fbpx

หมวดหมู่: Real Society

Warapong Pankaew29 กรกฎาคม 2020
Lio-Bliss_1-1280x591.jpg

1min73

ส่องทำเลกรุงเทพฯตะวันตก สาธารณูปโภคโครงข่ายคมนาคม ถนน ทางด่วน รถไฟฟ้า ปลุก real demand ในพื้นที่ต่อเนื่อง ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ส่ง 2 โครงการใหม่ มูลค่า 1,500 ล้าน ลุยตลาดไตรมาส 3 

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ‘ทำเล’ ยังเป็นปัจจัยหลักที่ลูกค้าให้ความสำคัญ สำหรับพื้นที่โซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกถือเป็นทำเลที่มีโครงการสาธารณูปโภครองรับอย่างสมบูรณ์ เรียกได้ว่าตัดสินใจซื้อวันนี้ก็ได้รับความเจริญวันนี้แบบไม่ต้องรอ คือสาเหตุที่เราจะเห็น growth ของ demand ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ โดยทำเลดังกล่าวใกล้กับเส้นทาง รถไฟฟ้าสายสีม่วงบางใหญ่-บางซื่อ และใกล้กับทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอก ทำให้การเดินทางคมนาคมสามารถเข้าสู่ใจกลางเมืองได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

รวมทั้งมีการพัฒนาศูนย์การค้าขนาดใหญ่เพื่อรองรับความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต ที่สำคัญยังเป็นเส้นทางโลจิสติกส์ที่พร้อมจะกระจายความเจริญเชื่อมต่อกับโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายของเมียนมาอีกด้วย ปัจจัยเหล่านี้เองจึงเอื้อต่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่สามารถเอื้อต่อการตอบโจทย์ทุกวัตถุประสงค์ของการอยู่อาศัยได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ พื้นที่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯยังเป็นพื้นที่ที่รวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านการคมนาคมและขนส่งขนาดใหญ่ที่กล่าวได้ว่าจะเข้ามาพลิกโฉมพื้นที่โดยรอบให้เกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดด โดยในอนาคตกำลังจะมีเมกะโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่เกิดขึ้นตามมาอีกหลายโครงการ อาทิ โครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ สายนครปฐม-ชะอำ, โครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตก, โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านตะวันตก เริ่มที่ถนนพระรามที่ 2 เชื่อมกับมอเตอร์เวย์ บางใหญ่-กาญจนบุรี ถึงถนนสายเอเชีย บริเวณ จ.พระนครศรีอยุธยา

โครงการถนนต่อเชื่อมถนนนครอินทร์-ทางหลวงชนบท สาย นฐ.3004 (ศาลายา), โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4, โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ซึ่งงานโยธาแล้วเสร็จ 100% รอเปิดให้บริการพร้อมๆ กับสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และสถานีกลางบางซื่อ ประมาณต้นปี 2564, โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ส่วนตะวันตก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์, โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายช่วงบางหว้า-ตลิ่งชัน เป็นต้น ซึ่งจาก landscape การพัฒนาดังกล่าวปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทำเลย่านนี้จะเติบโตขึ้นอีกมากเท่าไรในช่วงเวลาอันสั้นนี้

ด้วยพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ด้านสาธารณูปโภค ทำให้ในช่วงต้นไตรมาส 3 บริษัทเตรียมเปิดโครงการทาวน์โฮม 2 โครงการใหม่ในทำเลกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก เพื่อรองรับกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมาย ด้วยข้อเสนอใหม่ผ่านแนวคิดการพัฒนาสินค้าที่ตอบสนองความต้องการแบบ real time และ real needs ซึ่งที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากยอดขายของโครงการภายใต้แนวคิดดังกล่าวที่บริษัทได้นำเสนอสู่ตลาดในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ สามารถสร้างกระแสตอบรับแบบดีเกินคาด

“การค้นพบความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าและนำความต้องการดังกล่าวมาพัฒนาให้เกิดขึ้นจริง คือสิ่งที่ทำให้กลุ่มลูกค้า real demand ตัดสินใจเลือกบ้านของลลิล พร็อพเพอร์ตี้ และเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่เรากำลังสร้างคือสิ่งที่ลูกค้าเล็งเห็นถึงคุณค่าอย่างแท้จริง” นายชูรัชฏ์กล่าว

ขณะที่โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบได้รับการตอบรับที่ดีต่อเนื่อง สําหรับที่อยู่อาศัยที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในโซนนี้ คือทาวน์โฮม ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จึงได้พัฒนาทาวน์โฮม 2 โครงการใหม่มูลค่ารวม 1,500 ล้านบาท ได้แก่

  • โครงการ ไลโอ บลิสซ์ วงแหวน-ปิ่นเกล้า (พระราม5) มูลค่า 600 ล้านบาท จำนวน 283 ยูนิต เป็นโครงการทาวน์โฮม พร้อมคลับเฮ้าส์และสวนที่ร่มรื่น ราคาเริ่มต้นที่ 1.89 ล้านบาท
  • โครงการไลโอ บลิสซ์ รัตนาธิเบศร์-บางใหญ่ มูลค่า 900 ล้านบาท จำนวน 457 ยูนิต ทาวน์โฮมท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของสวนขนาดใหญ่ พร้อมคลับเฮาส์ ใกล้เซ็นทรัลเวสต์เกต ทางด่วน ศรีรัช วงแหวนฯ-จตุจักร-พระราม 9 และรถไฟฟ้า ราคาเริ่มต้นที่ 1.89 ล้านบาท

ทั้ง 2 โครงการพัฒนาภายใต้แนวคิด “บ้าน” คือคำตอบของทุก “ความสุข” ทั้งยังผสมผสานนวัตกรรมและที่อยู่อาศัยให้ตอบรับทุกความต้องการของชีวิตคนเมืองขยายพื้นที่ความสุขให้ “กว้าง” ยิ่งขึ้น บนพื้นที่ 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ และ Master Bedroom ขนาดใหญ่ พักผ่อนไปกับพื้นที่สีเขียวด้วยสวนธรรมชาติบำบัด(Naturopathy) ตอบโจทย์ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ โครงการตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ ให้การเชื่อมต่อทุกการเดินทางสู่ใจกลางเมืองได้ง่าย สะดวกสบายท่ามกลางสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว

Lio Bliss_5
Lio Bliss_2
Lio Bliss_4

พร้อมด้วยจุดขายบ้านฟังก์ชันใหม่สไตล์ New Normal ภายใต้คอนเซปต์ ‘Smart Living-Flexible’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปนิกชื่อดังชาวฝรั่งเศส เลอ กอร์บูซีเย (Le Corbusier) กับ แนวคิด Modern Geometry ที่เน้น “ฟังก์ชันหรือการใช้งาน” เป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบบ้านให้สามารถใช้สอยพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างแท้จริง และ Le Modular หรือหลักความสอดคล้องของสัดส่วนมนุษย์ (Human Scale)ในการจัดสรรพื้นที่ให้เพียงพอ และเหมาะสมกับการใช้ชีวิต

“ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันคนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับสัดส่วนพื้นที่การใช้สอยของตัวบ้านมากขึ้น เพื่อรองรับการ Work From home ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) หรือแม้กระทั่งการทำธุรกิจออนไลน์ ดังนั้นเราจึงให้ความสำคัญในเรื่องของความคุ้มค่า เราจึงออกแบบบ้านให้เป็น flexible function โดยสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยให้ยืดหยุ่นและหลากหลายตามความต้องการ เช่น ทาวน์โฮม 4 ห้องนอน สามารถปรับฟังก์ชันห้องด้านล่าง ให้มาเป็นห้องเอนกประสงค์ สามารถใช้ในการ Work From home แบบส่วนตัว เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยในสังคมปัจจุบันได้อย่างอิสระ” นายชูรัชฏ์กล่าวปิดท้าย


Warapong Pankaew25 กรกฎาคม 2020
3-1-1280x465.jpg

1min81

คงจะดีไม่น้อยถ้าจะมีบริการสินเชื่อที่ช่วยให้ทั้งผู้ขอสินเชื่อ(คนซื้อบ้าน) ผู้ปล่อยกู้(ธนาคาร) และผู้ที่รอเงินกู้(เจ้าของโครงการบ้าน-คอนโด) มีความสะดวกสบายด้วยการยื่นขอสินเชื่อผ่านระบบออนไลน์ โดยสามารถใช้เอกสารชุดเดียวแต่สามารถยื่นกู้ได้พร้อมๆ กันหลายธนาคารได้ มี AI สามารถ match ระหว่างผู้กู้กับสินเชื่อของแต่ละธนาคารได้ นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามความคืบหน้าได้ในทุกขั้นตอน ซึ่งล่าสุด บริษัท ไอคอน เฟรมเวิร์ค จำกัด ผู้ให้บริการระบบ Real Estate Management Platform มานานกว่า 12 ปี มีลูกค้าบริษัทอสังหาริมทรัพย์กว่า 60 บริษัท ได้เปิดตัวบริการใหม่ ICON Digital Mortgage หรือสินเชื่อบ้านอัตโนมัติ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า

นายวรรณเทพ หรูวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอคอน เฟรมเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทได้ทำระบบบริหารการขายให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ทำให้ทางบริษัทเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการการยื่นขอสินเชื่อที่ต้องใช้เวลา มีความซับซ้อนด้านเอกสารที่ผู้บริโภคต้องจัดส่งให้กับธนาคารต่างๆ หรือไม่รู้ว่าจะยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารไหนดี ความคืบหน้าในช่วงยื่นขอสินเชื่อ ฯลฯ

บริษัทจึงได้พัฒนาระบบ ICON Digital Mortgage หรือ สินเชื่อบ้านอัตโนมัติ ขึ้นซึ่งเป็นกระบวนการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย โดยการเชื่อมต่อระบบระหว่างธนาคารกับเจ้าของโครงการอสังหาฯ ผ่าน Platform กลางเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการสมัครสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและแจ้งสถานะการพิจารณาสินเชื่อจากทางธนาคารโดยตรง ทำให้เกิดความรวดเร็วในการทำงาน ลดข้อผิดพลาด ป้องกันการทุจริต อีกทั้งผู้บริโภคยังสามารถยื่นขอสินเชื่อพร้อมๆ กันได้หลายธนาคาร (เฉพาะธนาคารที่เข้าร่วมการใช้ระบบนี้) โดยการให้ข้อมูลในการขอสินเชื่อเพียงครั้งเดียว ก็เชื่อมต่อกับทางโครงการและธนาคารต่างๆ ได้ทันที เจ้าของโครงการฯ

ขณะที่ผู้บริโภคยังสามารถยื่นขอสินเชื่อพร้อมๆ กันได้หลายธนาคาร (เฉพาะธนาคารที่เข้าร่วมการใช้ระบบนี้) สามารถให้ข้อมูลในการขอสินเชื่อเพียงครั้งเดียว ก็เชื่อมต่อกับทางโครงการและธนาคารต่างๆ ได้อย่างทันที เจ้าของโครงการฯ และผู้บริโภคสามารถรับทราบความคืบหน้าได้แบบ Real Time นับว่าเป็นการ Lean System ในธุรกิจอสังหาฯ ได้อย่างแท้จริง

“ผู้ใช้บริการ ICON Digital Mortgage ซึ่งได้แก่ ผู้ประกอบการ ธนาคาร และผู้บริโภค จะได้ประโยชน์ทุกฝ่ายโดยผู้บริโภคจะได้สินเชื่อที่ได้เงื่อนไขดีที่สุดจากธนาคารที่อนุมัติสินเชื่อ ส่วนผู้ประกอบการจะได้การโอนที่เร็วขึ้น และธนาคารจะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น”

ปัจจุบันมีธนาคารที่เข้าร่วมใช้ระบบ ICON Digital Mortgage แล้วทั้งสิ้น 3 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคาร ยูโอบี โดยคาดว่าสิ้นปี 2563 นี้ จะมีธนาคารที่เข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของผู้ยื่นขอสินเชื่อมากที่สุด และคาดว่าจะมีธนาคารที่เข้าร่วม 14 แห่ง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค และในอนาคต เมื่อมีธนาคารเข้าร่วมมากขึ้น จะทำให้บริษัทสามารถนำข้อมูลต่างๆ มาประมูลผลด้วย AI เช่น การ matching หาสินเชื่อที่เหมาะสมกับผู้กู้ เป็นต้น

สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ระบบ ICON REM (Real Estate Management) เดิมอยู่แล้ว สามารถเข้าใช้ระบบ ICON Digital Mortgage ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดยระบบนี้ช่วยให้สามารถลดระยะเวลาการขอสินเชื่อ สามารถติดตามสถานะการพิจารณาการขอสินเชื่อได้แบบ Real Time โดยระบบจะแสดงผลการอนุมัติ ทั้งการอนุมัติเบื้องต้น และการอนุมัติจริง ส่งผลให้สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้เร็วขึ้น ปิดโครงการได้เร็วและง่ายขึ้น


Warapong Pankaew11 กรกฎาคม 2020
Master-Club-CW-resize-1-1280x787.jpg

1min97

เพอร์เฟค เปิดข้อมูล บิ๊กดาต้า ชี้ชัดความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเริ่มฟื้นตัว เผยบ้านเดี่ยวมีคนค้นหาข้อมูลโครงการเพิ่มถึง 42% ขณะที่คอนโด เพิ่ม 25% พร้อมเดินหน้าลุยตลาดในครึ่งปีหลัง ชูจุดขาย “มาสเตอร์คลับ” คลับเฮ้าส์หรูใน 8 โครงการ รองรับพฤติกรรมลูกค้าหันมาออกกำลังกายในโครงการมากขึ้น มั่นใจปั๊มยอดขายเพิ่มขึ้นหลังโควิดคลี่คลาย

นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เปิดเผยว่า จากข้อมูลบิ๊กดาต้าของบริษัท พบว่าดีมานด์ในการซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะโครงการแนวราบยังมีแนวโน้มขยายตัว ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมต่อเนื่องจนถึงต้นเดือนกรกฏาคมนี้ มีจำนวนการค้นหาข้อมูลด้านที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น โดยอัตราผู้ค้นหาข้อมูลโครงการบ้านเดี่ยวเพิ่มขึ้นถึง 42% ขณะที่มีผู้ค้นหาข้อมูลโครงการคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของ 3 ปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งคาดว่าตลาดโดยรวมในครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก และบริษัทจะสามารถสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้นทั้งจากโครงการในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา แม้ว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะมีผลต่อการดำเนินงานในปลายไตรมาสแรกและช่วงต้นไตรมาส 2 แต่หลังจากสถานการณ์ในประเทศมีแนวโน้มคลี่คลาย บริษัทสามารถกลับมาทำยอดขายเพิ่มขึ้นชัดเจน ทั้งจากความต้องการซื้อที่สะสมมา และกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนที่อยู่อาศัยให้มีพื้นที่มากขึ้น ส่งผลให้ครึ่งปีแรก บริษัทมียอดพรีเซลรวม 6,200 ล้านบาท เป็นยอดขายจากโครงการแนวราบถึง 72% หรือ 4,484 ล้านบาท สำหรับคอนโดมิเนียมครึ่งปีแรกทำยอดขายได้ 1,722 ล้านบาท เป็นโครงการคอนโดในประเทศ 1,290 ล้านบาท และคอนโดประเทศญี่ปุ่น 432 ล้านบาท ขณะที่เป้าขายรวมของบริษัทในปีนี้วางไว้ที่ 14,000 ล้านบาท ดังนั้นในครึ่งปีหลัง จึงมีเป้าขายอีก 7,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากครึ่งปีแรก

ทั้งนี้ บริษัทยังเดินหน้าพัฒนาโครงการให้มีความโดดเด่นมากขึ้น โดยมีการลงทุนก่อสร้าง “มาสเตอร์คลับ” คลับเฮ้าส์ใหม่รวม 8 แห่ง ในทำเลแจ้งวัฒนะ, รัตนาธิเบศร์, รามอินทรา-วงแหวน, รามคำแหง-สุวรรณภูมิ, ราชพฤกษ์-ปทุม, บางนา และ พระราม 5-กาญจนาภิเษก ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ด้วยงบลงทุนรวม 700 ล้านบาท พื้นที่รวม 9,480 ตารางเมตร รองรับสมาชิกในโครงการได้รวมกว่า 4,000 ครอบครัว โดยเป็นคลับเฮ้าส์ในสไตล์ที่หลากหลายไม่เหมือนกัน มีพื้นที่เพื่อการพักผ่อนออกกำลังกายครบครันทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส พร้อมเครื่องออกกำลังกายรุ่นใหม่ แอโรบิค โยคะ พร้อมคลาสต่างๆ สตรีม ซาวน่า เป็นต้น ซึ่งประเมินว่าหลังสถานการณ์ไวรัสระบาด คนส่วนใหญ่จะหันมาออกกำลังกายในคลับเฮ้าส์ภายในโครงการกันมากขึ้น จึงลงทุนพัฒนาคลับเฮ้าส์ให้เป็นศูนย์กลางการออกกำลังกายและสันทนาการอย่างครบวงจร กำหนดแล้วเสร็จเปิดให้บริการพร้อมกันทั้ง 8 แห่ง ในวันที่ 8 เดือน 8 นี้

Master Club CW resize (1)
Master Club RT resize

 

ด้านธุรกิจโรงแรม ทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และประเทศญี่ปุ่น ขณะนี้สามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้ตามปกติ และมีบรรยากาศคึกคัก ซึ่งมาตรการของภาครัฐที่ออกมาสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ คาดว่าจะหนุนให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยในครึ่งปีหลัง อยู่ในระดับที่เกินกว่า 50% กลุ่มบริษัทยังมีการร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ จัดทำชุดบัตรกำนัลเพิ่มมูลค่า โดยบัตรกำนัลราคา 6,000 บาท สามารถแลกใช้ได้ในมูลค่า 10,000 บาท ใช้ได้ทั้งห้องพัก ห้องอาหาร และบริการสปา ในโรงแรมรีสอร์ทรวม 6 แห่ง คาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดนักท่องเที่ยวในประเทศ โดยลูกค้าที่ซื้อบ้านและคอนโดของบริษัทภายในเดือนนี้ ก็จะได้รับชุดบัตรกำนัลดังกล่าวด้วย

สำหรับ คิโรโระ รีสอร์ท ในประเทศญี่ปุ่น ครึ่งปีหลังมีแนวโน้มดีขึ้นเช่นเดียวกัน เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างเป็นบวก อีกทั้งทางการจังหวัดฮอกไกโดได้มีมาตรการออกมากระตุ้นการท่องเที่ยวเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้การท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก และคิโรโระมียอดจองเพิ่มขึ้น เนื่องจากกลุ่มลูกค้าคิโรโระกว่า 50% เป็นชาวญี่ปุ่นเป็นหลัก นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือนกรกฏาคมรัฐบาลญี่ปุ่นยังจะประกาศมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ คาดว่าจะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคิโรโระยังมีแพ็คเกจพักผ่อนที่เน้นจุดขายในฤดูร้อน คือ พื้นที่ธรรมชาติกว้างใหญ่ อากาศสะอาด เดินทางสะดวก และแวดล้อมด้วยอาหารอร่อย รวมไปถึงกิจกรรมครอบครัว ในส่วนของโครงการคอนโดมิเนียม ยู คิโรโระ หลังสถานการณ์คลี่คลาย ก็สามารถทำยอดขายต่อเนื่อง โดยรวมยอดขายคืบหน้าไปแล้วกว่า 80% ได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งนักลงทุนและแขกที่เข้าพัก โดยเตรียมความพร้อมในการเปิดช่วงฤดูหนาวซึ่งเป็นไฮซีซั่น


Warapong Pankaew2 กรกฎาคม 2020
.jpg

1min132

ออริจิ้น ลุยตลาดไตรมาส 3 เตรียมเปิดโครงการบ้านหรูแบรนด์ใหม่ เบลกราเวีย ราคา 20-35 ล้าน พร้อมผุดคอนโดเพิ่มอีก 2 โครงการ 2 ทำเล พระราม 4 และ รามอินทรา มั่นใจยอดขายทั้งปีทะลุเป้า 2,1500 ล้าน

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ในไตรมาส 3/63 บริษัทจะยังคงให้ความสำคัญกับธุรกิจบ้านจัดสรรอย่างต่อเนื่อง โดยจะเปิดโครงการภายใต้แบรนด์ใหม่ เบลกราเวีย (BELGRAVIA) แบรนด์บ้านเดี่ยวหรูระดับราคา 20-35 ล้านบาท จำนวน 1 โครงการ ภายใต้ชื่อ โครงการเบลกราเวีย เอ็กซ์คลูซีฟ พูล วิลล่า บางนา-พระราม 9 มูลค่าราว 1,600 ล้านบาท

ธุรกิจบ้านจัดสรร ภายใต้บริษัท บริทาเนีย จำกัด ถือเป็นธุรกิจที่เข้ามามีบทบาทในการสร้างยอดขายใหม่ให้แก่บริษัทอย่างมีนัยยะสำคัญ และได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด โครงการบริทาเนีย บางนา กม.12 โครงการบ้านเดี่ยวที่เปิดขายในช่วงปลายปี 2561 ปัจจุบันเหลืออีกประมาณ 10 ยูนิต โดยในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ บริษัทจึงจะเปิดโครงการใหม่เพิ่มเติมอีก 1 โครงการในทำเลบางนา ภายใต้ชื่อ แกรนด์ บริทาเนีย บางนา กม.12 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

นอกจากนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมเพิ่มอีก 2 โครงการ มูลค่ารวม 4,600 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการไนท์บริดจ์ สเปซ พระราม 4 มูลค่า 2,300 ล้านบาท และโครงการดิ ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ รามอินทรา มูลค่า 2,300 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการที่เปิดตัวในไตรมาส 3/2563 ทั้งสิ้น 6,200 ล้านบาท

นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า ในไตรมาส 2/63 (เม.ย.-มิ.ย. 63) บริษัทสามารถทำยอดขาย (Presale) ได้กว่า 6,400 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นจากไตรมาส 1/63 กว่า 32% แบ่งสัดส่วนเป็น บ้านจัดสรร 30% และคอนโดมิเนียม 70% ส่งผลให้ครึ่งแรกของปี 2563 (ม.ค.-มิ.ย.63) บริษัทมียอดขายสะสมแล้วกว่า 11,200 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนเป็น บ้านจัดสรร 32% และคอนโดมิเนียม 68% คิดเป็น 52% ของเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 21,500 ล้านบาท เบื้องต้นจึงมั่นใจว่า ภาพรวมทั้งปี 2563 มีโอกาสอย่างมากที่บริษัทจะสามารถทำยอดขายได้มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

สาเหตุสำคัญที่ผลักดันยอดขายของบริษัทให้เติบโตโดดเด่นต่อเนื่อง มาจากการกลยุทธ์การขายที่ตอบสนองกับสถานการณ์ตลาด ควบคู่ไปกับการปรับเดินเกมการตลาดเชิงรุก เพิ่มช่องทางขายสินค้าบุกแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น อาทิ การเปิด Official Store บนแพลตฟอร์ม Shopee และ Lazada รวมทั้งการผลักดันพนักงานให้ก้าวสู่ Micro Influencer ขายสินค้าผ่านช่องทางสื่อสารส่วนบุคคล ภายใต้โปรเจ็คท์ Everyone can sell เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายโดยตรง

สำหรับ ภาพรวมครึ่งปีหลังของปี 2563 บริษัทจะมีโครงการสร้างเสร็จใหม่พร้อมทยอยโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มเติมอีก 6 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 10,000 ล้านบาท เริ่มจากในช่วงไตรมาส 3/2563 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการไนท์บริดจ์ ไพร์ม อ่อนนุช และ 2.โครงการ ไนท์บริดจ์ คอลลาจ สุขุมวิท 107 และในช่วงไตรมาส 4/2563 อีก 4 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการ ดิ ออริจิ้น สุขุมวิท 105, 2.โครงการ เคนซิงตัน ระยอง, 3.โครงการ ไนท์บริดจ์ เกษตร โซไซตี้ และ 4.โครงการ ไนท์บริดจ์ สเปซ รัชโยธิน โดยภาพรวมเฉลี่ยมียอดขายแล้วประมาณ 80-90% คาดว่าหลังก่อสร้างเสร็จแล้ว จะช่วยสร้างทั้งยอดขายใหม่และยอดโอนกรรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง


Warapong Pankaew25 มิถุนายน 2020
smartworld1-1280x855.jpg

1min99

“สมาร์ท” ในเครือเอพี ไทยแลนด์ ผนึก 7 พันธมิตร เปิดตัวบริการ PERSONAL HOME ADVISOR ยกระดับดิจิตอลแพลตฟอร์ม SMART WORLD บริหารคุณภาพชีวิตหลังการเข้าอยู่อาศัยแบบครบวงจร

นายเมธา รักธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สมาร์ท เซอร์วิส แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้ร่วมกับ 7 พันธมิตรผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้าน เปิดตัวบริการ PERSONAL HOME ADVISOR ผู้ช่วยประจำบ้าน บน SMART WORLD ดิจิตอลแพลตฟอร์มบริหารคุณภาพชีวิตหลังการเข้าอยู่อาศัยที่พร้อมช่วยบริหารจัดการทุกเรื่องบ้านแบบออนดีมานด์ครอบคลุมบริการ 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1. บริการทำความสะอาด กำจัดปลวก และทำสวน 2. บริการติดตั้ง และทำนุบำรุง 3. บริการด้านสุขภาพ ผ่านการให้บริการของพาร์ทเนอร์มืออาชีพ ได้แก่

  • Q-CHANG (คิวช่าง) ในเอสซีจี ให้บริการด้วยทีมช่างคุณภาพ ปรับปรุง และต่อเติมที่อยู่อาศัยพร้อมการรับประกัน
  • INDEX HOME SERVICE (อินเด็กซ์ โฮม เซอร์วิส) บริการขนย้ายและทำความสะอาด
  • GREEN MANIA (กรีนมาเนีย) บริการดูแลสวน และตัดแต่งต้นไม้
  • BENEAT (บีนีท) บริการสอนโยคะ นวดแผนไทยที่บ้าน ตลอดจน บริการรีดผ้าและทำความสะอาดบ้าน
  • vFIX (วีฟิกซ์) ช่างมือ 1 เรื่องบ้าน พร้อมบริการฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง
  • AIRMATE (แอร์เมท) ผู้เชี่ยวชาญในการทำความสะอาดแอร์
  • MAEBAAN ONLINE (แม่บ้านออนไลน์) บริการแม่บ้านเดลิเวอรี่ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่”
วิทการ-เมธา และ 7 พันธมิตร PERSONAL HOME ADVISOR

ทั้งนี้ บริการใหม่ PERSONAL HOME ADVISOR จะช่วยอำนวยความสะดวกในการดูแลบ้านเพียงปลายนิ้วสัมผัส ครบถ้วนด้วย 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. มิติของความอุ่นใจ ด้วยฟีเจอร์ ‘Proactive Calendar’ บริการแจ้งเตือนเมื่อถึงดีลนัดหมายทุกเรื่องบ้าน 2. มิติของความน่าเชื่อถือ ด้วยฟีเจอร์ ‘Customer Rating System’ ระบบตรวจสอบคุณภาพที่ประเมินด้วยผู้ใช้งานตัวจริงหลังการรับบริการให้ทุกเสียงของผู้ใช้งาน มีส่วนร่วมปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงให้บริการดีขึ้น 3. มิติของสิทธิพิเศษเหนือระดับ ด้วยฟีเจอร์ ‘Super Privilege’ การันตีว่าผู้ใช้งาน SMART WORLD จะได้รับดีลที่ดีที่สุด อาทิ ได้รับบริการล้างแอร์ ทำความสะอาดบ้าน และขนย้ายจากพันธมิตรชั้นนำในราคาพิเศษ

นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังได้จัดแคมเปญพิเศษมอบแก่ผู้ใช้บริการ PERSONAL HOME ADVISOR ผ่าน SMART WORLD ด้วยสิทธิพิเศษและส่วนลดมากถึง 3 ต่อ มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท โดย ต่อที่ 1 ส่วนลดจัดเต็มทุกบริการลดสูงสุดถึง 40% ต่อที่ 2 รับ Gift Voucher มูลค่าสูงสุด 700 บาท/ยูนิต (จำกัด 100 บาท/พาร์ทเนอร์) รวม 1,000 สิทธิ์ และต่อที่ 3 ทุกการใช้บริการรับสิทธิ์ลุ้นบัตรแทนเงินสด ‘PERSONAL HOME ADVISOR’ มูลค่า 500 บาท รวม 50 รางวัล สิทธิพิเศษทั้งหมดนี้เฉพาะผู้ที่จองบริการภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 เท่านั้น

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ เอพี ไทยแลนด์ กรุ๊ป กล่าวว่า “SMART WORLD ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันถือเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถให้บริการทุกเรื่องบ้านได้อย่างครบวงจร ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอพีในการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ภายใต้แนวคิด ‘เอ็มพาวเวอร์ ลิฟวิ่ง’ ให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ชีวิตได้ตามที่ปรารถนา พร้อมส่งมอบประสบการณ์ในการอยู่อาศัยที่สะดวกสบาย ผ่านการดูแลลูกบ้านตั้งแต่ตัดสินใจซื้อไปจนถึงหลังเข้าอยู่อาศัย

“ฟีเจอร์ PERSONAL HOME ADVISOR จะเป็นเสมือน ‘ผู้ช่วยประจำบ้าน’ ที่เข้ามาช่วยแก้ Pain Point ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอยู่อาศัยตลอดจนการดำเนินชีวิตประจำวัน โดย ณ วันนี้สมาร์ทบริหารอสังหาริมทรัพย์ รวมแล้วกว่า 250 โครงการ กว่า 60,000 ยูนิต มีคนใช้งานแพลตฟอร์ม SMART WORLD รวมแล้วกว่า 45,000 ราย ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ”

SMART WORLD คือ ดิจิตอลแพลตฟอร์มบริหารคุณภาพชีวิตหลังการเข้าอยู่อาศัยในโครงการอสังหาริมทรัพย์ โดยมีบริการที่ครอบคลุมการอยู่อาศัยมากมาย อาทิ ระบบการบริหารจัดการสินทรัพย์ บริการแชทตอบทุกคำถามเรื่องการอยู่อาศัยกับนิติบุคคล และสมาชิกในโครงการ แจ้งเตือนผ่าน SMS เมื่อมีพัสดุมาถึง แจ้งซ่อมสินทรัพย์ในพื้นที่ส่วนกลางได้อย่างรวดเร็ว พร้อมระบบติดตามสถานะ ชำระเงินค่าส่วนกลาง ค่าน้ำ และบริการอื่นๆ ผ่านระบบออนไลน์ สร้างสังคมแห่งการอยู่อาศัยในอุดมคติผ่านการแบ่งปันเรื่องราวที่ดีระหว่างกันผ่าน Bulletin Board อำนวยความสะดวกในการติดต่อ รปภ. โรงพยาบาล และสถานีตำรวจได้ในยามฉุกเฉิน และบริการพื้นฐานอื่นๆ อีกมากมาย


Warapong Pankaew23 มิถุนายน 2020
WA-155-1280x853.jpg

1min105

พีดีเฮ้าส์ยอดขายครึ่งปีแรกกว่า 500 ล้านบาท ชี้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่วางแผนออมเงินไว้แล้ว สามารถตัดสินใจปลูกสร้างโดยไม่มีความกังวล มั่นใจหลังรัฐบาลปลดล็อกเชื่อตัวเลขยอดขายโต 20% พร้อมปรับแผนการตลาดสอดรับกระแส New Normal เตรียมดัน ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป เทกโอเวอร์สาขาแฟรนไชส์ พร้อมขยายสาขาใหม่พื้นที่กรุงเทพฯ โซนตะวันออก สวนกระแสวิกฤติโควิด-19

นาย ธรรมวิเศษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป จำกัด ภายใต้แบรนด์ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านในช่วงครึ่งปีแรก 2563 อยู่พอสมควร ด้วยเพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ชะลอตัดสินใจปลูกสร้างบ้านออกไปก่อน อันเกิดจากความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์จะไม่เอื้ออำนวย แต่บริษัทก็สามารถเร่งปิดตัวเลขยอดจองสร้างบ้านมาได้กว่า 250 ล้านบาท ในช่วงท้ายไตรมาสสองที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย อันเป็นผลมาจากรัฐบาลเริ่มปลดล็อกดาวน์ ซึ่งกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายที่ใช้บริการสร้างบ้านกับพีดีเฮ้าส์ ถือเป็นกลุ่มเฉพาะหรือเอ็กซ์คลูซีฟ เพราะมีการศึกษาข้อมูลล่วงหน้ามาเป็นอย่างดี มีความพร้อมด้านการเงิน และพร้อมตัดสินใจสร้างบ้านกับแบรนด์ที่น่าเชื่อถือในทันที จึงทำให้บริษัทฯ มีตัวเลขยอดจองปลูกสร้างบ้านรวมครึ่งปีแรกกว่า 500 ล้านบาท

ทั้งนี้จากตัวเลขยอดจองปลูกสร้างบ้านพบว่า กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงเลือกปลูกสร้างบ้านในพื้นที่ต่างจังหวัดประมาณ 70% โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานและภาคกลาง ส่วนพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีสัดส่วนประมาณ 30% ด้านกลุ่มราคานั้นพบว่า บ้านในระดับราคา 4-10 ล้านบาท มีลูกค้าเลือกปลูกสร้างสูงถึง 50% รองลงมาเป็นกลุ่มบ้านระดับราคา 2-4 ล้านบาทอีก 30% และกลุ่มบ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปอีก 20%

นายพิศาลกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 โดยเฉพาะช่วงต้นไตรมาสที่ 2 ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ค่อนข้างรุนแรง ทำให้รัฐบาลต้องประกาศล็อกดาวน์พื้นที่ในหลายจังหวัด อาทิ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ภูเก็ต ฯลฯ นอกจากนี้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่อยู่ต่างประเทศ และลูกค้าชาวต่างชาติที่มีกำหนดกลับมาประเทศไทย เพื่อจะสร้างบ้านหลังใหม่กับพีดีเฮ้าส์ตามที่วางแผนไว้นั้นต้องเลื่อนการเดินทางกลับ ทำให้ตัวเลขยอดจองและเซ็นสัญญาหายไปพอสมควร

“บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การตลาดโดยรุกเดินหน้าเข้าหากลุ่มเป้าหมายที่มีความพร้อม และต้องการเลือกใช้บริการกับผู้ประกอบการที่มีรูปแบบการจัดการที่ชัดเจน มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในธุรกิจรับสร้างบ้านและของผู้บริโภคทั่วไป”

ทั้งนี้ ภายหลังรัฐบาลทยอยปลดล็อกดาวน์ คาดว่าตัวเลขยอดจองสร้างบ้านของบริษัทจะเติบโตได้อีกในช่วงไตรมาส 3 หรือครึ่งปีหลัง อันเป็นผลมาจากกำลังซื้อที่ถูกอั้นไว้ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 หรือคาดว่าน่าจะขยายตัว 10-15 % เมื่อเทียบกับในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา นอกจากนี้ หากมีการเปิดสนามบินและให้ชาวต่างชาติสามารถเดินทางเข้าประเทศได้ เชื่อว่าตัวเลขยอดจองน่าจะขยับเติบโตได้ถึง 15-20% เลยทีเดียว โดยตัวเลขที่เติบโตเพิ่มขึ้นนั้นมาจากกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่มีเวลาศึกษาข้อมูล ดูประวัติ ดูผลงาน ดูความน่าเชื่อถือของบริษัทก่อนจะตัดสินใจ

ด้านนางสาว สุวรรณสุต กรรมการบริหารสายงานการตลาด บริษัท พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้บริหารสิทธิ์แฟรนไชส์ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรก นับว่าสวนกระแสอยู่พอสมควร ซึ่งการแพร่ระบาดโควิด–19 ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คนส่วนใหญ่ จนกลายเป็น New Normal หรือ “ความปกติใหม่” ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในการใช้ชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ผู้คนมีเวลาอยู่ในที่พักอาศัยและใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น

ในส่วนของบริษัทเองก็ต้องมีการปรับกลยุทธ์และปรับกิจกรรมทางการตลาด เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์และความสะดวกของผู้บริโภคผ่านช่องทาง Social Media หลากหลายช่องทาง อาทิ Google, Facebook, Youtube, Instagram, Twitter ฯลฯ

ปัจจุบันศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ มีสาขาให้บริการอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด บริหารจัดการภายใต้ระบบแฟรนไชส์รับสร้างบ้าน ที่ออกแบบธุรกิจและกระบวนการทำงานของทุกสาขาให้มีมาตรฐานที่ชัดเจน จนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคที่ใช้บริการสร้างบ้านบนที่ดินของตัวเอง หน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ว่าเป็นผู้ประกอบ การรับสร้างบ้านที่มีการจัดการที่ทันสมัย มีมาตรฐานสูง และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้นโยบายการสร้างบ้านอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับในครึ่งปีหลัง 2563 นี้ บริษัทจะมีการปรับพอร์ตการลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคยิ่งขึ้น โดยจะให้ บจก.ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป เข้าเทกโอเวอร์และเข้าถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มบริษัทที่เป็นสาขาแฟรนไชส์ ทั้งนี้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการเงินและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน รวมทั้งมีการเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อเดียวกัน เช่น บจก. ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป (สระบุรี), บจก. ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป (สุรินทร์), บจก. ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป (หัวหิน) ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้บริษัท ยังเตรียมเปิดสาขาใหม่อีก 1 แห่งในพื้นที่โซนตะวันออกของกรุงเทพมหานครในเร็ว ๆ นี้


Warapong Pankaew22 มิถุนายน 2020
-พระราม-9-ศรีนครินทร์-Front-1280x721.jpg

1min120

แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เตรียมเปิด Presale โครงการใหม่ นันทวัน พระราม 9-ศรีนครินทร์ ราคา 40-60 ล้านบาท

บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เตรียมเปิด Presale โครงการใหม่ นันทวัน พระราม 9 -ศรีนครินทร์ ราคา 40-60 ล้านบาท ในวันที่ 27-28 มิถุนายนนี้ ซึ่งโครงการดังกล่าวมีแนวคิดในการออกแบบใหม่ทั้งหมด ทั้งแบบบ้านและบรรยากาศโครงการภายใต้แนวคิด A NEW PERSPECTIVE OF LIFE มุมมองใหม่แห่งความหรู ‘ที่สุดของการใช้ชีวิต’

โครงการนันทวัน พระราม 9 -ศรีนครินทร์ มีพื้นที่ 45 ไร่ 65.8 ตารางวา จำนวน 88 แปลง เป็นบ้านเดี่ยวแนวคิดใหม่สไตล์ Modern Minimalist มีแบบบ้านให้เลือก 4 แบบ พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 378 ตร.ม. บนขนาดที่ดินตั้งแต่ 100 ตารางวา ขึ้นไป ซึ่งเป็นบ้านหรูซีรี่ส์ใหม่ล่าสุดของนันทวัน A-Level Series ที่ใหม่ทั้งการออกแบบและฟังก์ชั่น เพิ่มมิติใหม่ของการอยู่อาศัย ให้ประสบการณ์และมุมมองใหม่ๆ ของการอยู่อาศัยอย่างเหนือระดับและยังตอบรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อีกด้วย

สำหรับทำเลตั้งโครงการอยู่ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วนศรีรัชฯ ด่านพระราม 9 ประมาณ 5 กม. ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีศรีกรีฑา ประมาณ 3.5 กม. (คาดว่าแล้วเสร็จปี 2564) และใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก โรงเรียนนานาชาติ และโรงพยาบาลชั้นนำ

นอกจากนี้ยังมี สิ่งอำนวยความสะดวกให้ครบพร้อม อาทิ คลับเฮ้าส์หรู 2 ชั้นดีไซน์ทันสมัยริม Lake และสระว่ายน้ำพิเศษ Infinity Edge Pool เชื่อมต่อทะเลสาบ

พื้นที่ในคลับเฮ้าส์ออกแบบสำหรับรองรับไลฟ์สไตล์ของทุกคนในครอบครัวอย่างลงตัว ทั้ง Reshape the Fitness ห้องออกกำลังกายที่ครบครันทุกอุปกรณ์

Private Studio ห้องสำหรับจัดกิจกรรมแบบ Private Class เช่น โยคะและเต้นรำ

The Bistro พื้นที่ครัวที่ออกแบบให้ทำกิจกรรมได้ เช่นการจัดปาร์ตี้ หรือ Cooking Class, และ Challenger Room

ห้องเกมส์ที่สามารถเล่นได้ทั้งครอบครัว ประกอบด้วย TV Game, Board Game มุมโต๊ะพูล และพื้นที่ Co-Working Space บนชั้น 2 ของฟรอนต์โครงการ ที่ให้มุมมองแบบพาโนรามาวิว


Warapong Pankaew12 มิถุนายน 2020
-พาร์ค-วิภาวดี-จตุจักร-9-1280x854.jpg

1min110

แอล.พี.เอ็น. ส่งแคมเปญ “31 ปี LPN กับ 31 ยูนิต ดีลพิเศษ” คัดสรรคอนโดทำเลทอง ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี-รังสิต จำนวน 31 ยูนิต มูลค่ารวม 73 ล้านบาท ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของในราคาพิเศษ เริ่มต้นเพียง 2.19 – 2.69 ล้านบาท

โครงการลุมพินี พาร์ค วิภาวดี-จตุจักร เป็นคอนโดพร้อมอยู่ มีให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ Studio ขนาด 24 ตร.ม. ราคา 2.19 ล้านบาท และ 1 ห้องนอน ขนาด 28 ตร.ม. ราคา 2.69 ล้านบาท จองเพียง 10,000 บาท และเมื่อผ่านการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารก็สามารถลากกระเป๋าเข้าอยู่ได้ภายในวันที่ 29 มิถุนายนนี้ พร้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์บิวอินครบชุดและเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำน้ำอุ่น พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 2.50% จากธนาคารกรุงเทพและธนาคารกรุงไทย เหมาะทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุนซึ่งให้ผลตอบแทนจากการลงทุนปล่อยเช่า (Yield) ในอัตรา 4% ประมาณ 11,000-14,000 บาทต่อเดือน

สำหรับโครงการลุมพินี พาร์ค วิภาวดี-จตุจักร ตั้งอยู่บยทำเลศักยภาพ ติดริมถนนวิภาวดีรังสิตซอย 3 ซึ่งเป็น “ทางหลวงพิเศษ” หรือ “ซูเปอร์ไฮเวย์” ที่สะดวกทั้งการเดินทาง และการคมนาคมขนส่ง สามารถเชื่อมต่อไปสู่เขตกรุงเทพฯ ชั้นในผ่านถนนพหลโยธิน และเป็นถนนสายหลักที่เชื่อมต่อไปยังภาคกลางและภาคเหนือของประเทศไทย รายล้อมไปด้วยสถานที่สำคัญและอาคารสำนักงานของบริษัทจำนวนมาก ทำเลนี้จึงเต็มไปด้วยดีมานด์จากพนักงานออฟฟิศ นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อกับซอยวิภาวดีรังสิต 5 และซอยอินทามระ 15 ของถนนสุทธิสาร รวมถึงซอยพหลโยธิน 18 และ 18/1 ที่ออกมาพบกับสวนจตุจักรพอดี สามารถเดินทางเชื่อมต่อด้วยรถไฟฟ้า BTS เป็นทำเลทอง New CBD (Central Business District)

ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี-จตุจักร (1)
ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี-จตุจักร (2)
ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี-จตุจักร (4)
ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี-จตุจักร (12)

“ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี-จตุจักร” ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Work & Life” บริษัทจึงออกแบบบริเวณพักผ่อนในแนวสูงและแนวนอน เช่น สวนหย่อม (Pocket Garden) ตั้งอยู่บนชั้น 19 สามารถชมวิวสวยของเมืองในยามค่ำคืนท่ามกลางสวนสีเขียว นอกจากนั้น ยังมีสวยลอยฟ้าและลานพักผ่อนบนชั้นดาดฟ้าของอาคารจอดรถ (อาคาร C) ซึ่งสามารถมองเห็นสวนจตุจักรได้จากวิวนี้อีกด้วย อีกทั้ง โครงการยังเป็นรูปแบบในลักษณะมิกซ์ยูส (Mix Used) แห่งแรกที่บริษัทพัฒนาขึ้น มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท จำนวน 4 อาคาร อันประกอบด้วย อาคารสำนักงาน 2 อาคาร ตั้งอยู่ด้านหน้า อาคารจอดรถ 1 อาคาร และอาคารชุดพักอาศัย 1 อาคารตั้งอยู่ด้านหลัง

สำหรับอาคารสำนักงาน คือ “ลุมพินี ทาวเวอร์ วิภาวดี จตุจักร” นั้น LPN มีความตั้งใจก่อสร้างตามกระบวนการประเมินอาคารเขียว Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability หรือ TREES เน้นการออกแบบและก่อสร้างให้ประหยัดพลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างสภาพแวดล้อมภายในอาคารที่ดี มีการวางแผนจัดการพลังงานและใช้พลังงานทดแทน เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริมให้ผู้ที่ทำงานในอาคารมีคุณภาพชีวิตที่ดี สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ LPN ทางด้านการออกแบบ (Green Design Concept) การก่อสร้าง (Green Construction) และการบริหารจัดการ “ชุมชนน่าอยู่” ภายใน (Green Community)

Special Deal เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 29 มิถุนายนนี้ จำนวนจำกัดเพียง 31 ยูนิต สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทรศัพท์ LPN Call Center 02-689-6888 หรือ Facebook: Condo Lumpini หรือแอพพลิเคชั่น LINE ที่ @LPNConnect


Warapong Pankaew5 มิถุนายน 2020
03.บริทาเนีย-สายไหม-1280x626.jpg

1min890

ออริจิ้น ส่งบ้านแนวราบเป็นเรือธง ชิงยอดขายปี 63 เตรียมเปิด 8 โครงการใหม่ มูลค่า 8,800 ล้านบาท ลุยตลาดครึ่งปีหลัง

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า แม้ออริจิ้นจะเริ่มต้นจากธุรกิจพัฒนาคอนโดมิเนียม แต่หลังจากเริ่มพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรภายใต้แบรนด์บริทาเนียมาเป็นเวลา 3 ปี บริษัทได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง จึงจะให้ธุรกิจบ้านจัดสรรภายใต้ บริษัท บริทาเนีย จำกัด เป็นเรือธง (Flagship) และกลไกในการสร้างการเติบโตของธุรกิจ (Growth Engine) ที่สำคัญของเครือออริจิ้นในปี 2563 นี้

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2563 มูลค่าโครงการรวม 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการบ้านจัดสรร 10 โครงการ มูลค่ารวม 12,100 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 61% ถือว่าเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากปีที่แล้ว และนับเป็นปีแรกตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทที่มีการเปิดตัวโครงการบ้านจัดสรรมากกว่าคอนโดมิเนียม โดยคาดว่าทั้งปีจะมียอดโอนกรรมสิทธิ์จากธุรกิจบ้านจัดสรรประมาณ 5,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 36% ของเป้าหมายยอดโอนกรรมสิทธิ์ 14,000 ล้านบาทในปีนี้

ด้านนางศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย ผู้พัฒนาธุรกิจบ้านจัดสรรในเครือออริจิ้น เปิดเผยว่า เพื่อให้บริษัทสามารถพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรสไตล์ “โมเดิร์น บริทิช” ตอบโจทย์ตลาดได้ทุกเซ็กเมนท์ ปีนี้บริษัทจึงจะเปิดตัวแบรนด์ใหม่ถึง 3 แบรนด์ ได้แก่ 1.ไบรตัน แบรนด์ทาวน์โฮมระดับราคาประมาณ 2-5 ล้านบาท 2.แกรนด์บริทาเนีย แบรนด์บ้านเดี่ยวระดับราคา 7-10 ล้านบาท 3.เบลกราเวีย แบรนด์บ้านเดี่ยวพรีเมียมระดับราคา 10-35 ล้านบาท เมื่อรวมกับแบรนด์ดั้งเดิมอย่างบริทาเนีย ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ตอบโจทย์การพัฒนาแบบ Mixed Products ผสมผสานทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ในโครงการเดียว ระดับราคา 3-7 ล้านบาท จะทำให้บริษัทมี 4 แบรนด์ ครอบคลุม 4 เซ็กเมนท์หลักของตลาดบ้านจัดสรร

ทั้งนี้ บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกไปแล้วจำนวน 2 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 3,300 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการแกรนด์บริทาเนีย วงแหวน รามอินทรา มูลค่าโครงการ 1,900 ล้านบาท 2.โครงการบริทาเนีย สายไหม มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท สำหรับอีก 8 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 8,800 ล้านบาท จะทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ในปีต่อๆ ไป ตั้งเป้าจะเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 20-30% ของมูลค่าโครงการที่เปิดตัวในปีก่อนหน้า


Warapong Pankaew5 มิถุนายน 2020
Gallery-04.jpg

1min99

แสนสิริ ปรับเป้าขาย จาก 2.9 หมื่นล้านเป็น 3.5 หมื่นล้าน หลังแคมเปญ “แสนสิริผ่อนให้ 24 เดือน” โดนใจยอดขาย 5 เดือน โตสวนตลาด 2.2 หมื่นล้าน พร้อมเดินหน้าเปิด 14 โครงการใหม่เจาะเรียลดีมานด์

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ เปิดเผยว่า บริษัทได้มีการพิจารณาปรับเป้าหมายยอดขายรวมในปี 2563 จากเดิมที่ตั้งไว้ 29,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 35,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 67% จากปีก่อนที่มียอดขายรวม 21,000 ล้านบาท หลังจากยอดขายในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา พุ่งสูงไปถึง 22,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 168% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 76% จากเป้าหมายยอดขายเดิมที่ตั้งไว้ 29,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการดำเนินธุรกิจ ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่แข็งแกร่งนำหน้าคู่แข่ง อาทิ การเป็นผู้นำในการเปิดตัวแคมเปญ “แสนสิริผ่อนให้ 24 เดือน” ที่คิดจากความเข้าใจใน Customer Insight จากการจองซื้อที่อยู่อาศัยแล้ว ไม่ต้องจ่ายทั้งต้นทั้งดอกเป็นเวลา 2 ปี ลูกค้านำเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่นตามต้องการได้ ไม่ต้องกังวลกับสภาพเศรษฐกิจ รวมถึงความเชื่อมั่นในแบรนดืแสนสิริ ส่งผลให้ลูกค้าให้การตอบรับสูงและรวด

นอกจากนี้ ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ยังทำให้แสนสิริต้องเร่งการขายโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ ให้เร็วกว่าแผนเดิม เพื่อแข่งขันกับสภาพตลาด (Speed to Market) ส่งผลให้มียอดขายและยอดโอนที่ดี สวนกระแสตลาดหดตัว จนต้องมีการปรับเป้ายอดขายทั้งปีภายในระยะเวลาเพียง 5 เดือนแรกของการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกัน บริษัทได้ทยอยปิดการขายโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แบ่งเป็น 12 โครงการแนวราบและ 4 โครงการคอนโดมิเนียม ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และยังจ่อคิวปิดการขายโครงการ เดอะ เบส สุขุมวิท 50 ซึ่งคาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้

“ความสำเร็จจากการดำเนินธุรกิจในช่วงที่ผ่านมารวมถึงแนวโน้มสถานการณ์อสังหาฯที่ดีขึ้น ทำให้บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมายใหม่ที่วางไว้ ขณะที่รายได้และกำไรมีแนวโน้มที่สูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป จากการเร่งโอนคอนโดมิเนียมก่อสร้างแล้วเสร็จ รวมถึงแผนรุกเปิดตัวโครงการแนวราบอีก 12 โครงการ มูลค่ารวม 15,200 ล้านบาท”

เดอะ เบส สุขุมวิท 50

นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนรุกธุรกิจที่แข็งแกร่งในช่วงที่เหลือของปีภายใต้การบริหารธุรกิจ 3 แนวทาง ได้แก่

แผนการเปิดตัวโครงการใหม่ที่รัดกุม พร้อมปรับเปลี่ยนไปตามทุกสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยหลังจากนี้เตรียมเปิดโครงการใหม่อีก 14 โครงการรองรับเรียลดีมานต์ แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 6 โครงการ ทาวน์โฮมและมิกซ์โปรเจคต์อีก 6 โครงการ และคอนโดมิเนียม 2 โครงการ

การบริหารสต็อกที่ดี ทั้งนี้ปัจจุบันแสนสิริ มีสินค้าพร้อมขายมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นปริมาณที่มีความสุมดุลในตลาด ซึ่งเป็นผลมาจากการวางแผน Inventory ที่ดี

การบริหารกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและสภาพคล่องที่ดี ด้วยการกำ Cash Flow เงินหมุนเวียนในบริษัทไว้ถึง 10,000 ล้านบาท มีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจและมีความแข็งแกร่งในทุกสภาวการณ์ รวมถึงสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน คือ การยืนหยัดความเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าเชื่อมั่น ดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุด และพร้อมช่วยเหลือสังคม เพื่อก้าวผ่านทุกสถานการณ์ไปด้วยกัน



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME