fbpx

หมวดหมู่: Real Society

Warapong Pankaew17 มีนาคม 2021
-ไรห์ม-1280x753.jpg

1min105

แอสเซทไวส์ ก้าวสู่ Next Paradigm ปี 64 เปิดตัว 6 โครงการใหม่ มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาทภายใต้ 3 แบรนด์หลัก MODIZ , ATMOZ และ KAVE ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของทุกกลุ่มลูกค้า

นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากที่บริษัทผ่านความท้าท้ายในปี 2563 ที่ผ่านมาได้ ทำให้มีความั่นใจมากขึ้นสำหรับการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในปีนี้ ซึ่งต้องถือว่าในช่วงที่ผ่านมาเป็นปีที่อสังหาริมทรัพย์เผชิญความท้าทายอย่างมาก

แต่สำหรับแอสเซทไวส์นับเป็นปีที่บริษัทเติบโตอย่างมาก โดย ณ สิ้นปี 2563 บริษัทได้พัฒนาโครงการไปแล้วถึง 33 โครงการ มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 30,400 ล้านบาท และมี backlog ซึ่งสามารถรับรู้รายได้ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564-2566 คิดเป็นมูลค่ากว่า 7.8 พันล้านบาท

สำหรับในปี 2564 บริษัทจะมีโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ 5 โครงการ มูลค่ารวม 6,694 ล้านบาท และวางแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งหมด 6 โครงการ แบ่งเป็นโครงการแนวสูง 5 โครงการ ได้แก่ โครงการ เคฟ ศาลายา โมดิซ ไรห์ม คลาวด์ แอทโมซ บางนา เคฟ เอวา โมดิซ ศรีราชา และโครงการแนวราบ 1 โครงการคือ บ้านภูริปุรี โฮมออฟฟิศ ลาดพร้าว 41 รวมมูลค่าโครงการ 10,850 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทยังคงมุ่งพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์และรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์สำคัญ ภายใต้แนวคิด “The NEXT Paradigm” ที่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต ด้วยแนวคิดในการดำเนินธุรกิจเพื่อที่ให้ความสำคัญกับ 4 กลยุทธ์หลักสำคัญ คือ

  • Facilities for New Lifestyle
  • Health Concern
  • Innovation for Living
  • Strengthen Sustainability

Facilities for New Lifestyle: ตอบโจทย์คนใช้เวลาอยู่ในบ้านมากขึ้น ทั้งทำงาน ทำกิจกรรม และพักผ่อน บ้านในแบบนี้จะให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลางในโครงการ รองรับทุกกิจกรรม มีพื้นที่รองรับการทำงานและการเรียนที่บ้าน ทั้งในรูปแบบ Co-working space, Library, Meeting Room, Living Lounge เพื่อรองรับการทำงานแบบ Work From Home ให้ดีที่สุด ให้การใช้เวลาในที่พักของลูกบ้านเป็นเวลาที่ดีที่สุด

Health Concern: ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ ด้วยแนวคิดการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่ให้ความสําคัญกับสุขภาพลูกบ้าน ภายใต้แนวคิด “Health Solution” ด้วยไฮไลต์พิเศษในพื้นที่ส่วนกลาง พัฒนาเป็น “Health Station” ขึ้น โดยจัดเตรียมอุปกรณ์ในการตรวจสุขภาพเบื้องต้นไว้ให้แก่ลูกบ้าน ได้แก่

Tytocare ซึ่งเป็นอุปกรณ์ออนไลน์ที่แพทย์ใช้ตรวจทราบอาการของผู้ป่วยผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างเรียลไทม์ รวมถึง เครื่อง BMI หรือเครื่องตรวจวัดค่าดัชนีมวลกาย เครื่อง AED หรือเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ และเครื่องวัดความดันชนิดสอดแขน Health Station นับเป็น Facility ใหม่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ และเริ่มนําร่องในโครงการแอทโมซ แจ้งวัฒนะ แอทโมซ รัชดา – ห้วยขวาง, เคฟทาวน์ สเปซ และเคฟทาวน์ ชิฟท์

Innovation for Living: ตอบโจทย์ชีวิตคุณรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบนวัตกรรมสำหรับการอยู่อาศัย เพิ่มทั้งความสุขและความสะดวกสบายในที่พัก เช่น Bluetooth Sound System เพื่อการฟังเพลงในห้องพัก พื้นที่สำหรับกิจกรรม e-sports ไปจนถึงการใช้ออนไลน์แอพพลิเคชั่นต่างๆ

Strengthen Sustainability: ตอบโจทย์ผุ้ที่ชอบความเรียบง่ายภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดี โดยได้จัดทำโครงการหลายอย่างเพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” หรือ “We Build Happiness” ผ่านแบรนด์ต่างๆ ที่ตั้งใจออกแบบมาให้รองรับความต้องการที่หลากหลาย ในวันนี้ บริษัทฯ พร้อมที่จะให้บ้านและคอนโดของแอสเซทไวส์เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เชื่อมต่อความสุข ผ่านแบรนด์คอนโดมิเนียมหลัก 3 แบรนด์สำคัญ ที่คิดมาอย่างดี

  • MODIZ (โมดิซ) แบรนด์คอนโดมิเนียมคนเมืองที่มีความโดดเด่นหรูหราสไตล์โมเดิร์น เน้นการเชื่อมต่อการเดินทางที่สะดวกสบายบนทำเลแนวรถไฟฟ้า พร้อมพรั่งด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกรวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ เพื่อให้ตอบรับกับทุกไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่ต้องการความสะดวกสบาย เต็มที่กับทุกวันของชีวิต
  • ATMOZ (แอทโมซ) แบรนด์คอนโดมิเนียมสไตล์ รีสอร์ท ภายใต้แนวคิด “Urban Refresh” โดยมีการออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง สวนและสระขนาดใหญ่ สิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลาย เพื่อรองรับกลุ่มคนทำงานที่ต้องการ การพักผ่อนและเติมเต็มความสุขในทุกวัน เสมือนได้เติม Daily Endorphin ทุกครั้งที่กลับบ้าน
  • KAVE (เคฟ) แบรนด์คอนโดมิเนียมใกล้สถานศึกษา (Campus Condo) ที่เชื่อในพลังของความแตกต่างของคนรุ่นใหม่ มีการออกแบบดีไซน์พื้นที่ที่มีเอกลักษณ์ มาพร้อมพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เพื่อให้รองรับทุกไลฟ์สไตล์และความสนใจของคนรุ่นใหม่

ทั้ง 3 แบรนด์นี้ถือเป็นแบรนด์หลักของแอสเซทไวส์ ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มแอสเซทไวส์ ใช้กลยุทธ์วิเคราะห์ศักยภาพทำเลอย่างลึกซึ้ง เพื่อพัฒนาโครงการได้อย่างตรงจุดและตอบรับกับทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป้าหมาย


Warapong Pankaew15 มีนาคม 2021
-57-กคช.-ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผ-1280x853.jpg

1min146

การเคหะฯ ออกพันธบัตรเพื่อสังคม (Social Bond) วงเงิน 3,000 ล้านบาท อายุ 7 ปี ดอกเบี้ย 1.40% ต่อปี เพื่อลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางให้เข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสม

การเคหะฯนายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า กระทรวงการคลังมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการออกพันธบัตรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) พันธบัตรเพื่อสังคม (Social Bond) และพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ด้าน (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) และยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ

การเคหะฯ เป็น 1 ในรัฐวิสาหกิจที่ออกพันธบัตรเพื่อสังคมร่วมกับกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ต้องการให้มีการระดมทุนจากตลาดทุนเพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมผ่านการลงทุนในพันธบัตรเพื่อสังคม ซึ่งนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนทางการเงินที่เหมาะสม

ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายน 2563 การเคหะแห่งชาติได้ออกพันธบัตรเพื่อสังคม พ.ศ. 2563 วงเงิน 6,800 ล้านบาท และสำหรับในปี 2564 การเคหะแห่งชาติมีเป้าหมายออกพันธบัตรเพื่อสังคม (Social Bond) เพิ่มเติม วงเงิน 3,000 ล้านบาท อายุ 7 ปี ดอกเบี้ย 1.40 % ต่อปี โดยมีธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการจัดจำหน่ายพันธบัตร

เพื่อนำมาลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางให้เข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสม ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ที่ต้องการให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว (Housing for All) ทั้งในรูปแบบการเช่า เช่าซื้อ และขาย หรือเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้เดิม (Roll Over) อันเนื่องมาจากโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย

การออกพันธบัตรเพื่อสังคมในครั้งนี้ การเคหะแห่งชาติได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการแบบให้เปล่าจาก ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) ทำให้การออกพันธบัตรเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยมี DNV GL Business Assurance Australia Pty. Ltd. ทำหน้าที่ให้ Second Party Opinion

ด้านนายกนต์ธีร์ ประเสริฐวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารตลาดตราสารหนี้ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้จัดการจัดจำหน่ายพันธบัตรเพื่อสังคมของ การเคหะฯ พ.ศ. 2564 ครั้งที่ 1 วงเงิน 3,000 ล้านบาท อายุ 7 ปี ซึ่งกระทรวงการคลังโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะและการเคหะแห่งชาติได้คัดเลือกธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ให้เป็นผู้จัดการจัดจำหน่ายพันธบัตรในครั้งนี้

อ่านเพิ่มเติม
-การเคหะฯเตรียมปล่อยเช่า “บ้านเคหะสุขประชา” 999-3,000 บาท/เดือน

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew11 มีนาคม 2021
-ริเวอร์-วิลล์-สุราษฎร์ธานี-5-e1615481132694-1280x1046.jpg

1min129

ศุภาลัยลงใต้ เปิดโครงการใหม่ “ศุภาลัย ริเวอร์ วิลล์ สุราษฎร์ธานี” บ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์นริมเเม่น้ำตาปี  ราคาเริ่มต้น 6 ล้านบาท

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ในอันดับต้นๆ ของภาคใต้ มีภาคเกษตรกรรม และภาคการผลิตเพื่อการส่งออกสินค้าเกษตรที่แข็งแกร่ง อีกทั้งเป็นศูนย์รวมสถาบันการศึกษาของภาคใต้ตอนบน บริษัทเล็งเห็นถึงโอกาสทางการลงทุนอสังหาฯในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยได้พัฒนาโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านรุ่นใหม่ ทาวน์โฮม สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ จำนวน 4 โครงการ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี

บริษัทจึงเตรียมเปิดโครงการใหม่ล่าสุด “ศุภาลัย ริเวอร์ วิลล์ สุราษฎร์ธานี” ซึ่งเป็นโครงการลำดับที่ 5 มูลค่าโครงการกว่า 460 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มีอยู่ในจังหวัด อีกทั้งยังตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการขยายครอบครัว โดยยังคงเน้นการออกแบบที่มีความโปร่งสบายในสไตล์โมเดิร์นที่เรียบหรู สร้างสรรค์ด้วยวัสดุคุณภาพ และการออกแบบที่ประหยัดพลังงาน ทั้งนี้บริษัทฯ ยังได้รับรองคุณภาพมาตรฐานระดับสากล ISO 9001 : 2015 จึงมั่นใจได้ว่าโครงการใหม่ล่าสุดนี้ จะได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เป็นอย่างดี

สำหรับโครงการศุภาลัย ริเวอร์ วิลล์ สุราษฎร์ธานี พัฒนาบนพื้นที่โครงการกว่า 19 ไร่ ชูแนวคิด “Embrace Your Desire for High Quality Living” มาพร้อมกับการอยู่อาศัยที่เหมือนการได้หยุดพักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ ริมเเม่น้ำตาปี ราคาเริ่มต้น 6 ล้านบาท ประกอบด้วย บ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์น จำนวน 5 แบบ ขนาดพื้นที่ใช้สอย เริ่มต้น 197-318 ตร.ม. สะดวกสบายด้วยฟังก์ชันบ้าน 4 ห้องนอน 3-5 ห้องน้ำ 2 ส่วนพักผ่อน 1 ห้องแม่บ้าน (เฉพาะบางแบบบ้าน) และที่จอดรถ 2 คัน

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการครบครัน อาทิ สวนส่วนกลาง ฟิตเนส และ สระว่ายน้ำระบบเกลือ ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบ Home Automation ทุกหลัง ประตูระบบ Easy Pass พร้อมกล้อง CCTV เข้า-ออก อีกทั้งยังตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพแวดล้อมด้วยสถานที่สำคัญภายในจังหวัด ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงเรียน โรงพยาบาล อาทิ สวนสาธารณะเกาะลำพู ตลาดสดเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี เซ็นทรัลพลาซา สุราษฎร์ธานี โฮมโปร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี รพ.สุราษฎร์ธานี รพ.ศรีวิชัย และศาลหลักเมืองสุราษฎร์ธานี

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ลงทะเบียน http://bit.ly/2MWzj1q เพื่อรับสิทธิพิเศษ ภายในงาน Pre-Sale วันที่ 20-21 มีนาคม นี้ ณ Sales Gallery สอบถามข้อมูลโครงการโทร.1720 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.supalai.com


Warapong Pankaew8 มีนาคม 2021
Untitled-4-copy.jpg

1min145

“เฮเฟเล่ ประเทศไทย” ขึ้นแท่นรับประกาศนียบัตร German Sustainable Building Council หรือ DGNB รับรองมาตรฐานอาคาร ‘ศูนย์กระจายสินค้าเฮเฟเล่ บางนา-ตราด กม.22’ มาตรฐานการก่อสร้างที่ยั่งยืนตามแบบสิ่งแวดล้อม ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ตอกย้ำการออกแบบที่ให้คุณค่ากับการอนุรักษ์พลังงาน ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการกระจายสินค้าในประเทศไทย รวมถึงเครือข่ายทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองรับการเติบโตของบริษัทอย่างยั่งยืน

เฮเฟเล่นายโฟลเคอร์ เฮลสเติร์น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮเฟเล่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เฮเฟเล่ได้คำนึงถึงการลงทุนอย่างยั่งยืนด้วยการขยายพื้นที่คลังสินค้าบางนา-ตราดเพิ่มพื้นที่จาก 10,000 ตรม. เป็น 24,000 ตรม. พร้อมปรับปรุงมาตรฐานอาคารทุกด้าน ตั้งแต่ระบบการจัดการ กระบวนการทำงาน รวมถึงการออกแบบที่คำนึงถึงการประหยัดพลังงานเป็นหลัก เพื่อยกระดับบทบาทของคลังสินค้าสู่การเป็นฮับ ‘ศูนย์กระจายสินค้า’ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“การออกแบบอาคารภายในคลังสินค้า บางนา-ตราด คือภาพของอาคารยุคใหม่ที่ให้คุณค่ากับการอนุรักษ์พลังงาน โดยในคลังสินค้าส่วนขยายมีการใช้หลอดไฟ LED และติดตั้งแผงโซล่าเซลล์บนหลังคา เพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้า 300 กิโลวัตต์ สามารถให้กำลังไฟฟ้าถึง 420 เมกะวัตต์/ชั่วโมง ประหยัดพลังงานไฟฟ้าคิดเป็นมูลค่า 2 ล้านบาท/ปี และยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 800,000 กิโลกรัม/ปี ที่สำคัญยังช่วยลดการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากน้ำมันหรือถ่านหิน สร้างผลลัพธ์ที่ดีในการลดภาวะโลกร้อนได้โดยตรง ซึ่งคลังสินค้าแห่งนี้ยังเป็นอาคารหลังที่ 2 ของเฮเฟเล่ ที่ได้รับรองมาตรฐานอาคาร German Sustainable Building Council หรือ DGNB ต่อจาก เฮเฟเล่ ดีไซน์ เซ็นเตอร์ ภูเก็ต ในปี 2013 อีกด้วย”

สำหรับ German Sustainable Building Council หรือ DGNB คือประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานอาคารที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก จัดโดยหอการค้าเยอรมัน-ไทย และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) บ่งบอกถึงมาตรฐานสูงสุดของการก่อสร้างที่ยั่งยืนตามแบบสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการรับรองที่ให้ความสำคัญกับด้านเศรษฐกิจและการสร้างมาตรฐานตามระบบนิเวศ โดย ‘เฮเฟเล่ ดีไซน์ เซ็นเตอร์ ภูเก็ต’ ถือเป็นอาคารที่มีความสำเร็จในการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร ตรงตามมาตรฐาน DGNB แห่งแรกของประเทศไทย และในปี 2021 ‘ศูนย์กระจายสินค้าเฮเฟเล่ บางนา-ตราด กม.22’ ได้กลายเป็นอีกความภาคภูมิใจของเฮเฟเล่ ที่ได้รับรองมาตรฐาน DGNB ในระดับ ‘Silver’ ทั้งนี้ขั้นตอนและเกณฑ์การรับรองมาตรฐานอาคารของ DGNB ถือเป็นระบบที่ได้รับการยอมรับว่ามีความก้าวหน้าที่สุดในโลก และประสบความสำเร็จในฐานะเกณฑ์มาตรฐานด้านความยั่งยืน ในประเทศเยอรมนี และในระดับสากล

การขยายพื้นที่ของศูนย์กระจายสินค้าเฮเฟเล่ บางนา-ตราด จึงเป็นตัวชี้วัดถึงประสิทธิภาพของระบบการกระจายสินค้า และจุดแข็งด้านการจัดเก็บสินค้าที่มีเพียงพอต่อความต้องการในระยะยาว พร้อมทั้งขีดความสามารถด้านบริการขนส่งให้กับลูกค้าในประเทศไทย รวมถึงเครือข่ายของเฮเฟเล่ สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, พม่า, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชีย เพื่อรองรับต่อการเติบโตของบริษัทอย่างมั่นคง

“ใบรับรองที่ได้จาก DGNB ไม่ได้สะท้อนถึงการออกแบบที่ประหยัดพลังงานเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงน้ำหนักที่เราให้คุณค่ากับสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงตัวคู่ค้าที่เฮเฟเล่ทำธุรกิจด้วย ดังนั้นวิสัยทัศน์ของบริษัทจึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงาน พอๆ กับเป้าหมายในการเป็นผู้นำอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและอาคาร ที่สำคัญ เฮเฟเล่ยังตั้งใจให้ศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างธุรกิจที่ใส่ใจกับความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมเป็นรากฐานให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน” นายโฟลเคอร์ สรุปทิ้งท้าย


Warapong Pankaew3 มีนาคม 2021
Lalin-ลลิล-ไลโอ-บลิสซ์-ทาวน์โฮม-ทาวน์เฮ้าส์-บางนา-ศรีวารี-ทาวน์โฮมซอยวัดศรีวารีน้อย-ซุ้ม-1280x720.jpg

1min158

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ พร้อมลุยตลาดบ้านปี 64 เตรียมเปิด 10-12 โครงการ มูลค่ารวม 6,000-7,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 7,000 ล้านบาท รับรู้รายได้ 6,000 ล้านบาท

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย ในปี 2563 ที่ผ่านมาว่า เป็นปีที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างมากในการดำเนินธุรกิจ จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกหดตัวราว 3.5% ในขณะที่ประเทศไทย GDP ทั้งปีหดตัวไปที่ 6.1%

สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยของไทยก็ได้รับผลกระทบตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการหดตัวที่ต่อเนื่องจากที่มีการชะลอตัวมาตั้งแต่ปี 2562 ในแง่ของบริษัทเน้นกลยุทธ์การทำตลาดแนวราบที่เน้นลูกค้า Real Demand อย่างชัดเจน จึงได้รับผลกระทบที่น้อยกว่า ตลอดจนบริษัทได้พยายามเลือกทำเลที่มีศักยภาพ ตลอดจนพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนอง Customer Insights อย่างแท้จริง จึงทำให้บริษัทยังคงสามารถบริหารงานผ่านปีที่ยากลำบากไปได้ โดยยังมีผลประกอบการที่เติบโต แม้ในภาวะตลาดอสังหาฯ โดยรวมที่ซบเซา

ในปี 2564 คาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมของไทยจะขยายตัวได้ราว 3% บวกลบ ทั้งนี้ขึ้นกับการกระจายวัคซีนให้ประชาชนในวงกว้างทำได้รวดเร็วเพียงใด แม้ภาคอสังหาฯ ในปี 2564 จะต้องเผชิญปัจจัยลบหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ระดับหนี้ครัวเรือนที่ปรับสูงขึ้น ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์

อย่างไรก็ดี ภาคอสังหาฯ มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐที่ได้มีการต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าธรรมเนียมจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยที่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทออกไปจนถึงสิ้นปี 2564 รวมถึงสินค้าแนวราบยังได้รับปัจจัยหนุนจาก New Normal ที่ผู้บริโภคบางส่วนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่เคยต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแนวสูง มาซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้จริงกว่า ทั้งนี้แม้สภาวะตลาดจะไม่เอื้อมากนัก แต่บริษัทยังมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจให้เติบโตได้ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 7,000 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 6,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นราว 7% จากในปี 2563

ด้านนายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2564 จะยังคงให้ความสำคัญกับตลาดที่อยู่อาศัยในกลุ่มแนวราบ ที่เป็น Real Demand โดยมีแผนขยายโครงการใหม่ทั้งในทำเลใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ ตลอดจนเป็นการเปิดโครงการใหม่เพื่อทดแทนโครงการเดิมของบริษัทที่กำลังจะปิดโครงการลง โดยในปีนี้ มีแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 10-12 โครงการ มูลค่ารวม 6,000-7,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทได้เตรียมที่จะเปิดโครงการบ้านเดี่ยวหรู รูปแบบใหม่ ภายใต้แบรนด์ บ้านลลิล The Prestige ซึ่งเป็นออกแบบในสไตล์ French Colonial ระดับราคาจะอยู่ในช่วง 5-8 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขยายตลาดให้กว้างขึ้น จากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ภายใต้แบรนด์ Lanceo ซึ่งจะเน้นกลุ่มลูกค้าในช่วง 3-6 ล้านบาท

ในปีนี้ จะเป็นการต่อยอดการใช้กลยุทธ์ Lifestyle Marketing โดยมุ่งเน้นการใช้สื่อ Digital Marketing เพิ่มมากขึ้น จากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดยบริษัทมีการยกระดับการจัดการข้อมูลสารสนเทศสู่ Digital Company อย่างเต็มรูปแบบ มีการนำ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์หา Customer Insights เพื่อเข้าถึง และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ บริษัทจะมีการต่อยอดมาตรฐาน Lalin’s Quality of Living มีการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ (Innovation “Lalin, IL”) ภายในบ้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น ระบบ IL – Smart & Security, IL – Ecosystem, และ IL – Lively & Healthy เป็นต้น ทั้งนี้ได้ตั้งงบด้านการตลาดในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 3-4%

ในส่วนของทางด้านการเงินของบริษัทมีความแข็งแกร่งทางด้านการเงินอย่างมาก โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ที่ลดลงจาก 0.75 เท่า ณ สิ้นปี 2562 มาอยู่ที่ระดับเพียง 0.67 เท่า ณ สิ้นปี 2563 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ราว 1.4-1.5 เท่า และยังมีเงินสดสำรองเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจอีกราว 1,000 ล้านบาท ตลอดจนมีวงเงินสนับสนุนทางการเงิน (Committed Line) ที่ยังไม่ได้เบิกใช้ จากธนาคารพาณิชย์พันธมิตรต่างๆ อีกมากกว่า 2,000 ล้านบาท

สะท้อนความแข็งแกร่งทางด้านการเงินของบริษัท และความสามารถในการขยายธุรกิจได้อีกมาก โดยไม่มีปัญหาด้านสภาพคล่อง โดยในปี 2564 นี้บริษัทวางงบซื้อที่ดินไว้ที่ประมาณ 1,000-1,200 ล้านบาท แหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และกำไรสะสมของบริษัท ตลอดจนมีการใช้หุ้นกู้ และแหล่งเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน โดยมีการพิจารณาออกในจำนวนและช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้สอดรับกับการขยายธุรกิจ และการเติบโตในระยะยาวของบริษัท

ในปี 2564 แม้จะเป็นอีกปีที่ภาวะแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย แต่บริษัทยังคงเชื่อมั่น และวางเป้าหมายเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจ มุ่งสู่การเป็น National Housing Company และเป็นผู้นำของตลาดแนวราบในช่วงราคา 2-8 ล้าน ครอบคลุมในทุกทำเลศักยภาพ โดยตั้งเป้าเป็นแบรนด์ใน 3 ลำดับแรก ที่ผู้บริโภคจะต้องนึกถึงเมื่อมองหาที่อยู่อาศัยแนวราบในช่วงราคาดังกล่าว

สำหรับผลประกอบการปี 2563 เป็นอีกปีที่บริษัทสามารถทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเติบโตได้สูงกว่าภาวะอุตสาหกรรมโดยรวมอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นปีที่เศรษฐกิจทั่วโลกและไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากการระบาดของโควิด-19 โดยบริษัทสามารถทำยอดรับรู้รายได้ 5,765 ล้านบาท เติบโตขึ้น 24.2% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในขณะที่มีกำไรสุทธิที่ 1,333.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.5%

 


Warapong Pankaew2 กุมภาพันธ์ 2021
.jpg

1min206

เอสซีจี เซรามิกส์ รับมือโควิดระบาดรอบ 2 มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยที่ดี พร้อมขยายตลาดปรับปรุงบ้าน และโซลาร์เซลล์

เอสซีจีนายนำพล มลิชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องภายใต้แบรนด์ คอตโต้ โสสุโก้ และคัมพานา เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดเซรามิกในประเทศปี 2564 ต้องยอมรับว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ มีผลโดยตรงต่อความมั่นใจของลูกค้าในช่วงต้นปีซึ่งเป็นเวลาที่ปกติมีความต้องการสูงสุดของทุกปี ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ที่แน่ชัดได้ แต่คาดว่าจะส่งผลกระทบทำให้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศยังคงชะลอตัวต่อไปอีกระยะหนึ่ง และการแข่งขันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นจากความต้องการและกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง

สำหรับบริษัทได้มีการปรับตัวและเตรียมแผนงานเพื่อรับมือ โดยมุ่งเน้นที่จะรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ให้ได้และควบคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ไม่จำเป็น รวมถึงเร่งการดำเนินการในแผนงานต่างๆ เพื่อรองรับการฟื้นตัวในอนาคต ระหว่างนี้ได้นำประสบการณ์จากการล็อคดาวน์ครั้งก่อนมาเร่งดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งการขายผ่านช่องทางออนไลน์ ตลอดจนวางแผนและประมาณการทางด้านความต้องการซื้อของลูกค้าและการผลิตสินค้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ส่วนกลยุทธ์การดำเนินงานที่สำคัญในช่วงต้นปีนี้ บริษัทจะยังคงมุ่งเน้นเรื่องช่องทางที่หลากหลายทั้งในแบบออฟไลน์และออนไลน์ควบคู่กันไปเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทุกระดับ โดยปัจจุบันบริษัทได้ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาช่องทางจัดจำหน่ายให้มีความหลากหลายมากขึ้นทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าของบริษัทได้จากหลากหลายช่องทาง และมุ่งเน้นสินค้านวัตกรรม (High Value Added) ทั้งในด้านฟังก์ชันการใช้งานควบคู่ไปกับความสวยงามอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสอดรับกับเทรนด์ที่กำลังมาแรง

โดยเฉพาะเทรนด์เรื่องการให้ความสำคัญกับสุขภาพและสุขอนามัยที่ดี (Well-Being) ความตื่นตัวเรื่องสุขอนามัยและความปลอดภัยตลอดจนการเตรียมพื้นที่สำหรับสมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้สูงอายุ รวมถึงเทรนด์เรื่องการปรับปรุงที่อยู่อาศัย (Renovation) โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทได้ออกสินค้าภายใต้แบรนด์ COTTO หลายซีรีย์ที่อยู่ในกลุ่มกระเบื้อง Hygienic Tile (ไฮจีนิก ไทล์) ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์เรื่องสุขภาพและความสะอาด

นอกจากความโดดเด่นในเรื่องฟังก์ชันการใช้งานที่เน้นคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของ “เชื้อแบคทีเรีย” แล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่ามีการเพิ่มเติมและพัฒนาเรื่องความสวยงามมากขึ้น โดยล่าสุดได้มีการพัฒนากระเบื้องลวดลายไม้ในแต่ละแผ่นกระเบื้องเป็นแบบ Random Design ที่ไม่ซ้ำและมีความแตกต่างกันในแต่ละแผ่นเสมือนลวดลายไม้ธรรมชาติจริง ๆ โดยยังคงคุณสมบัติในเรื่องความเป็น ไฮจีนิก ไทล์ ด้วย

เอสซีจี

นอกจากนี้ ยังคงผลักดันสินค้าใหม่ คือ แผ่นปูพื้น LT แบบ Smart Flexible by COTTO ซึ่งเป็นวัสดุปูพื้นที่มีดีไซน์สวยงาม ติดตั้งง่าย รวดเร็ว และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งที่จะเป็น Product expert ซึ่งมีความครบครันตั้งแต่สินค้าจนถึงบริการ มีสินค้าที่ตอบโจทย์ทุกพื้นที่รวมทั้งมีอุปกรณ์เสริมครบทุกรายการเพื่อให้จบงานได้ จนถึงมีทีมบริการติดตั้งที่ได้มาตรฐาน ลูกค้าสามารถซื้อได้ครบจบในที่เดียว

ด้านการขยายธุรกิจด้านพลังงาน ภายใต้ แบรนด์ “SUSUNN” เพื่อดำเนินธุรกิจให้คำปรึกษา ออกแบบ จัดจำหน่าย ติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนซึ่งเป็นพลังงานสะอาดหลากหลายประเภท โดยเฉพาะระบบโซลาร์เซลล์ บริษัทตั้งเป้าให้ SUSUNN เป็นผู้ให้บริการ (Solution Provider) ด้านวิศวกรรม พลังงาน และนิคมอุตสาหกรรมในระดับอาเซียนด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพและประสบการณ์ของทีมงานสามารถทำให้เป็นไปได้อย่างแน่นอน ตั้งแต่เริ่มดำเนินการมาในระยะ 2-3 ปีจนถึงขณะนี้ สินค้าและบริการของเราได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และมีลูกค้ารายใหม่เพิ่มเติมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามสถานการณ์ตลาดของโซลาร์เซลล์ที่ยังคงเติบโตได้ดีในปัจจุบัน และยังมีแนวโน้มที่ดีมากในอนาคต

สำหรับผลประกอบการในปี 2563 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 9,951 ล้านบาท ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 10 โดยมีกำไรสุทธิรวม 420 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 252 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสำคัญจากต้นทุนการผลิตที่ลดลงตามราคาก๊าซธรรมชาติ ความสามารถในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต รวมทั้งสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหารการขายและการตลาดได้ตามเป้าหมาย

อ่านเพิ่มเติม…
-แต่งบ้าน เสริมพลังตามธาตุเกิด ดิน น้ำ ลม ไฟ สไตล์คอตโต้

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4

 


Warapong Pankaew2 กุมภาพันธ์ 2021
4-AP-ONE-CLICK-NEW-HOME-1-1280x649.jpg

1min217

เอพี เปิดตัว One Click New Home แพลตฟอร์มซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในยุค Next Normal ชู 3 จุดต่าง TOURLiVE ชมห้องจริง วิวจริง บรรยากาศจริง ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน BOOKLiVE จองยูนิตพิเศษก่อนใครแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง และ HOTPRiCE การันตีราคาที่ดีที่สุด รวมส่วนลดสูงสุด 30 ล้านบาท เฉพาะลูกค้าที่จองผ่านแพลตฟอร์ม One Click New Home รับส่วนลด ON TOP เพิ่มสูงสุด 200,000 บาท 

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า “เป็นที่แน่นอนว่าหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 เป็นเวลากว่าหนึ่งปี ไม่ใช่เฉพาะวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไป แต่พฤติกรรมการเยี่ยมชมโครงการ ตลอดจนกระบวนการตัดสินใจซื้ออสังหาฯก็ปรับเปลี่ยนตามไปด้วย เอพี ไทยแลนด์ พร้อมรองรับดีมานด์ลูกค้าอสังหาฯ ยุคใหม่ ด้วยแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุดภายใต้ชื่อ One Click New Home เพื่อการเยี่ยมชมและจองสินค้าอสังหาฯ เครือเอพีบนโลกดิจิตอลอย่างครบวงจรเต็มรูปแบบ พร้อมดีลพิเศษในเรื่องของราคาและส่วนลด On Top ที่มากขึ้น

“เราเห็นเทรนด์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้ออสังหาริมทรัพย์ผ่านระบบออนไลน์ โดยตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปี 2563 ลูกค้าสอบถามข้อมูลหรือนัดหมายเยี่ยมชมโครงการผ่านดิจิตอลแพลตฟอร์มต่างๆ ของเอพี (Facebook, Line OA รายโครงการ เป็นต้น) เพิ่มมากขึ้นถึง 85% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก ตลอดจนเมื่อวิกฤตโรคระบาดกลับมาอีกครั้ง จึงกระตุ้นให้ผู้บริโภคเปิดรับดิจิตอลแพลตฟอร์มรูปแบบต่างๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้” นายวิทการ กล่าวเสริม

ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ Pain Points ของผู้บริโภคในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ผ่านออนไลน์แพลตฟอร์ม ทั้งในเรื่องของการไม่สามารถเห็นห้องจริง วิวจริง หรือความซับซ้อนของระบบที่ไม่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว บริษัท จึง พัฒนา One Click New Home เพื่อเป็นโซลูชั่นใหม่ให้กับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยมุ่งเน้นการออกแบบ User Experience (UX) & User Interface (UI) ที่ผสานฟีเจอร์การใช้งาน และสร้างประสบการณ์เสมือนไปยังพื้นที่โครงการจริง

ตลอดจนเป็นฮับที่นำเสนอสินค้าเครือเอพีในทุกๆ รูปแบบผ่านประสบการณ์ในโลกดิจิตอล ผ่าน 3 ไฮไลท์หลักได้แก่

1. TOURLiVE ลูกค้าสามารถเลือกโครงการที่สนใจ เยี่ยมชมทุกตารางเมตรในโครงการ ห้องจริง วิวจริง และพื้นที่ส่วนกลางพร้อมบรรยากาศจริง ทั้งกลางวันและกลางคืนด้วยความละเอียดสูงสุดแบบ 360°

2. BOOKLiVE ช็อปยูนิตพิเศษก่อนใครผ่านการจองแบบเรียลไทม์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

3. HOTPRiCE การันตีราคาที่ดีที่สุดเฉพาะลูกค้าที่ทำการจองผ่านแพลตฟอร์ม One Click New Home

ทั้งนี้บริษัทได้เพิ่มฟีเจอร์พิเศษโดยไม่ต้องออกจากแพตลฟอร์มเดิม ด้วย AP VDO CALL ที่สามารถติดต่อทีมงานฝ่ายขายโครงการที่จะคอยแนะนำ พร้อมตอบทุกคำถาม รวมถึงการให้บริการ Private Tour ทัวร์โครงการแบบออนไลน์ไปพร้อมๆ กันได้ทุกที่ทุกเวลาที่ลูกค้าสะดวก ไม่ต่างจากการเดินทางเยี่ยมชมโครงการจริง” นายวิทการ กล่าวเพิ่มเติม

แพลตฟอร์ม One Click New Home เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ โดยนำร่องกับทัพคอนโดมิเนียมทุกแบรนด์ในเครือเอพี THE ADDRESS, RHYTHM, LIFE และ ASPIRE 6 โครงการพร้อมอยู่ และ 6 โครงการใหม่ ราคาเริ่ม 1.9-20 ล้านบาท รวมส่วนลดสูงสุด 30 ล้านบาท และ ON TOPเพิ่มพิเศษอีกสูงสุด 200,000 บาท เฉพาะลูกค้าที่จองผ่าน ap.oneclicknewhome.com เท่านั้น


Warapong Pankaew28 มกราคม 2021
The-Stage-Mindscape-รัชดา-ห้วยขวาง-1280x797.jpg

1min197

เรียลแอสเสท เปิด 4 โครงการใหม่ ประเดิม “เดอะ สเตจ มายด์สเคป” คอนโดรัชดา – ห้วยขวาง ราคา 2.59 ล้าน

นายบดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 ยังคงเป็นปีที่ท้าทายจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการระบาดใหม่ของไวรัสโควิด-19 โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ยังคงเน้นการระบายสต๊อกเก่า และจะเริ่มมีการเปิดโครงการใหม่มากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

การจะอยู่รอดในธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัว พัฒนาโปรดักต์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าที่มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป และกำหนดราคาให้จับต้องได้ถือเป็นปัจจัยสำคัญ โดยในปีนี้ เรียลแอสเสท จะเปิดโครงการใหม่ 4 โครงการ เน้นฐานลูกค้าเรียลดีมานด์เป็นหลัก มุ่งการทำวิจัยตลาดอสังหาฯศึกษาถึงข้อมูลและพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้า เพื่อให้สินค้าออกมาตรงตามความต้องการมากที่สุด เน้นกลยุทธ์การตลาดในด้านราคามากขึ้น

ทั้ง 4 โครงการใหม่ มีมูลค่ารวม 4,660 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการแนวราบ จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 2,510 ล้านบาท ได้แก่
1.ทาวน์โฮมแบรนด์ สตอรี่ส์ บางนา-สุวรรณภูมิ เนื้อที่ 15-3-22 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของทาวน์โฮม 2 ชั้น จำนวน 187 ยูนิต ราคาเฉลี่ย 3.21 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 600 ล้านบาท
2.ทาวน์โฮมแบรนด์ สตอรี่ส์ รังสิต-วงแหวน เนื้อที่ 16-2-42ไร่ พัฒนาในรูปแบบของทาวน์โฮม 2 ชั้น จำนวน 233 ยูนิต ราคาเฉลี่ย 1.99 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 462.6 ล้านบาท
3 บ้านเดี่ยวแบรนด์ วิรัณยา บางนา-วงแหวน เนื้อที่ 42-1-73.5 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของบ้านแฝด 2 ชั้น และบ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวน 207 ยูนิต ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 7.34 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 1,497 ล้านบาท
4. คอนโดมิเนียม เดอะ สเตจ มายด์สเคป คอนโดรัชดา -ห้วยขวาง ราคา 2.59 ล้านบาท

คาดว่า ในปี 2564 จะสามารถสร้างยอดขายจำนวน 2,350 ล้านบาท เติบโตขึ้น 15% จากปีก่อนที่มียอดขาย 2,050 ล้านบาท

คอนโดรัชดา

สำหรับโครงการเดอะ สเตจ มายด์สเคป รัชดา-ห้วยขวาง เป็นคอนโดมิเนียมจำนวน 1 อาคาร บนพื้นที่ 2-0-68 ไร่ จำนวน 477 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,150 ล้านบาท รองรับที่จอดรถ 46% อยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า MRT ห้วยขวาง250 เมตร ประกอบด้วยห้องชุดแบบ 1 Bedroom ขนาด 26-35 ตารางเมตร , 1 Bedroom (T) ขนาด 31-41 ตารางเมตร และ 2 Bedroom ขนาด 45-60 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท จะเปิดรอบ Online Booking ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563

อ่านประกอบ:
-โปรโมชั่น กดดันราคาบ้าน-คอนโด ยังลดลงต่อเนื่อง

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew11 มกราคม 2021
-.jpg

1min302

วิลล่า คุณาลัย ชูกลยุทธ์ “เกาะปีกอินทรี” รับมือตลาดบ้านแนวราบปี 64 แข่งดุ ซุ่มศึกษาคู่แข่งรายใหญ่ รักษาที่มั่น พร้อมขยายลงทุนโซนใต้กทม.

วิลล่า คุณาลัยนางประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแนวโน้มการแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบในปี 2564 ว่า การแข่งขันจะมีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบยังคงมีอยู่สูง และเป็นลูกค้าในกลุ่มที่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยจริง (Real Demand) เป็นหลัก ส่งผลให้ผู้ประกอบการ ทั้งรายใหญ่ รายกลาง และรายเล็ก จะแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดบ้านแนวราบมากขึ้น

สำหรับบริษัทได้วางแผนรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยจะใช้กลยุทธ์ “เกาะปีกอินทรี” ศึกษากลยุทธ์คู่แข่งรายใหญ่ นำพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงกลยุทธ์ของคู่แข่งมาประเมิน เพื่อปรับให้ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด ขณะเดียวกันบริษัทต้องเตรียมความพร้อมทั้งในด้านสภาพคล่องเงินสด ที่ขณะนี้มีอยู่ 100 ล้านบาท รวมถึงแผนการใช้เครื่องมือทางการเงิน ซึ่งสามารถรองรับกับแผนการพัฒนาโครงการในอนาคตในอีก 1-2 ปีข้างหน้า

พร้อมกันนี้ บริษัทยังเตรียมสร้างเกราะป้องกันเพื่อ “รักษาแชมป์ในโซนของตัวเอง” และป้องกันไม่ให้คู่แข่งเข้ามาเจาะพื้นที่โซนยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ พื้นที่บางบัวทอง และพื้นที่เขตปริมณฑลอื่นๆ โดยจะเน้นกลยุทธ์ด้านการบริการลูกค้า ด้านราคาขาย รวมถึงการพัฒนาโครงการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายขึ้น

ส่วนการลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งถือเป็นทิศที่ 3 ที่บริษัทจะเข้าไปลงทุนตามกลยุทธ์ขยายการลงทุนให้ครบ 4 ทิศรอบกรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ลงทุนในทิศตะวันตก คือในพื้นที่บางบัวทอง และทิศตะวันออกคือในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราไปแล้ว ล่าสุดบริษัทเตรียมจะเข้าไปลงทุนในทิศใต้ของกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการต่างๆ และจะต้องเสนอต่อที่ผู้ถือหุ้นสามัญในช่วงเดือนเมษายน 2564 คาดว่าจะสามารถสรุปรายละเอียดได้ในช่วงไตรมาส 2/2564 นี้

นางประวีรัตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินงานในปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะอัตราการเติบโตของรายได้รวมปี 2563 ที่มีโอกาสแตะระดับ 800 ล้านบาท จากปี 2562 บริษัทมีรายได้ 652.67 ล้านบาท โดยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 บริษัทมีรายได้รวมแล้วที่ 497.74 ล้านบาท ขณะที่ช่วงไตรมาส 4/2563 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น บริษัทได้จัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ช่วยการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ส่งผลให้มียอดขาย (Presale) รวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ทำให้ยอดขายในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2563 เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

“ ปี 2563 เป็นปีที่มีความท้าทายในการบริหารงานอย่างมาก บริษัทต้องปรับกลยุทธ์การตลาด ภายใต้วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้เกิดแนวคิดการอยู่อาศัยในรูปแบบใหม่ ภายใต้ EVERYTHING AT HOME ทุกสิ่งเกิดขึ้นที่บ้าน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยชูจุดเด่นเรื่องของ space (พื้นที่ใช้สอย) ที่ให้ได้มากกว่า ทั้งในส่วนของพื้นที่ส่วนกลาง และพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านที่เหนือคู่แข่ง ส่งผลให้ทุกโครงการของคุณาลัย ได้การตอบรับที่ดีและประสบความสำเร็จด้านยอดขายตลอดจนถึงปัจจุบัน” นางประวีรัตน์ปิดท้าย

อ่านประกอบ : กานดา พร็อพเพอร์ตี้ กางแผนรุกอสังหาฯฝ่าโควิดปี 64

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew11 มกราคม 2021
-.png

1min251

อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ กวาดยอดขายปี 63 ไปกว่า 1.7 หมื่นล้าน ดีกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 4 % มั่นใจดีมานด์คอนโดติดรถไฟฟ้าพร้อมอยู่ยังมีต่อเนื่อง

ดร. ชัยยุทธ ชุณหะชา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ว่าตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 จะมีการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทั้งในและต่างประเทศนั้น บริษัทยังทำผลงานเป็นที่น่าพอใจ โดยการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 4/2563 มีสัญญาณการเติบโตที่ดี มียอดขายจำนวน 4,384 ล้านบาท ดีกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 3,712 ล้านบาท ถึง 18% ซึ่งเกินเป้าหมายที่วางไว้ทั้งในส่วนของโครงการคอนโดมิเนียม และโครงการแนวราบ

ส่งผลให้ยอดขายรวมของปี 2563 มีจำนวนกว่า 17,473 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 4% ส่วนใหญ่มาจากการที่บริษัทมุ่งเน้นการขายโครงการพร้อมอยู่ซึ่งบริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียมและโครงการแนวราบที่หลากหลาย รองรับความต้องการของผู้ซื้อได้อย่างทั่วถึงทั้งผู้ซื้อในประเทศ และต่างประเทศ โดยการพัฒนาโครงการในยุค New Normal นี้ จะเน้นในเรื่องของความคุ้มค่าเพื่อสอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค และมาตรการสาธารณสุข เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจเมื่อมีการเยี่ยมชมโครงการของบริษัท

นอกจากนี้ บริษัทสามารถโอนโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 3/2563 ทั้ง 5 โครงการ ต่อเนื่องในไตรมาส 4/2563 คือ โครงการแอชตัน อโศก-พระราม 9 โครงการไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 โครงการไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท อีสต์พอยท์ โครงการไอดีโอ รัชดา-สุทธิสาร และโครงการเอลลิโอ สาทร-วุฒากาศ ภายใต้แนวคิดใหม่เพื่อการใช้ชีวิต “THE NEW ICONIC” โดยทั้ง 5 โครงการข้างต้นจะช่วยผลักดันให้ยอดโอนในไตรมาสที่ 4/2563 สูงที่สุดของปี 2563 ที่ผ่านมา

อ่านประกอบ : การพลิกฟื้นของอสังหาฯไทย และความเคลื่อนไหวของ ‘อนันดา’

Property Mentor Line Official : https://lin.ee/nE9XYOo4



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME