fbpx
© thaipropertymentor.com - 2021. All rights reserved.

ในฐานะที่เป็นเคยคลุกคลีกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศและปัจจุบันเป็นบริษัทตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยของ Keller Williams Realty International สัญชาติอเมริกัน ที่มีเครือข่ายมากกว่า 43 ประเทศทั่วโลก วันนี้ นายวิทย์ กุลธนวิภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KW Thailand ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงความเป็นไปในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยอย่างตรงไปตรงมา นายวิทย์ วิเคราะห์ว่า สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันเป็นช่วงจุดถดถอยอย่างชัดเจน และยังไม่มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น เนื่องจากผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ตั้งแต่ปลายปี 2561 จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในต้นปี 2563 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เกิดผลกระทบอย่างมาก ไม่น้อยไปกว่าธุรกิจการท่องเที่ยว เนื่องจากผลกระทบทางจิตวิทยา ที่มีสาเหตุมาจากการแพร่กระจายของเชื้อไว้รัสโคโรน่า (โควิด-19) ส่งผลถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการซื้อที่อยู่อาศัยชะงักลง จะเห็นได้ว่า การแก้ไขปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐปัจจุบัน จะแก้จากปลายเหตุ โดยไม่พยายามแก้ไขปัญหาและเข้าใจปัญหาจากสาเหตุอย่างแท้จริง รวมทั้งการประเมินสถานการณ์เพื่อรับมือกับวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้น หากภาครัฐไม่เข้ามาแทรกแซงตลาดอสังหาริมทรัพย์มากเกินไป โดยเริ่มต้นจากมาตรการควบ คุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ปัญหาที่มีอยู่อาจจะไม่มีผลกระทบรุนแรงเท่าที่เป็นอยู่ ซีอีโอ KW Thailand มองว่า หากใช้นโยบายสำหรับเฉพาะภาคธุรกิจอาจจะไม่ได้ผล เนื่องจากเป็นปัญหาระดับมหภาค

ปี 2563 อาจเป็นปีที่ยากลำบากสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่สำหรับ เอพี ไทยแลนด์ กลับเป็นปีที่เปิดโครงการมากกว่าและมูลค่าสูงกว่าใครๆ ด้วยจำนวนโครงการที่จะเปิดขายทั้งหมด 37 โครงการ มูลค่/jk,il6,gLiK{db0า 47,150 ล้านบาท เอาชนะเบอร์หนึ่งในตลาดอย่าง พฤกษา เรียลเอสเตท ที่ครองแชมป์มาเกือบทุกปี โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบที่ในปีนี้ เอพี ก็เปิดโครงการมากสุดเป็นอันดับหนึ่งเช่นกัน ปีนี้ เอพี มองตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังซวนเซนี้ในมุมไหน และคิดอย่างไรกับการเปิดเกมรุกในขณะที่บริษัทส่วนใหญ่วางแผนตั้งรับกับสถานการณ์ที่ยังไม่มีใครกล้าคาดเดา จึงเป็นอะไรที่น่าสนใจยิ่ง “มันเป็นปีแห่งความท้าทาย ซึ่งใครที่สามารถผ่านบททดสอบของปีนี้ไปได้จะเก่งขึ้น” นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ เอพี ไทยแลนด์ กรุ๊ป กล่าว ความท้าทายที่ว่า ไม่ใช่แค่เรื่องของปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่กำลังถาโถมอย่างรุนแรงเพียงอย่างเดียว ยังมีมรสุมลูกอื่นที่ท้าทายต่อการทำธุรกิจอยู่ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การ disrupt ของเทคโนโลยี การแข่งขันทั้งจากคู่แข่งภายในและคู่แข่งจากนอกธุรกิจ ที่พร้อมจะเข้ามาแชร์ตลาด ด้วยความพร้อมทั้งเงินทุนและข้อมูลแบบที่ไม่ทันตั้งตัว รวมไปถึงความคาดหวังของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น “คำถามคือ เราจะทำอย่างไรให้สินค้าหรือบริการที่พัฒนาขึ้นนั้น

Line @ที่ดิน และ @บอกดิน เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมในการบริการของกรมที่ดินในยุคดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้สอบถามข้อมูล หรือติดตามงานจากสำนักงานที่ดินได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานที่ดินให้เสียเวลา นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมที่ดิน กล่าวว่า เพื่อให้ประชาชนสามารถสอบถาม ตรวจสอบ ติดตามการทำงาน ให้คำอธิบายงานที่ให้บริการแก่ประชาชนที่มาใช้บริการแต่ยังไม่แล้วเสร็จ เพื่อคลายความกังวลใจในเรื่องที่ดิน จึงมีระบบที่ให้ประชาชนตรวจสอบ ติดตามงานได้ง่าย เข้าถึงง่าย โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในการบริการประชาชน สำหรับ Line @ที่ดิน เป็นการเพิ่มช่องทางในการสื่อสารกับประชาชน เพื่อทราบข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการให้บริการประชาชน ผ่าน Line Official Account โดยประชาชนสามารถเป็นเพื่อนกับ Line กรมที่ดิน ที่ Line ID : @teedin เพื่อสอบถามข้อมูลต่างๆ ก่อนเข้ารับบริการที่สำนักงานที่ดิน เช่น คำแนะนำเบื้องต้นในการไปติดต่อสำนักงานที่ดิน หลักฐานที่ต้องใช้ในการยื่นคำขอต่างๆ ประเภทการจดทะเบียน ค่าใช้จ่ายในการรังวัด การมอบอำนาจ ความรู้เกี่ยวกับการจัดสรร

ออริจิ้น ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 ด้วยการปฏิรูปองค์กร สู่การเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่เติบโตอย่างยั่งยืน และพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลง โดยนายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภารกิจครั้งสำคัญนี้ว่า เริ่มต้นจากปี 2563 จะแตกบริษัทย่อยออกมา 6 กลุ่มบริษัท ใน 6 ธุรกิจ ประกอบด้วย แตกเพื่อโต-กระจายความเสี่ยง 1.บริษัท ออริจิ้น คอนโดมิเนียม จำกัด ดำเนินธุรกิจพัฒนาคอนโดมิเนียมกลุ่มสมาร์ทคอนโด มีแบรนด์หลักคือ ดิ ออริจิ้น (The Origin) 2.บริษัท พาร์ค ลักชัวรี่ จำกัด ดำเนินธุรกิจพัฒนาคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ มีแบรนด์หลักคือ ไนท์บริดจ์ (KnightsBridge) และพาร์ค ออริจิ้น (PARK ORIGIN) 3.บริษัท บริทาเนีย

LPN ประกาศยกระดับการป้องกันไวรัสโควิด-19 สูงสุด เข้มมาตรการคัดกรองผู้เข้า-ออกอาคาร การให้ความรู้ในการป้องกันตนเอง พร้อมเตรียมอุปกรณ์เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ บูรณาการการทำงานร่วมกันกับทุกบริษัทในเครือ และจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังภัยไวรัสโควิด-19 เป็นการชั่วคราว นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN กล่าวว่า ได้ร่วมกับคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดทุกโครงการ ประกาศยกระดับการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สูงสุด โดยได้สั่งการทุกบริษัทในเครือ L.P.N.Development Group รวมถึงผู้ที่ดูแลสำนักงานขายทุกโครงการ ให้เข้มงวดและดำเนินมาตรการป้องกันสูงสุดทั้งการเฝ้าระวัง การป้องกัน และควบคุม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นตามที่กระทรวงสาธารณสุขและราชกิจจานุเบกษา ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID)) เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสจากคนสู่คนโดยเฉพาะคนในครอบครัว LPN มีความห่วงใยต่อเจ้าของร่วมและผู้พักอาศัยในโครงการ “ลุมพินี” ทุกท่าน จึงยกระดับการป้องกันที่เข้มงวดมากขึ้น โดยมีศูนย์เฝ้าระวังภัยไวรัสโควิด-19

การเคหะแห่งชาติ แจกฟรีแบบบ้านผู้สูงอายุ ที่ไม่ใช่บ้านผู้สูงอายุ ด้วยงบก่อสร้างเริ่มต้น 5 แสนบาท การเคหะแห่งชาติ ในฐานะผู้ดูแลพัฒนา “ที่อยู่อาศัย” ของคนในประเทศ ตระหนักถึง “สังคมผู้สูงอายุ” ที่กําลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทยจึงได้ริเริ่ม โครงการส่งเสริม การพัฒนานวัตกรรมการออกแบบ “บ้านผู้สูงอายุ ที่ไม่ใช่บ้านผู้สูงอายุ” โดยใช้ระยะเวลา กว่า 4 เดือน ในการเฟ้นหาสุดยอดนักออกแบบบ้านผู้สูงอายุรุ่นใหม่ ภายใต้งบประมาณ 500,000 บาท (ไม่รวมที่ดิน) และ 1,500,000 บาท (ไม่รวมที่ดิน) จากผลงานของนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมทั่วประเทศ กว่า 109 ผลงาน กลั่นกรอง โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผ่านการ Workshop และ Coaching คัดแบบที่ดีที่สุด 6 แบบ เพื่อนํามาพัฒนาต่อยอด และนําไปแจกจ่ายประชาชน โดยแบบที่การเคหะฯ ได้นํามาพัฒนาเพื่อให้พร้อมสร้างได้จริง

ถนนทุกสายมุ่งสู่ตลาดแมส จับลูกค้าเรียลดีมานด์ ล่าสุด แสนสิริ ประกาศเปิดเกมรุก เซ็กเมนต์ Medium และ Affordable เต็มสูบ นายวันจักร์ บุรณศิริ ประธานผู้บริหารสายงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2563 บริษัทได้วางเป้าหมายพัฒนาโครงการใหม่ 18 โครงการ รวมมูลค่า 24,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ารวม 8,800 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 6 โครงการ มูลค่ารวม 8,600 ล้านบาท และทาวน์โฮม และมิกซ์ โปรเจ็กต์อีก 6 โครงการ มูลค่ารวม 6,600 ล้านบาท โครงการส่วนใหญ่อยู่ในเซ็กเมนต์

การขยายตลาดในต่างจังหวัดของบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการเติบโต และยังเป็นการกระจายความเสี่ยงในการทำธุรกิจของบริษัทอีกด้วย แต่การรุกออกไปในต่างจังหวัดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นที่ทราบดีว่ากำลังซื้อในต่างจังหวัดค่อนข้างอ่อนไหวและมีขนาดที่ไม่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล เรียกว่ากว่าจะขยับไปในแต่ละจังหวัดต้องเตรียมความพร้อมกันอยู่นาน ทั้งในเรื่องของข้อมูล ตัวเลขทางเศรษฐกิจ การซื้อที่ดิน บุคคลากร รวมไปถึงการวางแผนระยะยาว เพื่อให้เกิด economy of scale ปัจจุบัน ศุภาลัยมีโครงการในต่างจังหวัดครอบคลุม ทั้งภาคเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต สงขลา ชลบุรี ระยอง อุบลราชธานี อุดรธานี นครราชสีมา ขอนแก่น และที่กำลังจะเปิดโครงการใหม่ เช่น พิษณุโลก อยุธยา และฉะเชิงเทรา เป็นต้น ทำให้สัดส่วนของตลาดในต่างจังหวัด