สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ลุ้นตลาดรับสร้างบ้านปี 69 ทรงตัวจากปี 68 ที่ตลาดหดตัวลง 11% โดยที่ตลาดกทม.-ปริมณฑล ติดลบถึง 16% ขณะที่ภาคใต้-อีสานเติบโตได้ดีสุด ฝากรัฐบาลใหม่ช่วงพยุงตลาดผ่าน 3 มาตรการปลุกกำลังซื้อ สมาคมพร้อมเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น กระจายอำนาจสู่ภูมิภาค
นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ภาพรวมของธุรกิจรับสร้างบ้านในปี 2568 คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดรวมบ้านสร้างเองทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 190,134 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 11% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีมูลค่ารวม 213,360 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักยังคงมาจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาหนี้ครัวเรือน และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ส่วนในปี 2569 แม้ว่าจะมีการประมาณการว่า GDP จะลดลงไปเหลือ 1.5% ซึ่งทำให้ตลาดจะยังไม่สามารถฟื้นตัวหรือมีโอกาสเติบโตได้ค่อนข้างยาก โดยอาจจะทรงตัวอยู่ใกล้เคียงกับปี 2568 โดยมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 190,000-200,000 ล้านบาทได้

“ทำไมเราถึงมั่นใจ เพราะเราดูจากแนว โน้มของยอดขายในไตรมาส 3 ของปี 2568 มีการปรับตัวที่สูงขึ้นจากไตรมาส 2 และในไตรมาส 4 ทรงตัว ซึ่งโดยปกติยอดขายของตลาดรับสร้างบ้านพีคสุดจะอยู่ที่ไตรมาสที่ 3 พอเข้าไตรมาสที่ 4 และยังทรงตัวได้ก็มีแนวโน้มที่น่าจะทำให้ในปี 2569 อาจจะอยู่ในมูลค่าใกล้เคียงเดิมได้ ซึ่งเราคาดหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เราคาดการณ์แบบนั้นก็เพราะธุรกิจรับสร้างบ้านเป็นกลุ่มลูกค้าที่เป็น Real Demand เป็นตลาดที่ไม่ได้มีการเก็งกำไร ขณะที่ตลาดในต่างจังหวัดยังคงเป็นตลาดที่มีความต้องการสร้างบ้านอยู่สูง แต่ที่กังวลคือตลาดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ยังไม่มั่นใจว่าจะยังชะลอตัวมากกว่าเดิมหรือไม่” นายอนันต์กรกล่าว
สำหรับโอกาสของผู้ที่ต้องการสร้างบ้านในปี 2569 ยังคงเป็นเรื่องของการสร้างบ้านในราคาเดิม เนื่องจากผู้ประกอบการยังไม่กล้าปรับราคาขึ้นแม้ต้นทุนวัสดุและค่าแรงจะขยับขึ้นบ้าง แต่ต้องระวังราคาวัสดุกลุ่มโลหะที่อาจพุ่งสูงตามราคาทองคำในอนาคต
นายอนันต์กร กล่าวว่า ในปี 2568 โครงสร้างตลาดบ้านสร้างเองมีการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่ตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑล ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นหลัก อยู่ในภาวะหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญจากการชะลอตัวของกำลังซื้อ ขณะที่ตลาดต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคใต้ มีสัดส่วนตลาด 18% และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนตลาด 17% ซึ่งเป็น 2 พื้นที่ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่หากเจาะลึกเป็นรายจังหวัดที่ทำสร้างยอดสั่งสร้างได้มากที่สุด ได้แก่ 1.กทม. 2.เชียงใหม่ 3.ชลบุรี 4.โคราช 5.สมุทรปราการและปทุมธานี

ทั้งนี้ ตลาดบ้านสร้างเองในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 43,731 ล้านบาท ปรับตัวลดลงแรงถึง -16% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 52,060 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนตลาดลดลงเหลือเพียง 23% ขณะที่ ตลาดบ้านสร้างเองต่างจังหวัด มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 146,403 ล้านบาท ปรับตัวลดลง -9% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 161,300 ล้านบาท แม้จะหดตัวแต่ยังน้อยกว่าพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนตลาดรวม 23% ส่วนตลาดต่างจังหวัดขยับขึ้นไปครองแชมป์ที่ 77% ของตลาดรวมทั่วประเทศ
ภาคใต้-ตะวันออกเฉียงเหนือ มาแรงที่สุด
เมื่อเจาะลึกตลาดบ้านสร้างเองแยกเป็นรายภูมิภาค นายอนันต์กร กล่าวว่า ตลาดรับสร้างบ้านในต่างจังหวัดได้รับผลกระทบน้อยกว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล และยังคงมีฐานความต้องการที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะหัวเมืองท่องเที่ยวในภาคใต้และหัวเมืองใหญ่ในภาคอีสาน ได้แก่
-ภาคใต้ มีมูลค่า 34,224 ล้านบาท ครองสัดส่วน 18% ถือเป็นตลาดภูมิภาคที่แข็งแกร่งที่สุดในปี 2568
-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีมูลค่า 32,323 ล้านบาท ครองสัดส่วน 17%
-ภาคเหนือ มีมูลค่า 30,421 ล้านบาท ครองสัดส่วน 16%
-ภาคตะวันออก มีมูลค่า 26,619 ล้านบาท ครองสัดส่วน 14%
-ภาคตะวันตก มูลค่า 15,211 ล้านบาท ครองสัดส่วน 8%
-ภาคกลาง มูลค่า 7,605 ล้านบาท ครองสัดส่วน 4%

เตรียมชงรัฐงัด “ยาแรง” ปลดล็อกกำลังซื้อ
นายอนันต์กร กล่าวว่า การเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่จะจุดชนวนความเชื่อมั่นและเรียกความเชื่อมั่นผู้บริโภคให้กลับคืนมา นอกจากนี้ สมาคม ได้เตรียมข้อเสนอเชิงรุกต่อภาครัฐ 3 มาตรการ เพื่อกระตุ้นตลาดบ้านสร้างเอง ปลดล็อกกำลังซื้อ และเป็นการเร่งฟื้นฟูตลาดให้กลับมาเร็วขึ้น ประกอบด้วย
1.โมเดล “คนละครึ่งภาคอสังหาฯ” เสนอให้รัฐพิจารณามาตรการ “รัฐช่วยจ่าย” (Co-payment) เช่น สนับสนุนค่าวัสดุก่อสร้างบางส่วน หรือ อุดหนุนดอกเบี้ยช่วงแรก เพื่อลดภาระคนอยากมีบ้าน
2.สมาคมได้ทำจดหมายส่งถึงกระทรวงการคลัง เรื่องขอให้พิจารณาต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีออกไปอีก 2 ปี จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2570
3.เตรียมข้อเสนอขยายเพดาน “สร้างบ้านลดหย่อนภาษี” จากผู้ที่ต้องการสร้างบ้านสามารถนำค่าจ้างก่อสร้างบ้านมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 100,000 บาท ในอนาคตทางสมาคมฯ เตรียมนำข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อขยายเพดานลดหย่อนสูงสุดเป็น 500,000 บาท ซึ่งจะช่วยลดภาระผู้ที่ต้องการการปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง
ทั้ง 3 มาตรการดังกล่าว นำเสนอเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าแรงในปัจจุบันที่ปรับราคาสูงขึ้น อีกทั้งยังเป็นแรงจูงใจสำคัญให้คนตัดสินใจสร้างบ้านที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งนำมาสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และส่งเสริมการจ้างงานในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืน

“สมาคม ยังคงมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานคุณภาพ และเดินหน้าสร้างการเติบโตของตลาดบ้านสร้างเองทั่วประเทศ ภายใต้เศรษฐกิจที่รอการฟื้นตัว โดยสมาคมประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมเป็นพันธมิตรที่มั่นคงให้กับผู้บริโภคที่ต้องการสร้างบ้านคุณภาพ ที่ไม่ทิ้งงาน โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายมูลค่าตลาดรวมไว้ใกล้เคียงกับปี 2568 คือประมาณ 1.9 แสนล้านบาท” นายอนันต์กร กล่าว
สำหรับแผนการดำเนินงานของสมาคมในปี 2569 ยังคงต่อยอดความสำเร็จจากการดำเนินงานในปี 2568 ภายใต้ยุทธศาสตร์ B-Q-O ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านและสมาชิกสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ คือการขับเคลื่อนองค์กรผ่านยุทธศาสตร์ 3 ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (B-Q-O) ที่ดำเนินการมาอย่างเข้มข้นตลอดปีที่ผ่านมา

B-Brand Awareness (การสร้างแบรนด์และการรับรู้) โดยสมาคม ได้พลิกโฉมการสื่อสารครั้งใหญ่สู่โลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้งการปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่ พร้อมรุกทุกแพลตฟอร์มด้วย Video Content 10 วินาทีแรก เพื่อการสื่อสารที่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ (New Gen) และทำให้เห็นถึงความแตกต่างของการใช้บริการสมาชิกสมาคมฯ เมื่อเทียบกับผู้รับเหมาทั่วไป ทั้งด้านมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ
Q-Quality (การยกระดับคุณภาพ) ที่สมาคมมุ่งเน้นการพัฒนา “คน” ผ่านโมเดล “ทีมฟุตบอล” ทั้งในส่วนของ MD/CEO (Coach) การปรับทัศนคติให้มองธุรกิจระยะยาวและยั่งยืน ทีมขาย (กองหน้า) การพัฒนาสู่การเป็น “ที่ปรึกษาเรื่องบ้าน” ที่รู้ลึก รู้จริง ทีมก่อสร้าง (กองกลาง) การควบคุมคุณภาพหน้างาน (On-site) ให้ได้มาตรฐานวิศวกรรม และสุดท้าย ทีม Back Office (กองหลัง) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการ “ป้องกันการขาดทุน” เน้นการทำ BOQ (Bill of Quantities) ที่แม่นยำ และการควบคุมต้นทุน (Cost Control) เพื่อให้ธุรกิจมีกำไรและมั่นคง
O-Organization (องค์กรแห่งข้อมูลและความน่าเชื่อถือ) โดยสมาคมยกระดับบทบาทสู่การเป็น Data Center แห่งแรกของวงการ ที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำของ “มูลค่าตลาดบ้านสร้างเอง” ทั่วประเทศ และแยกเป็นรายภูมิภาค เพื่อให้สมาชิกใช้วางแผนกลยุทธ์ และเป็นแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ของประเทศ

นอกจากนี้ ในปี 2569 สมาคมเตรียมจัดตั้ง “บอร์ดภูมิภาค” (Regional Committee) ขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยนำร่องที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานแฟร์สัญจร รวมทั้งการเตรียมจัดงานรับสร้างบ้านในภูมิภาคขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศถึงบริการที่แตกต่าง ทั้งด้านคุณภาพงานก่อสร้าง คุณภาพงานบริการที่ครบวงจรของบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกฯ เพื่อไม่ให้ที่ผู้บริโภคที่ต้องการสร้างบ้านต้องพบกับปัญหาการทิ้งงานของผู้รับเหมาและบริษัทรับสร้างบ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยมีการนำ “MR.HO-ME” แมสคอตของสมาคมฯ มาเป็นตัวแทนการสื่อสาร และเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศให้มากขึ้น






