fbpx
จรัญ เกสร 2 1

จรัญ เกษร กลั่นประสบการณ์บริหารชุมชน ปั้น ‘ธนาสิริ’ สู่ความยั่งยืน

ธนาสิริ กรุ๊ป บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในตลาด MAI วางเป้าหมายสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการสร้างสมดุลของผลประกอบการในเชิงตัวเลขกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของลูกค้า สร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน และการดูแลสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่ สุทธิรักษ์ เสถียรภาพอยุทธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนาสิริ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ตั้งใจและต้องการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้ไปชวน จรัญ เกษร มือโปรด้านการบริหารชุมชน สร้างสังคมน่าอยู่ เข้ามาเป็นประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการ (Chief Operating Officer: COO) เพื่อช่วยขับเคลื่อนภารกิจสู่ความยั่งยืนนี้ให้เป็นมรรคเป็นผลตั้งแต่ต้นปี 2565 ที่ผ่านมา

“เป็นการเข้ามาเพื่อช่วยขับเคลื่อน Passion/Mission Sustainable Development ของธนาสิริที่มีอยู่ก่อนแล้ว มาทำให้เป็นจริงเป็นจังเป็นเรื่องเป็นราวและเป็นรูปเป็นร่างขึ้น โดยใช้ประสบการณ์ที่ทำมากว่า 20 ปี มาช่วยต่อจิ๊กซอว์ให้ว่าจะทำอย่างไรให้ Mission Complete ในเรื่องของคุณภาพชีวิต สร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน และการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวคิดของการทำธุรกิจที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่ธุรกิจ ไม่ใช่แค่การทำบ้านเสร็จและส่งมอบแต่ต้องการทำให้สังคมน่าอยู่ด้วย สร้างความร่วมมือในชุมชน ในการดูแลคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมในชุมชนให้ดีต่อไป ซึ่งจากประสบการณ์ที่ได้ทำมาตลอด 20 ปี มันเป็นบทเรียนที่ได้พิสูจน์มาแล้วว่าสามารถเป็นไปได้และเกิดขึ้นจริงได้” จรัญ กล่าวถึงภารกิจสำคัญ

สุทธิรักษ์ เสถียรภาพอยุทธ์-จรัญ เกษร
ชูธนาสิริ…เราดูแล ขับเคลื่อนสังคมน่าอยู่

ซีโอโอธนาสิริ อธิบายต่อว่า การที่จะผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้มีอยู่ 2 มิติ มิติแรกก็คือสิ่งที่เราสามารถทำและเห็นผลได้เลย ซึ่งเป็นในส่วนของฮาร์ดแวร์ เป็นเรื่องของการพัฒนาโครงการ ส่วนอีกมิติก็คือเรื่องของซอฟต์แวร์เป็นเรื่องของการให้บริการที่นอกเหนือจากความรับผิดชอบตามกฎหมายที่บริษัทจะต้องดูแลโครงการก่อนส่งไม้ต่อ ทั้ง 2 มิติจะถูกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด ธนาสิริ…เราดูแล ซึ่งเป็น Green Real Estate Development – Service ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำที่เราจะดูแลไปตลอดจนกว่าลูกบ้านจะไม่ให้เราดูแล

“เริ่มต้นจากฮาร์ดแวร์ซึ่งก็คือการพัฒนาโครงการ บริษัทส่วนใหญ่ก็มีแนวคิดในการทำในเรื่องนี้อยู่แล้ว ก่อนที่จะส่งมอบให้กับชุมชนดูแลตามกฎหมาย แต่ถ้าต้องการที่จะให้เกิดชุมชนที่น่าอยู่มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสิ่งแวดล้อมที่ดี แค่ส่งมอบตามกฎหมายมันก็จะไม่เกิด ซึ่งส่วนใหญ่ที่ทำกันก็จะจบกันที่ส่งมอบโครงการให้ลูกบ้านไปดูแลกันต่อทำกันแค่นี้ สิ่งที่เราจะต้องทำต่อคือ Service ต่างๆ ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยต่อยอดจากฮาร์ดแวร์หรือตัวบ้านและขับเคลื่อนให้สิ่งที่ตั้งใจไว้เกิดขึ้นได้จริง”

ปัญหาที่พบส่วนใหญ่จะเกิดจากคุณภาพของฮาร์ดแวร์หรือตัวผลิตภัณฑ์ ตัวโครงการ ดังนั้นถ้าสามารถส่งมอบบ้านที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในขั้นแรก สำหรับธนาสิริ สิ่งที่เห็นตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นเข้ามาทำงานในเรื่องของฮาร์ดแวร์หรือตัวโครงการไม่ได้ด้อยไปกว่าที่อื่น ทั้งรูปแบบดีไซน์และคุณภาพ ส่วนที่เหลือคือการเชื่อมต่อระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ ซึ่งก็คือบริการต่างๆ ที่เราจะเข้าไปดูแลให้ในช่วงที่ลูกค้าเข้าไปอยู่และต่อไปอีก 30 ปี 40 ปี ที่จะทำให้ลูกค้าอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และส่งต่อความสุข แบ่งปันความสุขไปในชุมชนที่เขาอยู่ และในสังคมที่เขาอยู่

Green Real Estate มุ่งสู่ความยั่งยืน

จรัญ ยกตัวอย่าง Green Real Estate Development – Service ให้เห็นภาพที่ชัดขึ้น ว่า เรื่องของกรีนไม่ใช่แค่เรื่องของสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่รวมไปถึงเรื่องของความโปร่งใส ความมีธรรมาภิบาล ซึ่งก็คือเรื่องของ ESG ที่หลายๆ องค์กรกำลังทำกันอยู่ เราเอาแนวคิดเรื่องของ Green เข้ามาจับในทุกกระบวนการตั้งแต่ เริ่มต้นคิดจะพัฒนา > การจัดหาที่ดิน > การกำหนดรูปแบบ > นำเสนอต่อลูกค้า > การก่อสร้าง > การส่งมอบ > และการต้อนรับท่านเจ้าของบ้านเข้าอยู่อาศัยในทุกๆ โครงการของบริษัท ภายใต้ความร่วมมือของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม มีการวัดผลความพึงพอใจของลูกค้าตลอดเวลา และส่งมอบให้กับ Community Management Team ที่ดูแลตั้งแต่หน้าโครงการ จนกระทั่งเจ้าของบ้านได้ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่โครงการ

ยกตัวอย่างตั้งแต่เริ่มต้นพัฒนาโครงการก็ต้องใส่เรื่องของการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และสังคมแห่งการแบ่งปัน ไว้ตั้งแต่การวาง Concept โครงการ การจัดหาที่ดินต้องอยู่ในทำเลที่เหมาะสม คำนึงถึงความเป็นอยู่ของสังคมดั่งเดิมที่บริษัทต้องเข้าไปดูแล และที่สำคัญต้องผ่านกระบวนการที่โปร่งใส มาถึงการออกแบบก็จะต้องเป็น Green Design ตามมาตรฐานของ Green, LEED และ Universal Design สามารถตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของทุก Generation

เรื่องของ Green Design เป็นสิ่งที่พวกเรารู้เห็นและทำกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรฐาน LEED ซึ่งพูดถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก แต่สิ่งที่เราทำไปมากกว่านั้นก็คือ การดูว่าเราจะเอาอะไรมาใช้บ้างที่ทำให้คนอยู่ได้อย่างมีความสุข ตอบโจทย์การใช้ชีวิต ทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง บน ล่าง มีความปลอดภัย ที่สำคัญต้องดูแลได้ไม่เป็นภาระ เพราะบางเรื่องอาจจะสวยหรูดูดีแต่ผ่านไปกลับกลายเป็นภาระที่ต้องดูแล และมีราคาที่แข่งขันได้ ที่สำคัญเจ้าของธุรกิจต้องยอมรับกับตัวเลขที่จะได้รับ และนำไปสู่ Green Marketing & Sale การสื่อสารการตลาด การขาย อย่างตรงไปตรงมา ไม่หมดเม็ด ไม่มี Nominee ไปเข้าแถวซื้อเก็บไว้ โดยสื่อสารข้อมูลที่เป็นจริง เงื่อนไขที่ตอบโจทย์ มีความเป็นธรรมต่อลูกค้าและคู่ค้า

เรื่องสำคัญคือ Green Construction ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากที่สุด บริษัทจึงได้กำหนดมาตรฐาน Green Construction ที่ต้องควบคุมคุณภาพของสินค้าให้ได้มาตรฐาน มีการบริหารจัดการต้นทุนให้มีความเหมาะสม มีความรวดเร็วในการส่งมอบบ้านให้ตรงตามกำหนด มีการดูแลความปลอดภัยของทีมงานทุกคนในระหว่างการก่อสร้างและในระหว่างที่ท่านเจ้าของบ้านเข้าอยู่อาศัย ดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบข้างในระหว่างก่อสร้าง โดยวิธีการบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีที่สุด

ส่งต่อมาที่ Green Community Management ที่จะเข้ามาดูแล ประสานงาน เพื่อให้คุณภาพชีวิตของท่านเจ้าของบ้านตอบโจทย์ Passion ที่บริษัทได้นำเสนอไว้ตั้งแต่ต้น ภายใต้แนวคิดและแนวทางของ Green Clean Lean ดังนั้น Green Community Management จะเป็นกระบวนการที่สำคัญ เนื่องจากเป็นตัวเชื่อมการพัฒนาตั้งแต่ต้นทางในกระบวนการของ Green Development รับช่วงส่งต่อทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมอย่างยั่งยืน

สร้างสมดุลรายได้-คุณภาพชีวิต เพิ่ม Brand Value

คำถามที่ตามมาคือ Green Real Estate Development – Service ถ้าทำกันแบบจริงๆ จังๆ ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ต้นทุนและผลกำไรที่ได้จะยังอยู่ในระดับที่สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้อยู่หรือเปล่า

ต้องย้อนกลับไปที่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ในเมื่อเราต้องการสร้างสมดุลของผลประกอบการในเชิงตัวเลขกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของลูกค้า สร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน และการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งถ้าเทียบกันจริงๆ แล้วโครงการที่ทำตามแนวทางนี้กับแนวทางเดิม ต้นทุนไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ บวก ลบ คูณ หารออกมาแล้วยังมีกำไรสุทธิ 10%+ กับธุรกิจหนึ่งที่ช่วยทำให้เกิดสังคมที่ดี มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ผู้คนมีความสุขและเกิดการแบ่งปัน และยังมีรีเทิร์นที่มากกว่าหลายๆ ธุรกิจ ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน

“ในเชิงตัวเลขก็ต้องสามารถแข่งขันได้ และในเชิงคุณค่าก็สามารถไปด้วยกันได้ ความคาดหวังคืออยากจะให้ช่วยสร้างแรงกระเพื่อมร่วมกันสร้างสังคมให้น่าอยู่ขึ้น เป็นการลงทุนที่สร้างความยั่งยืนในระยะยาว เป็นการลงทุนในแบรนด์ที่สร้างการตอบรับ สร้างการรับรู้ และสร้างแรงกระเพื่อมในเรื่องของความยั่งยืน” จรัญตอกย้ำแนวคิด Sustainable Development ของธนาสิริ

กลับมาที่การดำเนินการของธนาสิริ เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายที่วางไว้ ตอนนี้กำลังเข้าไปดูโครงการที่เราได้ส่งมอบให้ลูกค้าไปแล้วซึ่งมีอยู่เกือบ 30 โครงการก็จะทยอยเข้าไปเสนอการให้บริการ ซึ่งตอนนี้มี 2 โครงการแล้งที่ให้เราเข้าไปดูแลต่อ ส่วนโครงการที่ On Process มีอยู่อีก 8 โครงการ ที่สร้างและขายอยู่ 6 โครงการ และกำลังตั้งนิติบุคคล 2 โครงการ เป้าหมายคือจะย้อนกลับไปและไปเชื่อมต่อทำตามแผนที่วางไว้ให้เกิดขึ้นจริง และผลที่ตามมาจะทำให้เกิด Brand Value ในตัวโครงการของธนาสิริ ซึ่งต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลจริงๆ คิดว่าประมาณ 2-3 ปี

1+1 กลยุทธ์เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้โครงการ

สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเราจะเติมสีเขียวให้กับทุกโครงการ ตั้งแต่ที่ดินที่จะนำมาพัฒนาต้นไม้ใหญ่หรือแม้กระทั่งไม้พุ่มให้คงเอาไว้ที่เดิม โดยการออกแบบให้หลบต้นไม้ที่มีอยู่ แต่ถ้าหลบไม่ได้ก็จะล้อมและเก็บเอามาใช้ทุกต้น ส่วนในบ้านแต่ละหลังจะปลูกต้นไม้ขนาด 4-10 นิ้ว 1 หลังต่อ 1 ต้น และปลูกเพิ่มในพื้นที่ส่วนกลางอีกเท่ากับจำนวนบ้านในโครงการ รวมๆ กันแล้วจะเพิ่มสีเขียวให้พื้นที่ส่วนกลางอีก 50% เท่ากับว่าโครงการหนึ่งโครงการจะมีสีเขียวที่ครอบคลุมเท่ากับพื้นที่ขายทั้งหมดไม่ใช่แค่ 5% ตามกฎหมาย

แต่ที่สำคัญคือต้องมีการดูแลต่อเนื่อง เพื่อให้สีเขียวคงอยู่ไปกับโครงการตลอดจึงมีสิ่งที่ทำต่อเนื่องคือการสร้างความร่วมมือกันดูแลต้นไม้ที่อยู่ในโครงการ เช่น ทำ Nursery สำหรับการดูแลต้นไม้ร่วมกันของผูํ้อยู่อาศัยในโครงการ โดยในปีนี้ตามแผนบริษัทจะเปิดโครงการบ้านแนวราบ 3 โครงการ เปิดไปแล้ว 1 โครงการ และกำลังจะเปิดอีก 1 โครงการ ส่วนอีก 1 โครงการจะเลื่อนไปปีหน้า ทำให้ในปีหน้ามีแผนเปิดโครงการใหม่รวม 4 โครงการ มูลค่าเฉลี่ยโครงการละ 1,000 ล้านบาท ทุกโครงการจะทำตามโมเดลนี้ทั้งหมด

“เป้าหมายในเชิงตัวเลข บริษัทตั้งเป้า 3 ปี จะมีรายได้รวม 5,000 ล้านบาท และใน 5 ปี มีรายได้รวม 10,000 ล้านบาท เราจะส่งมอบบ้านที่มีคุณภาพที่ดีประมาณ 2,000 ครอบครัว ซึ่งจะทำให้มีต้นใหญ่ที่เราจะปลูกให้ในโครงการรวม 4,000 ต้น เชื่อมต่อกับบริการภายใต้แนวคิด “ธนาสิริ เราดูแล” ซึ่งเชื่ออว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกบ้านยอมรับในสิ่งที่เราทำ และช่วยกันขับเคลื่อนกันต่อไปเป็นสิ่งที่เราอยากให้เป็นแบบนั้นจริงๆ

ในขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนกระจายการลงทุนออกไปเพื่อตอบโจทย์จากฐานลูกค้าที่มีในเรื่องของเวลเนส โดยร่วมกับพันธมิตร เพราะคุณภาพชีวิตไม่ใช่เพียงตัวบ้านที่ส่งมอบ ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ดี ต้องรวมไปถึงตัวลูกบ้านด้วยในเชิง Physical น่าจะเห็นเป็นเรื่องเป็นราวได้ในปีหน้า และในปีที่ 3 บริษัทมีแผนจะพัฒนาคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์คนทำงาน อยู่ในทำเลที่มีความหนาแน่นของคนทำงานระดับกลาง-ล่างที่ต้องการอยู่อาศัยจริงที่สามารถเดินทางได้สะดวก” จรัญกล่าวปิดท้าย