fbpx
รักษ 1

มั่นคงฯ พร้อมเปิด “รักษ” รับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Long Stay

ในวิกฤติย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ เมื่อไทยสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ในระดับที่ดีเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก ได้สร้างโอกาสในวิกฤติให้กับภาคธุรกิจจากการที่รัฐเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ Special Tourist VISA (STV) ที่ประสงค์จะเดินทางมาพำนักระยะยาว (Long Stay) ภายในประเทศไทยได้ยาวนานถึง 270 วัน

ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศแตกไลน์สู่ธุรกิจสุขภาพ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท มั่นคงไลฟ์ จำกัด โดยการร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) พัฒนาโครงการ รักษ (รัก-ษะ) ศูนย์บูรณาการสุขภาพและการแพทย์แบบองค์รวมแห่งแรกในเอเชียขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะ

“เห็นด้วยกับนโยบายที่ภาครัฐกำลังจะจัดการเรื่องการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามา เนื่องจากทำให้ประเทศได้เดินต่อไปข้างหน้าได้ เราต้องยอมรับว่า อย่างไรก็ตามการเปิดประเทศเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะจะทำให้ภาคธุรกิจของไทยได้มีแรงขับเคลื่อนไปข้างหน้า แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ มาตรการการดูแล การเตรียมความพร้อมของภาครัฐเกี่ยวกับเรื่องระบบการสกรีนนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ

แนะนำให้ภาครัฐเตรียมสถานที่ในการแยกนักท่องเที่ยว ในการรองรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามา ซึ่งหากมีมาตรการการป้องกันที่ดีแล้ว ทางภาคเอกชนทุกคนเตรียมพร้อมที่จะรับมือต่อในสิ่งที่ภาครัฐจัดการ เพราะเราต้องการความช่วยเหลือ และนโยบายเหล่านี้เพื่อให้ประเทศได้ไปต่อ” นางสาวดุษฎี ตันเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มั่นคงไลฟ์ ผู้พัฒนาโครงการ รักษ ให้ความเห็น

ดุษฎี ตันเจริญ

ในส่วนตัวของ รักษ เอง เราจะเปิดดำเนินการจริงๆ ปลายปี 2563 ซึ่งเรามีเวลาในการเตรียมความพร้อมอย่างมาก ข้อสำคัญ คือ ลักษณะงานบริการของ รักษ นั้น เป็นงานบริการเป็นลักษณะแบบส่วนบุคคล (Private Tourist) ทุกคนที่เข้ามาจะได้รับการบริการแบบแยกส่วนจึงไม่กระทบการให้บริการของเรา ยิ่งนโยบายภาครัฐที่รองรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็น Long Stay ซึ่งเป็นการคัดกรองกลุ่มลูกค้าที่มี Quality มีกำลังซื้อสูงเข้าประเทศ ยิ่งเป็นปัจจัยบวกให้กับทาง รักษ ดังนั้นการเปิดประเทศเป็นผลดีกับ รักษ อย่างแน่นอน

สำหรับโครงการรักษ เป็นศูนย์บูรณาการสุขภาพและการแพทย์แบบองค์รวม ตั้งอยู่ในพื้นที่คุ้งบางกระเจ้า จ.สมุทรปราการ มีเนื้อที่โครงการรวม 200 ไร่ (มีพื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำ 80 ไร่) โดยในเฟสแรกจะพัฒนาบนเนื้อที่ 60 ไร่ ในรูปแบบวิลล่าจำนวน 27หลัง เพื่อให้บริการทางการแพทย์เชิงป้องกันแบบองค์รวม ที่ครอบคลุมในทุกๆ ศาสตร์ ทุกมิติ ผสมผสานระหว่างการนำเอาวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ได้มาตรฐานสากลมาใช้ร่วมกับศาสตร์การแพทย์ ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ลักษณะการให้บริการจะจัดเป็นโปรแกรมดูแลสุขภาพโดยมีตั้งแต่โปรแกรมตรวจเช็คสุขภาพ (Wellness Screening) ราคาเริ่มต้นที่ 60,000 บาทต่อท่าน และแพ็กเกจแบบ 3 วัน จนถึง14 วัน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพที่เหมาะกับแต่ละบุคคล ภายโครงการมีการออกแบบภูมิทัศน์ภายใต้คอนเซ็ป “BOTANICAL WELLNESS JOURNEY” ที่อุดมไปด้วยพรรณไม้นานาพันธุ์ เพื่อให้เกิดสุนทรียภาพทางกาย ใจ เน้นการใช้ธรรมชาติบำบัด โดยสร้างพื้นที่สีเขียวด้วยต้นไม้ใหญ่มากกว่า 3,500 ต้น

วรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์

ด้านนายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มั่นคงเคหะการ กล่าวว่า ตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืนของบริษัทที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจเพื่อขายและธุรกิจเพื่อเช่าและเพื่อการบริการ (Recurring Income) ให้มีสัดส่วนกำไรที่ 50:50 ภายในปี 2564 ด้วยการพัฒนาโครงการ รักษ (รัก-ษะ) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Fully Integrative Wellness & Medical Retreat” มูลค่าโครงการรวมกว่า 2,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าให้เป็น World-Class Medical Wellness Destination

จากศักยภาพและการแข่งขันของประเทศไทยในแง่ธุรกิจการแพทย์ ซึ่งถือว่าเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ สอดคล้องกับแผนแนวทางยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศไทย(พ.ศ.2560-2569) ของกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ทั้งยังสนับสนุนนโยบายด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Medical and Wellness Tourism โดยนโยบายดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญของรัฐบาล อันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ด้วยปัจจุยดังกล่าวทำให้เราก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจสุขภาพ โดยได้ร่วมกับพาร์ทเนอร์ ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพและเวชศาสตร์ชะลอวัย และไมเนอร์ ที่มีความเป็นมือหนึ่งในด้าน Hospitality การดูแลและบริหารจัดการห้องพักระดับลักซัวรี่ทั่วโลก ซึ่งโครงการรักษ จะเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2563 และจะเริ่มมีรายได้เต็มปีในปี 2564 ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้รวมในปีแรกประมาณ 300 ล้านบาท