ยกเครื่อง BAM รับมือมรสุมหนี้

ยกเครื่อง BAM รับมือมรสุมหนี้รุมเร้า

บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เดินหน้าปรับกลยุทธ์ในทุกมิติ เพื่อยกระดับจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC สู่การเป็น “โรงพยาบาลแก้หนี้” โดยมีภารกิจสำคัญคือการรับมือกับมรสุมหนี้ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับภัยสงครามส่งผลให้ต้นทุนพลังงานปรับสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในปี 2569 ตามราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค

BAM ตั้งรับมรสุมหนี้จากไฟสงคราม
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM ประเมินว่า ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ BAM ลดลงได้ จากที่เคยจ่ายได้ 100 อาจจะเหลือแค่ 30 ถ้า BAM อยากได้ตัวเลขผลเรียกเก็บเท่าเดิมหรือมากขึ้นก็ต้องทำงานให้หนักขึ้น และเป็นเหตุผลที่ BAM หันมาโฟกัสลูกหนี้รายย่อยมากขึ้น ล่าสุด BAM เดินหน้าช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยผ่านโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ภายใต้แนวคิด “ทางออกของหนี้ เพื่อชีวิตที่ไปต่อได้” เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลับมาตั้งหลักทางการเงินอีกครั้ง ด้วยมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่ผ่อนปรน

ดร รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM

ขณะเดียวกัน โครงการเริ่มต้นใหม่กับ BAM จะเป็นการยกระดับการทำงานจากบริษัทบริหารสินทรัพย์สู่การเป็น โรงพยาบาลแก้หนี้ ที่จะมีกระบวนการแก้ปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบตั้งแต่การให้คำปรึกษา วิเคราะห์ปัญหา และออกแบบแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้รายใหม่เข้ามาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้มากยิ่งขึ้น และตอกย้ำบทบาทองค์กรในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้กับ BAM มาก่อน มียอดหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท ทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน รวมถึงลูกหนี้ที่ยังไม่มีการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และหลักประกันยังไม่ถูกเจ้าหนี้บังคับคดี โดย BAM ได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่

BAM

-กรณีปิดบัญชี ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ในอัตราไม่น้อยกว่า 70% ของยอดเงินต้นคงเหลือ ภายใน 60 วันนับจากวันอนุมัติ โดยไม่คิดดอกเบี้ย 

-กรณีผ่อนชำระ ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระรายเดือนดอกเบี้ย 0% 3 ปีแรก ผ่อนเบาจบไวใน 10 ปี

โครงการเริ่มต้นใหม่กับ BAM คือหนึ่งในการทำงานเชิงรุกของ BAM ที่ทำให้สัดส่วนผลเรียกเก็บที่มาจากการปรับโครงสร้างหนี้ปรับสูงขึ้นจาก 50% ในอดีตเป็นเกือบๆ 70% ของผลเรียกเก็บที่มาจากหนี้ NPLในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่มีจำนวน 2,039 ล้านบาท

“เราให้โอกาสลูกหนี้ในการปรับโครงสร้างหนี้มากขึ้น แทนที่จะเดินไปสู่เส้นทางที่เราไม่อยากทำคือการยึดทรัพย์ของเขามาเป็นของเรา โดยในไตรมาสที่ผ่านมาเราสามารถปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้ใหม่ได้เพิ่มขึ้นถึง 88% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็นจำนวน 582 เคส สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานเชิงรุกด้านการปรับโครงสร้างหนี้เริ่มเกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น” ดร.รักษ์กล่าว

BAM Q

ส่วนการขายทรัพย์สินรอการขาย หรือ NPA ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนไปขายให้กับคนตัวเล็กมากขึ้น โดยในไตรมาส 1 ผลเรียกเก็บจาก NPA จำนวน 987 ล้านบาท เป็นทรัพย์ที่ BAM ขายได้เพิ่มขึ้น 853 รายการ และเมื่อลงลึกในรายละเอียดจะพบว่ามี 203 รายการ ที่มีมูลค่ารวมประมาณ 295 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วเป็นการขายทรัพย์ชิ้นละประมาณล้านกว่าบาทเท่านั้น ความหมายของตัวเลขนี้คือ BAM ขายทรัพย์ให้กับคนตัวเล็กมากขึ้น

ส่วนลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง BAM ก็ไม่ทิ้งในไตรมาส 1 ขายไปได้ 47 รายการ มูลค่ารวมประมาณ 154 ล้านบาท เฉลี่ยรายการละประมาณ 3 ล้านกว่าบาท พูดง่ายๆ คือ คนจนเราก็ช่วย คนรวยเราก็เก็บเงิน ขณะที่ทรัพย์ชิ้นใหญ่จากที่เคยขายตามสภาพ BAM ได้มีการตั้งทีมที่เรียกว่า BAM Intelligence Unit หรือ BIU ทำหน้าที่วิเคราะห์ทรัพย์ในเชิงธุรกิจ เพื่อให้นักลงทุนเห็นแนวทางในการลงทุนทรัพย์ชิ้นนั้นๆ เพิ่มโอกาสในการขายได้มากยิ่งขึ้น

“วันนี้ BAM ยังเป็น BAM คนเดิม เป็น BAM ที่เกิดมาจากการวางรากฐานที่ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารรุ่นก่อนได้วางไว้เพียงแต่วันนี้เราลงรายละเอียดมากขึ้น เริ่มขายทรัพย์ขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น ผลลัพธ์คือกำไรยังอยู่ในระดับเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือเราช่วยคนได้มากขึ้น” ดร.รักษ์กล่าว

บ้านมือสอง

ระดมทุกกลยุทธ์เร่งระบายทรัพย์ค้างท่อ
ขณะที่โจทย์ใหญ่อีกข้อที่ทำให้ BAM ต้องปรับกลยุทธ์ในการระบายทรัพย์ออกให้เร็วขึ้นก็คือทรัพย์ที่ถือครองเกิน 15 ปี ทำให้ BAM ต้องถูกลงโทษ โดยการตั้งสำรองในแต่ละปี กำไรที่ได้รับจึงกลับไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

“ความท้าทายของเราคือเมื่อใดที่เราถือครองทรัพย์นานเกิน 15 ปี เราจะต้องตั้งสำรอง สิ่งที่ผมต้องแก้เกมคือ เราจะไม่ซื้อทรัพย์มาแช่ตู้เย็นอีกต่อไป ปีที่แล้วเรามีกำไรประมาณ 3,997 ล้านบาท หรือคิดกลมๆ ประมาณ 4,000 ล้านบาท แต่ต้องตั้งสำรองไป 2,100 ล้านบาท คำถามคือเกิดอะไรขึ้น จริงๆ แล้วไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแต่ว่าเมื่อเราถือครองทรัพย์เกิน 15 ปี ก็ต้องตั้งสำรองตามเกณฑ์ นี่จึงเป็นที่มาว่าเราต้องทำงานให้ละเอียดขึ้น ลึกขึ้น และแข่งกับเวลามากขึ้น” ดร.รักษ์กล่าว

BAM ได้สร้างเครื่องมือในการระบายทรัพย์เอาไว้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมลงทุน (Joint Venture) กับสถาบันการเงินตั้ง AMC มาแล้ว 2 แห่ง คือ บริษัทบริหารสินทรัพย์ อารีย์ จำกัด บริษัทบริหารสินทรัพย์ อรุณ จำกัด ซึ่งทั้ง 2 แห่งมีการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ และอยู่ระหว่างการตั้งกิจการร่วมทุนเพิ่มอีก 4 แห่งในปีนี้

BAM

TDR Factory คือ การแยกประเภททรัพย์และหนี้ ให้เป็นหมวดหมู่และมีหน่วยงานเฉพาะเข้ามาดูแล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการให้เร็วขึ้น และมี FA Center ซึ่งเป็นการทำ MOU กับ Non-Bank เข้ามาช่วยรีไฟแนนซ์ให้กับลูกหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้และจ่ายได้ตามปกติครบ 12 งวด โดย BAM จะเป็นผู้การันตีให้ลูกหนี้ ซึ่งจะทำให้ลูกหนี้ได้ไปต่อ BAM ได้เงินก้อน ขณะที่ Non-Bank ได้ลูกค้าที่ BAM การีนตีไปต่อ

อีกส่วนหนึ่งคือการสร้าง AMC Partnership โดยในปีนี้ดร.รักษ์ ประเมินว่าน่าจะมีคนซื้อหนี้เสียเพียงไม่กี่ราย โดยในแต่ละปี BAM ใช้เงิน 5,000-8,000 ล้านบาท ในการซื้อหนี้เสีย 30,000-40,000 ล้านบาท เราในฐานะ AMC รายใหญ่สามารถซื้อของมูลค่า 100 บาทได้ในราคา 30 บาท ขณะที่ AMC รายเล็กอาจซื้อเองได้ในราคา 45 บาท แต่หากมาซื้อต่อจาก BAM ที่ราคา 35 บาท เขาก็สบายตัว ส่วนเราได้กำไรทันที 5% หากทุกฝ่ายสามารถสร้างระบบนิเวศร่วมกันได้ก็จะไม่มีคำว่าคู่แข่งมีแต่คำว่าคู่ค้า

นอกจากนี้ยังมี Asset for All นำทรัพย์ที่ถือครองมานานและถูกตั้งสำรองไปมากแล้วมาเปิดโอกาสให้คนตัวเล็ก ได้มีที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสมกับรายได้ โดยการเป็น Partnership กับภาครัฐ เช่น กรุงเทพมหานครซึ่งได้มีการทำ MOU ไปแล้ว กำลังจะเดินสายไปยังกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตร รวมถึงกระทรวงกลาโหม เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการระดับ ซี3 ซี4 ทหาร ตำรวจชั้นประทวน สามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้ในราคาที่เหมาะสม ส่วน BAM Premium เป็นการนำทรัพย์ NPA ไปขายให้กับกลุ่ม Wealth และ Ultra Wealth เช่น การขายห้องพร้อมผู้เช่า เป็นต้น

Natural Language Processing Concept with Engineers and Robotic Arm Configuring NPL Microchip inside Human Head Silhouette d flat vector illustration

จก AMC สู่โรงพยาบาลรักษาโรคหนี้ให้คนไทย
เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้จะถูกนำมาใช้ผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการเริ่มต้นใหม่กับ BAM  โครงการ NPA Format ขายทรัพย์มือสองโดยใช้หลัก Cost Plus Model ทำให้สามารถกำหนดราคาเริ่มต้นที่ต่ำกว่าราคาตลาด 15% ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตอย่างสม่ำเสมอปีละประมาณ 5% และค่อยๆ แข็งแรงขึ้น ยกเว้นทรัพย์บางชิ้น เช่น ที่ดินพรีเมี่ยมในทำเลพิเศษจะถูกแยกเป็นตะกร้ามาอยู่ใน BAM Premium ซึ่งเป็นทรัพย์ที่มี True Value สำหรับขายให้กับนักลงทุน

ในด้าน Portfolio Optimization เราจะทำ Heat Map ระยะเวลาที่ถือครองทรัพย์ รวมถึงการทำ Process Improvement กำหนดระยะเวลาในการจัดการ NPL และ NPA ตั้งแต่วันที่รับหนี้เข้ามาไปจนถึงวันที่ลูกหนี้เริ่มชำระงวดแรกต้องมีกำหนดเวลาที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหมือนปีที่ผ่านมาที่ BAM มีกำไร 4,000 ล้านบาท แต่ต้องตั้งสำรอง 2,100 ล้านบาท นอกจากนี้ จะทำการสังคายนา กฎระเบียบของ BAM ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2546 ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ กฎ ระเบียบ และกระบวนการทำงานที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น

BAM

สุดท้ายคือการสร้าง E-Marketplace ที่ BAM จะทำเหมือนตลาดรถมือสองออนไลน์ เพื่อรับจ้างขาย NPA ทั้งของ BAM เอง ของกิจการร่วมทุน รวมถึง AMC ในอุตสาหกรรม แทนที่คนอยากขาย NPA ต้องนำทรัพย์ไปวางไว้ใน Marketplace อื่น ก็สามารถนำมาวางขายที่ BAM ได้ และระบบจะเชื่อมโยงไปยังแหล่งสินเชื่อหรือ Lender ได้ทันที

“ทั้งหมดคือ ทางรอดของคนไทยในภาวะที่คนไทยเป็นหนี้ครัวเรือนสูงเกือบ 90% สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นคำตอบของสังคมไทยในอนาคต ถ้าประเทศไทยต้องการเดินไปข้างหน้า ต้องรักษาโรคหนี้ให้หายก่อน ไม่เช่นนั่น GDP ก็จะเป็น GDP ที่โตต่ำ เพราะคนที่เป็นหนี้ไม่สามารถทำธุรกิจได้ คนที่เป็นหนี้ไม่สามารถยืนได้เต็มสองขา ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหนี้จนกลายเป็น NPL โดนออกจากราชการทันที นั่นเป็นที่มาของสิ่งที่เราต้องแก้ที่ต้นตอของปัญหาที่กัดกินประเทศไทยในวันนี้” ดร.รักษ์กล่าวปิดท้าย