fbpx

หมวดหมู่: Real Society
ภาพจาก dreamhomefinancing.com

Warapong Pankaew2 สิงหาคม 2021
-3.png

1min16

ธอส.มอบ 5 แสนบาท สนับสนุนโครงการ “อว.พารอด” ช่วยผู้ป่วยโควิดที่รักษาตัวอยู่ที่บ้าน

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จนส่งผลให้เตียงสำหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยในสถานพยาบาลมีไม่เพียงพอ จึงทำให้เกิดแนวทางการแยกตัวที่บ้าน (Home Isolation) และการแยกกักตัวในชุมชน (Community Isolation)

เพื่อรองรับผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มสีเขียวที่ไม่มีอาการแสดง หรือแสดงอาการเพียงเล็กน้อย ทำให้ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้มีนโยบายให้จัดทำโครงการ “อว.พารอด” โดย อว. และหน่วยงานพันธมิตร ได้ระดมจิตอาสา รวมถึงผู้ป่วยโควิด-19 ที่หายดีแล้ว มาเสริมการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์

ด้วยการโทรศัพท์ให้ข้อมูลการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่อยู่ใน Home Isolation และ Community Isolation รวมทั้งจะมีการส่ง “กล่อง อว. พารอด” ที่มียาสมุนไพรและอุปกรณ์ที่จำเป็นเพิ่มเติมจากที่โรงพยาบาลมีให้ โดยจะเริ่มนำร่องกับผู้ป่วยที่อยู่ในการดูแลของโรงพยาบาลในเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) ภายใต้ อว. ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา

ธอส.ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ และจิตอาสาที่ปฏิบัติหน้าที่ในโครงการดังกล่าว โดย ดร.กิริฎา เภาพิจิตร กรรมการธนาคาร ในฐานะประธานกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CG&CSR) ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง กรรมการธนาคาร พร้อมด้วย ผู้บริหารธนาคาร ร่วมกันเป็นผู้แทนธนาคาร มอบเงินสนับสนุนโครงการ “อว.พารอด” จำนวน 500,000 บาท โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นผู้รับมอบ

สำหรับกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนช่วยเหลือสังคมไทยสู้ภัยโควิด-19 ที่ ธอส.ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง มูลค่ารวมกว่า 6 ล้านบาท อาทิ การจัดซื้อเครื่องฮีโมเปอร์ฟิวชั่นใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 การจัดสร้างไอซียูสนาม จัดหาเก้าอี้นั่งจุดพักคอย พร้อมเสื้อทีมของโรงพยาบาล รวมถึงสนับสนุนน้ำดื่มธนาคารกว่า 200,000 ขวด และหน้ากากอนามัยพร้อมสายคล้อง ให้หน่วยงานสำคัญต่าง ๆ อาทิ สถานพยาบาล สถานศึกษา และสถานที่ให้บริการฉีดวัคซีน เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร


Warapong Pankaew2 สิงหาคม 2021
3-1-1280x853.jpg

1min18

ศุภาลัย ผนึกทรู เฮลท์ แพลตฟอร์มด้านสุขภาพ ส่งบริการเพื่อสุขภาพดีให้ลูกบ้านถึงที่ด้วยระบบออนไลน์

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจยักษ์ใหญ่ บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด กับแพลตฟอร์มดูแลสุขภาพอัจฉริยะ ทรู เฮลท์ บริการให้คำปรึกษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สร้างความสะดวกสบาย และตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์คนเมืองในปัจจุบัน

บริษัทเล็งเห็นความสำคัญเรื่องสุขภาพกาย และสุขภาพใจของลูกบ้านในสถานการณ์ปัจจุบันที่ระบบสาธารณสุขอาจไม่เอื้ออำนวยความสะดวกให้ใช้บริการที่โรงพยาบาลได้ จึงจัดบริการ “ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ผ่านแอปฯ True Health สบายกาย สบายใจ เหมือนมีหมอมาเป็นเพื่อนบ้าน” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยตอบโจทย์ในสถานการณ์อันยากลำบากในช่วงโควิด -19 ผ่านสมาร์ทโฟนทั่วไป

 

สำหรับลูกบ้านที่อยากจะพูดคุยตรวจสุขภาพกับคุณหมอโดยไม่ต้องเดินทาง เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ ประเดิมโครงการแรกที่ ศุภาลัย ริวา แกรนด์ คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอนฯริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนที่จะต่อยอดไปสู่โครงการต่างๆ ของศุภาลัยต่อไป โดยลูกบ้านสามารถปรึกษาแพทย์ผ่านแอปฯ ทรู เฮลท์ ฟรี! (2 สิทธิ์/ห้องชุด) พร้อมบริการส่งยาฟรี และสามารถใช้งานเครื่อง Body Analyzer ที่สามารถวิเคราะห์ร่างกายได้อย่างแม่นยํา เพื่อการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องที่ฟิตเนสโครงการ

นอกจากนี้ ยังมอบโค้ดส่วนลดพิเศษ 10% สำหรับลูกบ้านศุภาลัยทั่วประเทศ จากแอปฯ Supalai Sabai เมื่อปรึกษาแพทย์ผ่านแอปฯ ทรู เฮลท์ เพื่อส่งต่อบริการสุขภาพดีให้ครอบครัวศุภาลัย โดยเริ่มแคมเปญพิเศษนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2564-31 ก.ค.2565 สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line ID : @truehealthofficial (https://lin.ee/l0EXnfq) หรือ โทร.1720


Warapong Pankaew2 สิงหาคม 2021
LIFE-Sathorn-Sierra-1-1280x673.jpg

1min18

เอพี ไทยแลนด์ เดินหน้าจัดแคมเปญพิเศษ LOCK LOCK LOCK ล็อกทุกความคุ้ม ปล่อยราคาดีที่สุด ส่งคอนโด 3 ทำเลเด็ดแนวรถไฟฟ้า กับดีลพิเศษ “คลิก-จอง-จ่าย-จบ” จองเพียง 1,990 บาท ผ่อนดาวน์เริ่มต้น 1,990 บาทต่อเดือน ฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน จัดเต็มของแถมยกห้องสูงสุด 700,000 บาท พร้อมส่วนลดเป็นล้านและ On-Top สูงสุด 50,000 บาท

นางสาวกมลทิพย์ บำรุงชาติอุดม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัทเอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอพียังพบสัญญาณบวกจากดีมานด์ที่มองหาคอนโดใหม่และคอนโดพร้อมอยู่ต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3 เอพีจึงได้จัดแคมเปญพิเศษ LOCK LOCK LOCK ล็อกทุกความคุ้ม นำร่องแรกส่งคอนโด 3 ทำเลไฮไลท์ติดแนวรถไฟฟ้า โดยมอบข้อเสนอพิเศษแบบจัดเต็ม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ทั้งแพ็คเกจราคา ดีลพิเศษ และส่วนลด ON TOP ต่างๆ

ประกอบด้วย โครงการ LIFE อโศก-พระราม 9 (คอนโดพร้อมอยู่) ราคาเริ่มต้น 3.1 ล้านบาท โครงการ LIFE สาทร เซียร์รา ราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท และ ASPIRE เอราวัน ไพร์ม ราคาเริ่มต้น 1.75 ล้านบาท

พร้อมดีลพิเศษจอง 1,990 บาท ผ่อนดาวน์เริ่ม 1,990 บาทต่อเดือน ฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน พร้อมของแถม WELCOME HOME สูงสุด 700,000 บาท พร้อมส่วนลดเป็นล้าน และ On-Top สูงสุด 50,000 บาท ตั้งแต่วันนี้-31 สิงหาคม 2564

นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถจองห้องชุดผ่านดิจิทัลแพล็ตฟอร์มหลัก ONE CLICK NEW HOME หรือ LINE Official Account ของโครงการที่เข้าร่วม เพื่อเยี่ยมชมและจองคอนโดเอพีได้อย่างสะดวกและปลอดภัย เสมือนเยี่ยมชมโครงการจริง ผ่านฟีเจอร์ TOURLiVE ชมโครงการ ห้องจริง วิวจริง บรรยากาศจริงทั้งเวลากลางวันและกลางคืน ฟีเจอร์ BOOKLiVE จองห้องชุดได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง และการการันตี HOTPRiCE ราคาที่ดีที่สุดพร้อมส่วนลด ON TOP พิเศษ

“เอพีมั่นใจว่าแคมเปญ LOCK LOCK LOCK ล็อกทุกความคุ้ม ปล่อยราคาดีที่สุด จะเป็นอีกหนึ่งแคมเปญที่โดนใจและตอบโจทย์ลูกค้าในช่วงเวลานี้ ทั้งความคุ้มค่า และปลดล็อกทุกความกังวลในสถานการณ์การแพร่ระบาด พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเอ็มพาว์เวอร์ลูกค้า ผ่านการเดินหน้าสร้างสรรค์และส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ พร้อมช่วยเหลือสังคมรวมถึง Ecosystem ของวงการธุรกิจ ให้สู้ไปด้วยกัน ไม่หยุดดูแลกัน และก้าวฝ่าวิกฤตินี้ไปด้วยกัน” นางสาวกมลทิพย์ กล่าวปิดท้าย


Warapong Pankaew30 กรกฎาคม 2021
-1-1.png

1min24

บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) พร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมให้ความช่วยเหลือแก่สังคมไทยจากสถานการณ์โควิด-19 โดยการส่งมอบน้ำดื่มจำนวน 10,000 ขวด เพื่อสนับสนุนการทำงานและเป็นกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนการแจกจ่ายให้กับประชาชนที่เข้ามารับบริการ ฉีดวัคซีนในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ด้วย ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ


Warapong Pankaew28 กรกฎาคม 2021
-พัฒนาการ-เมเจอร์.png

1min49

เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ วาง 3 กลยุทธ์ Building A Stronger Now ฝ่าวิกฤติโควิดครึ่งปีหลัง สร้างความเข็มแข็งองค์กร ดูแลคู่ค้า-ลูกค้า ศึกษาพฤติกรรมลูกค้า เจาะหาตลาดใหม่

นางสาวเพชรลดา พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทกำลังเร่งเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งจากภายในสู่ภายนอก ภายใต้กลยุทธ์ “Building A Stronger Now” ปรับตัวและพัฒนาทิศทางการทำงานของทุกองคาพยพในองค์กร เพื่อให้องค์กร พนักงาน พันธมิตร ลูกบ้าน ตลอดจนลูกค้าใหม่ ยังสามารถก้าวไปได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ภายใต้ทุกความท้าทายในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

“ภาพรวมเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังยังคงได้รับแรงกดดันอย่างมากจากโควิด-19 ทุกธุรกิจและอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน สิ่งที่เราต้องทำคือ ทำให้มากกว่า ทำให้แกร่งกว่า วางแผนพร้อมรับ Worst-case scenario ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้เราสามารถควบคุมความไม่แน่นอนเหล่านั้นและรับมือทุกสถานการณ์ได้อย่างแข็งแกร่ง และไม่ใช่แค่ทำให้องค์กรแข็งแกร่งขึ้น เราต้องช่วยพนักงาน ช่วยพันธมิตร ช่วยลูกบ้าน ช่วยลูกค้า ช่วยผู้เกี่ยวข้องกับองค์กรในทุกส่วนให้แกร่งขึ้นไปด้วย เพื่อให้ทุกคนรอดพ้นจากความท้าทายครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” นางสาวเพชรลดา กล่าว

สำหรับกลยุทธ์ Building A Stronger Now ประกอบด้วยการปรับตัวและพัฒนาการทำงานภายใต้ 3 แกนหลัก ได้แก่

1.Stronger Move เดินหน้าองค์กรให้แกร่งกว่าเดิมและเข้ากับสถานการณ์ เริ่มต้นจากด้านการพัฒนาโครงการ ด้านการพัฒนาโครงการ ปรับแผนในช่วงไตรมาส 4/2564 เน้นการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวแทนคอนโดมิเนียม โดยปรับจากแผนเดิมที่มีบ้านเดี่ยว 1 โครงการและคอนโดมิเนียม 2 โครงการ สู่การพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว 2 โครงการและคอนโดมิเนียม 1 โครงการแทน

ด้านการตลาด เร่งจับมือพันธมิตรเพื่อเพิ่มช่องทางการขายใหม่ๆ และกระตุ้นให้ผู้บริโภคเข้าถึงโครงการของเครือเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่ายขึ้น อาทิ การเยี่ยมชมโครงการแบบ 360 Virtual Tour ภายใต้ Major Private Tour และจัดโปรโมชั่นกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

ด้านการเงิน เร่งสำรองเงินสด และสินเชื่อพร้อมใช้ ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจให้พร้อมรับมือความท้าทาย พร้อมทั้งได้เตรียมการในการจ่ายคืนหุ้นกู้ในปีนี้ให้ครบถ้วน

ด้านการกระจายความเสี่ยง เร่งเดินหน้าธุรกิจใหม่ๆ ให้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ HealthScape ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นผู้พัฒนารูปแบบการใช้ชีวิต (Lifescape Developer) คาดว่าจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ภายใต้ธุรกิจ HealthScape ในช่วงปลายไตรมาส 3/2564 นี้

2.Stronger Community ดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครือเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ทุกส่วนให้แข็งแกร่งกว่าเดิม ทั้งกลุ่มพนักงาน พันธมิตร ตลอดจนลูกบ้าน โดยออกแคมเปญ We’ve got your back เข้าไปดูแลให้ความช่วยเหลือผู้เกี่ยวข้องในด้านชีวิตความเป็นอยู่ อาทิ การเปิดให้ลูกบ้าน พนักงาน ครอบครัว คู่ค้า สามารถร่วมจองวัคซีนทางเลือกผ่านบริษัท การจัดส่งอาหารและของใช้จำเป็นไปมอบให้ผู้รับเหมาและแคมป์คนงาน

รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ลูกบ้านสามารถโปรโมทร้านค้าของตัวเองได้บน Official Facebook Fanpage ของ Major Development การมอบพริวิเลจดูแลทั้งลูกบ้านและสัตว์เลี้ยงให้ครอบคลุมความเป็น Pet-friendly residences ขณะเดียวกัน เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน มอบ Financial Solution ดูแลทั้งลูกบ้านเดิมและลูกค้าใหม่

3.Stronger Life Journey เร่งศึกษาแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค และ Customer Journey ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงโควิด-19 เพื่อมาพัฒนาสินค้าและบริการทั้งในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซูรีและกลุ่มธุรกิจใหม่ให้ตอบโจทย์ทุกห้วงเวลาชีวิตของผู้บริโภคในอนาคต

นางสาวเพชรลดา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทยังคงรักษาขีดความสามารถในการดำเนินการได้อย่างดี มี Backlog ณ สิ้นไตรมาส 2/2564 รวม 4,635 ล้านบาท และสามารถปิดการขายได้ถึง 3 โครงการ ในที่นี่รวมไปถึงโครงการมอลตัน ไพรเวท เรสซิเดนซ์ สุขุมวิท 31 ที่ปิดโครงการได้ภายในเวลาเพียง 1 ปี รวมถึงการก่อสร้างและทยอยโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการเมทริส พัฒนาการ-เอกมัย ที่ทำได้ตามเป้าหมาย

ขณะเดียวกัน มาตรการปิดแคมป์คนงาน ในช่วงเดือน ก.ค. ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานภาพรวมของบริษัทมากนัก เนื่องจากปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างเพียงไม่กี่โครงการ เช่น โครงการมิวนีค หลังสวน ซึ่งเดิมก่อสร้างมาได้เร็วกว่าแผนงาน และน่าจะส่งมอบได้ตามกำหนดการ

การเดินหน้ากลยุทธ์ Building A Stronger Now จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ต่อยอดการดำเนินงานของบริษัทให้แข็งแกร่งขึ้นจากครึ่งปีแรก พร้อมรับมือทุกความท้าทายและดูแลทุกองคาพยพที่เกี่ยวข้องกับบริษัทให้ก้าวไปได้อย่างยั่งยืน

 


Warapong Pankaew26 กรกฎาคม 2021
CFP-news-1280x692.jpg

1min56

ในปัจจุบันภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคธุรกิจ จากรายงาน IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) ชี้ให้เห็นว่าแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก มาจากภาคพลังงาน ร้อยละ 35 รองลงมาคือภาคอุตสาหกรรม คิดเป็นร้อยละ 18 รวมถึงภาคอาคารวัสดุก่อสร้างคิดเป็นร้อยละ 8

ยิปซัมตราช้าง ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์แผ่นยิปซัม และนวัตกรรมระบบฝ้าเพดานและผนังยิปซัมในประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญของ “ธุรกิจคาร์บอนต่ำ” และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.

ธุรกิจคาร์บอนต่ำคืออะไร
คุณจรุง กาญจนภูมิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามอุตสาหกรรมยิปซัม (สระบุรี) จำกัด เผยเทรนด์การทำธุรกิจว่า ขณะนี้โลกกำลังมุ่งสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ภาคธุรกิจก็เช่นเดียวกัน ที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น โดย ยิปซัมตราช้าง กำลังเดินหน้าเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ต่ำที่สุดและต้องทำอย่างต่อเนื่อง

“ปัจจุบันเราเป็นบริษัทผู้ผลิตแผ่นยิปซัมรายแรกในประเทศไทยที่ได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ ซึ่งมั่นใจได้ว่าตัวผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต การใช้งาน ตลอดจนการกำจัดเศษซากจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง”

สร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ ใส่ใจตลอดห่วงโซ่อุปทาน
คุณจรุง กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ปัจจุบันกฎหมายจะไม่ได้บังคับใช้ในเรื่องฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แต่เราเข้าใจและตระหนักดีถึงความสำคัญและยังคงเดินหน้าสร้างโมเมนตัมผลักดันให้ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันธุรกิจเองจะได้รับผลพลอยได้จากการดำเนินงานเรื่องนี้ในเชิงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองแล้ว ได้แก่ แผ่นยิปซัมมาตรฐาน ตราช้าง พลัส ความหนา 9 มม. แผ่นยิปซัมทนชื้น ตราช้าง พลัส ความหนา 9 มม. และแผ่นยิปซัมทนไฟ ตราช้าง ความหนา 15 มม.

“เราใส่ใจทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่วัตถุดิบ ขั้นตอนการผลิตจากฐานผลิตหลักที่จังหวัดสระบุรี การกระจายสินค้า และการใช้ประโยชน์ ตลอดจนการกำจัดซากที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

นอกจากนี้การเลือกใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ เป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การประเมินอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่ มาตรฐาน TREES (Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability) โดยสถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI) รวมถึงการประเมินมาตรฐานอาคารเขียว หรือ LEED (Leadership in Energy & Environmental Design) ซึ่งเป็นระบบการรับรองอาคารที่ยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคธุรกิจ

ด้านคุณยุทธศักดิ์ นฤชัยปราโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสถาปัตยกรรม บริษัท สยามอุตสาหกรรมยิปซัม (สระบุรี) จำกัด อธิบายถึงความสำคัญของฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมขององค์กร นำไปสู่การหาแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และลูกค้าด้วย

“ประโยชน์สำหรับเจ้าของโครงการคือ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่โครงการนั้น ๆ และยังตอกย้ำความตั้งใจที่จะรับผิดชอบต่อสังคม ขณะที่ลูกค้าตรงของโครงการ หรือเจ้าของบ้าน จะมั่นใจได้ว่าเขาอยู่ในอาคารที่มีวัสดุก่อสร้างผ่านเกณฑ์มาตรฐานฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ในขณะที่กลุ่มนักออกแบบหรือสถาปนิก จะมั่นใจได้ว่างานที่ออกแบบมีการสเปกงานจากผลิตภัณฑ์เพื่ออุตสาหกรรมเชิงนิเวศ”

เกณฑ์ในการประเมิน
คุณยุทธศักดิ์ สรุปหลักง่าย ๆ ว่าการพิจารณามาจากการคิดค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของช่วงวัฏจักรชีวิตแต่ละผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การผลิต การกระจายสินค้า การใช้ประโยชน์และการกำจัดซาก โดยผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์มี 3 รุ่น ได้แก่ แผ่นยิปซัมมาตรฐาน ตราช้าง พลัส ความหนา 9 มม. ได้ค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ 3.43 ในขณะที่แผ่นยิปซัมทนชื้น ตราช้าง พลัส ความหนา 9 มม. ได้ 3.35 และ แผ่นยิปซัมทนไฟ ตราช้าง ความหนา 15 มม. ได้ 7.98

คุณจรุง ปิดท้ายว่า การขอฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ สอดคล้องกับนโยบายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของเราที่มีมายาวนานกว่า 10 ปี นอกจากนี้ ยิปซัมตราช้าง ได้รับรางวัลต่างๆ มากมายด้านสิ่งแวดล้อม เช่น รางวัลโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory) รวมถึงการดำเนินการเรื่องการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ หรือ LCA (Life Cycle Assessment) ตลอดจนมาตรฐานสิ่งแวดล้อม EPD (Environmental Product Declaration) ที่เราได้ทำมาตลอด และยังมุ่งมั่นเดินหน้ายกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างไทยให้เติบโตเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน


Warapong Pankaew22 กรกฎาคม 2021
AshtonAsoke-Gal1.jpg

1min84

อนันดาฯ เปิดเกมรุกไตรมาส 3 ขน 34 โครงการทั้งคอนโด บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ อัดโปรภายใต้แคมเปญ “GRAB OR GONE ดีลคุ้ม อย่าให้หลุดมือ” ด้วยข้อเสนอพิเศษ อาทิ กู้ 110% /อยู่ฟรี 24 เดือน /ผ่อนเริ่มต้น 5,900 บาท นาน 3 ปี เป็นต้น พร้อมขยายเวลารับประกันคุณภาพเพิ่มสูงสุด 12 เดือน ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 สิงหาคมนี้

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวล ลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงไตรมาส 3 กลุ่มลูกค้ายังคงมีความต้องการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากยอดขายที่ผ่านมาของบริษัทที่สามารถทำได้เกินเป้าหมายที่วางไว้ บริษัทจึงเดินเกมรุกไตรมาส 3 ด้วยการส่งแคมเปญพิเศษ “GRAB OR GONE ดีลคุ้ม อย่าให้หลุดมือ”

ภายใต้แบรนด์คอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์เฮ้าส์ของบริษัทกว่า 34 โครงการ อาทิ แอชตัน / ไอดีโอ คิว / ไอดีโอ โมบิ / ไอดีโอ / เอลลิโอ / ยูนิโอ / อาร์เทล / แอริ / เอโทล / ยูนิโอทาวน์ และ เออร์บานิโอ ในราคาเริ่มต้น 1.53-24.9 ล้านบาท* พร้อมโปรโมชั่นพิเศษสุด อาทิ “ผ่อนเริ่ม 5,900 บาทต่อเดือน นาน 3 ปี*” “อยู่ฟรี 24 เดือน กู้เกิน 100%*” “จอง 999 ฟรี 30 รายการ*” หรือ “การันตี YIELD 1 ปี 6%*” เป็นต้น

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

นอกจากนี้ ยังเพิ่มความพิเศษให้แก่ลูกค้า คือ Ananda Sure Extra Warranty การขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพเพิ่มสูงสุด 12 เดือน* โดยคอนโดมิเนียมเพิ่มระยะเวลาสูงสุด 12 เดือน บ้านเดี่ยว และทาวน์เฮ้าส์ เพิ่มระยะเวลาสูงสุด 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.-31 ส.ค. 2564 นี้เท่านั้น ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามั่นใจในเรื่องคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมมั่นใจได้ว่าในกรณีที่กู้ไม่ผ่านสามารถรับเงินคืนได้

“บริษัทเชื่อมั่นว่า แคมเปญ “GRAB OR GONE ดีลคุ้ม อย่าให้หลุดมือ” จะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดกำลังซื้อในช่วงนี้ และมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีไม่แตกต่างจากแคมเปญก่อนหน้าที่ผ่านๆ มา ประกอบกับจุดแข็งของบริษัท ทั้งในด้านคุณภาพ ดีไซน์ รวมถึงการมอบบริการที่ดีทั้งก่อนและหลังการขาย ทำให้มั่นใจว่าลูกค้าจะให้การตอบรับที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์อนันดาอย่างแน่นอน ซึ่งจะช่วยผลักดันยอดขายสู่เป้าหมายที่วางไว้” นายประเสริฐกล่าว

ด้านนายพงศ์อนันต์ สุขเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ลูกค้าสามารถเยี่ยมชมโครงการได้อย่างปลอดภัย และเป็นส่วนตัว ผ่านช่องทางระบบออนไลน์ 360 Virtual Tour และ Photo Gallery ซึ่งเหมือนกับลูกค้าได้มาเยี่ยมโครงการและชมห้องตัวอย่างจริง และครบถ้วนด้วยข้อมูลและรายละเอียดโครงการ

นอกจากนี้ ลูกค้าสามารถจับจองเป็นเจ้าของทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ ผ่านช่องทาง “Ananda iStore” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02 316 2222 หรือ www.ananda.co.th


Warapong Pankaew17 กรกฎาคม 2021
PR-Signage_MQDC-01-1280x650.jpg

2min81

แมกโนเลีย ผนึก 4 พันธมิตร คิกออฟโครงการ ศูนย์รวมปันสุข สนับสนุนร้านค้ารายย่อยจัดอาหารกล่อง 2.4 แสน ช่วยผู้เดือดร้อนจากโควิด-19 เป็นเวลา 4 เดือน 

แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) ร่วมกับเครือโรงพยาบาลพริ้นซ์ บริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล บริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค และมูลนิธิพุทธรักษา เริ่มโครงการ “ศูนย์รวมปันสุข” “ชุมชนอิ่มท้อง ร้านอาหารอิ่มใจ” เพื่อช่วยเหลือร้านค้า ร้านอาหารรายย่อย และชุมชนที่เดือดร้อนจากการระบาดของโควิด-19 ช่วยร้านอาหารรายย่อย 2,000 ราย จัดข้าวกล่อง 240,000 กล่อง ระยะเวลา 4 เดือน ใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท

จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา-2019 ได้ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องมากกว่า 1 ปีครึ่ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบที่ 3 นี้ ที่ทำให้ร้านอาหารรายย่อยได้ปิดตัวมากกว่า 5 หมื่นราย รวมถึงประชาชนที่ต้องตกงาน ขาดรายได้เป็นจำนวนมาก โดยการระบาดครั้งนี้จะระบาดหนักในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

โครงการศูนย์รวมปันสุขจะเปิดรับร้านอาหารรายย่อยเข้ามาเป็นเครือข่าย ให้ผลิตอาหารสู่ชุมชนเพื่อให้ร้านอาหารรายย่อยสามารถมีรายได้ที่จะใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไปได้ จึงจะสั่งซื้อเป็นระยะเวลาหนึ่ง ขึ้นกับจำนวนร้านอาหารที่เข้ามาร่วมโครงการ เพื่อให้ได้มีผลกำไรนำไปเป็นทุนต่อไป

การพิจารณาเลือกร้านอาหารที่เข้าหลักเกณฑ์หลักๆ จะเป็นเรื่องความสะอาด คุณภาพอาหาร และภาชนะที่จะใส่อาหารจะเป็นภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ร้านที่ได้รับการพิจารณา จะได้รับการจัดสรร การจัดทำข้าวกล่อง ซึ่งจำนวนกล่องและจำนวนวันจะขึ้นอยู่กับปริมาณร้านอาหารที่เข้ามาลงทะเบียน

ร้านอาหารรายย่อยที่ได้รับผลกระทบ และชุมชนที่เดือดร้อน สามารถติดต่อเข้าร่วมโครงการศูนย์รวมปันสุข ได้ 3 ช่องทางหลักตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2564 ดังนี้

  • ติดต่อ Call Center หมายเลข 02-018-6199 ทุกวัน เวลา 8.00-18.00 น.
  • ลงทะเบียนผ่านผ่านระบบ QR Code

  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook
    -MQDC – Magnolia Quality Development Corporation
    -มูลนิธิพุทธรักษา – Buddharaksa Foundation
    -The Givers Network

สำหรับด้านของชุมชนที่เดือดร้อน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สามารถติดต่อเข้ามาได้ในช่องทางเดียวกัน โดยให้ผู้แทนของชุมชนเป็นผู้ติดต่อเข้ามาและทางทีมงานจะพิจารณาจัดทำข้าวกล่องส่งให้ตามความต้องการของชุมชน โดยเป็นการปรุงอาหารพร้อมรับประทาน ตามหลักโภชนาการ โดยหากเป็นระดับครอบครัว หรือบุคคล ทางโครงการจะจัดส่ง กล่องปันสุข ไปให้ทางไปรษณีย์ ซึ่งก็จะประกอบด้วยอาหารแห้งและขนมที่เพียงพอสำหรับ 3-4 วัน นำไปบริโภคเพื่อเป็นกำลังใจให้กันในช่วงวิกฤตินี้

โครงการ ศูนย์รวมปันสุข “ชุมชนอิ่มท้อง ร้านอาหารอิ่มใจ” จะดำเนินการเป็นระยะเวลา 4 เดือน โดยตั้งเป้าหมายในการจัดอาหารกล่อง 2,000 กล่องต่อวัน ตลอดระยะเวลาโครงการ 4 เดือนรวมทั้งสิ้น 240,000 กล่อง และกล่องปันสุข จำนวน 6,000 กล่อง เพื่อนำไปส่งต่อให้ชุมชนที่มีความต้องการ ขณะเดียวกัน ก็สามารถช่วยร้านค้า ร้านอาหารรายย่อยได้ประมาณ 2,000 ราย โดย MQDC สนับสนุนงบประมาณ 20 ล้านบาท

นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวว่า จากวิกฤตการณ์ของการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ต่อเนื่องได้ส่งผลกระทบไปยังชุมชนต่างๆ ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ปัญหาการว่างงาน รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจ ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความวิตกกังวลถึงสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้เช่นนี้ หลายคนอาจหมดหวัง ท้อแท้ และคิดว่าต่อสู้อยู่เพียงลำพัง

MQDC จึงได้ริเริ่ม “ศูนย์รวมปันสุข” ส่งต่อความห่วงใย สู้ภัยโควิด โดยผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ ได้แก่ MQDC โรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ (เครือรพ.พริ้นซ์, พิษณุเวช, วิรัชศิลป์ และคลินิกใกล้บ้านใกล้ใจ) บริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค จำกัด และมูลนิธิพุทธรักษา ในการเป็นแกนหลัก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนชุมชนในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ที่เป็นพื้นที่ที่มีการระบาดหนัก ตลอดจนการส่งเสริมรายได้ให้กับร้านอาหารรายย่อยที่ได้รับผลกระทบ โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถสนับสนุนรายได้หมุนเวียนให้ร้านค้ารายย่อยราว 2,000 ร้าน ภายใน 4 เดือนนับจากนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่

1. ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ >>ศูนย์รวมปันสุข สนับสนุนอาหารกล่องปันสุข 240,000 กล่องตลอด 4 เดือน

2. ร้านอาหารรายย่อยของคนตัวเล็ก >>ศูนย์รวมปันสุข สนับสนุนรายได้โดยหมุนเวียนร้านอาหารรายย่อย เป้าหมาย 2,000 ราย

3. บุคคลที่ได้รับความเดือดร้อน >>ศูนย์รวมปันสุขสนับสนุนกล่องปันสุขอาหารแห้ง-สิ่งของจำเป็น 6,000 ราย

ด้านนพ.อธิวัฒน์ น้อยประสิทธิ์ Chief Performance Coach, Risk and Quality Officer บริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัดและผู้อำนวยการโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ กล่าวว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลต้องดูแลผู้ป่วยโควิดในโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ 200 เตียง ฮอสพิทอล(Hospitel) 2 แห่งอีก 250 เตียง และยังมีการพักรักษาตัวโดยแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) สำหรับผู้ป่วยโควิดที่ไม่มีอาการ (สีเขียว) อีกเป็นจำนวนมาก และนอกจากผู้ป่วยแล้วยังมีบุคคลในครอบครัวบางส่วนที่ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต้องแยกกักตัวอยู่ที่บ้านเพื่อดูอาการด้วย เรื่องอาหารซึ่งถือเป็นปัจจัย 4 อาจจะไม่ได้รับความสะดวกเช่นเดียวกับการรักษาโรค

ทางโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิในเครือบริษัทพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมจัดตั้งศูนย์รวมปันสุข ส่งต่อความห่วงใย สู้ภัยโควิด-19 ขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการช่วยผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยโรงพยาบาลยินดีเป็นตัวเชื่อมส่งต่อความช่วยเหลือไปให้คนไข้ที่ดูแลรักษาตัวจากโควิด-19 ในโรงพยาบาลสนาม หรือแยกกักตัวที่บ้านในรูปแบบ Home Isolation สามารถได้รับอาหารทุกมื้อโดยที่ไม่ต้องเดินทางออกมาด้านนอก รอรับที่บ้านผ่านทางไปรษณีย์

นอกจากนี้ ยังคงได้รับการดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์ในทุกวันเพื่อประเมินอาการแบบวันต่อวันผ่านระบบ TeleHealth ซึ่งหากมีอาการเปลี่ยนแปลงหรือทรุดลงจะดำเนินการรับตัวเข้ามารักษาหรือเข้ารับการตรวจในโรงพยาบาล ซึ่งในกรณีคนไข้โควิด-19 แยกกักตัวที่บ้าน และทางโรงพยาบาลได้จัดถุงขยะ (ถุงแดง) เพื่อให้สอดคล้องการบริหารจัดการขยะอันตรายร่วมด้วย ถือเป็นการดูแลรักษา และช่วยเหลือประชาชนทั่วไปและผู้ป่วยครอบคลุมทุกด้านแม้อยู่ในภาวะสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ก็ตาม

นายเอกศิษฐ์ เฉลิมรัฐวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายผลิตและฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในโอกาสนี้บริษัทมีความยินดีที่ได้ส่งต่อความสุขผ่านโครงการศูนย์รวมปันสุข “ชุมชนอิ่มท้อง ร้านอาหารอิ่มใจ” ซึ่งเป็นการสนับสนุนกิจการร้านอาหารรายเล็กในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มายาวนานร่วมปี อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือใครหลายคนในชุมชนให้ได้อิ่มท้องอีกด้วย

ที่ผ่านมาภาครัฐมีความรับผิดชอบมากมายหลายอย่างที่ต้องแก้ไข ทางทีแอนด์บีฯ ในฐานะบริษัทภาคเอกชนจึงขอร่วมเป็นส่วนเล็กๆ ในการช่วยเหลือสังคมและเป็นอีกแรงหนึ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนคนไทยที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 จึงได้จัดกิจกรรมภายใต้โครงการ “Pay It Forward” หรือ “โครงการส่งต่อความสุข”

โดยการระดมทุนและรับสิ่งของบริจาคเพื่อส่งความช่วยเหลือไปยังที่ที่ต้องการ เช่น บุคลากรทางการแพทย์ พระสงฆ์ คนทำงานในพื้นที่ และคนที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงโควิด-19 และสัตว์ที่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวเพื่อการดูแลและความเป็นอยู่ที่ดี นอกจากนี้ เรายังวางแผนร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรในวงการบันเทิงของเรา ไม่ว่าจะเป็นศิลปินและดารานักแสดงต่างๆ ในการเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงให้ผู้คนรับรู้และสามารถเข้าถึงโครงการได้เป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น

ดร.วิทย์ สุนทรนันท์ รองประธานมูลนิธิพุทธรักษา กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 เป็นต้นมา มูลนิธิพุทธรักษาได้ร่วมกับบุคคลทั่วไปในสังคม องค์กรพันธมิตรทั้งภาคเอกชนและประชาสังคม ในการส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของยังชีพ อุปกรณ์การแพทย์ วัสดุเครื่องใช้สอยเพื่อการป้องกันโรค ฯลฯ

เราได้เห็นภาวะเร่งตัวของการแพร่ระบาดในช่วงที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะขุมชนที่ผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบการรายย่อย มูลนิธิจึงได้มีความยินดีอย่างยิ่ง เมื่อ MQDC โรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ (โรงพยาบาล PRINC) T&B Media Global (Thailand) Company Limited และบริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค จำกัด ได้ริเริ่มโครงการศูนย์รวมปันสุข โดยมูลนิธิเข้าไปมีส่วนในการทำงานกับชุมชนและผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อย เพื่อกระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึงมากที่สุด


Warapong Pankaew14 กรกฎาคม 2021
Boost-FB_The-PANA_5-1-13-Custom-1-1280x590.jpg

1min83

แอสทิน เอสเตท เผยโควิดเปลี่ยนพฤติกรรมคนซื้อ ผลักดันตลาดบ้านแนวราบยังเติบโตต่อเนื่อง เตรียมเปิด 5 โครงการใหม่ รองรับความต้องการยุค new normal

นายพรชัย กฤษฎาวรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสทิน เอสเตท จำกัด กล่าวว่า ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2564 ที่ทั่วโลกและประเทศไทยยังคงเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตรูปแบบใหม่ โดยตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับช่วง 6 เดือนแรกที่ผู้บริโภคยังให้ความนิยมซื้อโครงการบ้านแนวราบ เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม ฯลฯ ที่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าคอนโดมิเนียม เนื่องจากมีความกังวลที่จะพักอาศัยในพื้นที่แคบๆ และอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19

“พฤติกรรมของผู้ซื้อเปลี่ยนอย่างชัดเจนนับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 ตลาดแนวราบได้รับความนิยมมากกว่าคอนโด เพราะผู้คนกลัวการอยู่ในพื้นที่แคบๆ และใกล้ชิดกับผู้อื่น หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบใหม่ เช่น การทำงานที่บ้านแทนการเข้าออฟฟิศ ฯลฯ ล้วนเป็นปัจจัยกดดันตลาดคอนโด ที่มีพื้นที่น้อยได้รับความนิยมลดลงอย่างมีนัย

แต่ส่งผลบวกต่อตลาดบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม ได้รับความนิยมและเติบโตมากขึ้น นับตั้งแต่ปี 2563 และต่อเนื่องมาถึงปี 2564 ซึ่งตลาดเป็นของผู้ซื้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มตลาดพรีเมียม ที่ผู้ซื้อมีความสามารถเลือกซื้อโครงการคุณภาพในราคาที่เหมาะสมได้ ขณะเดียวกันตลาดอสังหาฯแนวราบ ยังได้ผลบวกในเรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ปรับลดลงกว่า 90% อีกด้วย”

นายพรชัย กล่าวว่า ในปี 2564 แม้ว่าสถานการณ์อาจจะอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอนจากการระบาดของโรคโควิด-19 จึงเป็นโอกาสให้บริษัทได้ศึกษาแนวทางการทำธุรกิจและได้รีแบรนด์องค์กรใหม่จาก “ภัทรา เอสเตท” สู่แบรนด์ใหม่ “แอสทิน เอสเตท” เพื่อสร้างจุดแข็งเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กร และเตรียมความพร้อมสำหรับการมาของยุคดิจิทัล เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

โดยมุ่งขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นที่รู้จักในด้านนวัตกรรมและดีไซน์ มุ่งสร้างโครงการอสังหาฯ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยยุคปัจจุบันให้ดี มีความเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายตลาดอสังหาฯ สู่หลากหลายทำเลมากยิ่งขึ้น จากเดิมบริษัทจะเป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้าทำเลของคนเมือง โดยเฉพาะย่านทำเลพระราม 3 สาธุประดิษฐ์ ฯลฯ

ปัจจุบัน แอสทิน เอสเตท มีโครงการภายใต้การบริหาร 5 แบรนด์ มูลค่ารวมกัน 5,650 ล้านบาท ในปี 2564 บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ ภายใต้แบรนด์ใหม่ที่เปิดตัวพร้อมกับการรีแบรนด์ ได้แก่ เวอริทซ์ สาธุประดิษฐ์ 34 ลักชัวรี่ทาวน์โฮม และโฮมออฟฟิศ 4 ชั้น จำนวน 35 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 20.9-26 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท

ส่วนโครงการอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การพัฒนาของบริษัท ได้แก่ โครงการ เดอะพณา เพชรเกษม-สาย 3 บ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์น บนทำเลสะดวกสบายในทุกการเดินทางย่านเพชรเกษม-พุทธมณฑลสาย 3 โครงการบิซ แกลเลอเรีย นวลจันทร์-เกษตรนวมินทร์ ออฟฟิศเรสิเดนซ์ สไตล์โมเดิร์นลักชัวรี่ บนถนนเกษตร-นวมินทร์ นอกจากนี้ ยังมีโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุน บริษัท ภัทรนันท์ แอสเซท จำกัด คือ โครงการ ไฮป์ สาทร-ธนบุรี คอนโดมิเนียม 8 ชั้น จำนวน 5 อาคาร รวม 911 ยูนิต และยังมีโครงการบ้านแฝดอีกหนึ่งแบรนด์ที่อยู่ในแผนงานเปิดตัวในปีนี้


Warapong Pankaew14 กรกฎาคม 2021
atmoz-bangna-draft-exterior-rv-2-4.jpg

1min57

แอสเซทไวส์ ไม่สนโควิดระบาดหนักเดินหน้าเปิด 5 โครงการใหม่ในครึ่งปีหลัง มูลค่า 9,700 ล้าน หลังครึ่งปีแรกทำยอดขายไปได้แล้ว 2,400 ล้าน มั่นใจรายได้ทั้งปีเข้าเป้า 5,000 ล้าน เติบโต 20%

นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ขณะที่บริษัทได้เตรียมความพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น สร้างแผนงานเชิงรุกที่ปรับตัวสู้โควิดอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมเปิด 5 โครงการใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังตามแผนงานที่วางไว้ โดย มูลค่ารวม 9,700 ล้านบาท

ประกอบไปด้วย โครงการแอทโมซ บางนา มูลค่า 2,200 ล้านบาท โครงการ เคฟ เอวา มูลค่า 2,400 ล้านบาท โครงการโมดิซ คลาวด์ รามคำแหง มูลค่า 3,700 ล้านบาท โครงการโมดิซ ศรีราชา มูลค่า 1,300 ล้านบาท และโครงการบ้านภูริปุรี ลาดพร้าว 41 โฮมออฟฟิศ มูลค่า 87 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมี 2 โครงการที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์เพื่อรับรู้รายได้ ได้แก่ โครงการเคฟ ทียู มูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท มียอดขายแล้วกว่า 90% จะก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ภายในไตรมาส 3 และโครงการ โมดิซ สุขุมวิท 50 มูลค่าโครงการ 2,100 ล้านบาท จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ตามเป้าที่ตั้งไว้

รวมทั้งยังคงมองหาโอกาสในธุรกิจใหม่ๆ เช่น การเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคเป็นเจ้าของบ้านและคอนโดมิเนียมทุกโครงการในเครือ ผ่านการแลกสกุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโทเคอเรนซี่ (Cryptocurrency) เป็นเงินบาท เพื่อใช้ในการซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมในเครือแอสเซทไวส์ เพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาต่อยอดธุรกิจและปรับตัวสู่นวัตกรรมทางการเงินสมัยใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา และการศึกษาการลงทุนและความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ เพื่อผลักดันการเติบโตและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นได้ต่อเนื่อง

นายกรมเชษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับในครึ่งปีแรกของปี 2564 บริษัทมียอดขายสะสมแล้วกว่า 2,540 ล้านบาท โดยยอดขายประมาณ 40% มาจากแบรนด์เคฟ (KAVE ) ที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหลัก รวมทั้งได้มีการปรับตัว โดยนำกลยุทธ์การขายแบบออนไลน์ รวมถึงการออกแคมเปญที่สร้างแรงจูงใจเพิ่มขึ้น จึงสามารถสร้างยอดขายได้อย่างดี และเชื่อมั่นว่ารายได้ปี 2564 จะอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท เติบโต 20% จากปีก่อนรายได้ 4,205 ล้านบาท แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3

 



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME