fbpx
© thaipropertymentor.com - 2021. All rights reserved.
HomeBiz around Uสินเชื่อ-ประกัน

สินเชื่อ-ประกัน

การเคหะฯ พร้อมปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อดอกเบี้ย 1.5% รองรับลูกค้ากู้แบงก์ไม่ผ่านจากสถานการณ์โควิด-19 นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า การเคหะแห่งชาติมีภารกิจสำคัญในการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อยและปานกลางทั่วประเทศ ซึ่งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ขยายวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระลอกใหม่จากสายพันธุ์โอไมครอน ทำให้ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมากในปัจจุบัน ซึ่งอาจสร้างผลกระทบครั้งใหม่ต่อรายได้และการประกอบอาชีพของประชาชน และส่งผลต่อผู้ที่ต้องการซื้อบ้านเป็นของตนเอง ขณะที่การเคหะแห่งชาติ มี “โครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย” เป็น “เครื่องมือทางการเงิน” ที่สำคัญในการช่วยลูกค้าที่ซื้อบ้านของการเคหะฯ แต่ไม่ผ่านการพิจารณาสินเชื่อจากสถาบันการเงิน สามารถขอสินเชื่อผ่านโครงการดังกล่าว โดยจะมีคณะกรรมการบริหารสินเชื่อที่อยู่อาศัย (คบส.)ของการเคหะฯเป็นผู้พิจารณาให้สินเชื่อกับลูกค้า เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางเป็นไปอย่างทั่วถึงและครอบคลุมยิ่งขึ้น ล่าสุดจากการประชุมคณะกรรมการบริหารการให้สินเชื่อเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย (คบส.) เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ได้พิจารณาเห็นชอบอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อโครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ปีงบประมาณ 2565 (เดือนมกราคม-กันยายน 2565) ประกอบด้วย กลุ่มลูกค้าทั่วไป ปีที่ 1-4 อัตราดอกเบี้ย 1.5% ปีที่ 5-7 อัตราดอกเบี้ย 2.5% ปีที่ 8-40

หากพูดถึงการดำเนินชีวิตของคนเราในปัจจุบันล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงทั้งสิ้น เพราะการดำเนินชีวิตของเราในแต่ละวันเราต้องพบเจอสิ่งต่าง ๆ มากมายรอบตัว หรือแม้ว่าเราจะมีการวางแผนชีวิตและการเงินอย่างรอบคอบและระมัดระวังตัวเองดีแล้วจากสิ่งต่างๆ รอบตัวที่เกิดขึ้น แต่ใครจะไปรู้ว่าอาการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุจะเกิดขึ้นตอนไหน และถึงแม้หลายคนจะมีการแบ่งเงินเก็บไว้สำหรับยามฉุกเฉินเรื่องการเจ็บป่วย หรือ เกิดอุบัติเหตุ แต่มั่นใจได้แค่ไหนว่า เงินที่เก็บไว้จะเพียงพอต่อการใช้จ่ายหรือการรักษา เมื่อพูดถึงเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่จบใหม่ วัยเริ่มทำงานแล้ว หลายคนอาจมองว่าการ "ทำประกัน" ไม่ใช่เรื่องจำเป็นต่อชีวิตเพราะในวัยที่อายุน้อย สุขภาพยังแข็งแรงดี ความเสี่ยงต่ำ หรือมีเงินไม่มากพอที่จะทำประกันในแต่ละเดือน แต่เมื่อมีโรคระบาดอย่าง "โควิด-19" ทำให้มุมมองเหล่านี้อาจเปลี่ยนไป หลายคนเริ่มกังวลเรื่องสุขภาพของตัวเองมากขึ้น และตระหนักว่า "โรคไม่เลือกอายุ" ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด โรคร้าย หรือแม้แต่อาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ รวมถึงอุบัติเหตุที่ไม่ได้คาดเดาไว้แต่แรก ก็อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและเงินในกระเป๋าของคนเราได้เสมอ ดังนั้น การเลือกทำประกันจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกับเด็กจบใหม่ ที่เพิ่งเริ่มทำงาน อยู่ในช่วงของการเก็บเงินเพื่อสร้างฐานะ ต้องมีการวางแผนทางการเงินให้ดีและคิดหาวิธีเตรียมความพร้อมรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดคิด หันมาให้ความสนใจกับตัวช่วยที่สำคัญนั่นคือ “ประกัน” เพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเมื่อเทียบค่าเบี้ยประกันกับจำนวนเงิน และวงเงินรักษานั้นเราจะเห็นได้ว่า เงินทุนประกันที่ทางประกันจ่าย ดูแลในเรื่องค่ารักษาต่างๆ คุ้มค่ากว่าเงินค่าเบี้ยประกันที่เราจ่ายไปอย่างมาก และทำให้เราอุ่นใจยามเจ็บป่วย

สมาคมประกันชีวิตไทย ร่วมแสดงความยินดีและมอบรางวัล“ตัวแทนคุณภาพดีเด่นแห่งชาติ ครั้งที่ 38 ประจำปี 2564” เพื่อเชิดชูเกียรติตัวแทนประกันชีวิตที่มีคุณภาพดีเด่น สามารถผลิตผลงานได้ตามเกณฑ์จำนวน 2,085 ราย นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ อุปนายกฝ่ายการตลาด สมาคมประกันชีวิตไทย ประธานการจัดงานพิธีมอบรางวัลตัวแทนคุณภาพดีเด่นแห่งชาติ ครั้งที่ 38 ประจำปี 2564 เปิดเผยว่า สมาคมประกันชีวิตไทยขอแสดงความยินดีกับตัวแทนคุณภาพดีเด่นแห่งชาติ ทั้ง 2,085 ราย พร้อมทั้งขอขอบคุณที่ได้สร้างผลงานคุณภาพตามเกณฑ์ ทั้งเบี้ยประกันภัยรับและการบริหารที่เป็นเลิศ สามารถรักษาอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ประกันชีวิตไว้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ตลอดจนมีความภักดีต่อองค์กรต้นสังกัด หากแต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่องทุกวัน ทำให้การจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มบุคคลจำนวนมากเป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยง อย่างไรก็ตาม สมาคมประกันชีวิตไทยยังคงให้ความสำคัญต่อการเชิดชูเกียรติของบุคลากรฝ่ายขาย ดังนั้นในปีนี้ สมาคมจึงได้ปรับเปลี่ยนวิธีการเชิดชูเกียรติคุณให้กับตัวแทนประกันชีวิตที่ได้รับรางวัลตัวแทนคุณภาพดีเด่นแห่งชาติ (THAILAND NATIONAL QUALITY AWARDS) มาเป็นการจัดงานแบบโลกเสมือนจริง (Virtual Event) ซึ่งได้มีการจัดทำวิดีทัศน์เชิดชูเกียรติ สร้างขวัญและกำลังใจให้กับตัวแทนประกันชีวิตที่ผ่านเกณฑ์การผลิตผลงานที่มีคุณภาพและมีการบริการที่เป็นเลิศ และมีความภักดีต่อบริษัทที่เป็นต้นสังกัด

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าธนาคารที่ต้องการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2564 ที่ต้องการใช้สิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งสามารถหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท สามารถดาวน์โหลดหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ยืมกับ ธอส. ได้แบบง่าย ๆ และทำได้ด้วยตัวเองเพียงไม่กี่นาที โดยไม่ต้องเดินทางมาที่สาขาของธนาคาร เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรค COVID- 19 โดยดาวน์โหลดได้ผ่าน 2 ช่องทาง ดังนี้ 1.Application : GHB ALL โดยเลือกแถบเมนูที่มุมซ้ายด้านล่าง กดที่ "บริการอื่น ๆ" เลือก "หนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ / แจ้งสิทธิยกเว้นภาษี" แล้วเลือก "ขอหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้" จากนั้นระบบจะแสดงข้อมูลหมายเลขบัญชีเงินกู้ ยอดชำระดอกเบี้ยประจำปี และให้กดที่ข้อความ "ขอรับเอกสาร" เพื่อกรอกอีเมลที่ลูกค้าต้องการรับหนังสือ หากกรอกครบถ้วนแล้วให้กด "ส่งอีเมล" ซึ่งระบบจะส่งหนังสือรับรองดอกเบี้ยไปยังอีเมลที่ลูกค้าระบุทันที 2.เว็บไซต์ธนาคารอาคารสงเคราะห์ www.ghbank.co.th

บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2565 โดยตั้งไว้ 3 สมมติฐาน 5 คำทำนาย ประกอบด้วย 1) โควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นอันเป็นผลมาจากการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง 2) อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกฟื้นตัว 60-90% 3) ปัญหาคอขวดด้านอุปทานจะเริ่มคลี่คลายลง ส่วน 5 คำนาย ได้แก่ 1) กิจกรรมทางเศรษฐกิจโลกปี 2565 จะกลับมาเป็นปกติมากขึ้น 2) เงินเฟ้อโลกจะลดลงในครึ่งหลังของปี 2565 3) นโยบายการเงินโลกจะตึงตัวขึ้นเพื่อกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ยกเว้น จีน ที่ยังคงมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อสร้างสมดุลเศรษฐกิจ 4) สงครามเย็นระหว่างสหรัฐกับจีนจะทวีความรุนแรงมากขึ้น 5) ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา 5 ปัจจัย ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ความผันผวนของตลาดการเงินโลก ความเสี่ยง Global Stagflation ความผันผวนด้านภูมิอากาศโลก และ การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ที่อาจรุนแรงกว่าสายพันธุ์เดลต้า อย่างไรก็ตาม การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนมีโอกาสกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปี 2565

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ในฐานะประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (The Government Financial Institutions Association : GFA) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสมาคม ครั้งที่ 1/2565 มีกรรมการและผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันการเงินของรัฐ ผู้แทนจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ โดยมีวาระสำคัญ ได้แก่ กำหนดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 ของสมาคมในวันพุธที่ 2 มีนาคม 2565 พร้อมระเบียบวาระที่จะนำเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาการมอบหมายหน้าที่ให้กับสถาบันการเงินสมาชิกในการขับเคลื่อนคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ ที่สำคัญ จำนวน 6 คณะ เพื่อยกระดับการทำงานของสถาบันการเงินของรัฐให้มีการประสานงานและทำงานร่วมกัน ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการให้ความช่วยเหลือลูกค้าประชาชนได้ในอนาคต ได้แก่ ด้านการตรวจสอบภายในและด้านกำกับการปฏิบัติงาน (Compliance), ด้านสอบทานสินเชื่อ, ด้านบริหารความเสี่ยง, ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และ ด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล นอกจากนี้ยังมีการรายงานผลสำเร็จการจัดสัมมนาร่วม กับ ธปท.

ธนาคารออมสินผนึกหอการค้า ปล่อยกู้ผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ต่อเนื่อง ล่าสุดเพิ่มวงเงินสินเชื่อ SMEs มีที่มีเงิน อีก 1 หมื่นล้าน พร้อมปรับเกณฑ์ให้เข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น รองรับผู้ประกอบการสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศ นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการสนับสนุนเงินทุนสำหรับ SMEs ภายใต้โครงการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างธนาคารออมสิน หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนด้านสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยประมาณ 1 แสนราย นายวิทัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยภายใต้ความร่วมมือโครงการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนในครั้งนี้ ธนาคารออมสินได้ให้การสนับสนุนด้านสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้แก่สมาชิกของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย สินเชื่อ GSB Smooth BIZ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน หรือลงทุนในสินทรัพย์ถาวร

มาแรงแซงทุกสินเชื่อบ้าน สำหรับโครงการบ้านล้านหลัง ระยะที่ 2 แค่ 3 วัน คนลงทะเบียนไปแล้ว 34,926 ราย คิดเป็นยอดวงเงินสินเชื่อกว่า 41,911 ล้านบาท นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันจะมีจำนวนลูกค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 41,911 ล้านบาท [กรอบวงเงินโครงการซึ่งกำหนดไว้ที่ 20,000 ล้านบาท] แต่ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการยังสามารถลงทะเบียนผ่าน Mobile Application : GHB ALL เข้าร่วมโครงการได้อย่างต่อเนื่อง เพราะโครงการจะสิ้นสุดยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมในวันที่ 30 ธันวาคม 2566 หรือเมื่อมีลูกค้าได้รับอนุมัติสินเชื่อและทำนิติกรรมเต็มกรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยขณะนี้ มีลูกค้าที่เตรียมเอกสารพร้อมยื่นกู้ที่สาขาทั่วประเทศคิดเป็นวงเงินสินเชื่อรวมแล้วมากกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งในวันนี้ที่ ธอส. สำนักงานใหญ่ รวมถึงที่ทำการสาขาทุกแห่งทั่วประเทศมีลูกค้ากลุ่มแรกที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อเดินทางเข้ามาทำนิติกรรมสัญญาเงินกู้อย่างต่อเนื่อง "โครงการบ้านล้านหลัง

TQM เปิดตัว ‘TQM Home Insurance’ ประกันสำหรับคนห่วงบ้าน และ home.tqm.co.th แพลตฟอร์มประเมินความเสี่ยงบ้านครั้งแรกของไทย หลังจากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงาน หมิงตี้ เคมิคอล จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตโฟม และเมล็ดพลาสติก เกิดขึ้นที่ซอยกิ่งแก้ว 21 เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สร้างกระแสตื่นตัวกับเรื่องของการทำประกันภัยบ้านอีกครั้ง TQM ผู้ให้บริการประกันภัยทำการสำรวจข้อมูลกลุ่มผู้เป็นเจ้าของบ้าน พบว่า มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนถึงเงื่อนไขความคุ้มครองของประกันภัยบ้าน โดยคนไทยส่วนมากยังเข้าใจว่าประกันภัยบ้านคือประกันอัคคีภัย คุ้มครองเฉพาะเรื่องของไฟไหม้ จึงเห็นเป็นเรื่องไกลตัวและไม่ให้ความสำคัญในการทำประกันมากนัก ซึ่งยังเป็นความเข้าใจที่ไม่ครอบคลุมทั้งหมด ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด กล่าวว่า ตลาดประกันภัยบ้านเมื่อปีที่ผ่านมามีการถือครองกรมธรรม์ประกันภัยบ้านอยู่เพียง 3 ล้านหลังคาเรือน หรือเพียง 12% จากบ้านอยู่อาศัยในไทยทั้งหมดกว่า 27 ล้านหลัง จากภาพรวมการมีประกันภัยบ้านของคนไทยทำให้ TQM ออกแบบประกันภัยบ้านแนวใหม่ ผ่านแนวคิด

ธอส.เตรียมวงเงิน 70,000 ล้าน ปล่อย สินเชื่อบ้าน สำหรับผู้มีรายได้น้อย ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ อัตราดอกเบี้ยต่ำ นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อย รวมถึงบุคลากรภาครัฐ ให้สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้ง่ายขึ้น ธอส. จึงได้เตรียมกรอบวงเงิน 70,000 ล้านบาท สำหรับผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย (Social Solution) ครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์การกู้หลัก อาทิ เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม และไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น ผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 40 ปี โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.โครงการสินเชื่อที่อยู่ที่อาศัยเพื่อบุคลากรภาครัฐ กรอบวงเงิน 30,000 ล้านบาท สำหรับข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงาน/เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ชื่อเรียกอย่างอื่น และลูกจ้างประจำที่เป็นผู้มีสิทธิกู้เงินตามข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยประเภทไม่มีเงินฝากที่หน่วยงานต้นสังกัดได้ลงนามร่วมกับ