fbpx
ลดภาษีที่ดิน

ภาษีที่ดินบีบแลนด์ลอร์ดเปิดหน้าดินลงทุน LPP สบช่องรุกธุรกิจที่ปรึกษา

LPP สบช่องขยายธุรกิจที่ปรึกษาลงทุนอสังหาฯครบวงจร หลังรัฐเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเต้มอัตรากดดันให้แลนด์ลอร์ดนำที่ดินออกมาใช้ประโยชน์ พร้อมเปิดเกมรุกธุรกิจ Facility Management ในโรงพยาบาล นำร่องตั้งบริษัทร่วมทุนรับงานในเครือรพ.สินแพทย์ เผยผลประกอบการครึ่งปีแรกเป็นไปตามเป้า คาดทั้งปีรายได้แตะ 1,000 ล้านโต 40%

นายสุรวุฒิ สุขเจริญสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) บริษัทในกลุ่มของ แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีส่วนสำคัญที่ผลักดันเจ้าของที่ดินจำนวนมากต้องการมืออาชีพเข้ามาช่วยในการนำที่ดินออกมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ ไม่เช่นนั้นจะต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า บริษัทจึงได้ขยายธุรกิจเข้าไปเป็น real estate consultant ที่ครบวงจรให้กับเจ้าของที่ดินในพื้นที่กทม.-ปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ โดยบริษัท ลุมพินี โปรเจค มาเนจเมนท์ เซอร์วิส จำกัด (LPS) ซึ่งได้รับความสนใจจากเจ้าของที่ดินจำนวนมากกว่า 10 ราย ขณะนี้มีลูกค้าแล้ว 3 ราย เช่น ที่ดินย่านเทพารักษ์ และที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น และอยู่ระหว่างเจรจาอีก 4-5 ราย

นอกจากเรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้ว ผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เจ้าของห้องชุดต้องการการบริหารชุมชนอย่างมืออาชีพมากขึ้น และการขยายตัวของโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งโครงการคอนโดมิเนียม โครงการมิกซ์ยูส ทั้ง 3 เรื่องถือเป็นเทรนด์สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจของ LPP เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทได้ปรับโครงสร้างองค์กร แบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจบริการ และกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ขยายทีมงานผู้มีความเชี่ยวชาญด้าน IT และ Estate Consultant ขยายขอบเขตงานบริการต่างๆ Facility Management และ งานบริการรักษาความสะอาด

ผู้บริหาร แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จากซ้าย อภิชาติ เกษมกุลศิริ กรรมการบริษัท สุรวุฒิ สุขเจริญสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ สมศรี เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการ

นอกจากนี้ ยังได้เปิด Online Store ภายใต้ชื่อ Living 24 เพื่ออำนวยความสะดวกและลดค่าครองชีพให้ผู้อยู่อาศัยในโครงการที่ LPP บริหาร พร้อมทั้งเปิดตัว LPP Call Center และ EOC (Emergency Operations Center) เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าของงานบริการต่างๆ ในกลุ่มธุรกิจบริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับการขยายธุรกิจนอกบริษัท แอล.พี.เอ็น. หรือ Non-LPN โดยล่าสุดได้ร่วมทุนกับโรงพยาบาลสินแพทย์ เพื่อรองรับการขยายบริการ Facility Management จาก 3 งานบริการ คือ งานบริการรักษาความปลอดภัย งานบริการรักษาความสะอาด และ งานบริการช่างและวิศวกรรม ไปในกลุ่มโรงพยาบาล โดยเบื้องต้นจะให้บริการเฉพาะในเครือโรงพยาบาลสินแพทย์ซึ่งมีทั้งหมด 15 แห่งก่อนตั้งเป้ารายได้ 50 ล้านบาท/ปี

สำหรับในครึ่งปีหลัง บริษัทจะเร่งขยายฐานลูกค้าในกลุ่ม Non-LPN มากขึ้น โดยการขยายทีมงานด้าน Marketing เพื่อเปิดตลาดการขายงานบริการ Property Management, Engineering Service, Facility Management, Security and Cleaning Service รวมถึงงาน Estate Consultant ไปยังกลุ่มลูกค้า Non-LPN โดยจะเริ่มเข้าประมูลงานขนาดใหญ่สำหรับบริการ Facility Management และ Security & Cleaning”นอกจากนี้ บริษัทได้ศึกษาโอกาสในการเข้าไปร่วมลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในงานบริหารงานอาคาร เพื่อเสริมศักยภาพให้กับธุรกิจของ LPP ในอนาคต ในเบื้องต้นได้วางงบลงทุนไว้ 300-500 ล้านบาท

นายสุรวุฒิ กล่าวอีกว่า สำหรับผลการดำเนินงานของ LPP ในช่วงครึ่งแรก 2565 มีรายได้ 472 ล้านบาท ซึ่งเป็นตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 471.5 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 60 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 47.2 ล้านบาท คาดว่าตลอดทั้งปี 2565 บริษัทจะมีรายได้ 1,010.3 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 955 ล้านบาท และเป็นปีแรกที่รายได้แตะ 1,000 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิที่ 99.16 ล้านบาท จากเป้าหมายที่วางไว้ที่ 98 ล้านบาท โดยในส่วนของบริษัทรักษาความปลอดภัย แอล เอส เอส โซลูชั่นส์ จำกัด (LSS) มีรายได้ในครึ่งปีแรก 41.9 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2565 จะมีรายได้ 110 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 50 ล้านบาท หรือเติบโตจากปีที่แล้ว 168%

ธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่นในปี 2565 3 อันดับแรก คือ งานบริการวิศวกรรม เติบโต 77% งานบริการ ฝากขาย-ฝากเช่า เติบโต 63% และงาน Facility Management ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ในปี 2565 ทำให้ในปี 2565 LPP จะเติบโตได้ไม่น้อยกว่า 40% และในปีต่อๆ ไปน่าจะเติบโตได้ไม่น้อยกว่า 30%

ด้านนางสาวสมศรี เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านธุรกิจหลักของบริษัท คือ ธุรกิจบริหารชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีการบริหารชุมชนทั้งหมด 234 โครงการ เป็นแนวราบ ประมาณ 20 โครงการ ,อาคารสำนักงาน 2 โครงการ ที่เหลือเป็นคอนโดมิเนียม ในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็น โครงการในเครือ LPN สัดส่วน 70% โครงการของผู้ประกอบการรายอื่น สัดส่วน 30% มีทั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์เป็นผู้ว่าจ้างและเจ้าของร่วมของโครงการเป็นผู้ว่าจ้าง

ทั้งนี้ในช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 LPP ได้พัฒนากลยุทธ์ “Cause We CARE” ขึ้นเพื่อให้พนักงานทุกระดับในองค์กรมีแนวคิดในการทำงานที่มีเป้าหมายเดียวกัน มีความรู้และพร้อมที่จะรับมือกับเหตุไม่คาดฝันได้ทันที มีความรู้สึกเร่งด่วน หรือ Sense of Urgency และที่สำคัญคือเพื่อสามารถให้การบริการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการศึกษาลูกบ้านในเชิงลึกถึงความต้องการของแต่ละปัจเจกบุคคล (Individual) ทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะร่างกายที่แข็งแรงย่อมมาพร้อมสภาพจิตใจที่ดี

“ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 พฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยได้เปลี่ยนแปลงไป เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือเรื่องของการสั่งสินค้าออนไลน์ทำให้มีพัสดุจำนวนมาก การให้ความสำคัญกับเรื่องสุขอนามัยในโครงการ ซึ่งทางบริษัทจึงต้องปรับวิธีการให้บริการเพื่อตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยในโครงการ ทั้งเรื่องของการจัดการพัสดุ การปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางให้ลดการสัมผัส เป็นต้น และที่สำคัญคือ การดูแลผู้ป่วยโควิดในโครงการ และการสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือร่วมใจของผู้อยู่อาศัยในโครงการ” นางสาวสมศรี