fbpx

Category: อะไรๆ ก็…รีวิว

Warapong Pankaew11 มีนาคม 2020
Bird-eye-view-1-1280x767.png

1min199

“รังสิต” คืออีกทำเลทองของจังหวัดปทุมธานี มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งชุมชนขนาดใหญ่หลายจุด เป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรม แหล่งช็อปปิง (Shopping) การคมนาคมสะดวก เชื่อมต่อถนนเส้นหลัก วิภาวดีรังสิต สรงประภา เชื่อมต่อทางด่วน ทั้งทางพิเศษอุดรรัถยา และทางยกระดับอุตราภิมุข และยังมีการพัฒนาระบบคมนาคมอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงโครงการรถไฟฟ้า สายสีแดง บางซื่อ-รังสิต-ธรรมศาสตร์ ที่คาดจะเปิดให้บริการได้ในปี 2564 ซึ่งพื้นที่รังสิตยังถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งเศรษฐกิจ อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองมหาวิทยาลัย ด้วยเพราะเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลังชื่อดังของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยรังสิต

นอกจากนี้ ในอนาคตยังมีโครงการใหญ่ๆ ที่จะเกิดในพื้นที่รังสิตอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของบิ๊กค้าปลีกอย่างกลุ่มเซ็นทรัล ฯลฯ

เหล่านี้คือปัจจัยทำให้เกิดการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างไม่หยุดนิ่ง ซึ่งก็รวมถึงบริษัท แคปปิตอล จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ที่ล่าสุดได้ปักหมุดคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ใกล้ๆกับมหาวิทยาลัยรังสิตภายใต้ชื่อโครงการ มอนเต้ รังสิต  เพราะมั่นใจในศักยภาพของทำเลที่ยังมีดีมานด์ และเป็นทำเลที่ยังไม่มีปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย… ที่สำคัญยังเป็นคอนโดฯโครงการเดียวที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยรังสิตที่สุด!

นายชัยรัตน์ พิรุฬหพัสต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แคปปิตอล จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กล่าวว่า แม้ภาพโดยรวมตลาดที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมในปี 2563 จะไม่ดี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Luxury ระดับราคาตั้งแต่ 1.5 แสนบาทต่อตารางเมตร(ตร.ม.)ขึ้นไป ที่พบว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีสินค้ากลุ่มนี้ออกมาสู่ตลาดค่อนข้างมากและเป็นทำเลที่อยู่ในเมือง

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มคนไทยที่มีเงินมีกำลังซื้อที่พร้อมจะซื้อในระดับราคาขายไม่เกิน 1 แสนบาทต่อตารางเมตร(ตร.ม.) ซึ่งเชื่อว่าตลาดกลุ่มนี้ยังไปได้ เพียงแต่ผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินจะต้องเลือกทำเลให้ถูกจุดตรงกับความต้องการของตลาดผู้บริโภค

สำหรับการเปิดตัวโครงการมอนเต้ รังสิต มีราคาขายเฉลี่ยต่อตร.ม.อยู่ที่ 60,000 บาท ราคาเริ่มต้น 1-1.5 ล้านบาท ทำเลใกล้รถไฟฟ้าสถานีหลักหก และมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และเป็นโครงการ RARE PROJECT ในย่านนี้ ที่จัดเต็มด้วย Facilities พร้อมทั้ง Design ที่เอาใจวัยรุ่นและคนทำงาน ออกแบบฟังก์ชั่นการใช้สอยในห้องได้ลงตัว ในราคาที่จับต้องได้ทุกเพศทุกวัย เหมาะกับการอยู่เอง และเหมาะกับการลงทุน โดยได้แบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้

  • กลุ่มลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่หรือ Local demand ประมาณ 50% เช่น นักศึกษา กลุ่มผู้ปกครอง กลุ่มผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ หรือทำงานในย่านรังสิต,เมืองเอก, สรงประภา และแจ้งวัฒนะ เป็นต้น
  • กลุ่มผู้ประกอบการเจ้าของอพาร์ตเมนต์ในพื้นที่ใกล้เคียง เจ้าของธุริจขนาดใหญ่และเล็กประมาณ 20%
  • กลุ่มนักลงทุน (Investors) ที่แท้จริงที่ชอบลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ที่ต้องการย้ายเงินลงทุนจากการลงทุนอื่นๆ เช่น จากพันธบัตร จากตลาดหุ้น ฯลฯ มาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงนักลงทุนหน้าใหม่ประมาณ 30%
คอนโด
คอนโด
สระว่ายน้ำ ส่วนกลาง คอนโด

 

“ เรามั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด เพราะโครงการมอนเต้ รังสิต มีจุดเด่นใน Location ที่รายล้อมไปด้วยทุกไลฟ์สไตล์ ที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยในช่วง Gen Y-Z อายุ 18-35 ปี ลงตัวทุกการใช้ชีวิต รวมถึงการมี Facilities และ ฟังก์ชั่นห้องที่ลงตัว” นายชัยรัตน์ กล่าว พร้อมกับย้ำว่าโครงการมอนเต้ รังสิตเป็นคอนโดที่เพิ่มค่าในอนาคตแน่นอน เพราะข้อจำกัดของผังเมืองฉบับใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน FAR 2-3 เท่า ขึ้นตึกสูงแทบไม่ได้

ด้วยเหตุผลดังกล่าวประกอบกับจุดเด่นต่างๆ ของโครงการเชื่อว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี ทั้ง Capital gain กำไรที่ได้จากการขาย และ Rental yield จากการปล่อยเช่า โดยคาดว่าจะได้มากถึง 5-7% อัตราค่าเช่าประมาณ 7,000-12,000 บาทต่อเดือน

สำหรับโครงการ มอนเต้ รังสิต พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ “Pround to live .. Pround to be Iconic” กล้าที่จะแตกต่าง สะท้อนทุกด้านที่เป็นคุณ ผสานทุกความแปลกใหม่ไปพร้อมกับคอนโดเพิ่มค่าในอนาคตด้วยจุดเด่นต่างๆ ดังนี้

1. Landmark แห่งใหม่ของรังสิต กับคอนโดแห่งแรกที่ใกล้มหาวิทยาลัยรังสิต เมืองทองธานี และสนามบินดอนเมือง

2. เอกลักษณ์ที่โดดเด่น ด้วย Design ล้ำสมัยภายใต้คอนเซ็ปต์ “ Pround to live .. Pround to be Iconic”

3. Smart Facilities รองรับทุกไลฟ์สไตล์ สาหรับคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

4. Smart Design ด้วย Function ห้องที่มีให้เลือกอย่างอิสระในแบบ Fully Furnished ทุกยูนิต

ตกแต่ง สเปซ ส่วนกลาง
ตกแต่ง โค เวิร์กกิ้ง สเปซ ส่วนกลาง
ตกแต่ง โค เวิร์กกิ้ง สเปซ ส่วนกลาง

โครงการตั้งอยู่บนเนื้อที่ 3 ไร่กว่า พัฒาเป็นคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น 566 ยูนิต (รวมห้องพักเพื่อการพาณิชย์ 1 ยูนิต) ราคาขายเฉลี่ย 60,000 บาท/ตร.ม. หรือราคาเริ่มต้นประมาณ 1-1.5 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท

โครงการประกอบด้วย 3 อาคาร อาคาร A จำนวน 210 ยูนิต อาคาร B จำนวน 224 ยูนิต อาคาร C จำนวน 132 ยูนิต มีห้องชุด 3 แบบให้เลือก ดังนี้ แบบ Studio Suited ขนาด 22 ตารางเมตร จำนวน 82 ยูนิต แบบ 1 Bedroom Extra Bedroom Extra ขนาด 25 -26 ตารางเมตร จำนวน343 ยูนิต และแบบ1 Bedroom Exclusive ขนาด 29 ตารางเมตร จำนวน 140 ยูนิต

ตกแต่ง
ตกแต่ง
ตกแต่ง
ตกแต่ง
ตกแต่ง ห้องนอน

ส่วนที่จอดรถสามารถจอดได้ 181 คัน (จอดซ้อนคัน 48 คัน ) คิดเป็น 42% และมีที่จอดรถจักรยานยนต์รองรับอีกด้วย ในส่วนของ Facilities ก็มีให้ครบครัน ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดผู้บริโภคเป้าหมาย รองรับไลฟ์สไตล์ของนักศึกษา มีทั้ง Co-working space / Meeting Studio รองรับการเรียนรู้และความชิลล์ ห้อง GYM ดีไซน์ทันสมัย Game Zone และ Mini theater ที่แทบจะไม่ต้องออกไปทำกิจกรรมที่ไหนอีกแล้ว ที่สำคัญ ก็คือ ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

โครงการ มอนเต้ รังสิต เริ่มเปิดขายในเดือนมีนาคม 2563 คาดว่าจะเริ่มก่อสร้าง ไตรมาสที่ 2 ปี 2564 กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จไตรมาสที่ 3 ปี 2565 (ปัจจุบันอยู่ระหว่างยื่นขอ EIA )


Warapong Pankaew11 มีนาคม 2020
Lalin-Le-Corbusier_4-re-1280x854.jpg

1min2130

“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘เลอ กอร์บูซีเย สถาปนิกผู้ทรงอิทธิพลแห่งศตวรรษที่ 20 ออกแบบบ้านดีไซน์ใหม่ Modern Geometry บ้านต้องตอบสนองการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง

หลังจากที่ “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ได้นำเสนอแบบบ้านและทาวน์โฮม ออกสู่ตลาดและได้พัฒนารูปแบบมาอย่างต่อเนื่องล่าสุดพบว่าแนวคิดในการออกแบบของ “เลอ กอร์บูซีเย” เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดในปี 2020 มากที่สุด คือ บ้านควรเป็นสิ่งที่ตอบสนองต่อประโยชน์การใช้สอยอย่างแท้จริง

Lalin Le Corbusier ลลิล ทาวน์เฮ้าส์
Lalin Le Corbusier_ลลิล ตกแต่ง
Lalin Le Corbusier ลลิล ตกแต่ง

“ฟังก์ชั่นหรือการใช้งาน” เป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบบ้าน บ้านแต่ละหลังจึงควรสร้างขึ้นจากชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ของตัวเอง เช่น มีแสงส่องผ่านเพื่อสุขอนามัย มีพื้นที่เพียงพอต่อไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย และใช้วัสดุที่เรียบง่ายแต่ดูโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้นำทฏษฎี Le Modulor หรือหลักความสอดคล้องของสัดส่วนมนุษย์ (Human Scale) เพื่อกำหนดสเกลของสิ่งต่างๆ ในงานสถาปัตยกรรมมาประยุกต์ให้เกิดการออกแบบบ้าน ให้มีความพอดี ตั้งแต่ขนาดของบ้านที่เหมาะสมกับผู้อยู่อาศัย ระยะการหยิบจับสิ่งของ หรือการวางตำแหน่งของเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน ไปจนถึงการกำหนดสัดส่วนของพื้นที่เพื่อให้เกิดฟังก์ชั่นที่ตอบวัตถุประสงค์การใช้งานของสถานที่นั้นและการอยู่ร่วมกันภายในบ้าน

Lalin Le Corbusier_ลลิล ห้องนอน
Lalin Le Corbusier ลลิล ตกแต่ง
Lalin Le Corbusier ลลิล ตกแต่ง บันได

ซึ่งในปีนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้ปรับแบบบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮมให้มีดีไซน์ที่ทันสมัยและแตกต่างจากโครงการอื่นๆ โดยใช้นำทฏษฎี Le Modulor มาผสานดีไซน์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ มีเนื้อที่ใช้สอยให้เลือกหลายขนาด เหมาะแก่การอยู่อาศัยของครอบครัวขนาดกลาง ไปจนถึงครอบครัวขนาดใหญ่ และนำแบบบ้านใหม่นี้มาใช้กับ 2 โครงการคือ โครงการลลิล ทาวน์ แลนซีโอ คริป ราคาเริ่มต้นที่ 2 ล้านบาท และโครงการไลโอ บลิสซ์ ราคาเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาทขึ้นไป


Warapong Pankaew4 กุมภาพันธ์ 2020
6-1-1280x426.jpg

1min1910

เอพี (ไทยแลนด์) ฟื้นบรรยากาศ “ลักชัวรี่คอนโดมิเนียม วิวโค้งน้ำเจ้าพระยา” อีกครั้ง หลังจากที่ทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยาหายากขึ้นทุกวัน ด้วยการเปิดตัวโครงการ “RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน” คอนโดมิเนียมสุดหรือสูง 44 ชั้น และอาคารพาวิลเลี่ยน จำนวน 421 ยูนิต โครงการนี้เกิดขึ้นภายใต้การร่วมทุนระหว่างเอพี(ไทยแลนด์) และพันธมิตรญี่ปุ่น มิตซูบิชิ เอสเตท เรสซิเดนซ์ (บริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป)

ความพิเศษของโครงการเริ่มตั้งแต่ทำเลที่ตั้งซึ่ง RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ บนทำเล ‘เจริญกรุง’ ที่ขนาบแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นทำเลเชื่อมต่อใจกลางเมืองย่าน CBD สาทร ศูนย์กลางธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ใกล้ย่านสถานศึกษา คือโรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน และประมาณ 100 เมตรจากโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ริเวอร์ไซด์ แคมปัส

ที่พิเศษที่สุดก็คือการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในของแต่ละยูนิต และการจัดพื้นที่ส่วนกลางด้วยการดีไซน์พื้นที่ส่วนกลางรูปแบบใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Luxury Gated Community “ให้ทุกชีวิตเติบโตไปพร้อมกันในสังคมที่เพียบพร้อมและปลอดภัย” ซึ่งทางเอพี (ไทยแลนด์) ย้ำว่า เป็นครั้งแรกกับการดีไซน์ทุกตารางเมตรของพื้นที่ส่วนกลางซึ่งมีมากกว่า 3.5 ไร่ ให้ตอบสนองความต้องการและการใช้ชีวิตร่วมกันของทุกเจเนอเรชั่นรองรับทุกความต้องการที่แตกต่างของผู้อยู่อาศัย ทั้งมิติความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และพื้นที่ทุกตารางนิ้วพร้อมต่อยอดพัฒนาการการเติบโตของเด็กยุคอัลฟ่า

เอพี ส่วนกลาง คอนโด
ส่วนกลาง ตกแต่ง
ตกแต่ง ห้องนอน

RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน ได้ออกแบบและกับคอร์ทพื้นที่สีเขียวขนาดย่อม เพื่อจัดเป็นมุมพักผ่อนส่วนตัวของครอบครัวก่อนเชื่อมต่อเข้าสู่เซ็นเตอร์พีชของโครงการ นั่นคืออาคารพาวิลเลี่ยนกระจกใสขนาดใหญ่ 3 อาคาร โดยแบ่งส่วนพื้นที่การใช้งานทั้งแบบครอบครัวและมุมส่วนตัวได้อย่างลงตัว ด้วย Study Pavillion สเปซ รองรับกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งแบบตัวต่อตัวหรือแบบกลุ่ม จัดพื้นที่ Social Pavillion สเปซสำหรับการนัดพบปะสังสรรค์หรือปาร์ตี้ พร้อมแยกส่วน Pantry สำหรับเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม และ Reading Pavillion เพื่อสำหรับนัดพูดคุยธุรกิจสำคัญ

เอพี คอนโด Luxury Gated Community ส่วนกลาง
ส่วนกลาง ตกแต่ง
เอพี ส่วนกลาง คอนโด ฟิตเนส

 

โดยอาคารพาวิลเลี่ยนกระจกใส จะเน้นการดีไซน์สู่มุมมองแบบเปิดโล่ง สู่มุมมองที่ถูกโอบล้อมด้วยพื้นที่สีเขียว พร้อมพื้นที่เล่นของเด็ก (Free Play Area) พร้อมออกแบบให้เด็กๆ วิ่งเล่นได้อย่างอิสระใต้ต้นจามจุรี ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ที่ให้สัมผัสได้ถึงความเย็นสบายและร่มรื่น พร้อมทั้งยังดีไซน์ทางเดินพิเศษ (Path Way) สำหรับเชื่อมต่อตรงสู่ตัวอาคารพักอาศัย มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าพร้อมความเป็นส่วนตัวสูงสุด

ในส่วนของอาคารพักอาศัย RHYTHM เจริญกรุง พาวิลเลี่ยน ออกแบบสถาปัตยกรรมสไตล์มินิมอลคลาสสิก เน้นความเรียบง่ายแต่หรูหรา โดยมีขนาดห้องชุดเริ่มต้นที่ 35 ตร.ม. 1 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท


Warapong Pankaew19 ตุลาคม 2019
FRONT_VIEW_FINAL-1280x914.jpg

2min3980

แสนสิริ เปิดตัว เดอะ เบส เพชรบุรี-ทองหล่อ ด้วยราคาสุดเซอร์ไพรส์เริ่มต้นที่ 2.69 ล้านบาท เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น และด้วยเหตุผลของทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่บนถนนสายหลัก และระบบขนส่งมวลชนที่อยู่ใกล้เคียงโดยเฉพาะย่านทองหล่อซึ่งห่างจากโครงการเพียง 400 เมตร ดันให้โครงการ เดอะ เบส เพชรบุรี-ทองหล่อ น่าจับตามองทั้งในแง่ของการอยู่อาศัยและการลงทุน

องอาจ

“ปัจจุบันคอนโดมิเนียมในระดับราคาที่ไม่สูงมากอย่างคอนโดมิเนียมเซ็กเมนต์ C และ D ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่เรามองเห็นศักยภาพ โดยเฉพาะบนพื้นที่ชุมชนที่เป็นทำเลของผู้อยู่อาศัยจริง โดยกลุ่มลูกค้ายังคงเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ในการซื้อคอนโดเพื่อสะท้อนความสำเร็จในฐานะของบ้านหลังแรก” องอาจ สุวรรณกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าว

ด้านอุปสงค์ของคอนโดมิเนียมที่พักอาศัยในบริเวณถนนเพชรบุรีมีอัตราเพิ่มขึ้นสูงขึ้นโดยเฉลี่ยสูงถึงปีละ 4.5% ขณะที่คอนโดมิเนียมโครงการใหม่ๆในย่านนี้ที่ปัจจุบันมีเพียง 5,000 ยูนิต

ส่วนราคาที่ดินก็เติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2556 ราคาที่ดินซื้อขายกันอยู่ที่ตารางวาละ 300,000 บาท และในปี 2562 เพิ่มขึ้นมาเป็นตารางวาละ 600,000 บาท หรือโดยราคาที่ดินเฉลี่ยบริเวณถนนเพชรบุรีมีอัตราสูงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10%

ส่วนราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมในทำเลนี้มีปรับเพิ่มจากราคาเฉลี่ยจากราคาตารางเมตรละประมาณ 90,000 บาท ในปี 2558 เพิ่มมาอยู่ที่ 120,000 บาท/ตารางเมตร ในปี 2562 หรือเติบโตประมาณ 33% โดย Capital Gain ของย่านเพชรบุรีเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6% ต่อปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนที่ได้จากการปล่อยเช่าเฉลี่ยในบริเวณถนนเพชรบุรีหรือ Rental Yield อยู่ที่ 6% ต่อปี โดยมีราคาปล่อยเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 500-800 บาท/ตร.ม.

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้โครงการ “เดอะ เบส เพชรบุรี-ทองหล่อ” ได้รับความสนใจทั้งจากผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและซื้อเพื่อการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมา คอนโด แบรนด์ เดอะ เบส จะมีราคาเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 5-8% ต่อปี

โครงการเดอะ เบส เพชรบุรี-ทองหล่อ เป็นอาคารที่พักอาศัย 36 ชั้น 496 ยูนิต บนพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ด้วยการออกแบบ Low Density ทำให้แต่ละชั้นถูกจำกัดจำนวนยูนิตไม่เกิน 17 ยูนิต โดยมีประเภทห้องให้ตั้งแต่ 27.25 – 61.25 ตร.ม. ภายในตัวโครงการเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกถึง 1 ไร่ครึ่ง รองรับการใช้ชีวิตแบบในเมือง อาทิ คลับเฮ้าส์แบบ Stylish Cafe ในรูปแบบเรือนกระจก รายล้อมด้วยสวนสวย, ร้านสะดวกซื้อ 24 ชม.

GF Garden-rv5
Lobby Hires 62-08-07
SWIMMING_POOL_FINAL

รวมถึง Creative Co-working Hub ที่ไม่รบกวนความเป็นส่วนตัวในพื้นที่อยู่อาศัย นอกจากนี้พื้นที่ส่วนกลางบริเวณชั้น 36 ยังได้จัดเตรียม Sky Lounge ให้ผู้อยู่อาศัยสามารถพักผ่อนหรือจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ส่วนตัวด้วย City View ได้ถึง 270 องศา พร้อม Sky Theater ห้องความบันเทิงเอนกประสงค์ ได้ในห้องเดียว นอกจากนี้ยังมี Roof Terrace พื้นที่พักผ่อนกลางแจ้งรายล้อมด้วยสวนสวยบนดาดฟ้าโครงการและ Backyard Garden พื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัวส่วนกลางที่ให้ผู้อยู่อาศัยสามารถปลูกและเก็บไปประกอบอาหารรับประทานได้

THE BASE Phetchaburi-Thonglor (5)
THE BASE Phetchaburi-Thonglor (3)
THE BASE Phetchaburi-Thonglor (4)

เดอะ เบส เพชรบุรี-ทองหล่อ จะเปิดพรีเซลระหว่างวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2562 ด้วยราคาโปรโมชั่นเริ่มต้นที่ 2.69 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตารางเมตรละ 98,000 บาท ถือเป็นโครงการใจกลางเมืองที่ราคาดีที่สุดตั้งแต่แสนสิริเคยมีมา นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นผ่อนดาวน์เริ่มต้นเพียงเดือนละ 3,999 บาท ทำให้หลายคนเริ่มอยากไปเยี่ยมชมห้องจัวอย่างกันบ้างแล้ว ซึ่งโครงการนี้มีกำหนดที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จ ในปี 2565

คอนโดปลายปี 62 น่าซื้อแค่ไหน?


Warapong Pankaew13 ตุลาคม 2019
1-1280x854.jpg

1min4880

เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ในการพัฒนาแฟล็กชิพลักชัวรีคอนโดมิเนียม LIFE ONE WIRELESS ภายใต้คอนเซ็ปต์การออกแบบ “Live a Splendid Life”

ก่อนที่จะเข้าถึงแนวคิดด้านการพัฒนา ขอเริ่มต้นด้วยเรื่อง ‘ถนนวิทยุ’ ก่อนเป็นลำดับแรก เพราะเส้นทางสายนี้เป็นถนนที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานซึ่งเชื่อว่าวันนี้พวกเราส่วนใหญ่ จะลืมเลือนกันไปแล้วว่าเป็นถนนที่พัฒนาขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ รัชกาลที่ 6 แห่งราชวงศ์จักรี เพื่อเชื่อมถนนเพลินจิต กับถนนพระราม 4 และด้วยสาเหตุที่ถนนสายนี้ตัดผ่านสถานีวิทยุแห่งแรกของประเทศไทย รัชกาลที่ 6 จึงพระราชทานนามถนนเส้นนี้ให้ว่า “ถนนวิทยุ”

ปัจจุบันถนนวิทยุ กลายเป็นทำเลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย เพราะในย่านนั้นถือเป็นแหล่งช็อปปิ้งระดับโลก เป็นที่ตั้งของโรงเรียน และอาคารสำนักงานเกรดเอบวก และที่สำคัญสามารถเชื่อมต่อถนนสายสำคัญ คือ ถนนสุขุมวิท เพชรบุรี พระราม 4 และสาทร ได้ถึง 4 เส้นทาง สะดวกทั้งการใช้รถยนต์ส่วนตัว และระบบขนส่งสาธารณะ

4
12
2

LIFE ONE WIRELESS ถูกพัฒนาขึ้นบนทำเลที่ดีที่สุด และมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ด้วยเหตุผลนี้เอง เอพี จึงตั้งใจออกแบบโครงการนี้ให้อยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่คงไว้ซึ่งเสน่ห์แห่งยุคทองของสยาม ผสานกับอิทธิพลวัฒนธรรมยุโรป ที่มีความหรูหรา คงเอกลักษณ์เฉพาะตัว พื้นที่กว่า 4 ไร่ ซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการถูกจัดวางผังให้เปิดรับมุมมองจากภายในสู่ภายนอก โดยจัดวางอาคารสูง 43 ชั้น ในรูปแบบของการบิดอาคารเป็นตัว Z เพื่อเปิดรับมุมมองความสวยงามของถนนวิทยุในทุกทิศได้อย่างเต็มที่ จึงไม่แปลกที่โครงการสูงระดับนี้จะมีจำนวนห้องชุด 1,344 ยูนิต

และเพื่อรองรับความต้องการใช้พื้นที่ของทุกไลฟ์สไตล์คนเมือง ขนาดพื้นที่ใช้สอยของห้องจึงมีให้เลือกหลายแบบ คือห้องสตูดิโอ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 24–28 ตารางเมตร ห้องชุด 1 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ใช้สอย 35-45 ตารางเมตร และ ห้องชุด 2 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ใช้สอย 63 ตารางเมตร ราคารีเซลเฉลี่ยประมาณ 179,000 บาท ต่อตารางเมตร

5
6

ความพิเศษนอกเหนือจากทำเลที่ตั้ง การออกแบบผังของแต่ละห้อง และ LIFE ONE WIRELESS ยังพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบรับทุกๆ ได้ทุกรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมือง

เริ่มตั้งแต่พื้นที่ส่วนต้อนรับขนาดใหญ่ หรือ Lobby ถูกออกแบบด้วยการดีไซน์สเปซที่รองรับแขกของผู้เป็นเจ้าของได้แตกต่างไปตามวาระที่แตกต่างกันไป มีให้เลือกทั้งพื้นที่ในส่วนของ Outdoor และ Indoor Lobby รวมถึงมีสวนสวยบนเนื้อที่กว่า 1 ไร่ ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่ที่ทางโครงการตั้งใจเก็บรักษาไว้กว่า 12 ต้น เพื่อดึงพื้นที่สีเขียวและธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งใน LIFE ONE WIRELESS

3
8
9

พร้อมเชื่อมต่อพื้นที่สีเขียวจากชั้นล่างขึ้นสู่ชั้น 10 กับ ‘Cascade Garden’ การผสานการพื้นที่สีเขียวเข้าสู่พื้นที่พักอาศัยอย่างไร้รอยต่อ และอีกหนึ่งไฮไลท์พิเศษกับสวนลอยฟ้าขนาดใหญ่บนชั้น 42 ‘High Garden Promenade’ ที่ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Amphitheater เปิดมุมมองของสวนด้วยพื้นที่ไล่ระดับแบบขั้นบันได พื้นที่ชั้น 43 ถูกจัดวางให้เป็นสระว่ายน้ำกลางกรุงเทพฯ อย่างแท้จริงด้วย ‘Dazzling Pool & Jacuzzi’ สระว่ายน้ำแบบเอ็กซ์คลูซีฟความยาว 35 เมตร

แฟล็กชิพลักชัวรี่คอนโดมิเนียม LIFE ONE WIRELESS มูลค่ากว่า 7,900 ล้านบาท พร้อมเปิดต้อนรับให้ร่วมสัมผัสประสบการณ์จริงแห่งที่สุดของสุนทรียะการใช้ชีวิตเหนือระดับใจกลางถนนวิทยุ ณ ที่ตั้งโครงการแล้ววันนี้ ลองแวะไปเยี่ยมชมกันนะครับ


Warapong Pankaew20 กันยายน 2019
Chambers-Onnut-station.png

2min5570

ฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย รายงานภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมรอบสถานีบีทีเอสอ่อนนุช ในครึ่งแรกปี 2562 โดยระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสถานีบีทีเอสอ่อนนุชเป็นอีกหนึ่งสถานีที่ผู้ประกอบการคอนโดมิเนียมให้ความสนใจและเข้าไปพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมเป็นจำนวนมาก โดยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมามีคอนโดมิเนียมเปิดขายในพื้นที่นี้แล้วกว่า 13,785 ยูนิต

จากความนิยมของการใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น รวมทั้งผู้ประกอบการต้องการเปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมในราคาที่ไม่แพงในพื้นที่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้ามากนัก พื้นที่รอบๆ สถานีรถไฟฟ้าที่ในอดีตยังเป็นสถานีปลายทางอย่างสถานีอ่อนนุชจึงเป็นที่สนใจของผู้ประกอบการโครงการคอนโดมิเนียม เพราะราคาที่ดินยังไม่แพงเกินไปสำหรับการพัฒนาคอนโดมิเนียมในราคาขายที่ต่ำกว่า 130,000 บาทต่อตารางเมตร

ผู้ประกอบการเริ่มเปิดโครงการมากขึ้นในปี 2551 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายมากกว่า 1,288 ยูนิต ทั้งในพื้นที่ติดถนนสุขุมวิทรอบๆ สถานีอ่อนนุช และพื้นที่ในซอยแยกต่างๆ รอบสถานี จากนั้นก็มีโครงการเปิดขายต่อเนื่องมาตลอด เพราะเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายจากสถานีอ่อนนุชไปสถานีแบริ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มศักยภาพ

จนกระทั่งปี 2556 ที่คอนโดมิเนียมในพื้นที่นี้มีจำนวนค่อนข้างมาก และยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ราคาต่ำกว่าให้เลือก เช่น ในพื้นที่ตามแนวเส้นทางส่วนต่อขยายที่เพิ่งเปิดให้บริการ ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มชะลอการเปิดขายโครงการใหม่ในพื้นที่นี้ออกไปก่อน

ปัจจุบันอุปทานคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขายในพื้นที่นี้ประมาณ 4,239 ยูนิต ซึ่งขายไปได้แล้วประมาณ 2,832 ยูนิต หรือคิดเป็น 66.8% ของจำนวนยูนิตที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด และมีหน่วยเหลือขายทั้งหมดเพียงแค่ประมาณ 1,407 ยูนิตเท่านั้น โดยพบว่าในช่วงครึ่งหลังปีนี้จะมีผู้ประกอบการสนใจเข้ามาพัฒนาโครงการบริเวณย่านนี้อีกเกือบ 500 ยูนิต

สำหรับราคาขายของโครงการที่เพิ่งเปิดขายในปี 2561 ที่ผ่านมาพบว่า มีการปรับตัวมากกว่า 125,000 บาทต่อตารางเมตรสำหรับโครงการที่อยู่ริมถนนสุขุมวิท ส่วนโครงการที่อยู่ในซอยย่อยต่างๆ จะมีราคาขายเริ่มต้นมากกว่า 70,000 บาทต่อตารางเมตร โดยโครงการที่อยู่ติดกับสถานีอ่อนนุชอาจจะปรับขึ้นมากกว่า เพราะว่าที่ดินรอบๆ สถานีมีการปรับราคาขึ้นไปมากพอสมควรและมีที่ดินเหลือให้พัฒนาไม่มากแล้วในปัจจุบัน

โครงการที่เปิดขายใหม่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาจึงมักจะอยู่ในซอยที่แยกออกจากถนนสุขุมวิทเป็นส่วนใหญ่ เพราะราคาที่ดินยังต่ำอยู่ โดยราคาที่ดินรอบๆ สถานีอ่อนนุชในปัจจุบันราคาที่ดินอาจจะสูงถึง 7-8 แสนบาทต่อตารางวา และค่อยๆ ลดลงในพื้นที่ที่ไกลออกไป ผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาโครงการที่มีราคาขายต่ำกว่า 130,000 บาทต่อตารางเมตรจึงจำเป็นต้องเลือกซื้อที่ดินที่อยู่ในซอยเพื่อพัฒนาโครงการ

สำหรับภาพรวมตลาดคอนคอนโดมิเนียมในพื้นที่รอบสถานีบีทีเอสอ่อนนุช ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการยังคงให้ความสนใจพัฒนาคอนโดมิเนียมกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของราคาขายในพื้นที่นี้พบว่ามีการปรับตัวมากกว่าปีละ 7-8% โดยประมาณ โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ติดกับสถานีอ่อนนุชอาจจะปรับขึ้นมากกว่า  และเป็นอีกทำเลที่ให้ผลตอบแทนจากการเช่า หรือ Rental Yield ที่ค่อนข้างสูง โดยอยู่ที่ประมาณ 5-7%

Rental Yield
คอนโดในทำเลรอบๆ สถานีอ่อนนุช มีค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ 450-700 บาทต่อตารางเมตร เฉลี่ย Yield อยู่ที่ 5-7 % รูปแบบห้องที่นิยมคือ ขนาด 1 ห้องนอน (28-35 ตารางเมตร) ราคาค่าเช่าอยู่ที่ 14,000-20,000 บาท และรูปแบบ 2 ห้องนอน (50-65 ตารางเมตร) ราคาค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 25,000-45,000บาทต่อเดือน และผู้เช่าในย่านนี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่

ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ คาดว่าจะยังมีผู้ประกอบการเข้าไปพัฒนาโครงการบนทำเลนี้อย่างต่อเนื่อง หลังจากในปี 2561 ที่ผ่านมา มีโครงการใหม่ในพื้นที่กว่า 1,900 ยูนิต เช่น โครงการเดอะเบส สุขุมวิท 50 ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างแสนสิริกับโตคิว คอร์ปอเรชั่น โครงการโมดิซ สุขุมวิท 50 ของบริษัท แอสเซทไวส์ โครงการไอคอน สุขุมวิท 77 โดยบริษัท วี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์

เดอะเบส สุขุมวิท 50

อย่างไรก็ตามพบว่า โครงการที่พัฒนาในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่ค่อนข้างไกลจากสถานีรถไฟฟ้าพอสมควร เนื่องจากปัจจุบันที่ดินโดยรอบสถานีและพื้นที่ใกล้เคียงค่อนข้างหายาก ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมองหาทำเลตามซอยในระยะที่ยังสามารถเดินทางไปยังสถานีบีทีเอสได้

แชมเบอร์ส อ่อนนุช สเตชั่น

แต่ล่าสุดบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ได้เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่บนทำเลที่ใกล้สถานีบีทีเอสเพียงแค่ 230 เมตรภายใต้แบรนด์ แชมเบอร์ส อ่อนนุช สเตชั่น มูลค่าโครงการ 1,700 ล้านบาท ราคาเปิดตัวประมาณ 3-5 ล้าน โดยจัดรอบพิเศษ Online Speed Booking 3 ตุลาคมนี้ ให้จับจองห้องสวยในราคาดีที่สุดเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น

คาดว่าจากปัจจัยทั้งหมดนี้จะยังคงส่งผลให้ทำเลย่านอ่อนนุชจะยังคงเป็นทำเลที่ทั้งผู้ประกอบการและกลุ่มนักลงทุนจะยังคงให้ความสนใจในทำเลนี้อย่างต่อเนื่อง

 

 

 

 

 


Warapong Pankaew5 กันยายน 2019
5.-SKY_CO-WORKING_SPACE-1280x582.jpg

4min6430

เอพี (ไทยแลนด์) เปิดโครงการไฮไลท์ครึ่งปีหลัง 2 โครงการรวดในเวลาไล่เลี่ยกัน โครงการล่าสุดคือ คอนโด LIFE สาทร เซียร์รา หลังจากได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ THE SONNE ศรีนครินทร์-บางนา Luxury Duplex Home ไปแล้วก่อนหน้า

วิทการ

ตลาดอสังหาฯในครึ่งปีหลัง วิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กร และการสร้างสรรค์ เอพี (ไทยแลนด์) มองว่า มีความยากขึ้น และต้องออกแรงมากขึ้น เพราะมีปัจจัยลบในหลายด้าน แต่ถ้ามองโลกในแง่ดี จะเห็นว่า ดีมานด์ยังมีอยู่แล้วเป็นเรียลดีมานด์ ขณะที่ซัพพลายลดน้อยลง ซึ่งที่ผ่านมา เอพี ก็มีการปรับตัว โดยการขายคอนโดให้ยาวขึ้น และแบ่งพอร์ตมาที่บ้านแนวราบให้เยอะขึ้น

“ลูกค้าที่มองหาที่อยู่อาศัยใหม่มีต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกค้าที่เป็นเรียลดีมานด์ระดับกลางถึงบน ซึ่งโจทย์ความท้าทายของผู้ประกอบการในวันนี้ การเข้าจับจองที่ดินติดแนวรถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะการันตีความสำเร็จได้อีกต่อไป แต่คีย์ซัคเซส ของการพัฒนาโครงการใหม่ ต้องเข้าใจถึงเทรนด์การใช้ชีวิตและความต้องการของลูกค้าที่มีความเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

การสร้างสรรค์สินค้าที่มีความแตกต่าง ทั้งการส่งมอบประสบการณ์การพักอาศัยมิติใหม่ๆ  ฟังก์ชั่นที่แตกต่างแต่ใช้งานได้อย่างยั่งยืน  ตลอดจนความสามารถในการบริหารแพ็คเกจราคาขายที่เหมาะสมกับดีมานด์ในย่าน และการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในด้านของคุณภาพการก่อสร้าง การบำรุงรักษา และบริการหลังการขาย ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อการพัฒนาและส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม” วิทการกล่าว

ใช้ AI ช่วยสร้างคอนโด
คราวนี้มาดูที่โครงการ LIFE สาทร เซียร์รา กันก่อนเลย โครงการนี้ เอพี นำเทคโนโลยีการก่อสร้างแบบล้ำๆ มาใช้ ได้แก่ ระบบ AI BIM (Artificial Intelligence Building Information Modeling) ซึ่งเป็น เทคโนโลยีการออกแบบงานก่อสร้างอาคารสูงอัจฉริยะ 7 มิติ เข้ามาใช้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การวางผังโครงการ การบริหารมาสเตอร์แพลนโครงการ การจัดวางยูนิตเลยเอาท์ พื้นที่ส่วนกลาง รวมไปถึงการวางระบบต่างๆ ต่อเนื่องไปจนถึงการดูแลหลังการขาย

AI BIM จะช่วยให้เอพีดำเนินโครงการที่มีความซับซ้อนได้อย่างง่ายดาย และแม่นยำด้วยการตรวจสอบจาก BIM แบบ 360 องศา จนสามารถวางแปลนของอาคารให้สอดรับกับสภาพอากาศ พืช และพันธุ์ไม้ที่คู่ควรกับแสงแดดในแต่ละเวลา ถือเป็นการตอกย้ำมาตรฐานการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของเอพี เพื่อนำไปสู่การอยู่อาศัยคุณภาพในอนาคต ภายใต้ปรัชญา GROW มาสเตอร์แพลนแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนของวิสัยทัศน์ AP WORLD

LIFE สาทร เซียร์รา

ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่า พื้นที่ทุกตารางนิ้วภายใน LIFE สาทร เซียร์รา  เป็นต้นแบบของการใช้ชีวิตมิติใหม่ ที่ควบคู่กับสร้างพิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนเต็มรูปแบบแห่งแรกของไทย และสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองรุ่นใหม่ได้ครบทุกมิติ เนื่องจาก เอพี เคยมีโครงการในทำเลนี้ที่สามารถปิดการขายไปได้แล้ว 100% ซึ่งก็คือ Aspire สาทร-ท่าพระ ทำให้เข้าใจความต้องการที่แตกต่างและเฉพาะเจาะจงของลูกค้าในย่านนี้อย่างลึกซึ้ง

คอนโดกลางสวนป่า
โดยพบว่า ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่มองหาที่อยู่อาศัยในย่านนี้มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 25-37 ปี มีความต้องการใช้ชีวิตในเมือง แต่ยังคงแสวงหาธรรมชาติใกล้ตัวจึงเป็นที่มาของการออกแบบโครงการภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘LIVE IN THE EXTENDED NATURE’ ยกธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ให้เติมเต็มชีวิตเมือง สู่การต่อยอดการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนด้วย 4 แนวคิดสำคัญ ได้แก่

1.THE FOREST PARK IN THE CITY – พื้นที่ส่วนกลางกว่า 5 ไร่ ในบรรยากาศของธรรมชาติ มีสระว่ายน้ำท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ยาวกว่า 100 เมตร พร้อม indoor facility ชั้น 40 เปิดมุมมองให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสถึงความสงบ และด้วยวิวของป่าในเมืองได้แบบ 360 องศา

HIKING TRAIL

2.THE INTERSECTION OF CONVENIENCE – เดินทางเข้าถึงใจกลางเมืองได้สะดวกรวดเร็ว ด้วย BTS ตลาดพลู BRT ราชพฤกษ์ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ‘ตลาดพลู’ หรือ ไชน่าทาวน์ย่านฝั่งธน และไอคอนสยาม แลนด์มาร์คริมแม่น้ำเจ้าพระยา

3.THE BEST CHANCE-โครงการหนึ่งเดียวในฝั่งธนฯ ที่เปิดโอกาสการเป็นเจ้าของแบบยูนิตที่กว้างกว่า และเติมเต็มความต้องการได้มากขึ้น กับห้องชุดแบบ One Bed Plus ที่มาพร้อมกับหลากหลายเลย์เอาต์ เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์

4. NEW LIFE REASONABLE PRICE – การใช้ชีวิตที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน ที่มาพร้อมกับราคาที่คุ้มค่า เฉลี่ยเริ่มต้นประมาณ 87,000 บาท/ตารางเมตร

SKY CO-WORKING SPACE

สำหรับกลุ่มเป้าหมายย่านสาทร ท่าพระ ตลาดพลู ถือว่ามีกำลังซื้อค่อนข้างสูง จากการสำรวจดีมานด์ย้อนหลัง 10 ปี ของเอพี พบว่ามีอัตราการซื้อขายคอนโดมิเนียมใหม่อยู่ที่ 84% และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยเรื่องความสะดวกในการเดินทางเพียง 5 นาทีจาก CBD สาทร และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบที่ครบครัน ประกอบกับอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าระยะยาวประมาณ 4.5-5% จึงทำให้คอนโดฯในย่านนี้เป็นที่สนใจ

ราคาเริ่มต้น 2.49 ล้าน
LIFE สาทร เซียร์รา มีมูลค่า 6,300 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 8 ไร่ ประกอบด้วยอาคารที่พักสูง 40 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 1,971 ยูนิต ขนาดพื้นที่ใช้สอยของห้องประกอบด้วย  1) ห้องสตูดิโอ ขนาด 28 ตารางเมตร 2) ห้องชุด 1 ห้องนอน ขนาด 32 และ 34 ตารางเมตร 3) ห้องชุดพิเศษ 1 ห้องนอน ขนาด 35 และ 39 ตารางเมตร 4) ห้องชุด 2 ห้องนอน ขนาด 57.5 ตารางเมตร พร้อม THE FOREST PARK เชื่อมจากชั้น 1-5 และพื้นที่ส่วนกลางกว่า 5 ไร่ ราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท

1 ห้อนนอน พื้นที่ 32 ตารางเมตร

เอพี ได้เตรียมงาน Open House กับคาเฟ่ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติใจกลางเมือง ในวันที่ 7-8 กันยายนนี้ ที่ Sales Gallery โครงการ LIFE สาทร เซียร์รา พร้อมส่วนลดพิเศษติดไม่ติดมือสำหรับผู้จองในงานลดสูงสุด 300,000 บาท และแถม ฟรี Samsung Note10+

THE SONNE เอกลักษณ์ที่แตกต่าง

มาต่อกันที่โครงการบ้านแนวราบ แบรนด์ใหม่ THE SONNE กับแนวคิดใหม่ Luxury Duplex Home  3 ชั้น และเป็นครั้งแรกกับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ด้วยดีไซน์ Multi-Façade เพื่อให้บ้านทุกหลังมีเอกลักษณ์ความงามที่แตกต่างกัน รองรับการอยู่อาศัยแบบ ‘Cross Generations’ การอยู่อาศัยร่วมกันหลากหลายช่วงวัย

ภมร

ภมร ประเสริฐสรรค์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจแนวราบ ของ เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า เอพีพร้อมบุกตลาดครึ่งปีหลังด้วยกลยุทธ์แบบรบยาวภายใต้วิสัยทัศน์ ‘AP WORLD’ ที่มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่แห่งคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยการเติมเต็มพอร์ตสินค้าให้ครบลูป ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘THE SONNE ศรีนครินทร์-บางนา’ เจาะเข้าไปยังช่องว่างลูกค้าครอบครัวรุ่นใหม่ที่มองหาบ้านลักชัวรี่ที่มีทั้งเอกลักษณ์และสเปซฟังก์ชั่นที่มากกว่า

จากการศึกษาการใช้ชีวิตของครอบครัวคนเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราพบลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์นิยมสินค้าหรือบริการที่สะท้อนตัวตน มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ‘Uniqueness’ ซึ่งในมุมมองการมองหาที่อยู่อาศัย คำถามแรกที่คนกลุ่ม Uniqueness มีต่อบ้านในโครงการจัดสรรก็คือ “ทำไมบ้านต้องหน้าตาเหมือนกันทุกหลัง” เพราะบ้านถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่สะท้อนความเป็นตัวตนในสังคม เราจึงนำความต้องการที่ซ่อนอยู่ (Unmet Needs) นี้ มาพัฒนาสินค้าให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมผสานความชำนาญในการออกแบบพื้นที่ใช้สอยในมิติแนวราบของบ้านเดี่ยวเข้ากับมิติแนวตั้งของทาวน์โฮม จนเกิดเป็น Luxury Duplex Home ภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘THE SONNE’

4 ไฮไลท์ SONNE ศรีนครินทร์-บางนา
สำหรับโครงการแรก ได้แก่ THE SONNE ศรีนครินทร์-บางนา  โครงการแฟล็กชิพระดับลักชัวรี่ที่ได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The New Original’ โดยชูไฮไลท์ 4 มิติแห่งความเป็นที่สุด ได้แก่

1.Classical Architectural Details การนำแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมสไตล์คลาสสิค ผสานเข้ากับความทันสมัยในบริบทปัจจุบัน สู่การรังสรรค์บ้านแนวคิดใหม่สุดหรู 3 ชั้นที่คงเสน่ห์อัตลักษณ์ความงามเหนือกาลเวลา

2.Multi – Façade Design with Triple Layer Ventilation การดีไซน์เพื่อให้บ้านทุกหลังมีเอกลักษณ์ความงามและความหรูหราที่แตกต่างกัน พร้อมดึงจุดเด่นการออกแบบ Horizontal Space ของบ้านเดี่ยว ผนวกเข้ากับความทันสมัยและความคุ้มค่าของฟังก์ชั่นใช้สอยในบริบทของ Vertical Timeless Design ของทาวน์โฮมไว้อย่างลงตัว

3.Inclusive Design Approach การออกแบบสเปซภายใต้แนวคิด Universal Design เพื่อให้มั่นใจว่าทุกๆ สเปซ ไม่ว่าจะเป็น เด็กเล็ก ผู้สูงวัย หรือ ผู้ใช้รถเข็นต่างๆ สามารถเข้าถึงได้อย่างไร้สิ่งกีดขวาง

4.The New Tomorrow Security นวัตกรรมความปลอดภัยในโลกอนาคตสู่การอยู่อาศัยจริงอย่าง ‘KATSAN’ ที่เปรียบเสมือนผู้คุ้มกันส่วนตัวอัจฉริยะ (Personal Guardian) ที่ทำหน้าที่คัดสรร ดูแลความปลอดภัยในทุกมิติของการอยู่อาศัยเพื่อความอุ่นใจตลอด 24 ชั่วโมง

THE SONNE ศรีนครินทร์-บางนา มูลค่าโครงการ 630 ล้านบาท ประกอบด้วย บ้าน Luxury Duplex Home 3 ชั้น ขนาดที่ดินเริ่มต้น 40-73 ตารางวา พื้นที่ใช้สอยสูงสุด 249 ตารางเมตร 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ พร้อมคลับเฮ้าส์ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนสาธารณะ รูฟท็อปบาร์ และพื้นที่สีเขียวที่ผสานทุกกิจกรรมของทุกเจเนอเรชั่นของครอบครัวได้อย่างครบครัน จำนวน 56 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 12-15 ล้านบาท พร้อมเปิดขายอย่างเป็นทางการ 7-8 กันยายนนี้ที่สำนักงานขายโครงการ

 


Warapong Pankaew28 กรกฎาคม 2019
20190724-Ladprao-Suttisan-Press-Visit-page-003-1280x627.jpg

2min3380

ย่านลาดพร้าว ชุมชนอยู่อาศัยเก่าแก่ในยุคที่กรุงเทพฯเพิ่งเริ่มเข้าสู่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบของการจัดสรรที่ดิน พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮาส์อยู่ตามตรอกซอกซอยต่างนับร้อยนับพันโครงการ เป็นเวลากว่า 30-40 ปีมาแล้ว ถึงคราวที่ลาดพร้าวจะต้องปรับเปลี่ยน จากการมาของรถไฟฟ้าสายสีเหลืองลาดพร้าว-สำโรง ที่จะค่อยๆ พลิกโฉมลาดพร้าวไปสู่การอยู่อาศัยยุคใหม่ในอนาคต

เริ่มจากพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้าที่อยู่ใกล้เขตเมืองชั้นในเมืองมากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาเราคงจะได้เห็นการเกิดขึ้นของคอนโดมิเนียมมากมายหลายโครงการตั้งแต่บริเวณห้าแยกลาดพร้าวไปจนถึงบริเวณถนนรัชดาภิเษกตัดลาดพร้าว ขยับไปสู่บริเวณโชคชัย 4 ซึ่งเป็นอีก node สำคัญบนถนนลาดพร้าว พื้นที่ตามแนวถนนและแนวรถไฟฟ้าในบริเวณที่กล่าวมานี้จะเกิดการเปลี่ยนที่ชัดเจน ตามความคืบหน้าของโครงการรถไฟฟ้า

นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเตรียมจะเปิดตัวคอนโดมิเนียม ดิ เอ็กเซล ลาดพร้าว-สุทธิสาร ซึ่งถือว่า เป็นจังหวะการพัฒนาเวลาที่เหมาะสมไม่เร็วไม่ช้าเกินไป เพราะรถไฟฟ้าสายสีเหลืองได้ลงมือก่อสร้างเป็นรูปธรรม

ทำเลลาดพร้าวผลตอบแทนยังจูงใจ
ย่านลาดพร้าว-สุทธิสาร เป็นไพร์มโลเคชั่นในอันดับต้นๆ สำหรับที่อยู่อาศัย เพราะการเดินทางที่สะดวก เชื่อมต่อถนนสายสำคัญหลายสาย และแวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ย่านนี้จึงเป็นย่านอยู่อาศัยแหล่งสำคัญของกรุงเทพฯและศูนย์กลางคมนาคม ส่งผลให้ราคาที่ดินโซนลาดพร้าว โดยเฉพาะบริเวณถนนสายหลักและพื้นที่ใกล้เคียงทำเลโชคชัย 4-เดอะมอลล์ บางกะปิ มีอัตราการเติบโตจาก 1 แสนบาทต่อตารางวา เพิ่มขึ้นที่ประมาณ 3-4 แสนบาทต่อตารางวา
ขณะเดียวกัน กำไรจากการขายต่อ (Capital Gain) ของคอนโด Low Rise ในย่านลาดพร้าวเฉลี่ยอยู่ที่ 3.6% ต่อปี โดยกลุ่มที่มีผลตอบแทนสูงคือ

  • ลาดพร้าว-โชคชัย 4 อยู่ที่ 4.2% ต่อปี
  • ลาดพร้าว-ประดิษฐ์มนูธรรม อยู่ที่ 3.3% ต่อปี
  • สุทธิสาร-รัชดา 3.2% ต่อปี

นอกจากนี้ยัง เป็นทำเลที่ผู้คนนิยมอยู่อาศัยหนาแน่นในอัตรา 90-95% เป็นผู้อยู่อาศัยเอง 65% เป็นผู้เช่า 25% ขณะที่กำไรต่อการปล่อยเช่า (Gross Rental Yield) ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ

  • ลาดพร้าว-ประดิษฐ์มนูธรรม 6.5% ต่อปี
  • ลาดพร้าว-โชคชัย 4 อยู่ที่ 6% ต่อปี
  • สุทธิสาร-รัชดา 5.8% ต่อปี 

ออลฯผุดคอนโด เจาะสายครีเอทีฟ
จากการสำรวจพบว่า โซนนี้มีที่อยู่อาศัยให้เลือกมากมาย ทั้งโฮมออฟฟิศและคอนโดโลว์ไรส์ เหมาะสำหรับกลุ่มคนวัยทำงานรุ่นใหม่ ธุรกิจสตาร์ทอัพ นักลงทุน กลุ่มอาชีพอิสระ กลุ่มอาชีพสร้างสรรค์ เช่น โปรดักชั่น เฮ้าส์ สตูดิโอต่างๆ สายงานครีเอทีฟ งานอาร์ต งานด้านสื่อดิจิทัล ด้วยไลฟ์สไตล์ของกลุ่มนี้ที่ต้องการความยืดหยุ่นด้านเวลา ต้องการมีอิสระทางการเงิน วางแผนการใช้ชีวิตอย่างสมดุล (Work-Life Balance)

สำหรับคอนโด Low Rise ในย่านนี้มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 75,000 บาท / ตารางเมตร(ตร.ม.) นับเป็นราคาที่กลุ่มคนวัยทำงานสามารถเป็นเจ้าของได้ กลุ่มคนในวัยทำงานส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Double Income, No Kids หรือ DINKs ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ที่มีชีวิตคู่แต่ (ยัง) ไม่มีลูกนั่นเอง เนื่องจากมีความพึงพอใจในการใช้ชีวิตแบบที่เป็น

ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีอัตราการขยายตัวมากขึ้นในปัจจุบันและมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต้องการใช้ชีวิตอยู่แบบครอบครัวเดี่ยวที่ยังไม่อยากขยาย ต้องการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีในราคาที่เอื้อมถึง มีรายได้ประจำเฉลี่ยประมาณ 25,000-50,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน ซึ่งข้อดีของกลุ่มนี้ คือ สามารถกู้ร่วมได้ ทำให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ได้ง่าย ยอดการปฏิเสธสินเชื่อจึงอยู่ในระดับต่ำ

ออลล์ อินสไปร์ฯ ได้วาง Positioning คอนโดมิเนียมแบรนด์ The Excel จะเป็นคอนโด Low Rise ใกล้แนวรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นจุดขายหลักของบริษัท ซึ่งแบรนด์ ดิ เอ็กเซล วางราคาขายอยู่ที่ประมาณ 1.5-3 ล้านบาท จับกลุ่มคนในวัยทำงาน อาศัยอยู่ใจกลางเมืองและสะดวกในการเดินทาง โดยในเดือนกรกฎาคมนี้จะเปิดตัวโครงการ ดิ เอ็กเซล ลาดพร้าว-สุทธิสาร ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 62 ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีโชคชัย 4 เพียง 550 เมตร ซึ่งในอนาคตที่ดินและที่อยู่อาศัยย่านลาดพร้าวจะยิ่งเพิ่มมูลค่าหลังจากรถไฟฟ้าสายสีเหลืองเปิดให้บริการ

ดิ เอ็กเซล ลาดพร้าว-สุทธิสาร เปิดราคา 1.39 ล.
โครงการ ดิ เอ็กเซล ลาดพร้าว-สุทธิสาร มีมูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท บนพื้นที่ดินขนาด 3 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ (Low Rise) 8 ชั้น 2 อาคาร เน้นการตกแต่งและออกแบบให้เข้ากับวิถีคนเมืองที่ชื่นชอบสังคม ด้วยสไตล์ โมเดิร์น ชิค (Modern Chic) สีสัน สดใส นอกกรอบ ตื่นเต้น แหวกแนวและสดใหม่อยู่เสมอ แฝงไปด้วยความเท่ สวย และมีความนำสมัย ภายใต้คอนเซปต์ “แรงบันดาลใจเกิดได้ทุกตารางเมตร : Inspiration is All Around”

โครงการมีห้องชุด จำนวน 420 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.39 ล้านบาท โดยมีขนาดห้องชุดเริ่มตั้งแต่ 1 ห้องนอน 24.50-30.10 ตร.ม. ไปจนถึง 1 ห้องนอน พลัส ขนาด 34.70 ตร.ม. ทุกห้องมาพร้อมกับเครื่องปรับอากาศและเฟอร์นิเจอร์ครบครัน (Fully Furnished) สิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการ ได้แก่ คลับเฮ้าส์แยกส่วนกับอาคารที่พักอาศัย ทำให้พื้นที่กว้างขวางขึ้น มีสระว่ายน้ำ Co-Working Space

ฟิตเนสและบ็อกซิ่งโซน ตอบโจทย์เทรนด์คนรุ่นใหม่รักสุขภาพและการออกกำลังกาย ล็อบบี้แยกอาคาร A และ B มั่นใจด้วยระบบความปลอดภัยทางเข้าโครงการเป็นประตู 2 ชั้น (Double Gate) คีย์การ์ด และกล้อง CCTV โครงการได้รับการอนุมัติ EIA Approved เป็นที่เรียบร้อย

โครงการ ดิ เอ็กเซล ลาดพร้าว-สุทธิสาร กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2563 สามารถชมห้องตัวอย่างได้แล้วที่ Sales Gallery ปากซอยลาดพร้าว 42/1 (แยกภาวนา) นอกจากนี้ ในวันที่ 3-4 ส.ค. นี้ โครงการจัดโปรโมชั่น PreSale ทุกชั้นราคาเดียว เริ่มต้นที่ 1.39 ล้านบาท ผ่อนสบาย 3,900 บาทต่อเดือน (ตามเงื่อนไขของโครงการ) คลิกลงทะเบียนรับสิทธิส่วนลดพิเศษ 100,000 บาท


Warapong Pankaew20 กรกฎาคม 2019
-ลาดพร้าว3-1280x641.jpg

4min4340

 

“เรามองเห็นปัญหาและเริ่มปรับตัว ทำการบ้านกันใหม่มาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว เมื่อคนชั้นกลางมีปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงมาก และยังได้รับแรงกดดันจากมาตรการรัฐในการคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยทำให้กู้ได้น้อยลง จึงต้องปรับโฟกัสใหม่ ชะลอโครงการในกลุ่มคนชั้นกลาง และไปโฟกัสที่ลูกค้าระดับบนที่ได้รับผลกระทบน้อยและกลุ่มใหม่ซึ่งเป็นคนวันเริ่มทำงานอยู่ Generation Z ที่ยัง virgin credit” พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) พูดถึงที่มาที่ไปของการเปิดแบรนด์ใหม่ “ดิ ออริจิ้น” คอนโดมิเนียมสำหรับ First Jobber และเป็น First Condo Buyer ในราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท

พีระพงศ์ จรูญเอก

คน Generation Z อยู่ในช่วงอายุ 22-28 ปี มีสัดส่วนในประมาณ 20% ของประชากร และจะขยายขึ้นเรื่อยๆ เป็นวัยที่เพิ่งเรียนจบเริ่มทำงานมีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาท แต่ยังมีหนี้น้อย ไม่ใช้รถส่วนตัว และต้องการซื้อคอนโดเป็น asset แรกของชีวิต เมื่อโจทย์เป็นอย่างนี้ก็ต้องค้นหา Product ที่สามารถตอบสนองความเป็น Gen Z ให้ได้ โดยเฉพาะราคาที่ทำให้รู้สึกว่า “ซื้อดีกว่าเช่า” ขณะเดียวกันต้องเข้าถึง Insight ของคน Gen Z ซึ่งเกิดมาในยุคที่ทุกอย่างสะดวกสบาย มีพ่อแม่คนใช้คอยดูแล ดังนั้นเมื่อต้องมาใช้ชีวิตเองจึงต้องมี Smart Product และ Excellence Service ที่ช่วยทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

เราจึงต้อง Reprice Down ให้ราคาจับต้องได้ สำหรับคอนโดใกล้รถไฟฟ้าซึ่งปัจจุบันราคาไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านบาท เหมือนเป็นการ discount ราคากลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ซึ่งหัวใจสำคัญคือการคุมต้นทุนทั้งเรื่องที่ดิน การก่อสร้างให้ได้ คอนโด ดิ ออริจิ้น จึงตั้งราคาไว้ที่ 1.2-1.8 ล้านบาทเป็นส่วนใหญ่ สามารถผ่อนได้เดือน 9,000-10,000 บาท ซึ่งหากเราเข้าใจคนรุ่นใหม่ สามารถแก้ Pain Point และตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิตให้เขาและครอบครองตลาดส่วนนี้ได้ ภายใน 3-4 ปีข้างหน้าจะสร้างรายได้ให้บริษัทได้ถึง 40-50% และยังกินยาวไปอีก 10 ปี

ทั้งนี้ ออริจิ้น มีแผนเปิดตัวคอนโดแบรนด์ ดิ ออริจิ้น ในช่วงครึี่งปีหลังนี้ถึง 6 โครงการ ใน 6 ทำเลทั่วกรุงเทพฯ ได้แก่ สุขุมวิท รัชดาภิเษก ลาดพร้าว รามอินทรา รามคำแหง พหลโยธิน มูลค่าโครงการรวมกว่า 7,700 ล้านบาท โดยชูแนวคิดในเรื่องของ Live Your Value หรือ ใช้ชีวิตอย่างที่เชื่อ โดยมองว่าจริงๆ แล้วการใช้ชีวิตของแต่ละคนมีเงื่อนไขและปัจจัยแวดล้อมแตกต่างกัน ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและประสบความสำเร็จในแบบของตัวเองได้ จึงได้ทำหนังโฆษณาเรื่อง “ชีวิตจริง 101” เพื่อสะท้อนภาพความเข้าใจกลุ่มคนรุ่นใหม่และสนับสนุนเรื่อง Live Your Value เพื่อเป็นการเปิดตัวแบรนด์ ดิ ออริจิ้น

นอกจากนี้ ยังมีภาพยนตร์โฆษณาอีก 4 เรื่อง ที่ได้ “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” แบรนด์แอมบาสเดอร์ของบริษัท มาเป็นนักแสดงนำในโฆษณาที่จะช่วยให้แบรนด์และฟังก์ชั่นเด็ดของคอนโด ดิ ออริจิ้น เป็นที่จดจำในกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น สำหรับ 4 ฟังก์ชั่นและสิ่งอำนวยความสะดวกของคอนโดมิเนียมแบรนด์ “ดิ ออริจิ้น” จะประกอบด้วย

  • Smart Closet ออกแบบทุกพื้นที่ในห้องให้สามารถเก็บของได้เพิ่มขึ้นอย่างชาญฉลาด
  • Hotel Services on Demand เชื่อมโยงบริการช่างและพนักงานทำความสะอาด มาตรฐานระดับโรงแรม
  • 24hr Co-working Space ตอบโจทย์การทำงาน 24 ชั่วโมงของวัยรุ่นไฟแรง ด้วยพื้นที่ส่วนกลางที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการทำงาน
  • Private Party Room พื้นที่ปาร์ตี้แบบเก็บเสียง ป้องกันเสียงรบกวนทั้งภายนอกสู่ภายในและภายในสู่ภายนอก

สำหรับ 6 โครงการแบรนด์ ดิ ออริจิ้น ที่เปิดตัวในปีนี้ ได้แก่ ดิ ออริจิ้น ราม 209 อินเตอร์เชนจ์ ราคาเริ่มต้น 1.49 ล้าน ซึ่งได้เปิดตัวไปแล้วและได้รับการตอบรับในระดับที่ดีมียอดจองแล้วกว่า 80%

ดิ ออริจิ้น ราม 209 อินเตอร์เชนจ์

ส่วนที่จะเปิดภายในไตรมาส 3 มี 3 โครงการ ได้แก่

  • ดิ ออริจิ้น รัชดา-ลาดพร้าว ราคาเริ่มต้น 2.29 ล้านบาท เปิดพรีเซลวันที่ 3 ส.ค.
  • ดิ ออริจิ้น ลาดร้าว 15 ราคาเริ่มต้น 1.79 ล้านบาท เปิดพรีเซลวันที่ 3 ส.ค.
  • ดิ ออริจิ้น สุขุมวิท 105 ราคาเริ่มต้น 1.39 ล้านบาท เปิดพรีเซล 7 ก.ย.

ส่วนในไตรมาสที่ 4 มีเปิดอีก 2 โครงการ ยังไม่ได้กำหนดวันพรีเซล ได้แก่

  • ดิ ออริจิ้น รามอินทรา สเตชั่น ราคาเริ่มต้น 1 ล้านกว่าบาท
  • ดิ ออริจิ้น พหล-สะพานใหม่ ราคาเริ่มต้น 1 ล้านกว่าบาท

ส่อง 3 โครงการใหม่ ดิ ออริจิ้น

  • ดิ ออริจิ้น ลาดร้าว 15/รัชดา-ลาดพร้าว

โครงการ ดิ ออริจิ้น ลาดร้าว 15 และโครงการ ดิ ออริจิ้น รัชดา-ลาดพร้าว (ลาดพร้าว ซอย 23) อยู่ในทำเลที่ไม่ห่างกันนัก จึงถือว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ทั้ง 2 โครงการอยู่โครงข่ายรถไฟฟ้า 3 สายหลัก ได้แก่ สายสีเขียว BTS สายสีน้ำเงิน MRT และสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง ที่จะทำให้การเดินทางเข้า-ออกเมืองได้อย่างสะดวก ที่สำคัญทำเลที่ตั้งของทั้ง 2 โครงการ อยู่ระหว่าง New CBD 2 แห่งของกรุงเทพฯ นั้นก็คือ ห้าแยกลาดพร้าว และรัชดาฯ-พระราม 9 และยังอยู่ไม่ไกลจากศูนย์กลางคมนาคมพหลโยธิน (บางซื่อ แกรนด์สเตชั่น) ซึ่งถือเป็นพื้นที่ความเจริญแห่งใหม่ในอนาคต

เนื่องจากเป็นโครงการที่อยู่ในเมือง สิ่งอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ จึงมีอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน ร้านค้า ร้านอาหาร สถานที่แฮงก์เอาต์ โรงพยาบาล สถานศึกษา จึงเหมาะทั้งการเป็นที่อยู่อาศัย และเป็น asset สำหรับการลงทุนปล่อยเช่า ซึ่งในพื้นที่บริเวณดังกล่าว ราคาคอนโดเฉลี่ยอยู่ที่ 80,000 บาท/ตารางเมตร ปรับขึ้นโดยเฉลี่ย 15% ต่อปี ทำให้ราคามีโอกาสขยับขึ้นไปถึง 148,663 บาทในปี 2566 นอกจากนี้ ยังสามารถปล่อยเช่าได้ 400-450 บาท/ตารางเมตร/เดือน

ดิ ออริจิ้น ลาดร้าว 15

สำหรับโครงการ ดิ ออริจิ้น ลาดร้าว 15 อยู่ในซอยลาดพร้าว 15 ห่างจาก MRT สถานีลาดพร้าวม 600 เมตร มีเนื้อที่ 1 ไร่เศษ เป็นโลว์ไรส์คอนโดมิเนียม สูง 8 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 163 ยูนิต มีที่จอดรถ 40% ห้องมีตั้งแต่แบบสตูดิโอ 1 ห้องนอน 1 ห้องนอนพลัส และ 2 ห้อง ขนาดตั้งแต่ 24.6-45.6 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 1.79 ล้านบาท

ดิ ออริจิ้น รัชดา-ลาดพร้าว

ส่วนโครงการ ดิ ออริจิ้น รัชดา-ลาดพร้าว อยู่ในซอยลาดพร้าว 23 ใกล้แยกรัชดา-ลาดพร้าว ห่างจาก MRT สถานีลาดพร้าว 450 เมตร และอยู่ใกล้กับสถานีรัชาภิเษกของสายสีเหลืองเพียง 25 เมตร เนื้อที่โครงการเกือบ 2 ไร่ เป็นโลว์ไรส์คอนโดสูง 8 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 208 ยูนิต มีที่จอดรถรองรับ 60% มีห้องตั้งแต่สตูดิโอ 1 ห้องนอน 1 ห้องนอนพลัส และ 2 ห้องนอน พื้นที่ตั้งแต่ 24.8-54.9 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นอาจจะโดดกว่าโครงการอื่นอยู่ที่ 2.29 ล้านบาท

ทั้ง 2 โครงการ ถือเป็นคอนโดขนาดเล็กที่อยู่ในเมืองที่สะดวกทั้งการเดินทาง และยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ครบถ้วน ถือเป็นอีกทำเลที่น่าจะได้รับผลตอบแทนจาก Capital Gain และ rental yield ในระดับที่น่าพอใจ

  • ดิ ออริจิ้น สุขุมวิท 105

โครงการ ดิ ออริจิ้น สุขุมวิท 105 อยู่ในซอยสุขุมวิท 105 (ลาซาล) มีเนื้อที่ 5 ไร่เศษ เป็นโลว์ไรส์คอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น 3 อาคาร จำนวน 672 ยูนิต มีที่จอดรถ 39% ขนาดห้องมีตั้งแต่ สตูดิโอ 1 ห้องนอน 1 ห้องนอนพลัส จนถึง 2 ห้องนอน ขนาด 22.5-54.50 ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้น 1.39 ล้านบาท

ทำเลที่ตั้งโครงการอยู่ใกล้กับโครงข่ายรถไฟฟ้า 3 สาย ได้แก่ สายสีเขียว บีทีเอส ส่วนต่อขยายแบริ่ง-สมุทรปราการ รถไฟสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง และ Light Rail รถไฟสายบางนา-สุวรรณภมูิ ซึ่งอยู่ในแผนแม่บทรถไฟฟ้าระยะที่ 2 นอกจากเพิ่มความสะดวกในการเข้าออกเมืองแล้ว ยังเชื่อมโยงไปยังโครงการพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ด้วยรถไฟความเร็วสูงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังเชื่อมต่อถนนสุขุมวิท- ศรีนครินทร์ และเส้นทางลัดออกถนนบางนา- ตราดได้ สามารถเดินทางโดยรถยนต์ ด้วยทางทางด่วนและวงแหวนอุตสาหกรรมได้อย่างสะดวก

ในพื้นที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ บางกอก มอลล์ เมกะ ซิตี้ บางนา ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค อาคารสำนักงานภิรัช ทาวเวอร์ แอทไบเทค ซัมเมอร์ ลาซาล รวมทั้งโรงเรียนนานาชาติ และยังจะได้ผลประโยชน์จากรถไฟฟ้าได้ทั้ง 3 สาย ในแง่ของการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินในอนาคต

ขณะเดียวกัน โรงเรียนเอกชนทั้งไทยและนานาชาติ อาคารสำนักงานต่างๆ นิคมอุตสาหกรรม และโรงงานที่มีอยู่กว่า 870 โรงงาน สามารถรองรับตลาดเช่าได้ โดยมีอัตราค่าเช่าเฉลี่ย 300-350 บาท/ตารางเมตร/เดือน และมีผลตอบแทนจากการเช่าอยู่ที่ 5-6%

ทั้ง 3 โครงการเตรียมจะเปิดตัวในเดือนสิงหาคมและกันยายนที่จะถึงนี้ คงต้องคอยดูว่า คอนโดแบรนด์ใหม่ ดิ ออริจิ้น จะโดนใจคน Gen Z มากน้อยแค่ไหน 


Warapong Pankaew17 กรกฎาคม 2019
ARTI-SKV71-Exterior-1-1280x732.jpg

2min2640

คอนโดสุขุมวิท

เอซ เอสเตท กรุ๊ป เปิดโครงการใหม่ Arti Sukhumvit 71 ชูแนวคิด “Live Out Life…ใช้ชีวิตที่เป็นคุณ” ในราคาเริ่มต้น 2.69 ล้านบาท

นายณัฐพล จินตนา กรรมการบริหาร บริษัท เอซ เอสเตท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทจะดำเนินงานภายใต้แนวคิด “Attentive Living Solution” ที่พร้อมรองรับการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์และความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค

ณัฐพล จินตนา
ณัฐพล จินตนา

ล่าสุด บริษัทได้เปิดขายโครงการ ‘Arti Sukhumvit 71’ เป็นคอนโดมิเนียมแบบ High rise ติดถนนสุขุมวิท 71 ความสูง 21 ชั้น จำนวนเพียง 115 ยูนิต ถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “Live Out Life…ใช้ชีวิตที่เป็นคุณ” สะท้อนถึงการใช้ชีวิตตามความต้องการ ช่างเลือก กล้าตัดสินใจ และหลุดจากกรอบเดิม ให้ความเป็นส่วนตัวสูงแก่ผู้พักอาศัย ด้วยจำนวนเพียง 5-8 ยูนิตต่อชั้นเท่านั้น และทุกห้องออกแบบโดยเน้นการใช้กระจกให้มองเห็นภายนอกได้อย่างเต็มที่ สามารถ Take View เมืองของถนนสุขุมวิทและถนนเพชรบุรี

ในส่วนห้องชุดพักอาศัยภายในโครงการ ‘Arti Sukhumvit 71’ ได้ออกแบบเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลาย ตั้งแต่ห้อง Studio, ห้อง 1 bedroom และ Loft ที่ให้พื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น รวมถึงแบบ 2 ห้องนอน และ Penthouse ขนาดกว่า 100 ตร.ม. รองรับลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ เป็นคอนโดที่เหมาะกับคนอายุ 28-40 ปี หรือกลุ่ม Young Adult ราคาเริ่ม 2.69 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการ 525 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างในไตรมาสที่ 4 ปี 2562 และมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี ไตรมาสที่ 4 ปี 2564 โดยมีบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดและการขาย

คอนโด สุขุมวิท

นอกจากการออกแบบโครงการที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะแล้ว โครงการ ‘Arti Sukhumvit 71’ ยังมีจุดเด่นในด้านทำเลตรงสุขุมวิท 71 เป็นทำเลที่มี ‘ความลงตัว’ ในหลายๆ จุด คือเป็นทำเลที่ไม่ได้พลุกพล่าน และใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก ทั้ง ออฟฟิศ ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน และซูเปอร์มาร์เก็ต ฯลฯ มี ความสะดวกสบายในการเดินทาง อีกทั้งระดับราคาขายโครงการ ‘Arti Sukhumvit 71’ ที่ไม่ได้สูงเกินไป แต่ก็สามารถใช้ชีวิตย่านเอกมัยและทองหล่อได้เพียงไม่กี่นาที

นอกจากนี้ ทางโครงการยังนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการการใช้ชีวิต เช่นระบบ Automatic Parking, Nasket ระบบสั่งซื้อสินค้าและบริการผ่าน Smart Display, Digital Door Lock, Smart Mirror และ Smart Switch ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.69 ล้านบาท โดยจะเปิด Pre-Sales ในวันที่ 20-21 กรกฎาคม 2562 นี้

ด้าน นางสาวสมสกุล หลิมศุทธพรรณ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า สำหรับโครงการ ‘Arti Sukhumvit 71’ เป็นคอนโดที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ชอบใช้ชีวิตในเมืองที่ต้องการความสะดวกสบายในราคาที่เอื้อมถึง และด้วยศักยภาพของทำเลที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตรอบด้าน จึงเหมาะกับทั้งกลุ่มผู้ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงหรือการซื้อเพื่อลงทุนเอง เห็นได้จากชาวต่างชาติที่เริ่มเข้ามาอยู่ในบริเวณนี้มากขึ้นเพราะค่าครองชีพที่ถูกกว่าพร้อมพงษ์-ทองหล่อ แต่สามารถเดินทางด้วย BTS ได้อย่างสะดวกสบายเทียบเท่ากับในเมือง

คอนโด สุขุมวิท

สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะเป็นกลุ่ม Young Adult ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่วัยทำงานที่ออฟฟิศอยู่ในเมือง จึงต้องการความสะดวกสบายในการเดินทางและการใช้ชีวิต จึงมี Facility ที่ครบครัน ที่สำคัญสุดคือการตั้งราคาที่กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงได้ โดยวางกลุ่มเป้าหมายเป็นคนซื้ออยู่อาศัยเอง 70 % และซื้อลงทุน 30%

5 ปี ที่ดินสุขุมวิท 71 ราคาพุ่ง 60%
ด้านการเปลี่ยนแปลงราคาที่ดินทำเลสุขุมวิท 71 เมื่อปี 2561 ราคาที่ดินเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 450,000 บาทต่อตารางวา (ตร.วา) ซึ่งเป็นราคาที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นถึง 60% จากช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา หรือเติบโตขึ้นเฉลี่ยกว่า 13% ต่อปี ราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นย่อมมีผลทำให้คอนโดมิเนียมในย่านนี้มีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยพบคอนโดฯที่ขายในโซนนี้ราคาเติบโตขึ้นเฉลี่ย 11% ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ ทั้งในแง่การซื้ออยู่เองที่จะได้โครงการที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต หรือซื้อเพื่อลงทุนก็มีแนวโน้มจะได้ผลตอบแทนที่ดีจากส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นทุกปีเช่นเดียวกัน

สมสกุล หลิมศุทธพรรณ
สมสกุล หลิมศุทธพรรณ

สำหรับราคาขายคอนโดฯ โซนสุขุมวิท 71 พบว่าระดับราคาที่ 100,000-150,000 บาทต่อตร.ม. นั้นจะขายได้ดีสุด โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาอัตราการขายโครงการใน Segment นี้สูงกว่าอัตราการขายเฉลี่ยรวมในพื้นที่ เนื่องจากไม่มีโครงการเปิดใหม่และโครงเก่าขายได้เกือบทั้งหมด โดยยอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ 95 % ส่วนในด้านผลตอบแทนการลงทุนก็น่าสนใจเช่นกัน โดยการปล่อยเช่าที่มีดีมานด์จากทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ในโซนนี้มีอัตราผลตอบแทนการปล่อยเช่า (Rental Yield) เฉลี่ย 5-7%



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME