ภาพปก คอนโด ล้นตลาด

ธอส.เร่งระบายสต๊อกบ้านพร้อมอยู่ 2.4 แสนล้าน

ธอส.เล็งปล่อยกู้บ้านสร้างเสร็จพร้อมอยู่ราคาไม่เกิน 5 ล้าน หวังช่วยเร่งระบายสต๊อก 2.4 แสนล้าน พร้อมเดินหน้าปรับ Credit Scoringปล่อยกู้ผู้ประกอบอาชีพอิสระให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เผยได้ตัวผอ.ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯคนใหม่แล้ว เร่งพัฒนาข้อมูล Insight ตลาด

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ในครึ่งหลังของปี 2569 ธนาคารจะมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่เพื่อทำให้คนไทยมีบ้านได้ง่ายขึ้น และสินเชื่อที่ช่วยประคับประคองให้ภาคอสังหาริมทรัพย์สามารถเดินต่อไป โดยอยู่ระหว่างออกแบบสินเชื่อโปรแกรมพิเศษที่จะจูงใจให้คนอยากซื้อบ้านที่สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ในราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งผู้ประกอบการจะช่วยลดราคาขายลง เพื่อเพิ่มอัตราการดูดซับ และเร่งลดซัพพลายในตลาดที่อยู่อาศัยลง

“ภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคที่อยู่อาศัยในปีนี้เผชิญกับความท้าทายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของ GDP ปัญหาเงินเฟ้อ รวมถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ธนาคารพาณิชย์ยังมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ภาพรวมของตลาดมีความท้าทาย

ดร มหัทธนะ

แม้ว่าตัวเลขหลายตัวจะบ่งชี้ว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์หรือภาคที่อยู่อาศัยอาจผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่การฟื้นตัวยังมีความเปราะบางและไม่สามารถประเมินได้ว่าตลาดจะฟื้นตัวอย่างไร จะฟื้นตัวได้เมื่อไหร่ และจะใช้เวลานานเพียงใด เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ธนาคารต้องให้ความสำคัญ เพราะนอกจากภารกิจในการดูแลให้คนไทยมีบ้านแล้ว ธนาคารยังมีหน้าที่ช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์สามารถเดินหน้าต่อไปได้ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารพยายามดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน”ดร.มหัทธนะกล่าว

ทั้งนี้ รายงานจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 มีที่อยู่อาศัยเหลือขายทั้งประเทศจำนวน 3.4 แสนหน่วย มูลค่ารวม 2 ล้านล้านบาท เป็นที่อยู่อาศัยเหลือขายที่สร้างเสร็จแล้วจำนวน 1.1 แสนหน่วย คิดเป็นมูลค่า 5.8 แสนล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยเหลือขายที่สร้างเสร็จแล้วในราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทจำนวน 8.2 หมื่นหน่วย มูลค่ารวม 2.4 แสนล้านบาท

ดร.มหัทธนะกล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของการเพิ่มโอกาสให้คนไทยมีบ้าน จะเน้นกลุ่มลูกค้าที่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งมีข้อจำกัดที่ทำให้เข้าถึงสินเชื่อได้ยากกว่าลูกค้าที่เป็นพนักงานประจำ ธอส.จึงได้พัฒนา Credit Scoring สำหรับพิจารณาสินเชื่อกลุ่มอาชีพอิสระ เช่น การเอาสินทรัพย์อื่นๆ เช่น เงินออม เข้ามาพิจารณา ความถี่ของรายได้ที่ไม่เหมือนกับรายได้ของพนักงานประจำ เป็นต้น ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบอาชีพอิสระ ขณะเดียวกัน ประสิทธิภาพในการพิจารณาสินเชื่อลูกค้าในกลุ่มนี้ก็จะดีขึ้น เพราะมีตัวเลขเข้ามาแบ็กอัพ และสุดท้ายถ้าลูกค้ายังไม่พร้อมก็ยังสามารถมาเข้าโปรแกรมโรงเรียนการเงินของธอส.ได้

Full Body Set of Young Men and Women Striking Poses【Vector/Illustration/Person】

“ผู้ประกอบอาชีพอิสระเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่ธนาคารให้ความสำคัญในปีนี้และจะดำเนินการต่อเนื่องในปีต่อๆ ไป โดยปัจจุบันสัดส่วนสินเชื่อของลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 10% หรือประมาณ 10,000 ล้านบาท ธนาคารพยายามมุ่งเน้นและเพิ่มโอกาสให้แก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระมากขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินอื่น แม้ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวอ่อนไหวต่อความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และมีโอกาสกลายเป็น NPL ได้ แต่ธนาคารมีข้อมูลและมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการติดตามดูแลลูกค้า และยังคงอยู่ในระดับที่ธนาคารสามารถบริหารจัดการได้”

สำหรับการดำเนินงานในครึ่งปีแรกธอส.สามารถปล่อยสินเชื่อได้ 123,149.93 ล้านบาท ครอบคลุมลูกค้า 114,184 บัญชี เพิ่มขึ้น 14.85% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 49.90% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ 246,795 ล้านบาท โดยจำนวนนี้เป็นสินเชื่อปล่อยใหม่ให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท จำนวน 58,685 ราย เพิ่มขึ้น 7.39% ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มีจำนวน 106,923.72 ล้านบาท คิดเป็น 5.54% ของยอดสินเชื่อรวม ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

ส่งผลให้การดำเนินงานเมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2568 มีสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,931,518.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.14% มีสินทรัพย์รวม 2,097,905.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.41% เงินฝากรวม 1,850,385.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.10% ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเป็นจำนวนสูงถึง 161,193.05 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อ NPL ที่ระดับ 150.76% สะท้อนถึงความมั่นคงที่พร้อมในการรองรับผลกระทบในอนาคต และอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ระดับแข็งแกร่ง 15.47% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดที่ 8.50%

ธอส.

ดร.มหัทธนะ กล่าวอีกว่า สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพ์ในช่วงครึ่งปีหลัง ปัจจัยบวกที่เห็นได้ชัดคือ อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ ปัจจัยที่สองคือเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเลขในปัจจุบันขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ยังต้องติดตามว่าในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ส่วนปัจจัยภายนอกคือสถานการณ์สงครามที่ยังคงดำเนินอยู่ ช่วงสัปดาห์ก่อนสถานการณ์ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่หลังจากนั้นกลับมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษคือหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 86% ธนาคารจำเป็นต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้และลูกค้าของธนาคาร จึงเป็นที่มาของแนวทางที่ธนาคารต้องทำงานเชิงรุก หรือ Proactive มากขึ้น

“อุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย ปัจจุบันมีสัดส่วนต่อ GDP ประมาณ 10% ขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้วจะมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 20% หมายความว่า ประเทศไทยยังมีพื้นที่สำหรับการเติบโต หรือ Room for Growth อีกเกือบ 10% ดังนั้นถ้าทุกฝ่ายทั้งผู้ประกอบการ ธนาคารพาณิชย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับภาคที่อยู่อาศัยร่วมมือกันก็จะเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจนี้สามารถขยายสัดส่วนไปถึง 20% ได้”

ภาพปก คอนโด ล้นตลาด

อีกส่วนหนึ่งคือการใช้ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ซึ่งขณะนี้ได้ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลคนใหม่แล้ว ธนาคารต้องการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์พัฒนาดัชนีใหม่ๆ เพิ่มเติมเป็นข้อมูล Insight ให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อประเมินว่าอนาคตของตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเป็นอย่างไร ทำเลใดมีศักยภาพ กลุ่มลูกค้าประเภทใดเหมาะสม หรือกลุ่มอาชีพใดมีโอกาสทางตลาด ข้อมูลควรสามารถบอกได้ว่า ผู้ประกอบการควรพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบใด ควรเป็นบ้านประเภทใด ราคาเท่าใด ตั้งอยู่ในทำเล จังหวัด หรืออำเภอใด

“ธนาคารพยายามนำข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น เพราะมองว่า การกำหนดนโยบาย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือการดำเนินการใดก็ตาม หากมีข้อมูลเข้ามาสนับสนุน โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดจะลดลง หากสามารถจัดทำข้อมูลให้ผู้ประกอบการ ลูกค้า หรือหน่วยงานอื่นนำไปใช้ร่วมกันได้ ก็ควรเปิดให้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เพื่อช่วยประคับประคองภาคที่อยู่อาศัยให้สามารถเติบโตอย่างมั่นคง” ดร.มหัทธนะ กล่าว