AP CODE – The Code of Living Quality ขนาดใหญ่

เอพี ไทยแลนด์ เปิดเกม Q2 ลุย 12 โครงการ มูลค่า 1.7 หมื่นล้าน ดันแนวคิด “เข้าใจชีวิตจริง”

บริษัท เอพี ไทยแลนด์ ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 โดยเน้นการพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิด “ความเข้าใจชีวิตจริง” ผ่านยุทธศาสตร์ CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING ซึ่งถูกวางเป็นกรอบหลักในการออกแบบสินค้าและประสบการณ์อยู่อาศัย

APITOWN Huahin ขนาดใหญ่

นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวต่อยอดจาก Code of Empathy ที่บริษัทใช้เป็นเครื่องมือเชื่อมระหว่างความเข้าใจผู้บริโภคกับการพัฒนาโครงการ เพื่อให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยในแต่ละช่วงชีวิตได้มากขึ้น ในเชิงแผนธุรกิจ ไตรมาส 2 บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่รวม 12 โครงการ มูลค่ารวม 17,150 ล้านบาท ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่ระดับราคา 1.79–25 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 3 โครงการ มูลค่า 3,500 ล้านบาท กลุ่มบ้านแฝดและทาวน์โฮม 6 โครงการ มูลค่า 7,550 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 4,500 ล้านบาท และโครงการในต่างจังหวัด 2 โครงการ มูลค่า 1,600 ล้านบาท

การเปิดตัวดังกล่าวสะท้อนความพยายามกระจายพอร์ตสินค้าให้ครอบคลุมทั้งตลาดแนวราบและแนวสูง ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ยังต้องเผชิญแรงกดดันด้านกำลังซื้อและต้นทุนพัฒนาโครงการ นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดตัวแคมเปญ “AP CODE – The Code of Living Quality” ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารแบรนด์มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยเน้นการตีความ “คุณภาพชีวิต” จากมุมมองผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม

CENTRO Nature Architech ขนาดใหญ่

สำหรับกลยุทธ์สำคัญในไตรมาสนี้ มี 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

ประเด็นแรก การขยายโครงการไปยังต่างจังหวัดเพิ่มเติม โดยเตรียมเปิด 2 ทำเลใหม่ ได้แก่ หัวหิน และสระบุรี ภายใต้แบรนด์อภิทาวน์ เพื่อเพิ่มฐานรายได้ในตลาดภูมิภาค ซึ่งยังมีช่องว่างการเติบโต แต่ต้องเผชิญความท้าทายด้านกำลังซื้อเฉพาะพื้นที่

ประเด็นที่สอง การต่อยอดตลาดบ้านเดี่ยวในเมือง ผ่านโมเดล “Nature Architect Series” ในแบรนด์ THE CITY และ CENTRO โดยเน้นการออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้รองรับรูปแบบการใช้ชีวิตแบบ Hybrid และเชื่อมโยงพื้นที่ภายในกับภายนอกมากขึ้น

THE CITY Main Gate ขนาดใหญ่

ทั้งนี้ แม้บริษัทจะเดินหน้าขยายโครงการต่อเนื่อง แต่ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยกำลังซื้อในประเทศ ภาระหนี้ครัวเรือน และทิศทางดอกเบี้ย ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในระยะถัดไป