fbpx
อินสไปร์ 2 e1652442770601

ออลล์ อินสไปร์ ขยาดธุรกิจอสังหาฯ แตกไลน์ 3 ธุรกิจใหม่เร่งปั๊มรายได้

เมื่อวันก่อนเพิ่งพูดกันถึงการปรับและเปลี่ยนของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยกกรณีของมั่นคงเคหะการที่เพิ่งตัดสินใจปรับโครงสร้างธุรกิจโดยการลดบทบาทการลงทุนในธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยหันไปเอาดีกับการพัฒนาอสังหาฯในภาคอุตสาหกรรม และการบริการด้านสุขภาพแทน และคาดการณ์เอาไว้ว่าจะยังมีรายต่อๆ ไป ในเมื่อธุรกิจอสังหาฯไม่ได้หอมหวานเมื่อในอดีตที่ผ่านมา (อ่าน…มั่นคงเคหะการ บนเส้นทางสายใหม่)

ล่าสุดออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับกลางในตลาด MAI เป็นอีกหนึ่งรายที่จำต้องปรับตัวรับแรงกระแทกจากภาวะตลาดอสังหาฯที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 จนทำให้ ออลล์ อินสไปร์ ต้องปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เกือบทั้งหมดหลังจากอยู่ในธุรกิจนี้มาได้เพียง 8 ปี

นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงจากธุรกิจที่ทำอยู่ในปัจจุบันก็คือ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายถึง 70-80% ซี่งเป็นผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ทำให้ภาคอสังหาฯชะลอตัวซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 3-5 ปี ถึงจะฟื้นตัวกลับมาสู่ภาวะปกติ

การทำธุรกิจอสังหาฯต้องเจออะไรหลายอย่างที่ควบคุมไม่ได้ ต้องพึ่งพาลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด โดยที่เราไม่รู้เลยว่าอีก 2 ปีข้างหน้าลูกค้าจะกู้ผ่านหรือไม่ จะมีไวรัสตัวใหม่ระบาดอีกหรือเปล่า และที่สำคัญมีการแข่งขันที่สูงมาก เราไม่มีทางที่จะแข่งขันกับรายใหญ่ได้ และไม่มีทางเลยที่จะเป็นอันดับ 1 ในตลาด

ดังนั้นจึงต้องหาธุรกิจอื่นเข้ามาเสริม โดยไม่อิงกับธุรกิจอสังหาฯที่อยู่ในวัฏจักรขาลง และเมื่อดูจากปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องของโครงสร้างประชากร และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ แล้ว ธุรกิจอสังหาฯคงจะไม่กลับมาเฟื่องฟูได้เหมือนก่อน” นายธนากรให้ความเห็น

การปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อประคองธุรกิจให้สามารถดำเนินงานต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงรายได้จากธุรกิจหลักเพียงอย่างเดียว บริษัทจึงได้ประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญ ภายใต้แนวคิด “All New Era” ออลล์ อินสไปร์ ยุคใหม่ ที่ไม่หยุดแค่อสังหาริมทรัพย์อีกต่อไป มองหาธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้ได้เร็ว  สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโด ไม่มีภาระหนี้มากหรือต้องตัวเบา และรองรับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของโลก

นายธนากร กล่าวอีกว่า ออลล์ อินสไปร์ จะก้าวสู่การเป็น โฮลดิ้ง คอมพานี เพิ่มความคล่องตัวในการขยายธุรกิจ รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมกับแตกไลน์ธุรกิจใหม่  3 ธุรกิจ

1.ธุรกิจบริหารสินทรัพย์  Assets Management (AMC) รูปแบบการดำเนินงานคือ การจัดตั้งบริษัทใหม่พร้อมจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงการควบรวมกิจการและพร้อมเข้าประมูลกับสถาบันการเงิน โดยอาศัยประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาใช้ในการเข้าไปเลือกซื้อสินทรัพย์ และนำมาขายต่อ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ซื้อของถูกมาขายในราคาที่แพงถ้ารู้วิธีในการบริการจัดการ

2.ธุรกิจบริหารหนี้สิน  Debt Management เป็นการเข้าซื้อหนี้เสียที่มีอยู่ถึง 5 แสนล้านบาท มาบริหาร ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ อาทิ สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต หรือหนี้อื่นๆ และมีแผนร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ

“ทั้ง 2 ธุรกิจเป็นธุรกิจที่สามารถรับรู้รายได้ได้เร็ว และเป็นธุรกิจที่ไม่มีหนี้ มีการเติบโตสูงถึง 200% และยังโตได้อีก” นายธนากรกล่าว

3.ธุรกิจคาร์บอนเครดิต  Carbon Credits ซึ่งเป็นธุรกิจที่เป็นเทรนด์ระดับโลกจากเป้าหมายการเป็น Net Zero ขององค์กรต่างๆ ทั่วโลก และเป็นธุรกิจที่ในไทยยังไม่มีใครเริ่มทำอย่างจริงจัง จึงเป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปโดยการร่วมทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลกที่มีไลเซนส์ คาร์บอนเครดิต เข้ามาดำเนินการในไทย โดยรูปแบบการดำเนินธุรกิจ One Stop Service ซื้อ ขาย พัฒนา คาร์บอนเครดิต ผ่านบล็อกเชน รายแรกของประเทศไทย และจะเป็นผู้นำในตลาดอาเซียน

“ทั้ง 3 ธุรกิจ จะสามารถสร้างรายได้และกำไรในอัตราผลตอบแทนที่สูงได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเสริมสร้างศักยภาพในการเติบโตของบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในอนาคต ขณะที่สัดส่วนธุรกิจหลังการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่จะเปลี่ยนเป็น  ธุรกิจบริหารสินทรัพย์  30% ธุรกิจบริหารหนี้สิน 30%  ธุรกิจคาร์บอนเครดิต 30% และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 10%

สำหรับเงินลงทุนในธุรกิจใหม่และธุรกิจอสังหาฯมีจำนวน 1,400 ล้านบาท ที่จะมาใช้ทยอยซื้อสินทรัพย์ และหนี้มาบริหาโดยคาดว่าจะมีรายได้ทั้งจากธุรกิจใหม่และธุรกิจิสังหาฯในปีนี้ประมาณ 4,000-4,500 ล้านบาท และตั้งเป้ามาร์เก็ตแคป 30,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี”  นายธนากรกล่าว

การปรับโครงการธุรกิจของ ออลล์ อินสไปร์ ในครั้งนี้ นายธนากรยืนยันว่า ไม่ทิ้งธุรกิจอสังหาฯ แต่จะยังไม่มีแผนการลงทุนโครงการใหม่ภายใน 3 ปีนี้ และจะกลับเข้ามาในช่วงเวลาที่เหมาะ โดยขณะนี้บริษัทยังมียอดขายที่รอรับรู้รายได้อยู่กว่า 8,000 ล้านบาท และยังมีที่ดินรอการพัฒนาอยู่อีก 5-6 แปลง หากสถานการณ์ตลาดอสังหาฯดีขึ้นก็พร้อมจะกลับมาลงทุนพัฒนาโครงการต่อ

“การปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งนี้จะทำให้ ออลล์ อินสไปร์ เป็น Asset Light Company ที่อยู่ในธุรกิจที่เป็นเมกะเทรนด์ สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน” นายธนากรกล่าว