fbpx

Blog - thaipropertymentor

Bring to the table win-win survival strategies to ensure proactive domination. At the end of the day, going forward, a new normal that has evolved from generation.
Warapong Pankaew3 มีนาคม 2021
1601437704823-1280x800.jpg

1min67

เสนาฯ ชูกลยุทธ์ 7 Strong ลุยตลาดอสังหาฯปี 64 เตรียมผุด 17 โครงการใหม่ มูลค่า 15,700 ล้านบาท พร้อมร่วมทุน ฮันคิว ฮันชิน พันธมิตรจากญี่ปุ่นรุกหนักคอนโดต่ำล้าน ตั้งเป้ายอดขาย 11,100 ล้านบาท

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นสถานการณ์วิกฤติที่ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักไปหลายเดือน บริษัทหลายแห่งปิดตัวลง หลายแห่งเลิกจ้างพนักงาน เพราะไม่สามารถสร้างยอดขายให้บริษัทไปต่อได้ แต่เป็นความโชคดีที่เสนาฯ สามารถฟื้นตัวได้ภายในระยะเวลาไม่นาน และสร้าง New High ด้วยยอดขาย 8,600 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,119 ล้านบาท

ส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารต้นทุนที่ดี และความระมัดระวังในการเปิดตัวโครงการ ประกอบกับที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัย 4 ถึงแม้จะเกิดวิกฤติก็ยังมี Demand อยู่เสมอ บริษัทได้พัฒนาโปรดักส์ใหม่ที่เข้ากับสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นทาวน์โฮมติดโซลาร์เพื่อรับกระแส Work From Home และคอนโดต่ำล้านเพื่อคนรายได้จำกัดที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศแต่ต้องการความมั่นคงในด้านการอยู่อาศัย ทำให้สร้างยอดขายเป็นที่น่าพอใจ

ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายและการเติบโตอย่างแข็งแกร่งทุกด้านของบริษัท จึงได้มีการวาง Business Direction 2021 ผ่านกรอบวิธีคิด “7 Strong” ดังนี้

1.Strong Step สำหรับในปี 2564 บริษัทเตรียม เปิดโครงการใหม่ ทั้งหมด 17 โครงการ รวมมูลค่า 15,700 ล้านบาท แบ่งเป็น คอนโดมิเนียมในย่าน Prime Area 3 โครงการ มูลค่า 7,100 ล้านบาท เสนา คิทท์ (คอนโดต่ำล้าน) 6 โครงการ มูลค่า 2,100 ล้านบาท เสนา อีโค ทาวน์ 2 โครงการ มูลค่า 1,100 ล้านบาท และบ้านแนวราบจะมีทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม 6 โครงการ มูลค่า 5,400 ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดขายที่ 11,100 ล้านบาท และเป้ารายได้อยู่ที่ 10,000 ล้านบาท

2.Strong Affordable Condo ปี 2564 นอกจากทางจะเน้นโครงการแนบราบแล้ว ยังหันมาโฟกัสคอนโดต่ำล้าน ภายใต้แบรนด์คอนโดน้องใหม่ “เสนา คิทท์” เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าเรียลดีมานด์ที่แท้จริง มองว่ายังมีกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง ทำเลโซนบางแค ลาดกระบัง เวสต์เกต-บางบัวทอง บางปู รังสิต-คลอง 4 และเทพารักษ์ ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี เพราะในความเป็นจริงแล้วกลุ่มคนรายได้จำกัดเหล่านี้เป็นคนกลุ่มใหญ่ และต้องการมีที่อยู่อาศัย

3. Strong Partner ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ป ถือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของเสนา ที่ยังคงมอบความเชื่อมั่นและไว้วางใจในการร่วมมือกันพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปีแล้ว ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ปัจจุบันร่วมมือกันพัฒนาโครงการ ทั้งสิ้น 14 โครงการ รวมมูลค่าโครงการ 40,000 ล้านบาท และในปี 2564 ยังมีแผนพัฒนาโครงการแนวราบ และ Affordable Condo โดยมีการนำนวัตกรรม Geo fit+ และเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในโครงการ

4.Strong Solar กว่า 5 ปี รวม 27 โครงการแล้วที่บริษัทได้ติดตั้งโซลาร์ในทุกโครงการบ้านและคอนโดมิเนียม ถือได้ว่า เป็นดีเวลลอปเปอร์รายแรกที่จริงจังเรื่องการนำพลังงานโซลาร์มาใช้ในบ้านและคอนโด เพื่อช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า และปัจจุบันขยาย segment ตอบโจทย์ Work From Home ติดตั้งโซลาร์ในโครงการทาวน์โฮมและในปีนี้เราทำอย่างต่อเนื่อง วางแผนติดตั้งเพิ่ม 15 โครงการ จำนวน 538 ยูนิต

5. Strong Digitalized Service App SENA 360 ที่ทางบริษัทพัฒนา New Function อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าให้ครบในทุกมิติ ตั้งแต่เริ่มจอง บริการหลังการขาย จนกระทั่งการขายต่อ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้านคนพิเศษ

6. Strong Agent บริการพิเศษจากบริษัท แอคคิวท์ เรียลตี้ จำกัด ที่มีความชำนาญเรื่องการฝากขายเช่า เพิ่มบริการใหม่ให้ตอบโจทย์ตลาดต่างประเทศ และตลาดนักลงทุนไทยที่ขยายตัวด้วยบริการ Tenancy Management ดูแลลูกค้าเปรียบเสมือนเลขาส่วนตัว

7. Strong Management Team ธุรกิจจะเติบโตและไปได้ไกล หัวใจสำคัญ คือ “Team Work” ที่ดี เสนามีการปรับโครงการสร้างการทำงานใหม่ให้คล่องตัวยิ่งขึ้น รวมทั้งมีผู้บริหารทัพหน้าเข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง พร้อมลุยในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ทางเสนาเตรียมความพร้อมรับมือต่อทุกสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอนาคต ตามแนวคิด Made From Her “คิดละเอียดกว่า ก็อยู่สบายกว่า” ไม่ว่าจะเป็นการใส่ใจในทุกรายละเอียดทุกเรื่องทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน พร้อมศึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ดึงเข้ามาปรับใช้สอดรับกับธุรกิจ เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้มีคุณภาพออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมีพันธมิตรชั้นนำที่เข้ามามีส่วนช่วยผลักดันให้บริษัทเติบโต จึงทำให้มั่นใจว่าจะสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2564 ได้อย่างแน่นอน


Warapong Pankaew3 มีนาคม 2021
Lalin-ลลิล-ไลโอ-บลิสซ์-ทาวน์โฮม-ทาวน์เฮ้าส์-บางนา-ศรีวารี-ทาวน์โฮมซอยวัดศรีวารีน้อย-ซุ้ม-1280x720.jpg

1min32

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ พร้อมลุยตลาดบ้านปี 64 เตรียมเปิด 10-12 โครงการ มูลค่ารวม 6,000-7,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 7,000 ล้านบาท รับรู้รายได้ 6,000 ล้านบาท

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย ในปี 2563 ที่ผ่านมาว่า เป็นปีที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างมากในการดำเนินธุรกิจ จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกหดตัวราว 3.5% ในขณะที่ประเทศไทย GDP ทั้งปีหดตัวไปที่ 6.1%

สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยของไทยก็ได้รับผลกระทบตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการหดตัวที่ต่อเนื่องจากที่มีการชะลอตัวมาตั้งแต่ปี 2562 ในแง่ของบริษัทเน้นกลยุทธ์การทำตลาดแนวราบที่เน้นลูกค้า Real Demand อย่างชัดเจน จึงได้รับผลกระทบที่น้อยกว่า ตลอดจนบริษัทได้พยายามเลือกทำเลที่มีศักยภาพ ตลอดจนพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนอง Customer Insights อย่างแท้จริง จึงทำให้บริษัทยังคงสามารถบริหารงานผ่านปีที่ยากลำบากไปได้ โดยยังมีผลประกอบการที่เติบโต แม้ในภาวะตลาดอสังหาฯ โดยรวมที่ซบเซา

ในปี 2564 คาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมของไทยจะขยายตัวได้ราว 3% บวกลบ ทั้งนี้ขึ้นกับการกระจายวัคซีนให้ประชาชนในวงกว้างทำได้รวดเร็วเพียงใด แม้ภาคอสังหาฯ ในปี 2564 จะต้องเผชิญปัจจัยลบหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ระดับหนี้ครัวเรือนที่ปรับสูงขึ้น ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์

อย่างไรก็ดี ภาคอสังหาฯ มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐที่ได้มีการต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าธรรมเนียมจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยที่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทออกไปจนถึงสิ้นปี 2564 รวมถึงสินค้าแนวราบยังได้รับปัจจัยหนุนจาก New Normal ที่ผู้บริโภคบางส่วนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่เคยต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแนวสูง มาซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้จริงกว่า ทั้งนี้แม้สภาวะตลาดจะไม่เอื้อมากนัก แต่บริษัทยังมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจให้เติบโตได้ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 7,000 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 6,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นราว 7% จากในปี 2563

ด้านนายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2564 จะยังคงให้ความสำคัญกับตลาดที่อยู่อาศัยในกลุ่มแนวราบ ที่เป็น Real Demand โดยมีแผนขยายโครงการใหม่ทั้งในทำเลใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ ตลอดจนเป็นการเปิดโครงการใหม่เพื่อทดแทนโครงการเดิมของบริษัทที่กำลังจะปิดโครงการลง โดยในปีนี้ มีแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 10-12 โครงการ มูลค่ารวม 6,000-7,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทได้เตรียมที่จะเปิดโครงการบ้านเดี่ยวหรู รูปแบบใหม่ ภายใต้แบรนด์ บ้านลลิล The Prestige ซึ่งเป็นออกแบบในสไตล์ French Colonial ระดับราคาจะอยู่ในช่วง 5-8 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขยายตลาดให้กว้างขึ้น จากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ภายใต้แบรนด์ Lanceo ซึ่งจะเน้นกลุ่มลูกค้าในช่วง 3-6 ล้านบาท

ในปีนี้ จะเป็นการต่อยอดการใช้กลยุทธ์ Lifestyle Marketing โดยมุ่งเน้นการใช้สื่อ Digital Marketing เพิ่มมากขึ้น จากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดยบริษัทมีการยกระดับการจัดการข้อมูลสารสนเทศสู่ Digital Company อย่างเต็มรูปแบบ มีการนำ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์หา Customer Insights เพื่อเข้าถึง และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ บริษัทจะมีการต่อยอดมาตรฐาน Lalin’s Quality of Living มีการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ (Innovation “Lalin, IL”) ภายในบ้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น ระบบ IL – Smart & Security, IL – Ecosystem, และ IL – Lively & Healthy เป็นต้น ทั้งนี้ได้ตั้งงบด้านการตลาดในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 3-4%

ในส่วนของทางด้านการเงินของบริษัทมีความแข็งแกร่งทางด้านการเงินอย่างมาก โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ที่ลดลงจาก 0.75 เท่า ณ สิ้นปี 2562 มาอยู่ที่ระดับเพียง 0.67 เท่า ณ สิ้นปี 2563 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ราว 1.4-1.5 เท่า และยังมีเงินสดสำรองเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจอีกราว 1,000 ล้านบาท ตลอดจนมีวงเงินสนับสนุนทางการเงิน (Committed Line) ที่ยังไม่ได้เบิกใช้ จากธนาคารพาณิชย์พันธมิตรต่างๆ อีกมากกว่า 2,000 ล้านบาท

สะท้อนความแข็งแกร่งทางด้านการเงินของบริษัท และความสามารถในการขยายธุรกิจได้อีกมาก โดยไม่มีปัญหาด้านสภาพคล่อง โดยในปี 2564 นี้บริษัทวางงบซื้อที่ดินไว้ที่ประมาณ 1,000-1,200 ล้านบาท แหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และกำไรสะสมของบริษัท ตลอดจนมีการใช้หุ้นกู้ และแหล่งเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน โดยมีการพิจารณาออกในจำนวนและช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้สอดรับกับการขยายธุรกิจ และการเติบโตในระยะยาวของบริษัท

ในปี 2564 แม้จะเป็นอีกปีที่ภาวะแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย แต่บริษัทยังคงเชื่อมั่น และวางเป้าหมายเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจ มุ่งสู่การเป็น National Housing Company และเป็นผู้นำของตลาดแนวราบในช่วงราคา 2-8 ล้าน ครอบคลุมในทุกทำเลศักยภาพ โดยตั้งเป้าเป็นแบรนด์ใน 3 ลำดับแรก ที่ผู้บริโภคจะต้องนึกถึงเมื่อมองหาที่อยู่อาศัยแนวราบในช่วงราคาดังกล่าว

สำหรับผลประกอบการปี 2563 เป็นอีกปีที่บริษัทสามารถทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเติบโตได้สูงกว่าภาวะอุตสาหกรรมโดยรวมอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นปีที่เศรษฐกิจทั่วโลกและไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากการระบาดของโควิด-19 โดยบริษัทสามารถทำยอดรับรู้รายได้ 5,765 ล้านบาท เติบโตขึ้น 24.2% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในขณะที่มีกำไรสุทธิที่ 1,333.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.5%

 


Warapong Pankaew3 มีนาคม 2021
-1280x853.jpg

1min32

สร้างบ้าน คึก สมาคมรับสร้างบ้านจัดงานใหญ่”รับสร้างบ้าน FOCUS 2021″ ขนแบบบ้านใหม่กว่า 1,000 แบบ  หั่นราคา 10-30% กระตุ้นตลาด หลังสัญญาณตลาดเริ่มฟื้นตัว

สร้างบ้านนายวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า จากข้อมูลของบริษัทที่เป็นสมาชิกสมาคมพบว่า ความต้องการ สร้างบ้าน เริ่มฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง ทำให้บรรยากาศในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2564 ค่อนข้างคึกคัก โดยเฉพาะบ้านในระดับราคา 5 ล้านบาทขึ้นไปที่หลายบริษัทรับลูกค้าแทบไม่ทัน เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มกลับคืนมา ประกอบกับ กำลังซื้อที่เคยชะลอการตัดสินใจในช่วงปีที่แล้วประมาณ 5-10% เริ่มกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้งประกอบกับ ผู้ประกอบการมีจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายทำให้บรรยากาศมีความคึกคักขึ้น

นอกจากลูกค้าที่ชะลอการตัดสินใจเริ่มกลับเข้ามาแล้ว กลุ่มลูกค้าที่ธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เช่น ธุรกิจส่งออกอาหาร ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เจ้าของโรงพยาบาล หมอ เป็นต้น ก็ใช้บริการรับ สร้างบ้าน เพิ่มเช่นกัน และด้วยสัญญาณในเชิงบวกที่เกิดขึ้น สมาคมจึงตัดสินใจ จัดงาน “รับสร้างบ้าน FOCUS 2021” ขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 มีนาคม 2564  ที่อิมแพค ฮอลล์ 6 เมืองทองธานี

งานดังกล่าวถือเป็น  one stop service สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างบ้าน โดยมีแบบบ้านที่เป็น new design จากบริษัทรับสร้างบ้านที่เข้าร่วมงานให้เลือกกว่า 1,000 แบบ ในราคาตั้งแต่ 1 ล้านบาทไปมากกว่า 100 ล้านบาท พร้อมกับโปรโมชั่นที่แต่ละบริษัทนำมาใช้เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ เช่น การเสนอส่วนลดตั้งแต่ 10-30%  พร้อมกับเทคโนโลยี่และนวัตกรรมสำหรับการอยู่อาศัยในยุค new normal เป็นต้น

สร้างบ้าน

นอกจากนี้ยังมี พันธมิตร ไม่ว่าบริษัทผู้ผลิตจำหน่ายวัสดุ ธนาคารพาณิชย์ที่มาให้บริการด้านสินเชื่อกับผู้ที่สนใจจะ สร้างบ้าน ซึ่งหลังจากที่สมาคมเปิดให้ลงทะเบียนออนไลน์ ผ่าน Line @ homebuilder เพื่อเข้าร่วมชมงาน เพียงแค่ 2 สัปดาห์มีมากกว่า 3,000 ราย ถือว่าสูงกว่าที่เคยลงทะเบียนผ่านออนไลน์ประมาณ 30% ถือว่าได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี โดยที่สมาคมไดตั้งเป้ายอดขายจากงานนี้ประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับการจัดงานปีก่อน

นายวรวุฒิ กล่าวอีกว่า จากภาพรวมตลาดที่กลับมาคึกคักอีกครั้งทำให้มั่นใจว่าในปี 2564 ตลาดรับสร้างบ้านในกลุ่มของสมาชิกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านจะเติบโตได้ประมาณ 5% จากปีที่ผ่านมา มีมูลค่าอยู่ที่ 11,500 ล้านบาท

สำหรับ แนวโน้มของราคาวัสดุก่อสร้างมีการขยับปรับขึ้นมาประมาณ 5-10% เช่น สินค้าประเภทเหล็กเส้นขยับขึ้นมา 20% กระเบื้องที่ต้องนำเข้าจากประเทศจีน เนื่องจากด้วยสถานการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้โรงงานในประเทศจีน ลดกำลังผลิต เพื่อบริหารราคาสินค้าให้อยู่ในระดับที่สร้างผลตอบแทนได้ อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมฯประเมินว่า ในครึ่งหลังของปี 2564 บริษัทรับสร้างบ้านจะเริ่มส่งสัญญาณปรับราคาขึ้น หลังจากยืนราคาให้กับผู้บริโภค

อ่านเพิ่มเติม
-สินเชื่อบ้าน ระอุ ธอส.เท 7 หมื่นล้าน ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4

 


Warapong Pankaew3 มีนาคม 2021
02_OVERALL_VIEW_201014-1280x753.jpg

3min106

ถือว่าประคองตัวก้าวผ่านความเสี่ยงจากภาวะถดถอยของตลาดอสังหาริมทรัพย์ และวิกฤติจากไวรัสโควิด-19 ในปี 2562-2563 มาได้ แม้ว่าวิกฤติโควิดจะยังไม่สิ้นฤทธิ์ แต่ถึงเวลาที่ บริษท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ (มหาชน) จะต้องมองไปข้างหน้า โดยนายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ ได้ตั้งเป้าหมายจะ turnaround ไปยังจุดที่เคยรุ่งโรจน์ที่สุดให้ได้ภายในปี 2567

แอล.พี.เอ็น.ในปี 2563 แอล.พี.เอ็น. มีรายได้รวมอยู่ที่ 7,363 ล้านบาท แม้ว่าจะลดลง 26% จากปี 2562 ที่มีรายได้รวม 9,954 ล้านบาท แต่ก็สูงกว่าที่ได้ประเมินสถานการณ์หลังไวรัสโควิดระบาดว่าบริษัทอาจจะทำรายได้อย่างเลวร้ายสุดอยู่ที่ 3,000-4,000 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ยอดขายรวมสามารถทำได้ดีวิ่งไปเตะหลัก 10,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปี 2562 ที่มียอดขายอยู่ที่ 8,275 ล้านบาท

เร่งปั๊มรายได้สู่การ turnaround
อย่างไรก็ตาม การจะกลับไปในจุดสูงสุดที่เคยทำได้ต้องย้อนกลับไปในปี 2558 ที่ แอล.พี.เอ็น.เคยมีรายได้สูงถึง 16,674 ล้านบาท ซึ่งถือเป็น Top 5 ของตลาด ณ เวลานั้น นั่นหมายความว่า แอล.พี.เอ็น.ต้องเร่งปั๊มรายได้เพิ่มอีกกว่าเท่าตัวภายในปี 2564-2567 ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดที่อาจจะพลิกผันได้ทุกเสี้ยววินาที

“เป้าหมายสำหรับการ turnaround ครั้งนี้ เพราะเราเชื่อว่า วิกฤติโควิด น่าจะผ่านพ้นไปได้ หรือสถานการณ์ค่อยๆ ดีขึ้นภายในปี 2564 แผนสำหรับการ turnaround ก็น่าอยู่ใน 3 ปีข้างหน้านี้ ประกอบกับ ในช่วงเวลาดังกล่าวจะน่าสอดรับกับสภาพโดยรวมของประเทศไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่จะฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ จึงเชื่อมั่นว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า จะสามารถนำพาบริษัทกลับไปมีรายได้ในจุดที่ควรจะเป็น” นายโอภาสกล่าว

แอล.พี.เอ็น.

ถึงเวลาที่แอล.พี.เอ็น.จะต้องปรับตัวครั้งใหญ่อีกครั้ง เพื่อกลับไปในจุดเดิมในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิม โดยใช้บทเรียนธุรกิจที่สั่งสมมาเป็นเข็มทิศนำทาง

จัดทัพปรับโครงสร้างองค์กรใหม่
เริ่มจากการจัดทัพใหม่ ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กร (reorganization) จากโครงสร้างการทำงานตามหน้าที่ (functional organization) สู่การบริหารงานในรูปแบบของหน่วยธุรกิจ (business unit) พร้อมกับนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน (digital transform) เพื่อให้การทำงานมีความคล่องตัวในการตัดสินใจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการดำเนินงาน โดยมุ่งให้ทุกหน่วยธุรกิจ “เพิ่มรายได้และบริหารต้นทุน”

ขณะเดียวกัน ได้กำหนด 4 ยุทธศาสตร์หลัก ซึ่งประกอบไปด้วย 1.การรุกตลาดบ้านพักอาศัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ซื้อในปัจจุบัน 2.ขยายฐานรายได้จากภาคธุรกิจบริการ 3.บริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรองรับกับความเสี่ยงทางธุรกิจ และ 4.การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สินที่มีอยู่ ซึ่งทั้ง 4 ยุทธศาสตร์ เพื่อการ turnaround นี้ เป็นการปิดจุดอ่อน และเสริมจุดแข็งของแอล.พี.เอ็น. โดยกลับไปทบทวนบทเรียนเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ขยายเซ็กเมนต์กระจายความเสี่ยง
บทเรียนสำคัญที่นำไปสู่การต้องลุกขึ้นสลัดภาพความเป็นแอล.พี.เอ็น.ในยุคดั้งเดิมสู่ภาพลักษณ์ใหม่ทั้งในแง่ของตัวสินค้า และความเป็นแอล.พี.เอ็น.มีที่มาจากความเชื่อในศักยภาพลูกค้าในกลุ่มที่บริษัทโฟกัสอยู่ ซึ่งก็คือลูกค้าในกลุ่ม affordable เพราะเชื่อมั่นว่า ลูกค้ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความต้องการซื้อจริง และมีทางเลือกไม่มากนัก ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ทำให้ธุรกิจเราเดินต่อไปได้

“แต่ปรากฏว่า พอมีเรื่องหนี้ภาคครัวเรือน มีเรื่องการคุมสินเชื่อขึ้นมา ขณะที่ภาครัฐใช้นโยบายกระตุ้นการบริโภคในช่วงที่ผ่านมา ทำให้คนกลุ่มนี้มีปัญหาในเรื่องของการปฏิเสธสินเชื่อไปมากพอสมควร ดังนั้นเราจึงต้องพยายามที่จะกระจายความเสี่ยงในการทำธุรกิจของเราออกไปให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ยุทธศาสตร์ของเราในปีนี้”

การกระจายความเสี่ยงที่เราทำมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ก็คือ  เราจะไม่โฟกัสเฉพาะลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การพัฒนาสินค้าต้องกระจายเซ็กเมนต์มากขึ้น ไม่พัฒนาคอนโดเพียงอย่างเดียว กระจายไปพัฒนาบ้านพักอาศัย และร่วมกับพันธมิตรพัฒนาออฟฟิศทั้งให้เช่า เพื่อขาย และขยายตลาด senior living ซึ่งทั้งหมดได้เริ่มทำมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว แต่ปีนี้น่าจะพูดได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

แอล.พี.เอ็น.โฉมใหม่ เอาใจ new gen
เรื่องต่อมา เมื่อก่อนถ้าพูดถึงแอล.พี.เอ็น.จะพูดถึง values ​​for money ซื้อคอนโดแอล.พี.เอ็น.แล้วได้สินค้าที่ดี มีคุณภาพ มีบริการที่ดี ในราคาที่คุ้มค่า ซึ่งในยุคเริ่มต้นของแอล.พี.เอ็น. ลูกค้าเป็นคนในยุค baby boomer และ Gen X อาจจะมองในเรื่องของความคุ้มค่าเป็นหลัก แต่เมื่อตลาดเปลี่ยนเป็น Gen Y ซึ่งเป็นผู้บริโภคกลุ่มหลัก จะต้องเติมในเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก เรื่องของ emotional benefit เข้าไปในสินค้านั้นด้วย

“สิ่งที่แอล.พี.เอ็น.จะทำต่อไป คือการเพิ่มเติมในเรื่องของ emotional benefit เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปร่างหน้าตา ที่ในยุคก่อนคอนโดแอล.พี.เอ็น. ไปอยู่ที่ไหนก็หน้าตาเหมือนกันไปหมด ยูนิตจำนวนเยอะๆ ดูแล้วแน่นๆ อยู่แล้วมีความรู้สึกว่าคุยไม่ค่อยได้ จะไปเช็คอิน จะไปเซลฟี่โชว์ก็ไม่ค่อยได้ เพราะเราเน้นในเรื่องของต้นทุน เรื่องของ economy of scale ที่จะทำให้บ้านที่เราสร้างถูกที่สุด

แอล.พี.เอ็น.

ต่อไปนี้เราก็จะพัฒนาโครงการของเราให้มีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแต่ละทำเลมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการกับวิถีการดำเนินชีวิตแบบใหม่ๆ นอกจากในเรื่องของความคุ้มค่าแล้ว จะเติมในเรื่องของความภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ แต่ในขณะเดียวกันเราก็จะไม่ใส่อะไรที่มากเกินไป เรายังคงพูดถึงเรื่องของความพอดีในการใช้ชีวิตด้วยเช่นกัน” นายโอภาสกล่าว

เร่งขยายฐานตลาดบ้านแนวราบ
สำหรับในปี 2564 บริษัทจะมีโครงการใหม่รวมทั้งหมด 9 โครงการ มูลค่ารวม 8,500 ล้านบาท เน้นการเปิดตัวโครงการบ้านพักอาศัยแนวราบเพิ่มขึ้นเพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของผู้ซื้อที่ให้ความสนใจซื้อทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮ้าส์ เพิ่มขึ้น โดยมีแผนเปิดตัวบ้าน 6 โครงการ มูลค่า 5,500 ล้านบาท เป็นโครงการบ้านเดี่ยวในตลาดพรีเมี่ยมระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ภายใต้แบรนด์ บ้าน 365 จำนวน 1-2 โครงการ มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท ที่แจ้งวัฒนะ และสุขุมวิท

บ้าน 365

โครงการภายใต้แบรนด์ “บ้านลุมพินี ทาวน์เพลส” และ “บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์” ที่ระดับราคาไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อหน่วย จะเปิด 3-5 โครงการ มูลค่าประมาณ 2,500 ล้านบาท โดยออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานทาวน์เฮ้าส์หน้ากว้างที่สามารถจอดรถได้ 3 คัน เพื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัว ในทำเลลาดพร้าว ราชพฤกษ์ เป็นต้น ส่วนคอนโดมิเนียม จะเปิดตัวโครงการใหม่ประมาณ 2-3 โครงการ มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท ทำเล จรัญสนิทวงศ์ 22 นราธิวาสราชนครินทร์ แถวเซ็นทรัล พระราม 3 และทำเลพระราม 9

เพิ่มรายได้ธุรกิจบริการ/บริหารสภาพคล่อง
ขณะเดียวกันบริษัทรุกขยายฐานรายได้จากงานบริการเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ 2 สู่การ turnaround จากฐานธุรกิจเดิมที่มีอยู่ไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ โดยมีการนำแพลตฟอร์มธุรกิจสร้างเครือข่ายกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับกลุ่มธุรกิจบริการภายใต้การบริหารของบริษัทในเครือทั้ง บริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด บริษัท แอล พี ซี วิสาหกิจ เพื่อสังคม จำกัด  บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด และบริษัท รักษาความปลอดภัย แอลเอสเอส โซลูชั่นส์ จำกัด โดยตั้งเป้ารายได้ในส่วนของงานบริการเติบโตไม่น้อยกว่า 20% ในปี 2564 เทียบกับปี 2563 ที่มีรายได้จากงานบริการและธุรกิจให้เช่าที่ 1,361 ล้านบาท

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ การบริหารสภาพคล่องทางการเงิน โดยในปี 2564 บริษัทมีนโยบายบริหารสภาพคล่องทางการเงิน โดยชะลอแผนการซื้อที่ดินใหม่เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาอาคารชุดพักอาศัย เนื่องจากบริษัทมีที่ดินที่ซื้อเก็บไว้ในปี 2563 ทั้งสิ้น 6-8 แปลง สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยในปี 2564 ได้ตามแผนที่วางไว้

ประกอบกับ ปัจจุบันบริษัทมีโครงการอาคารชุดพักอาศัยที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและที่สร้างเสร็จพร้อมขายรองรับกับการเติบโตของธุรกิจได้ต่อเนื่องในปี 2564-2567 บริษัทจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อที่ดินใหม่เพื่อการพัฒนาอาคารชุดพักอาศัย ทำให้บริษัทสามารถรักษากระแสเงินสดของบริษัทให้สามารถที่จะรองรับกับแผนการลงทุนในด้านอื่นๆ

ในขณะเดียวกันบริษัทมีแผนที่จะออกหุ้นกู้ประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการชำระคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระคืนในปี 2564 จำนวน 2,000 ล้านบาท และเพื่อลงทุนซื้อที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการบ้านพักอาศัยที่บริษัทมีแผนใช้งบลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาทในปี 2564 โดยที่บริษัทยังคงสามารถรักษาสัดส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (debt to equity ratio) ในสัดส่วนไม่เกิน 1:1 เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับบริษัท

มั่นใจตลาด affordable ยังไปได้ต่อ
นายโอภาสกล่าวอีกว่า ส่วนยุทธศาสตร์ทีี่ 4 คือ การสร้างรายได้ และ backlog จากทรัพย์สินที่มีอยู่มูลค่ารวม 1.5 หมื่นล้านบาท เป็นโครงการที่สร้างเสร็จแล้วและพร้อมจะขายในปีนี้ประมาณ 9,000 ล้านบาท และโครงการอยู่ระหว่างก่อสร้างอีกประมาณ 6,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันในเซ็กเมนต์ที่ราคาเกิน 3 ล้านบาท ต้องยอมรับว่าไปได้ยากมาก เพราะ real demand ลดน้อยลงมาก ขณะที่ยังมี supply ยังมีอยู่มาก ทำให้ต้องลดราคาเพื่อระบายสต๊อก

“คนที่ซื้อตั้งแต่ช่วงปี 2563 จนถึงปัจจุบัน เชื่อว่า กว่าครึ่งเป็นการซื้อเพื่อหวัง capital gain เป็นการซื้อเพื่อลงทุน เพราะราคาลดลงและหวังผลราคาจะขยับขึ้นในอีก 2-3 ปีข้างหน้า บวกกับอัตราดอกเบี้ยในตอนนี้ต่ำมาก ดังนั้นในเซ็กเมนต์กลางบนไปจนถึงบน การซื้อ-ขายที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ส่วนใหญ่ซื้อเพื่อลงทุน”

แอล.พี.เอ็น.

ในขณะที่ เซ็กเมนต์ระดับกลาง-ล่าง ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทลงมาถึง 1 ล้านบาทต้นๆ การซื้อเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงๆ การซื้อเพื่อเก็งกำไร เพื่อขายใบจองคิดว่าน่าจะไม่มีแล้ว แต่เซ็กเมนต์นี้ก็จะมีปัญหาในเรื่องของการกู้ไม่ผ่าน เพราะเจอปัญหาในช่วงโควิด อาจจะถูกลดเงินเดือน แต่ถามว่าตลาดยังไปได้อยู่หรือไม่

ผมกล้าพูดว่ายังไปได้ เพราะจากปีที่แล้วที่เราประเมินว่าจะมีรายได้แค่ 3,000 ล้านบาท ก็ยังสามารถทำไปได้ถึง 6,000 ล้านบาท ซึ่งก็พอจะยืนยันได้ว่าต่อให้มีปัญหาอะไร demand ในกลุ่ม affordable ก็ยังมีอยู่มากพอสมควร”

ปล่อยเช่า/อยู่ก่อนกู้เร่งระบายสต๊อก
กลับมาที่การระบายสต๊อก เพื่อสร้างรายได้ และ backlog ของแอล.พี.เอ็น. ก่อนอื่นต้องยอมรับสภาพตลาดก่อนว่าตลาดไหนไปได้ ตลาดไหนไปไม่ได้ แล้วเราจะวางกลยุทธ์อย่างไร ในกลุ่มแรก อะไรที่ไปได้ อะไรที่ยังขายได้ เราก็จะขาย ซึ่งอาจจะต้องลดราคาลงบ้างในจุดที่เหมาะสม ส่วนในกลุ่มที่ 2 โครงการที่ไปไม่ได้ในสภาพตลาดแบบนี้ ไม่ใช่ว่าของไม่ดี แต่อาจจะมีซัพพลายอยู่มาก มีคู่แข่งหลายราย จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ และต้องไม่ดันทุรัง

สิ่งที่ทำก็คือ แอล.พี.เอ็น.ทำบ้านให้คนอยู่ และมีคนที่ต้องการมีบ้าน ก็ต้อง matching ความต้องการตรงนี้ให้เข้ามาหากัน โดยการเปลี่ยนคอนโด เพื่อขายมาเป็นคอนโดเพื่อเช่า ก็จะได้รายได้กลับมาเป็นรายได้จากค่าเช่า ซึ่งก็ตรงกับยุทธศาสตร์ที่เราวางไว้ว่าต้องการจะกระจายฐานรายได้จากการพัฒนามาเป็นรายได้จากการเช่าด้วย โดยที่ไม่ต้องไปลงทุนใหม่ แต่เป็นการเอาสินค้าที่มีอยู่ในมือมาสร้างรายได้จากการเช่าแทน

แอล.พี.เอ็น.

อีกกลุ่มหนึ่งก็คล้ายๆ กัน เพียงแต่ว่าในช่วงนี้มีลูกค้าหลายคนที่โดนลดเครดิตจากวิกฤติโควิด-19 ถ้าลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการบ้าน แอล.พี.เอ็น.จะเอาสินค้าที่มีอยู่มาให้เข้าอยู่ก่อน 2 ปี โดยให้ผ่อนดาวน์ไปก่อน ซึ่งก็เชื่อว่าใน 2 ปีข้างหน้า สถานการณ์โควิดก็น่าจะคลี่คลายไปถึงตอนนั้นเครดิตก็น่าจะกลับมาเหมือนเดิมจึงค่อยไปขอกู้

ปี 64 ตั้งเป้ายอดขาย 1 หมื่นล้าน
จาก 4 ยุทธศาสตร์ในการทำธุรกิจในปี 2564 แอล.พี.เอ็น.ตั้งเป้ายอดขายเอาไว้ที่ 1 หมื่นล้านบาท และรายได้อยู่ที่ 7,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2563 โดยแบ่งสัดส่วนรายได้จากบ้านพักอาศัยประมาณ 30% ของรายได้รวม และรายได้จากอาคารชุดพักอาศัยประมาณ 70% ของรายได้รวม และรายได้ที่มาจากธุรกิจบริการและการเช่าเติบโตประมาณ 20%

แอล.พี.เอ็น.

นายโอภาส มั่นใจว่า หากการดำเนินงานในปี 2564 บรรลุเป้าหมาย จะเป็นสปริงบอร์ดที่ทำให้แอล.พี.เอ็น.เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดในปีต่อๆ ไป และบรรลุเป้าหมายของการ turnaround ที่วางเอาไว้แน่นอน

อ่านเพิ่มเติม
-คอนโดทำเลดีราคาโดน ‘ลุมพินี เพลส เตาปูนอินเตอร์เชนจ์’

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew1 มีนาคม 2021
-1280x959.jpg

1min42

ตลาด บ้านมือสอง ร้อนระอุ ธอส. เปิดโครงการ G H Bank Marketplace รับฝากขายบ้าน-คอนโดมือสองทั่วประเทศ คิดค่านายหน้า 1-2%

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทาง ในการซื้อ-ขายบ้านมือสองให้กับประชาชน และสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ ธอส.จึงได้จัดทำโครงการ “G H Bank Marketplace” (นายหน้าขาย บ้านมือสอง) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการขายบ้านมือสองทุกประเภทกับผู้ซื้อสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของตนเองได้สะดวกยิ่งขึ้น

โดยผู้ที่ต้องการฝากขายเพียงนำเอกสารหลักฐาน อาทิ บัตรประจำตัวประชาชน สำเนาโฉนด สำเนาหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด(กรรมสิทธิ์เป็นของผู้ฝากขาย) ไฟล์รูปถ่ายที่อยู่อาศัยที่ต้องการฝากขายที่เป็นสภาพปัจจุบัน และแบบแปลน (ถ้ามี) และเข้ามาติดต่อธนาคารด้วยตนเองที่สาขา ของธนาคารทุกแห่งทั่วประเทศ หรือที่ฝ่ายบริหาร NPA ชั้น 8 อาคาร 1 ธอส. สำนักงานใหญ่ (พระราม 9)

ภายหลังผู้ฝากขายลงนามในสัญญากับธนาคารแล้ว ธอส. จะนำที่อยู่อาศัยดังกล่าวไปประกาศขายตามราคาที่ผู้ฝากขายกำหนด หรือสามารถใช้ข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ของ ธอส. ที่จัดเก็บรายละเอียดข้อมูลที่อยู่อาศัยในบริเวณต่างๆ ที่ธนาคารเคยประเมินราคาไว้มาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ในการตั้งราคาขายได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ธอส. จะประกาศขายทรัพย์ของผู้ฝากขายเป็นระยะเวลา 180 วัน นับจากวันทำสัญญาผ่านช่องทางหลักของธนาคารประกอบด้วยเว็บไซต์ www.ghbhomecenter.com ที่รวบรวมทรัพย์ NPA ของธนาคารทั่วประเทศ และรองรับการใช้งานทุกแพลตฟอร์ม อาทิ Notebook โทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ต รวมถึงช่องทาง Application : G H Bank Smart NPA หรือขายในงานประมูลออนไลน์ผ่าน Application : G H Bank Smart NPA ที่มีเป็นประจำ ทุกเดือน

หากมีผู้ที่แสดงความสนใจและติดต่อซื้อ-ขายได้ตามระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด หากผู้ซื้อใช้สินเชื่อของ ธอส. อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% เพื่อซื้อ บ้านมือสอง ของผู้ที่ฝากขาย ธนาคารจะเรียกเก็บค่านายหน้าจากผู้ฝากขายเพียง 1% ของราคาขายฝาก ส่วนกรณีผู้ซื้อไม่ได้ใช้สินเชื่อของ ธอส. ธนาคารจะเรียกเก็บค่านายหน้าจากผู้ฝากขาย 2% ของราคาขายฝาก ซึ่งต่ำกว่าค่านายหน้าในระบบขายบ้านมือสองทั่วไปที่จัดเก็บในอัตรา 3% ขึ้นไป

บ้านมือสอง

“การจัดทำโครงการ G H Bank Marketplace ในครั้งนี้ทำให้ ธอส. เป็นสถาบันการเงินแห่งแรกของประเทศไทย ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการซื้อขายบ้านมือสองให้กับประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ ในฐานะที่มีความเชี่ยวชาญ ในการจำหน่ายบ้านมือสอง เห็นได้จากทรัพย์ NPA หรือบ้านมือสองที่ธนาคารถือครอง สามารถจำหน่ายได้สูงกว่า 3,500 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยในแต่ละวันเว็บไซต์บ้านมือสองของธนาคาร www.ghbhomecenter.com มีจำนวนผู้เข้าชมมากกว่า 10,000 ราย

นอกจากนี้ ยังมีจำนวนผู้ดาวน์โหลด Application : G H Bank Smart NPA มากกว่า 45,000 ครั้ง จึงมั่นใจว่าโครงการนี้จะช่วยผู้ที่ต้องการขายบ้านครอบคลุมทั้งที่ยังติดจำนองกับสถาบันการเงิน และมีประวัติการผ่อนชำระปกติ หรือไม่ติดจำนอง สามารถขายบ้านได้ตามความต้องการ รวมถึงผู้ที่สนใจซื้อบ้านมือสอง ก็จะได้เลือกซื้อทรัพย์ที่หลากหลายในราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น โดยสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอเข้าดูทรัพย์ที่สนใจก่อนตัดสินใจซื้อได้ด้วย”นายฉัตรชัย กล่าว

ทั้งนี้ โครงการ G H Bank Marketplace เริ่มต้นให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของธนาคารเพิ่มเติมได้ที่ www.ghbhomecenter.com และ www.ghbank.co.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ฝ่ายบริหาร NPA โทร. 0-2202-1582-3 และ 0-2202-1016 และฝ่ายบริหารหนี้ภูมิภาค โทร.0-2202-1170 และ 0-2202-2036

อ่านเพิ่มเติม
-ธอส.เท 7 หมื่นล้าน ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew1 มีนาคม 2021
FB-cover-2021-02-26T142219.745.png

1min123

ซีอีโอ เซ็นจูรี่ 21 ชี้เปรี้ยงตลาด อสังหาริมทรัพย์  ไทยยังไร้ทิศทางฟื้นตัว จากปัจจัยลบที่รุมเร้าทั้งใน-ต่างประเทศ ทำให้ดีมานด์หดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ซัพพลายยังล้นตลาด ด้านดีเวลลอปเปอร์พยายามปรับตัว หันลงทุนในตลาดบ้านแนวราบ เซ็นจูรี่ 21 ขยับปรับพอร์ตรองรับ

อสังหาริมทรัพย์นายกิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์ ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงทิศทางการลงทุนพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ ในปี 2564 ว่า ตลาด อสังหาฯของไทยจะยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวไปอย่างน้อยอีก 1-2 ปี เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก ทั้งฝั่งยุโรป อเมริกา เศรษฐกิจก็ยังไม่ฟื้นตัว หรือในเอเชีย ไม่ว่าจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ก็ยังอยู่ในช่วงเวลาของการปรับตัว

ขณะที่ไทยยังต้องพึ่งพิงการส่งออก และการท่องเที่ยวจากต่างชาติ เมื่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกยังไม่ฟื้นตัว และยังไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก ประกอบกับ วัคซีนยังไม่สามารถทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ทันทีซึ่งต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง ทำให้กำลังซื้อต่างชาติไม่ว่าจะซื้อเพื่อการลงทุน หรือซื้อเพื่ออยู่อาศัย ในขณะนี้ต้องถือว่าเป็นศูนย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดคอนโดมิเนียมโดยตรง

ภาพการฟื้นตัวของกำลังซื้อในภาคอสังหาฯจะยังคงไม่ชัดเจนไปอีก 2 ปีนับจากนี้ และจะไม่สามารถกลับไปเฟื่องฟูเหมือนเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกยังชะลอตัว กระทบกับภาคส่องออก ภาคท่องเที่ยวของไทย ในขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนยังสูง ประกอบกับ ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจะเพิ่มมากขึ้น เพื่อต้องการลดความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจาก สินเชื่อในอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งภาคท่องเที่ยว โรงแรม เอสเอ็มอี มีปัญหาหมด

ขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ต้องการความเป็นส่วนตัว ต้องการพื้นที่ปลอดภัยเพิ่มขึ้น เริ่มไม่ชอบโครงการขนาดใหญ่ที่แออัด ทำให้ต้องพัฒนาโครงการขนาดเล็กที่มีพื้นที่มากขึ้น หรือโรงแรมบูธีคขนาดเล็กๆ ก็อาจจะได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อพฤติกรรมมีการปรับเปลี่ยนการซื้อขาย การตัดสินใจก็ต้องใช้เวลา และไม่รวดเร็วเหมือนก่อน

อสังหาฯ

นายกิติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในภาวะที่ตลาดคอนโดยังคงชะลอตัวระยะยาว เพราะการฟื้นตัวกลับมาคงต้องใช้เวลา ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตลาดคอนโดถือว่าอยู่ในราคาที่สูงสุดแล้ว เวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ราคามีโอกาสที่จะลดลง เนื่องจากยังมีซัพพลายที่ล้นตลาด โดยเฉพาะโครงการที่สร้างเสร็จจะทยอยออกมาอีกจำนวนมาก ขณะที่ดีมานด์ทั้งในประเทศและต่างประเทศหดตัวลงอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ราคาก็ไม่ได้ปรับลดลงทั้งตลาด แต่เป็นการลดลงรายโครงการที่ต้องการยอดขายเข้ามาก็ต้องใช้วิธีลดราคาขายลงมา ซึ่งคาดว่า Price War ในตลาดคอนโดจะยังมีต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้

นายกิติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ ยังคงมีความต้องการซื้อจริง (Real Demand) อยู่ตามทำเลต่างๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะผลักดันราคาที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการขึ้นได้ทั้งตลาด โดยจะปรับขึ้นเฉพาะในทำเลที่มีความต้องการสูง ทำให้ราคาที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการแนวราบโดยภาพรวมไม่ได้แกว่งตัวมากนัก

“หลายคนอาจจะมองว่าเมื่อภาวะตลาดอสังหาฯชะลอตัว แต่ทำไมราคาที่ดินถึงไม่ลดลง เหตุผลสำคัญของการจะลดราคาหรือไม่ลดขึ้นอยู่กับเจ้าของที่ดินจะยอมลดจากราคาที่ตั้งไว้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็นทางด้านการเงินของคนที่เป็นแลนด์ลอร์ด แต่ในบางทำเลก็ได้มีการปรับราคาลงมาบ้างแล้วจากที่เคยตั้งราคาขายราคาสูงๆ ในช่วง 2 -3 ปีที่ผ่านมา ก็เริ่มลดลงหลายแปลงที่บริษัททำดีลจบไปในราคาที่ลดลง 20-30% โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาบริษัทสามารถปิดการขายที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบไปได้มูลค่า 4,000-5,000 ล้านบาท”

สำหรับในปีที่ผ่านมา ยอดการซื้อขายที่ดินของบริษัทลดลงมากกว่า 50-60% เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ผู้พัฒนา อสังหาริมทรัพย์ แต่ละบริษัทอยู่ในระหว่างการปรับตัว ปรับทิศทางการพัฒนาแต่ก็เริ่มฟื้นตัวขึ้น เมื่อผู้ประกอบการเริ่มมีความชัดเจนในการลงทุนทำให้ความต้องการที่ดินมีความชัดเจนขึ้นว่าต้องการแบบไหน เพื่อรองรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยหันมาพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้น ขณะที่คอนโดมิเนียมมีการเปิดตัวน้อยลง

ทั้งนี้ผู้ประกอบการอสังหาฯ ได้ปรับกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่มีความเฉพาะมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการซื้อขายที่ดินที่จะต้องมีความเฉพาะมากขึ้นเช่นกัน โดยจะเป็นการซื้อที่ดินตามวัตถุประสงค์มากกว่าที่จะซื้อมาเก็บไว้ก่อน (Buy by Objectives) โดยในปี 2564 ความต้องการที่ดินในการพัฒนาโครงการกว่า 70% จะเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ ประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม ราคาระดับ 3-7 ล้านบาท

สำหรับทำเลที่ได้รับความสนใจจากผู้พัฒนาโครงการ อยู่ในทำเลฝั่งตะวันออกมากกว่าตะวันตก ได้แก่ โซนเพิ่มสิน สายไหม วัชรพล รามอินทรา นวมินทร์ พระราม 9 และอีกโซนคือ สุขุมวิท อ่อนนุช พัฒนาการ และอุดมสุข

อสังหาริมทรัพย์

ในส่วนของคอนโดมิเนียมประเภท High Rise ในช่วงนี้ผู้พัฒนาโครงการจะไม่ค่อยโฟกัส เนื่องจากที่ดินมีราคาสูง แต่จะหันไปพัฒนาคอนโดมิเนียมประเภท Low Rise มากกว่า โดยเลือกทำเลตามแนวที่มีรถไฟฟ้าสร้างขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องใกล้สถานีมาก ระยะทางจากสถานีถึงทำเลที่ดินรัศมีไม่เกิน 1 กิโลเมตร อยู่ในซอยที่เข้าออกสะดวกเป็นคุณสมบัติที่วางไว้ในการซื้อเพื่อพัฒนาโครงการ

“แม้ว่าตลาดอสังหาฯจะชะลอ แต่ที่ดินใน Prime Area สำหรับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยก็หาได้ยากขึ้น และมีราคาแพง หากรัฐบาลสามารถขยายระยะเวลาเช่าจาก 30 ปี เป็น 90 ปี ได้ จะเกิดประโยชน์ต่อตลาดอสังหาฯในระยะยาว” นายกิติศักดิ์กล่าว

สำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2564 ในด้านการซื้อขายที่ดินคงใช้แนวทางของการเจาะตรงความต้องการของดีเวลลอปเปอร์ (Just Match Strategy) แม้ว่าความต้องการในตลาดของบางเซ็กเมนต์จะลดลง แต่ในบางเซ็กเมนต์ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น อาทิ ที่ดินในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ และประเภทมิกซ์ยูส (Mixed Used)

ในด้านการพัฒนาธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ก็ได้มีการเริ่มต้นและปรับกลยุทธ์ด้วยการกระจายความเสี่ยงในการทำธุรกิจ (Diversify Business Model) เพื่อเป็นแนวทางในการเติบโตและเสริมรายได้ของบริษัทในยุคที่ทุกบริษัทต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อ่านเพิ่มเติม
-5 เรื่อง ที่ธุรกิจอสังหาฯจะต้องรีบทำในปี 2564

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew1 มีนาคม 2021
FB-cover-2021-02-26T142319.052.png

2min920
  • ซีอีโอ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ “ชานนท์ เรืองกฤตยา” มั่นใจวิถีชีวิตคนเมือง คอนโดแนวรถไฟฟ้ายังไปต่อ

วิกฤติโควิด-19 ทำให้หลายอย่างในชีวิตเปลี่ยนไป หลายคนอาจมองว่า วิถีแห่ง New Normal จะเข้ามาแทนที่วิถีชีวิตแบบเดิม การทำงานที่บ้าน การเรียนหนังสือออนไลน์ สั่งอาหาร Delivery ออกกำลังกายแบบ Visual ต้องการพื้นที่ ต้องมีระยะห่าง ฯลฯ

ชีวิตคนเมืองจะเปลี่ยนไป  คนจะใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเดินทางมากมายเหมือนแต่ก่อน ต้องการพื้นที่การอยู่อาศัยที่กว้างกว่าเดิม  และด้วยวิถีแห่ง New Normal บ้านแนวราบนอกเมืองดูเหมือนจะตอบโจทย์มากกว่า คอนโดในเมือง

อนันดา

นั่นคือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังไวรัสโควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนไปจริงแท้แน่หรือ กระแสของ Urbanization ซึ่งเป็นเทรนด์ในช่วงก่อนหน้าที่ทำให้คอนโดในเมืองขายดีเป็นเทน้ำเทท่ากำลังจะหายไปจริงหรือ วันนี้มาหาคำตอบกันกับ นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ที่ยังเชื่อมั่นเต็มร้อยว่า Urban Life Never Dies

ซีอีโอ อนันดา เริ่มต้นจากคำถามที่ว่า เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 มนุษย์ยังคงอยากอยู่ในเมืองกันอยู่หรือเปล่า เราสนุกกับวิถีชีวิตแบบใหม่ ทำงานที่บ้าน เรียนออนไลน์ สั่งอาหาร Delivery ไม่ต้องเดินทางไปไหนมาไหน ไม่ต้องพบปะใครให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เราสนุกกับชีวิตแบบนี้จริงๆ หรือ

เราอยากสั่งอาหาร Delivery ใส่กล่องกินอยู่ที่บ้าน หรือเราอยากกินข้าวกับเพื่อน อยากถอดแมสออกมาพูดคุยกัน  ทานอาหารร้อนๆ ดื่มไวน์ ได้หัวเราะร่วมกัน หรือร้องไห้ร่วมกันในเวลาที่เศร้า หรือแม้แต่เด็กๆ ที่ต้อง learn from home ถือเป็น Gen ที่น่าสงสารที่สุด เพราะเขาต้องการ Human Interaction สำหรับการพัฒนาการของเขา แต่ต้องกลับมาเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน เชื่อว่า หลายๆ คนอยากกลับมาใช้ชีวิตในแบบที่เคยเป็น และอยากกลับไปอยู่ในสภาวะแบบเดิมให้เร็วที่สุด

นายชานนท์ ตั้งคำถามต่อว่า แล้วสมมุติว่า ถ้าโควิดไม่หายไปจากโลกใบนี้ล่ะ  เราเชื่อหรือเปล่าว่าเราจะอยู่อย่างนี้ได้ตลอดไป ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราก็คงต้องต่างคนก็ต่างย้ายออกไปอยู่ในต่างจังหวัด ไปอยู่ในพื้นที่ไกลๆ เป็น Simple Life  และ Business Model ของอนันดาที่ต้องการสร้างคอนโดแนวรถไฟฟ้า เพื่อชีวิตคนเมืองก็คงจะต้องเปลี่ยนไป หันไปสร้างรีสอร์ตในต่างจังหวัด ติดอินเทอร์เน็ตแรงๆ ไม่ต้องมาเจอกันตัวเป็นๆ  ไปเจอกันใน Visual แทน ซึ่งชีวิตก็คงไม่ถึงขนาดนั้น และคิดว่าเมื่อถึงเวลาโควิดก็ต้องจบ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางก่อนที่โควิดจะจบจะเกิดผลกระทบมากมายที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบเศรษฐกิจ หากเราไม่สามารถ Balance และหาจุดที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาได้ ซึ่ง นายชานนท์ ขยายความว่า แนวทางแก้ปัญหาโควิดบนโลกใบนี้มีอยู่ 2 แบบ คือ แบบหนึ่งมองในเรื่องของ Economic Health ขณะที่อีกแบบหนึ่งให้ความสำคัญกับ People’s Health ซึ่งเราเลือกใช้แบบนี้

อนันดา

คำถามก็คือเราจะ Balance แนวทางในการแก้ปัญหา ในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้อย่างไร บางคนบอกว่าการเลือก People’s Health ในเบื้องต้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ระยะยาวบาดแผลจะเกิดขึ้นไปอีก 10-20 ปี ตราบใดถ้าเรายังล็อคไปเรื่อยๆ ไม่มี วีซ่าวัคซีน หรือพาสปอร์ตวัคซีน  ท่องเที่ยว ส่งออก ของเราก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ขณะที่ GDP ของเราก็ยังต่ำที่สุดในประเทศ Emerging Market และน่าจะต่ำที่สุดในเอเชียด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นอะไรที่เราค่อนข้างที่จะกังวล

อย่างไรก็ตาม แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ก็ยังมีให้เห็น ซึ่งทุกคนต่างก็คาดหวังว่าวัคซีนจะเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้ ขณะที่พี่ใหญ่อย่างจีนสามารถแก้ปัญหาโควิดได้ดี และฟื้นตัวได้เร็วโดยในปีที่แล้ว GDP ยังโตได้ 2.3% และในปีนี้คาดการณ์กันว่า เศรษฐกิจจีนจะเติบโตสูงสุด 8.1% ก็น่าจะเป็นที่พึ่งพิงของเราได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ ตัวเลขนักท่องเที่ยวในเอเชีย-แปซิฟิค ก็เริ่มฟื้นกลับมาในไตรมาส 4 ปีที่แล้วอยู่ที่ 22% และคาดว่าปีนี้จะกลับมาอยู่ที่ 64%  ขณะที่หุ้นไทย ก็เริ่มฟื้นตัวกลับมาเช่นกัน

ขยับเข้ามาในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีตัวเลขหลายตัวที่บ่งบอกว่า Urban Life Never Dies

อนันดาเมื่อดูที่เทรนด์ของ Urbanization ในช่วง 500 ปีที่ผ่านมา การเคลื่อนย้ายมนุษย์เข้ามาอยู่ในเมืองเกิดขึ้นต่อเนื่อง ในประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหรือญี่ปุ่น มีอัตราของคนที่เข้าไปอยู่ในเมืองสูงถึง 90% โดยเฉลี่ยของทั้งโลกอยู่ที่ประมาณ 50% ขณะที่จีนอยู่ในระดับใกล้ๆ 50% ส่วนประเทศไทยก็อยู่ประมาณกลางๆ โดยเฉลี่ย บริษัทใหญ่ๆ สถานศึกษาที่มีชื่อเสียง ก็ยังคงตั้งอยู่ในพื้นที่ของเมือง การเคลื่อนย้ายคนเข้าสู่เมืองก็คงจะไม่หยุดอยู่แค่วันนี้

มาที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมถือว่าค่อนข้างดีจนมาถึงปีที่แล้วเมื่อเกิดสถานการณ์โควิดจำนวนหน่วยการโอนบ้านและคอนโดลดลง แต่เป็นการลดลงที่ไม่ถึงขนาดต่ำติดดิน ขณะที่มูลค่าการโอนบ้าน-คอนโดในภาพรวม ลดลง 5% โดยที่คอนโดลดลงไป 10% ขณะที่บ้านลดลง 0.4%  ดูแล้วคอนโดก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ขณะที่ซัพพลายใหม่ในปีที่แล้ว คอนโดเปิดตัวลดลง ประมาณ 12% ขณะที่ซัพพลายในฝั่งของบ้านเพิ่มขึ้นจากดีมานด์ที่ต้องการซื้อจริง

แล้วจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการระบายสต๊อกออกไป จากข้อมูลเราพบว่า คอนโดในช่วงที่ยังไม่เกิดโควิดจะใช้เวลา 2.3 ปี  แต่เมื่อเกิดโควิดเมื่อปีที่แล้วจะใช้เวลา 3.6 ปี ถึงจะระบายสต๊อกได้หมดโดยไม่เติมของใหม่ ส่วนบ้านใช้เวลาระบายสต๊อก 3.3 ปี และ 3.4 ปี ตามลำดับ ข้อมูลนี้สำคัญมาก เพราะจะเห็นว่า ระยะเวลาในการระบายสต๊อกเก่าของคอนโดจะเร็วกว่าบ้าน และเมื่อรวมทุกๆ ดาต้าที่เรามีเอามาคำนวณหาระยะเวลาในการระบายสต๊อกคอนโดจะพบว่า ถ้าไม่เติมของใหม่ภายใน 2-3 ปี สต๊อกคอนโดจะหมดไปจากตลาด

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้มั่นใจมากขึ้นก็คือ เรายังมีการลงทุนในระบบขนส่งมวลชนที่ต้องเรียกว่าเป็นการลงทุนใน Infrastructure ครั้งประวัติศาสตร์ด้วยเงินลงทุนสูงถึง 3 แสนล้านบาท ในระยะเวลา 9 ปี ไม่ต้องรอให้ถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน คือภายในปี 2030 เราจะมีสถานีรถไฟฟ้ามากกว่า 300 สถานี หรือก่อสร้างเฉลี่ยเดือนละเกือบ 2 สถานี โดยขณะนี้มีรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการรวมแล้ว 128 สถานี โอกาสทางธุรกิจของอนันดาจึงยังคงมีอยู่

ขณะเดียวกัน กำลังซื้อต่างชาติซึ่งเป็นฐานสำคัญของตลาดคอนโดก็ยังคงมีความต้องการซื้อคอนโดในเมืองไทยอยู่เช่นกัน ถ้าดูจากตัวเลขยอดขายในปีที่ผ่านมาอาจจะลดลงมากถึง 89% แต่เป็นเพราะต่างชาติเดินทางเข้ามาซื้อไม่ได้ แต่ถ้าดูจากยอดการโอนก็ยังถือว่ายังมีการโอนต่อเนื่องแม้จะลดลงเล็กน้อยในปีที่ผ่านมาที่ -11% โดยที่จีนมีการซื้อขายสูงสุด

คนจีนยังคงมีอิทธิพลต่อตลาดอสังหาฯไทยอย่างมหาศาล ถ้าดูจากจำนวนประชากรที่มีกว่า 1,300 ล้านคน เทียบกับขนาดตลาดของเราที่มีอยู่ในระดับแสนหน่วย โดยที่ไทยเป็นประเทศที่มีคนเชื้อสายจีนอยู่มากที่สุด และใน 3 ปีที่ผ่านมาไทยก็เป็นประเทศอันดับ 1 ที่คนจีนจะเลือกซื้ออสังหาฯ จึงคาดว่า เมื่อสามารถเดินทางได้อีกครั้งต่างชาติโดยเฉพาะจีนจะกลับมาซื้ออย่างถล่มทลายแน่นอน เพราะสถานการณ์โควิดได้ทำเห็นว่า ระบบสาธารณสุขของไทยอยู่ในระดับ เวิลด์คลาส เช่นเดียวกับ เรื่องของการท่องเที่ยวก็ยังคงเป็นอันดับ 1 ของโลก

อนันดาทั้งหมดทั้งมวลมาขมวดปมอยู่ที่ตัวเลขการดำเนินงานของอนันดาในปีที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า แม้ในสถานการณ์โควิดและกระแสของ New Normal แต่ Urban Life Never Dies โดยบริษัทมีรายได้จากการโอนกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท มียอดขายกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท โดยมียอดขายรอรับรู้รายได้อยู่กว่า 1.8 หมื่นล้านบาท สามารถปิดการขายคอนโดไปได้ 9 โครงการ พร้อมกับส่งมอบโครงการพร้อมอยู่ที่เสร็จใหม่อีก 7 โครงการ ส่วนปี 2564 บริษัทพร้อมกับพันธมิตรจะเปิดโครงการใหม่เพิ่ม 5 โครงการ มูลค่ารวม 24,422 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดโอนรวม 16,008 ล้านบาท ยอดขายรวมที่ 18,570 ล้านบาท

สุดท้ายนายชานนท์ เชื่อมั่นว่า “เมืองยังคงไปต่อ” เพราะเมือง คือ ศูนย์รวมแห่งการพัฒนาด้านการศึกษาแหล่งความรู้ แหล่งงาน  องค์กรชั้นนำ จุดกำเนิดของ Trend Setter & Lifestyle  ในทุกยุคทุกสมัย การเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ คือสาระสำคัญของคนเจนวาย – มิลเลนเนียลที่เป็นพลังสำคัญช่วยผลักดัน สร้างสรรค์ และพัฒนาเรื่องราวที่จะสะท้อนถึงสีสันของเมืองนี้

“มั่นใจว่าคนเมืองต้องกลับมาใช้ชีวิตในเมือง ปรับเปลี่ยนวิกฤติที่ได้มาเป็นการเรียนรู้ขับเคลื่อนพลังในการพัฒนาต่อยอด เพื่อให้คนเมืองได้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย เติบโตและก้าวต่อไปด้วยกันด้วยพลังกายใจที่ดี ให้เมืองของเราได้ไปต่อ  “Urban Life Never Dies” รวมถึงมั่นใจในศักยภาพคอนโดติดรถไฟฟ้า ที่ยังคงสามารถตอบโจทย์ความต้องการของการใช้ชีวิตคนเมืองได้อย่างไร้ขีดจำกัด นายชานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

อ่านเพิ่มเติม
-อนันดา กางแผนปี 64 ผุดคอนโดใหม่ 5 โครงการ 2.4 หมื่นล้าน

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew26 กุมภาพันธ์ 2021
FB-cover-2021-02-21T223902.444.png

6min296

Property Mentor Project Review พาไปชมบ้านเพื่อการอยู่อาศัยในยุค New Normal – ไอลีฟ พรีม่า เทพารักษ์-บางบ่อ ตอบโจทย์ New Lifestyle ด้วย 4 Concept และ 8 Function รองรับการใช้ชีวิตวิถีใหม่ด้วย Extra Rooms สำหรับ work from home หรืออีกหลากหลายกิจกรรมของทุก Gen


 

ถ้าจะพูดถึงเทรนด์การอยู่อาศัยที่เกิดขึ้นหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้พฤติกรรมการอยู่อาศัยได้เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็น New Normal ในหลายๆ สิ่ง อย่างเช่น

  • ความต้องการพื้นที่ในการอยู่อาศัยที่มากขึ้นเพื่อระยะห่างของสมาชิกในครอบครัว
  • ความต้องการพื้นที่สำหรับการ work from home หรือ learn from home
  • ความต้องการพื้นที่ครัวที่ใช้งานได้จริงจัง เมื่อสมาชิกทุกคนต้องอยู่บ้านกันมากขึ้น
  • รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวก และพื้นที่สาธารณะในโครงการที่ต้องตอบโจทย์กับพฤติกรรมการอยู่อาศัยในแบบ New Normal

แน่นอนครับว่าเทรนด์การอยู่อาศัยในแบบ New Normal นี้ ที่อยู่อาศัยแนวราบไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮ้าส์ สามารถตอบโจทย์ได้ดีกว่าการอยู่คอนโดมิเนียม ทำให้ในปี 2563 ที่ผ่านมา ตลาดบ้านแนวราบเป็นอะไรที่มาแรงหรือเกิน และยังคงแรงต่อเนื่องมาถึงปี 2564

วันนี้ Property Mentor จะขอพาไปชมหนึ่งในโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยในยุค New Normal บนทำเลที่ถือได้ว่าเป็นทำเล Top 5 ของการซื้อหาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบกันเลยทีเดียว นั่นก็คือ โครงการ ไอลีฟ พรีม่า เทพารักษ์-บางบ่อ ของบริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด มาครับตามมากันเลย

ไอลีฟ

โครงการไอลีฟ พรีม่า เทพารักษ์-บางบ่อ อยู่บนถนนบางบ่อ-คลองด่าน ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างถนนสุขุมวิทกับถนนเทพรัตนหรือบางนา-ตราด บริเวณกม. 27 ฝั่งขาเข้า ระยะทางจากถนนบางนา-ตราด ตรงดิ่งตามถนนบางบ่อ-คลองด่านเข้าไปประมาณ 5.8 กิโลเมตรก็ถึงตัวโครงการ

บางบ่อ ทำเลบ้านขายดี
อย่างที่บอกไว้ในตอนต้นเรื่องว่า บางบ่อ ถือเป็นหนึ่งในทำเลที่ติดอยู่ใน Top 5 ของทำเลบ้านจัดสรรที่ขายดีในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ข้อมูลนี้มาจากการเก็บตัวเลขของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งพบว่า

ในโซนฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ และปริมณฑลมี 3 ทำเลที่ติดอยู่ใน Top 5 บ้านจัดสรรที่ขายได้สูงสุดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 ซึ่งได้แก่ ทำเลบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง ทำเลเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ ทำเลคลองสามวา-มีนบุรี-หนองจอก-ลาดกระบัง และทำเลที่ยืนหนึ่งในแง่ของการขายก็คือ ทำเลบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธงนั่นเอง

ทำไมโซนฝั่งตะวันออกถึงติด Top 5 ถึง 3 อันดับ หลายคนอาจจะสงสัยแบบนั้น ซึ่งจริงๆ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยครับ ก็เพราะโซนตะวันออกถือเป็นหนึ่งในทำเลที่มีศักยภาพเหมาะแก่การอยู่อาศัยด้วยปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่อยู่ใกล้แหล่งงานขนาดใหญ่ทั้งนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ สนามบินสุวรรณภูมิ และยังมีสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาอยู่ด้วยกันหลายแห่ง รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและแหล่งช็อปปิ้งที่มีหลากหลายทั้งห้างสรรสินค้า และเอาต์เลต ที่กำลังมาแรง และยังมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกหลายโครงการ

รถไฟความเร็วสูงบูมโซนตอ.
ที่สำคัญที่สุดพื้นที่โซนตะวันออกคือประตูเชื่อมเมืองหรือที่เรียกว่า Gateway ระหว่างกรุงเทพมหานครกับ 3 จังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยมีรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นตัวเร่งกระจายความเจริญจากพื้นที่เมืองด้านในสู่ภายนอกตามแนวถนนบางนา-ตราด และบริเวณสถานีหลักของรถไฟความเร็วสูง

จะเห็นได้ชัดเจนว่า พื้นที่บริเวณแยกบางนาไปจนจุดตัดถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกมีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่โดยรอบแยกบางนาตามแนวถนนบางนา-ตราดตอนต้นจะมีการลงทุนขนาดใหญ่เกิดขึ้นมากมาย และในไม่ช้าไม่นานเราคงจะได้เห็นพื้นที่จากแยกบางนาไปจนถึงสนามบินสุวรรณภูมิกลายเป็นเนื้อเมืองเดียวกัน

ซึ่งนอกจากจะมีรถไฟความเร็วสูงเป็นตัวเร่งแล้ว ยังมีรถไฟฟ้าสายสีเหลืองที่กำลังก่อสร้าง และรถไฟฟ้าบางนา-สุวรรณภูมิ ที่อยู่ระหว่างการศึกษาโครงการช่วยให้ความเจริญตามแนวถนนบาง-ตราดกระจายตัวอย่างรวดเร็วและขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ตามถนนบางนา-ตราด

ให้บังเอิญว่า พื้นที่บริเวณบางบ่อที่เราพูดถึงอยู่นี้ คือจุดกึ่งกลางระหว่างเมืองชั้นในของกทม. (บริเวณทองหล่อ) กับจังหวัดหลักของ EEC อย่าง ชลบุรี (อ.เมือง)

นั่นคือศักยภาพของทำเลที่ทำให้บางบ่อมีความโดดเด่นสำหรับการอยู่อาศัยในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ทั้งด้านการเดินทางที่สะดวกสบายไม่ว่าจะเป็นเข้าหรือออกเมืองด้วยถนนสายหลัก สายรอง ทางด่วน ระบบขนส่งมวลชน และรถไฟความเร็วสูง(สถานีสุวรรณภูมิ) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็น ตลาด ร้านค้า แหล่งจับจ่ายใช้สอย โรงพยาบาล สถานศึกษา ก็มีพร้อมรองรับการใช้ชีวิตประจำวันในพื้นที่ได้แบบไม่ตกหล่น

กลับมาที่ตัวโครงการไอลีฟ พรีม่า เทพารักษ์-บางบ่อ โครงการนี้พัฒนาโดยบริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นโครงการใหม่ในทำเลใหม่ที่บริษัทมองเห็นถึงศักยภาพของทำเลจึงตัดสินใจเข้ามาเปิดโครงการรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยของคนในโซนตะวันออก

ถ้าพูดถึงบริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ คนในย่านพระราม 2 จะรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นทำเลแจ้งเกิดของบริษัทอสังหาฯระดับกลางที่สามารถยืนหยัดในตลาดมายาวนานถึง 30 ปี และเริ่มขยายออกสู่ทำเลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นประชาอุทิศ ราชพฤกษ์ รังสิต สมุทรสาคร ชลบุรี ภูเก็ต เป็นต้น

4 แบบบ้านตอบโจทย์ New Lifestyle
สำหรับโครงการไอลีฟ พรีม่า เทพารักษ์-บางบ่อ ออกแบบในสไตล์แคลิฟอร์เนีย สร้างบรรยากาศภายในโครงการให้รู้สึกอบอุ่น สบายๆ ด้วยแบบบ้านสไตล์แคลิฟอร์เนียที่เน้นความโปร่ง โล่ง สบาย และที่สำคัญบ้านทุกแบบจะมี 4 ห้องนอน ซึ่งเป็นมาตรฐานของกานดา พร็อพเพอร์ตี้ ในทุกโครงการ เพื่อรองรับการอยู่อาศัยภายใต้แนวคิด 3 Generation ซึ่งเป็น 1 ใน 4 แนวคิดหลักในการพัฒนาโครงการของกานดา พร็อพเพอร์ตี้ ที่จะเล่าให้ฟังในลำดับถัดไป

โครงการจะแบ่งออกเป็น 2 โครงการย่อย ได้แก่

  • โครงการไอลีฟ ทาวน์ เป็นทาวน์โฮม บนเนื้อที่ 43 ไร่
  • โครงการไอลีฟ พาร์ค เป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด บนเนื้อที่ 22 ไร่

พร้อมกับสวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ฟิตเนส สระว่ายน้ำ และระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

ขอเริ่มกันที่โครงการไอลีฟ ทาวน์ กันก่อนดีกว่า โครงการนี้เป็นทาวน์โฮมล้วนๆ จำนวน 469 ยูนิต มีแบบให้เลือก 1 แบบ ได้แก่

  • Cattleya พื้นที่ใช้สอย 126 ตารางเมตร บนเนื้อที่ 20.4 ตร.ว. 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ราคาเริ่มต้น 1.95 ล้านบาท

ไอลีฟ

ชั้นล่างจัดวางฟังก์ชั่นของแต่ละพื้นที่ให้เชื่อมโยงกันโดยออกแบบให้เปิดโล่ง (Open Space) ตั้งแต่ Living Area ที่อยู่ด้านหน้าสุด Dining Area ไปจนถึงส่วนของครัวและที่เตรียมอาหาร หรือ Pantry ทำให้พื้นที่ชั้นล่างดูโล่ง โปร่ง และกว้างขวาง

ที่สำคัญคือ การเปิดพื้นที่ให้เชื่อมถึงกันยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวให้ใกล้ชิดกันได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ในพื้นที่ชั้นล่างยังมีห้องนอนสำหรับผู้สูงวัย ซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้าน หรืออาจจะปรับเปลี่ยนเป็นห้องนอนสำหรับรับรองญาติ พี่ น้อง แขกเหรื่อที่แวะมาเยี่ยมเยียน นอกจากนี้ ยังสามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นห้องทำงาน สำหรับการ Work from Home หรือ ห้องเรียน สำหรับการ Learn from Home ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

เรียกได้ว่า เป็นพื้นที่ที่เป็น Multi Function สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามใจต้องการเลยทีเดียว

ที่ชั้นล่างยังมีห้องน้ำรองรับการใช้งานของผู้สูงวัย พื้นที่ครัวและซักล้างด้านนอก ที่ต้องบอกว่าทางโครงการได้จัดเตรียมพื้นที่ให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นการเทคาน เทพื้นแยกส่วนจากตัวบ้าน เพื่อป้องกันการทรุดตัว เช่นเดียวกับที่จอดรถด้านหน้าบ้านที่ตอกเข็ม และเทพื้นแยกส่วนกับตัวบ้านด้วยเช่นกัน

ขึ้นไปชั้นบนมีอีก 3 ห้องนอน ส่วนของห้องนอนใหญ่มีห้องน้ำในตัว และยังมีห้องน้ำรองรับการใช้งานในชั้นบนอีก 1 ห้อง ในส่วนของห้องนอนเล็กที่ทางโครงการจัดเตรียมไว้สำหรับสมาชิกในครอบครัว ยังสามารถปรับเปลี่ยนเป็นห้องทำงาน ห้องเรียน หรือห้องออกกำลังกายได้ตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ ที่ชั้น 2 ยังติดพัดลมระบายความร้อน สำหรับดูดอากาศร้อยภายในบ้านระบายออกด้านบนของหลังคา ช่วยให้บ้านเย็นลง ลดการสินเปลื้องพลังงานไฟฟ้า และยังมีปลั๊กรองรับการตัดตั้ง Router Wifi ในจุดที่เหมาะสมเพื่อให้สัญญาณ Wifi กระจายได้ครอบคลุมทั่วทั้งบ้าน

ไอลีฟ

ข้ามมาที่โครงการไอลีฟ พาร์ค ซึ่งอยู่ในพื้นที่ติดกัน เป็นโครงการบ้านเดี่ยว 2 แบบ และบ้านแฝด 1 แบบ จำนวนรวม 130 หลัง โดยในส่วนแบบเดี่ยว 2 แบบ ประกอบด้วย

  • แบบบ้าน DAISY เป็นบ้านเดี่ยวหลังใหญ่สุดของโครงการ มี 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 160 ตร.ม. บนขนาดที่ดินเริ่มต้น 54 ตร.ว. ราคาเริ่มต้น 4.19 ล้านบาท

ไอลีฟ

บ้าน DAISY มีจุดเด่นที่พื้นที่ใช้สอยที่มีขนาดใหญ่ สามารถจัดวางฟังก์ชั่นในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเป็นสัดเป็นส่วน

อีกหนึ่งไฮไลท์ของแบบบ้าน DAISY ก็คือบริเวณชั้นล่างที่กว้างขวางพอที่จะจัด Space ให้เป็นส่วนของที่นั่งทำงาน แยกออกจาก Living Area หรือจะเปิดโล่งเพิ่มพื้นที่ของ Living Area ให้กว้างขึ้นก็สามารถทำได้

ขณะที่พื้นที่อื่นๆ ที่บริเวณชั่นล่าง อย่างเช่นห้องครัวด้านในบ้านเชื่อมต่อกับพื้นที่ซักล้างด้านนอกก็มีพื้นที่กว้างขวางรองรับการใช้งานในยุค New Normal ที่พื้นที่ครัวจะถูกใช้งานมากขึ้น เพราะสมาชิกในครอบครัวใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้นนั่นเอง และยังมีห้องนอนสำหรับผู้สูงวัย หรือใช้เป็นห้องนอนสำหรับแขกด้วยเช่นกัน

ขึ้นมาที่บริเวณชั้น 2 มีห้องนอน 3 ห้อง 2 ห้องน้ำ และยังมี Space ที่สามารถจัดเป็นมุมนั่งเล่น มุมสำหรับทำงาน อ่านหนังสือ แบบเป็นส่วนตัวของสมาชิกในครอบครัว

ส่วนของห้องนอนใหญ่ก็มีพื้นที่ที่กว้าง โปร่ง พร้อมกับห้องน้ำในตัว และยังสามารถจัดพื้นที่ Walk-in Closet ได้อีกด้วย อีก 2 ห้องนอน สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานเป็นห้องทำงาน ห้องเรียน On Line หรือจะทำเป็นสตูดิโอสำหรับการ Live หรือเป็นห้องออกกำลังกาย ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ

ไอลีฟ

  • มาที่บ้านแบบที่ 2 ของบ้านเดี่ยว มีชื่อว่า CALLA มี 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 132 ตร.ม. บนเนื้อที่ 54 ตร.ว. ราคาเริ่มต้น 3.89 ล้านบาท

ไอลีฟ

CALLA เป็นบ้านเดี่ยวที่มีขนาดย่อมลงมาหน่อย แต่ก็ยังตอบสนองการใช้งานในแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ที่โดดเด่นคือพื้นที่ส่วนหน้าที่เปิดโล่งไปจนถึงส่วนของ Living Area ทำให้บ้านดูโปร่ง สบาย ไม่อึดอัด ด้านในจัดเป็น Dining Area ห้องนอนสำหรับผู้สูงวัย พร้อมห้องน้ำที่รองรับการใช้งานด้านล่าง และห้องครัวเชื่อมต่อกับพื้นที่ซักล้าง ซึ่งทุกฟังก์ชั่นของพื้นที่ด้านล่างจัดได้อย่างเป็นสัดเป็นส่วน

ในส่วนชั้น 2 ของแบบบ้าน CALLA ก็ไม่มีอะไรที่แตกต่างกับแบบ DAISY เพียงแต่ย่อไซส์ให้เล็กลงเล็กน้อย ประกอบด้วย 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และ Sapce ส่วนตัวบนชั้น 2 ที่ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามความต้องการ

  • สุดท้ายก็คือ บ้านแฝด ที่ชื่อว่า LILY มี 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 127 ตร.ม. บนเนื้อที่ 35.2 ตร.ว. ราคาเริ่มต้นที่ 3.19 ล้านบาท

LILY เป็นบ้านแฝดเหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการพื้นที่ของบ้านที่มากกว่าทาวน์โฮม แต่ก็ไม่ต้องใหญ่โตถึงขนาดบ้านเดี่ยว บ้านแฝดจึงตอบโจทย์ทั้งเรื่องพื้นที่และราคาได้เป็นอย่างดี

ไอลีฟ

สำหรับบ้านแฝด LILY ในโครงการ ไอลีฟ พาร์ค ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านเดี่ยวหลังย่อมๆ อย่างไม่มีผิดเพี้ยน เริ่มที่พื้นที่ชั้นล่างจัดวาง Living Area ไว้ตรงส่วนหน้าสุด และเป็นพื้นที่ที่กว้างสุดในชั้นล่าง ถัดมาเป็นส่วนของ Dining Area เชื่อมต่อไปถึงครัวด้านในและพื้นที่เตรียมอาหารไปจนถึงครัวนอกบ้านและพื้นที่ซักล้างที่โครงการทำการวางคาน เทปูน ปูกระเบื้อง จัดเตรียมพื้นที่ไว้ให้เรียบร้อย

ที่ขาดไม่ได้สำหรับชั้นล่างก็คือ ห้องนอนผู้สูงวัยและห้องน้ำที่อยู่ติดกัน สามารถเข้า-ออกได้สะดวกไม่ต้องเดินไกล หรือจะใช้ห้องเป็นพื้นที่ Multi Function สำหรับการใช้ประโยชน์อื่นๆ ก็ทำได้ตามสะดวก

ขึ้นไปที่ชั้น 2 กับ 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และ Space ที่บริเวณโถงหน้าห้องแม้ว่าจะไม่กว้างเท่าบ้านเดี่ยว แต่ก็ยังสามารถจัดเป็นมุมเล็กสำหรับเด็ก หรือวางโต๊ะนั่งทำงานได้อย่างพอดิบพอดี ส่วนห้องนอนใหญ่มาพร้อมกับห้องน้ำในตัวที่เพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้งาน ขณะที่ห้องนอนเล็ก 2 ห้องกับอีก 1 ห้องน้ำในพื้นที่ส่วนหลัง ก็มีขนาดพอดิบพอดีกับการใช้งาน หรือปรับการใช้ประโยชน์ได้ตามความต้องการของสมาชิกในครอบครัว

เป็นอันจบครบทุกแบบของโครงการไอลีฟ พรีม่า เทพารักษ์-บางบ่อ มาถึงบทสรุปของโครงการนี้กันดีกว่าครับ

ทำเลศักยภาพแห่งอนาคต
ขอเริ่มต้นกันที่ทำเล โซนบางบ่ออยู่ฝั่งตะวันออกของกทม. ที่ตั้งโครงการอยู่บนถนนบางบ่อ-คลองด่านซึ่งเชื่อมต่อกับถนน 3 สายหลัก ได้แก่ ถนนบางนา-ตราด ถนนสุขุมวิท และถนนเทพารักษ์ และอีก 1 ทางพิเศษ ได้แก่ ทางด่วนบูรพาวิถี ระยะทางจากปากทางเข้าฝั่งถนนบางนา-ตราดไปจนถึงโครงการประมาณ 5.8 กม. สามารถเดินทางเข้า-ออกเมืองได้อย่างสะดวก

ถามว่าโครงการนี้เหมาะกับใคร Priority แรกก็ต้องเป็นคนทำงานในโซนตะวันออก นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย บุคลากรในโรงพยาบาล สถานศึกษา และสนามบินสุวรรณภูมิ หรือจะเป็นคนที่ทำงานในย่านบางนา ศรีนครินทร์ แต่สู้ราคาโหดๆ ของ ทาวน์เฮ้าส์ บ้านแฝด บ้านเดี่ยว แถวๆ บางนาตอนต้นไม่ไหวก็ขยับออกนอกเมืองหน่อย แต่ก็ยังเดินทางได้สะดวกด้วยถนนสายหลักบางนา-ตราด ทางด่วนบูรพาวิถี และรถไฟฟ้าสุวรรณภูมิ-บางนาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

จะว่าไปแล้วทำเลบางบ่อก็คือ ทำเลชานเมืองฝั่งตะวันออก ถ้าจะเทียบกับทำเลชานเมืองทางฝั่งเหนืออย่างลำลูกกา รังสิต-นครนายก การเดินทางเข้าสู่แหล่งงานใหญ่ในเมืองอย่าง สุขุมวิท อโศก สาทร ระยะทางก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ทำเลบางบ่อจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนทำงานในเมืองที่ต้องการหาบ้านชานเมือง เพื่อเพิ่มระยะห่างในยุคที่เรายังไม่ปลอดภัยจากการระบาดของโควิด-19

อีกกลุ่มที่เหมาะกับโครงการนี้มากก็คือ กลุ่มที่คนที่ต้องไปทำงานใน 3 จังหวัด EEC เพราะโซนตะวันออกคือ Gateway ที่เชื่อมระหว่างกรุงเทพฯ-ปริมณฑล กับ 3 จังหวัด EEC ซึ่งตรงบางบ่อคือจุดกลางๆ ระหว่างเมืองชั้นในของกทม.กับชลบุรี ยิ่งในอนาคตมีรถไฟความเร็วสูงวิ่งผ่านที่สถานีสุวรรณภูมิ ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก็สามารถทำงานแบบไป-กลับได้แบบสบายๆ

ไอลีฟ พรีม่า ไอลีฟ พรีม่า ไอลีฟ พรีม่า

4 ห้องนอน Multi Function
สำหรับบ้านในโครงการ ไอลีฟ พรีม่า เทพารักษ์-บางบ่อ ซึ่งมีทั้งทาวน์โฮมในราคาเริ่มต้น 1.95 ล้านบาท บ้านเดี่ยวราคาเริ่มต้น 3.89 ล้านบาท และ 4.19 ล้านบาท และบ้านแฝดราคาเริ่มต้น 3.19 ล้านบาท ถือว่าครอบคลุมการอยู่อาศัยตั้งแต่ครอบครัวของคนวัยเริ่มทำงานมีรายได้ 3.2-3.5 หมื่นบาทต่อเดือน ผ่อนต่อเดือนประมาณ 1.2-1.4 หมื่นบาท (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข และดอกเบี้ยของแต่ละธนาคาร) สำหรับการเป็นเจ้าของทาวน์โฮม Cattleya ไปจนถึงครอบครัวที่ต้องการขยับขยายบ้านให้หลังใหญ่ขึ้น

จุดเด่นของโครงการ ไอลีฟ พรีม่า เทพารักษ์-บางบ่อ คือทุกแบบบ้านสตาร์ตที่ 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ และ 2 ที่จอดรถ ซึ่งขนาดของห้อง และฟังก์ชั่นของบ้านก็จะแปรผันไปตามประเภทบ้านซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยที่แตกต่างกันออกไป ด้วยความที่มี 4 ห้องนอนจึงสามารถรองรับตั้งแต่ครอบครัวขนาดเล็ก 1-2 Gen ไปจนถึงครอบครัวขนาดใหญ่ที่มี 3 Gen พ่อ แม่ ลูก ปู่ ย่า/ตา ยาย ได้แบบสบายๆ

ไอลีฟ พรีม่า

สำหรับห้องนอนที่ไม่ได้ใช้งานก็สามารถปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ได้หลากหลายด้วยขนาดห้องที่กว้างขวางเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงาน ห้องเรียนออนไลน์ ห้องพักผ่อน ห้องออกกำลังกาย หรือสตูดิโอ สำหรับการ Live ต่างๆ หรือจะอุทิศเป็นห้องเก็บของก็ไม่มีอะไรขัดข้อง ซึ่งการใช้ประโยชน์ของแต่ละฟังชั่นของบ้านก็ถือว่ามี Space ที่เพียงพอ รู้สึกโล่ง โปร่ง ไม่อึดอัด วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ในระดับมาตรฐานของบ้านใน Segment ระดับกลาง

ที่ต้องพูดถึงเป็นพิเศษก็คือ พื้นที่ในส่วนของห้องครัว ทั้งครัวนอก ครัวใน และพื้นที่เตรียมอาหารของบ้านในแต่ละแบบ กว้างขวางใช้งานได้อย่างจริงจัง ดีไซน์ผนังครัวด้วยการเปิดช่องกระจกตามแนวยาวของผนัง เพิ่มความโปร่ง และมองเห็นพื้นที่สวนที่อยู่ด้านนอก

เหมาะกับการใช้ชีวิตยุค New Normal ที่สมาชิกแต่ละครอบครัวต้องใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น ครัวจึงเป็นพื้นที่สำคัญที่ต้องใช้งานมากขึ้น

ไอลีฟ พรีม่า

4 Kanda Concept
เอาล่ะ มาถึงสิ่งที่จะเรียกว่าเป็น Option พิเศษก็ว่าได้ ซึ่งทางกานดา พร็อพเพอร์ตี้ ได้ใส่ไว้ในบ้านทุกโครงการที่พัฒนาขึ้น บางเรื่องก็ได้พูดถึงไปในช่วงต้นๆ บ้างแล้ว แต่จะขอสรุปรวบยอดให้อีกที นั่นก็คือ 4 Kanda Concept และแตกแยกย่อยออกมาเป็น 8 ฟังก์ชั่น หรือ 8 f(x) ของการอยู่อาศัยในบ้านของกานดา พร็อพเพอร์ตี้

4 Kanda Concept คือ แนวคิดการพัฒนาโครงการของกานดา พร็อพเพอร์ตี้ ที่เป็นเสมือนองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่สะสมมายาวนานเกือบ 30 ปี ถูกพัฒนาขึ้นจากที่ได้มองเห็นปัญหาของการอยู่อาศัยในแง่มุมต่างๆ นำไปสู่แนวทางแก้ปัญหา พัฒนาให้ดีขึ้น ซึ่งประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก ได้แก่

-Eco Smart การใช้พลังงานทางเลือก และใช้หลักการของ Reduce Reuse Recycle ไม่ว่าจะเป็นการหลอดไฟในบ้านและถนนโครงการเป็นหลอด LED ทั้งหมด ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้กว่า 50%การใช้กระจกเขียวตัดแสง ช่วยให้ประหยัดไฟในเวลากลางวัน และยังช่วยลดความร้อนและรังสียูวีได้ดี ฝ้าเพดานชั้นการใช้ยิบซั่มชนิดมีฟอยล์สำหรับฝ้าเพดานชั้นป้องกันความร้อนเพื่อลดการใช้พลังงาน พร้อมทั้งติดตั้งพัดลมระบายความร้อน

-Easy Maintenance การออกแบบบ้านให้บำรุงรักษาได้ง่าย การเลือกใช้วัสดุทนทาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การออกแบบห้องน้ำชั้นบนให้ตรงกับห้องน้ำชั้นล่าง หรือตรงกับระเบียงข้างบ้าน-หลังบ้าน หรือที่จอดรถ เพื่อง่ายต่อการซ่อมบำรุง การทำขอบกันน้ำ (Double Protect) ที่ขอบหน้าต่าง ช่วยป้องกันน้ำรั่วซึม

Untitled 1
Untitled 7
Untitled 5
Untitled 2

เลื่อนเพื่อดูภาพ

การใช้วัสดุทดแทนไม้กับวงกบภายใน บัวเชิงผนัง บัวฝ้าเพดาน ไม้บันได ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และหมดกังวลเรื่องปลวก มอดในระยะยาว การออกแบบให้พื้นครัวนอกและลานซักล้างวางบนคาน เพื่อป้องกันการทรุดตัว ที่จอดรถ แยกจากตัวอาคาร ง่ายต่อการซ่อมบำรุงในอนาคต

-3 Generations เพื่อการอยู่อาศัยที่รองรับครอบครัวแบบไทย จึงจัดทำห้องนอนที่ 4 ไว้ด้านล่าง สำหรับผู้สูงวัย

-Flood Protection แม้จะไม่ใช่ปัญหาที่จะเจอกันบ่อยๆ แต่ก็จำเป็นวางแผนป้องกันไว้ดีกว่า ด้วยการออกแบบให้มีระบบป้องกันน้ำท่วม ให้ความสำคัญกับระดับถมดิน ระดับตัวบ้าน การทำแนวรู้ที่มิดชิด มีระบบสูบน้ำที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ระดับหนึ่ง หากเกิดเหตุอุทกภัยขึ้น

Untitled 3
Untitled 6
Untitled
Untitled 4

เลื่อนเพื่อดูภาพ

8 ฟังก์ชั่น New Lifestly
จาก 4 Kanda Concept ได้แตกย่อยออกมาเป็น 8 ฟังก์ชั่นของการอยู่อาศัยที่สดรับการ New Lifestly ของคนรุ่นใหม่ ประกอบด้วย

  • Easy f(x) – การออกแบบมาให้ง่ายต่อการบำรุงรักษาในระยะยาว และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • Extra f(x) – บ้านทุกแบบมีถึง 4 ห้องนอน เหมาะสำหรับผู้สูงอายุไม่ต้องเดินขึ้นลงบันได ห้องน้ำชั้นล่างแยกส่วนเปียกส่วนแห้งชัดเจน รองรับการอยู่อาศัยของ 3 Generations ได้อย่างลงตัว
  • Extra Rooms –สามารถปรับห้องนอนใหญ่ที่มีขนาดกว้างขวาง ออกแบบให้มีสัดส่วนเป็นพื้นที่ Walk in Closet ในพื้นที่ห้องนอน
  • Work & life f(x) – ด้วยความหลากหลายของห้องนอน ทำให้สามารถ create ฟังก์ชัน การใช้สอยได้อย่างครบครัน เตรียมจุดติดตั้ง Router Wi-Fi ในตำแหน่งที่กระจายสัญญาณได้ทั่วทั้งบ้าน มีปลั๊กไฟ USB ที่ติดตั้งไว้ที่บริเวณห้องรับแขก และห้องนอนใหญ่
  • Family f(x) – นอกจาก living room ชั้นล่างก็ยังมีโถงชั้นบนกว้างขวางกว่าปกติรองรับทุกกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะทำเป็นมุมพักผ่อน จิบกาแฟ อ่านหนังสือ หรือเป็นมุมสำหรับจัดวางต้นไม้ฟอกอากาศภายในบ้าน
  • Private f(x) –ออกแบบให้มีห้องน้ำส่วนตัวสำหรับห้อง Master Bedroom เพิ่ม Privacy สำหรับการอยู่อาศัยร่วมกัน
  • Kitchen f(x) – มีทั้งครัวฝรั่ง ครัวไทย ครัวใน ครัวนอก ที่ต่อเติมเทพื้น ปูกระเบื้อง และเดินท่อ น้ำดี-น้ำทิ้ง ไว้ให้พร้อมสรรพ
  • Parking f(x) – ที่จอดรถสะดวกกว้างขวาง จอดได้ 2-3 คัน รองรับการอยู่อาศัยแบบครอบครัวใหญ่ โครงสร้างลานจอดรถแยกจากตัวบ้าน ป้องกันผลกระทบระยะยาวในอนาคต

นอกจากนี้ ทางโครงการ ไอลีฟ พรีม่า เทพารักษ์-บางบ่อ ยังมีบ้านตัวอย่างแบบเปลือยๆ ให้ได้เห็นแต่ละจุดแต่ละฟังก์ชั่นที่ใส่เข้าไปภายในบ้าน ซึ่งถ้าเป็นบ้านตัวอย่างธรรมดาๆ เราจะไม่เห็นของที่อยู่ด้านใน ก็ลองแวะไปดูบ้านตัวอย่างแบบเปลือยเพื่อการตัดสินใจที่ดีขึ้น

ทั้งหมดนี้คือโครงการไอลีฟ พรีม่า เทพารักษ์-บางบ่อ อีกหนึ่งโครงการที่เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการอยู่อาศัยในโซนตะวันออกครับ

อ่านเพิ่มเติม

-กานดา พร็อพเพอร์ตี้ กางแผนรุกอสังหาฯฝ่าโควิดปี 64

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew24 กุมภาพันธ์ 2021
-23.png

2min170

ในปี 2563 เอพี ไทยแลนด์ สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยรายได้สูงสุด 4.6 หมื่นล้านบาท ก้าวสู่การเป็นผู้นำในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยได้อย่างเต็มตัว ที่สำคัญคือ เป็นการสร้างรายได้สูงสุดในภาวะที่ต้องเผชิญกับวิกฤติที่เกิดจากไวรัสโควิด-19 อะไรคือหัวใจแห่งความสำเร็จของ เอพี ไทยแลนด์ วันนี้ นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) จะมาเล่าให้ฟัง


 

นายอนุพงษ์ ได้กล่าวในงานแถลงแผนการดำเนินการประจำปี 2564 ซึ่งเป็นปีที่เอพีครบรอบ 30 ปี ในการดำเนินงานของบริษัท โดยพูดถึงกลยุทธ์สำคัญที่นำพาเอพีฝ่าวิกฤติมายืนอยู่อยู่บนจุดสูงสุดได้ โดยระบุว่า… 

เวลานี้ถือเป็นอีกช่วงสำคัญหนึ่งในหน้าประวัตศาสตร์ วิกฤติโควิด-19 ได้สร้างบททดสอบ และบทเรียนหลายๆ ประการให้กับเราทุกคนในโลก วันนี้เราต่างยังคงต้องวนเวียนอยู่กับสภาวะความปั่นป่วนจากวิกฤติที่เปลี่ยนแปลงโลกครั้งใหญ่นี้ ทั้งความผันผวนทางภาคเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ตลอดจนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ที่ต่างไปจากเดิมและที่ไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิม

การมาของวัคซีนแน่นอนว่าคือ ความหวัง แต่หนทางเดินเพื่อให้ไปถึงแสงแห่งความหวังนั้นยังอีกยาวไกล สิ่งที่เราทุกคนต้องระวังมากที่สุดตอนนี้คือ ‘Ripple Effect’ หรือปรากฎการณ์ระลอกคลื่น ที่ศูนย์กลางก็คือความเสียหายทางเศรษฐกิจจากโควิด-19 ที่ส่งผลต่อเวลาในการฟื้นตัวที่ต้องลากยาวออกไปอีกหลายปี

มีการคาดการณ์ออกมาว่าเศรษฐกิจไทยจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปีก่อนที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม จะกลับสู่ภาวะก่อนการแพร่ระบาด ขณะที่โมเดลจำลองแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจากธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้ให้เห็นถึงสมุมติฐานว่าปี 2570 คือปีที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวกลับไปสู่แนวโน้มเดิม

แต่อย่างไรก็ดี นั่นคือการคืนกลับในเชิงตัวเลขเท่านั้น ความน่ากลัวที่แฝงอยู่คือ วิธีการทุกอย่างที่เราเคยทำและเรียนรู้มาจะเปลี่ยนไป และจะยังคงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งนั่นแปลว่าจากวันนี้ไปอีกหลายปี เรายังคงต้องเผชิญอยู่กับความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากวิกฤติเปลี่ยนโลกรอบนี้

เราต้องพร้อมที่จะรับกับกติกาโลกที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา เราต้องไม่ย่อท้อ และพร้อมที่จะก้าวเดินต่อ ไม่หยุดที่จะพัฒนา ตามการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เพื่อที่จะได้คงอยู่และเติบโตได้อย่างมั่นคง

มีข้อมูลที่น่าสนใจจากรายงานของ McKinsey ได้ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงปีที่ผ่านมา เช่น

•*อัตราการใช้ e-Commerce ของร้านค้าปลีกของสหรัฐฯ ที่เคยคาดว่าต้องใช้เวลาอีก 5 ปีจึงจะแตะระดับ 24% ปรากฏว่าวิกฤตโควิด-19 ได้ผลักดันให้พุ่งสูงถึง 33% ตั้งแต่กลางปีที่แล้ว *

•**นอกจากนี้ จากรายงานของ “We Are Social” ล่าสุด ระบุว่า “ประเทศไทยของเรา ครองแชมป์การทำธุรกรรมการเงินผ่านโมบายแบงกิ้ง เป็นอันดับ 1 ของโลก” สูงถึง 68.1% ต่อเดือน

นี่คือตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่ถ้าใครก้าวตามไม่ทันก็ ก็คงจะไม่สามารถคงอยู่ได้

เมื่อสถานการณ์ของโลกและประเทศไทยเป็นอย่างนี้แล้ว เอพี ในทศวรรษที่ 3 จะก้าวต่ออย่างแข็งแกร่งอย่างไร

ถ้าจะเปรียบเทียบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็คงไม่ต่างจากการที่เราอยู่ในเรือที่กำลังฝ่ามรสุมที่รุนแรง สิ่งที่จะทำให้เราผ่านพ้นมรสุมนี้ไปได้ ก็คือการที่เราจะต้องรู้ว่า เรือจะต้องแล่นไปในทิศทางใดที่ถูกต้อง เรือมีเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อมจะฝ่าฟันไปในทิศทางที่เราต้องการ และสุดท้าย คือความสามารถและการร่วมมือของบุคลากรในเรือลำนั้นทีจะใช้เครื่องมือนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ

ทิศทางสำหรับบริษัทก็คือ Vision/Mission ขององค์กร ถ้าจำกันได้ผมเคยบอกว่า Vision/Mission ของ AP ที่ตอนนั้นเราทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย Stanford ก็คือการ “Provide quality of life” – สร้างและจัดหาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกค้า แต่หลังจากนั้นเราพบว่าคุณภาพชีวิตที่ดีของคนแต่ละคนมีความหมายต่างกัน ดังนั้น “เราต้องมองคุณภาพชีวิตในมุมมองของลูกค้าไม่ใช่มุมมองของเรา”

ผมและทีมงานที่ ได้ทำงานร่วมกับบริษัท Subrosa ที่ New York ในการ Fine Tune Mission/Vision ของ AP บริษัทนี้เป็นบริษัทที่ปรึกษาทางด้าน “Branding” และทางด้านการ “สร้างวัฒนธรรมองค์กร” และเคยทำงานให้บริษัทใหญ่ๆ ในโลกมามาก

Subrosa ได้ชี้ให้เราได้เห็นว่า Vision/Mission ที่ดีต้องเป็นสิ่งที่เป็น “มุมมองของลูกค้า” ไม่ใช่สิ่งที่ “บริษัทจะทำให้ลูกค้า” อย่างเช่นบริษัท Nike – Just do it / BMW – To drive Pleasure

และสิ่งที่เราได้ก็คือคุณภาพชีวิตในมุมมองของลูกค้า นั่นก็คือคำว่า “Empower Living” ซึ่งมีความหมายว่า

“Create and provide the support that enables people to live and enjoy life on their terms”

“สร้างและจัดหาสินค้าและบริการที่เกื้อหนุนให้ลูกค้าและผู้ที่เกี่ยวข้องกับ AP สามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตที่ดี ในแบบที่ต้องการด้วยตนเอง”

ซึ่งวันนี้ EMPOWER LIVING เปรียบเหมือนเป็น “เข็มทิศ” ในการนำทางให้พนักงานกว่า 2,000 คน เดินไปสู่ผลลัพธ์ที่เราตั้งใจ

หลังจากปรับ Vision/Mission แล้วเราก็เตรียมเครื่องมือซึ่งก็คือ กลยุทธ์หรือ Strategies ที่จะนำเราไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ

(1) Strategy แรกก็คือ การสร้างทุกคนในองค์กร ให้เป็น “Independent Responsible Leaders “ ซึ่งหมายถึง

  • เป็นผู้นำที่ มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจ ภายใต้กรอบความรับผิดชอบต่อตนเอง ลูกค้า คู่ค้า เพื่อนร่วมงาน และทุกคนที่เกี่ยวข้อง และ
  • ทำงานโดยมุ่งเน้นไปที่ “ความต้องการของลูกค้า” มากกว่า “ข้อกำหนดของบริษัท” หรือ “ข้อจำกัดขององค์กร”
  • ที่ AP เราเชื่อว่า การที่เราให้อำนาจในการตัดสินใจอย่างอิสระแก่คนทำงาน ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดลูกค้าโดยตรง จะทำให้ AP สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในโลกที่เปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ กว่าอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่คนเพียงไม่กี่คนในองค์กร
  • ในการสร้างให้พนักงานให้เป็น Independent Responsible Leader นี้ สิ่งที่เราใช้ในการพัฒนาบุคลากรทั้งองค์กร ก็คือ “Outward Mindset” ที่สอนให้คนทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความสุข โดยการเข้าใจ ความต้องการ จุดมุ่งหมาย และความท้าทายของผู้อื่น

(2) Strategy ที่ 2 คือการสร้าง INNOVATIVE CULTURE

การที่พนักงาน AP ทุกคนจะสามารถทำให้ “Empower Living” หรือ “สร้างและจัดหาสินค้าและบริการที่เกื้อหนุนให้ลูกค้าและผู้ที่เกี่ยวข้องกับ AP สามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตที่ดี ในแบบที่ต้องการด้วยตนเอง” สมาชิกทุกคนในองค์กรไม่ว่าจะทำหน้าที่ในบทบาทใด หรือรับผิดชอบเรื่องใด พวกเขาจะต้องเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เกิดขึ้น เราจึงให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม ผ่านการปลูกฝังให้พนักงานทุกคนมีระบบการคิดตามหลัก DESIGN THINKING

หลักการของ Design Thinking เชื่อว่า ทุกคนเป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ได้ ถ้าได้เรียนรู้ การคิดวิเคราะห์อย่างมีกระบวนการ วันนี้การสร้างนวัตกรรมจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การ “ฝันถึงสิ่งใหม่ ที่ยิ่งใหญ่” เท่านั้น แต่นวัตกรรมที่มีค่าที่สุด คือสิ่งที่สามารถตอบ “Unmet Need” หรือ “ความต้องการที่ซ่อนอยู่” ของลูกค้าได้ ถึงจะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม

(3) Strategy หรือ กลยุทธ์สุดท้าย “Everything Digital” คือการทรานฟอร์มทุกมิติของการดำเนินงานเข้าสู่ระบบดิจิตอล เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับ 2 กลยุทธ์แรก

การลงมืออย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองลูกค้า ตลอดจนการสร้างนวัตกรรม จำเป็นต้องมีข้อมูลที่รวดเร็ว และถูกต้อง เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์ค้นหา Unmet Need ของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ นอกจากนั้น ลูกค้าจะต้องได้รับความสะดวด รวดเร็ว ในการใช้สินค้าและบริการจากเรา

สิ่งที่ AP ทำเพื่อเร่ง digital transformation คือการสร้างทีมใหม่ ที่เราเรียกว่า “Digital Transformation Team” เพื่อทำงานประสานร่วมกับทีม IT เดิมที่มีอยู่ เพื่อต่อยอดความสามารถในทาง digital/it ให้ไปได้เร็วยิ่งขึ้น

ซึ่ง 3 ยุทธศาสตร์นี้..

  • หากเราสามารถสร้างผู้นำอิสระที่มีความรับผิดชอบสูงสุด ให้เกิดขึ้นในองค์กรของเรา ที่สามารถวิเคราะห์และตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
  • หากเราสามารถสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมได้เกิดขึ้นแก่คนทุกระดับในองค์กร
  • และถ้าเราสามารถ ทรานฟอร์มไปสู่ “ดิจิทัล” แบบครบลูป ในทุกมิติ

เราก็จะสามารถสร้างและจัดหาสินค้าหรือบริการที่เกื้อหนุนให้ลูกค้า สามารถ ”เลือกที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นในแบบที่ต้องการด้วยตนเอง” ตามความหมายของ “EMPOWER LIVING” ที่เรากำหนดไว้

วันนี้เอพี ไทยแลนด์ ดำเนินธุรกิจเข้าสู่ปีที่ 30 ภายใต้พันธกิจ EMPOWER LIVING โดยมี 3 ยุทธศาสตร์สำคัญที่เราได้นำมาใช้แล้ว ได้กลายเป็นพื้นฐานนำมาสู่ความแข็งแกร่ง และได้นำพาองค์กรก้าวผ่านวิกฤติในปีที่ผ่านมาได้อย่างเกินความคาดหมาย

โดยปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่มีการระบาดของโควิด-19  บริษัทมีผลการดำเนินงานที่เติบโตแบบ หมื่นลเานก้าวกระโดดสูงสุดเป็นประวัติการณ์

  • ทั้งในมิติรายได้รวมที่เติบโตขึ้นสูงกว่า 40% จากปีก่อนหน้าหรือเท่ากับ 46,130 ล้านบาท
  • ด้านกำไรสุทธิมากถึง 4,225 ล้านบาท เติบโตขึ้นกว่า 38%
  • ภายใต้การบริหารจัดการสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำสุดในประวัติการณ์ เพียง 0.71 เท่า

นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่เห็นผลได้ชัดมากคือการเติบโตของกลุ่มธุรกิจบ้านเดี่ยวของเรา จากรายได้หลักพันล้านสู่หลักหมื่นล้านภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ซึ่งในปีที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจบ้านเดี่ยว สามารถสร้างรายได้ที่เป็น New Record ใหม่ที่มากถึง 12,137ล้านบาท จาก 4,990 ล้านในปี 2517 ซึ่งเป็นปีที่เราเริ่มนำ 3 กลยุทธ์นี้มาใช้ในช่วงปลายปี และผลลัพธ์จาก 3 ยุทธศาสตร์ยังนำไปสู่การ EMPOWER ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับเรา ทั้งลูกค้า พาร์เนอร์ที่ทำงานร่วมกับเรา และพนักงาน

วันนี้ไม่มีใครทราบได้ว่าจุดสิ้นสุดของวิกฤติครั้งนี้จะเป็นเมื่อไหร่ และจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่จะเกิดขึ้นอีก แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางความผันผวนครั้งนี้คือ คำมั่นสัญญาของเอพี ไทยแลนด์ ที่จะ ’ไม่หยุด’ ทำหน้าที่ของเรา ในการเป็นผู้สร้างและจัดหานวัตกรรมสินค้าหรือบริการที่มีคุณค่า เพื่อให้ผู้คนในสังคม สามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ ดังเจตนารมณ์ EMPOWER LIVING ของเรา


Warapong Pankaew23 กุมภาพันธ์ 2021
shutterstock_309225263-2-e1613627075808.jpg

2min164

บทความตอนที่ 3 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของ Generation กับการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปในปี 2021 ว่าด้วยเรื่องการตลาดกับความต่างของวัย จะทำอย่างไรครองใจทุก GEN

บทความ Generation กับการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปในปี 2021 ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 ได้พูดถึง Generation กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับช่วงชีวิตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มาถึงบทสรุปในตอนที่ 3 จากหนังสือ TREND 2021 ของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (Thailand Creative & Design Center–TCDC) ว่าด้วยการทำตลาดและการสื่อสารแบรนด์อย่างไรให้สามารถครองใจในทุกๆ GEN

เรียนรู้ระหว่างเจเนอเรชั่น (The Intergeneration Behaviour)
เมื่อปัจจัยทางสังคมและการเมืองมีส่วนในการแบ่งแยกประชากรและเจเนอเรชั่นไปทั่วโลก สงครามระหว่างเจเนอเรชั่นจึงเห็นได้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านทั้งโซเชียลมีเดียในรูปแบบของมีม (OK, Boomer) หรือเป็นการใช้ถ้อยคำรุนแรงในการพาดหัวเรื่องต่างๆ ผู้บริโภคจึงเริ่มมองหาวิธีการในการทำงานร่วมกันมากขึ้น (Co-Create) เพื่อสร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อทุกเจเนอเรชั่น ลดความตึงเครียดในเชิงเศรษฐกิจและอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอายุ โดยค้นพบว่า อาจไม่มีสูตรสำเร็จที่เอื้อผลตรงใจกับทุกเจนฯ มีแต่วิธีการลดความเเตกต่าง เพิ่มความเข้าใจ และทำให้ช่วงวัยมาอยู่ร่วมกันได้

  • ใช้เจเนอเรชั่นเป็นมุมมองมากกว่าเป็นการแปะป้าย จะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าใจในสิ่งที่ผู้บริโภคเลือกที่จะเเชร์ออกมาได้ลึกซึ้งมากขึ้น อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นว่าแต่ละเจเนอเรชั่นเองมีพฤติกรรมที่ขัดแย้งกันในตัวเองอย่างไร
  • กลยุทธ์ที่ปรับใช้กับความเชื่อมโยงระหว่างเจนฯนั้นเป็นอีกวิธีการคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่คำนึงถึงคนทุกกลุ่ม (Inclusive Culture) และแบ่งแยกระดับชีวิตออกจากอายุ (Decouple Life from Age) รวมถึงการต่อสู้กับการเหมารวมและเลือกปฏิบัติต่อคนโดยการดู ‘อายุ’ ของคนคนนั้นเป็นหลัก ด้วยกิจกรรมที่สามารถให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้ทั้งหมด

  • ทำให้ธุรกิจมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น สร้างภาษาและรูปแบบใหม่ๆ ที่จะหลอมรวมเอาพลังงานความเคารพ ความรู้ เเละปัญญาเข้าด้วยกัน เพื่อสื่อสารกลยุทธ์และเจตนาของแบรนด์ออกไปให้ชัดเจน โดยต้องหลีกเลี่ยงการสื่อสารที่ชวนให้คิดลบ ธุรกิจจะต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีคนทุกเจเนอเรชั่นอยู่ในลำดับความสำคัญเท่าๆ กัน

เล่าเรื่องผ่านความหลากหลายของเจเนอเรชั่น
การเล่าเรื่องนั้นเป็นวิธีที่ทำให้แบรนด์สื่อสารกับผู้บริโภคได้ ทั้งยังมีส่วนเชื่อมต่อคุณค่าของแบรนด์เข้ากับความต้องการของผู้บริโภค เรื่องเล่าของมัลติเจเนอเรชั่นจึงเน้นไปที่พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าที่คำนึงถึงผู้ใช้ทุกกลุ่ม เพิ่มประวัติของแบรนด์และทำให้เรื่องนั้นๆ เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคทุกคน ความต้องการเรื่องเล่าของเจเนอเรชั่นที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์กันแบบเปิดกว้างท่ามกลางความปัจเจกของแต่ละบุคคลที่มีอายุที่ต่างกัน อย่างเช่นจากแคมเปญที่ชื่อ Smell like your own man, man จากแบรนด์ Old Spice ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี โดยการเปลี่ยนสโลแกนเดิมจาก Smell like a man, man

วยาคติดิจิทัล
“วยาคติ” (Ageism) คือ อคติและการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลด้วยเหตุแห่งอายุหรือวัย ส่วนวยาคติดิจิทัลก็คือการตัดสินด้วยอคติในโลกออนไลน์ด้วยประเด็นของอายุ แบรนด์จึงควรจะมองเห็นโอกาสจากทัศนคติที่เข้าใจคนทุกกลุ่มและทุกช่วงวัย

ในเดือนเมษายน 2019 คณะกรรมการอินเตอร์เจเนอเรชั่น (The Radical Age Movement) ได้เปิดตัวเเคมเปญออนไลน์ #SayYourAge ที่มีเป้าหมายเพื่อลดอคติจากการเลือกปฏิบัติตามอายุโดยชวนให้อัปโหลดภาพหรือวิดีโอพร้อมกับแชร์แฮชเเท็ก #WhatDoesYourAgeMean เพื่อแสดงเจตนาในการสนับสนุนความเคลื่อนไหวนี้

OK, Boomer
หลังจากมีม OK, Boomer ฮิตกระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ต โดยมุ่งใช้งานเพื่อประชดประชันถึงความละเลย ไม่เท่ ขาดการติดต่อสื่อสาร การต่อต้านจากเจเนอเรชั่นคนรุ่นใหม่ไปยังเจนฯเบบี้บูมเมอร์ จนกลายเป็นประเด็นร้อนต่อเนื่อง

โอกาสสำหรับธุรกิจต่างๆ คือการช่วยรวมหลายเจนฯเข้าไว้ด้วยกัน สนับสนุนการสร้างให้เกิดทัศนคติเชิงรับ โดยการไม่เลือกใช้คำที่สื่อถึงการตัดสินอย่างมีอคติ หรือระบุช่วงอายุที่ชัดเจน สร้างภาษาและรูปแบบของการเปิดรับพลังในเชิงบวก การเคารพซึ่งกันเเละกัน ความรู้ เเละปัญญา ใช้ภาษาทันสมัยในการต่อสู้หรือรับมือกับการเลือกปฏิบัติด้วยอายุ และเตือนผู้บริโภคเสมอว่า ผู้สูงวัยในวันนี้ก็เป็นคนรุ่นใหม่เหมือนพวกเขาในวันวาน

Fauxstalgia นอสตัลเจียแบบปลอมๆ
Fauxstalgia คำนี้หมายความถึงความสนใจหรือความต้องการช่วงเวลาในอดีตที่ไม่ได้เคยมีประสบการณ์ร่วมหรือผ่านช่วงเวลานั้นมาจริงๆ โดยในส่วนนี้ แบรนด์ต่างๆ สามารถเพิ่มโอกาสด้วยการย้อนเวลานอสตัลเจียในฐานะสะพานที่เชื่อมผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน เจเนอเรชั่นที่สูงวัยกว่าจะสามารถจดจำรายละเอียดต่างๆ ได้ ในขณะที่เจนฯฯรุ่นใหม่อาจปฏิบัติด้วยความสงสัยแต่จะชื่นชมต่อทัศนคติแห่งการเปิดใจ

ตัวอย่างเช่น ในโอกาสครบรอบ 25 ปี ของซีรีส์ที่ฮิตตลอดกาลอย่าง Friends ทำให้เกิดการร่วมมือกันของแบรนด์ต่างๆ อาทิ The Coffee Bean & TeaLeaf เปิดตัวพื้นที่ร้านค้าป๊อปอัพในเมืองต่างๆ ทั่วอเมริกา จากแอลเอถึงบอสตัน เพื่อรวมตัวแฟนคลับรายการทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่เข้าไว้ด้วยกัน

เช่นเดียวกับแบรนด์สินค้าในบ้าน PotteryBarn ที่ร่วมออกคอลเล็กชันพิเศษเช่นเดียวกันหรืออีกทางหนึ่งหมายถึงการนำสินค้าขายดีในอดีตที่เป็นฮีโร่มาปรับปรุงและจำหน่ายใหม่อย่างที่ซัมซุงนำโทรศัพท์มือถือแบบพับที่เคยฮอตฮิตในสมัยอดีตกลับมาอีกครั้ง ไปจนถึงซีรีส์ในเน็ตฟลิกซ์ที่บอกเล่าเนื้อหาจากยุค 80 หรือ 90 โดยที่เจเนอเรชั่นใหม่ๆ ก็สามารถสนุกไปด้วยได้



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME