเพียงรอบเดียวจากส่วนใหญ่ต้องยื่นเรื่องมากกว่า 2 รอบ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการทำ EIA ลดลงตามไปด้วย

Naturalism Design ธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ
มาที่เรื่องของดีไซน์ โครงการศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ มีจุดเด่นในเรื่องของแนวคิดการออกแบบในหลายเรื่อง โดยเฉพาะแนวคิดหลักของโครงการก็คือ “Naturalism” คือ การออกแบบโดยใช้ผลประโยชน์จากธรรมชาติให้มากที่สุด จุดเริ่มต้นมาจากการออกแบบโครงการเริ่มแรก ศุภาลัย ต้องการให้โครงการสามารถลดผลกระทบจาก ฝุ่นละอองที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา แต่พอไวรัสโควิด-19 ระบาด ในระหว่างช่วงพัฒนาแบบ เลยปรับดีไซน์รายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถรับมือกับโควิดได้ด้วย

โครงการ ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร – ราชพฤกษ์ จึงเป็นเรื่องของการใช้ธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ เพราะต้นตอของปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฝุ่นละออง หรือไวรัส โควิด-19 ก็มาจากธรรมชาติ จึงนำธรรมชาติมาเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเน้นการออกแบบพื้นที่โดยอาศัยประโยชน์จากธรรมชาติ อาทิ ลมช่วยระบายอากาศ แดดช่วยฆ่าเชื้อโรค ต้นไม้และวัสดุพืชพันธุ์ช่วยกรองฝุ่น และสร้างออกซิเจน เป็นต้น

พื้นที่โล่งเปิดรับแสงแดด ช่วยให้ถ่ายเทอากาศได้ดีขึ้น และช่วยฆ่าเชื้อโรค

ด้วยแนวคิดดังกล่าวทำให้โครงการมีพื้นที่เปิดโล่ง(open space) ถึง 65% โดยเป็นพื้นที่สีเขียว(green space) มากกว่า 1 ไร่ ซึ่งเป็นจุดเด่นของคอนโด ศุภาลัยที่ให้ open space และ green area ค่อนข้างมาก

การมี open space เป็น Ventilation Court ภายในอาคารทำให้สามารถถ่ายเทอากาศได้ดีขึ้น พร้อมๆ กับเปิดพื้นที่รับแสงแดดได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งแสงแดดในทางการแพทย์นั้นมีประโยชน์มากมายถ้าร่างกายรับแสงแดดในตอนเช้าและตอนเย็นวันละ 15 นาที อาทิ ช่วยให้กระดูกแข็งแรง รักษาระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือด ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ช่วยให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

ส่วน green area โดยรอบจะช่วยในเรื่องของการกรองฝุ่นละอองที่เข้ามาสู่โครงการให้ลดลง และยังมีแผงไม้เลื้อย (Green Panel) ช่วยให้กรองฝุ่นและมลภาวะต่างๆ อีกชั้นหนึ่งด้วย ประกอบกับ การจัดวางผังอาคารเป็นรูปตัว L เพื่อให้ทุกตำแหน่งของห้องพักได้รับลมและแสงแดดจากธรรมชาติ และทุกๆ ห้องยังออกแบบให้มีเพดานที่สูงถึง 2.7 เมตร ช่วยเปิดรับแสง ทำให้มีความโปร่ง และช่วยให้อากาศในห้องไหลเวียนได้ดี ซึ่งน่าจะตอบโจทย์ผู้ที่เป็นห่วงเรื่องสุขภาพ อนามัยในช่วงนี้ได้ดีระดับหนึ่ง

พื้นที่สีเขียวด้านหน้าโครงการ และ Green Panel ช่วยให้กรองฝุ่นและมลภาวะต่างๆ

ศุภาลัย ยังคงเอกลักษณ์ของอาคารประหยัดพลังงานไว้ในทุกๆ โครงการ โดยการใช้หน้าต่างกรอบบาน UPVC ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก และใช้กระจกเขียวตัดแสง เพื่อช่วยลดความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ตัวอาคาร และทุกห้องพักในโครงการ และที่พิเศษยิ่งขึ้นกับดีไซน์ห้องที่รับกับวิถี New Normal ด้วยฟังก์ชันพิเศษ มุมอเนกประสงค์ “Favorite Corner” ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้สอยได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงาน ไว้สำหรับ Work from Home หรือไว้สำหรับทำกิจกรรมโปรดได้หลากหลายสไตล์

มุมอเนกประสงค์ “Favorite Corner” ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามความต้องการ

นอกจากนี้ ศุภาลัยยังสร้างสรรค์ทุกโครงการคุณภาพตามมาตรฐานสากล ISO 9001 จึงมั่นใจในความคุ้มค่าคุ้มราคากับโครงการมากด้วยคุณภาพของการอยู่อาศัยอีกด้วย

ทั้งหมดคือ 3 จุดแข็ง ทั้งด้าน ทำเล ราคา และดีไซน์ ที่ทำให้ ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร-ราชพฤกษ์ มีความโดดเด่นและเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการซื้อหาคอนโดเพื่อการอยู่อาศัยและการลงทุนในช่วงนี้เลยทีเดียว


 

มีอะไรใน ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร-ราชพฤกษ์

สำหรับโครงการ ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร-ราชพฤกษ์ เป็นคอนโดมิเนียมโครงการที่ 2 ของศุภาลัยที่เปิดขายในปี 2563 และเป็นโครงการแรกที่เปิดขายหลังเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีเนื้อที่กว่า 3 ไร่ ประกอบด้วยอาคารสูง 33 ชั้น 1 อาคาร จำนวนห้องพักอาศัย 563 ยูนิต และเป็นในส่วนของร้านค้าอีก 2 ยูนิต ราคาขายเริ่มต้นที่ 1.69 ล้านบาท ตั้งอยู่บนถนนราชพฤกษ์ ใกล้ๆ จุดตัดระหว่างถนนราชพฤกษ์กับถนนเทอดไทฝั่งเข้าเมือง

โครงการแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งช็อปปิ้ง โรงพยาบาล สถานที่สำคัญ อาทิ เดอะมอลล์ ท่าพระ ซีคอน บางแค ไอคอนสยาม ตลาดเสนีย์ ตลาดพลู ตลาดเดินเล่น สาขาท่าพระ โรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนอัสสัมชัญ โรงพยาบาลพญาไท 3 โรงพยาบาลบางไผ่ และ โรงพยาบาลศิริราช เป็นต้น

นอกจากนี้ โครงการได้ออกแบบ เพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยในแบบ New Normal ตั้งแต่เรื่องของพื้นที่เปิดโล่ง พื้นที่สีเขียว แต่ก็มีพื้นที่ที่มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น รวมถึงการจัดว่าง Lay Out ต่างๆ เพื่อการเว้นระยะห่าง และลดการสัมผัส (Touchless) ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้เกิดความมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็น Face Scan และประตูอัตโนมัติ เมื่อเข้าสู่โซนพักอาศัย โดยไม่ต้องสัมผัสคีย์การ์ด หรือสแกนนิ้ว

ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มช่องทางเข้าสู่อาคารได้หลากหลายจุด เพื่อลดความแออัดของการเข้าออกอาคารเพียงจุดเดียว แต่ก็ยังคำนึงถึงระบบความปลอดภัยด้วยการมีระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ระบบกล้อง CCTV และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมการจัดให้มี Delivery Drop Off จุดพักรับ-ส่งบริการ Delivery แยกเป็นสัดส่วนจากโซนพักอาศัย ตอบโจทย์การสั่งสินค้าออนไลน์ในช่วงที่ยังต้องระมัดระวังในเรื่องสุขภาพ

ที่สำคัญคือจัดพื้นที่ส่วนกลางแบบแยกส่วน เป็น 3 ส่วนกระจายตัวโดยรอบโครงการ เพื่อลดความแออัดในการใช้งานเพียงพื้นที่เดียว เพิ่มความเป็นส่วนตัวในการใช้งานมากขึ้น โดยแยกเป็น 3 ชั้นหลัก ซึ่งในแต่ละชั้นก็มีพื้นที่ย่อยๆ แยกการใช้งานได้อย่างลงตัว

ll
lll
llll

ส่วนแรกอยู่บริเวณชั้น 1 ส่วนนี้ถูกจัดให้เป็น Lobby, Community Area ซึ่งมีลักษณะแบบห้องประชุม เชื่อมโยงกับ Lobby และพื้นที่ต้อนรับด้านหน้า

ส่วนที่สองอยู่บริเวณชั้น 6 เป็น สระว่ายน้ำ Infinity Edge เป็นสระน้ำระบบเกลือ แยกสระผู้ใหญ่ และสระเด็ก มี Jacuzzi เพิ่มความผ่อนคลาย และในโซนนี้มีพื้นที่บริการ Fitness, Sauna, Game Room, Greenery และ Natural Green

ส่วนสุดท้ายอยู่บริเวณชั้น 33 เป็น Roof Garden, Relaxing Area, Relaxing Terrace, Sky Lounge

สำหรับห้องที่จะเปิดขายมีให้เลือกตั้งแต่ 29-103.5 ตารางเมตร แบ่งเป็น

  • ขนาด 1 ห้องนอน 29 ตารางเมตร 1 แบบ
  • ขนาด 1 ห้องนอน 35 ตารางเมตร 6 แบบ
  • ขนาด 1 ห้องนอนพลัส 44.5 ตารางเมตร 1 แบบ
  • ขนาด 2 ห้องนอน 52 ตางราเมตร 54.5 ตารางเมตร 56 ตารางเมตร และ 65 ตารางเมตร
IMG_7214
IMG_7216
IMG_7226_01
IMG_7247
IMG_7257

โครงการศุภาลัย ลอฟท์ สาทร-ราชพฤกษ์ จะเปิด Pre-Sales อย่างเป็นทางการในวันที่ 11-12 กรกฏาคม 2563 ที่ Sales Gallery โครงการ โดยสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อรับส่วนลดได้ที่ https://www.supalai.com/reg/loft_sathornratchaphruk/ สอบถามข้อมูลโทร. 1720 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.supalai.com

1A1
1B1
1C1
1C2
1D1
1D2
1E1
2A1
2B1
2B2
2B3
2C1
PA1

 


Warapong Pankaew29 มีนาคม 2020
AP-x-BC-LIFE-Ladprao-Presentation-page-0371-1280x595.jpg

1min4520

ห้าแยกลาดพร้าวเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิคอนโดที่ร้อนระอุมานาน เพราะล้วนมีแต่บิ๊กเนมกับบิ๊กโปรเจ็กต์ที่ปักหลักกรำศึกอยู่ในทำเลนี้ด้วยกันหลายเจ้า อย่างล่าสุด 2 รายใหญ่ ค่ายเอพี ไทยแลนด์ และ แสนสิริ ต่างขยับตัวทำกิจกรรมการตลาดกันอย่างหนักหน่วง แม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสร้ายโควิด-19 ก็ตาม

ในตอนแรก มาดูกันก่อนว่า ห้าแยกลาดพร้าวมีดีแค่ไหน ถึงได้เป็นหนึ่งในทำเลยอดนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการซื้ออยู่อาศัยและการลงทุนคอนโดมิเนียมสำหรับวันนี้และในอนาคต เรามีข้อมูลจากทั้ง 2 บิ๊กอสังหาฯมาฝากกัน

ขยล ตันติชาติวัฒน์ ผู้อำนวยการ บริษัท บางกอกซิตี้สมาร์ท จำกัด หรือ บีซี บริษัทในเครือเอพี ไทยแลนด์ ได้วิเคราะห์ศักยภาพของทำเลห้าแยกลาดพร้าวเอาไว้ว่า ทำเลลาดพร้าวถือเป็นทำเลแห่งอนาคตอย่างแท้จริง ด้วย 5 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย

  1. การเป็นศูนย์กลางของการเดินทางและระบบขนส่งมวลชน นอกจากการเป็นจุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าสายสีเขียว(บีทีเอส) และรถไฟใต้ดินสายน้ำเงิน(MRT) แล้ว ยังอยู่ไม่ไกลจากสถานีกลางบางซื่อ ศูนย์กลางสายรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนที่กำลังจะสร้างเสร็จในปี 2564 ซึ่งถือเป็นเสมือนตัวผลักดันให้พื้นที่โดยรอบ เกิดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง
  2. การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ ที่มีความพร้อมของพื้นที่อาคารสำนักงานเกรดเอและบีครอบคลุมกว่า 3 แสนตารางเมตร และเมื่อสถานีกลางบางซื่อสร้างเสร็จจะเกิดพื้นที่อาคารสำนักงานพิ่มอีกกว่า 1 แสนตารางเมตร และคาดว่าจะมีพนักงานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวมกว่า 40,000 คน ทำให้มีผู้สนใจลงทุนในย่านนี้จำนวนมาก
  3. ศูนย์กลางของสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย โดยเฉพาะศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าวที่มีผู้ใช้บริการมากกว่า 150,000 คน/วัน
  4. มีพื้นที่สีเขียวที่เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ถึง 3 แห่งเป็นปอดของกรุงเทพฯ โดยเมื่อนับพื้นที่รวมกันถึง 700 ไร่ หรือ 1.12 ล้านตารางเมตร
  5. ที่สำคัญทำเลลาดพร้าวยังถูกยกให้เป็นทำเลแห่งโอกาสของตลาดคอนโดมิเนียมในแพ็คเกจราคาที่คุ้มค่า จับต้องและต่อยอดได้ทั้งลูกค้าเรียลดีมานด์และกลุ่มนักลงทุน

จากข้อมูลจากบิ๊กดาต้าของบีซีย้อนหลังไป 5 ปี พบการเปิดตัวของคอนโดติดถนนพหลโยธิน ตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินพหลโยธิน-สถานีรถไฟฟ้ารัชโยธิน มีทั้งสิ้น 11 โครงการ จำนวน 8,263 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 145,000 บาท/ตร.ม.และ มียอดขายรวมแล้วกว่า 74%

เอพี คอนโด ลาดพร้าว
เอพี คอนโด ลาดพร้าว

และหากเจาะข้อมูลดีมานด์ในแต่ละสถานีจะพบว่า สถานีที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ สถานีบีทีเอสห้าแยกลาดพร้าวที่มีอัตราการตอบรับที่ดีที่สุด โดยมียอดขายรวมกว่า 82% มียูนิตคงเหลือขายประมาณ 490 ยูนิตเท่านั้น เพราะเป็นทำเลที่ดีที่สุดเปรียบเสมือนศูนย์กลางของย่าน

ขณะที่คอนโดมิเนียมในกลุ่มสินค้ารีเซลก็พบการปรับตัวของราคาขึ้นมาปีละประมาณ 8% นอกจากนี้ ผู้ซื้อที่ต้องการลงทุนในการปล่อยเช่าและขายต่อให้ความสนใจในตลาดโซนนี้ไม่แพ้กัน เพราะผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าระยะยาว (Rental Yield) อยู่ที่ประมาณ 4-5% ต่อปี

เอพี คอนโด ลาดพร้าว
เอพี คอนโด ลาดพร้าว

มาดูข้อมูลทางฝั่งแสนสิริกันบ้าง สุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บริษัทในเครือแสนสิริ ให้ข้อมูลว่า

  • ราคาที่ดินในบริเวณ BTS ห้าแยกลาดพร้าว มีการปรับตัวขึ้นถึง 10% ต่อปี โดยมีราคาขายอยู่ที่ 6.2 แสนบาท/ตารางวา คาดว่าราคาที่ดินจะขยับขึ้นไปอีกจากความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต
พลัส คอนโด ลาดพร้าว
พลัส คอนโด ลาดพร้าว
  • ขณะที่ราคาเฉลี่ยของคอนโดในย่านนี้อยู่ที่ 1.25 แสนบาทต่อตารางเมตร ลดลงประมาณ 5% ซึ่งเป็นการปรับตัวของผู้ประกอบการในหาจุดสมดุลของตลาดในช่วงที่ผ่านมา
  • ในส่วนของภาพตลาดการขายคอนโดมิเนียม ในทำเลพหลโยธิน-ลาดพร้าว มียอดขายเฉลี่ยในปี 2562 อยู่ที่ 57% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาพรวมพื้นที่กรุงเทพฯอยู่ที่ 42% โดยเซ็กเมนต์ที่ได้รับความสนใจจะเป็นกลุ่มคอนโดในระดับราคา 80,000 -130,000 บาทต่อตร.ม. หรือห้องชุดราคา 3-4 ล้านบาท ที่มียอดตอบรับสูงถึง 60%
  • ด้านผลตอบแทนการลงทุน พบว่า มีผลตอบแทนการขายต่อ (Capital Gain) 4% และผลตอบแทนการปล่อยเช่า (Rental Yield) 5% ต่อปี จึงเป็นทำเลที่เหมาะกับทั้งเรียลดีมานด์และการลงทุนในระยะยาว
พลัส คอนโด ลาดพร้าว
Document-page-006
พลัส คอนโด ลาดพร้าว

สรุปก็คือ ทำเลห้าแยกลาดพร้าว เป็นทำเลที่ถือว่ามีศักยภาพสูง เหมาะทั้งการอยู่อาศัยและลงทุน แม้ข้อมูลบางอย่างของทั้ง 2 บริษัทจะไม่ตรงกันซะทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคาเฉลี่ย อัตราการขาย และ Capital Gain แต่ก็ขึ้นอยู่กับฐานของมูล และพื้นที่ในการจัดเก็บของแต่ละค่าย แต่ภาพรวมๆ ก็คือ ห้าแยกลาดพร้าวเป็นทำเลที่ดีมีอนาคตสดใสรออยู่ แต่จะดีมากหรือดีน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดในปัจจุบันและอนาคตด้วยเช่นกัน

อ่านต่อ 2 บิ๊ก แสนสิริ-เอพี เปิดศึกระลอกใหม่ ห้าแยกลาดพร้าว

 


Warapong Pankaew29 มีนาคม 2020
-เอพี.png

2min4440

ทำเลห้าแยกลาดพร้าวหนึ่งในทำเลคอนโดที่มีการแข่งขันดุเดือดมาโดยตลอด เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่ทำให้ห้าแยกลาดพร้าวและพื้นที่ต่อเนื่อง จะเป็นหนึ่งในทำเลศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ในอนาคต จึงไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายแต่อย่างใด ที่จะมีโครงการเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะบิ๊กเนมหลายรายที่ปักหลังลงทุนในย่านนี้ อ่านเพิ่มเติม ส่องศักยภาพทำเลห้าแยกลาดพร้าว

ล่าสุด 2 บิ๊กอสังหาฯ แสนสิริ และ เอพี ไทยแลนด์ เปิดศึกชิงเค้กทำเลห้าแยกลาดพร้าวระลอกใหม่ ด้วยการจัดกิจกรรมการตลาดดันยอดขาย แม้ว่าสถานการณ์จะไม่เอื้ออำนวยจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ก็ได้ปรับกลยุทธ์ทำตลาดผ่านระบบออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่ไม่สามารถมาที่โครงการได้

มาดูที่โครงการของเอพี ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีโครงการในย่านนี้ 2 โครงการ นั่นก็คือ LIFE ลาดพร้าว และ LIFE ลาดพร้าว วัลเลย์ มูลค่ารวมกัน 1.4 หมื่นล้านบาท และยังมีแผนจะเปิดโครงการ LIFE ลาดพร้าว-จัตุจักร ในปีนี้อีก 1 โครงการ มูลค่า 2,100 ล้านบาท เรียกได้ว่าช่ำช่อง และรู้ใจลูกค้าในทำเลนี้เป็นอย่างดี

วันนี้ โครงการ LIFE ลาดพร้าว สร้างเสร็จเป็นคอนโดพร้อมอยู่และพร้อมโอน โดยยังมียูนิตเหลือขายอีก 5 % เอพี จึงจัดกิจกรรมการตลาดอีกรอบ เพื่อเตรียมสำหรับลูกค้าที่กำลังจะโอนและรีเซล รวมถึงปล่อยของกับคอนโดพร้อมอยู่ที่ยังเหลืออยู่อีกประมาณ 80 ยูนิต

LIFE ลาดพร้าว เป็นคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ อยู่บนทำเลเพียง 1 ก้าวจากบีทีเอสห้าแยกลาดพร้าว เป็นคอนโดที่เอพีพัฒนาขึ้น เพื่อตอบโจทย์อินไซต์ของลูกค้าในกลุ่ม Adaptive Generation เป็นคนเมืองรุ่นใหม่วัยทำงานที่มีเป้าหมายในการใช้ชีวิต ที่จัดเต็มทั้งการทำงานและชีวิตส่วนตัว

โดยมีจุดเด่นหลักๆ เช่น การจัดสเปซสำหรับประสบการณ์การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ (Creative Solutions) ผ่านพื้นที่ส่วนกลางที่ผสานเทคโนโลยี รองรับการใช้งานที่ปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย เชื่อมต่อโลกดิจิตอลได้อย่างไม่สะดุด รองรับทั้งการพักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัว พร้อมทั้งรองรับเทรนด์การทำงานที่บ้าน (Work from Home) อาทิ

เอพี LIFE LADPRAO  คอนโด
เอพี LIFE LADPRAO Iconic Lobby
เอพี LIFE LADPRAO Intelligent Co-Thinking Space
  • Iconic Lobby ที่มีการติดตั้ง Sound Dome และ USB Charger System ให้ใช้งานได้ทั้งการนั่งฟังเพลงหรือนัดประชุม Conference Call
  • Intelligent Co-Thinking Space สเปซรองรับการประชุมอย่างเป็นทางการ ด้วยระบบ Digital Touch Panel ควบคุมการเชื่อมต่อระบบจอทีวี ระบบไฟ ระดับเสียง ม่าน และอุณหภูมิในห้อง
  • Sky Social Club การทำงานในออฟฟิศชิดขอบฟ้าบนชั้น Rooftop เพิ่มสีสันและความครีเอทีฟให้การทำงานไม่ซ้ำซากจำเจ
  • Panoramic Health Club แบบ 24 ชั่วโมง ที่จะเข้ามาเติมเต็มไลฟ์สไตล์การออกกำลังกายพร้อมวิวเมืองของลาดพร้าว
เอพี LIFE LADPRAO Sky Social Club 02
เอพี LIFE LADPRAO 24 Hour Panoramic Health Club
เอพี LIFE LADPRAO Cocoon Space

การพัฒนาที่อยู่อาศัยควบคู่พื้นที่สีเขียวสำหรับอนาคต (Green Design Approach) ที่ผสานพื้นที่ธรรมชาติ สายน้ำและต้นไม้ใหญ่นานาพันธุ์อย่างลงตัว อาทิ The Evergreen Path ทางเดินเข้าสู่โครงการใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่และพันธุ์ไม้หลากหลายสายพันธุ์ พร้อมทั้งมุมสวนแบบเอาท์ดอร์ที่มีสเปซฟังก์ชั่นรองรับทั้งการพักผ่อนและการทำงานในร่มเงาของธรรมชาติ

สำหรับ LIFE ลาดพร้าว มีมูลค่าโครงการ 8,000 ล้านบาท มีจำนวนยูนิตรวม 1,615 ยูนิต โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ประกอบด้วย อาคารที่พักอาศัยจำนวน 2 อาคาร สูง 45 ชั้นและ 46 ชั้น จำนวน 1,615 ยูนิต ขนาดพื้นที่ใช้สอยมีตั้งแต่ห้องสตูดิโอ ขนาด 26–29 ตารางเมตร ห้องชุด 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 35 ตารางเมตร และห้องชุด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาด 48.5–75 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 4.59 ล้านบาท หรือ 131,000 บาท/ตร.ม.

คราวนี้มาที่โครงการแสนสิริ นั่นก็คือ โครงการ เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค เป็นคอนโดที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และล่าสุดได้จัดกิจกรรมเปิดจอง Pre-Sale ในรูปแบบออนไลน์แบบเรียลไทม์ 24 ชม.

เดอะไลน์ พหลโยธิน พาร์ค เป็นหนึ่งในโครงการร่วมทุนระหว่างแสนสิริ และ บีทีเอส กรุ๊ป ซึ่งจริงๆ เป็นโครงการเก่าของแนเชอรัล พาร์ค ที่ซื้อมารื้อพัฒนาใหม่ภายใต้แนวคิด “Green Condominium” ซึ่งถือเป็นจุดขายหลักของเดอะไลน์ พหลโยธิน พาร์ค ที่มีสวนสีเขียวบนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 8 ไร่ (เป็นที่สวนกลางร่วมกับโครงการอื่นๆ ของแสนสิริที่อยู่บนพื้นที่เดียวกัน)โครงการอยู่ห่าง 300 เมตร จากสถานีห้าแยกลาดพร้าว

เดอะไลน์ ลาดพร้าว แสนสิริ
เดอะไลน์ ลาดพร้าว แสนสิริ

แนวคิดหลักของเดอะไลน์ พหลโยธิน พาร์ค จึงเป็นเรื่องของการใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม ที่ครอบคลุมถึง 4 ด้าน ได้แก่

  1. Green Innovation นำนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ภายในพื้นที่ส่วนกลาง เช่น Solar Rooftop
  2. Green Material ใช้วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น Earth Blox
  3. Green Residential Unit ออกแบบพื้นที่พักอาศัยที่ช่วยประหยัดพลังงาน และดีต่อคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย เช่น Well-Air
  4. Green ECO-Planting ปลูกพรรณไม้เพื่อดูดซับมลพิษและลดความร้อน คุ้มค่าทั้งการลงทุนและการอยู่อาศัย
เดอะไลน์ ลาดพร้าว แสนสิริ
เดอะไลน์ ลาดพร้าว แสนสิริ
เดอะไลน์ ลาดพร้าว แสนสิริ

นอกจากนี้จุดเด่นอีกข้อของเดอะไลน์ พหลโยธิน พาร์ค ก็คือ พื้นที่ส่วนกลาง Co-Sharing space มากถึง 3,000 ตารางเมตร มีทั้ง Co-Living Lounge, Co-Playing Space, Co-Cooking Studio และ Co-Working Space พร้อมสระว่ายน้ำฟิตเนส

เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค เนื้อที่ 2 ไร่ มูลค่าโครงการ 4,200 ล้านบาท เป็นคอนโดสูง 32 ชั้น จำนวน 880 ยูนิต ห้องชุด 1 ห้องนอน 31.75 – 41.25 ตร.ม. 2 ห้องนอน 58.75 – 79.5 ตร.ม. และดูเพล็กซ์ 79.50 – 82.25 ตร.ม. ราคาพิเศษในช่วงนี้เริ่มต้นที่ 2.89-7 ล้านบาท มีราคาเฉลี่ยที่ 1.3 แสนบาทต่อตร.ม. โดยได้ให้เปิดจองออนไลน์ 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งโปรโมชั่นจอง 1,999 บาท รับส่วนลดสูงสุด 400,000 บาท และ iPhone 11 Pro 1 เครื่องทุกยูนิต รวมถึงโปรโมชั่นพิเศษลุ้นรับส่วนลดสูงสุดถึง 1 ล้านบาท

ก็ถือว่ามีดีมีเด่นมีด้อยกันคนละแบบ ขึ้นอยู่กับว่าไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคลจะโดนใจกับแบรนด์ไหน ก็คงตัดสินใจได้ไม่ยาก 


Warapong Pankaew11 มีนาคม 2020
Bird-eye-view-1-1280x767.png

1min169

“รังสิต” คืออีกทำเลทองของจังหวัดปทุมธานี มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งชุมชนขนาดใหญ่หลายจุด เป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรม แหล่งช็อปปิง (Shopping) การคมนาคมสะดวก เชื่อมต่อถนนเส้นหลัก วิภาวดีรังสิต สรงประภา เชื่อมต่อทางด่วน ทั้งทางพิเศษอุดรรัถยา และทางยกระดับอุตราภิมุข และยังมีการพัฒนาระบบคมนาคมอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงโครงการรถไฟฟ้า สายสีแดง บางซื่อ-รังสิต-ธรรมศาสตร์ ที่คาดจะเปิดให้บริการได้ในปี 2564 ซึ่งพื้นที่รังสิตยังถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งเศรษฐกิจ อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองมหาวิทยาลัย ด้วยเพราะเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลังชื่อดังของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยรังสิต

นอกจากนี้ ในอนาคตยังมีโครงการใหญ่ๆ ที่จะเกิดในพื้นที่รังสิตอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของบิ๊กค้าปลีกอย่างกลุ่มเซ็นทรัล ฯลฯ

เหล่านี้คือปัจจัยทำให้เกิดการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างไม่หยุดนิ่ง ซึ่งก็รวมถึงบริษัท แคปปิตอล จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ที่ล่าสุดได้ปักหมุดคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ใกล้ๆกับมหาวิทยาลัยรังสิตภายใต้ชื่อโครงการ มอนเต้ รังสิต  เพราะมั่นใจในศักยภาพของทำเลที่ยังมีดีมานด์ และเป็นทำเลที่ยังไม่มีปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย… ที่สำคัญยังเป็นคอนโดฯโครงการเดียวที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยรังสิตที่สุด!

นายชัยรัตน์ พิรุฬหพัสต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แคปปิตอล จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กล่าวว่า แม้ภาพโดยรวมตลาดที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมในปี 2563 จะไม่ดี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Luxury ระดับราคาตั้งแต่ 1.5 แสนบาทต่อตารางเมตร(ตร.ม.)ขึ้นไป ที่พบว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีสินค้ากลุ่มนี้ออกมาสู่ตลาดค่อนข้างมากและเป็นทำเลที่อยู่ในเมือง

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มคนไทยที่มีเงินมีกำลังซื้อที่พร้อมจะซื้อในระดับราคาขายไม่เกิน 1 แสนบาทต่อตารางเมตร(ตร.ม.) ซึ่งเชื่อว่าตลาดกลุ่มนี้ยังไปได้ เพียงแต่ผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินจะต้องเลือกทำเลให้ถูกจุดตรงกับความต้องการของตลาดผู้บริโภค

สำหรับการเปิดตัวโครงการมอนเต้ รังสิต มีราคาขายเฉลี่ยต่อตร.ม.อยู่ที่ 60,000 บาท ราคาเริ่มต้น 1-1.5 ล้านบาท ทำเลใกล้รถไฟฟ้าสถานีหลักหก และมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และเป็นโครงการ RARE PROJECT ในย่านนี้ ที่จัดเต็มด้วย Facilities พร้อมทั้ง Design ที่เอาใจวัยรุ่นและคนทำงาน ออกแบบฟังก์ชั่นการใช้สอยในห้องได้ลงตัว ในราคาที่จับต้องได้ทุกเพศทุกวัย เหมาะกับการอยู่เอง และเหมาะกับการลงทุน โดยได้แบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้

  • กลุ่มลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่หรือ Local demand ประมาณ 50% เช่น นักศึกษา กลุ่มผู้ปกครอง กลุ่มผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ หรือทำงานในย่านรังสิต,เมืองเอก, สรงประภา และแจ้งวัฒนะ เป็นต้น
  • กลุ่มผู้ประกอบการเจ้าของอพาร์ตเมนต์ในพื้นที่ใกล้เคียง เจ้าของธุริจขนาดใหญ่และเล็กประมาณ 20%
  • กลุ่มนักลงทุน (Investors) ที่แท้จริงที่ชอบลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ที่ต้องการย้ายเงินลงทุนจากการลงทุนอื่นๆ เช่น จากพันธบัตร จากตลาดหุ้น ฯลฯ มาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงนักลงทุนหน้าใหม่ประมาณ 30%
คอนโด
คอนโด
สระว่ายน้ำ ส่วนกลาง คอนโด

 

“ เรามั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด เพราะโครงการมอนเต้ รังสิต มีจุดเด่นใน Location ที่รายล้อมไปด้วยทุกไลฟ์สไตล์ ที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยในช่วง Gen Y-Z อายุ 18-35 ปี ลงตัวทุกการใช้ชีวิต รวมถึงการมี Facilities และ ฟังก์ชั่นห้องที่ลงตัว” นายชัยรัตน์ กล่าว พร้อมกับย้ำว่าโครงการมอนเต้ รังสิตเป็นคอนโดที่เพิ่มค่าในอนาคตแน่นอน เพราะข้อจำกัดของผังเมืองฉบับใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน FAR 2-3 เท่า ขึ้นตึกสูงแทบไม่ได้

ด้วยเหตุผลดังกล่าวประกอบกับจุดเด่นต่างๆ ของโครงการเชื่อว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี ทั้ง Capital gain กำไรที่ได้จากการขาย และ Rental yield จากการปล่อยเช่า โดยคาดว่าจะได้มากถึง 5-7% อัตราค่าเช่าประมาณ 7,000-12,000 บาทต่อเดือน

สำหรับโครงการ มอนเต้ รังสิต พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ “Pround to live .. Pround to be Iconic” กล้าที่จะแตกต่าง สะท้อนทุกด้านที่เป็นคุณ ผสานทุกความแปลกใหม่ไปพร้อมกับคอนโดเพิ่มค่าในอนาคตด้วยจุดเด่นต่างๆ ดังนี้

1. Landmark แห่งใหม่ของรังสิต กับคอนโดแห่งแรกที่ใกล้มหาวิทยาลัยรังสิต เมืองทองธานี และสนามบินดอนเมือง

2. เอกลักษณ์ที่โดดเด่น ด้วย Design ล้ำสมัยภายใต้คอนเซ็ปต์ “ Pround to live .. Pround to be Iconic”

3. Smart Facilities รองรับทุกไลฟ์สไตล์ สาหรับคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

4. Smart Design ด้วย Function ห้องที่มีให้เลือกอย่างอิสระในแบบ Fully Furnished ทุกยูนิต

ตกแต่ง สเปซ ส่วนกลาง
ตกแต่ง โค เวิร์กกิ้ง สเปซ ส่วนกลาง
ตกแต่ง โค เวิร์กกิ้ง สเปซ ส่วนกลาง

โครงการตั้งอยู่บนเนื้อที่ 3 ไร่กว่า พัฒาเป็นคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น 566 ยูนิต (รวมห้องพักเพื่อการพาณิชย์ 1 ยูนิต) ราคาขายเฉลี่ย 60,000 บาท/ตร.ม. หรือราคาเริ่มต้นประมาณ 1-1.5 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท

โครงการประกอบด้วย 3 อาคาร อาคาร A จำนวน 210 ยูนิต อาคาร B จำนวน 224 ยูนิต อาคาร C จำนวน 132 ยูนิต มีห้องชุด 3 แบบให้เลือก ดังนี้ แบบ Studio Suited ขนาด 22 ตารางเมตร จำนวน 82 ยูนิต แบบ 1 Bedroom Extra Bedroom Extra ขนาด 25 -26 ตารางเมตร จำนวน343 ยูนิต และแบบ1 Bedroom Exclusive ขนาด 29 ตารางเมตร จำนวน 140 ยูนิต

ตกแต่ง
ตกแต่ง
ตกแต่ง
ตกแต่ง
ตกแต่ง ห้องนอน

ส่วนที่จอดรถสามารถจอดได้ 181 คัน (จอดซ้อนคัน 48 คัน ) คิดเป็น 42% และมีที่จอดรถจักรยานยนต์รองรับอีกด้วย ในส่วนของ Facilities ก็มีให้ครบครัน ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดผู้บริโภคเป้าหมาย รองรับไลฟ์สไตล์ของนักศึกษา มีทั้ง Co-working space / Meeting Studio รองรับการเรียนรู้และความชิลล์ ห้อง GYM ดีไซน์ทันสมัย Game Zone และ Mini theater ที่แทบจะไม่ต้องออกไปทำกิจกรรมที่ไหนอีกแล้ว ที่สำคัญ ก็คือ ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

โครงการ มอนเต้ รังสิต เริ่มเปิดขายในเดือนมีนาคม 2563 คาดว่าจะเริ่มก่อสร้าง ไตรมาสที่ 2 ปี 2564 กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จไตรมาสที่ 3 ปี 2565 (ปัจจุบันอยู่ระหว่างยื่นขอ EIA )


Warapong Pankaew11 มีนาคม 2020
Lalin-Le-Corbusier_4-re-1280x854.jpg

1min1800

“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘เลอ กอร์บูซีเย สถาปนิกผู้ทรงอิทธิพลแห่งศตวรรษที่ 20 ออกแบบบ้านดีไซน์ใหม่ Modern Geometry บ้านต้องตอบสนองการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง

หลังจากที่ “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ได้นำเสนอแบบบ้านและทาวน์โฮม ออกสู่ตลาดและได้พัฒนารูปแบบมาอย่างต่อเนื่องล่าสุดพบว่าแนวคิดในการออกแบบของ “เลอ กอร์บูซีเย” เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดในปี 2020 มากที่สุด คือ บ้านควรเป็นสิ่งที่ตอบสนองต่อประโยชน์การใช้สอยอย่างแท้จริง

Lalin Le Corbusier ลลิล ทาวน์เฮ้าส์
Lalin Le Corbusier_ลลิล ตกแต่ง
Lalin Le Corbusier ลลิล ตกแต่ง

“ฟังก์ชั่นหรือการใช้งาน” เป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบบ้าน บ้านแต่ละหลังจึงควรสร้างขึ้นจากชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ของตัวเอง เช่น มีแสงส่องผ่านเพื่อสุขอนามัย มีพื้นที่เพียงพอต่อไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย และใช้วัสดุที่เรียบง่ายแต่ดูโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้นำทฏษฎี Le Modulor หรือหลักความสอดคล้องของสัดส่วนมนุษย์ (Human Scale) เพื่อกำหนดสเกลของสิ่งต่างๆ ในงานสถาปัตยกรรมมาประยุกต์ให้เกิดการออกแบบบ้าน ให้มีความพอดี ตั้งแต่ขนาดของบ้านที่เหมาะสมกับผู้อยู่อาศัย ระยะการหยิบจับสิ่งของ หรือการวางตำแหน่งของเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน ไปจนถึงการกำหนดสัดส่วนของพื้นที่เพื่อให้เกิดฟังก์ชั่นที่ตอบวัตถุประสงค์การใช้งานของสถานที่นั้นและการอยู่ร่วมกันภายในบ้าน

Lalin Le Corbusier_ลลิล ห้องนอน
Lalin Le Corbusier ลลิล ตกแต่ง
Lalin Le Corbusier ลลิล ตกแต่ง บันได

ซึ่งในปีนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้ปรับแบบบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮมให้มีดีไซน์ที่ทันสมัยและแตกต่างจากโครงการอื่นๆ โดยใช้นำทฏษฎี Le Modulor มาผสานดีไซน์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ มีเนื้อที่ใช้สอยให้เลือกหลายขนาด เหมาะแก่การอยู่อาศัยของครอบครัวขนาดกลาง ไปจนถึงครอบครัวขนาดใหญ่ และนำแบบบ้านใหม่นี้มาใช้กับ 2 โครงการคือ โครงการลลิล ทาวน์ แลนซีโอ คริป ราคาเริ่มต้นที่ 2 ล้านบาท และโครงการไลโอ บลิสซ์ ราคาเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาทขึ้นไป


Warapong Pankaew4 กุมภาพันธ์ 2020
6-1-1280x426.jpg

1min1480

เอพี (ไทยแลนด์) ฟื้นบรรยากาศ “ลักชัวรี่คอนโดมิเนียม วิวโค้งน้ำเจ้าพระยา” อีกครั้ง หลังจากที่ทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยาหายากขึ้นทุกวัน ด้วยการเปิดตัวโครงการ “RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน” คอนโดมิเนียมสุดหรือสูง 44 ชั้น และอาคารพาวิลเลี่ยน จำนวน 421 ยูนิต โครงการนี้เกิดขึ้นภายใต้การร่วมทุนระหว่างเอพี(ไทยแลนด์) และพันธมิตรญี่ปุ่น มิตซูบิชิ เอสเตท เรสซิเดนซ์ (บริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป)

ความพิเศษของโครงการเริ่มตั้งแต่ทำเลที่ตั้งซึ่ง RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ บนทำเล ‘เจริญกรุง’ ที่ขนาบแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นทำเลเชื่อมต่อใจกลางเมืองย่าน CBD สาทร ศูนย์กลางธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ใกล้ย่านสถานศึกษา คือโรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน และประมาณ 100 เมตรจากโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ริเวอร์ไซด์ แคมปัส

ที่พิเศษที่สุดก็คือการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในของแต่ละยูนิต และการจัดพื้นที่ส่วนกลางด้วยการดีไซน์พื้นที่ส่วนกลางรูปแบบใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Luxury Gated Community “ให้ทุกชีวิตเติบโตไปพร้อมกันในสังคมที่เพียบพร้อมและปลอดภัย” ซึ่งทางเอพี (ไทยแลนด์) ย้ำว่า เป็นครั้งแรกกับการดีไซน์ทุกตารางเมตรของพื้นที่ส่วนกลางซึ่งมีมากกว่า 3.5 ไร่ ให้ตอบสนองความต้องการและการใช้ชีวิตร่วมกันของทุกเจเนอเรชั่นรองรับทุกความต้องการที่แตกต่างของผู้อยู่อาศัย ทั้งมิติความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และพื้นที่ทุกตารางนิ้วพร้อมต่อยอดพัฒนาการการเติบโตของเด็กยุคอัลฟ่า

เอพี ส่วนกลาง คอนโด
ส่วนกลาง ตกแต่ง
ตกแต่ง ห้องนอน

RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน ได้ออกแบบและกับคอร์ทพื้นที่สีเขียวขนาดย่อม เพื่อจัดเป็นมุมพักผ่อนส่วนตัวของครอบครัวก่อนเชื่อมต่อเข้าสู่เซ็นเตอร์พีชของโครงการ นั่นคืออาคารพาวิลเลี่ยนกระจกใสขนาดใหญ่ 3 อาคาร โดยแบ่งส่วนพื้นที่การใช้งานทั้งแบบครอบครัวและมุมส่วนตัวได้อย่างลงตัว ด้วย Study Pavillion สเปซ รองรับกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งแบบตัวต่อตัวหรือแบบกลุ่ม จัดพื้นที่ Social Pavillion สเปซสำหรับการนัดพบปะสังสรรค์หรือปาร์ตี้ พร้อมแยกส่วน Pantry สำหรับเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม และ Reading Pavillion เพื่อสำหรับนัดพูดคุยธุรกิจสำคัญ

เอพี คอนโด Luxury Gated Community ส่วนกลาง
ส่วนกลาง ตกแต่ง
เอพี ส่วนกลาง คอนโด ฟิตเนส

 

โดยอาคารพาวิลเลี่ยนกระจกใส จะเน้นการดีไซน์สู่มุมมองแบบเปิดโล่ง สู่มุมมองที่ถูกโอบล้อมด้วยพื้นที่สีเขียว พร้อมพื้นที่เล่นของเด็ก (Free Play Area) พร้อมออกแบบให้เด็กๆ วิ่งเล่นได้อย่างอิสระใต้ต้นจามจุรี ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ที่ให้สัมผัสได้ถึงความเย็นสบายและร่มรื่น พร้อมทั้งยังดีไซน์ทางเดินพิเศษ (Path Way) สำหรับเชื่อมต่อตรงสู่ตัวอาคารพักอาศัย มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าพร้อมความเป็นส่วนตัวสูงสุด

ในส่วนของอาคารพักอาศัย RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน ออกแบบสถาปัตยกรรมสไตล์มินิมอลคลาสสิก เน้นความเรียบง่ายแต่หรูหรา โดยมีขนาดห้องชุดเริ่มต้นที่ 35 ตร.ม. 1 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท


Warapong Pankaew19 ตุลาคม 2019
FRONT_VIEW_FINAL-1280x914.jpg

2min3520

แสนสิริ เปิดตัว เดอะ เบส เพชรบุรี-ทองหล่อ ด้วยราคาสุดเซอร์ไพรส์เริ่มต้นที่ 2.69 ล้านบาท เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น และด้วยเหตุผลของทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่บนถนนสายหลัก และระบบขนส่งมวลชนที่อยู่ใกล้เคียงโดยเฉพาะย่านทองหล่อซึ่งห่างจากโครงการเพียง 400 เมตร ดันให้โครงการ เดอะ เบส เพชรบุรี-ทองหล่อ น่าจับตามองทั้งในแง่ของการอยู่อาศัยและการลงทุน

องอาจ

“ปัจจุบันคอนโดมิเนียมในระดับราคาที่ไม่สูงมากอย่างคอนโดมิเนียมเซ็กเมนต์ C และ D ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่เรามองเห็นศักยภาพ โดยเฉพาะบนพื้นที่ชุมชนที่เป็นทำเลของผู้อยู่อาศัยจริง โดยกลุ่มลูกค้ายังคงเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ในการซื้อคอนโดเพื่อสะท้อนความสำเร็จในฐานะของบ้านหลังแรก” องอาจ สุวรรณกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าว

ด้านอุปสงค์ของคอนโดมิเนียมที่พักอาศัยในบริเวณถนนเพชรบุรีมีอัตราเพิ่มขึ้นสูงขึ้นโดยเฉลี่ยสูงถึงปีละ 4.5% ขณะที่คอนโดมิเนียมโครงการใหม่ๆในย่านนี้ที่ปัจจุบันมีเพียง 5,000 ยูนิต

ส่วนราคาที่ดินก็เติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2556 ราคาที่ดินซื้อขายกันอยู่ที่ตารางวาละ 300,000 บาท และในปี 2562 เพิ่มขึ้นมาเป็นตารางวาละ 600,000 บาท หรือโดยราคาที่ดินเฉลี่ยบริเวณถนนเพชรบุรีมีอัตราสูงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10%

ส่วนราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมในทำเลนี้มีปรับเพิ่มจากราคาเฉลี่ยจากราคาตารางเมตรละประมาณ 90,000 บาท ในปี 2558 เพิ่มมาอยู่ที่ 120,000 บาท/ตารางเมตร ในปี 2562 หรือเติบโตประมาณ 33% โดย Capital Gain ของย่านเพชรบุรีเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6% ต่อปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนที่ได้จากการปล่อยเช่าเฉลี่ยในบริเวณถนนเพชรบุรีหรือ Rental Yield อยู่ที่ 6% ต่อปี โดยมีราคาปล่อยเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 500-800 บาท/ตร.ม.

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้โครงการ “เดอะ เบส เพชรบุรี-ทองหล่อ” ได้รับความสนใจทั้งจากผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและซื้อเพื่อการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมา คอนโด แบรนด์ เดอะ เบส จะมีราคาเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 5-8% ต่อปี

โครงการเดอะ เบส เพชรบุรี-ทองหล่อ เป็นอาคารที่พักอาศัย 36 ชั้น 496 ยูนิต บนพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ด้วยการออกแบบ Low Density ทำให้แต่ละชั้นถูกจำกัดจำนวนยูนิตไม่เกิน 17 ยูนิต โดยมีประเภทห้องให้ตั้งแต่ 27.25 – 61.25 ตร.ม. ภายในตัวโครงการเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกถึง 1 ไร่ครึ่ง รองรับการใช้ชีวิตแบบในเมือง อาทิ คลับเฮ้าส์แบบ Stylish Cafe ในรูปแบบเรือนกระจก รายล้อมด้วยสวนสวย, ร้านสะดวกซื้อ 24 ชม.

GF Garden-rv5
Lobby Hires 62-08-07
SWIMMING_POOL_FINAL

รวมถึง Creative Co-working Hub ที่ไม่รบกวนความเป็นส่วนตัวในพื้นที่อยู่อาศัย นอกจากนี้พื้นที่ส่วนกลางบริเวณชั้น 36 ยังได้จัดเตรียม Sky Lounge ให้ผู้อยู่อาศัยสามารถพักผ่อนหรือจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ส่วนตัวด้วย City View ได้ถึง 270 องศา พร้อม Sky Theater ห้องความบันเทิงเอนกประสงค์ ได้ในห้องเดียว นอกจากนี้ยังมี Roof Terrace พื้นที่พักผ่อนกลางแจ้งรายล้อมด้วยสวนสวยบนดาดฟ้าโครงการและ Backyard Garden พื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัวส่วนกลางที่ให้ผู้อยู่อาศัยสามารถปลูกและเก็บไปประกอบอาหารรับประทานได้

THE BASE Phetchaburi-Thonglor (5)
THE BASE Phetchaburi-Thonglor (3)
THE BASE Phetchaburi-Thonglor (4)

เดอะ เบส เพชรบุรี-ทองหล่อ จะเปิดพรีเซลระหว่างวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2562 ด้วยราคาโปรโมชั่นเริ่มต้นที่ 2.69 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตารางเมตรละ 98,000 บาท ถือเป็นโครงการใจกลางเมืองที่ราคาดีที่สุดตั้งแต่แสนสิริเคยมีมา นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นผ่อนดาวน์เริ่มต้นเพียงเดือนละ 3,999 บาท ทำให้หลายคนเริ่มอยากไปเยี่ยมชมห้องจัวอย่างกันบ้างแล้ว ซึ่งโครงการนี้มีกำหนดที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จ ในปี 2565

คอนโดปลายปี 62 น่าซื้อแค่ไหน?



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME