แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลและในภูมิภาคอื่นๆ จะยังคงซบเซา แต่ที่ภูเก็ตกลับเต็มไปด้วยความร้อนแรงทั้งดีมานด์และซัพพลายที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก สวนทางกับพื้นที่อื่นๆ ที่ตลาดแทบจะหยุดนิ่ง จึงทำให้ภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์จากส่วนกลางต่างแสวงหาโอกาสที่จะเข้าไปลงทุน ซึ่งที่ผ่านมามีบิ๊กเนมหลายๆ เจ้า เข้าไปปักหลักปั๊มรายได้กันอย่างเป็นกอบเป็นกำ
ไม่ว่าจะเป็น แสนสิริ ที่มีแผนการลงทุนในภูเก็ตอย่างหนักหน่วง เช่นเดียวกับ แอสเซทไวส์ และ ออริจิ้น รวมไปถึงกลุ่มเซ็นทรัล ที่กำลังขยายการลงทุนสู่การมิกซ์ยูสระดับโลก เอสซี แอสเสท และศุภาลัย ที่เข้าไปลงทุนโครงการที่อยู่อาศัยมาแล้วหลายโครงการ ล่าสุด ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ได้ประกาศแผนลงทุนครั้งใหญ่ที่จะเก็บเกี่ยวรายได้ใน 3 ปีข้างหน้า โวยมูลค่าโครงการรวมทะลุหลัก 3 หมื่นล้านบาท
“ภูเก็ตยังคงเป็น “เกาะแห่งโอกาส” และเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสำหรับการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ แม้ปัจจุบันจำนวนซัพพลายในตลาดยังคงอยู่ในระดับสูง (ประเมินว่าในปี 2569 จะมีคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่เข้าสู่ตลาดมากกว่า 5,000 หน่วย ส่งผลให้ซัพพลายสะสมพุ่งทะยานทะลุ 70,000 หน่วย) แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีดีมานด์ทั้งต่างชาติและคนไทยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง” นายธนกร วุฒิพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการบริหารธุรกิจตลาดต่างประเทศ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าว

หากพิจารณาภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตจะเห็นได้ว่าตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ตลาดภูเก็ตสามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ล่าสุดจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการสนามบินภูเก็ตกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 แล้ว การฟื้นตัวสะท้อนมายังตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างชัดเจน โดยความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังโควิด-19 โดยเพิ่มเป็น 4,500 ยูนิตในปี 2567 และคาดว่าจะอยู่ในระดับ 6,000 ยูนิตในปี 2569 ขณะที่ซัพพลายหลังโควิด-19 ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยในปี 2567 มีโครงการใหม่เปิดตัวสูงสุดกว่า 15,000 หน่วย และคาดว่าในปี 2569 จะมีจำนวนคอนโดมิเนียมเปิดใหม่มากกว่า 5,000 ยูนิต ทำให้มีซัพพลายสะสมกว่า 70,000 หน่วย

อีกเหตุผลที่ผลักดันให้ดีมานด์ในตลาดยังขยายตัวต่อเนื่องนอกจากความต้องการของชาวต่างชาติแล้ว ตลาดการลงทุนในภูเก็ตยังคงได้รับความสนใจทั้งจากคนภูเก็ตและนักลงทุนจากกรุงเทพฯ ด้วย Yield ในระดับ 7-10% ต่อปี สูงกว่าการลงทุนในกรุงเทพฯ ขณะที่ Capital Gain จากราคาคอนโดที่ปรับขึ้น 15-20% ต่อปี และอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทอสังหาฯสนใจลงทุนในภูเก็ตก็คือ กำไรขั้นต้น (Gross Profit) ที่สูงในระดับ 50-60% ซึ่งสูงกว่าโครงการในกรุงเทพฯที่ปกติจะอยู่ที่ 25-30% จึงไม่แปลกใจที่บริษัทอสังหาฯจะมองภูเก็ตเป็นขุมทรัพย์ที่จะสร้างรายได้และผลกำไรที่ดีงาม
สำหรับ ออริจิ้น ถือเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯจากกรุงเทพฯรายแรกๆ ที่เข้ามาบุกตลาดภูเก็ตภายใต้แนวคิด “Origin Infinity” ในปี 2566 ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ออริจิ้นเปิดโครงการแล้ว 8 โครงการ โดยมีเฟล็กชิพอยู่ที่ 2 มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ครอบคลุมครงการทั้งคอนโดมิเนียม พูลวิลล่า Branded Residence และต่อยอดไปสู่ธุรกิจโรงแรม และ Hospitality ทำให้มีมูลค่าโครงการรวม ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวน 18,350 ล้านบาท แบ่งเป็น กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ทั้งคอนโด และ บ้าน(วิลล่า) จำนวน 8 โครงการ จำนวน 3,937 ยูนิต มูลค่ารวม 15,650 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจโรงแรม (Hospitality & Tourism) ที่สร้างรายได้ประจำ อยู่ในแผนงานพัฒนา (Hotels in pipeline) 3 โครงการ จำนวน 601 ห้อง มูลค่า 2,700 ล้านบาท

ยุทธศาสตร์สำคัญในช่วงที่ผ่านมา คือการเลือกพัฒนาโครงการในทำเลที่มีศักยภาพและมีดีมานด์ต่างชาติรองรับ โดยเฉพาะบางเทา ซึ่งออริจิ้นพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ทั้ง ออริจิ้น รีสอร์ท เวิลด์ ภูเก็ต บางเทา ในรูปแบบ Beachfront Mixed-use ที่รวม Beach Club โรงแรมระดับ 5 ดาว Branded Residence คอนโดมิเนียม และพูลวิลล่าไว้ในพื้นที่เดียวกัน และ ออริจิ้น ลากูน เชิงทะเล ที่วางแนวคิดเป็น เวลเนส มิกซ์ยูส ที่มีทั้ง คอมมูนิตี้ มอลล์, เวลเนส คอมเพล็กซ์, คอนโดมิเนียม และ โรงแรมเข้าด้วยกัน การพัฒนาแบบมิกซ์ยูสจึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักที่ใช้สร้างฐานที่มั่นให้กับออริจิ้นในภูเก็ต และเตรียมต่อยอดการลงทุนในภูเก็ตต่อไปอีก 3 ปีข้างหน้าอย่างจริงจัง
“หากย้อนกลับไปในช่วงประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา ออริจิ้นได้เข้าไปเปิดโครงการในภูเก็ตแล้วมากกว่า 8 โครงการ ขณะที่โครงการที่อยู่ใน Pipeline หรือแผนการพัฒนาในอนาคต รวมทั้งหมดแล้วคาดว่าจะมีจำนวนเกือบ 20 โครงการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภูเก็ตจะเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของบริษัทในช่วง 3 ปีต่อจากนี้”นายธนกร กล่าว

สำหรับการลงทุนในช่วง 3 ปีนับจากนี้ (2569-2571) จะเป็นการลงทุนเพื่อเข้าสู่ช่วงวางฐานรากเพื่อสร้างการเติบโตต่อเนื่อง โดยจะมีการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ 12 โครงการโดยประมาณ มูลค่ารวม 11,650 ล้านบาท เป็นโครงการที่อยู่อาศัยทั้งคอนโดมิเนียม และพูลวิลล่า 9 โครงการ และโรงแรมอีก 3 โครงการ ส่งผลให้พอร์ต ออริจิ้น ภูเก็ต จะเติบโตจาก 18,350 ล้านบาท ขยับขึ้นเป็น 30,000 ล้านบาท ในปี 2571 พร้อมสร้างรายได้ใหม่เพิ่มจากโครงการสร้างเสร็จพร้อมส่งมอบและรายได้ประจำจากกลุ่มโรงแรมที่เปิดให้บริการ

สำหรับปี 2569 ออริจิ้นมีแผนเปิดโครงการใหม่อีก 2 แห่ง ได้แก่ ออริจิ้น เวลเนส เรสซิเดนซ์ เชิงทะเล มูลค่าประมาณ 2,300 ล้านบาท และ ออริจิ้น กะทู้–ป่าตอง เฟส 2 มูลค่า 1,200 ล้านบาท ทำให้โครงการใหม่ 2 แห่งในปีนี้มีมูลค่ารวมประมาณ 3,500 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทจะเตรียมแลนด์แบงก์ เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการใหม่อีกประมาณ 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 8,150 ล้านบาท ในพื้นที่ยุทธศาสตร์นอกจากที่บางเทาแล้วจะขยายไปในทำเลใหม่ๆ ที่มีดีมานด์และต้นทุนที่ดินเหมาะสม แทนการกระจุกตัวอยู่ในบางเทาเพียงแห่งเดียว เช่น เชิงทะเล หาดสุรินทร์ หาดกะตะ ราไวย์ ในเมืองภูเก็ต และ ป่าตอง ที่มีการปรับผังเมืองใหม่
นอกจากโครงการที่อยู่อาศัยแล้ว ออริจิ้นจะขยายธุรกิจ Hospitality ควบคู่กันไป โดยมีแผนเปิดโรงแรมใหม่อีก 3 แห่งในช่วง 3 ปี ได้แก่ Moxy Phuket Chaofah, Motto Phuket Kata และ Moxy Cherngtalay มูลค่ารวม 2,700 ล้านบาท จำนวนห้องรวมราว 600 ห้อง สะท้อนยุทธศาสตร์ที่ต้องการเชื่อมที่อยู่อาศัย โรงแรม และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน นอกจากนี้ ออริจิ้น จะสามารถสร้างรายได้รอบใหม่ที่เริ่มตั้งแต่ ไตรมาส 4 ปี 2569 เป็นต้นไป จากโครงการที่ก่อสร้างเสร็จและส่งมอบให้กับลูกค้า 2 โครงการเพิ่มเติม คือ โครงการ โซ ออริจิ้น บางเทา บีช มูลค่าโครงการ 2,800 ล้านบาท และโครงการ บัลโค บางเทา บีช มูลค่า 600 ล้านบาท ในปี 2570 เพิ่มอีก 2 โครงการ และปี 2571 เพิ่มคอนโด 1 โครงการ และโรงแรม 1 แห่ง

นายธนกร กล่าวอีกว่า การแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตทวีความรุนแรงขึ้น หลังซัพพลายสะสมมีแนวโน้มเพิ่มเป็นมากกว่า 70,000 หน่วยในปี 2569 จากการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหญ่ ทำให้ผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้นและใช้เวลาเปรียบเทียบโครงการก่อนตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังเชื่อมั่นในศักยภาพของทำเล ประกอบกับเครือข่ายเอเจนต์ต่างชาติที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยให้สามารถระบายสต๊อกและรักษายอดขายได้ต่อเนื่อง
แม้การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงกับเกิดสงครามราคา แต่เป็นการใช้โปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ และเพิ่มคอมมิสชั่นให้เครือข่ายเอเจนต์ จากเดิมประมาณ 7–8% เพิ่มขึ้นแตะระดับ 10% ขณะที่โครงการส่วนใหญ่นำเสนอห้องแบบ Fully Furnished เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าต่างชาติที่ต้องการซื้อแล้วเข้าอยู่ได้ทันที

“แม้ซัพพลายเพิ่มขึ้นมาก แต่บริษัทยังไม่มองว่าภูเก็ตเข้าสู่ สงครามราคา เพราะ Demand และ Absorption Rate ยังอยู่ในระดับที่ดี ผู้ประกอบการบางรายยังสามารถปรับราคาขายขึ้นได้ การแข่งขันจึงเป็นลักษณะของการเพิ่มโปรโมชั่นและแรงจูงใจให้เอเจนต์มากกว่าการตัดราคา สะท้อนว่าตลาดภูเก็ตแม้แข่งขันสูง แต่กำลังซื้อยังรองรับการเติบโตได้ โดยเฉพาะโครงการที่มีทำเลและสินค้าตรงกับความต้องการของตลาดต่างชาติ” นายธนกรกล่าว
การบุกตลาดภูเก็ตของ ออริจิ้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขยายการลงทุนทางธุรกิจ แต่คือการปักหมุดสร้างรากฐานความเติบโตอย่างยั่งยืนบนทำเลศักยภาพระดับโลก ผ่านการส่งมอบที่อยู่อาศัยและบริการคุณภาพ ขับเคลื่อนให้ ออริจิ้น ก้าวสู่การเป็นผู้นำอสังหาริมทรัพย์ระดับแถวหน้าที่เคียงข้างการเติบโตของภูเก็ต ด้วยพอร์ตการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งโครงการเพื่อขาย และธุรกิจโรงแรมที่สร้างรายได้ประจำ พร้อมแรงส่งจากคลื่นรายได้รอบใหม่ที่จะเกิดขึ้น มั่นใจว่า ภูเก็ต จะเป็นหนึ่งในทำเลหลักที่ช่วยขับเคลื่อนพอร์ตธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน






