ข่าวที่ร้อนแรงที่สุดในวันนี้ (27 ส.ค. 68) คงหนีไม่พ้นการที่ คุณชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาแถลงข่าวด่วน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะถึงสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นการ “พยายาม Take Over ดุสิตธานีโดยไม่เป็นธรรม” ซึ่งไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของอนาคตบริษัทและแบรนด์ “ดุสิตธานี” ที่สร้างสมมานานกว่า 76 ปี

จุดเริ่มต้นของปัญหา
ความขัดแย้งภายในครอบครัว คุณชนินทธ์ได้เปิดเผยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มีจุดเริ่มต้นจากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งล่าสุด แต่เกิดจากเหตุการณ์หลังจากที่ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้เป็นคุณแม่และผู้ก่อตั้ง ได้ถึงแก่อนิจกรรม ท่านผู้หญิงชนัตถ์ได้มอบหมายให้คุณชนินทธ์เป็นเสาหลักในการดูแลกิจการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานี รวมถึงธุรกิจอื่นของครอบครัวมานานกว่า 30 ปี ในอดีต อำนาจกรรมการของบริษัทภายใต้การดูแลของท่านผู้หญิงฯ คือ ท่านผู้หญิงฯ ลงนามร่วมกับคุณชนินทธ์ หรือลงนามร่วมกับคุณสินี เธียรประสิทธิ์ หลังจากท่านผู้หญิงฯ ไม่อยู่ คุณชนินทธ์จึงเป็นผู้ลงนามหลักที่ต้องลงนามร่วมกับคุณสินี หรือน้องคนเล็ก
ทว่า ปัญหาได้ปะทุขึ้นเมื่อ น้องสาวทั้งสองคนของคุณชนินทธ์ ได้ร่วมกันใช้เสียงโหวตเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการเดิมที่คุณแม่กำหนดไว้ เพื่อแก้ไขอำนาจกรรมการ โดยไม่ฟังเสียงของคุณชนินทธ์ จากเดิมที่เขามีอำนาจหลักในการลงนามร่วมกับใครคนใดคนหนึ่ง ได้เปลี่ยนให้เป็นกรรมการสองในสามคนลงนามร่วมกัน หลังจากนั้น น้องๆ ก็ร่วมกันปลดคุณชนินทธ์ออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด รวมถึงการปลดเขาออกจากการเป็นกรรมการทุกบริษัทในกองมรดก ทั้งที่เขาก็เป็นหนึ่งในผู้จัดการมรดก
คุณชนินทธ์มองว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม เขาจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองและขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง นอกจากนี้ ในช่วงโควิด ทั้งสามคนเคยตกลงที่จะแบ่งกองมรดกออกเป็น 3 ส่วน โดยคุณชนินทธ์จะได้หุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด (ผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานี) แต่น้องทั้งสองคนกลับเปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลงนั้นในภายหลัง ซึ่งคุณชนินทธ์เข้าใจว่าอาจเป็นผลมาจากโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส มียอดขายดีกว่าที่คาดไว้หลังจากโควิดคลี่คลาย

ผลกระทบลามถึงดุสิตธานีและเงาของ “คนนอก”
คุณชนินทธ์ระบุว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้เพราะมองว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว และยังหวังว่าการฟ้องร้องทางกฎหมายจะนำไปสู่การไกล่เกลี่ย แต่สถานการณ์ได้ขยายวงมาถึง บมจ. ดุสิตธานี ก่อนหน้านี้ น้องๆ ของคุณชนินทธ์ใช้อำนาจผ่านบริษัท ชนัตถ์และลูก ไม่อนุมัติงบการเงินทั้งที่งบการเงินไม่ได้มีปัญหา และล่าสุดยังพยายามถอดถอนคุณชนินทธ์ออกจากตำแหน่งกรรมการในดุสิตธานี เพื่อแต่งตั้งบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับ “คนนอกครอบครัว” เข้ามาควบคุมอำนาจบริหาร
คุณชนินทธ์เชื่อว่านี่ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อ บมจ. ดุสิตธานี แต่ยังเป็นการเปิดทางให้คนนอกครอบครัวเข้ามายึดกิจการที่ครอบครัวสร้างมา เขายังมีความกังวลถึงผู้ถือหุ้นรายย่อยที่จะต้องเสียหายโดยไม่สามารถตอบโต้ได้
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ เนื่องจาก มีการเสนอกรรมการใหม่บางคนที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับ “กลุ่มเซ็นทรัล” นอกจากนี้ การเปลี่ยนกรรมการที่มีอำนาจจากคนในครอบครัวไปสู่คนนอกที่ไม่เคยบริหารและไม่รู้จักดุสิตธานีอย่างแท้จริงมาก่อน โดย 2 ใน 3 สามารถลงนามแทนบริษัทได้ เป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้าควบคุมกิจการที่ครอบครัวสร้างมาได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีกรรมการเดิมลงนามเลย ที่ผ่านมายังมีความพยายามผลักดันให้คุณชนินทธ์แบ่งหุ้นบริษัท ชนัตถ์และลูก ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานี ออกเป็นสามส่วน เพื่อขายต่อให้คนนอก ทั้งๆ ที่ข้อบังคับของบริษัท ชนัตถ์และลูก ระบุไว้ว่าไม่ให้ขายหุ้นของชนัตถ์และลูกให้แก่คนนอกครอบครัว การกระทำเช่นนี้เท่ากับเปิดประตูให้คนนอกเข้ามาครอบครองกิจการที่เคยเป็นของครอบครัวด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง

ความสัมพันธ์กับกลุ่มเซ็นทรัล: พันธมิตรที่มีความซับซ้อน
คุณชนินทธ์กล่าวว่าดุสิตธานีกับกลุ่มเซ็นทรัลเป็นพันธมิตรร่วมกันในโครงการดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค และเซ็นทรัลก็เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายหนึ่งในดุสิตธานี อย่างไรก็ตาม กลุ่มเซ็นทรัลเคยพยายามเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บมจ. ดุสิตธานีหลายครั้ง ครั้งหนึ่งเคยซื้อหุ้นดุสิตธานีสูงถึง 22.5% โดยไม่แจ้งให้ทราบ ซึ่งคุณชนินทธ์ต้องเข้าไปเจรจาขอให้ขายหุ้นออกครึ่งหนึ่ง และขอไม่ให้กลุ่มเซ็นทรัลส่งคนมานั่งเป็นกรรมการ เนื่องจากธุรกิจของทั้งสองมีความซับซ้อนกัน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสายโรงแรม ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจอาหาร ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์
คุณชนินทธ์ยังทราบมาว่ากลุ่มเซ็นทรัลและบริษัท ชนัตถ์และลูก ภายใต้การบริหารของน้องสาวทั้งสองของเขา ได้มีการหารือกันหลายครั้งเพื่อหาทางซื้อหุ้นเพิ่ม เขามองว่าการหารือกันระหว่างสองฝ่ายอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเข้าควบคุมอำนาจบริหารกิจการดุสิตธานี การกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้องและจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส
การขาดทุนต่อเนื่อง: รากฐานเพื่อการเติบโตในอนาคต
ข้อกล่าวหาที่ว่าบริษัทขาดทุนต่อเนื่องและมีหนี้สินสูงนั้น คุณชนินทธ์ชี้แจงว่าไม่ได้สะท้อนความจริงทั้งหมด การขาดทุนส่วนใหญ่เกิดจากภาระดอกเบี้ยจากการลงทุนในช่วงก่อนเกิดโควิด เช่น โรงแรมดุสิต สวีท ราชดำริ กรุงเทพฯ, โรงแรมอาศัย กรุงเทพฯ ไชน่าทาวน์ และโรงแรมอาศัย กรุงเทพฯ สาทร รวมถึงการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” มูลค่า 46,000 ล้านบาท และความพยายามประคับประคองบริษัทให้ผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเป็นวิกฤตหนักที่สุด คุณชนินทธ์ยืนยันว่าในช่วงวิกฤตโควิด บริษัทกัดฟันสู้โดยไม่เพิ่มทุนแม้แต่บาทเดียว

ปัจจุบัน โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว และกำลังจะสร้างรายได้มหาศาลที่จะทำให้บริษัทกลับมามีกำไรอีกครั้ง เขาเน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่ความล้มเหลวทางธุรกิจ แต่เป็นรากฐานในการสร้างธุรกิจให้เติบโตต่อไป โครงการนี้กำลังเดินไปได้ดีมาก โดยเฉพาะโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แห่งใหม่ที่ได้รับการตอบรับดีเยี่ยม และโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส ซึ่งเป็นห้องชุดขายไปแล้วกว่า 92% และจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้จากการโอนในปีหน้า ซึ่งจะช่วยให้ดุสิตธานีมีรายได้เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์และมีกำไรมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รายได้เหล่านี้จะมาช่วยปลดภาระหนี้ที่ค้างอยู่ คุณชนินทธ์มองว่าคนที่บอกว่าเขาบริหารผิดพลาดกำลังมองเพียงตัวเลขชั่วคราว ไม่ได้มองศักยภาพในอนาคต
เจตนารมณ์การก่อตั้งและอนาคตของดุสิตธานี
ท่ามกลางความวุ่นวาย คุณชนินทธ์อยากให้ทุกคนย้อนกลับไปมองว่า ดุสิตธานีกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็นแบรนด์ไทยที่เชิดหน้าชูตาประเทศไทย ท่านผู้หญิงชนัตถ์ผู้ก่อตั้ง ได้วางหลักการในการบริหารธุรกิจที่ยึดถือมาโดยตลอดคือ “Business with Honor” ซึ่งหมายถึงการทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ ไม่เอาเปรียบใคร เชิดชูความเป็นไทย ไม่ค้ากำไรเกินควร ยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ และเน้นประโยชน์และความพอใจของลูกค้า มากกว่าผลประโยชน์เฉพาะตนในระยะสั้น เพื่อให้หลักการนี้คงอยู่ ท่านผู้หญิง ได้เน้นย้ำว่าครอบครัวลูกหลานจะต้องเป็นผู้ดูแลและรักษาบริษัทไว้ต่อไป ซึ่งคุณชนินทธ์มองว่าน้องสาวทั้งสองเป็นผู้เปิดประตูเชิญชวนให้คนนอกที่ไม่ได้เข้าใจความเป็นดุสิตธานีเข้ามามีอำนาจควบคุม บมจ. ดุสิตธานี
คุณชนินทธ์เชื่อว่า หากกลุ่มเซ็นทรัลเข้ามาควบคุม ความเสี่ยงคือทิศทางบริษัทอาจจะไม่เป็นอิสระ และอาจเสียเอกลักษณ์ที่สร้างมานานกว่า 76 ปี ดุสิตธานีควรเป็นแบรนด์ไทยที่ขับเคลื่อนด้วยเจตนารมณ์ดั้งเดิม การที่คนนอกซึ่งไม่เข้าใจความเป็นดุสิตธานีเข้ามาคุมอำนาจในช่วงเวลานี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมกับหลายฝ่าย และอาจสร้างผลกระทบในทางลบอย่างมากต่อบริษัท รวมถึงเจ้าของโรงแรมเกือบ 300 แห่งทั่วโลกที่ไว้วางใจให้ดุสิตธานีบริหาร รวมถึงลูกค้าในโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส กว่า 400 คนที่ซื้อห้องชุดด้วยความเชื่อถือในคณะกรรมการและผู้บริหารชุดปัจจุบัน
สิ่งที่เขาทำไม่ใช่เพื่อรักษาตำแหน่ง แต่เพื่อรักษาความถูกต้อง ความเป็นธรรม และอนาคตขององค์กร เขาพร้อมยอมรับหากทุกอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม แต่ถ้าเป็นการถอดถอนด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เขาจะต่อสู้ตามกฎหมายและทุกช่องทางเพื่อปกป้องบริษัทและผู้ถือหุ้นทุกคน เขาให้คำมั่นสัญญาว่าจะยังคงอยู่กับดุสิตธานีตลอดไป และจะใช้สรรพกำลังทั้งหมดที่มีอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องดุสิตธานีไม่ให้ถูกยึดครองโดยไม่ชอบธรรม คุณชนินทธ์ยังระบุว่าจะคอยทำหน้าที่จับตาและเฝ้าดูกรรมการและผู้บริหารใหม่ รวมถึงใครก็ตาม หากเข้ามาทำให้ดุสิตธานีเสียหาย เขาจะใช้สิทธิที่มีในการดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด

เซ็นทรัลชี้แจงไม่เกี่ยวข้องปมขัดแย้งใน DUSIT
ภายหลังจากที่คุณชนินทธ์ โทณวณิก ได้ออกมาแถลงข่าวถึงข้อกังวลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลต่อทิศทางการบริหารของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) และมีการกล่าวถึงกลุ่มเซ็นทรัลด้วยนั้น บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงประเด็นดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า ข้อมูลที่เผยแพร่สู่สาธารณะบางส่วนเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายการเข้าลงทุนของ CPN ในบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)
“CPN ขอปฏิเสธข้อมูลที่มีการเผยแพร่ และขอยืนยันว่าไม่มีอำนาจควบคุมการบริหารงานใน DUSIT แต่อย่างใด”
CPN ระบุว่า บริษัทได้รับโอกาสในการร่วมลงทุนและเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับดุสิตธานีมาตั้งแต่ปี 2560 ในการพัฒนาโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งใช้งบลงทุนรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการมาอย่างราบรื่น ส่วนของโรงแรมและอาคารสำนักงานได้เปิดดำเนินการแล้ว และศูนย์การค้า เซ็นทรัล พาร์ค จะเปิดให้บริการในวันที่ 4 กันยายน 2568 นี้
ในส่วนของการถือหุ้น CPN ระบุว่า ปัจจุบันบริษัทถือหุ้นในดุสิตธานีจำนวน 145,238,320 หุ้น คิดเป็น 17.09% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยถือครองในระดับนี้มาตั้งแต่ปี 2561 พร้อมระบุว่า
“ที่ผ่านมา เซ็นทรัลพนาเคารพการบริหารของผู้ถือหุ้นใหญ่ และสนับสนุนการดำเนินงานด้วยดีมาโดยตลอด”
กรณีการเสนอชื่อกรรมการ CPN ชี้แจงว่า ได้รับการเสนอให้ส่งตัวแทนเพื่อให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาแต่งตั้งเป็นกรรมการของดุสิตธานี ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติปกติตามสัดส่วนการถือหุ้น และเป็นการมีส่วนร่วมตามหลักธรรมาภิบาล โดย CPN ย้ำชัดว่า ไม่มีอำนาจควบคุม หรือเข้าแทรกแซงการบริหารของ DUSIT แต่อย่างใด
นอกจากนี้ บริษัทยังเน้นย้ำว่า ตลอดระยะเวลากว่า 45 ปีในการดำเนินธุรกิจ CPN ได้ยึดหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในเรื่อง การจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรฐานที่บริษัทใช้ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจทุกแห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สุดท้าย CPN ชี้แจงเพิ่มเติมว่า บริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการดำเนินการของ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของดุสิตธานี และขอยืนยันความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ โดยเน้นย้ำว่าทุกการลงทุนของบริษัทล้วนมีเป้าหมายเพื่อสร้าง ความยั่งยืนให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง






