fbpx

หมวดหมู่: Real Society

Warapong Pankaew19 เมษายน 2021
4-CENTRO-Ratchapruek-Suanpak-3-1280x674.jpg

1min24

บ้านเดี่ยว ยังแรงได้อีก เอพีเผยยอดขายไตรมาส 1 โตเกิน 100%  มั่นใจดีมานด์ยังมีต่อเนื่องแม้ต้องเผชิญวิกฤติโควิด เตรียมส่ง 2 โครงการใหม่เจาะครอบครัวรุ่นใหม่ พร้อมจัดแคมเปญ ชอบใจจ่าย 0 บาท ฟรียกหลัง ปั๊มยอดขายไตรมาส 2

นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยว บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาฯในไตรมาส 2 ปี 2564 ที่อยู่อาศัยแนวราบยังเป็นซูเปอร์สตาร์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการที่สามารถนำเสนอสเปซฟังก์ชั่นที่มากกว่า ในแพ็คเกจราคาขายที่คุ้มค่าเหนือคู่แข่งในย่าน เห็นได้จากยอดขาย บ้านเดี่ยว เครือเอพีในไตรมาสแรก แม้บริษัทจะยังไม่มีการเปิดโครงการใหม่ แต่ก็ยังสร้างยอดขายได้สูงถึง 4,290 ล้านบาท หรือเติบโตเกิน 100% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

“แม้สถานการณ์โดยรวมธุรกิจอสังหาฯ ยังต้องเผชิญกับสภาวะ Ripple Effect หรือปรากฎการณ์ระลอกคลื่น ความเสียหายที่เกิดจากโควิด-19 นั้นมีความท้าทายที่อยู่นอกเหนือการควบคุม แต่เอพีมีความมั่นใจว่าดีมานด์ครอบครัวเมืองที่มองหาบ้านเดี่ยวพร้อมอยู่ และบ้านเดี่ยว โครงการใหม่ๆ ยังมีอยู่ต่อเนื่อง”

ล่าสุดบริษัทเตรียมเปิดตัว 2 โครงการแรก มูลค่ารวม 1,650 ล้านบาท เพื่อขยายตลาดบ้านเดี่ยวในทำเลที่ขายดี และยังเป็นทำเลที่มีดีมานด์ความต้องการของลูกค้าอีกมาก และสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในไตรมาส 2

ทั้ง 2 โครงการ ประกอบด้วย 1. CENTRO พหลฯ-วิภาวดี 2 มูลค่า 1,250 ล้านบาท บนเนื้อที่ 58 ไร่ จำนวน 249 หลัง บ้านเดี่ยวสำหรับครอบครัวรุ่นใหม่ เต็มอิ่มด้วยสเปซฟังก์ชั่นที่มากกว่าเดิม ติดถนนพหลโยธิน (ขาเข้า) ใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดง เพียง 15 นาทีถึงถนนวิภาวดีและทางด่วนโทลเวย์ ราคา 5 – 8 ล้านบาท

2.CENTRO ราชพฤกษ์-สวนผัก 3 มูลค่า 400 ล้านบาท บนเนื้อที่ 10 ไร่ เอกสิทธิ์พิเศษเพียง 43 หลัง บ้านเดี่ยวสำหรับครอบครัวเมือง โดดเด่นด้วยดีไซน์โมเดริน์พร้อมสเปซฟังก์ชั่นที่คุ้มค่าทุกตารางนิ้ว เพียง 5 นาทีถึงทางด่วนศรีรัชฯ​ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ราคา 8.99-12 ล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการใหม่จะเปิดขายพร้อมกันในวันที่ 12-13 มิ.ย. ที่จะถึงนี้

บ้านเดี่ยว

ขณะเดียวกัน เอพียังได้จัดแคมเปญพิเศษ “ชอบใจจ่าย 0 บาท ฟรียกหลัง” คัดบ้านเดี่ยวแปลงสวยจาก 38 โครงการ ครอบคลุมแบรนด์ THE PALAZZO, THE CITY และ CENTRO มอบข้อเสนอ ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน พร้อมรับดีลพิเศษ ฟรีเครื่องปรับอากาศ ม่าน ฯลฯ แบบยกหลัง ในราคาเริ่ม 4.99-60 ล้านบาท เฉพาะลูกค้าที่จองและโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันนี้จนถึง 30 มิ.ย. 64 เท่านั้น

“จากความต้องการ บ้านเดี่ยว ที่มีอย่างต่อเนื่องจึงมั่นใจว่าทั้ง 2 โครงการใหม่ และแคมเปญพิเศษสำหรับโครงการพร้อมอยู่ที่จะเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของไตรมาสสองนี้ จะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า รักษาการเติบโตและความเป็นผู้นำตลาดบ้านเดี่ยวได้อย่างยั่งยืน” นายรัชต์ชยุตม์ กล่าว

อ่านเพิ่มเติม
-เอพี ไทยแลนด์ ชี้อสังหาฯไตรมาส 2 อยู่ในภาวะ ‘รอฟื้นตัว’

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew15 เมษายน 2021
AshtonAsoke-Gal1.jpg

1min52

อนันดา เผยยอดขายไตรมาสแรกเกินเป้า 17% มั่นใจดีมานด์ คอนโดแนวรถไฟฟ้า ยังไปได้ต่อ แม้โควิด-19 ยังคงระบาดต่อเนื่อง พร้อมจับมือชินยู เรียล เอสเตส เตรียมส่ง แอชตัน อโศก ลุยขายต่างประเทศ

นายเสริมศักดิ์ ขวัญพ่วง ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัททำผลงานในไตรมาส 1 ของปี 2564 เป็นที่น่าพอใจ โดยมียอดขายรวม 3,979 ล้านบาท สูงกว่าเป้ายอดขายที่วางไว้อยู่ที่ 3,393 ล้านบาท ถึง 17% ทั้งในส่วนของโครงการคอนโดมิเนียม และโครงการแนวราบ และยังสามารถปิดการขาย 100% จำนวน 1 โครงการ คือ โครงการไอดีโอ โมบิ อโศก มูลค่าโครงการกว่า 3,200 ล้านบาท

ส่วนใหญ่มาจากการที่บริษัทมุ่งเน้นการขายโครงการพร้อมอยู่ ซึ่งบริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียมและโครงการแนวราบที่หลากหลาย รองรับความต้องการของผู้ซื้อได้อย่างทั่วถึงทั้งผู้ซื้อในประเทศ และต่างประเทศ รวมถึงภาพรวมของดีมานด์ คอนโดแนวรถไฟฟ้า ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และการที่บริษัทนำเสนอแคมเปญที่ตอบโจทย์เข้าถึงกลุ่มลูกค้า และตอบรับเรียลดีมานด์ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ประสบความสำเร็จในด้านยอดขายดังกล่าว ถึงแม้ว่าตั้งแต่ช่วงต้นปี 2564 มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศก็ตาม

นอกจากนี้ บริษัทยังคอยเฝ้าติดตามสถานการณ์โควิด-19 อย่างใกล้ชิด และปรับรูปแบบการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ และสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาโครงการในยุค New Normal นี้ โดยจะเน้นในเรื่องของความคุ้มค่าเพื่อสอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค และมาตรการสาธารณสุข เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจเมื่อมีการเยี่ยมชมโครงการของบริษัท

“บริษัทยังคงมั่นใจในศักยภาพ คอนโดแนวรถไฟฟ้า ที่ยังคงสามารถตอบโจทย์ความต้องการของการใช้ชีวิตคนเมืองได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยมีโครงการพร้อมเข้าอยู่ให้เลือกมากมาย ครบทุก Segment ครบทุกความต้องการอยู่อาศัยของคนเมือง สามารถชมห้องจริง วิวจริง พื้นที่จริง ชอบห้องไหนจองห้องนั้นได้เลย ทั้งคอนโดติดรถไฟฟ้า บ้าน และทาวน์โฮม บนที่สุดแห่งทำเล ในราคาที่คุ้มค่า กับข้อเสนอที่ห้ามพลาด” นายเสริมศักดิ์ กล่าว

คอนโดแนวรถไฟฟ้า

ขณะเดียวกันนายสุเมธ รัตนศรีกูล กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจคอนโดมิเนียม แอชตัน / ไอดีโอ คิว และ เอลลิโอ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกับนายโยจิ คิตาอุระ ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้ง บริษัท ชินยู เรียล เอสเตส จำกัด ที่ปรึกษาและให้บริการเกี่ยวกับคอนโดมิเนียมอย่างครบวงจร เตรียมกระตุ้นตลาดต่างประเทศ โดยนำเสนอโครงการ “แอชตัน อโศก” ลักชัวรี่คอนโดมิเนียม หนึ่งในไอคอนิกแลนด์มาร์คบนไพร์มโลเคชั่นใจกลางแยกอโศก-สุขุมวิท พร้อมเอ็กซ์คลูซีฟดีล เพื่อขยายฐานลูกค้าต่างชาติ จับกลุ่มตลาดญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ รองรับกำลังซื้อจากต่างชาติที่กำลังกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง มั่นใจสามารถดันยอดขายไตรมาส 2 เป็นไปตามเป้าหมาย

อ่านเพิ่มเติม
-อนันดา ปลุกชีวิตคนเมือง “Urban Life Never Dies”

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew7 เมษายน 2021
D-Town-Grow-1280x848.jpg

1min60

ดี-แลนด์ เกาะเทรนด์ คนรุ่นใหม่ ลงทุนอสังหาฯ ชูจุดขาย “โครงการดีทาวน์ โกรว์ สวนเสือ–ศรีราชา” อาคารพาณิชย์แนวคิดใหม่ใจกลางเมืองศรีราชา ด้วยแนวคิด “Hostel for Sale” พลิกชีวิตด้วยธุรกิจโฮสเทลและร้านค้า ในราคาเริ่มต้น 3 ล้านบาท พร้อมข้อเสนอการันตีผู้เช่านาน 3 ปี

นายศิริพงษ์ สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี–แลนด์ กรุ๊ป จำกัด ผู้พัฒนาคอมมูนิตี้มอลล์ “พอร์โต้ ชิโน่” และจุดแวะพักครบวงจร “พอร์โต้ โก” เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาพบว่า แนวโน้มและการเติบโตของกลุ่มธุรกิจทั้งขนาดเล็กและกลางที่เป็นของคนรุ่นใหม่มีมากขึ้น เนื่องจากคนรุ่นใหม่ตั้งแต่เจนเนอเรชั่น Y ลงมาให้ความสนใจพัฒนาธุรกิจและเป็นเจ้าของกิจการที่สร้างขึ้นเอง เพื่อสร้างรายได้มากกว่า 1 ช่องทาง หวังสร้างความมั่นคงและความสำเร็จอย่างรวดเร็วมากขึ้น

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงกลายเป็นหนึ่งตัวเลือกในการลงทุน เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงและมีความมั่นคง เมื่อเทียบกับทรัพย์สินประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่บนทำเลที่มีศักยภาพ การคมนาคมสะดวก เช่น ในเขตเมืองหรือใกล้แหล่งงานสำคัญๆ นอกจากนี้การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ยังสามารถสร้างรายได้หรือผลตอบแทนในระยะยาว ประกอบกับในสถานการณ์ปัจจุบันดีเวลลอปเปอร์แข่งกันปรับลดราคา ร่วมกับจัดแคมเปญโปรโมชั่นต่างๆ รวมถึงการที่สถาบันการเงินต่าง ๆ เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ผ่านการกู้ร่วมกับคนในครอบครัว

ดี–แลนด์ กรุ๊ป มองเห็นโอกาสในการเจาะตลาดและสนับสนุนนักลงทุนรุ่นใหม่ให้สามารถเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้ง่ายขึ้น พร้อมรับผลตอบแทนที่คุ้มค่า จึงได้จัดแคมเปญ “Hostel for Sale” พลิกชีวิตด้วยธุรกิจโฮสเทลและร้านค้า ผ่าน “โครงการดีทาวน์ โกรว์ (สวนเสือ–ศรีราชา)” ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพใจกลางเมืองศรีราชา จังหวัดชลบุรี ใกล้แหล่งชุมชนและแหล่งงาน ในรูปแบบของอาคารพาณิชย์เพื่อตอบโจทย์การลงทุนที่คุ้มค่า เหมาะสำหรับการลงทุนทำธุรกิจโรงแรมหรืออพาร์ทเมนต์ขนาดเล็ก พร้อมหน้าร้านที่สามารถประกอบธุรกิจร้านค้าหรือธุรกิจแฟรนไชส์

ลงทุนอสังหาฯ

รวมถึงบริการจัดหาหรือการันตีผู้เช่าให้ 3 ปี ในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 3 ล้านบาท ตั้งเป้าเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ลงมา ที่มีความสนใจด้านการ ลงทุนอสังหาฯ หรือต้องการเป็นเจ้าของกิจการเพื่อสร้างรายได้เสริม รวมถึงการเก็บออมในรูปแบบของอสังหาริมทรัพย์และการเริ่มต้นสร้างธุรกิจเป็นของตนเองตั้งแต่อายุยังน้อย

โครงการดีทาวน์ โกรว์ สวนเสือ–ศรีราชา ตั้งอยู่บนพื้นที่ 24 ไร่ พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “อาคารพาณิชย์เพื่อผู้ประกอบการรุ่นใหม่” จำนวนทั้งหมด 87 ยูนิต โดยแต่ละยูนิตถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานได้ครบครัน ตัวอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้น หน้ากว้าง 5 เมตร พื้นที่ใช้สอยรวม 205 ตร.ม. ชั้นล่างสามารถทำธุรกิจสำหรับเจ้าของกิจการหรือปล่อยเช่าหน้าร้าน ชั้นบนประกอบด้วยห้องพัก 6 ห้องนอน และ 6 ห้องน้ำ พร้อมหน้าร้านสำหรับประกอบธุรกิจแฟรนไชส์และร้านค้า ซึ่งแบ่งสัดส่วนได้อย่างลงตัวพร้อมตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ มีความเป็นส่วนตัวด้วยทางเข้า–ออก 2 ด้าน แยกอิสระ พิเศษด้วยราคาเริ่มต้น 3 ล้านบาท

ลงทุนอสังหาฯ

นอกจากนี้ ภายในโครงการยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ ดีคลับ สโมสร สระว่ายน้ำ มีพื้นที่พักผ่อนกระจายอยู่รอบโครงการ ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกล้อง CCTV และที่จอดรถมากกว่า 300 คัน ตัวโครงการตั้งอยู่ติดกับถนนใหญ่และสามารถเดินทางเข้า-ออก ได้ 2 ทาง อยู่ใกล้เส้นทางคมนาคมขนาดใหญ่ทั้งมอเตอร์เวย์และเส้นสุขุมวิท แวดล้อมด้วยสถานที่สำคัญมากมาย อาทิ Porto Market สวนเสือศรีราชา J-Park โรงเรียนอัสสัมชัญ โรบินสัน ตึกคอม โรงพยาบาลพญาไท และนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม
-โควิดระบาดระลอก 3 จับตาธุรกิจอสังหาฯ ฟุบหรือไปต่อ?

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew19 มีนาคม 2021
-2-1280x674.jpg

1min114

พีดีเฮ้าส์ เปิดตัวแบบบ้านซีรีส์ใหม่ Modern Glasshouse นำนวัตกรรมบ้านอากาศบริสุทธิ์ปลอดฝุ่น PM 2.5 “PD Fresh Airflow”  มาติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเพื่อการสร้างบ้าน ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ 

นายพิศาล ธรรมวิเศษ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป จำกัด หรือศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศทั้งจากไฟป่า ปัญหาหมอกควัน ในหลายพื้นที่ของประเทศ สมทบกับฝุ่นเหลืองจากจีน เกิดเป็นปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ “ฝุ่น PM2.5” กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเป็นอย่างมาก และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจ โรคทางเดินหายใจหรือแม้แต่โรคภูมิแพ้ ซึ่งปัจจุบันพบสถิติคนไทยป่วยเป็นโรคภูมิแพ้มีอัตราเพิ่มขึ้น 3-4 เท่า

สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพสิ่งแวดล้อมและปัญหาเรื่องของฝุ่นควัน โดยเฉพาะฝุ่น น PM 2.5 ที่มีฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่ หรือเกิน 50ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง ที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่ต้องหาวิธีป้องกันตนเองด้วยการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น พร้อมหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ที่อยู่อาศัยที่หลาย ๆ คนหันมาให้ความสนใจในเรื่องของบ้านปลอดฝุ่นกันมากขึ้น

พีดีเฮ้าส์

ปัจจุบันพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป โดยหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพและใช้เวลาอยู่ในบ้านมากขึ้น พีดีเฮ้าส์จึงได้มองหาเทคโนโลยีที่จะช่วยแก้ปัญหามลภาวะในอากาศ ทำให้อากาศภายในบ้านเหมาะสมต่อผู้อยู่อาศัย โดยนำระบบ PD Fresh Airflow เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพมาติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานการสร้างบ้าน เพื่อดึงอากาศภายจากภายนอกเข้ามาสู่ภายในบ้านผ่านระบบกรองอากาศ สร้างสมดุลและอากาศบริสุทธิ์ภายในบ้าน รวมทั้งช่วยป้องกันฝุ่น PM2.5

“เมื่อใดก็ตามที่อากาศภายในบ้านเริ่มมีมลพิษหรือคุณภาพต่ำ ระบบ PD Fresh Airflow จะทำงานโดยอัตโนมัติ ทำหน้าที่ไหลเวียนอากาศผ่านช่องนำอากาศ โดยนำอากาศดีส่งผ่านไปยังพื้นที่อยู่อาศัยในตัวบ้าน ลดความชื้นสะสม และสารก่อภูมิแพ้ ส่วนอากาศที่เป็นมลพิษ จะถูกนำออกไป ทำให้อากาศภายในบ้านบริสุทธิ์และเหมาะสมกับการพักผ่อนของคนในครอบครัว” นายพิศาล กล่าวเพิ่มเติม

ด้านนางสาวถิรพร สุวรรณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการตลาด กล่าวว่า “การนำ PD Fresh Airflow มาใช้กับบ้านทุกหลังของพีดีเฮ้าส์นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาสุขภาพแล้ว ยังเป็นอีกตัวช่วยป้องกันการเกิดโรคทางเดินหายใจของผู้อยู่อาศัยภายในบ้านที่ปลูกสร้างโดยพีดีเฮ้าส์อีกด้วย และในปีนี้พีดีเฮ้าส์ยังคงพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบบ้านให้สอดรับกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ควบคู่ไปกับการนำระบบ PD Fresh Airflow ติดตั้งกับบ้านทุกหลังเพื่อช่วยสร้างสมดุลและสร้างอากาศบริสุทธิ์ที่สำคัญยังป้องกันฝุ่น PM2.5

สำหรับแบบบ้านซีรีส์ใหม่ Modern Glasshouse มี 4 แบบ ซึ่งถือว่าเป็นแบบบ้านใหม่ล่าสุดของ พีดีเฮ้าส์ แต่ละแบบจะมีเอกลักษณ์เฉพาะเพื่อให้สอดรับไปกับรูปทรงของตัวอาคาร และมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบและสะดวกคุ้มค่ากับพื้นที่ใช้สอยกว่า 300 ตร.ม. ในราคาเริ่มต้นที่ 6 ล้านบาทเศษ โดยคาดว่าแบบบ้านซีรีส์นี้จะสามารถทำยอดขายได้กว่า 200 ล้านบาทในครึ่งปีแรก

แบบบ้านทั้ง 4 แบบ ประกอบไปด้วย แบบบ้าน F-215, F-216, F-217 และ F-218 โดยทั้งหมดได้ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการสะท้อนถึงรสนิยมของผู้อยู่อาศัยผ่านงานดีไซน์ที่ลงตัว นอกจากความคุ้มค่าและความสวยงาม ยังมีจุดเด่นในด้านความเรียบด้วยโทนสี บวกกับความโปร่งโล่งจากช่องเปิดที่ใช้กระจก บานใหญ่เพื่อเปิดรับบรรยายกาศภายนอก และที่สำคัญยังคำนึงถึงการใช้งานสำหรับผู้สูงอายุ ผู้เป็นสมาชิกคนสำคัญในบ้าน เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยเป็นครอบครัวใหญ่

พีดีเฮ้าส์ 2
พีดีเฮ้าส์ 3
พีดีเฮ้าส์ 4
พีดีเฮ้าส์ 5

เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงโค้งสุดท้ายของไตรมาสนี้ บริษัทจึงได้จัดโปรโมชั่น “มีนา มีโปร มีบ้าน” โปรเดียวครบ จบ คุ้ม ด้วยโปรโมชั่น 4 ต่อ ต่อที่ 1 จองเท่าไหร่ลดคูณสอง 2. ส่วนลดสร้างบ้านสูงสุดกว่า 1,400,000 บาท 3.ฟรี Voucher ค่าออกแบบตกแต่งภายในสูงสุด 200,000 บาท 4.ฟรี iPhone 12 Pro Max 128 GB

แคมเปญนี้พิเศษสำหรับผู้ที่สังสร้างภายในวันที่ 28 มีนาคม 2564 พร้อมกันนี้ยังได้รับสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ และเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีภายในบ้านของคุณและครอบครัว บ้านทุกหลังของพีดีเฮ้าส์จะติดตั้ง PD Fresh Airflow ระบบสร้างอากาศบริสุทธิ์และป้องกันฝุ่น PM 2.5 เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ ที่เราคัดสรรมาเพื่อลูกค้าของศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์เท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม
-สร้างบ้าน ตามสั่ง กับบริษัทรับสร้างบ้าน

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew18 มีนาคม 2021
final-banner-CSR-06-resize-1280x640.jpg

1min99

ฟัลครัม เวนเจอร์ส จัดแคมเปญ GROW WITH US ร่วมสนับสนุนกิจกรรมมูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน(ประเทศไทย) จัดกิจกรรม 1Like, 1Share, 1Tree เชิญชวนกด 1 ไลค์ 1 แชร์ =ปลูกต้นไม้ 1 ต้นกับพานารา” ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก บางปู ย้ำความตั้งใจจริงเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพที่เติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

นายอมฤทธิ์ทานชู รอย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท กรีนฟิลด์ แอดไวซอรี่ จำกัด ทุนสิงคโปร์ที่ร่วมก่อตั้งบริษัท ฟัลครัม เวนเจอร์ส จำกัด ผู้ดำเนินโครงการพานารา เทพารักษ์ เปิดเผยว่า นับจากการเปิดตัวพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพในประเทศไทย ปลายปี 2562 เป็นต้นมาปัจจุบันมีความคืบหน้าและผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นเป็นลำดับ กอปรกับการตระหนักในความสำคัญของธรรมชาติสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นเพิ่มเติมธรรมชาติสีเขียวมากเกินกว่ากฎหมายกำหนด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับผู้อยู่อาศัยในโครงการ

ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงถึงความตั้งใจดีที่ต้องการเป็นผู้พัฒนาโครงการคุณภาพที่มีการเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย จึงได้จัดแคมเปญ GROW WITH US ขึ้น ด้วยการให้ความสำคัญในการกำหนดกลยุทธ์ 3 ส่วนหลัก 1) ให้ความมั่นใจกับลูกค้าและคู่ค้าที่ในการสร้างเติบโตที่ยั่งยืนเมื่อตัดสินใจซื้อบ้านในโครงการ พานารา ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นทั้งในแง่การลงทุนเพื่ออยู่อาศัยหรือเพื่อการลงทุน ด้วยทำเลที่ตั้งและคุณภาพของโครงการ

2) เติมเต็มพื้นที่สีเขียวในธีมของ Green Serenity มีคลับเฮ้าส์ ต้นไม้เพิ่มมากขึ้นในโครงการ ไลฟ์สไตล์ที่พักที่เงียบสงบ อบอุ่น ลูกบ้านมีระยะห่างในการป้องกันตัวเองและครอบครัวจากโรคระบาด

3) สนับสนุนสิ่งแวดล้อมสีเขียวให้กับสังคม ด้วยการร่วมกับมูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ประเทศไทย) หรือ BNEC จัดกิจกรรม GROW WITH US 1Like, 1Share, 1Tree โดยเมื่อมีการกด 1 ไลค์ 1 แชร์ ที่แฟนเพจฟัลครัมฯ เท่ากับ“พานารา” จะให้การสนับสนุนการปลูกต้นไม้ 1 ต้นในพื้นที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบกบางปู ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่วันนี้- 31 มีนาคม โดยเชิญชวนลูกบ้านและทุกท่านร่วมกิจกรรมผ่าน https://web.facebook.com/2354683494803588/posts/2836258196646113/?d=n&_rdc=1&_rdr


“ฟัลครัมฯ มีแผนที่จะพัฒนาโครงการอสังหาฯ ภายใต้แบรนด์”พานารา” และโครงการอื่นๆ ในประเทศไทยอีกหลายแห่ง เราลงทุนสร้างบ้านและสร้างวิถีชีวิตที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด ด้วยการมุ่งเน้นโครงการให้เป็นสังคมสีเขียว เราให้ความสำคัญ ใส่ใจในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โครงการ GROW WITH US 1Like, 1Share, 1Tree ปลูกต้นไม้กับพานารา เป็นหนึ่งกิจกรรมที่เราแสดงถึงความจริงใจและเชิญชวนให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ประชาชนทั่วไป ได้ร่วมกิจกรรมเพื่อเติบโตไปด้วยกัน โดยหลังจากสิ้นสุดเวลาดำเนินโครงการ จะสรุปผลและร่วมบริจาคเป็นเงินสนับสนุนกิจกรรมการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบกบางปู เพื่อร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้“ นายอมฤทธิ์ทานชู รอย กล่าว


Warapong Pankaew17 มีนาคม 2021
-ไรห์ม-1280x753.jpg

1min91

แอสเซทไวส์ ก้าวสู่ Next Paradigm ปี 64 เปิดตัว 6 โครงการใหม่ มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาทภายใต้ 3 แบรนด์หลัก MODIZ , ATMOZ และ KAVE ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของทุกกลุ่มลูกค้า

นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากที่บริษัทผ่านความท้าท้ายในปี 2563 ที่ผ่านมาได้ ทำให้มีความั่นใจมากขึ้นสำหรับการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในปีนี้ ซึ่งต้องถือว่าในช่วงที่ผ่านมาเป็นปีที่อสังหาริมทรัพย์เผชิญความท้าทายอย่างมาก

แต่สำหรับแอสเซทไวส์นับเป็นปีที่บริษัทเติบโตอย่างมาก โดย ณ สิ้นปี 2563 บริษัทได้พัฒนาโครงการไปแล้วถึง 33 โครงการ มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 30,400 ล้านบาท และมี backlog ซึ่งสามารถรับรู้รายได้ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564-2566 คิดเป็นมูลค่ากว่า 7.8 พันล้านบาท

สำหรับในปี 2564 บริษัทจะมีโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ 5 โครงการ มูลค่ารวม 6,694 ล้านบาท และวางแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งหมด 6 โครงการ แบ่งเป็นโครงการแนวสูง 5 โครงการ ได้แก่ โครงการ เคฟ ศาลายา โมดิซ ไรห์ม คลาวด์ แอทโมซ บางนา เคฟ เอวา โมดิซ ศรีราชา และโครงการแนวราบ 1 โครงการคือ บ้านภูริปุรี โฮมออฟฟิศ ลาดพร้าว 41 รวมมูลค่าโครงการ 10,850 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทยังคงมุ่งพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์และรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์สำคัญ ภายใต้แนวคิด “The NEXT Paradigm” ที่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต ด้วยแนวคิดในการดำเนินธุรกิจเพื่อที่ให้ความสำคัญกับ 4 กลยุทธ์หลักสำคัญ คือ

  • Facilities for New Lifestyle
  • Health Concern
  • Innovation for Living
  • Strengthen Sustainability

Facilities for New Lifestyle: ตอบโจทย์คนใช้เวลาอยู่ในบ้านมากขึ้น ทั้งทำงาน ทำกิจกรรม และพักผ่อน บ้านในแบบนี้จะให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลางในโครงการ รองรับทุกกิจกรรม มีพื้นที่รองรับการทำงานและการเรียนที่บ้าน ทั้งในรูปแบบ Co-working space, Library, Meeting Room, Living Lounge เพื่อรองรับการทำงานแบบ Work From Home ให้ดีที่สุด ให้การใช้เวลาในที่พักของลูกบ้านเป็นเวลาที่ดีที่สุด

Health Concern: ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ ด้วยแนวคิดการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่ให้ความสําคัญกับสุขภาพลูกบ้าน ภายใต้แนวคิด “Health Solution” ด้วยไฮไลต์พิเศษในพื้นที่ส่วนกลาง พัฒนาเป็น “Health Station” ขึ้น โดยจัดเตรียมอุปกรณ์ในการตรวจสุขภาพเบื้องต้นไว้ให้แก่ลูกบ้าน ได้แก่

Tytocare ซึ่งเป็นอุปกรณ์ออนไลน์ที่แพทย์ใช้ตรวจทราบอาการของผู้ป่วยผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างเรียลไทม์ รวมถึง เครื่อง BMI หรือเครื่องตรวจวัดค่าดัชนีมวลกาย เครื่อง AED หรือเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ และเครื่องวัดความดันชนิดสอดแขน Health Station นับเป็น Facility ใหม่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ และเริ่มนําร่องในโครงการแอทโมซ แจ้งวัฒนะ แอทโมซ รัชดา – ห้วยขวาง, เคฟทาวน์ สเปซ และเคฟทาวน์ ชิฟท์

Innovation for Living: ตอบโจทย์ชีวิตคุณรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบนวัตกรรมสำหรับการอยู่อาศัย เพิ่มทั้งความสุขและความสะดวกสบายในที่พัก เช่น Bluetooth Sound System เพื่อการฟังเพลงในห้องพัก พื้นที่สำหรับกิจกรรม e-sports ไปจนถึงการใช้ออนไลน์แอพพลิเคชั่นต่างๆ

Strengthen Sustainability: ตอบโจทย์ผุ้ที่ชอบความเรียบง่ายภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดี โดยได้จัดทำโครงการหลายอย่างเพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” หรือ “We Build Happiness” ผ่านแบรนด์ต่างๆ ที่ตั้งใจออกแบบมาให้รองรับความต้องการที่หลากหลาย ในวันนี้ บริษัทฯ พร้อมที่จะให้บ้านและคอนโดของแอสเซทไวส์เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เชื่อมต่อความสุข ผ่านแบรนด์คอนโดมิเนียมหลัก 3 แบรนด์สำคัญ ที่คิดมาอย่างดี

  • MODIZ (โมดิซ) แบรนด์คอนโดมิเนียมคนเมืองที่มีความโดดเด่นหรูหราสไตล์โมเดิร์น เน้นการเชื่อมต่อการเดินทางที่สะดวกสบายบนทำเลแนวรถไฟฟ้า พร้อมพรั่งด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกรวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ เพื่อให้ตอบรับกับทุกไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่ต้องการความสะดวกสบาย เต็มที่กับทุกวันของชีวิต
  • ATMOZ (แอทโมซ) แบรนด์คอนโดมิเนียมสไตล์ รีสอร์ท ภายใต้แนวคิด “Urban Refresh” โดยมีการออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง สวนและสระขนาดใหญ่ สิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลาย เพื่อรองรับกลุ่มคนทำงานที่ต้องการ การพักผ่อนและเติมเต็มความสุขในทุกวัน เสมือนได้เติม Daily Endorphin ทุกครั้งที่กลับบ้าน
  • KAVE (เคฟ) แบรนด์คอนโดมิเนียมใกล้สถานศึกษา (Campus Condo) ที่เชื่อในพลังของความแตกต่างของคนรุ่นใหม่ มีการออกแบบดีไซน์พื้นที่ที่มีเอกลักษณ์ มาพร้อมพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เพื่อให้รองรับทุกไลฟ์สไตล์และความสนใจของคนรุ่นใหม่

ทั้ง 3 แบรนด์นี้ถือเป็นแบรนด์หลักของแอสเซทไวส์ ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มแอสเซทไวส์ ใช้กลยุทธ์วิเคราะห์ศักยภาพทำเลอย่างลึกซึ้ง เพื่อพัฒนาโครงการได้อย่างตรงจุดและตอบรับกับทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป้าหมาย


Warapong Pankaew15 มีนาคม 2021
-57-กคช.-ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผ-1280x853.jpg

1min99

การเคหะฯ ออกพันธบัตรเพื่อสังคม (Social Bond) วงเงิน 3,000 ล้านบาท อายุ 7 ปี ดอกเบี้ย 1.40% ต่อปี เพื่อลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางให้เข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสม

การเคหะฯนายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า กระทรวงการคลังมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการออกพันธบัตรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) พันธบัตรเพื่อสังคม (Social Bond) และพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ด้าน (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) และยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ

การเคหะฯ เป็น 1 ในรัฐวิสาหกิจที่ออกพันธบัตรเพื่อสังคมร่วมกับกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ต้องการให้มีการระดมทุนจากตลาดทุนเพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมผ่านการลงทุนในพันธบัตรเพื่อสังคม ซึ่งนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนทางการเงินที่เหมาะสม

ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายน 2563 การเคหะแห่งชาติได้ออกพันธบัตรเพื่อสังคม พ.ศ. 2563 วงเงิน 6,800 ล้านบาท และสำหรับในปี 2564 การเคหะแห่งชาติมีเป้าหมายออกพันธบัตรเพื่อสังคม (Social Bond) เพิ่มเติม วงเงิน 3,000 ล้านบาท อายุ 7 ปี ดอกเบี้ย 1.40 % ต่อปี โดยมีธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการจัดจำหน่ายพันธบัตร

เพื่อนำมาลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางให้เข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสม ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ที่ต้องการให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว (Housing for All) ทั้งในรูปแบบการเช่า เช่าซื้อ และขาย หรือเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้เดิม (Roll Over) อันเนื่องมาจากโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย

การออกพันธบัตรเพื่อสังคมในครั้งนี้ การเคหะแห่งชาติได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการแบบให้เปล่าจาก ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) ทำให้การออกพันธบัตรเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยมี DNV GL Business Assurance Australia Pty. Ltd. ทำหน้าที่ให้ Second Party Opinion

ด้านนายกนต์ธีร์ ประเสริฐวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารตลาดตราสารหนี้ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้จัดการจัดจำหน่ายพันธบัตรเพื่อสังคมของ การเคหะฯ พ.ศ. 2564 ครั้งที่ 1 วงเงิน 3,000 ล้านบาท อายุ 7 ปี ซึ่งกระทรวงการคลังโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะและการเคหะแห่งชาติได้คัดเลือกธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ให้เป็นผู้จัดการจัดจำหน่ายพันธบัตรในครั้งนี้

อ่านเพิ่มเติม
-การเคหะฯเตรียมปล่อยเช่า “บ้านเคหะสุขประชา” 999-3,000 บาท/เดือน

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew11 มีนาคม 2021
-ริเวอร์-วิลล์-สุราษฎร์ธานี-5-e1615481132694-1280x1046.jpg

1min87

ศุภาลัยลงใต้ เปิดโครงการใหม่ “ศุภาลัย ริเวอร์ วิลล์ สุราษฎร์ธานี” บ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์นริมเเม่น้ำตาปี  ราคาเริ่มต้น 6 ล้านบาท

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ในอันดับต้นๆ ของภาคใต้ มีภาคเกษตรกรรม และภาคการผลิตเพื่อการส่งออกสินค้าเกษตรที่แข็งแกร่ง อีกทั้งเป็นศูนย์รวมสถาบันการศึกษาของภาคใต้ตอนบน บริษัทเล็งเห็นถึงโอกาสทางการลงทุนอสังหาฯในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยได้พัฒนาโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านรุ่นใหม่ ทาวน์โฮม สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ จำนวน 4 โครงการ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี

บริษัทจึงเตรียมเปิดโครงการใหม่ล่าสุด “ศุภาลัย ริเวอร์ วิลล์ สุราษฎร์ธานี” ซึ่งเป็นโครงการลำดับที่ 5 มูลค่าโครงการกว่า 460 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มีอยู่ในจังหวัด อีกทั้งยังตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการขยายครอบครัว โดยยังคงเน้นการออกแบบที่มีความโปร่งสบายในสไตล์โมเดิร์นที่เรียบหรู สร้างสรรค์ด้วยวัสดุคุณภาพ และการออกแบบที่ประหยัดพลังงาน ทั้งนี้บริษัทฯ ยังได้รับรองคุณภาพมาตรฐานระดับสากล ISO 9001 : 2015 จึงมั่นใจได้ว่าโครงการใหม่ล่าสุดนี้ จะได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เป็นอย่างดี

สำหรับโครงการศุภาลัย ริเวอร์ วิลล์ สุราษฎร์ธานี พัฒนาบนพื้นที่โครงการกว่า 19 ไร่ ชูแนวคิด “Embrace Your Desire for High Quality Living” มาพร้อมกับการอยู่อาศัยที่เหมือนการได้หยุดพักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ ริมเเม่น้ำตาปี ราคาเริ่มต้น 6 ล้านบาท ประกอบด้วย บ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์น จำนวน 5 แบบ ขนาดพื้นที่ใช้สอย เริ่มต้น 197-318 ตร.ม. สะดวกสบายด้วยฟังก์ชันบ้าน 4 ห้องนอน 3-5 ห้องน้ำ 2 ส่วนพักผ่อน 1 ห้องแม่บ้าน (เฉพาะบางแบบบ้าน) และที่จอดรถ 2 คัน

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการครบครัน อาทิ สวนส่วนกลาง ฟิตเนส และ สระว่ายน้ำระบบเกลือ ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบ Home Automation ทุกหลัง ประตูระบบ Easy Pass พร้อมกล้อง CCTV เข้า-ออก อีกทั้งยังตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพแวดล้อมด้วยสถานที่สำคัญภายในจังหวัด ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงเรียน โรงพยาบาล อาทิ สวนสาธารณะเกาะลำพู ตลาดสดเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี เซ็นทรัลพลาซา สุราษฎร์ธานี โฮมโปร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี รพ.สุราษฎร์ธานี รพ.ศรีวิชัย และศาลหลักเมืองสุราษฎร์ธานี

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ลงทะเบียน http://bit.ly/2MWzj1q เพื่อรับสิทธิพิเศษ ภายในงาน Pre-Sale วันที่ 20-21 มีนาคม นี้ ณ Sales Gallery สอบถามข้อมูลโครงการโทร.1720 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.supalai.com


Warapong Pankaew8 มีนาคม 2021
Untitled-4-copy.jpg

1min102

“เฮเฟเล่ ประเทศไทย” ขึ้นแท่นรับประกาศนียบัตร German Sustainable Building Council หรือ DGNB รับรองมาตรฐานอาคาร ‘ศูนย์กระจายสินค้าเฮเฟเล่ บางนา-ตราด กม.22’ มาตรฐานการก่อสร้างที่ยั่งยืนตามแบบสิ่งแวดล้อม ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ตอกย้ำการออกแบบที่ให้คุณค่ากับการอนุรักษ์พลังงาน ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการกระจายสินค้าในประเทศไทย รวมถึงเครือข่ายทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองรับการเติบโตของบริษัทอย่างยั่งยืน

เฮเฟเล่นายโฟลเคอร์ เฮลสเติร์น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮเฟเล่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เฮเฟเล่ได้คำนึงถึงการลงทุนอย่างยั่งยืนด้วยการขยายพื้นที่คลังสินค้าบางนา-ตราดเพิ่มพื้นที่จาก 10,000 ตรม. เป็น 24,000 ตรม. พร้อมปรับปรุงมาตรฐานอาคารทุกด้าน ตั้งแต่ระบบการจัดการ กระบวนการทำงาน รวมถึงการออกแบบที่คำนึงถึงการประหยัดพลังงานเป็นหลัก เพื่อยกระดับบทบาทของคลังสินค้าสู่การเป็นฮับ ‘ศูนย์กระจายสินค้า’ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“การออกแบบอาคารภายในคลังสินค้า บางนา-ตราด คือภาพของอาคารยุคใหม่ที่ให้คุณค่ากับการอนุรักษ์พลังงาน โดยในคลังสินค้าส่วนขยายมีการใช้หลอดไฟ LED และติดตั้งแผงโซล่าเซลล์บนหลังคา เพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้า 300 กิโลวัตต์ สามารถให้กำลังไฟฟ้าถึง 420 เมกะวัตต์/ชั่วโมง ประหยัดพลังงานไฟฟ้าคิดเป็นมูลค่า 2 ล้านบาท/ปี และยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 800,000 กิโลกรัม/ปี ที่สำคัญยังช่วยลดการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากน้ำมันหรือถ่านหิน สร้างผลลัพธ์ที่ดีในการลดภาวะโลกร้อนได้โดยตรง ซึ่งคลังสินค้าแห่งนี้ยังเป็นอาคารหลังที่ 2 ของเฮเฟเล่ ที่ได้รับรองมาตรฐานอาคาร German Sustainable Building Council หรือ DGNB ต่อจาก เฮเฟเล่ ดีไซน์ เซ็นเตอร์ ภูเก็ต ในปี 2013 อีกด้วย”

สำหรับ German Sustainable Building Council หรือ DGNB คือประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานอาคารที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก จัดโดยหอการค้าเยอรมัน-ไทย และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) บ่งบอกถึงมาตรฐานสูงสุดของการก่อสร้างที่ยั่งยืนตามแบบสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการรับรองที่ให้ความสำคัญกับด้านเศรษฐกิจและการสร้างมาตรฐานตามระบบนิเวศ โดย ‘เฮเฟเล่ ดีไซน์ เซ็นเตอร์ ภูเก็ต’ ถือเป็นอาคารที่มีความสำเร็จในการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร ตรงตามมาตรฐาน DGNB แห่งแรกของประเทศไทย และในปี 2021 ‘ศูนย์กระจายสินค้าเฮเฟเล่ บางนา-ตราด กม.22’ ได้กลายเป็นอีกความภาคภูมิใจของเฮเฟเล่ ที่ได้รับรองมาตรฐาน DGNB ในระดับ ‘Silver’ ทั้งนี้ขั้นตอนและเกณฑ์การรับรองมาตรฐานอาคารของ DGNB ถือเป็นระบบที่ได้รับการยอมรับว่ามีความก้าวหน้าที่สุดในโลก และประสบความสำเร็จในฐานะเกณฑ์มาตรฐานด้านความยั่งยืน ในประเทศเยอรมนี และในระดับสากล

การขยายพื้นที่ของศูนย์กระจายสินค้าเฮเฟเล่ บางนา-ตราด จึงเป็นตัวชี้วัดถึงประสิทธิภาพของระบบการกระจายสินค้า และจุดแข็งด้านการจัดเก็บสินค้าที่มีเพียงพอต่อความต้องการในระยะยาว พร้อมทั้งขีดความสามารถด้านบริการขนส่งให้กับลูกค้าในประเทศไทย รวมถึงเครือข่ายของเฮเฟเล่ สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, พม่า, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชีย เพื่อรองรับต่อการเติบโตของบริษัทอย่างมั่นคง

“ใบรับรองที่ได้จาก DGNB ไม่ได้สะท้อนถึงการออกแบบที่ประหยัดพลังงานเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงน้ำหนักที่เราให้คุณค่ากับสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงตัวคู่ค้าที่เฮเฟเล่ทำธุรกิจด้วย ดังนั้นวิสัยทัศน์ของบริษัทจึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงาน พอๆ กับเป้าหมายในการเป็นผู้นำอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและอาคาร ที่สำคัญ เฮเฟเล่ยังตั้งใจให้ศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างธุรกิจที่ใส่ใจกับความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมเป็นรากฐานให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน” นายโฟลเคอร์ สรุปทิ้งท้าย


Warapong Pankaew3 มีนาคม 2021
Lalin-ลลิล-ไลโอ-บลิสซ์-ทาวน์โฮม-ทาวน์เฮ้าส์-บางนา-ศรีวารี-ทาวน์โฮมซอยวัดศรีวารีน้อย-ซุ้ม-1280x720.jpg

1min120

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ พร้อมลุยตลาดบ้านปี 64 เตรียมเปิด 10-12 โครงการ มูลค่ารวม 6,000-7,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 7,000 ล้านบาท รับรู้รายได้ 6,000 ล้านบาท

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย ในปี 2563 ที่ผ่านมาว่า เป็นปีที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างมากในการดำเนินธุรกิจ จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกหดตัวราว 3.5% ในขณะที่ประเทศไทย GDP ทั้งปีหดตัวไปที่ 6.1%

สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยของไทยก็ได้รับผลกระทบตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการหดตัวที่ต่อเนื่องจากที่มีการชะลอตัวมาตั้งแต่ปี 2562 ในแง่ของบริษัทเน้นกลยุทธ์การทำตลาดแนวราบที่เน้นลูกค้า Real Demand อย่างชัดเจน จึงได้รับผลกระทบที่น้อยกว่า ตลอดจนบริษัทได้พยายามเลือกทำเลที่มีศักยภาพ ตลอดจนพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนอง Customer Insights อย่างแท้จริง จึงทำให้บริษัทยังคงสามารถบริหารงานผ่านปีที่ยากลำบากไปได้ โดยยังมีผลประกอบการที่เติบโต แม้ในภาวะตลาดอสังหาฯ โดยรวมที่ซบเซา

ในปี 2564 คาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมของไทยจะขยายตัวได้ราว 3% บวกลบ ทั้งนี้ขึ้นกับการกระจายวัคซีนให้ประชาชนในวงกว้างทำได้รวดเร็วเพียงใด แม้ภาคอสังหาฯ ในปี 2564 จะต้องเผชิญปัจจัยลบหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ระดับหนี้ครัวเรือนที่ปรับสูงขึ้น ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์

อย่างไรก็ดี ภาคอสังหาฯ มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐที่ได้มีการต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าธรรมเนียมจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยที่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทออกไปจนถึงสิ้นปี 2564 รวมถึงสินค้าแนวราบยังได้รับปัจจัยหนุนจาก New Normal ที่ผู้บริโภคบางส่วนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่เคยต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแนวสูง มาซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้จริงกว่า ทั้งนี้แม้สภาวะตลาดจะไม่เอื้อมากนัก แต่บริษัทยังมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจให้เติบโตได้ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 7,000 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 6,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นราว 7% จากในปี 2563

ด้านนายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2564 จะยังคงให้ความสำคัญกับตลาดที่อยู่อาศัยในกลุ่มแนวราบ ที่เป็น Real Demand โดยมีแผนขยายโครงการใหม่ทั้งในทำเลใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ ตลอดจนเป็นการเปิดโครงการใหม่เพื่อทดแทนโครงการเดิมของบริษัทที่กำลังจะปิดโครงการลง โดยในปีนี้ มีแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 10-12 โครงการ มูลค่ารวม 6,000-7,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทได้เตรียมที่จะเปิดโครงการบ้านเดี่ยวหรู รูปแบบใหม่ ภายใต้แบรนด์ บ้านลลิล The Prestige ซึ่งเป็นออกแบบในสไตล์ French Colonial ระดับราคาจะอยู่ในช่วง 5-8 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขยายตลาดให้กว้างขึ้น จากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ภายใต้แบรนด์ Lanceo ซึ่งจะเน้นกลุ่มลูกค้าในช่วง 3-6 ล้านบาท

ในปีนี้ จะเป็นการต่อยอดการใช้กลยุทธ์ Lifestyle Marketing โดยมุ่งเน้นการใช้สื่อ Digital Marketing เพิ่มมากขึ้น จากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดยบริษัทมีการยกระดับการจัดการข้อมูลสารสนเทศสู่ Digital Company อย่างเต็มรูปแบบ มีการนำ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์หา Customer Insights เพื่อเข้าถึง และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ บริษัทจะมีการต่อยอดมาตรฐาน Lalin’s Quality of Living มีการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ (Innovation “Lalin, IL”) ภายในบ้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น ระบบ IL – Smart & Security, IL – Ecosystem, และ IL – Lively & Healthy เป็นต้น ทั้งนี้ได้ตั้งงบด้านการตลาดในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 3-4%

ในส่วนของทางด้านการเงินของบริษัทมีความแข็งแกร่งทางด้านการเงินอย่างมาก โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ที่ลดลงจาก 0.75 เท่า ณ สิ้นปี 2562 มาอยู่ที่ระดับเพียง 0.67 เท่า ณ สิ้นปี 2563 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ราว 1.4-1.5 เท่า และยังมีเงินสดสำรองเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจอีกราว 1,000 ล้านบาท ตลอดจนมีวงเงินสนับสนุนทางการเงิน (Committed Line) ที่ยังไม่ได้เบิกใช้ จากธนาคารพาณิชย์พันธมิตรต่างๆ อีกมากกว่า 2,000 ล้านบาท

สะท้อนความแข็งแกร่งทางด้านการเงินของบริษัท และความสามารถในการขยายธุรกิจได้อีกมาก โดยไม่มีปัญหาด้านสภาพคล่อง โดยในปี 2564 นี้บริษัทวางงบซื้อที่ดินไว้ที่ประมาณ 1,000-1,200 ล้านบาท แหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และกำไรสะสมของบริษัท ตลอดจนมีการใช้หุ้นกู้ และแหล่งเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน โดยมีการพิจารณาออกในจำนวนและช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้สอดรับกับการขยายธุรกิจ และการเติบโตในระยะยาวของบริษัท

ในปี 2564 แม้จะเป็นอีกปีที่ภาวะแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย แต่บริษัทยังคงเชื่อมั่น และวางเป้าหมายเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจ มุ่งสู่การเป็น National Housing Company และเป็นผู้นำของตลาดแนวราบในช่วงราคา 2-8 ล้าน ครอบคลุมในทุกทำเลศักยภาพ โดยตั้งเป้าเป็นแบรนด์ใน 3 ลำดับแรก ที่ผู้บริโภคจะต้องนึกถึงเมื่อมองหาที่อยู่อาศัยแนวราบในช่วงราคาดังกล่าว

สำหรับผลประกอบการปี 2563 เป็นอีกปีที่บริษัทสามารถทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเติบโตได้สูงกว่าภาวะอุตสาหกรรมโดยรวมอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นปีที่เศรษฐกิจทั่วโลกและไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากการระบาดของโควิด-19 โดยบริษัทสามารถทำยอดรับรู้รายได้ 5,765 ล้านบาท เติบโตขึ้น 24.2% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในขณะที่มีกำไรสุทธิที่ 1,333.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.5%

 



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME