fbpx
© thaipropertymentor.com - 2021. All rights reserved.

บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้นำนวัตกรรมหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยรังสียูวี-ซี หรือ UV-disinfecting autonomous mobile robots (AMRs) มาใช้ในโครงการของเฟรเซอร์ครอบคลุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในระยะที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สำหรับหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยรังสียูวี-ซี เป็นผลงานของ บริษัท พีบีเอ โรบอทิคส์ (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติครบวงจร ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย และ พีบีเอ กรุ๊ป ประเทศสิงคโปร์ ได้รับการออกแบบให้ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ เพื่อใช้ฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมถึงไวรัสและแบคทีเรียชนิดอื่นที่แพร่กระจายทางอากาศ (airborne) และทางละอองฝอยขนาดใหญ่ (droplets) ในทุกพื้นที่ตามที่กำหนด โดยมีประสิทธิภาพการกำจัดเชื้อโรคที่สูงถึง 99.90% ซึ่งมีความปลอดภัยอย่างมาก เพราะการฆ่าเชื้อไวรัสด้วยรังสียูวี-ซีจะไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างใดๆ ในพื้นที่ นอกจากนี้

ธอส. ออก 4 มาตรการ แก้ปัญหาสินเชื่อบ้านของตำรวจ 4,000 ล้านบาท นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ได้ร่วมลงนามข้อตกลง (MOU) ว่าด้วย “ความร่วมมือในโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการตำรวจและลูกจ้างประจำ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" ร่วมกับ พลตำรวจเอกสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจัดทำขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ข้าราชการตำรวจและลูกจ้างประจำ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีปัญหาหนี้สิน และป้องกันการมีภาระหนี้สินเพิ่มจนเกินกำลังความสามารถในการชำระหนี้ผ่านแนวทางต่างๆ ทั้งนี้ ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2563 ธอส. มีลูกค้าของธนาคารที่ใช้สิทธิสวัสดิการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 39,493 บัญชี เงินต้นคงเหลือประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยเป็นลูกหนี้ที่มีปัญหาในการผ่อนชำระ รวมถึงมีสถานะทางกฎหมายประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่ง ธอส. พร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับ สตช.

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ประเมินแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยปี 2564 ดอกเบี้ยต่ำยังเป็นปัจจัยบวกต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อยังคงเป็นปัจจัยลบ ขณะที่ยังมีโครงการใหม่เปิดขายเพิ่มขึ้น 4.2% กำลังซื้อมีแนวโน้มฟื้นตัวในกลุ่มกลาง-บน ตลาดบ้านจัดสรรยังคงขายได้ ในปี 2563 เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และคาดว่าจะมีผลกระทบต่อเนื่องถึงภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2564 ความขัดแย้งทางการเมือง ความผันผวนทางเศรษฐกิจของทั่วโลก ทำให้ยังมีความเสี่ยงในการชะลอการฟื้นฟูภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจโรงแรม ส่งผลให้การจ้างแรงงานกลับเข้าสู่ระบบมีระยะเวลานานมากขึ้น ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัย ผู้ประกอบการได้มีการปรับตัวโดยการชะลอการเปิดโครงการใหม่ทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี 2562 ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจากเชื้อ COVID-19 เนื่องจากยอดขายที่อยู่อาศัยชะลอตัวจากผลกระทบของการประกาศมาตรการป้องกันการเก็งกำไรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือมาตรการ LTV เมื่อเดือนเมษายน 2562 เมื่อเกิดการล็อกดาวน์ทางเศรษฐกิจในช่วงต้นปี 2563 ยอดขายที่อยู่อาศัยก็ยิ่งหดตัวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดอาคารชุดซึ่งได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการล็อกดาวน์ การเดินทางของชาวต่างชาติ ทำให้ยอดขายห้องชุดของชาวต่างชาติหดหายไปเกือบทั้งหมด ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจาก ผลกระทบและความเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น จะทำให้ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมีการปรับตัว เปิดขายโครงการใหม่ลดลง โดยคาดว่าใน 2563 จะมีจำนวนหน่วยที่เปิดขายใหม่

การเคหะแห่งชาติ มอบของขวัญปีใหม่ 2564 เปิดตัว “บ้านเคหะสุขประชา” บ้านเช่าราคาประหยัด พัฒนาด้วยแนวคิดใหม่ “ได้มีที่อยู่อาศัยพร้อมที่ทำกิน” มีแผนดำเนินการทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ พื้นที่ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยรองรับอยู่แล้ว ในพื้นที่ EEC จังหวัดชลบุรีระยอง และจังหวัดสำคัญในภูมิภาค “บ้านเคหะสุขประชา” เป็นโครงการจัดสร้างบ้านเช่าราคาถูก เพื่อสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ ข้าราชการชั้นผู้น้อย ข้าราชการเกษียณอายุ และประชาชนที่มีรายได้น้อย ซึ่งตามแผนการดำเนินงานในปี 2564 จะดำเนินการก่อสร้างจำนวน 20,000 หน่วย โดยการเคหะแห่งชาติได้กำหนดอัตราค่าเช่าหลังละ 999-3,000 บาท ต่อเดือน ซึ่งอัตราค่าเช่าจะขึ้นอยู่กับรูปแบบบ้านและเฟอร์นิเจอร์ การออกแบบจัดวางผังโครงการให้สามารถใช้พื้นที่ได้ประโยชน์สูงสุด ประกอบด้วย พื้นที่เพื่อการอยู่อาศัย 30 - 35 % พื้นที่สีเขียว 10 - 15 % ที่จอดรถ 5 -

ช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี หลายท่านอาจเจอปัญหาต้องรับโอนบ้าน โอนห้องชุด ทั้งๆ ที่คุณภาพงานยังไม่ตรงใจ เพราะสิ่งที่กำลังจะรับโอนนั้นอาจไม่ได้เป็นไปตามที่โฆษณาไว้ หรือไม่เป็นไปตามห้องตัวอย่างที่มักจะสร้างให้ดูสวยงาม เช่น แปลนห้องไม่ตรงตามโฆษณา ส่วนกลางที่น้อยกว่าที่โฆษณาไว้ สเป็คของที่ได้ไม่เหมือนห้องตัวอย่าง หรือห้องมีความชำรุด เป็นต้น Property Mentor ขอนำคำแนะนำจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.มานำเสนอเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหากเราเจอปัญหาเช่นนี้ หากเราพบว่าโครงการสร้างไม่ตรงแบบที่ได้โฆษณาไว้ หรือไม่เป็นไปตามแบบที่ตกลงกันไว้ไม่ว่าจะเป็นภายในห้องหรือบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง ก็ถือเป็นสิทธิที่ผู้บริโภคสามารถจัดการด้วยวิธีการต่างๆ ได้ เริ่มจากการทำจดหมายพูดคุยกับโครงการ เพื่อให้โครงการแก้ไขเพราะเป็นวิธีที่ง่ายสุดและเป็นวิธีประนีประนอมที่ดีสุด แต่หากโครงการไม่แก้ไขให้เราทำจดหมายปฏิเสธการจ่ายเงินและการโอนกรรมสิทธิ์ รวมไปถึงสามารถร้องเรียนไปยัง สคบ. หรือฟ้องศาลด้วยตัวเองได้เลย ผู้บริโภคควรสงวนหรือรักษาสิทธิ์ได้ตามกระบวนการทางกฎหมาย สคบ. ขอยกตัวอย่างกรณีศึกษา เนื่องจากผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนจากกรณีได้ทำสัญญาซื้อคอนโดมิเนียมของโครงการแห่งหนึ่ง แต่ปรากฏว่ามีการก่อสร้างล่าช้าไม่เป็นไปตามสัญญา ต่อมาบริษัทได้ก่อสร้างแล้วจนเสร็จและได้นัดผู้บริโภครับตรวจห้องชุดดังกล่าว พบว่า ห้องชุดก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบและภายในห้องตรวจสอบแล้วพบว่าการตกแต่งไม่เรียบร้อยหลายรายการ ผู้บริโภคจึงแจ้งให้บริษัทดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จก่อนรับโอนกรรมสิทธิ์ พร้อมชำระค่าปรับล่าช้าตามสัญญา แต่ทางบริษัทไม่สามรถดำเนินการแก้ไขให้ได้ ผู้บริโภคจึงมีความประสงค์เรียกค่าเสียหายแก้ไขพื้นห้องชุดจำนวน 100,000 บาท และแก้ไขชุดครัวจากการติดตั้งผิดเป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท และค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งทางบริษัทรับข้อเสนอของผู้บริโภคและจะแจ้งผลการพิจารณาเป็นลายลักษณ์อักษรทราบภายใน 15 วัน ต่อมาบริษัทได้มีเอกสารแนบท้ายสัญญาขอขยายเวลาการโอนกรรมสิทธิ์ออกไป 6

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมาเป็นวันสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าธรรมเนียมจดจำนอง เหลือ 0.01% สำหรับบ้านและคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เชื่อว่า บริษัทอสังหาฯคงได้ยอดขายล๊อตสุดท้ายจากมาตรการที่ว่านี้กันไปแล้วไม่มากก็น้อย เป็นอันเปิดจ๊อบกับมาตรการรอบนี้หลังจากใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นภาคอสังหาฯมาได้ปีเศษ แต่โชคไม่ดีที่ดันมีโควิด-19 เข้ามาผสมโรงทำให้มาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองครั้งนี้ ไม่ค่อยจะปังสักเท่าไหร่ เพราะกำลังซื้อในตลาดหดตัวลงไปมากจากภาวะเศรษฐกิจที่ติดลบ ยิ่งโค้งสุดท้ายของมาตรการในไตรมาสที่ 4 ซึ่งปกติจะเป็นไฮซีซั่นของตลาด แต่บรรยากาศกลับเงียบเหงากว่าทุกๆ ปี จบไปแล้วก็ต้องถือว่าจบกันแม้ว่าจะจบไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ ต่อไปก็คงต้องตามลุ้นว่า รัฐบาลจะใจดีมีมาตรการอะไรมาประคับประคองธุรกิจอสังหาฯในปีหน้ากันอีกหรือไม่ ยิ่งความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดรอบใหม่ของไวรัสร้ายโควิด-19 เริ่มสูงมากขึ้นจากการแพร่ระบาดที่กระจายไปในหลายจังหวัด เศรษฐกิจที่ทำท่าว่าจะผงกหัวขึ้นได้ในปีหน้าก็อาจจะถูกโควิด-19 สวนหมัดน็อคให้สลบเหมือดอีกรอบมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ จึงยังจำเป็นต้องมี เพื่อต่อลมหายใจให้กับธุรกิจอสังหาฯ โดยการลดภาระให้กับผู้ที่จะซื้อบ้านหรือคอนโด ซึ่งปัจจุบันคงเหลือแต่ผู้ซื้อตัวจริง หรือ real demand เสียเป็นส่วนใหญ่ จำได้ว่า นายกรัฐมนตรี ได้เคยเชิญผู้ประกอบการอสังหาฯ ไปพูดคุยกันแล้วรอบหนึ่ง รองนายกฯหัวหน้าทีมเศรษฐกิจก็เชิญ 3 สมาคมธุรกิจอสังหาฯไปคุยอีกรอบ ประเด็นหลักคือ การขอให้รัฐขจัดปัดเป่าอุปสรรคในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และออกมาตรการเพื่อการพลิกฟื้นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สำหรับมาตรการที่ภาคเอกชนเสนอไปมีอยู่ด้วยกัน

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท และผู้ใช้งานต้องการความสะดวกสบาย “บ้านอัจฉริยะ” Home Technology กลายเป็นกระแสต่อเนื่องข้างปี และด้วยผลจากการแพร่ระบาดของเชื่อไวรัส Covid-19 และปัญหาฝุ่น pm 2.5 ผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต และสิ่งแลดล้อมรอบตัวเรามากขึ้น ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้ปี 2021 เทรนด์บ้านที่มาแรงครองใจผู้ที่จะซื้อ หรือสร้างบ้าน คือ บ้านอัจฉริยะ Home Technology บ้านประหยัดพลังงาน Eco-friendly และบ้านที่ให้ความรู้สึกคืนสู่ธรรมชาติ Back to nature บ้านอัจฉริยะ Home Technology ต้องมา เหตุผลเป็นเพราะเราต้องเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 จนทำให้มีการปรับบ้านหลังเดิมให้มีความอัจฉริยะขึ้น หรือถ้าจะซื้อหรือจะสร้างบ้าน ความคิดเรื่องนวัตกรรมการที่จะสามารถอำนวยความสะดวกภายในบ้านได้จึงกลายเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง บ้านหรืออาคารที่จะสามารถเรียกตัวเองว่าเป็นบ้านสมาร์ทโฮม จะต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการดังนี้ 1. ต้องมี Smart Home Network หมายถึง ระบบการเดินสายหรือไร้สายที่ใช้สื่อสารระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ใช้สำหรับการส่งข้อมูลระหว่างกัน 2. ต้องมี

ธอส.สานต่อนโยบายรัฐบาลเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 มอบของขวัญปีใหม่ 2564 ให้ลูกค้าผ่อนดี Cashback สูงสุด 1,000 บาท พร้อมกับย้ำความสำเร็จปล่อยสินเชื่อ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ทะลุเป้า 2.09 แสนล้าน มั่นใจสิ้นปีเกินเป้ากว่า 12,000 ล้านบาท นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) กล่าวว่า ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 2563 ได้ 209,420 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 209,360 ล้านบาทเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา แม้จะเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 แต่ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ก็ยังคงสามารถสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองได้ตามเป้าหมาย เหตุผลสำคัญของการปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าหมายในครั้งนี้ก็เพราะ ธอส.มีผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เช่น โครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของ ธอส. มีวงเงินอนุมัติเต็มกรอบวงเงินโครงการ

ค่ายอสังหาฯ โดดร่วมวง อีลิท คาร์ด ระบายสต๊อกคอนโดกว่า 1.4 หมื่นหน่วย ไรมอน แลนด์ ประเดิมรายแรก บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เผยมีกว่า 30 บริษัทให้ความสนใจ ขณะที่ททท.คาดเงินสะพัดกว่า 1,000 ล้านบาท หลังจากบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด ได้ประกาศแพ็คเกจกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ผ่านบัตรไทยแลนด์ อีลิท คาร์ด โดยการเปิดตัว Elite Flexible One ซึ่งเป็นโปรแกรมพิเศษล่าสุดของบัตรไทยแลนด์ อีลิท คาร์ด เพื่อใช้ดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาช่วยกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ความเคลื่อนไหวล่าสุด บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่เข้าร่วมโครงการ สำหรับบัตร Elite Flexible One

อัพเดตรถไฟฟ้าแดง-เขียวโซนเหนือ สายสีแดงบางซื่อ-รังสิต พร้อมเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการก.ค. 2564 ส่วนสายสีเขียวบีทีเอสเปิดวิ่งถึงคูคต 16 ธ.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2563 นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี และผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ได้ออกจากทำเนียบไปตรวจเยี่ยมสถานีกลางบางซื่อ พร้อมทั้งรับฟังแผนการพัฒนาที่ดินบริเวณรอบสถานีกลางบางซื่อ และทดลองเดินขบวนรถไฟฟ้าสายสีแดงระหว่างสถานีกลางบางซื่อ-สถานีรังสิต สายสีแดงเตรียมเปิดบริการก.ค. 64 ปัจจุบันสถานีกลางบางซื่อและรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยมีกำหนดจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้ทดลองใช้บริการในเดือนกรกฎาคม 2564 และจะเปิดบริการในเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤศจิกายน 2564 สำหรับการเดินทางจากสถานีบางซื่อถึงสถานีรังสิต จะใช้เวลาประมาณ 30 นาที เมื่อเปิดให้บริการแล้วคาดว่าจะมีผู้โดยสารมาใช้บริการประมาณ 86,000 คน-เที่ยว/วันส่งผลให้สถานีกลางบางซื่อจะกลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางด้วยระบบรางแห่งใหม่ของประเทศ รวมทั้งเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ สถานีกลางบางซื่อ ยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมโอกาสด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมถึงสนับสนุนการขยายตัวของเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจตลอดแนวเส้นทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ย่านบางซื่อของการรถไฟแห่งประเทศไทยได้เตรียมแผนพัฒนาพื้นที่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์