fbpx

Blog - thaipropertymentor

Bring to the table win-win survival strategies to ensure proactive domination. At the end of the day, going forward, a new normal that has evolved from generation.
Warapong Pankaew24 พฤศจิกายน 2020
0032-1280x591.jpg

1min74

หลังการปรับโครงสร้างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี โดยการควบรวมบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้น แลนด์ เข้ากับบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) พร้อมกับประกาศกลยุทธ์ One Platform ประสาน 3 ธุรกิจในเครือ ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย หรือ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม หรือ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล และ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรม หรือ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล รวมเป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ ปูทางสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน ทั้งจากรายได้จากการขายและรายได้ระยะยาวจากการเช่า

แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในวันนี้ธุรกิจที่ขับเคลื่อนเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) ก็คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย โดยมีสัดส่วนรายได้ 70% ของรายได้รวม จากผลประกอบการ 9 เดือนล่าสุด เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) มีรายได้รวม 15,840 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,532ล้านบาท เป็นรายได้จากการขายของ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม จำนวน 11,058 ล้านบาท และเป็นรายได้จากการเช่าจากเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล และ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล รวมกัน 4,782 ล้านบาท

ในห้วงเวลานี้ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม จึงตัวเป็นรุกสำคัญของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) โดยล่าสุด นายแสนผิน สุขี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แม่ทัพใหญ่ของ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม ได้ประกาศแผนการไต่ระดับสู่ Top 3 ด้านรายได้ของตลาดอสังหาฯเพื่อที่อยู่อาศัยในอีก 3 ปี (ปี 2564-2566) จากปัจจุบันอยู่ใน Top 5 ของตลาด

“การรวมเป็นเฟรเซอร์สทำให้เราใหญ่ขึ้น มีฐานการเงินที่แข็งแรงขึ้น และสามารถ Balance ธุรกิจได้ดีขึ้นจาก 3 ธุรกิจที่มีอยู่” นายแสนผิน กล่าวถึงจุดแข็งของเฟรเซอร์ส โดยในปีนี้ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 15,000 ล้านบาท สิ้นไตรมาส 3 ทำรายได้ไปแล้ว 11,058 ล้านบาท จบสิ้นปีในสถานการณ์ที่ตลาดได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดจากโควิด-19 เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม น่าจะทำรายได้ได้ต่ำกว่าปีที่แล้วอยู่ประมาณ 5% แต่ก็ยังถือว่าน่าพอใจ

สำหรับแผน 3 ปี กับการขึ้นสู่ Top 3 ของธุรกิจอสังหาฯ โดยมี เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก มีภารกิจที่จะต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายใน 4 เรื่องด้วยกันคือ 1.การเป็นทางเลือกอันดับที่ 1 สำหรับคนที่มองหาทาวน์โฮม ทําเลในเมือง 2.การเป็นอันดับที่ 1 ในตลาดบ้านแฝด (นีโอ โฮม) 3.การขยายตลาดต่างจังหวัดและเป็นผู้นำตลาดต่างจังหวัดด้านยอดขายสูงสุด และบันไดขั้นสุดท้ายคือการขึ้น Top 3 ของตลาดด้วยรายได้รวม 20,000 ล้านบาทอัพๆ

ในปี 2564 ซึ่งเป็นปีแรกของภารกิจ 3 ปี บริษัทตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 16,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปี 2563 โดยมีมีสัดส่วนรายได้จากทาวน์โฮม 42% บ้านแฝด นีโอ โฮม 23% บ้านเดี่ยว 21% และโครงการต่างจังหวัด 14% และมีแผนจัดซื้อที่ดินประมาณ 20 แปลง ในงบประมาณ 10,720 ล้านบาท พร้อมกับเปิดโครงการใหม่ 24 โครงการ มูลค่า 29,800 ล้านบาท แบ่งเป็น ทาวน์โฮม 9 โครงการ มูลค่า 9,700 ล้านบาท บ้านแฝด นีโอ โฮม 5 โครงการ มูลค่า 7,000 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 7 โครงการ มูลค่า 11,000 ล้านบาท และเปิดโครงการในต่างจังหวัดอีก 3 โครงการ มูลค่า 2,100 ล้านบาท

การขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2564 เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม ได้วางกลยุทธ์การตลาดโดยแบ่งตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ คือ ทาวน์โฮมจะขยายไปในทำเลใหม่ เติมโครงการในทําเลเดิม เน้นทําเลที่ดีกว่าคู่แข่ง และรักษาคุณภาพการก่อสร้าง ออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังคงเน้นด้านฟังก์ชั่น ในส่วนของบ้านแฝด นีโอ โฮม ที่เน้นทำเลใกล้เมือง ฟังก์ชั่นระดับบ้านเดี่ยว และราคาไม่แพง

ขณะที่ บ้านเดี่ยวจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เหมาะกับที่ดินที่ราคาแพงขึ้น โดยเน้นคุณภาพ ฟังก์ชั่น และความหรูหรา ส่วนตลาดในต่างจังหวัดจะเปิดโครงการเพิ่มในขอนแก่น ระยอง ภูเก็ต เน้นทําเลในเมือง ไม่แข่งเรื่องราคา นอกจากนี้ ยังจะพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ทุกระดับความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดคอนโดมิเนียมอีก 1 โครงการ เป็นคอนโดที่เจาะกลุ่มคนทํางานในเมือง (Real Demand) บนทําเลที่ไม่สามารถทําทาวน์โฮมได้ ในราคาที่ไม่เกินตารางเมตรละ 1 แสนบาท โดยจะเปิดในช่วงปลายปี 2564 หรือต้นปี 2565

นอกจากนี้ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม ยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์ที่น่าสนใจสำหรับปี 2564 ก็คือ การเปิดเกมรุกตลาดซิตี้ โฮม เพื่อรองรับกระแส New Normal เมื่อผู้บริโภคต้องการเปลี่ยนจากการอยู่คอนโดระดับลักชัวรี่มาสู่โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ ในเมืองทำเลรอบๆ ซีบีดี อย่างเช่น วิภาวดี พระราม9 สาธุประดิษฐ์ เป็นต้น เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มนี้จึงมีโอกาสที่รออยู่ โดยบริษัทได้เตรียมแผนซื้อที่ดิน 3 แปลง สำหรับการพัฒนา ซิตี้ โฮม 3 ชั้น ราคา 15-40 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การไต่อันดับจาก Top 5 สู่การเป็น Top 3 ในตลาดอสังหาฯ คงจะต้องขับเคี่ยวกับเบอร์ใหญ่ๆ อย่าง พฤกษา เอพี แลนด์แอนด์เฮ้าส์ และแสนสิริ ซึ่งแต่ละบริษัทมีตัวเลขรายได้รวมในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2563 เกิน 20,000 ล้านอัพ (ยกเว้น พฤกษา รายได้รวม 19,801 ล้านบาท) แม้ที่ผ่านมา โกลเด้นแลนด์ ก่อนที่จะแปลงร่างมาเป็นเฟรเซอร์ส จะมาแรงแซงทางโค้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยความแปลกใหม่ของโปรดักส์ และราคาที่ล่อใจ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ดึงดูดคนเข้าไปจบการขายที่โครงการ โดยเฉพาะในกลุ่มทาวน์โฮม ที่บดบี้อย่างเมามันกับขาใหญ่อย่าง พฤกษา มาโดยตลอด

ยิ่งถ้านับเฉพาะรายได้จากการขายแบบเพียวๆ จริงๆ แล้ว เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม ยังรั้งอยู่ที่อันดับ 7 ของตารางสำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปีนี้ โดยมีคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นมาอีก 2 รายคือ เอสซี แอสเสท และ ศุภาลัย และทั้ง 6 รายที่อยู่หัวตารางอยู่ในขณะนี้นั้นมีความจัดเจนในตลาดบ้านแนวราบไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และคงไม่มีใครยอมให้ใครผ่านไปแบบง่ายๆ แน่นอน

งานนี้คงต้องลุ้นกันยาวๆ ว่า ด้วยฐานทุนและความและความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น โกลเด้นแลนด์ ในนามของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม จะเขย่าบัลลังก์ Top 3 ได้สมดังตั้งใจไว้หรือไม่ โปรดติดตาม


Warapong Pankaew21 พฤศจิกายน 2020
ME-128-1280x854.jpg

1min121

ตลาดรับสร้างบ้านตกอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างหนัก ซึ่งเป็นการชะลอตัวต่ำสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของ บริษัท พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ระบุว่า ธุรกิจรับสร้างบ้านในปี 2563 โดยภาพรวมนั้นชะลอลงประมาณ 20% เนื่องจากมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจค่อนข้างมาก ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และถูกซ้ำเติมด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ปัญหาการเมือง รวมถึงภัยธรรมชาติ

สำหรับพื้นที่ที่มีภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจนคือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยประเมินว่า กำลังซื้อได้ปรับตัวลดลงเฉลี่ย 25% โดยเฉพาะกลุ่มราคาบ้าน 2-5 ล้านบาท ที่ปรับลดลงสูงถึง 40% ส่วนกลุ่มราคาบ้าน 5-10 ล้านบาท ปรับลดลง 25% และกลุ่มราคาบ้าน 10 ล้านบาทขึ้นไปปรับลดลงประมาณ 15% ขณะที่ตลาดต่างจังหวัด กำลังซื้อปรับตัวลดลงเฉลี่ย 10% โดยกลุ่มราคา 2-5 ล้านบาท ปรับลดลงเฉลี่ย 20% กลุ่มราคา 5-10 ล้านบาท ปรับลดลงลดลง 15% ส่วนกลุ่มราคาบ้าน 10 ล้านบาทขึ้นไป กำลังซื้อกลับเพิ่มขึ้น 10%

ในภาวะที่ตลาดชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่องกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ก็ได้ปรับตัวทั้งรุกและรับตามสถานการณ์จนสามารถประคองตัวรอดมาได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับภาวะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนตัวลง ประกอบกับ มีผู้เล่นหน้าใหม่ที่ฉวยจังหวะนี้รุกเข้าตลาดออนไลน์ขายตัดราคาไปทั่วราชอาณาจักร

นายหน้ารับสร้างบ้านแข่งตัดราคา
นางสาวถิรพร สุวรรณสุต กรรมการบริหารสายงานการตลาด บริษัท พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ให้ข้อมูลว่า แม้ภาพรวมอาจดูชะลอตัวลง แต่ก็มีผู้ประกอบการรายใหม่และรายย่อยเข้ามาในตลาดรับสร้างบ้านเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะอาศัยช่องทางออนไลน์ในการทำการตลาด ได้แก่ ผู้รับเหมารายย่อย ที่ไม่จดทะเบียนนิติบุคคล มีที่อยู่ไม่ชัดเจน มักใช้คำโฆษณาชวนเชื่อว่ามีประสบการณ์ 20 ปี และกลุ่มโบรกเกอร์/นายหน้ารับสร้างบ้าน ที่ไม่จดทะเบียนนิติบุคคล และไม่มีที่อยู่ชัดเจน มักจะโฆษณาชวนเชื่อว่ารับสร้างบ้านทั่วประเทศ เน้นสร้างการรับรู้ผ่านสื่อโซเชียล-เว็บไซต์ จูงใจด้วยข้อเสนอราคาต่ำกว่าตลาดแต่ปกปิดรายละเอียดต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคควรระมัดระวัง และศึกษารายละเอียดการให้บริการของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ให้ดีๆ

กลุ่มที่เป็นโบรกเกอร์จะสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าทางโซเชียลมีเดียมีพื้นที่บริการทั่วประเทศ โดยโบรกเกอร์จะเป็นคนติดต่อผู้รับเหมาและซัพพลายเออร์ ส่วนใหญ่จะรับงานรับสร้างบ้านในระดับราคา 8 แสนบาท ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท เสนอราคาก่อสร้างต่ำๆ ที่ตารางเมตรละ 10,000-12,000 บาท แต่จะไม่บอกรายละเอียดของเงื่อนไขการก่อสร้างบ้านทั้งหมด ทำให้ต้องมาจ่ายเพิ่มภายหลังอีกหลายรายการ ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่คิดราคาก่อสร้างในระดับมาตรฐานอยู่ที่ 18,000-20,000 บาท

“การเข้ามาใหม่ของรายย่อยโดยเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมารายย่อยและโบรกเกอร์ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นตามมา นอกจากนี้ข้อแตกต่างและความไม่ชัดเจนของผู้ประกอบการรับสร้างบ้านในสายตาผู้บริโภคทำให้เกิดความกังวลและไม่กล้าตัดสินใจใช้บริการ บริษัทจึงต้องสื่อสารเรื่องแบรนด์พีดีเฮ้าส์ให้มีผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในการใช้บริการมากยิ่งขึ้น” อ่านประกอบ เลือกสร้างบ้านตามสั่งกับบริษัทรับสร้างบ้าน

ในขณะเดียวกัน บริษัทจะขยายพื้นที่บริการเพิ่มในจุดที่ผู้ประกอบการรายเดิมเลิกกิจการหรือปิดสาขาไปในหลายพื้นที่ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่-พื้นที่ใหม่ หรือขยายตลาด (ขยายพื้นที่บริการ) และสร้างจุดเด่นหรือจุดแตกต่างได้ชัดเจนในสายตาผู้บริโภค เพื่อสามารถแข่งขันราคาได้ในคุณภาพเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน โดบในช่วงปลายปีนี้บริษัทจะเปิดสาขาเพิ่มในพื้นที่จังหวัดนครนายก และพิจิตร ส่วนในปี 2564 จะเปิดเพิ่มอีก 4 สาขา ที่กรุงเทพฯ(ประเวศ) ราชบุรี อุดรธานี และสุราษฎร์ธานี

กดต้นทุนพร้อมรับมือแข่งราคา
นายพิศาล ธรรมวิเศษ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจรับสร้างบ้าน บริษัท พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการแข่งขันด้านราคาบริษัทจึงร่วมมือกับซัพพลายเออร์ที่เป็นคู่ค้า ปรับลดต้นทุนวัสดุก่อสร้างหลักๆ ช่วยให้สามารถปรับลดราคาบ้านลงได้ 3-5% เมื่อเทียบกับราคาบ้านในช่วงปี 2560-2561

รวมถึงการพัฒนาและออกผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง House Brand สำหรับนำมาใช้ก่อสร้างบ้านของเราเอง เพื่อควบคุมต้นทุน และคุณภาพการก่อสร้างบ้าน อาทิเช่น ปูนฉาบป้องกันการแตกร้าว PD Mortar Plus, ประตูหน้าต่างอลูมิเนียม PD Alu, ฝา-ฝ้าไม้สังเคราะห์ WPC ตกแต่งผนัง-ฝ้าเพดานภายนอก และประตูไม้สังเคราะห์ WPC ภายใต้แบรนด์ PD Wood เป็นต้น

“แม้ตลาดรับสร้างบ้านอาจ จะดูชะลอตัวลง แต่จากการเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาทำให้พีดีเฮ้าส์สามารถวางกลยุทธ์รับมือกับ Covid-19 และปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับกระแส New Normal ได้เป็นอย่างดี ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อการให้บริการที่ครบวงจรมาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบอาคาร ผ่านบริษัท เฌอ-วาด อาคิเทค ซึ่งเป็นบริษัทในเคือ รวมถึงการรับงานอินทีเรีย, แลนด์สเคป ทำให้เราเป็นทั้งผู้ออกแบบและก่อสร้างบ้านที่ครบวงจร” นายพิศาล กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบบ้านใหม่ ทั้งแบบบ้านหรู (Luxury) แบบบ้านสไตล์โรงนา (Farmhouse) แบบบ้านสู้โควิด-19 และแบบบ้านสไตล์ Asian Tropical ควบคู่ไปกับการจัดโปรโมชั่นกระตุ้นการตัดสินใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาจะมีการจัดโปรโมชั่นทุก 2 เดือนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดโปรโมชั่นผลิตภัณฑ์/แบบบ้านใหม่ทุกครั้ง โดยจะมีแบบบ้านออกมาใหม่เฉลี่ยไตรมาสละ 1 ซีรีย์ (5-6 แบบ)

จัดทัพองค์กร ขยายบริการครบวงจร
นางสาวถิรพร กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในปี 2564 นอกจากการขยายพื้นที่ให้บริการเพิ่มเติม การสร้างการรับรู้แบรนด์พีดีเฮ้าส์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคแล้ว บริษัทได้เตรียมจัดกลุ่มธุรกิจและปรับโครงสร้างการจัดการใหม่ โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม หลักๆ คือกลุ่มธุรกิจรับสร้างบ้าน โดย ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่/ผู้ลงทุน ประกอบด้วย บริษัทในเครือ 14 บริษัท อาทิ ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป (ชลบุรี), ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป (พิษณุโลก), ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป (นครราชสีมา) ฯลฯ ดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้านภายใต้ชื่อ ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์

หลังจากก่อนหน้านี้ ปทุมดีไซน์ฯ ได้เข้าไป Take over หรือร่วมลงทุนโดยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่กับแฟรนไชส์รับสร้างบ้านรายเดิม เพื่อช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้ภาวะตลาดที่กำลังซื้อผู้บริโภคลดลงในปัจจุบัน รวมถึงสามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนแฟรนไชส์รายใดที่แข็งแรงอยู่แล้วก็ช่วยพลักดันให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

สำหรับกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มบริหารสิทธิ์ตราสินค้าและสนับสนุนธุรกิจรับสร้างบ้าน โดย ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่/ผู้ลงทุน ประกอบด้วย บริษัทในเครือ 3 บริษัท ได้แก่ “พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล” ทำหน้าที่บริหาร แบรนด์พีดีเฮ้าส์ให้เป็นที่รับรู้และยอมรับของผู้บริโภคยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็สร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์และบริการ พัฒนาระบบการจัดการควบคู่กันไป สำหรับ “พีดี สยามซัพพลาย แอนด์ เซอร์วิส” เป็นบริษัทในเครือที่มีภารกิจหลักคือ การสนับสนุนธุรกิจรับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ ได้แก่ การรวมคำสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง และการเจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์ เพื่อคัดเลือกสินค้าที่มีคุณภาพและได้ต้นทุนที่ดีที่สุด

บริษัท เฌอ-วาด อาคิเทค ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบครบวงจร เป็นอีกหนึ่งอาวุธลับ/อาวุธเสริม ในการหาลูกค้ากลุ่มใหม่ เช่น งานอินทีเรีย, งานแลนด์สเคป และรองรับความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบัน ที่มีความต้องการบ้านที่เฉพาะเจาะจง รวมไปถึงร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ออกแบบบ้านใหม่ๆ เพื่อเสิร์ฟให้กับกลุ่มลูกค้าที่สนใจใช้บริการสร้างบ้านกับพีดีเฮ้าส์

นอกจากการปรับโครงสร้างองค์กรแล้ว ในปี 2564 พีดีเฮ้าส์ยังเน้นเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่-พื้นที่ใหม่ รวมถึงทำการตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง พร้อมเน้นขอบเขตการให้บริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อินทีเรีย จัดสวน สระว่ายน้ำ ตัวแทนจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ในส่วนเป้ายอดขายในปี 2564 จากการประเมินสถานการณ์ที่คาดว่าตลาดจะอยู่ในภาวะทรงตัวจากปี 2563 บริษัทจึงตั้งเป้ายอดขายไว้ใกล้เคียงกัน โดยในปี 2563 บริษัทได้ปรับเป้ายอดขายจาก 1,200 ล้านบาทในช่วงต้นปี เหลือ 1,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าสามารถทำได้ใกล้เคียงหรืออาจต่ำกว่าเล็กน้อย โดยต้องรอลุ้นในช่วงไตรมาส 4 นี้ ซึ่งปกติถือว่าเป็นช่วงไฮซีซันของผู้บริโภคที่จะตัดสินใจปลูกสร้างบ้าน

 

 

 

 


Warapong Pankaew20 พฤศจิกายน 2020
I-Leaf-Prime-RAMA2-KM14-202002-Type-California-Townhome-C-1280x854.jpg

1min62

กานดา พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัวโครงการใหม่ทาวน์โฮมระดับพรีเมี่ยม “ไอลีฟ ไพร์ม 2 ถลาง” ด้วยดีไซน์สไตล์แคลิฟอร์เนีย ผสานแนวคิด Kanda Smile of Living รองรับ 3 Generations พร้อมห้องนอนชั้นล่างสำหรับผู้สูงอายุ

แนวคิดหลักในการพัฒนาโครงการของกานดา พร็อพเพอร์ตี้ ก็คือ การออกแบบและเลือกใช้วัสดุคุณภาพ ที่ง่ายต่อการบำรุงรักษาในอนาคต และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับฟังก์ชั่นบ้าน ที่ต้องตอบรับได้กับทุกไลฟ์สไตล์ เหมาะกับชีวิต New Normal ทั้งในปัจจุบันและอนาคต กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จึงได้นำแนวคิด 4 KANDA CONCEPT มาใช้สำหรับการพัฒนาโครงการ

ทำความรู้จักกับ 4 KANDA CONCEPT  

Eco Smart การใช้พลังงานทางเลือก และใช้หลักการ Reduce Reuse Recycle
•เลือกใช้พลังงานลม, พลังงานแสดงอาทิตย์เข้ามาใช้ในโครงการ ช่วยประหยัดพลังงาน
•หลอดไฟในของกานดาบ้านและถนนโครงการเป็นหลอด LED ทั้งหมด เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้า
•ใช้กระจกเขียวตัดแสง ทำให้ช่วยประหยัดไฟในเวลากลางวัน อีกทั้งช่วยลดความร้อนและรังสี UV ได้ดี
•ฝ้าเพดานชั้นบนเป็นยิปซั่มชนิดมีฟรอยด์ ช่วยป้องกันความร้อนและลดการใช้พลังงาน
•วงกบภายใน บัวเชิงผนัง บัวฝ้าเพดาน เลือกใช้วัสดุทดแทนไม้ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หมดกังวลเรื่องปลวกมอด

Easy Maintenance ออกแบบบ้านให้ง่ายต่อการบำรุงรักษา
•พื้นชั้นล่าง ปูด้วยแกรนิโต้ 60×60 cm. สวยงาม ทนทานแข็งแรง
•ออกแบบให้พื้นครัวนอกและลานซักล้างวางบนคาน หมดปัญหาเรื่องการทรุดตัว
•ออกแบบห้องน้ำให้มีความโปร่งสบาย และห้องน้ำชั้นบนอยู่ตรงกับห้องน้ำชั้นล่างและที่จอดรถ เพื่อง่ายต่อการซ่อมบำรุงในอนาคต
•บานหน้าต่างเป็นกรอบอลูมิเนียมและจัดทำขอบกันน้ำ (Double Protect) ช่วยป้องกันน้ำรั่วซึมอีกชั้นหนึ่ง
•สายไฟร้อยท่อ ฝังผนังทั้งหมด เพื่อความสวยงาม พร้อมจัดเตรียมจุดเชื่อมต่อทีวี , โทรศัพท์ และเครื่องปรับอากาศ
•จัดทำจุดท่อน้ำดี-น้ำทิ้ง สำหรับห้องครัวภายในและภายนอก
•ที่จอดรถ แยกจากตัวอาคาร ช่วยชะลอการทรุดตัว และง่ายต่อการซ่อมบำรุงในอนาคต

3 Generations ออกแบบบ้านให้เหมาะกับทุกวัย มีห้องนอนชั้นล่างรองรับผู้สูงอายุ
•วางตำแหน่งห้องนอนที่ 4 ไว้ชั้นล่าง ซึ่งมีขนาดกว้างขวาง เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ หรือสามารถปรับเปลี่ยนเป็นห้องเอนกประสงค์ได้ทุกไลฟ์สไตล์ตามความต้องการ

Flood Protection จัดทำระบบป้องกันอุทกภัย
•ยกระดับถมดินให้สูงขึ้น
•จัดทำกำแพงทึบน้ำ
•เตรียมพื้นที่ติดตั้งระบบสูบน้ำ
•ทำระบบระบายน้ำเป็นระบบเปิด

สำหรับแบบบ้านในโครงการ “ไอลีฟ ไพร์ม 2 ถลาง” ที่อยากจะแนะนำก็คือ แบบบ้าน Cattleya เป็นทาวน์โฮม 2 ชั้น หน้ากว้าง 5.7 เมตร ขนาดที่ดิน 20.7 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 124 ตารางเมตรมี 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ห้องครัว จอดรถได้ 2 คัน ราคาเริ่มต้น 2.25 ล้านบาท

Floor 1 ส่วนห้องรับแขกอยู่ทางด้านหน้า มีความโปร่ง โล่ง สบาย เชื่อมต่อกับพื้นที่รับประทานอาหาร ถัดมาคือส่วนของครัวในและครัวนอก รองรับการทำอาหารทั้งแบบไทยและฝรั่ง ที่ชั้นล่างยังมีห้องนอนที่ 4 เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ต้องขึ้นลงชั้น 2 หรือจะทำเป็นห้องเอนกประสงค์ สำหรับทำงาน ดูหนังฟังเพลง ก็สะดวกสบาย เนื่องจากมีขนาดใหญ่ พร้อมด้วยห้องน้ำชั้นล่าง ที่แยกส่วนเปียกส่วนแห้ง สามารถอาบน้ำได้อย่างสบาย

Floor 2 มีถึง 3 ห้องนอน และพื้นที่โถงสำหรับติดตั้งชั้นวางของที่ผนังได้ โดยห้องนอนใหญ่ มีห้องน้ำในตัว ภายในห้องนอนสามารถกั้นเป็นส่วนของ Walk in Closet ได้สบายๆ โปร่งโล่งด้วยเพดานสูง ถัดมาอีก 2 ห้องนอนสามารถตกแต่งเป็นห้องสำหรับสมาชิกตัวน้อยของบ้านได้ หรือจะทำเป็นห้องรับรองแขกมาพักอาศัยด้วยก็เหมาะ เนื่องจากมีขนาดกว้างขวาง วางเตียงใหญ่ได้สบาย

Location อยู่ใกล้สนามบินภูเก็ตเพียง 8 กิโลเมตร ตรงข้ามร้านของฝากแม่จู้ เข้าซอยโรงเรียนป่าครองชีพ บริเวณรอบโครงการน่าอยู่ เป็นส่วนตัว ไม่แออัด เหมาะสำหรับพักผ่อน การเดินทางเข้าเมืองก็สะดวกสบาย ใกล้ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และโรงเรียน รวมถึงสถานที่สำคัญต่าง ๆ

Promotion อยู่ฟรี 1 ปี* ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนฯ ฟรีเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ของแถมรวมกว่า 22 รายการ
(ข้อมูล วันที่ 18 พ.ย. 2563)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 091 119 7048 หรือคลิก www.kd.co.th


Warapong Pankaew20 พฤศจิกายน 2020
-1280x574.jpg

1min141

เปิดผลสำรวจดัชนีราคาที่ดินไตรมาส 3 ราคาขยับ 21% เผย 10 ทำเลแนวรถไฟฟ้าราคาพุ่งสูงสุด 37% ส่วนใหญ่เป็นรถไฟฟ้าที่มีแผนก่อสร้างในอนาคต

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 3 ปี 2563 พบว่า มีค่าดัชนีเท่ากับ 310.7 จุด ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งมีค่าดัชนีเท่ากับ 308.6 จุด และปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.1 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน(YoY) ซึ่งมีค่าดัชนีเท่ากับ 256.5 จุด

สำหรับทำเลที่ราคาเพิ่มขึ้นมากส่วนใหญ่ยังคงเป็นพื้นที่ปลายสายรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายและรถไฟฟ้าที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต โดยทำเลที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าผ่านและมีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นสูงสุด เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 5 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นทำเลที่มีแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต ได้แก่

1) สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.7 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

2) สายสีเขียวเหนือ (คูคต-ลำลูกกา) เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง ทำเลนี้เคยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินสูงสุดติดต่อกัน 5 ไตรมาส ปัจจุบันราคาที่ดินเริ่มมีอัตราชะลอตัวลงในไตรมาสนี้โดยมีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.2

3) สายสีน้ำเงิน (บางแค-พุทธมณฑลสาย 4) เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.5

4) สายสีแดงอ่อน (ตลิ่งชัน-ศาลายา) เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.5

5) สายสีเทา (วัชรพล-พระราม 9-ท่าพระ) เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาทำเลที่มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นสูงสุดเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนใหญ่เป็นทำเลที่มีแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้วและอยู่ระหว่างก่อสร้าง ได้แก่

1) สายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-หัวลำโพง) เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8

2) MRT ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7

3) สายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6

4) Airport Link ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2

5) BTS สายสุขุมวิท ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1


Warapong Pankaew18 พฤศจิกายน 2020
Screenshot-2020-11-18-093032.png

1min184

ค่อยๆ ดีขึ้นกับผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2563 ของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ที่สามารถทำยอดขายไปได้ 6,584 ล้านบาท เติบโต 88% จากไตรมาสก่อนที่มียอดขาย 3,507 ล้านบาท แต่ก็ยังห่างไกลจากยอดขายในช่วงเดียวกันของปี 2562 ที่สามารถทำได้ 14,113 ล้านบาท หรือยอดขายลดลงถึง 53.3% เนื่องจากไตรมาสที่ 2 พฤกษา กระชากเบรกมือ หยุดลงทุนโครงการใหม่ตลอดทั้งไตรมาส

ส่วนรายได้ในไตรมาส 3 ของปี 2563 พฤกษาทำไปได้ 6,353 ล้านบาท ดีขึ้นเล็กน้อยหรือประมาณ 3% จากไตรมาสก่อนที่มีรายได้ 6,166 ล้านบาท แต่ก็ยังตกลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ที่มีรายได้ 8,517 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 25% ส่วนกำไรสุทธิทำได้ 615 ล้านบาท ดีขึ้นถึง 44% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่ก็ยังสู้กำไรจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 933 ล้านบาท โดยมีกำไรลดลงประมาณ 34%

Screenshot 2020-11-18 085533
Screenshot 2020-11-18 085623

ขณะที่ผลงานรวม 9 เดือนของปี 2563 พฤกษา มียอดขายรวม 16,161 ล้านบาท ลดลง 57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขาย 37,480 ล้านบาท ส่วนรายได้ 9 เดือนปีนี้ทำไปได้ 19,661 ล้านบาท ลดลง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีรายได้ 28,179 ล้านบาท เช่นเดียวกับกำไรสุทธิงวด 9 เดือนที่ทำได้ 1,981 ล้านบาท ลดลงถึง 45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำกำไรไปได้ 3,600 ล้านบาท

สรุปก็คือผลงานไตรมาสต่อไตรมาสดูดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้ช่วยให้ผลการดำเนินการ 9 เดือนกระเตื้องขึ้น ซึ่งเป็นไปตามภาวะตลาดโดยรวม และพฤกษายังคงต้องเหนื่อยต่อในไตรมาส 4 เพื่อทำผลงานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

โดยนายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท ประเมินว่า ปีนี้พฤกษา น่าจะติดลบประมาณ 10% ขณะที่ตลาดรวมจะติดลบประมาณ 30% ซึ่งจากการปรับกลยุทธ์องค์กรครั้งใหญ่ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา จะช่วยให้บริษัทคล่องตัวขึ้น และแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ในปี 2564 ผลประกอบการจะกลับมาเติบโตได้ประมาณ 15% แต่การจะกลับไปสู่จุดที่เคยทำยอดขายได้ในระดับ 4-5 หมื่นล้านบาท ในปี 2558 คงต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี

ในไตรมาสที่ 3 พฤกษา ได้ปรับกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจครั้งใหญ่ โดยการเปลี่ยนจาก Operating Company เป็น Thinking Company โดยการ Outsource งานออกไปภายนอก เพื่อให้องค์กรกระชับขึ้น ปรับลดจำนวนโครงการลงไม่เน้นจำนวนแต่เน้นที่คุณภาพ โดยคัดเฉพาะโครงการที่เป็น Hero Projects ขยายไปในเซ็กเมนต์ที่ยังไปได้ดีโดยโฟกัสไปที่ตลาดระดับกลาง-บนในทุกประเภทสินค้า ได้แก่ คอนโดมิเนียมราคา 2-5 ล้านบาท ทาวน์เฮ้าส์ 2-3 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 5-15 ล้านบาท

Screenshot 2020-11-18 085125
Screenshot 2020-11-18 085156
Screenshot 2020-11-18 085221

พร้อมแข่งขันราคา-โปรโมชั่น
ในส่วนของการพัฒนาแต่ละโปรดักต์ บริษัทจะนำข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคมาวิเคราะห์ลงลึกโดยการทำData Analytics เพื่อให้รู้ถึง Customer Insight ของผู้บริโภค และนำมาพัฒนาตัวโปรดักต์ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนต์ได้อย่างตรงจุด ขณะเดียวกันราคาจะต้องแข่งขันในตลาดได้ ซึ่งจากการ Outsource งานออกไปทำให้บริษัทมีต้นทุนที่ลดลง 10-20% สามารถทำราคาสำหรับโครงการใหม่ได้ต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 10% ส่วนการระบายสต๊อกของที่เหลืออยู่ราคาสามารถลดลงได้ถึง 20%

“ในไตรมาส 4 บริษัทจะเปิดโครงการใหม่เพิ่มอีก 2 โครงการ ทำให้ในปี 2563 บริษัทเปิดโครงการใหม่ไปเพียง 13 โครงการ สำหรับในปี 2564 บริษัทจะกลับมาเปิดโครงการใหม่ประมาณ 30-35 โครงการ มูลค่า 3-3.5 หมื่นล้านบาท เป็นคอนโด 5-7 โครงการ มูลค่า 7,000- 1 หมื่นล้านบาท และจะไม่กลับไปเปิดโครงการจำนวนมากๆ 50-60 โครงการ เหมือนในอดีต ซึ่งในอนาคตโครงการในพอร์ตจะลดลงจาก 200 โครงการ เหลือประมาณ 100 โครงการ”

สำหรับเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ว่าพฤกษาจะมียอดขายในระดับ 1 แสนบาทต่อปี เราคงจะไม่มองที่เป้าหมายตรงนั้นแล้ว ต่อไปจะไม่เน้นที่ปริมาณแต่หันไปเน้นที่ประสิทธิภาพในการทำกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดึงญี่ปุ่นร่วมทุนคอนโดลดเสี่ยง
ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาร่วมทุนกับบริษัทพัฒนาอสังหาฯจากญี่ปุ่นที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Health Care เพื่อพัฒนาคอนโดมิเนียมที่จะเปิดตัวในปีหน้า ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่ง Business Model สำหรับการลงทุนพัฒนาคอนโดขนาดใหญ่ มูลค่าระดับ 2,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านการเงิน

นอกจากการป้องกันความเสี่ยงในการพัฒนาโครงการแล้ว พฤกษา ยังมองไปถึงการสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว โดยการเพิ่มพอร์ตที่เป็น Recurring Income เข้ามา เนื่องจากปัจจุบันสัดส่วนรายได้ที่เป็น Recurring Income ของพฤกษานั้นไม่มีเลย

แตกธุรกิจสร้างรายได้ระยะยาว
นายปิยะ คาดหวังว่าจะเพิ่ม Recurring Income ให้ได้ 20% ของรายได้รวมภายใน 5 ปี นอกจากโรงพยาบาลวิมุต ที่จะเปิดให้บริการตามแผนงานในเดือนพฤษภาคม 2564 แล้ว ยังจะต่อยอดไปถึง Nursing Home และ Health Care ในโครงการคอนโด และโครงการในรูปแบบอเวนิวที่จะพัฒนาขึ้นในอนาคต และยังมองไปถึงการนำแลนด์แบงก์ที่ยังไม่ได้นำมาพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย มาหารายได้จากการเช่าทั้งในระยะสั้น และระยะยาว อย่างเช่น การทำตลาด อพาร์ตเมนต์ ที่กำลังศึกษาอยู่

ทุกท่วงท่าของการปรับกระบวนยุทธ์ในครั้งนี้ก็เพื่อให้ พฤกษา สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรงและยั่งยืน เป็นการเติบโตเชิงคุณภาพ ไม่ใช่การเติบโตในเชิงปริมาณเหมือนที่ผ่านมา

 


โหมโปรโมชั่นโค้งสุดท้าย
ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี พฤกษามีการจัดกิจกรรมการตลาดมอบสิทธิพิเศษ และโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อเร่งยอดขาย พร้อมเร่งทะยอยโอน The Reserve สุขุมวิท 61 มูลค่า 2,700 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 13% ของรายได้ที่ต้องทำอีกในไตรมาส 4 เมื่อประกอบกับรายได้จากการโอนฮีโร่โปรเจ็กต์ราว 32% และโครงการอื่นๆ ที่เปิดขายอยู่อีกราว 55% คาดว่าจะช่วยผลักดันให้พฤกษาสามารถบรรลุเป้าหมายรายได้ที่วางไว้ได้

หนึ่งในโครงการฮีโร่โปรเจ็กต์ที่จะเปิดในไตรมาส 4 และเป็นโครงการไฮไลท์ ได้แก่ The Plant รังสิต-อเวนิว บ้านเดี่ยวในคอนเซปแพลนชีวิตได้อย่างอิสระ เพื่อทุกคนในบ้าน มูลค่าโครงการ 985 ล้านบาท ราคา 3-5 ล้านบาท และโครงการ พฤกษาวิลล์ ศรีนครินทร์-บางนา ชูพื้นที่กว้างและสเป็คเทียบเท่าบ้านเดี่ยว บนที่สุดของทำเล ใกล้เมกาบางนา มูลค่าโครงการ 1,101 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 2-3 ล้านบาท


 

 


Warapong Pankaew17 พฤศจิกายน 2020
1-22-1280x720.jpg

1min66

โควิด+ภาษีที่ดิน ดันซัพพลายบ้าน-คอนโดมือสองทะลักตลาด การแข่งขันรุนแรง แถมราคาตก 20% “อาร์ต ออฟ ลิฟวิ่ง พร็อพเพอร์ตี้” ปรับพอร์ต แตกไลน์บริหารการขายโครงการมือหนึ่ง

นายสรังสี นันทพิศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์ต ออฟ ลิฟวิ่ง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บริษัทตัวแทนนายหน้าซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์มือสอง เปิดเผยว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้มีผู้นำทรัพย์มือสองมาให้บริษัทเป็นตัวแทนขายสูงขึ้นมาก เพื่อต้องการลดภาระภาษี และเก็บเงินสดสำรองไว้ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว

“ปกติจะมีผู้นำทรัพย์มือสองมาให้บริษัทขายต่อเดือนประมาณ 30-40 รายการ แต่ปัจจุบันสูงถึง 500 รายการต่อเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก โดยมีทั้งส่วนที่มีผู้นำมาฝากขายโดยตรง และในส่วนที่บริษัทหามา และเป็นที่น่าสังเกตว่า มีผู้นำทรัพย์มาให้เช่าเพิ่มขึ้น จากเดิมส่วนใหญ่จะเป็นการฝากขาย แต่ปัจจุบันสัดส่วนการนำทรัพย์มาให้เช่าเพิ่มเป็น 30% และขาย 70% โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทบริหารทรัพย์อสังหาฯมือสองประมาณ 4,000 ยูนิต มูลค่าการขาย 12,000 ล้านบาท คาดสิ้นปี 2563 จะเพิ่มเป็น 5,000 ยูนิต มีมูลค่าการขาย 15,000 ล้านบาท”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีทรัพย์เข้ามาในตลาดมากขึ้น แต่ก็ขายได้ยากขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีการต่อรองจากผู้ซื้อที่สูงมาก เพราะผู้ซื้อมีความคิดว่า ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในช่วงนี้ต้องได้ราคาที่ถูก และมีตัวเลือกที่เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่จะดูทรัพย์แค่ 2-3 รายการเพื่อเปรียบเทียบปัจจุบันเลือกดูเป็น 10 รายการ ขณะที่ผู้ขายก็ต้องการขายในราคาที่มีกำไรจึงไม่ยอมลดราคา แต่โดยภาพรวมราคาขายในตลาดตกลงประมาณ 20%

จากการแข่งขันที่รุงแรงทำให้บริษัทตัวแทนต้องปรับตัว โดยบริษัทได้ขยายธุรกิจสู่การบริหารการขายให้โครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมมือหนึ่ง โดยในปีนี้มีโครงการที่บริษัทเข้าไปรับบริการการขายแล้ว 4 โครงการมูลค่า 3,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

โครงการ ซันทูมูน เรสซิเดนท์ ตั้งอยู่หลังบิ๊กซี จังหวัดอยุธยา บนเนื้อที่รวม 11 ไร่ เป็นคอนโดฯสูง 8 ชั้น 7 อาคาร รวมทั้งสิ้น 553 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท โดยบริษัทเข้าไปช่วยปรับรูปแบบโครงการจากเดิมที่เน้นกลุ่มลูกค้าวัยเกษียณอายุ ปรับมาทำตลาดกลุ่มลูกค้าทั่วไป ระดับราคา 1.99 ล้านบาท ขนาดพื้นที่ 53 ตร.ม. โครงการที่ 2 คือ โกรว รัตนาธิเบศร์ ติดสถานีรถไฟฟ้า MRT ไทรม้า รูปแบบคอนโดฯสูง 34ชั้น บนเนื้อที่กว่า 3 ไร่ จำนวน 364 ยูนิต มูลค่าโครงการเหลือขายกว่า 1,400 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้เข้าไปบริหารโครงการขนาดเล็กให้แก่ผู้ประกอบการ เช่น โครงการบ้านแฝดขนาดเล็กในซอยรามคำแหง 118 ประมาณ 30 ยูนิต และโครงการคอนโดฯยูนิตเหลือขายติดรถไฟฟ้า BTS ปุณวิถี ประมาณ 30 ยูนิต โครงการเหล่านี้ มีงบประมาณในการทำตลาดที่ค่อนข้างจำกัด จำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการ เพื่อให้งบประมาณที่ใช้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ส่วนโครงการสุดท้ายภายในสิ้นปีนี้ เป็นโครงการใหม่ที่บริษัทฯได้มีโอกาสเข้าไปร่วมงานแบบครบวงจร โดยจะมีการใช้เทคโนโลยี่ ทั้งด้านการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การวางแผนงานด้านการตลาดและการขาย เป็นโครงการอสังหาฯขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่บริเวณเกษตร นวมินทร์ พัฒนาในรูปแบบมิกซ์ยูส มูลค่าโครงการกว่า 4,000 ล้านบาท คาดเริ่มโครงการได้ปลายปี 2564 ส่วนเป้าหมายปี 2564 บริษัทฯตั้งเป้าเข้าไปบริหารโครงการเพิ่มอีก 10 โครงการ เน้นในพื้นที่รอบนอกเมือง

นายสรังสี กล่าวถึงการสร้างจุดแข็งในการรุกบริหารโครงการใหม่ว่า จำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญในเรื่อง การวิจัย และการศึกษาความเป็นไปได้ของทั้งโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน เช่นการใช้ Big Data เพื่อให้เกิดความถูกต้องและแม่นยำ ในการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของโครงการ ทั้งนี้ บริษัทได้มีความร่วมมือกับ Data Tech Academy ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารข้อมูลในการพัฒนาระบบ จะช่วยสร้างความได้เปรียบในธุรกิจโบรกเกอร์ คือ เรื่องของความลึกของข้อมูล เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1 (22)
1 (1)
1 (11)

“ความได้เปรียบของเราคือ เรายืดหยุ่นและคล่องตัวมากกว่า ทำให้สามารถแทรกเข้าไปตลาดการบริหารการสำหรับลูกค้าโครงการที่มีขนาดกลางและเล็กหรือมีงบประมาณจำกัดได้ ซึ่งกลุ่มอินเตอร์แบรนด์ จะไม่เข้ามาจับกลุ่มลูกค้ารายใหม่มากนัก เนื่องมาจาก Budget และ Scale ของลูกค้าไม่ได้ใหญ่มากพอ รวมถึงการนำข้อมูลมาใช้ในการขับเคลื่อนองค์กร เป็น Data-driven Business โดยมีการนำเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics) และการทำเหมืองข้อมูลรวมถึงมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ต่างๆ เช่น เทคโนโลยี AI มาช่วยสนับสนุนการบริการ และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า” นายสรังสี กล่าว

สำหรับในปี 2564 บริษัทตั้งเป้าจะขยายงานบริหารการขายโครงการเพิ่มอีก 10 โครงการ โดยเน้นในพื้นที่รอบนอกเมือง และจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยว รวมถึงมีแผนการนำโครงการไปทำตลาดในต่างประเทศฝั่งทวีปยุโรปในอนาคต ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจด้านตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมมือสองนั้น บริษัทยังคงให้ความสำคัญอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ตลาดจะมีการแข่งขันกันสูงมากๆ แต่พร้อมที่จะขยายงานเพิ่ม ทั้งในการหาทีมเข้ามาเสริมทัพ รวมทั้งหาสินค้าเข้ามาเพิ่มในพอร์ตให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ซื้อและผู้ขาย


Warapong Pankaew16 พฤศจิกายน 2020
.png

1min102

“เปี่ยมสุข” ฉวยจังหวะบ้านแนวราบกำลังฮอต เปิดเกมรุกผุดโครงการเพิ่ม ขยายทำเลใหม่ พร้อมรีแบรนด์สร้างการรับรู้ถึงผู้บริโภค

นายปรีชา กุลไพศาลธรรม กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือเปี่ยมสุข ดีเวลลอปเม้นท์ ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี-ปทุมธานี เปิดเผยว่า โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบตลาดยังถือว่าไปได้ดี โดยในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สินค้ารอขายของบริษัทลดลงไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องตัดวางแผนเปิดโครงการใหม่ในปี 2564 มากขึ้นกว่าปกติจากเฉลี่ย 4 โครงการต่อปี เพิ่มเป็นในปีหน้า 5-6 โครงการ มูลค่าราว 3,000 ล้านบาท ทั้งในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี จำนวน 1 โครงการ ปทุมธานี 2 โครงการ กรุงเทพฯ 2 โครงการ และจะเข้าไปเปิดโครงการใหม่ในจังหวัดสมุทรปราการเพิ่มอีก 1 โครงการ ซึ่งจากข้อมูลพบว่า เป็นพื้นที่ที่มีกำลังซื้อที่แข็งแรง

“เดิมบริษัทเคยมีโครงการอยู่ในโซนแบริ่งแต่ได้ปิดการขายไปแล้ว ซึ่งการเข้าไปรุกตลาดใหม่ในจังหวัดสมุทรปราการ จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายฐานลูกค้า สำหรับโครงการที่เปิดในปีหน้าจะเป็นโครงการใหญ่ พัฒนาในรูปแบบทาวน์โฮม มูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนคอนโดมิเนียมยังไม่มีแผนเปิดโครงการใหม่ของปีหน้า มีแต่โครงการเดิมคือ โครงการ LLOYD คอนโดฯติดโรงพยาบาลกรุงเทพฯ ที่ต้องเร่งโอนเพื่อรับรู้รายได้ในปี 2564”

นอกจากนี้ ในสถานการณ์ที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ในภาวะชะลอตัว และการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงเป็นโอกาสที่ดีในการที่บริษัทจะปรับภาพลักษณ์แบรนด์ขององค์กร โดยขณะนี้ “เปี่ยมสุข” คือแบรนด์หลัก และมีสินค้า (Property Brand) อีกหลายแบรนด์ ในหลายระดับราคา เช่น แบรนด์ S GATE แยกย่อยเป็น S GATE Town S GATE Life S GATE Premium แบรนด์บ้านเปี่ยมสุข แบรนด์ The Master แบรนด์ Sage และแบรนด์ Lloyd

S Gate Life ราชพฤกษ์-กาญจนาภิเษก บ้านเดี่ยวโครงการล่าสุดของเปี่ยมสุขที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา

“เราจะปรับแบรนด์องค์กรใหม่ เปลี่ยนโลโก้ และมีวิธีการพัฒนาโครงการในคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ เข้ามา การก้าวไปข้างหน้าของเปี่ยมสุขจะมีทิศทางที่ชัดเจน การรีแบรนด์ครั้งนี้ จะเห็นพัฒนาการของบริษัท จากอดีตไปสู่เป้าหมายในการเติบโตที่มั่นคง ตามแผนการโตที่ชัดเจนตามนโยบายที่วางไว้ การรีแบรนด์ช่วงนี้จะทำให้เรารุกเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ และสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้าให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบริษัทมากยิ่งขึ้น” นายปรีชากล่าว


Warapong Pankaew12 พฤศจิกายน 2020
Sukhumvit-Bang-Na-2.jpg

1min156

ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ จากการสำรวจของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ พบว่า มีจำนวนโครงการบ้าน-คอนโดมิเนียมรวมกัน 29,293 หน่วย แบ่งเป็น บ้านจัดสรร 20,676 หน่วย ประกอบด้วย ทาวน์เฮ้าส์ 13,259 หน่วย บ้านเดี่ยว 4,315 หน่วย บ้านแฝด 2,674 หน่วย และอาคารพาณิชย์ 428 หน่วย ขณะที่คอนโดมีจำนวน 8,617 หน่วย

โดยในครึ่งแรกของปี 2563 มีจำนวนโครงการที่ขายได้รวม 7,455 หน่วย เป็นทาวน์เฮ้าส์ 3,747 หน่วย คอนโด 1,731 หน่วย และบ้านเดี่ยว 1,226 หน่วย แสดงว่าทาวน์เฮ้าส์-คอนโด ถือว่าเป็นสินค้ายอดนิยมในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ

อย่างไรก็ตาม ในจังหวัดสมุทรปราการยังมีบ้าน-คอนโดที่เหลือขายอยู่ถึง 21,838 หน่วย เป็นคอนโด 6,886 หน่วย และเป็นบ้านจัดสรร 14,952 หน่วย โดยที่ทาวน์เฮ้าส์มีจำนวนหน่วยเหลือขายมากที่สุด 9,512 หน่วย รองลงมาเป็นบ้านเดี่ยว 3,089 หน่วย บ้านแฝด 1,978 หน่วย และอาคารพาณิชย์ 373 หน่วย ตามลำดับ

ทำเลที่มีบ้าน-คอนโด เหลือขายมากที่สุด ได้แก่ เขตอำเภอเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ มีจำนวนหน่วยเหลืขาย 11,498 หน่วย และพื้นที่บางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง มีจำนวนหน่วยเหลือขาย 10,340 หน่วย

สำหรับราคาของบ้าน-คอนโดที่ยังเหลือขายมากที่สุด ได้แก่ บ้าน-คอนโด ราคา 2-3 ล้านบาท มีเหลือขายอยู่จำนวน 8,295 หน่วย อันดับ 2 เป็นบ้าน-คอนโดราคา 3-5 ล้านบาท มีเหลือขายอยู่จำนวน 5,586 หน่วย อันดับ 3 เป็นบ้าน-คอนโดราคา 1.5-2 ล้านบาท มีเหลือขายอยู่จำนวน 3,343 หน่วย ขณะที่บ้าน-คอนโดราคา 1-1.5 ล้านบาท ก็ยังมีของเหลือขายให้ได้เลือกซื้ออยู่จำนวน 2,063 หน่วย

ถ้าโฟกัสเฉพาะบ้าน-คอนโด ที่สร้างเสร็จและอยู่ระหว่างก่อสร้าง จะมีจำนวนรวม 13,017 หน่วย เป็นคอนโดจำนวน 6,213 หน่วย ในจำนวนนี้เป็นคอนโดสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ 2,532 หน่วย ขณะที่บ้านจัดสรรที่สร้างเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างก่อสร้างมีจำนวนรวม 6,804 หน่วย ส่วนใหญ่ หรือ 4,345 หน่วยเป็นทาวน์เฮ้าส์ โดยมีทาวน์เฮ้าส์ที่สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่จำนวน 1,534 หน่วย

หากต้องการซื้อบ้าน-คอนโด พร้อมเข้าอยู่ทันที ในจังหวัดสมุทรปราการก็ยังพอมีทั้งทาวน์เฮ้าส์ และคอนโดให้เลือกซื้อ และยังมีโปรโมชั่นดีๆ เป็นของแถมส่งท้ายปีอีกต่างหาก  หมื่น


Warapong Pankaew12 พฤศจิกายน 2020
5.-Centro-Sathorn-Kallapapruek.jpg

1min180

เอพี (ไทยแลนด์) เป็นหนึ่งในบริษัทที่ปรับตัวทั้งรุกและรับได้ดีในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด จนสามารถพลิกเกมกลับมาสร้างรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์จากการประกาศผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2563

“เป็นเวลากว่า 10 เดือนที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 ซึ่งเป็นวิกฤติครั้งใหญ่และแตกต่างจากทุกวิกฤติที่ผ่านมา ทางรอดเดียวที่จะก้าวผ่านไป คือ การปรับตัวที่รวดเร็ว ภายใต้การบริหารจัดการกระแสเงินสดที่รัดกุม ส่งผลให้ท่ามกลางวิกฤติที่เกิดขึ้นบริษัท ยังคงสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นในทุกไตรมาส โดย ณ 9 เดือนแรกของปี เอพีมีอัตราการเติบโตที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นผลจากการปรับแผนเพิ่มสัดส่วนการพัฒนาสินค้าแนวราบ ควบคู่ไปกับแผนการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จในปีนี้ ซึ่งยังคงได้รับผลตอบรับที่ดี โดยเฉพาะในไตรมาส 3 ส่วนหนึ่งของยอดรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการทยอยโอนกรรมสิทธิ์คอนโด 2 โครงการ คือ LIFE ลาดพร้าว LIFE อโศก-พระราม 9 และ ASPIRE อโศก-รัชดา” นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) กล่าว

ในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2563 เอพีมีรายได้รวมจากโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ คอนโดมิเนียม (100%JV) และธุรกิจอื่นๆ สูงถึง 35,180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวมเท่ากับ 22,510 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิรวม 9 เดือนแรกของปี 2563 (Net Profit) สูงถึง 3,280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% หากเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2562 ที่มีกำไรสุทธิรวมเท่ากับ 2,180 ล้านบาท และสูงกว่ากำไรทั้งปีของปี 2562 (3,060 ล้านบาท) อีกด้วย

2. AP Revenues - 9 Month Performance
3. AP Net Presales - 9 Month Performance

ด้านสัดส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 0.82 เท่า ต่างจากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 0.99 เท่า สะท้อนได้ถึงความสามารถในการบริหารจัดการทางการเงินที่ดีภายใต้สภาวะความกดดันจากวิกฤติที่เกิดขึ้น ปัจจุบันบริษัทได้เพิ่มงบประมาณในการจัดซื้อที่ดินขึ้นเป็น 9,500 ล้านบาท หลังจากเมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมาได้ตัดลงเหลือ 4,500 ล้านบาท

ขณะที่ผลประกอบการเฉพาะไตรมาส 3 ปี 2563 บริษัทมีรายได้รวมจากสินค้าแนวราบและคอนโดมิเนียม (100%JV) และธุรกิจอื่นๆ เท่ากับ 15,219 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 140% หากเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2562 ที่มีรายได้รวมเท่ากับ 6,353 ล้านบาท ด้านกำไรสุทธิเท่ากับ 1,451 ล้านบาท เติบโต 135% หากเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2562 ที่ได้ 618 ล้านบาท

หากนับเฉพาะรายได้จากการขายที่ไม่รวมโครงการร่วมทุน เอพี ก็ยังมีผลประกอบการอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยในไตรมาส 3 ของปี 2563 เอพีมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ที่ไม่รวมโครงการร่วมทุน อยู่ที่ 8,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.4% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 59.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายสะสม 9 เดือนแรกของปี 2563 อยู่ที่ 21,645 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายอนุพงษ์ กล่าวอีกว่า บริษัทมีสินค้ารอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2563 มูลค่าเกือบ 40,000 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบมูลค่าราว 10,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมมูลค่า 30,000 ล้านบาท (รวมโครงการร่วมทุน) ซึ่งจะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2566 โดยมั่นใจว่าไตรมาสสุดท้ายของปีจะสามารถสร้างรายได้รวมได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้รวม 40,550 ล้านบาท ด้วยแรงส่งของพอร์ตสินค้าแนวราบที่อยู่ระหว่างการขายที่มากกว่า 90 โครงการ และคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์อีกมากกว่า 9 โครงการ เช่น ASPIRE อโศก-รัชดา LIFE ลาดพร้าว LIFE อโศก-พระราม 9 และ LIFE วัน ไวร์เลส เป็นต้น

“ผมเชื่อว่าเราจะอยู่กับวิกฤติอย่างนี้ต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน หรือจะมากกว่า 6 เดือนก็ยังไม่สามารถรู้ได้ เพราะครั้งนี้ไม่ใช่วิกฤติที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศเรา แต่เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ช่วงที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วถึงผลกระทบ ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งวิธีการทำงาน การซื้อ-ขาย การดำเนินชีวิต ตลอดจนพฤติกรรมการอยู่อาศัย แต่การเปลี่ยนแปลงยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ พายุลูกใหม่กำลังจะเข้ามา ผู้นำองค์กรต้องประเมินสถานการณ์รอบด้าน โดยเฉพาะลูกค้าว่าเปลี่ยนไปในทิศทางใด ทำอะไรถึงจะตอบความต้องการใหม่ของลูกค้าได้ ต้องเตรียมคนในองค์กร ประกอบกับการบริหารจัดการกระแสเงินสด เพื่อให้เรารอดผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน” นายอนุพงษ์กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินงานท่ามกลางภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นในปีนี้ นอกจากการปรับพอร์ตการเปิดตัวสินค้าใหม่มาเป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมรวมทั้งสิ้น 39 โครงการ มูลค่ารวม 41,820 ล้านบาทแล้วนั้น ในช่วงไตรมาสสุดท้ายดีมานด์ตลาดคอนโดมิเนียมเริ่มส่งสัญญาณในทิศทางที่ดี บริษัทจึงได้ปรับแผนเปิดคอนโดมิเนียม 1 โครงการ ได้แก่ ASPIRE เอราวัณ ไพร์ม มูลค่า 3,200 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 1.69 ล้านบาท ทำให้ในปี 2563 บริษัทเปิดตัวโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 40 โครงการ มูลค่ารวม 45,020 ล้านบาท ด้านยอดขาย 10 เดือนแรก ณ วันที่ 31 ตุลาคมนี้ มียอดขายรวมถึง 27,300 ล้านบาท


Warapong Pankaew11 พฤศจิกายน 2020
Architecture-Night-Shot-1-1280x853.jpg

1min151

ศุภาลัย ลุ้นยอดโอน 2 เดือนสุดท้าย ดันรายได้แตะเป้า 24,000 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการ 9 เดือน มีรายได้รวม 12,362 ล้านบาท 

บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) รายงานผลประกอบการในไตรมาส 3 และ รอบ 9 เดือนของปี 2563 โดยระบุว่า ในไตรมาสที่ 3 บริษัทรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ 5,824.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 180.64 ล้านบาท หรือประมาณ 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็น บ้านและทาวน์เฮ้าส์ 66% และที่เหลือ 34% เป็นอาคารชุด โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการเริ่มโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดจํานวน 2 โครงการในไตรมาส 3 ปี 2563 เป็นต้นมา ขณะที่กําไรสุทธิในไตรมาส 3 เท่ากับ 1,216.57 ล้านบาทลดลง 53.60 ล้านบาท หรือประมาณ 4% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากอัตรากําไรขั้นต้นปรับลดลงเล็กน้อย

ขณะที่ผลประกอบการในงวด 9 เดือนของปี 2563 บริษัทมีรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 12,362.73 ล้านบาท ลดลง 3,853.43 ล้านบาท หรือประมาณ 24% จากงวดเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นรายได้จากการโอนบ้านและทาวน์เฮ้าส์ 74% และที่เหลือ 26% เป็นรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุด สาเหตุหลักที่ทำให้รายได้ลดลงมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ที่เกิดขึ้นในวงกว้างช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2563 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ บริษัทมีโครงการอาคารชุดที่สร้างเสร็จและครบกําหนดโอนกรรมสิทธิในครึ่งหลังของปี 2563จํานวน 4 โครงการ โดยได้เริ่มโอนไปจํานวน 2 โครงการ ในไตรมาส 3 ปี 2563 จากเหตุผลข้างต้น ทําให้กำไรสุทธิสําหรับงวด 9 เดือน เท่ากับ 2,386.62 ล้านบาท ลดลง 1,177.07 ล้านบาท หรือประมาณ 33% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรอยู่ที่ 3,563.69 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 30 กันยายน 2563 บริษัทมียอดสัญญาที่ลูกค้าซื้อบ้านและ/หรืออาคารชุดพักอาศัยแล้วแต่ยังไม่ถึงกําหนดโอนให้ลูกค้า (backlog) รวม 40,527 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถทยอยโอนให้ลูกค้าและสามารถรับรู้เป็นรายได้ในอีก 3 เดือน
ข้างหน้าในปี2563 จํานวน 8,431 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 32,096 ล้านบาท จะทะยอยโอนในอีก 4 ปีถัดไป

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทจะพยายามโอนกรรมสิทธิ์ให้ได้ตามเป้า 24,000 ล้านบาท โดยในไตรมาส 4 จะเป็นไตรมาสที่มีผลการดำเนินงานสูงที่สุดของปีนี้และดีกว่าไตรมาส 3 เนื่องจากจะมีการรับรู้รายได้จาก backlog ในไตรมาสสุดท้ายอีกประมาณ 8,431 ล้านบาท จาก backlog ที่มีอยู่ทั้งหมด 40,000 ล้านบาท เพราะมีโครงการขนาดใหญ่ที่จะโอนกรรมสิทธิ์ ได้แก่ โครงการศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39 มูลค่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งต้องดูว่าใน 2 เดือนสุดท้ายจะสามารถโอนได้ตามเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่ ขณะที่ในปี 2564 จะมี backlog ที่จะรับรู้รายได้อีกกว่า 14,000 ล้านบาท

ส่วนยอดขายในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัททำไปได้แล้ว 20,422 ล้านบาท หรือคิดเป็น 79% ของเป้าหมายยอดขาย 26,000 ล้านบาท โดยยอดขายที่เติบโตขึ้น 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเปิดขายคอนโดมิเนียม 3 โครงการใหม่ที่ประสบผลสำเร็จด้านยอดขายในช่วงที่ผ่านมา โดยในปีนี้บริษัทมีการเปิดโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 29 โครงการ เป็นคอนโด 3 โครงการ และเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ 29 โครงการ แบ่งเป็นโครงการในกทม.-ปริมณฑล 11 โครงการ และภูมิภาค 15 โครงการ ซึ่งในปี 2564 คาดว่าจะเปิดโครงการในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของตลาดในปีนี้ถือเป็นปีที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ดีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมมียอดขายที่ลดลงมากถึง 30-50% ขณะที่จำนวนโครงการเปิดใหม่ก็ลดลงเหลือประมาณ 30-40% ของโครงการใหม่ในปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้จะเป็นปีที่จำนวนยูนิตที่ขายออกไปสูงกว่าจำนวนการเปิดโครงการใหม่ ซึ่งจะทำให้ซัพพลายส่วนเกินถูกดูดซับออกไป

เร่งโอนบิ๊กโปรเจ็กต์ ศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39

ด้านนายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย  เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมส่งมอบบิ๊กโปรเจ็กต์ โครงการ “ศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39” คอนโดมิเนียมหรู พร้อมอยู่ใจกลางสุขุมวิท ภายใต้แนวคิด “Luxurious Modern Oriental” มูลค่าโครงการรวม 10,000 ล้านบาท

การออกแบบโครงการศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39 ได้ประยุกต์ศาสตร์ฮวงจุ้ย (FENG SHUI) มาใช้ในการออกแบบที่กลมกลืนกับธรรมชาติ ซึ่งทุกอาคารจะมีพื้นที่โล่งล้อมรอบ และเลือกใช้ หน้าต่างบานใหญ่ เปิดรับแสงจากภายนอก เข้าสู่ภายในอาคาร โดยยังคงเอกลักษณ์อาคารประหยัดพลังงาน ขนาดของห้อง คำนึงถึงความเหมาะสมในการใช้งาน ได้อย่างสะดวกสบายคล่องตัว และยืดหยุ่น

สำหรับโครงการ ศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39 จะเริ่มทะยอยโอนให้ลูกค้าสามารถเข้าอยู่ได้ในเดือนพฤศจิกายน 2563 นี้เป็นต้นไป ด้วยความโดดเด่นด้านความคุ้มค่า ควบคู่คุณภาพ ที่หาได้ยากบนทำเลใจกลางสุขุมวิท ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ บนทำเลใจกลางสุขุมวิท สามารถเข้าออกได้ทั้งถนนสุขุมวิท และถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เชื่อมต่อสู่ถนนธุรกิจสายสำคัญ อาทิ มีท่าเรือด่วนอิตัลไทย ทองหล่อ อโศก ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีพร้อมพงษ์ รถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน สถานีมักกะสัน MRT สถานีเพชรบุรี เชื่อมต่อ Airport Rail Link และทางด่วนด่านเพชรบุรี

ภายในโครงการมีอาคารชุดพักอาศัย 4 อาคาร สูง 25 ชั้น 2 อาคาร สูง 35 ชั้น 2 อาคาร และอาคารจอดรถ สูง 9 ชั้น โดยมีห้องพัก 1,046 ยูนิต ร้านค้า 8 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 5.5 ล้านบาท โดยมีห้องพักอาศัยตั้งแต่แบบ 1-3 ห้องนอน และ Penthouse 4 ห้องนอน ขนาด 39-355 ตร.ม. รายล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวมากกว่า 3 ไร่ และที่จอดรถมากถึง 100% ของจำนวนยูนิต

สำหรับผู้สนใจเชิญชมห้องตัวอย่าง “ศุภาลัย โอเรียนทัล สุขุมวิท 39” ภายในงาน Oriental Open House วันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2563 ณ Sales Gallery พร้อมพบสิทธิพิเศษมากมาย อาทิ ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนฯ



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME