ในยุคสมัยที่ตลาดคอนโดมิเนียมไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนก่อน การขายคอนโดต้องใช้เวลายาวนานขึ้นไม่เหมือนยุครุ่งเรื่องที่เปิดขายปุ๊บก็ปิดขายปั๊บ เพราะมีลูกค้าหลายกลุ่มช่วยรุมกันซื้อ ทั้ง Real Demand หรือผู้ซื้อที่ต้องการอยู่อาศัยจริงๆ นักลงทุน นักเก็งกำไร และชาวต่างชาติ แต่ปัจจุบันแทบจะเหลือแค่ Real Demand เพียวๆ และต้องเป็น Real Demand ที่ยังมีกำลังซื้อที่แข็งแรงพอ ไม่เช่นนั้นก็จะกู้ไม่ผ่าน ทำให้การเปิด Pre-Sales ในปัจจุบันถ้าขายได้ถึง 30% ก็ดีใจหาย ส่วนที่เหลือก็ขายกันแบบยาวๆ 1-2 ปี หรืออาจจะถึง 3 ปี จึงจะปิดโครงการได้
ล่าสุด บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังมีความท้าทายเป็นอย่างสูงกับการ Sold Out โครงการคอนโดมิเนียมระดับ Luxury ศุภาลัย เอลีท สุขุมวิท 39 ในรอบ Pre-Sales เมื่อวันที่ 30-31 สิงหาคม 2568 โดยการปิดการขายห้องชุดจำนวน 192 ยูนิต แบบ 100% กวาดยอดขายไปกว่า 2,100 ล้านบาท

“ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงการตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากกลุ่มลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจในโครงการ ศุภาลัย เอลีท สุขุมวิท 39 ที่พัฒนาด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด ทั้งจากการคัดสรรทำเล Super Prime Location ใจกลางสุขุมวิท ไปจนถึงการออกแบบสถาปัตยกรรม และฟังก์ชั่นการใช้งานที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด นำไปสู่การ Sold Out ห้องพักอาศัยทั้ง 192 ยูนิตภายในวันเปิดขายรอบ Pre-Sales พร้อมยอดขายรวมกว่า 2,100 ล้านบาท” นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าว
ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากการทำงานอย่างหนักในทุกๆ ด้านของศุภาลัย และนี่คือ 4 Key Success Factors ที่ทำให้ ศุภาลัย เอลีท สุขุมวิท 39 สามารถ Sold Out ได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

1.ทำเลที่ตั้งบน Super Prime Location
สุขุมวิท 39 หรือซอย พร้อมพงษ์ คือทำเลในตำนานของ ศุภาลัย ที่รู้ตื้น ลึก หนา บาง เป็นอย่างดี เพราะคอนโดโครงการแรกของศุภาลัยก็ปักหมุดลงบนทำเลนี้มาตั้งแต่ปี 2537 ชื่อว่า “ศุภาลัย เพลส สุขุมวิท 39” (สร้างเสร็จในปี 2537) เป็นคอนโดที่ผู้บริหารหลายคนของศุภาลัยก็เคยอยู่ที่นี่มาก่อน และในปี 2560 ศุภาลัยก็เปิดขายบิ๊กโปรเจ็กต์บนทำเลสุขุมวิท 39 เพิ่มอีก 1 โครงการ ชื่อว่า ศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39 เป็นโครงการขนาดใหญ่พื้นที่แสนกว่าตารางเมตร สร้างเสร็จในปี 2563 จนมาถึงโครงการล่าสุด ศุภาลัย เอลีท สุขุมวิท 39 ก็ยังอยู่ในทำเลใกล้ๆ กับ 2 โครงการแรก
ทำเลนี้จึงเปรียบเสมือนรากฐานของความเชื่อมั่นและความผูกพันระหว่างศุภาลัยกับพื้นที่ศักยภาพใจกลางเมือง ที่สะท้อนผ่านความตั้งใจในการพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมเพื่อคนเมืองมาอย่างต่อเนื่อง

พร้อมพงษ์ ทำเลอยู่อาศัยใจกลางเมือง
สุขุมวิทซอย 39 หรือที่รู้จักกันดีในชื่อซอยพร้อมพงษ์เป็นทำเลอยู่อาศัยใจกลางเมืองที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นซอยที่เชื่อมต่อระหว่างถนนสุขุมวิท (ซอย 39) และถนนเพชรบุรีตัดใหม่ (ซอย 38/1) อยู่ระหว่างทองหล่อ-เอกมัยกับอโศก ปากซอยฝั่งสุขุมวิทอยู่ใกล้ห้างดังอย่างเอ็มควอเทียร์และเอ็มโพเรียม รวมถึงรถไฟฟ้า BTS สถานีพร้อมพงษ์ ซึ่งช่วยยกระดับศักยภาพที่ดินในย่านนี้ให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ส่วนในซอยแม้จะมีช่วงที่ต้องเดินรถทางเดียว แต่สำหรับโครงการศุภาลัย เอลีท สุขุมวิท 39 ตั้งอยู่ในจุดที่ยังสามารถวิ่งรถได้ 2 ทาง เพิ่มความสะดวกในการเดินทางเข้าและออกทั้งฝั่งสุขุมวิทและเพชรบุรีตัดใหม่
นอกจากนี้ สุขุมวิท 39 ยังเพรียบพร้อมไปด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันไม่วาจะเป็น ร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ ซูปเปอร์มาร์เก็ต ทั้ง Tops Food Hall และ UFM Fuji Super ก็ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโครงการ มีโรงพยาบาลใหญ่ทั้งโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท โรงพยาบาลกรุงเทพ และยังมีสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นสาธิตประสานมิตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร รวมถึงโรงเรียนนานาชาติอีกหลายแห่งในพื้นที่รายรอบโครงการ ปากซอยฝั่งสุขุมวิทยังมี The Em District ทั้งเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ เอ็มสเฟียร์ รองรับไลฟ์สไตล์วิถีคนเมืองอย่างไร้ขีดจำกัด
ถึงแม้ที่ตั้งโครงการจะอยู่ช่วงท้ายซอยใกล้กับฝั่งถนนเพชรบุรีมากกว่า แต่ศุภาลัยก็หยิบเอาจุดแข็งในแง่ของการเข้าถึงโครงข่ายคมนาคมต่างๆ มาเป็นจุดขาย เพราะถือว่าสะดวกกว่าไม่ว่าจะขับรถส่วนตัวหรือใช้ระบบขนส่งสาธารณะก็ถือว่าคล่องตัวทั้งการเชื่อมต่อถนนสายหลัก ขณะเดียวกันยังเชื่อมต่อระบบคมนาคมเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่าน BTS พร้อมพงษ์ MRT เพชรบุรี Airport Rail Link มักกะสัน ท่าเรือคลองแสนแสบ และทางด่วนด่านเพชรบุรี ด่านอโศก ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนถึงความพร้อมของทำเลในการรองรับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการความสะดวกและคล่องตัวอย่างสูงสุด

อะไร? ทำให้พร้อมพงษ์ดีกว่าทองหล่อ
“โดยส่วนตัวผมมองว่า สุขุมวิท 39 เป็นทำเลที่ดีกว่าทองหล่อ เพราะตั้งอยู่ในจุดที่ใกล้กับอโศก (ซึ่งเป็น Interchange ของรถไฟฟ้า BTS และ MRT) มากกว่า ทำให้สุขุมวิท 39 ได้เปรียบเรื่องของความสะดวกในการเดินทางมากกว่า ส่วนคนที่เลือกอยู่ย่านทองหล่อ ส่วนใหญ่จะชอบไลฟ์สไตล์แบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ มีร้านอาหาร ผับ บาร์ หรือลานกิจกรรมต่างๆ ที่คึกคักมากกว่า ขณะที่สุขุมวิท 39 แม้จะไม่ได้มีสิ่งเหล่านี้อยู่ภายในซอย แต่ก็อยู่ไม่ไกลกันนักขับรถเพียง 5 นาทีก็ถึงทองหล่อแล้ว
อีกข้อได้เปรียบคือบรรยากาศของสุขุมวิท 39 ไม่วุ่นวาย มีบรรยากาศสงบเหมาะสำหรับการพักอาศัยมากกว่า เดินไปร้านอาหารก็สะดวก และมีร้านดีๆ อยู่เยอะ เหมาะมากกับคนที่ชอบซื้อของสดหรือของกินจากซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน เพราะมีให้เลือกหลายแห่ง เช่น UFM Fuji Super ที่มีสินค้าญี่ปุ่นครบถ้วนมาก รวมถึงมี Tops Food Hall อยู่ในละแวกเดียวกันกับโครงการ” นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย ให้ความเห็นจากประสบการณ์ตรงส่วนตัว
“นอกจากนี้ ยังมีจุดเล็กๆ ที่จะทำให้โครงการนี้มีความน่าอยู่มากขึ้น ก็คือ ที่ดินที่ตั้งโครงการนอกจากจะอยู่ในจุดที่เดินรถได้ 2 ทางดังที่กล่าวไปแล้ว ยังอยู่ในตำแหน่งหัวมุมซึ่งมีข้อได้เปรียบมากกว่าที่ดินภายในซอย เพราะจะไม่มีอาคารอื่นๆ ติดกันโดยตรง ทำให้ได้มุมมองที่โปร่ง โล่ง ลมผ่านได้ดี และโดยรวมแล้วดูมีความเป็นส่วนตัวมากกว่า ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่เรามั่นใจในศักยภาพของทำเลสุขุมวิท 39 และเห็นว่าเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะกับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมี่ยมในกรุงเทพฯมากที่สุด” นายประทีปกล่าวปิดท้าย

“ย่านพร้อมพงษ์จัดอยู่ในโซน Mid-Sukhumvit ซึ่งถือเป็น Super Prime Location แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ทั้งในแง่ของศักยภาพการใช้ชีวิตและมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ถ้าแยกออกมาเป็นกลุ่มราคาของ Mid-Sukhumvit แล้วจะพบว่า คอนโดที่อยู่บนถนนสุขุมวิทจะมีราคาสูงสุดที่ 3 แสนบาท/ตร.ม. รองลงมาเป็นโซนทองหล่อ ราคา 2-3 แสนบาท/ตร.ม. ขณะที่พร้อมพงษ์และเอกมัยราคาอยู่ใกล้ๆ กันที่ 1.5-2.5 แสนบาท ส่วนสุขุมวิท-พระราม 4 ราคาอยู่ที่ 1-2 แสนบาท/ตร.ม. และโซนเพชรบุรีตัดใหม่-ใกล้ทางด่วน ราคาอยู่ที่ 1.5 แสนบาท/ตร.ม. จะเห็นได้ชัดว่า พร้อมพงษ์มีความได้เปรียบในการเข้าถึงระบบขนส่งได้ดีกว่า เพราะอยู่ใกล้ทั้ง BTS และ MRT และสามารถขึ้น-ลงทางด่วนบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ได้สะดวกกว่าในราคาที่ไม่พีคเหมือนคอนโดบนถนนสุขุมวิทหรือทองหล่อ ถือเป็น Best Value ในทำเลที่กลางเมืองที่สุดแห่งหนึ่งก็ว่าได้” คุณไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย ขยายความเพิ่มเติม
2.Product ตอบโจทย์ความต้องการ
อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า ศุภาลัยอยู่ในทำเลนี้มายาวนานและโครงการที่เปิดไปก่อนหน้า ศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39 ทำให้สามารถอัพเดตความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี สำหรับโครงการศุภาลัย เอลีท สุขุมวิท 39 เป็นคอนโดมิเนียมสูง 25 ชั้น 1 อาคาร มูลค่าโครงการ 2,100 ล้านบาท มีจำนวนเพียง 192 ยูนิต มีเฉพาะยูนิตพักอาศัยขนาดใหญ่ 2-3 ห้องนอน ขนาด 56.5-127.5 ตร.ม. และ 2-3 ห้องนอน แบบดูเพล็กซ์ ขนาด 82.5-150.5 ตร.ม. ศุภาลัยเลือกที่จะให้น้ำหนักกับห้อง 3 ห้องนอน เป็นสินค้าหลักของโครงการมีสัดส่วนมากกว่า 70% โดยไม่มียูนิต 1 ห้องนอนเลยแม้แต่ยูนิตเดียว และสามารถขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว ถือเป็นการทำการบ้านเชิงลึกได้อย่างแม่นยำของศุภาลัย ที่เลือกออกสินค้าที่เป็น Rare Item ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดในย่านนี้ทั้งคนไทย คนต่างชาติ ด้วยจำนวนซัพพลายที่มีอยู่น้อยและมีความต้องการในตลาดสูงทำให้ได้รับการตอบรับที่ดี

ห้อง 3 ห้องนอน ซัพพลายน้อยดีมานด์แรง
คุณไตรเตชะ อธิบายว่า ซัพพลายคอนโดในโซน Mid-Sukhumvit ช่วงปี 2560-2564 มีการเปิดตัวโครงการเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในทำเลทองหล่อ แต่หลังจากนั้นหรือในช่วงปี 2565-2568 มีโครงการเปิดใหม่น้อยลงอย่างชัดเจน โดยในส่วนของทำเลพร้อมพงษ์ต้องบอกว่ามีซัพพลายเหลืออยู่น้อยมากการแข่งขันจึงมีไม่มากเมื่อเทียบกับโซนอื่นบนทำเลสุขุมวิท ถ้าโฟกัสเฉพาะคอนโดในซอยสุขุมวิท 39 ระดับราคาไม่เกิน 1.5 แสนบาท/ตร.ม. ที่สามารถเข้า-ออกทั้งสุขุมวิทและเพชรบุรีได้สะดวกในเวลานี้ก็จะมีแต่โครงการศุภาลัย เอลีท สุขุมวิท 39 เพียงโครงการเดียว และการเปิดโครงการในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาประมาณ 4,000 ยูนิตที่อยู่ในพื้นที่สุขุมวิท 39 พบว่า 70-80% เป็นห้องขนาด 1 ห้องนอน ส่วนขนาด 2 ห้องนอนมีอยู่บ้าง และห้องขนาด 3 ห้องนอนขึ้นไปต้องบอกว่ามีน้อยมาก
แม้ว่ายอดขายของห้องขนาด 1 ห้องนอนจะทำได้มากถึง 80% แต่ก็ไม่สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าครอบครัวที่มีอยู่มากในย่านนี้ ขณะที่ห้องขนาด 2 ห้องนอนขายได้ดีในระดับหนึ่ง ส่วน 3 ห้องนอนขึ้นไปต้องบอกว่าได้ถูกดูดซับไปหมดแล้ว ถ้าสามารถทำสินค้า 3-4 ห้องนอนได้ก็สามารถจะตอบโจทย์ความต้องการที่หายไปในทำเลนี้ได้ดีกว่า เป็นเหตุผลให้โครงการศุภาลัย เอลีท สุขุมวิท 39 มีห้องขนาด 3 ห้องนอนขึ้นไปมากถึง 74% และเป็นแบบ 2 ห้องนอน 26% ไม่มีห้องแบบ 1 ห้องนอนเลยแม้แต่ยูนิตเดียว เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มครอบครัวคนเมืองที่ต้องการห้องไซส์ใหญ่ซึ่งไม่มีเหลืออยู่ในตลาดเลย และก็ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างดีจากการเปิดจองในรอบ VVIP มียอดขายไปแล้ว 500 ล้านบาท หรือเกือบๆ 1 ใน 4 ของมูลค่าโครงการ ก่อนจะมา Sold Out ทั้งโครงการในรอบ Pre-Sales

3.ตั้งราคาคุ้มค่าทั้งอยู่อาศัยและลงทุน
ถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของศุภาลัยในการเปิดราคาขายได้ต่ำกว่าราคาตลาด เริ่มต้นจากการซื้อที่ดินในราคาที่เหมาะสม จากก่อนหน้านี้ที่ดินแปลงที่นำมาพัฒนาโครงการเคยถูกเสนอขายในราคาเกินหลักล้านต่อตารางวา แต่ศุภาลัยใช้ความอดทนในการเฝ้ารอราคาที่เหมาะสมจนสามารถซื้อมาได้ในราคา 7 แสนบาทต่อตารางวา ทำให้สามารถส่งต่อราคาที่ดีให้กับลูกค้าได้
โครงการศุภาลัย เอลีท สุขุมวิท 39 เปิดราคาเริ่มต้นที่ 6.3 ล้านบาท สูงสุด 27 ล้านบาท มีราคาเฉลี่ย 1.2 แสนบาท/ตร.ม. ซึ่งเป็นราคาเดียวกับศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39 ที่เปิดขายไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ถือว่าเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดคอนโดในย่านพร้อมพงษ์ที่ราคาขายจะอยู่ที่ 1.5-2.5 แสนบาท เนื่องจากการได้ที่ดินมาในราคาที่เหมาะสม และค่าก่อสร้างที่ไม่ได้ปรับราคาขึ้น จึงสามารถส่งมอบคุณภาพชีวิตระดับ Luxury ในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้ Capital Gain มีโอกาสที่จะปรับขึ้นต่อเนื่องจากราคาที่ต่ำกว่าตลาด และสินค้าที่มีอยู่อย่างจำกัดในขณะที่ความต้องการยังมีอยู่สูง เช่นเดียวกับ Rental Yield หรือผลตอบแทนจากการเช่าที่มีแนวโน้มที่ดี เพราะอยู่ในทำเลกลางเมืองที่เหมาะกับการพักอาศัย ใกล้แหล่งงานขนาดใหญ่ ศูนย์การค้า และสถานศึกษา ขณะที่ยูนิตในโครงการมีอยู่เพียง 192 ยูนิต จึงเป็นโครงการที่มีความเป็นส่วนตัวสูง และให้ที่จอดรถมาเกินกว่าจำนวนห้องที่ 108% จึงหมดห่วงเรื่องการหาที่จอดรถซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของคอนโดในเมืองชั้นใน โดยห้อง 3 ห้องนอนในย่านนี้สามารถปล่อยเช่าได้ตั้งแต่ 7-9 หมื่นบาท อัตราผลตอบแทนจากการเช่าจึงสามารถทำได้ที่ประมาณ 7%+-

4.ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ศุภาลัย
ด้วยประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยยาวนานถึง 36 ปี ผ่านการพัฒนาโครงการหลากหลายรูปแบบทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน โรงแรม มีความแข็งแกร่งด้านการเงินในระดับท็อปของตลาด และที่สำคัญคือความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholder) ทำให้ในแต่ละปีศุภาลัยมียอดขายและรายได้อยู่ในระดับท็อป 5 ของตลาดมาอย่างต่อเนื่องจากความเชื่อมั่นในแบรนด์ของศุภาลัย
สำหรับโครงการศุภาลัย เอลีท สุขุมวิท 39 ยังให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน และให้ความมั่นใจในมาตรฐานการก่อสร้าง ตัวอาคารได้รับการออกแบบให้รองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ตามกฎหมายใหม่(กฎกระทรวงฯ ปี 2564) และเป็นไปตามมาตรฐานด้านวิศวกรรม(มยผ.1301/1302) ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ที่มาพร้อมการรับประกันโครงสร้างนาน 10 ปี จากที่กฎหมายกำหนดไว้เพียง 5 ปี และรับประกันส่วนควบห้องชุดพักอาศัย 3 ปี จากที่กฎหมายกำหนดไว้ 2 ปี ซึ่งถือเป็นการยกระดับการรับประกันที่ให้ความคุ้มครองได้อย่างครอบคลุมและยาวนานกว่าโครงการทั่วๆ ไป

ปรากฏการณ์ในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของโครงการเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำถึงความเชี่ยวชาญและความเป็นมืออาชีพของศุภาลัยในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ด้วยประสบการณ์ยาวนานในตลาดที่อยู่อาศัยระดับบน บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาตลาดคอนโดมิเนียมอย่างลึกซึ้ง พร้อมทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าในเซ็กเมนต์พรีเมียม พร้อมส่งมอบคอนโดมิเนียมที่ผสมผสานคุณภาพที่จับต้องได้เข้ากับดีไซน์ที่คิดมาอย่างลึกซึ้ง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหาความสมบูรณ์แบบทั้งในวันนี้ และความมั่นคงในระยะยาว
“ความสำเร็จในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของศุภาลัย ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงท้าทาย แต่บริษัทฯ ยังคงได้รับการตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งในแง่ยอดขายและภาพลักษณ์แบรนด์ใน ตลาดบน และในครึ่งปีหลังนี้ ศุภาลัยยังเตรียมเดินหน้าเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่เพิ่มเติมในทำเลศักยภาพ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบคุณภาพชีวิตเหนือระดับ และตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้อยู่อาศัยที่หลากหลาย พร้อมยกระดับการพัฒนาสินค้าและบริการที่ครบครันในทุกมิติ” นายไตรเตชะ กล่าวปิดท้าย






