Healthy lifestyle and self care concept

ถอดรหัส Wellness & Longevity ของที่ต้องมีในการพัฒนาที่อยู่อาศัย

ในงานสัมมนา PROPERTY HACK 2026: Survival Ocean ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดยสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ร่วมกับ สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์นนทบุรี และบริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ติดอาวุธทางปัญญา ยกระดับการบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดมุมมองใหม่ๆ สร้างแรงบันดาลใจ ตลอดจนค้นหา “โอกาส” และ “ทางออก” ให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยได้ใช้รับมือสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างดุเดือด

วานนี้นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ในฐานะหัวเรือใหญ่ ตั้งใจให้งานสัมมนาใหญ่ประจำปีเป็นการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ ความเข้าใจเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อพันธมิตรธุรกิจอสังหาฯ และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นำ Data และองค์ความรู้ต่างๆ ไปใช้พัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพบริหารงานให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจยุคปัจจุบันได้อย่างสูงสุด

พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์

“ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยและภาคอสังหาริมทรัพย์ กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้านทั้งจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในยุค AI และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด Red Ocean การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ ‘ทางหลัก’ ที่ผู้ประกอบการอสังหาฯ ทุกคนต้องยึดถือในปัจจุบัน” นายพรนริศ กล่าว

หนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจก็คือผลวิจัย “เจาะลึกแนวคิดการใช้ชีวิตและสุขภาพของคนไทย” จาก Terra Research โดยสุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการบริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จํากัด เปิดเผยว่า ผลสำรวจของ Terra จากผู้ตอบแบบสอบถาม 400 คนทั่วประเทศ พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพมหานคร 52% และอีก 48% อยู่ในปริมณฑลและต่างจังหวัด โดยเป็นกลุ่ม Gen Y อายุ 31-44 ปี มากที่สุด 44% รองลงมาคือ Gen X 32% และส่วนใหญ่มีรายได้ระดับกลาง 15,000-50,000 บาทต่อเดือน 44% ขณะที่ที่อยู่อาศัยปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยว 46% รองลงมาคือทาวน์โฮม 22% และคอนโดมิเนียม 17%

ผลสำรวจพบว่า 93% ของคนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพ และยิ่งอายุมากขึ้น สุขภาพยิ่งกลายเป็นเรื่องสำคัญ โดย 60% ของ Baby Boomer มองว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกเจเนอเรชั่น

ขณะที่ 43% มีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอยู่ที่ 1,000-3,000 บาทต่อเดือน รองลงมาคือกลุ่มที่ใช้จ่ายด้านสุขภาพต่ำกว่า 1,000 บาท และ 3,000-6,000 บาท มีสัดส่วนเท่ากันที่ 18% ส่วนกลุ่มที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเกิน 10,000 บาท มีเพียง 2% และ 6,000-10,000 บาท มี 5%

นางสาวสุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการบริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จํากัด

ผู้บริโภคไม่ได้มองเรื่องสุขภาพเป็นเพียงไลฟ์สไตล์ แต่ยอมจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นฟิตเนส อาหารสุขภาพ วิตามิน การตรวจสุขภาพ หรือกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพอื่นๆ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาสินค้าและบริการด้าน Wellness ให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค

เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่าคนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยที่การกินอาหารสุขภาพเป็นพฤติกรรมที่ผู้บริโภคทำมากที่สุด การนอนอย่างมีคุณภาพกลายเป็น Health Priority และคนไทยหันมาออกกำลังกายมากขึ้น 50% คาดิโอกันมากขึ้น และ 41% เวทเทรนนิ่งมากขึ้น

สำหรับกิจกรรมด้าน Physical Health ที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ 50% การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ 50% และ Strength Training 41% ส่วนด้าน Preventive Wellness ได้แก่ การกินอาหารสุขภาพเพิ่มขึ้นสูงสุด 64% รองลงมาคือการรับประทานวิตามินและอาหารเสริม 48% และการติดตามข้อมูลสุขภาพผ่านเทคโนโลยี 46%

สำรวจ เวลเนส ปี สุขภาพ

ในทางกลับกัน พฤติกรรมที่ลดลง ได้แก่ การรับประทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งลดลงถึง 49% การดื่มแอลกอฮอล์ลดลง 26% และการสูบบุหรี่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากกว่าการสังสรรค์แบบเดิม ขณะที่กิจกรรมประเภท Spa และ Recovery Therapy เริ่มกลายเป็นกิจกรรมที่ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อและไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคลมากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ คนไทยไม่ได้ดูแลสุขภาพเพียงเพื่อให้รูปร่างดีอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับ “สุขภาพที่ดีในระยะยาว” มากขึ้น โดย 51% ระบุว่าต้องการมีสุขภาพแข็งแรงและป้องกันโรคในอนาคต 34% ต้องการลดความเครียดและส่งเสริมสุขภาพจิต และ 33% ต้องการเสริมสร้างรูปร่างและความมั่นใจ

สำรวจ เวลเนส ปี สุขภาพ

แนวคิดนี้สอดคล้องกับความเข้าใจของผู้บริโภคต่อคำว่า Longevity ซึ่งไม่ได้หมายถึงการมีอายุยืนเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว การมีชีวิตที่แข็งแรงทั้งกายและใจ และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงวัย

เมื่อสอบถามถึงปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ Longevity พบว่า สุขภาพจิตและอารมณ์ได้รับการจัดอันดับสูงสุดที่ 58% รองลงมาคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 47% การนอนหลับที่มีคุณภาพ 43% โภชนาการที่ดี 42% และสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ 37% ซึ่งสะท้อนว่า Longevity ในมุมมองของผู้บริโภคไทย เริ่มต้นจาก Mental Health มากพอๆ กับ Physical Health

อย่างไรก็ตาม แต่ละเจเนอเรชั่นมีลำดับความสำคัญแตกต่างกัน ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องออกแบบสินค้า บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายแต่ละช่วงวัยมากขึ้น แทนการใช้แนวคิดแบบเดียวกับลูกค้าทุกกลุ่ม

สำรวจ เวลเนส ปี สุขภาพ

ผลสำรวจยังพบว่า ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพไม่ได้มีพฤติกรรมเหมือนกันทั้งหมด แต่สามารถแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก หรือ 6 Shades of Healthy Living ตั้งแต่กลุ่มที่ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันโดยไม่กังวลเรื่องสุขภาพมากนัก ไปจนถึงกลุ่ม Longevity-Minded ที่พร้อมลงทุนด้านสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิตระยะยาว

ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การแบ่งกลุ่มลูกค้าในอนาคตไม่ควรพิจารณาเพียงระดับรายได้หรือราคาบ้านเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงทัศนคติ ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายการใช้ชีวิตของผู้บริโภคด้วย

สำรวจ เวลเนส ปี สุขภาพ

ขณะเดียวกัน แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่เหนือระดับ 50 แต่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากช่วงหลังโควิด สะท้อนว่าผู้บริโภคยังมีความกังวลต่อเศรษฐกิจและระมัดระวังการใช้จ่าย โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าสูงอย่างอสังหาริมทรัพย์และรถยนต์ อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ที่มี Wellbeing สูง หรือมีสุขภาวะทางใจที่ดี ยังคงมองว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่น่าสนใจและเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการตัดสินใจซื้อ สะท้อนว่าความพร้อมทางจิตใจและคุณภาพชีวิตมีผลต่อการตัดสินใจซื้อบ้านไม่แพ้ปัจจัยทางเศรษฐกิจ

สำหรับที่อยู่อาศัยในอนาคต ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงบ้านที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ต้องการบ้านที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยฟีเจอร์ที่ได้รับความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ พื้นที่สีเขียว คุณภาพอากาศที่ดี ความเป็นส่วนตัว และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะ

สำรวจ เวลเนส ปี สุขภาพ
สำรวจ เวลเนส ปี สุขภาพ
สำรวจ เวลเนส ปี สุขภาพ

แนวคิด Comfortable Living ในปัจจุบันจึงไม่ได้หมายถึงเพียงความสะดวกสบายทางกายภาพ แต่รวมถึงความสบายทางอารมณ์ ความรู้สึกปลอดภัย และการออกแบบที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัย ขณะที่แนวทางการพัฒนาโครงการยุคใหม่ควรผสาน Green Space, Biophilic Design, Passive Design และ Shared Spaces เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพอย่างยั่งยืน

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า Wellness ไม่ได้เป็นเพียงกระแสหรือเทรนด์ระยะสั้นอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการพัฒนาที่อยู่อาศัยในยุค AI ERA Consumer เพราะผู้บริโภคกำลังมองหาบ้านที่ช่วยให้ตนเองและครอบครัวมีสุขภาพดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว ดังนั้น บทบาทของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสร้างบ้านหรืออาคารเท่านั้น แต่คือการสร้าง “สภาพแวดล้อมแห่งสุขภาวะ” ที่ตอบโจทย์ Wellness, Wellbeing และ Longevity ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการแข่งขันของตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่