fbpx

เอพี ทุบสถิติรายได้ 9 เดือนวิ่งฉิว 3.5 หมื่นล้าน โตพุ่ง 56%

Warapong Pankaew12 พฤศจิกายน 20201min193

เอพี (ไทยแลนด์) เป็นหนึ่งในบริษัทที่ปรับตัวทั้งรุกและรับได้ดีในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด จนสามารถพลิกเกมกลับมาสร้างรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์จากการประกาศผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2563

“เป็นเวลากว่า 10 เดือนที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 ซึ่งเป็นวิกฤติครั้งใหญ่และแตกต่างจากทุกวิกฤติที่ผ่านมา ทางรอดเดียวที่จะก้าวผ่านไป คือ การปรับตัวที่รวดเร็ว ภายใต้การบริหารจัดการกระแสเงินสดที่รัดกุม ส่งผลให้ท่ามกลางวิกฤติที่เกิดขึ้นบริษัท ยังคงสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นในทุกไตรมาส โดย ณ 9 เดือนแรกของปี เอพีมีอัตราการเติบโตที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นผลจากการปรับแผนเพิ่มสัดส่วนการพัฒนาสินค้าแนวราบ ควบคู่ไปกับแผนการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จในปีนี้ ซึ่งยังคงได้รับผลตอบรับที่ดี โดยเฉพาะในไตรมาส 3 ส่วนหนึ่งของยอดรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการทยอยโอนกรรมสิทธิ์คอนโด 2 โครงการ คือ LIFE ลาดพร้าว LIFE อโศก-พระราม 9 และ ASPIRE อโศก-รัชดา” นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) กล่าว

ในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2563 เอพีมีรายได้รวมจากโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ คอนโดมิเนียม (100%JV) และธุรกิจอื่นๆ สูงถึง 35,180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวมเท่ากับ 22,510 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิรวม 9 เดือนแรกของปี 2563 (Net Profit) สูงถึง 3,280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% หากเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2562 ที่มีกำไรสุทธิรวมเท่ากับ 2,180 ล้านบาท และสูงกว่ากำไรทั้งปีของปี 2562 (3,060 ล้านบาท) อีกด้วย

2. AP Revenues - 9 Month Performance
3. AP Net Presales - 9 Month Performance

ด้านสัดส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 0.82 เท่า ต่างจากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 0.99 เท่า สะท้อนได้ถึงความสามารถในการบริหารจัดการทางการเงินที่ดีภายใต้สภาวะความกดดันจากวิกฤติที่เกิดขึ้น ปัจจุบันบริษัทได้เพิ่มงบประมาณในการจัดซื้อที่ดินขึ้นเป็น 9,500 ล้านบาท หลังจากเมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมาได้ตัดลงเหลือ 4,500 ล้านบาท

ขณะที่ผลประกอบการเฉพาะไตรมาส 3 ปี 2563 บริษัทมีรายได้รวมจากสินค้าแนวราบและคอนโดมิเนียม (100%JV) และธุรกิจอื่นๆ เท่ากับ 15,219 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 140% หากเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2562 ที่มีรายได้รวมเท่ากับ 6,353 ล้านบาท ด้านกำไรสุทธิเท่ากับ 1,451 ล้านบาท เติบโต 135% หากเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2562 ที่ได้ 618 ล้านบาท

หากนับเฉพาะรายได้จากการขายที่ไม่รวมโครงการร่วมทุน เอพี ก็ยังมีผลประกอบการอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยในไตรมาส 3 ของปี 2563 เอพีมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ที่ไม่รวมโครงการร่วมทุน อยู่ที่ 8,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.4% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 59.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายสะสม 9 เดือนแรกของปี 2563 อยู่ที่ 21,645 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายอนุพงษ์ กล่าวอีกว่า บริษัทมีสินค้ารอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2563 มูลค่าเกือบ 40,000 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบมูลค่าราว 10,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมมูลค่า 30,000 ล้านบาท (รวมโครงการร่วมทุน) ซึ่งจะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2566 โดยมั่นใจว่าไตรมาสสุดท้ายของปีจะสามารถสร้างรายได้รวมได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้รวม 40,550 ล้านบาท ด้วยแรงส่งของพอร์ตสินค้าแนวราบที่อยู่ระหว่างการขายที่มากกว่า 90 โครงการ และคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์อีกมากกว่า 9 โครงการ เช่น ASPIRE อโศก-รัชดา LIFE ลาดพร้าว LIFE อโศก-พระราม 9 และ LIFE วัน ไวร์เลส เป็นต้น

“ผมเชื่อว่าเราจะอยู่กับวิกฤติอย่างนี้ต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน หรือจะมากกว่า 6 เดือนก็ยังไม่สามารถรู้ได้ เพราะครั้งนี้ไม่ใช่วิกฤติที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศเรา แต่เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ช่วงที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วถึงผลกระทบ ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งวิธีการทำงาน การซื้อ-ขาย การดำเนินชีวิต ตลอดจนพฤติกรรมการอยู่อาศัย แต่การเปลี่ยนแปลงยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ พายุลูกใหม่กำลังจะเข้ามา ผู้นำองค์กรต้องประเมินสถานการณ์รอบด้าน โดยเฉพาะลูกค้าว่าเปลี่ยนไปในทิศทางใด ทำอะไรถึงจะตอบความต้องการใหม่ของลูกค้าได้ ต้องเตรียมคนในองค์กร ประกอบกับการบริหารจัดการกระแสเงินสด เพื่อให้เรารอดผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน” นายอนุพงษ์กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินงานท่ามกลางภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นในปีนี้ นอกจากการปรับพอร์ตการเปิดตัวสินค้าใหม่มาเป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมรวมทั้งสิ้น 39 โครงการ มูลค่ารวม 41,820 ล้านบาทแล้วนั้น ในช่วงไตรมาสสุดท้ายดีมานด์ตลาดคอนโดมิเนียมเริ่มส่งสัญญาณในทิศทางที่ดี บริษัทจึงได้ปรับแผนเปิดคอนโดมิเนียม 1 โครงการ ได้แก่ ASPIRE เอราวัณ ไพร์ม มูลค่า 3,200 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 1.69 ล้านบาท ทำให้ในปี 2563 บริษัทเปิดตัวโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 40 โครงการ มูลค่ารวม 45,020 ล้านบาท ด้านยอดขาย 10 เดือนแรก ณ วันที่ 31 ตุลาคมนี้ มียอดขายรวมถึง 27,300 ล้านบาท

เพิ่มเพื่อน

Warapong Pankaew

เคยทำงานสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจ อสังหาริมทรัพย์ และการตลาด มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME