fbpx

Category: Real Society

Warapong Pankaew11 มกราคม 2021
-.jpg

1min96

วิลล่า คุณาลัย ชูกลยุทธ์ “เกาะปีกอินทรี” รับมือตลาดบ้านแนวราบปี 64 แข่งดุ ซุ่มศึกษาคู่แข่งรายใหญ่ รักษาที่มั่น พร้อมขยายลงทุนโซนใต้กทม.

วิลล่า คุณาลัยนางประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแนวโน้มการแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบในปี 2564 ว่า การแข่งขันจะมีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบยังคงมีอยู่สูง และเป็นลูกค้าในกลุ่มที่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยจริง (Real Demand) เป็นหลัก ส่งผลให้ผู้ประกอบการ ทั้งรายใหญ่ รายกลาง และรายเล็ก จะแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดบ้านแนวราบมากขึ้น

สำหรับบริษัทได้วางแผนรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยจะใช้กลยุทธ์ “เกาะปีกอินทรี” ศึกษากลยุทธ์คู่แข่งรายใหญ่ นำพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงกลยุทธ์ของคู่แข่งมาประเมิน เพื่อปรับให้ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด ขณะเดียวกันบริษัทต้องเตรียมความพร้อมทั้งในด้านสภาพคล่องเงินสด ที่ขณะนี้มีอยู่ 100 ล้านบาท รวมถึงแผนการใช้เครื่องมือทางการเงิน ซึ่งสามารถรองรับกับแผนการพัฒนาโครงการในอนาคตในอีก 1-2 ปีข้างหน้า

พร้อมกันนี้ บริษัทยังเตรียมสร้างเกราะป้องกันเพื่อ “รักษาแชมป์ในโซนของตัวเอง” และป้องกันไม่ให้คู่แข่งเข้ามาเจาะพื้นที่โซนยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ พื้นที่บางบัวทอง และพื้นที่เขตปริมณฑลอื่นๆ โดยจะเน้นกลยุทธ์ด้านการบริการลูกค้า ด้านราคาขาย รวมถึงการพัฒนาโครงการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายขึ้น

ส่วนการลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งถือเป็นทิศที่ 3 ที่บริษัทจะเข้าไปลงทุนตามกลยุทธ์ขยายการลงทุนให้ครบ 4 ทิศรอบกรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ลงทุนในทิศตะวันตก คือในพื้นที่บางบัวทอง และทิศตะวันออกคือในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราไปแล้ว ล่าสุดบริษัทเตรียมจะเข้าไปลงทุนในทิศใต้ของกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการต่างๆ และจะต้องเสนอต่อที่ผู้ถือหุ้นสามัญในช่วงเดือนเมษายน 2564 คาดว่าจะสามารถสรุปรายละเอียดได้ในช่วงไตรมาส 2/2564 นี้

นางประวีรัตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินงานในปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะอัตราการเติบโตของรายได้รวมปี 2563 ที่มีโอกาสแตะระดับ 800 ล้านบาท จากปี 2562 บริษัทมีรายได้ 652.67 ล้านบาท โดยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 บริษัทมีรายได้รวมแล้วที่ 497.74 ล้านบาท ขณะที่ช่วงไตรมาส 4/2563 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น บริษัทได้จัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ช่วยการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ส่งผลให้มียอดขาย (Presale) รวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ทำให้ยอดขายในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2563 เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

“ ปี 2563 เป็นปีที่มีความท้าทายในการบริหารงานอย่างมาก บริษัทต้องปรับกลยุทธ์การตลาด ภายใต้วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้เกิดแนวคิดการอยู่อาศัยในรูปแบบใหม่ ภายใต้ EVERYTHING AT HOME ทุกสิ่งเกิดขึ้นที่บ้าน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยชูจุดเด่นเรื่องของ space (พื้นที่ใช้สอย) ที่ให้ได้มากกว่า ทั้งในส่วนของพื้นที่ส่วนกลาง และพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านที่เหนือคู่แข่ง ส่งผลให้ทุกโครงการของคุณาลัย ได้การตอบรับที่ดีและประสบความสำเร็จด้านยอดขายตลอดจนถึงปัจจุบัน” นางประวีรัตน์ปิดท้าย

อ่านประกอบ : กานดา พร็อพเพอร์ตี้ กางแผนรุกอสังหาฯฝ่าโควิดปี 64

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew11 มกราคม 2021
-.png

1min70

อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ กวาดยอดขายปี 63 ไปกว่า 1.7 หมื่นล้าน ดีกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 4 % มั่นใจดีมานด์คอนโดติดรถไฟฟ้าพร้อมอยู่ยังมีต่อเนื่อง

ดร. ชัยยุทธ ชุณหะชา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ว่าตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 จะมีการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทั้งในและต่างประเทศนั้น บริษัทยังทำผลงานเป็นที่น่าพอใจ โดยการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 4/2563 มีสัญญาณการเติบโตที่ดี มียอดขายจำนวน 4,384 ล้านบาท ดีกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 3,712 ล้านบาท ถึง 18% ซึ่งเกินเป้าหมายที่วางไว้ทั้งในส่วนของโครงการคอนโดมิเนียม และโครงการแนวราบ

ส่งผลให้ยอดขายรวมของปี 2563 มีจำนวนกว่า 17,473 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 4% ส่วนใหญ่มาจากการที่บริษัทมุ่งเน้นการขายโครงการพร้อมอยู่ซึ่งบริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียมและโครงการแนวราบที่หลากหลาย รองรับความต้องการของผู้ซื้อได้อย่างทั่วถึงทั้งผู้ซื้อในประเทศ และต่างประเทศ โดยการพัฒนาโครงการในยุค New Normal นี้ จะเน้นในเรื่องของความคุ้มค่าเพื่อสอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค และมาตรการสาธารณสุข เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจเมื่อมีการเยี่ยมชมโครงการของบริษัท

นอกจากนี้ บริษัทสามารถโอนโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 3/2563 ทั้ง 5 โครงการ ต่อเนื่องในไตรมาส 4/2563 คือ โครงการแอชตัน อโศก-พระราม 9 โครงการไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 โครงการไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท อีสต์พอยท์ โครงการไอดีโอ รัชดา-สุทธิสาร และโครงการเอลลิโอ สาทร-วุฒากาศ ภายใต้แนวคิดใหม่เพื่อการใช้ชีวิต “THE NEW ICONIC” โดยทั้ง 5 โครงการข้างต้นจะช่วยผลักดันให้ยอดโอนในไตรมาสที่ 4/2563 สูงที่สุดของปี 2563 ที่ผ่านมา

อ่านประกอบ : การพลิกฟื้นของอสังหาฯไทย และความเคลื่อนไหวของ ‘อนันดา’

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew7 มกราคม 2021
FB-cover-98.png

1min81

บาเนีย สตาร์ทอัพ Prop Tech คว้ารางวัล Best Digital & Innovation จากการให้บริการและพัฒนาระบบประเมินอัจฉริยะ ช่วยลดต้นทุน ลดเวลา และลดค่าใช้จ่ายในการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์

งาน Excellence Service Award 2020 จัดโดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพื่อมอบรางวัลให้กับบริษัทประเมินภายนอกที่ให้บริการด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและ Corporate โดยได้มอบรางวัล Best Digital & Innovation ให้แก่บริษัท บาเนีย (ประเทศไทย) จำกัด จากการร่วมพัฒนาระบบประเมินราคาอัจฉริยะ (IVS :Intelligence Valuation Solution)

Intelligence Valuation Solution เป็นระบบประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ที่นำเทคโนโลยีด้าน AI และ Machine Learning รวมถึงระบบแผนที่ที่เชื่อถือได้มาใช้ในการรวบรวม คัดเลือก เปรียบเทียบ และวิเคราะห์ข้อมูลให้เบื้องต้นแบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยลดเวลาในการดำเนินงาน ลดการซ้ำซ้อนในการหาข้อมูลและการทำรายงาน จึงสามารถลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินให้กับนักประเมินมากขึ้น

ที่สำคัญยังช่วยลดต้นทุนทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และบุคลากรด้วย ตอบโจทย์กลุ่มสถาบันการเงิน บริษัทบริหารสินทรัพย์ และผู้ที่เกี่ยวในการประเมินอสังหาริมทรัพย์ได้เป็นอย่างดี

นางสาวอัญชนา วัลลิภากร ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริหารบริษัท บาเนีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เรามองเห็นว่าสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ ต้องมีการประเมินหลักทรัพย์ ในการให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย และต้องมีการประเมินทรัพย์ทบทวน (หลักทรัพย์ที่อยู่ในพอร์ตการให้สินเชื่อ) ทุก 3 ปี ซึ่งขั้นตอนในการประเมินต้องใช้บุคลากรภายในและบริษัทประเมินภายนอกที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก และยังต้องใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณาที่ครบถ้วน ทำให้ต้นทุนในการดำเนินการประเมินสูง ใช้เวลาในการจัดเก็บข้อมูล และบุคลากรในการดำเนินการจำนวนมาก

“เราเห็นถึง painpoint เหล่านี้ ด้วยความที่เรามีการจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ (Big Data) ทั้งข้อมูลโครงการอสังหาริมทรัพย์กว่า 2 หมื่นโครงการ ข้อมูลบ้านกว่า 3 ล้านหลัง และความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคกว่า 10 ล้านคนที่เข้ามาใช้ระบบ Baania.com พร้อมทีมงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและทีมพัฒนาเทคโนโลยี่

เราจึงได้ออกแบบและพัฒนาระบบการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์อัจฉริยะ (IVS ) ร่วมกับทีมประเมินธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นเครื่องมือในการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์โดยมีข้อมูลประกอบการประเมินที่ครบถ้วน ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้นักประเมินค่าทรัพย์สินสามารถประเมินได้โดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในกรณีทรัพย์ทบทวนทำให้สามารถลดการทำงานจากการต้องลงพื้นที่”

ในอนาคตเราจะพัฒนา IVS ขึ้นไปอีกขั้นให้เป็นระบบอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบเพื่อช่วยลดต้นทุนทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับบุคลากรด้วยในการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อตอกย้ำความเป็นบริษัทสตาร์ทอัพระดับ Series B ที่นำ Big Data & Technology มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้าน Property insight, People insight และ Proximity insight เพื่อให้คนหาบ้านมีข้อมูลและตัดสินใจง่ายขึ้น ขณะเดียวกันผู้พัฒนาอสังหาฯ ก็สามารถวางแผนธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดได้อย่างถูกทิศทาง พร้อมลดต้นทุนในส่วนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวอัญชนากล่าวทิ้งท้ายว่า ในวันนี้บาเนียไม่ได้หยุดอยู่เพียงกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่เราครอบคลุมไปถึงกลุ่มธุรกิจอื่นทั้งสถาบันการเงินอย่าง IVS, กลุ่มธุรกิจประกันภัยที่ทำงานร่วมกับทีคิวเอ็ม(TQM), กลุ่มธุรกิจค้าปลีก และกลุ่มโทรคมนาคมอีกด้วย โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Big Data และเทคโนโลยีของเราจะช่วยให้ประเทศไทยถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีที่ดีขึ้นต่อไป


Warapong Pankaew5 มกราคม 2021
-1.png

1min83

ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ ผู้บริหาร คอนโดลุมพินี ในเครือแอล.พี.เอ็น. รับมือโควิดระบาดรอบใหม่ ประกาศ 12 มาตรการยกระดับการดูแลและการบริหารชุมชนกว่า 200 ชุมชน ภายใต้แนวคิด “ร่วมใจ ห่วงใย แบ่งปัน”

นางสาวสมศรี เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) บริษัทบริหารจัดการชุมชนในเครือ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ไปทั่วประเทศ บริษัทได้ประกาศ 12 มาตรการเพื่อยกระดับการดูแลชุมชนภายใต้การบริหารงานของ LPP ที่มีอยู่ทั้งหมดมากกว่า 200 ชุมชน จำนวนผู้อยู่อาศัยประมาณ 300,000 คน

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในชุมชน และมีส่วนในการตรวจคัดกรองผู้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ โควิด-19 ในชุมชน คอนโดลุมพินี และบ้านลุมพินี และเป็นส่วนหนึ่งในการลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายใต้แนวคิด “ร่วมใจ ห่วงใย แบ่งปัน” โดยนำเอาแนวทาง “D-M-H-T-T: Distancing, Mask Wearing , Hand Washing, Testing, Thai Chana” ของกระทรวงสาธารณสุข มาใช้ในการกำหนดมาตรการเพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับสมาชิกในชุมชน โดย 12 มาตรการ ประกอบด้วย

1. การแบ่งทีมงานบริหารจัดการให้ดูแลชุมชนได้ตลอด 24 ชั่วโมงใน 7 วัน ตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา และต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โดยลดความเสี่ยงการติดเชื้อของทีมงาน เพื่อไม่ให้การบริการสะดุด

คอนโดลุมพินี

2. การบริหารจัดการพัสดุ โดยมีการคัดแยก ตรวจสอบ และส่งมอบ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อในชุมชน

3. การคัดกรองผู้เข้าโครงการอย่างเข้มงวดด้วยการตรวจวัดอุณหภูมิทุกคน จัดทางเข้า-ออก ให้เหลือทางเดียว ขึ้นทะเบียนผู้เข้าพักอาศัยรายใหม่

4. การบริหารพื้นที่ส่วนกลาง โดยควบคุมหรืองดให้บริการในพื้นที่ส่วนกลางที่เป็นจุดเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดอาทิ พื้นที่สันทนาการ สระว่ายน้ำ และควบคุมพื้นที่ในการใช้ลิฟต์โดยสาร รวมถึงการเพิ่มจุดที่นั่งเพื่อเว้นระยะห่าง และการทำความสะอาดพื้นที่ส่วนกลางทุก 1 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อในชุมชน

5. การลดการสัมผัสในการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยการเปิด application LPN Bill Payment เพื่อลดความเสี่ยงในการรับเงินสด ซึ่งทั้งธนบัตรและเหรียญอาจเป็นที่แพร่เชื้อ

6. การรับ-ส่งอาหารและสิ่งของ มีการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับรับ-ส่งอาหารในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกและเว้นระยะห่างระหว่างผู้ส่งอาหารและผู้พักอาศัย เตรียมน้ำยาทำความสะอาดไว้บริการ

7. การคัดแยกขยะปนเปื้อน โดยเพิ่มถังขยะติดเชื้อ เพื่อใช้สำหรับการทิ้งขยะปนเปื้อน อาทิ หน้ากากอนามัย และมีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อขยะติดเชื้อ ก่อนนำไปทิ้งที่ถังรอพักขยะส่วนกลาง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ

8. การเว้นระยะห่าง (Social Distancing) จัดพื้นที่การให้บริการในสำนักงานนิติบุคคลโดยเว้นระยะห่างไม่น้อยกว่า 1 เมตร และทุกพื้นที่ในชุมชน ให้การบริหารจัดการปลอดภัยต่อผู้พักอาศัย

9. มาตรการด้านความสะอาดและความปลอดภัย เน้นการทำความสะอาดลิฟท์โดยสารและจุดสัมผัสต่าง ๆ ทุก 1 ชั่วโมง ทำความสะอาดโต๊ะเก้าอี้ในพื้นที่ส่วนกลาง ทุก 2 ชั่วโมง ทำความสะอาดคีย์การ์ด บัตรผู้เข้ามาในโครงการ (Visitor) และบัตรวางหน้ารถทุกครั้งที่มีการใช้งาน และเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดระยะเวลาการปฏิบัติงาน

10. การฉีดพ่นเพื่อกำจัดเชื้อไวรัส โดยจัดให้มีการฉีดพ่นและเช็ดถูด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อในพื้นที่ส่วนกลาง และกรณีที่พบผู้พักอาศัยติดเชื้อจะมีการจัดการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในห้องชุดที่ผู้ติดเชื้อพักอาศัย และบริเวณโดยรอบ

คอนโดลุมพินี

11. การบริหารการสื่อสารภายในชุมชน มีการประชาสัมพันธ์และรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ LPN Connect ให้เจ้าของร่วมได้รับทราบความเคลื่อนไหวและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งภาพรวมและภายในชุมชน

12. การกำหนดระเบียบและการปฏิบัติตัวของพนักงานผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวดทั้งเรื่องการสวมหน้ากากอนามัย การตรวจวัดอุณหภูมิ และการดูแลพื้นที่ส่วนกลางอย่างเข้มงวดเพื่อลดการแพร่ระบาดในพื้นที่ของชุมชน รวมถึงการจัดให้มีระเบียบ ข้อปฏิบัติเพิ่มเติมตามสถานการณ์อย่างเหมาะสมทันเวลา

นอกจากมาตรการทั้ง 12 มาตรการแล้ว นางสาวสมศรี กล่าวว่า LPP ได้ออกแบบการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยมีระบบสั่งการแบบ Call Tree เพื่อให้การสั่งการเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมี “ทีมฉุกเฉิน” เป็นทีมที่เข้าไปบริหารจัดการพื้นที่กรณีที่ผู้จัดการนิติบุคคลแจ้งมายังทีมบริหารว่า พบผู้ติดเชื้อในชุมชนทันทีที่ได้รับแจ้ง “ทีมฉุกเฉิน” จะดำเนินการควบคุมจัดการพื้นที่เสี่ยงในโครงการตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในพื้นที่ เข้มงวดในการตรวจสอบผู้ที่เข้าในอาคารทุกคน

พร้อมทั้งกำหนดแนวปฏิบัติของแต่ละชุมชนตามผลการตรวจสอบเส้นทาง (Time Line) ที่ผู้ติดเชื้อเดินทางในชุมชนตลอด 7-14 วัน ด้วยการตรวจสอบผ่านทาง CCTV และแจ้งเจ้าของร่วมรับทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโครงการ ซึ่งแผนดังกล่าวจะมีการปรับเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทั้งในชุมชนและตามที่หน่วยงานต่างๆ จะมีประกาศหรือมีคำสั่งออกมาในอนาคต

“ถึงแม้การระบาดในรอบนี้จะกระจายไปในวงกว้าง แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราเรียนรู้และออกมาตรการเพื่อสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับชุมชนและเจ้าของร่วมที่เราดูแลอยู่ เพื่อให้ทุกกิจกรรมการใช้ชีวิตในชุมชนที่เราดูแลเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย เราต้องยอมรับว่าอาจพบผู้ปวยในโครงการของเราที่เกิดจากการเดินทางไปทำงานหรือการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงที่มีการแพร่ระบาดของสมาชิกในชุมชน

แต่ทุกมาตรการที่เราออกมาทั้ง 12 มาตรการ จะทำให้เราสามารถดูแลให้ทุกชุมชนของเราไม่ใช่พื้นที่ที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาด (Super Spreader) ของการแพร่เชื้อดังกล่าว และจะทำให้ทุกคนยังสามารถใช้ชีวิตได้เกือบปกติอย่างปลอดภัยภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะชุมชนที่เราดูแลและมี DNA ของความ “ร่วมใจ ห่วงใย แบ่งปัน” เป็นพื้นฐานที่ชัดเจน” นางสาวสมศรี กล่าว

อ่านเพิ่มเติม : เฟรเซอร์ส ส่งหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อโควิด-19 ในโครงการ

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew30 ธันวาคม 2020
FPT-นำนวัตกรรมหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19-ด้วยรังสี-UVC-2.jpg

1min119

บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้นำนวัตกรรมหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยรังสียูวี-ซี หรือ UV-disinfecting autonomous mobile robots (AMRs) มาใช้ในโครงการของเฟรเซอร์ครอบคลุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในระยะที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

สำหรับหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยรังสียูวี-ซี เป็นผลงานของ บริษัท พีบีเอ โรบอทิคส์ (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติครบวงจร ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย และ พีบีเอ กรุ๊ป ประเทศสิงคโปร์ ได้รับการออกแบบให้ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ เพื่อใช้ฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมถึงไวรัสและแบคทีเรียชนิดอื่นที่แพร่กระจายทางอากาศ (airborne) และทางละอองฝอยขนาดใหญ่ (droplets) ในทุกพื้นที่ตามที่กำหนด โดยมีประสิทธิภาพการกำจัดเชื้อโรคที่สูงถึง 99.90% ซึ่งมีความปลอดภัยอย่างมาก เพราะการฆ่าเชื้อไวรัสด้วยรังสียูวี-ซีจะไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างใดๆ ในพื้นที่

นอกจากนี้ ด้วยการทำงานของหุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติ จะทำให้ลดการพึ่งพาแรงงานสำหรับการฆ่าเชื้อแต่ละครั้ง ตลอดจนช่วยส่งเสริมความปลอดภัยให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ให้ปลอดภัยจากรังสียูวี-ซี เพราะหุ่นยนต์สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง

เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ได้นำหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยรังสียูวี-ซี มาใช้งานเพื่อลดความเสี่ยงและยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยที่โครงการ เดอะ แกรนด์ พระราม 2 พื้นที่ของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในบางพลี รวมถึงพื้นที่ของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรม ได้แก่ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ และ อาคารสำนักงานมิตรทาวน์ ออฟฟิศ ทาวเวอร์

ทั้งนี้ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้แก่ลูกบ้าน ผู้เช่า ผู้ใช้บริการศูนย์การค้า และพนักงาน โดยจะยังคงเฝ้าระวังและติดตามผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างใกล้ชิด ซึ่งการได้รับความร่วมมือจาก พีบีเอ โรบอทิคส์ (ประเทศไทย) ทำให้เรามีเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เผชิญอยู่ พร้อมทั้งยังช่วยส่งเสริมความสามารถในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในระดับที่สูงให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทด้วย


Warapong Pankaew29 ธันวาคม 2020
FB-cover-97.png

1min102

ธอส. ออก 4 มาตรการ แก้ปัญหาสินเชื่อบ้านของตำรวจ 4,000 ล้านบาท

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ได้ร่วมลงนามข้อตกลง (MOU) ว่าด้วย “ความร่วมมือในโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการตำรวจและลูกจ้างประจำ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ร่วมกับ พลตำรวจเอกสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจัดทำขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ข้าราชการตำรวจและลูกจ้างประจำ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีปัญหาหนี้สิน และป้องกันการมีภาระหนี้สินเพิ่มจนเกินกำลังความสามารถในการชำระหนี้ผ่านแนวทางต่างๆ

ทั้งนี้ ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2563 ธอส. มีลูกค้าของธนาคารที่ใช้สิทธิสวัสดิการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 39,493 บัญชี เงินต้นคงเหลือประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยเป็นลูกหนี้ที่มีปัญหาในการผ่อนชำระ รวมถึงมีสถานะทางกฎหมายประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่ง ธอส. พร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับ สตช. พิจารณาแนวทางการช่วยเหลือลูกค้าใน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.การปรับโครงสร้างหนี้ 2.การลดดอกเบี้ย 3.การขยายเวลาชำระหนี้ และ 4.การผ่อนปรนการชำระหนี้ โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่าน Application : GHB ALL ในเดือนมกราคม 2564


Warapong Pankaew15 ธันวาคม 2020
FB-cover.jpg

1min188

เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง รุกธุรกิจ Wellness Care เปิดศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพและดูแลผู้สูงอายุ ศิริอรุณแคร์ สาขาที่ 2 ที่อุบลราชธานี

นายแพทย์สมเชาว์ ตันฑเทอดธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการเปิดศูนย์ศิริอรุณแคร์ สาขาอุบลราชธานี ว่า เนื่องจากการเติบโตของธุรกิจสุขภาพ Wellness Care ในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ เป็นเมืองที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจในหลายด้าน และกำลังจะพัฒนาเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมใหม่ ในภูมิภาคเขตอีสานใต้ ในเร็ววันนี้ บริษัทจึงร่วมกับพันธมิตรทางการแพทย์ รุกเข้าสู่ธุรกิจ Wellness Care ที่จังหวัดอุบลราชธานี

สำหรับศิริอรุณแคร์ เปิดให้บริการ 2 สาขาที่กรุงเทพฯ และล่าสุดที่อุบลราชธานี เป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพและดูแลผู้สูงอายุ ที่มีมาตรฐานและทันสมัย ภายใต้แนวคิด Vacation Time สร้างสรรค์บรรยากาศของการเข้าใช้บริการพักฟื้นให้เหมือนการไปพักผ่อนในวันหยุด มีความผ่อนคลายเป็นธรรมชาติ ทุกพื้นที่ภายในโครงการถูกออกแบบให้มีความปลอดภัย และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแบบครบครัน สามารถแบ่งเบาความกังวลใจของครอบครัวและญาติให้หายกังวล มีการรองรับการบริการครบวงจรเรื่องสุขภาพ อาทิ

– ดูแลผู้อยู่ในระยะพักฟื้น ภายหลังออกจากโรงพยาบาลทุกช่วงวัย (หลังผ่าตัด, รอตรวจเฉพาะทาง, รอพบแพทย์ตามนัด)
– ดูแลผู้มีความผิดปกติทางสมอง ในระยะพักฟื้น (อุบัติเหตุ, สมองเสื่อม, อัลไซเมอร์, เส้นเลือดในสมองตีบ และสาเหตุอื่นๆ)
– ดูแลผู้อยู่ในระยะพักฟื้นในระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง เบาหวาน ความดัน
– ฟื้นฟูสุขภาพกาย และใจ ทุกช่วงวัย ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ช.ม.
– ดูแลผู้สูงอายุ ที่ต้องการใช้บริการอย่างใกล้ชิด เป็นพิเศษ
– ผู้ที่สุขภาพดีแต่อยู่ในช่วงของการตรวจพิเศษ หรือรักษาเฉพาะทาง
– ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือไม่มีโรคประจำตัวแต่มีอาการอ่อนเพลีย ต้องการการพักผ่อน โดยอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชม. (ไม่ถึงขั้นต้องใช้บริการระดับโรงพยาบาล)
บริการแบบไป-กลับ (รายสัปดาห์ | รายเดือน) และบริการแบบอยู่ประจำ ( รายสัปดาห์ | รายเดือน)

นายแพทย์สมเชาว์ กล่าวต่อว่า พันธมิตรทางการแพทย์ของศิริอรุณแคร์มีความเชี่ยวชาญ และมากด้วยประสบการณ์ในธุรกิจการแพทย์ Wellness พร้อมทั้งทีมสหสาขาวิชาชีพ อาทิ แพทย์, พยาบาล นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และพนักงานผู้ช่วยทางการพยาบาล ซึ่งผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติทุกคน ด้วยปณิธานอันมุ่งมั่น “ฟื้นฟูสุขภาพกายและใจ คืนความสดใส ให้คนสำคัญของคุณ” ทุกพื้นที่ภายในโครงการถูกออกแบบให้มีความปลอดภัย และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแบบครบครัน ตัวอาคารออกแบบโดยเน้นหลักอารยสถาปัตย์ พื้นที่ใช้งาน 1,200 ตารางเมตร สถานที่กว้างขวาง มีความสะดวกสบาย มีสระวารีบำบัดเหมาะแก่การฟื้นฟูสุขภาพ


Warapong Pankaew25 พฤศจิกายน 2020
S__62529756-1280x852.jpg

1min153

สิวารมณ์ ขน 7 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 3,600 ล้านบาท จัดแคมเปญ “สิวารมณ์ เปย์ เดย์ กับเป้ อารักษ์ 28-29 พ.ย. นี้” ลดสูงสุดกว่า 1 ล้านบาท พร้อมช่วยผ่อนสูงสุด 60 เดือน ส่งท้ายปี 63 หวังดันยอดขายรวมปีนี้แตะ 2,000 ล้านบาท ยอดโอนกรรมสิทธิ 1,400 ล้านบาท และปิดการขาย 2 โครงการ ภายในปีนี้

นายอรรถปวิทย์ มโนธรรมรักษา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมซัน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในช่วงโค้งสุดท้ายไตรมาส 4/2563 ด้วยการจัดแคมเปญ “สิวารมณ์ เปย์ เดย์ กับเป้ อารักษ์ ในวันที่ 28-29 พ.ย.นี้”

โดยนำบ้านหรู สไตล์ อเมริกันคอทเทจ หลายทำเลมาลดราคาสูงสุดกว่า 1 ล้านบาท พร้อมรับข้อเสนอช่วยผ่อน 60 เดือน โดยใช้ “เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ” เป็นพรีเซ็นตอร์ ในการนำเสนอภาพลักษณ์ของโครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า ที่ต้องการซื้อที่พักอาศัย ทำเลใกล้เมืองและแหล่งอำนวยความสะดวก ในการใช้ชีวิต มีพื้นที่ส่วนกลาง ขนาดใหญ่ สามารถรองรับกิจกรรมของลูกบ้านได้อย่างเต็มที่ โดยหวังสร้างยอดขายสวนกระแสในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

สำหรับโครงการที่นำมาร่วมแคมเปญ เป็นโครงการบ้านที่เปิดขายพร้อมโอนกรรมสิทธิจำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวม 3,600 ล้านบาท ประกอบด้วย

1.สิวารมณ์ เนเจอร์ พลัส ท่าข้าม-พระราม 2 บ้านเดี่ยว และ ทาวน์โฮม พร้อมพื้นที่ส่วนกลางกว่า 4 ไร่ จากราคา 4.24 ล้านบาท เหลือเพียง 2.99 ล้านบาท

2.สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส (สุขุมวิท-บางปู) บ้านแฝดและทาวน์โฮมหรู 4 นอนใหญ่ ติดถนนสุขุมวิท ใกล้รถไฟฟ้า ตรงข้ามสถานตากอากาศบางปูจากราคา 3.09 ล้านบาท เหลือเพียง 2.59 ล้านบาท

3.สิวารมณ์ ปาร์ค สุขุมวิท-บางปู บ้านเดี่ยวหรู ติดถนนใหญ่ ใกล้ โรงพยาบาลรามาฯ จากราคา 4.59 ล้านบาท เหลือเพียง 3.49 ล้านบาท

4.สิวารมณ์ ซิตี้ (นิคมพัฒนา-ระยอง)บ้านเดี่ยวและ บ้านแฝด ทาวน์โฮม ติดถนนใหญ่ ใกล้ นิคมเหมราช, นิคมมาบตาพุด จากราคา 1.7 ล้านบาท เหลือเพียง 1.09 ล้านบาท

5.ศรีราชา ฮิลล์ไซต์ ทาวน์ (ติดสุขุมวิท) บ้านหรู 4 นอนใหญ่ ติดถนนใหญ่ ใกล้ นิคม แหลมฉบัง, ห้างโรบินสัน แปซิฟิก ปาร์ค, ม.เกษตร ศรีราชา จากราคา 4.7 ล้านบาท เหลือเพียง 3.79 ล้านบาท

6.เอ็มไลฟ์ (บางนา-ลาดกระบัง) ทาวน์โฮม 4 นอนใหญ่ และโฮมออฟฟิศ ตรงข้าม King Power วัดศรีวารีน้อย ใกล้ทางด่วน 2 สายและสนามบินสุวรรณภูมิ
จากราคา 2.56 ล้านบาท เหลือเพียง 2.19 ล้านบาท

7. เอ็มเวนิว (เวสเก็ต-บางใหญ่) บ้านหรู 4 ห้อนใหญ่ ใกล้รถไฟฟ้า เซ็นทรัลเวสเก็ต หลังสุดท้ายก่อนปิดโคงการ เพียง 3.99 ล้านบาท

โดยคาดว่าการจัดแคมเปญดังกล่าวจะสามารถทำยอดขายได้ 300 ล้านบาท และสร้างยอดขายรวมที่ 2,000 ล้านบาท ยอดโอนกรรมสิทธิ 1,400 ล้านบาท พร้อมปิด 2 โครงการ ได้ภายในปีนี้

เปิดให้ผู้สนใจลงทะเบียนแล้ววันนี้ที่ FB : SIVAROM หรือ โทร. 02 295 3397 และสามารถเข้าเยี่ยมชมโครงการได้ทุกวัน ตั้งแต่เวล 9.00-18.00 น.


Warapong Pankaew29 ตุลาคม 2020
2.-The-City-Sathorn-Kallapapruek.jpg

1min196

‘สมาร์ท’ ย้ำ 3 กลยุทธ์ รุกพันธกิจเพิ่มมูลค่า รักษาคุณค่า ดูแลทุกการอาศัยในโครงการอสังหาฯ ขณะที่กูรูการลงทุนชื่อดัง ฟลุ๊ก-เกริกพล ชี้ บริษัทบริหารจัดการอสังหาฯ คือ ตัวแปรสำคัญของความคุ้มค่าในการลงทุน

นายเมธา รักธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สมาร์ท เซอร์วิส แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ในเครือเอพี กล่าวว่า กลยุทธ์การบริหารจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท ให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก ได้แก่

PEOPLE ครอบคลุมความเข้าใจผู้อยู่อาศัยในโครงการ

PLACE การบริหารจัดการโครงการให้สามารถรักษาคุณค่าและสร้างประโยชน์ได้สูงสุด

PROCESS การออกแบบระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องไปกับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย

ควบคู่ไปกับการพัฒนาปรับปรุงโครงการและจับมือกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ เพื่อเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายให้กับลูกบ้านทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งในปีนี้สมาร์ทประสบความสำเร็จในการลดค่าใช้จ่ายให้กับลูกบ้านไปแล้วกว่า 9 ล้านบาทผ่านทางกิจกรรมต่างๆ ที่สมาร์ทคัดสรรมาเป็นพิเศษเพื่อลูกบ้าน

นอกจากนี้ บริษัทยังมี SMART WORLD แพลตฟอร์มที่เป็นสื่อกลางที่จะช่วยให้การบริหารจัดการสินทรัพย์เป็นไปได้อย่าง real time และครบวงจร ทำให้เราสามารถ EMPOWER LIVING หรือมอบคุณภาพการใช้ชีวิตที่ปรารถนาให้กับลูกค้าของเราได้อย่างดีที่สุด

“ที่อยู่อาศัยถือเป็นการลงทุนครั้งสำคัญของชีวิต เพราะส่งผลสำคัญกับความสุขสบาย ความมั่นคง และมั่งคั่งของผู้เป็นเจ้าของ การได้รับมอบหมายให้ดูแลบริหารจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นเกียรติและได้รับความไว้วางใจอย่างสูงสุด บริษัทจึงมุ่งมั่นในการดูแลรักษาสินทรัพย์นั้นๆ เสมือนเราเป็นเจ้าของ ทีมงานสมาร์ทพร้อมทำหน้าที่รักษาคุณค่า รวมถึงต่อยอดสร้างมูลค่าสินทรัพย์ให้กับเจ้าของกรรมสิทธิ์อย่างเต็มความสามารถ ปัจจุบันมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ไว้วางใจให้ดูแลบริหารแล้วกว่า 266 โครงการ รวมกว่า 72,000 ครัวเรือน” นายเมธากล่าว

ด้านนายเกริกพล มัสยวาณิช นักลงทุนชื่อดัง กล่าวว่า “จากประสบการณ์การลงทุนด้านอสังหาฯ ของผม การดูแลให้พื้นที่ต่างๆ ทั้งส่วนกลาง สวน และงานดีไซน์ยังคงความงดงามแม้เวลาผ่านไป จะช่วยคงคุณค่าและเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์ของเราได้ในระยะยาว ดังนั้นการเลือกบริษัทบริหารจัดการอสังหาฯ ที่มีชื่อเสียงที่ดีและความเป็นมืออาชีพจึงมีความสำคัญยิ่ง โดยจะเป็นตัวแปรสำคัญในการเพิ่มหรือลดมูลค่าสินทรัพย์ของเราได้

นอกจากนี้ ความสะดวกรวดเร็วในการติดต่อสื่อสารระหว่างตัวผู้เป็นเจ้าของ ผู้เช่า และนิติบุคคล ในแบบ real time ทั้งในเวลาปกติและยามเมื่อเกิดปัญหามีความสำคัญมาก และจะส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้เช่า หรือหากเราอยู่อาศัยเองก็เช่นกัน การนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ เช่น แพลตฟอร์มออนไลน์ SMART WORLD ผสานกับการบริหารจัดการโครงการที่มีประสิทธิภาพ มีความสำคัญไม่แพ้กันสำหรับผม

เพราะจะทำให้สามารถได้รับการดูแลช่วยเหลือแบบทันท่วงที อีกทั้งยังสามารถรับข้อมูลที่อัพเดท พร้อมคอยเตือนในเรื่องสำคัญๆ ด้านที่อยู่อาศัย จึงช่วยอำนวยความสะดวกได้อย่างครบวงจร เป็นการช่วยรักษาคุณค่าและเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์ของเราได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”


Warapong Pankaew14 ตุลาคม 2020
pic-01-1280x653.jpg

1min231

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เปิดตัวแบบบ้านใหม่ Modern Oriental Series 2021 ปรับพื้นที่ภายในให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตภายในบ้านมากขึ้น 

นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เปิดเผยว่า สถานการณ์ปัจจุบันผู้คนตระหนักถึงความสำคัญกับการใช้ชีวิตภายในบ้านมากขึ้น โดยมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ทั้งด้านการใช้ชีวิตทั่วไป การทำงาน รวมถึงการเลือกทำกิจกรรมต่างๆ ภายในบ้านมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อแนวโน้มการตัดสินใจในการเลือกซื้อบ้าน ทำให้ลูกค้าให้ความสำคัญกับขนาดพื้นที่ใช้สอยและมีความต้องการด้านฟังก์ชั่นที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นเพื่อการรองรับกับความต้องการของลูกค้าที่ปรับเปลี่ยน บริษัทจึงได้พัฒนาแบบบ้านรุ่นใหม่ Modern Oriental Series 2021 ในโครงการเพอร์เฟค เพลส ในแนวคิด New Space for Happiness เพื่อสร้างพื้นที่ความสุขให้เกิดขึ้นภายในบ้านได้มากที่สุด เน้นการจัดวางพื้นที่ใช้สอยที่มีหลากหลายฟังก์ชั่น โดยมีจุดเด่น 5 รูปแบบ ได้แก่

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค

 

  • Space for Creation การปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามความต้องการ เช่น เปลี่ยนห้องอเนกประสงค์เป็นห้องทำงานแบบ Work from Home หรือห้องพักผ่อนผู้สูงอายุ

  • Space for Healthy Living การปรับพื้นที่อเนกประสงค์ชั้น 2 เป็นพื้นที่ออกกำลังกายภายในบ้าน หรือพื้นที่สวนที่สามารถทำงานอดิเรก เช่น การปลูกพืชผักสวนครัวหรือปลูกดอกไม้

  • Space for Collection มุม Walk in Closet ที่กว้างขวางมากขึ้น สามารถ จัดเป็นมุมของสะสม

  • Space for Care การเพิ่มพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างภายในบ้านและสวนให้ผู้อยู่อาศัยได้ใกล้ชิดธรรมชาติ

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค

 

  • Space for Family Activity พื้นที่ที่พร้อมรองรับทุกกิจกรรมของครอบครัวและยังคงให้บรรยากาศการอยู่อาศัยที่สามารถเว้นระยะได้อย่างเป็นสัดส่วนและมีความเป็นส่วนตัว

สำหรับแบบบ้าน Modern Oriental Series 2021 ดีไซน์สวยทันสมัยจากสไตล์โมเดิร์นผสมกับความเป็นธรรมชาติ และยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจด้านสุขอนามัยได้มากยิ่งขึ้นด้วย Smart AIRflow System ซึ่งเป็นนวัตกรรมระบบระบายอากาศ สามารถช่วยลดอุณหภูมิ ความอับชื้น แบคทีเรีย รวมถึงฝุ่นละออง เพิ่มคุณภาพอากาศที่ดีให้แก่ผู้อยู่อาศัย พร้อมด้วยความสะดวกในการใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นได้จากโทรศัพท์มือถือ

ทั้งนี้ แบบบ้านรุ่นใหม่มีพื้นที่ใช้สอยขนาดตั้งแต่ 158-245 ตารางเมตร พร้อมเปิดตัวในโครงการเพอร์เฟค เพลส บน 5 ทำเล ได้แก่ แจ้งวัฒนะ/รังสิต-ทางด่วนบางพูน/รัตนาธิเบศร์-สถานีไทรม้า/สุขุมวิท 77-สุวรรณภูมิ/พระราม 9-กรุงเทพกรีฑา ในราคาพิเศษเริ่ม 6.29-12 ล้านบาท



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME