fbpx

หมวดหมู่: ตกแต่ง-ไลฟ์สไตล์

Warapong Pankaew16 เมษายน 2021
shutterstock_23097406-1280x857.jpg

1min48

เมื่อช่วงเวลาเปลี่ยนไป Gen Y และ Gen Z เริ่มหันมาสนใจศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยมากขึ้น กระแส ปลูก ซื้อ ต่อเติมบ้าน ตามศาสตร์แห่ง ฮวงจุ้ย เริ่มเป็นที่สนใจ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วศาสตร์แห่งฮวงจุ้ย ก็คือการปรับสมดุลของสภาพแวดล้อมให้เข้ากับสิ่งก่อสร้าง เพื่อให้เกิดทิศทางที่ถูกต้อง การจัดฮวงจุ้ยต้องให้มีลม มีอากาศถ่ายเทสะดวกสบาย ไม่อึดอัดแออัด โล่งโปร่ง เดินเข้าออกสะดวก การจะซื้อบ้าน ปลูกบ้าน จึงต้องดูทำเลทั้งหมด ดูบริเวณโดยรอบๆ ว่าเหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยหรือไม่ ที่สำคัญจะซื้อบ้าน หรือปลูกบ้าน ก็ต้องพิจารณาด้วยว่ามีน้ำเพียงพอหรือไม่ด้วยเช่นกัน

สำหรับท่านใดที่จะต่อเพิ่มเติมจากบ้านหลังเดิมให้ได้หลายห้อง หรือให้มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น เลือกทำเลคงไม่ได้แล้ว แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทำเพื่อให้เป็นไปตามหลัก ฮวงจุ้ย ที่ดี คือต้องเช็กดูว่าบ้านลมพัดผ่านช่วงไหน แล้วทำให้อากาศภายในบ้านเย็นร่มรื่นดี ต้องจำไว้ว่าลมมาจากทิศไหน เราก็อย่าไปสร้างต่อเติมทางทิศนั้น เพราะเป็นการขวางทางลมที่ดีเข้าสู่ตัวบ้าน ถ้าลมไม่เข้า หรือไม่ผ่านบ้านก็อึดอัด คนในบ้านมีแต่เรื่องเครียดๆ มีปัญหาวุ่นวายไปหมด
สำหรับการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยตามหลักฮวงจุ้ย มีข้อควรพิจารณาดังนี้

ที่ตั้งดี
ไม่ควรเลือกบริเวณหัวมุมถนน หรือตำแหน่งที่ต้องหนีไม่พ้นแสงไฟจากรถสาดส่องตลอดเวลา หรือที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นทางสามแพร่ง ไม่ควรเลือกบ้านเดี่ยวที่อยู่มุมอับเป็นหลังสุดท้าย หรือถูกห้อมล้อมด้วยตึกที่สูงกว่า เพราะในทางฮวงจุ้ยหมายถึงการถูกข่ม ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องไม่ดี

เพิ่มพลังบวกด้วยแสงสว่างโดยรอบ
การเลือกซื้อบ้านเดี่ยวที่สามารถให้แสงสว่างกับคนรอบข้าง ก็ถือเป็นการเกื้อกูลเพื่อนบ้าน ทั้งยังช่วยสร้างความมงคลให้แก่ชีวิตเจ้าของบ้านได้อีกด้วย ควรตกแต่งหน้าบ้าน และบริเวณตัวบ้านโดยรอบด้วยโคมไฟตามต้องการ ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมลักษณะที่ดีตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสบายใจจากความปลอดภัยที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย

หน้าบ้านปลอดโปร่ง
คนส่วนใหญ่ มักตัดสินใจเลือกซื้อบ้านเดี่ยวจากพื้นที่บริเวณหน้าบ้านเป็นอันดับต้นๆ เพราะมองเผื่อการใช้งานในอนาคตสำรองไว้ ซึ่งถือเป็นหลักการคิดที่ดี ที่สำคัญบริเวณพื้นที่หน้าบ้านต้องจัดระเบียบวางมุมทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางมากที่สุด เพื่อเปิดรับสิ่งดีๆ สิ่งมงคล รวมถึงการตกแต่งสวนด้วยบ่อน้ำพุ หรืออ่างน้ำล้น เชื่อกันว่าจะช่วยเรียกทรัพย์เรียกเงินทองเข้าบ้านได้

ประตูรั้วบ้านมิดชิด ช่วยเก็บเกี่ยวเงินทอง
เชื่อแน่ว่าประตูรั้วบ้าน คือสิ่งที่ใครหลายคนเลือกที่จะตกแต่งเป็นอันดับแรกๆ เพราะเปรียบเสมือนหน้าตาด่านแรกให้คนสังเกตเห็น ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยประตูรั้วบ้านควรมีลักษณะปิดมิดชิด และควรหันไปทางทิศใต้ หรือทิศตะวันออก โดยควรทำประตูรั้วหน้าบ้านให้มีขนาดใหญ่กว่าประตูหลังบ้าน เพื่อเสริมโชคลาภและสิ่งมลคลให้แก่ผู้อยู่อาศัย ที่สำคัญคือพยายามหลีกเลี่ยงการตั้งประตูหน้าบ้านและหลังบ้านในตำแหน่งเดียวกัน เพราะอาจจะทำให้เงินทองไหลออกได้ง่ายๆ

ฮวงจุ้ย

รูปทรงตัวบ้านต้องเต็ม ไม่เว้าแหว่ง
ทรงบ้านที่เว้าแหว่งที่นี้ หมายถึงมุมบ้าน หรือลักษณะบ้านที่ดูไม่เต็มส่วนเท่าที่ควรจะเป็น ลักษณะบ้านเดี่ยวที่ถูกออกแบบให้มีวงกลมปนอยู่บ้างในบางส่วน เหล่านี้ยังถูกนับให้เป็นส่วนที่ดี เพราะวงกลมมีความหมายถึงความราบรื่น ไร้อุปสรรค

ทางเดินในบ้านต้องสะดวกสบาย
หากไม่นับเรื่องของหลักฮวงจุ้ยแล้ว ทางเดินภายในบ้านเดี่ยวที่เรากำลังจะตัดสินใจซื้อ ควรมีความกว้าง สามารถเดินไปมาได้สะดวก ไม่วกไปวนมา ทำให้สับสน เพราะทางเดินภายในบ้านจะหมายถึง ชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกภายในบ้าน หากทางเดินสะดวก ไม่ซับซ้อน หรือรกไปด้วยข้าวของ คนในบ้านก็จะไม่มีปัญหา หรือสามารถแก้ไข และหาทางออกได้อย่างง่ายดาย

บันไดบ้านเลขคี่ เสริมโชคลาภให้ผู้อยู่อาศัย
ในส่วนของบันไดทั้งหน้าบ้านและในบ้าน ในทางฮวงจุ้ยกำหนดให้มีจำนวนขั้นบันไดที่เป็นเลขคี่ โดยที่ไม่นับบริเวณที่เป็นจุดพักต่างๆ ให้นับเฉพาะจำนวนขั้นบันไดเท่านั้น อีกทั้งควรมองหาบ้านเดี่ยวที่มีบันไดอยู่ชิดติดกำแพง เพื่อช่วยเสริมทรัพย์ และความมั่นคงให้กับผู้อยู่อาศัย ไม่ควรเลือกซื้อบ้านที่มีบันไดตั้งอยู่กลางบ้าน ชนิดที่ว่าเปิดเข้ามาแล้วเห็นบันไดทันที เพราะเปรียบเสมือนการถูกขัดขวาง ขัดโชคลาภ ส่วนจะออกแบบให้เป็นบันไดวน จะเชียงจะตรงก็แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลได้เลย

เปิดหน้าต่างเพื่อรับพลังงานดี
เชื่อกันว่า หน้าต่างยิ่งมาก ยิ่งดี เพราะจะช่วยเสริมความมงคล พร้อมรับพลังงานดีเข้าสู่ตัวบ้าน แต่ปัจจุบันเราอาจจะได้เห็นลักษณะหน้าต่างที่มีความหลากหลาย จนทำให้ดูคล้ายหรือมีขนาดใกล้เคียงประตูกันมากขึ้น ซึ่งตรงนี้จะขึ้นอยู่กับหน้าที่การทำงานของสิ่งของตำแหน่งนั้นๆ ว่าทำอะไร หากหน้าต่างมีขนาดใหญ่ แต่ลักษณะการใช้งานคือเปิดปิด เพื่อรับลมและทำให้รู้สึกโล่งสบาย ไม่ใช่เพื่อเดินผ่านเข้าออก ตำแหน่งนั้นก็ยังเรียกว่าเป็นหน้าต่างอยู่ ยังทำหน้าที่รับพลังงานดีรอบตัวบ้านได้เหมือนเดิม

ใส่ใจ ใส่ความรู้สึกอยู่สบาย รวมเข้าไว้กับศาสตร์ฮวงจุ้ย เพียงเท่านี้การเลือกซื้อ หรือสร้าง หรือต่อขยาย เพื่อชีวิตที่รุ่งเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

อ่านเพิ่มเติม
-แต่งบ้าน เสริมพลังตามธาตุเกิด ดิน น้ำ ลม ไฟ

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew6 เมษายน 2021
Checklist-2.jpg

1min84

COTTO แนะ 6 เช็คลิสต์ สำหรับ ตรวจห้องน้ำ ก่อนรับโอนบ้าน-คอนโด

ครั้งแรกของการมีอสังหาริมทรัพย์เป็นของตัวเอง แน่นอน พอถึงวันตรวจเช็คพื้นที่เตรียมรับโอน เจ้าของอสังหาริมทรัพย์มือใหม่อย่างเรา ก็ต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา โชคดีสมัยนี้มีอากู๋ คิดอะไรไม่ออก ก็ชะแว๊บเข้าไปทักทายสักหน่อยว่า ต้องเตรียมตัวไปตรวจเช็คอย่างไง อะไร จุดไหนบ้าง ก็แหม.. บ้านทั้งหลัง คงหลายจุดหน่อย

ส่วนห้องเล็กๆ หรือคอนโด ขนาดกะทัดรัด ก็ค่อยยังชั่วหน่อย แต่ถ้าจะให้ดี ลองลิสต์วิธีเช็คแต่ละจุดที่เด่นๆ ของแต่ละพื้นที่ใช้สอยเอาไว้ ก็น่าจะช่วยให้พอเห็นงานตรวจเช็คพื้นที่ก่อนรับมอบเป็นรูปเป็นร่าง ช่วยเตือนความจำตอนเช็คให้ง่ายขึ้น

ห้องน้ำ นับเป็นพื้นที่ใช้สอยที่สำคัญส่วนหนึ่งของที่พักอาศัย แม้ว่าจะมีขนาดไม่มากนัก แต่รับรองว่า ถ้าพื้นที่ส่วนไหนของห้องน้ำขาดตกบกพร่องไป เจ้าของห้อง หรือเจ้าของบ้านต้องปวดหัวแน่ ก็คิดดู ครัวมีปัญหาทำครัวไม่ได้ ก็หาซื้ออาหารสำเร็จรูปมาทานได้ พื้นที่นอนมีปัญหา ก็โยกย้ายไปสำรองใช้จุดอื่นทดแทนกันได้ แต่ห้องน้ำ ถ้าใช้การไม่ได้ ใช้การไม่ดี มีพื้นที่ไหนในบ้านทดแทนกันได้บ้างล่ะ

สำคัญขนาดนี้ COTTO กูรูด้านสุขภัณฑ์และกระเบื้องปูพื้นบุผนัง มีข้อแนะนำ 6 จุดเช็คลิสต์ สำหรับ ตรวจห้องน้ำ ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ก่อนลงชื่อตรวจรับงานก่อสร้างหรือรับโอนห้อง ซึ่งมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ไม่ควรมองข้ามมาฝากกัน เริ่มต้นด้วย

ตรวจห้องน้ำ

1. กระเบื้องโดยรวม
เคาะแล้วต้องไม่มีมีเสียงก้องจากโพรงข้างใน ปูได้เรียบ ไม่ปูด ไม่กระดก ยาแนวเต็มช่อง รวมถึงตรวจสอบสเปกกระเบื้องไปด้วยเลยว่าเป็นไปตามตกลงหรือไม่

2. กระเบื้องปูพื้น
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าช่างเลือกใช้กระเบื้องปูพื้นสำหรับส่วนแห้งและส่วนเปียกได้ถูกต้อง ซึ่งกระเบื้องสำหรับส่วนเปียกต้องเป็นกระเบื้องที่มี ค่า R กันลื่น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุการลื่นล้ม หรือที่เรียกว่า Slip Resistance เป็นค่าที่ใช้ วัดคุณสมบัติการกันความลื่นของพื้นผิววัสดุแต่ละประเภท มีตั้งแต่ R9-R13 ตัวเลขยิ่งมาก ยิ่งกันลื่นได้มาก

สำหรับห้องน้ำควรเลือกกระเบื้อง ที่มีค่า R อยู่ที่ R11 ซึ่งเป็นค่ากลาง พื้นผิวจะหยาบกว่าสองชนิดแรก เสมือนมีเม็ดทรายเล็กๆ ที่ผิว แต่ผิวหน้ายังคงราบเรียบ ซึ่งทางคอตโต้จะใช้เทคนิคพิเศษด้วยการเคลือบผิวหน้ากระเบื้องด้วยโคทติ้งพิเศษ เพิ่มความฝืดความหนืดให้แก่ผิวหน้ากระเบื้อง จะทำให้ผิวหน้ากระเบื้องมีความหยาบและลดความเสี่ยงเรื่องการลื่นไถล แต่ช่วยให้ผิวสัมผัสสบายเท้าเพิ่มมากขึ้น

ตรวจห้องน้ำ

3. กระเบื้องปูผนัง
กระเบื้องปูผนังที่ดีควรต้องทำความสะอาดได้ง่าย และลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งมาจากความชื้นภายในห้องน้ำ โดยสามารถเลือกใช้กระเบื้อง Hygienic ที่ช่วยยับยั้งการเกิดแบคทีเรีย และลดการสะสมของคราบสกปรกได้ ซึ่งกระเบื้อง Hygienic ในปัจจุบัน มีหลากหลายลวดลายให้เลือกตามสไตล์ที่เราต้องการโดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cotto.com/search/(HYG)&products

4. ชักโครก
กดน้ำแล้วสามารถชำระล้างได้เป็นอย่างดี ยาแนวที่ฐานเรียบร้อย ไม่มีฟองอากาศเมื่อใช้งาน หากเป็นสุขภัณฑ์อัตโนมัติที่ควบคุมการทำงานด้วยรีโมท ต้องทดสอบ ระบบต่างๆ ว่าสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่มีคราบสกปรกติดค้างแบบล้างไม่ได้ติดค้างตามจุดต่างๆ ในโถสุขภัณฑ์

ตรวจห้องน้ำ

5. ก๊อกน้ำ
เปิดปิดไม่ติดขัดหรือหลวม เมื่อปิดก๊อกแล้วต้องไม่มีน้ำหยดซึม หากเป็นก๊อกน้ำอัตโนมัติ ต้องตรวจสอบระบบเซ็นเซอร์การทำงาน โดยน้ำต้องไหลเมื่อใช้มือรองใต้ก๊อก และน้ำหยุดสนิทเมื่อนำมือออก

6. สายฉีดชำระและฝักบัว
สามารถใช้งานได้เป็นปกติ ไม่อุดตัน ไม่มีน้ำไหลตามรอยต่อ ที่แขวนแข็งแรง หัวฉีดไม่หลวม รวมถึงน้ำที่ไหลออกจากหัวฉีด และฝักบัวเป็นปกติ

COTTO โดยบริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) ขอเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มความฝัน(Fulfill Your Dream) เพื่อให้ห้องทุกห้องภายในบ้านมีความสมบูรณ์แบบตามที่ต้องการ เลือกชมสินค้าหรือไอเดียดีๆ ในการทำบ้านได้ที่

WEBSITE : COTTO >> https://bit.ly/3mFRAMv
SHOPPING : COTTO Life >> https://bit.ly/2WD8DUU
Line Official Account : @COTTOlife >> http://bit.ly/2D5BeJd
DESIGN SERVICE : https://bit.ly/3fyLha6

อ่านเพิ่มเติม
-ปรับปรุงบ้าน กับ 6 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนลงมือทำ

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4


Warapong Pankaew15 กุมภาพันธ์ 2021
.jpg

1min136

เมื่อหลายคนเริ่ม “อยู่บ้านทุกวัน” มองมุมไหนภายในบ้านก็เริ่มเห็นพื้นที่ หรือส่วนต่างๆ ที่ต้องซ่อมแซม หรือปรับสภาพให้น่าอยู่มากขึ้น และเมื่อคิดปรับปรุงบ้าน “หลังคา” มักถูกมองข้าม ทั้งที่ทำหน้าที่สำคัญ ทั้งช่วยบังแดดบังฝนให้บ้านร่มเย็น ซึ่งปัจจุบันในยุคที่มีนวัตกรรมเข้ามาเป็นตัวช่วย ยิ่งทำให้เราใช้ประโยชน์จากหลังคาได้มากขึ้น ด้วยการติดตั้งระบบหลังคา “โซลาร์รูฟ”

ที่ผ่านมาหลายคนอาจมีความคิดว่าการติดตั้งหลังคาโซลาร์รูฟ เป็นเรื่องไกลตัว ยุ่งยาก หรือได้ไม่คุ้มเสีย แต่แท้จริงแล้ว หลังคาโซลาร์รูฟ เหมาะอย่างยิ่งกับบ้านที่อยู่กันเป็นครอบครัวที่มีการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน เข้ากระแส new normal life ซึ่งวันนี้ทุกบ้านเริ่มมีสมาชิกในบ้าน Work From Home ขณะเดียวกับที่เด็กๆ ก็ต้อง Learn from Home ทั้งหมดล้วนแต่ใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวันเป็นหลัก

SCG Home Solution ผู้พัฒนา “เอสซีจี โซลาร์รูฟ” มีข้อแนะนำว่าก่อนที่จะติดตั้งโซลาร์รูฟ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เช็คลิสต์เพื่อตรวจสอบว่าบ้านเหมาะสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟหรือไม่ ดังนี้

  • ค่าไฟฟ้าต่อเดือนมากกว่า 3,000 บาท
  • มีการใช้ไฟช่วงกลางวัน มีการเปิดแอร์ขั้นต่ำ 1 ตัว

หากเช็คลิสต์ผ่านทั้ง 2 ข้อ ขั้นตอนถัดไปต้องให้ผู้เชี่ยวชาญหรือมีความรู้ด้านการติดตั้งหลังค่าประเภทนี้ เข้าไปตรวจเช็คสภาพหลังคา และโครงสร้างก่อนการออกแบบและติดตั้งอย่างละเอียด เพื่อประเมินความเหมาะสม มั่นใจในประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งาน เพื่อให้เหมาะสมกับโครงสร้างหลังคา ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างสูงสุด

อีกสิ่งหนึ่งคือเรื่องของทิศที่เหมาะสมในการติดตั้ง โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะติดที่ทิศใต้และทิศตะวันตกที่แดดค่อนข้างจัด ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของบ้านด้วยว่ามีต้นไม้หรืออาคารสูงมาบดบังแสงหรือไม่ สำหรับงานติดตั้งระบบหลังคาหากเป็นของ เอสซีจี โซลาร์รูฟ จะใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน โดยเมื่อรวมขั้นตอนขออนุญาตจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน

นอกจากนี้ เอสซีจี โซลาร์รูฟ ยังมีบริการเพิ่มเติมคือ เจ้าของบ้านสามารถดูยอดเงินที่ประหยัดได้แบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน SCG Solar Solutions เพื่อติดตามผลการผลิตไฟฟ้าและแสดงผลเป็นยอดเงินได้แบบรายวัน รายเดือน และ รายปี เพื่อให้แน่ใจ ว่าระบบโซลาร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะมีกราฟแสดงการผลิตไฟฟ้าในแต่ละวัน

หากเจ้าของบ้านมีพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินก็สามารถขายคืนได้ ในปี 2564 โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ปรับอัตราการรับซื้อไฟคืนเป็น 2.2 บาท/หน่วย เรียกได้ว่าลงทุนครั้งเดียวแต่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้หลายอย่างเลยทีเดียว ส่วนเรื่องความคุ้มค่า เมื่อลงทุนติดตั้งแล้วจะใช้ระยะเวลาในการคืนทุนอยู่ที่ประมาณ 7-10 ปีขึ้นไป

หากคุณมีแผนในการปรับปรุงบ้าน การเปลี่ยนพลังแสงอาทิตย์ เป็นการประหยัดค่าไฟฟ้า ด้วยการติดตั้งระบบหลังคา โซลาร์รูฟ  เป็นอีกหนึ่งทางเลือกซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดไฟในบ้านแล้ว ยังช่วยลดการใช้พลังงาน ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังส่งผลดีในระยะยาวอีกด้วย


Warapong Pankaew1 กุมภาพันธ์ 2021
.jpg

1min179

เทศกาลปีใหม่ผ่านพ้นไปแบบที่เราไม่ทันรู้ตัว เพราะกระแสโควิด-19 ระบาดรอบ 2  ที่มาแรงกว่า ทำให้หลายคนต้องกลับมา WFH กันอีกครั้ง เพื่อสร้างบรรยากาศที่แตกต่างรับกับการเข้าสู่ปี 2021 ลองหาเวลา แต่งบ้าน ให้รับพลังงานดีๆ แก่เบื่อก็น่าสนใจดีนะครับ

เอสซีจี เซรามิกส์ หรือที่เรารู้จักกันด้วยแบรนด์ “คอตโต้” จับกระแสเปลี่ยนใหม่…รับปีใหม่ ด้วยข้อแนะนำในการเลือกสี และลวดลายของวัสดุแต่งบ้านให้เหมาะสมกับธาตุประจำตัวของผู้พักอาศัย นอกจากจะส่งผลต่อสภาวะอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก รวมไปถึงสภาวะร่างกายของแต่ละบุคคลแล้ว ยังมีอิทธิพลทางด้านฮวงจุ้ยอีกด้วย

มีความเชื่อกันว่า หาก แต่งบ้าน ด้วยกระเบื้องหรือของตกแต่งที่มีสีสันหรือลวดลายเหมาะกับธาตุประจำตัวก็จะช่วยเสริมพลังงานดีๆ ลดทอนพลังงานที่เป็นโทษได้ เป็นการเปิดรับความโชคดี เพื่อให้ชีวิตมีความสุขด้วยการเลือกกระเบื้องแต่งบ้านตามธาตุเกิดทั้ง 4 ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ

ธาตุดิน : ราศีมังกร และราศีพฤษภ
เลือกกระเบื้องโทนสีใกล้ชิดธรรมชาติ อย่างสีน้ำตาล สีเขียว สีขาว และเลือกเป็นลายไม้ ลายหินธรรมชาติ

ในทางจิตวิทยา โทนสีธรรมชาติจะให้ความรู้สึกเยือกเย็น ผ่อนคลาย สงบ เงียบ สุขุม ลดความตึงเครียด และปลอดภัย ส่วนสีขาวให้ความรู้สึกสะอาดตา บริสุทธิ์ อ่อนโยน

แต่งบ้าน

ธาตุน้ำ : ราศีมีน, ราศีกรกฎ, ราศีกันย์ และราศีพิจิก
เลือกกระเบื้องโทนสีฟ้า หรือสีน้ำเงิน และลวดลายลูกคลื่น หรือเกล็ดปลา หรือลวดลายธรรมชาติอื่นๆ

ในทางจิตวิทยา สีฟ้า สีน้ำเงิน สีเงิน จะให้ความรู้สึกปลอดภัย สะอาด โล่ง เบาสบาย และยังเป็นสีที่นำมาใช้ในการช่วยบำบัดโรคได้อีกด้วย

แต่งบ้าน

ธาตุลม : ราศีกุมภ์, ราศีเมถุน และราศีตุล
เลือกกระเบื้องที่มีดีไซน์ลวดลายชัดเจน ออกแนวอาร์ตๆ หรือกราฟิก สีที่เหมาะสำหรับคนธาตุลมคือสีขาว สีฟ้า สีเขียว สีม่วงอ่อน หรือสีเทา

ในทางจิตวิทยา การเลือกใช้สีเหล่านี้มาตกแต่งบ้าน จะให้ความรู้สึกสดชื่น และผ่อนคลายความเครียด เป็นสีที่ส่งผลดีต่อฮวงจุ้ยของบ้าน และจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี

ธาตุไฟ : ราศีเมษ, ราศีสิงห์ และราศีธนู
เลือกกระเบื้องที่ไม่มีลวดลายมากนัก แต่เน้นไปที่ดีไซน์สีสันที่สดใส โดดเด่นแทน เช่น สีแดง ซึ่งมีหลายเฉด หรือไล่โทนสีได้ไปจนถึงสีส้ม และชมพู

ในทางจิตวิทยา สีโทนสดใสอย่างเช่น สีแดง ชมพู และส้ม เป็นสีที่ช่วยกระตุ้นพลังงานและความสดชื่น ความเบิกบาน ความร่าเริง ความมีชีวิตชีวา

อ่านเพิ่มเติม…
-ปรับบ้านรับทรัพย์ ตามหลักฮวงจุ้ยกับหมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา

Property Mentor Line Official: https://lin.ee/nE9XYOo4

ติดตามช่อง Property Mentor Chanel ทาง YouTube


Warapong Pankaew26 ธันวาคม 2020
131572920_836262487213151_3309583076559376701_o-1280x800.jpg

1min318

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท และผู้ใช้งานต้องการความสะดวกสบาย “บ้านอัจฉริยะ” Home Technology กลายเป็นกระแสต่อเนื่องข้างปี และด้วยผลจากการแพร่ระบาดของเชื่อไวรัส Covid-19 และปัญหาฝุ่น pm 2.5 ผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต และสิ่งแลดล้อมรอบตัวเรามากขึ้น ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้ปี 2021 เทรนด์บ้านที่มาแรงครองใจผู้ที่จะซื้อ หรือสร้างบ้าน คือ บ้านอัจฉริยะ Home Technology บ้านประหยัดพลังงาน Eco-friendly และบ้านที่ให้ความรู้สึกคืนสู่ธรรมชาติ Back to nature

บ้านอัจฉริยะ Home Technology ต้องมา
เหตุผลเป็นเพราะเราต้องเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 จนทำให้มีการปรับบ้านหลังเดิมให้มีความอัจฉริยะขึ้น หรือถ้าจะซื้อหรือจะสร้างบ้าน ความคิดเรื่องนวัตกรรมการที่จะสามารถอำนวยความสะดวกภายในบ้านได้จึงกลายเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง

บ้านหรืออาคารที่จะสามารถเรียกตัวเองว่าเป็นบ้านสมาร์ทโฮม จะต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการดังนี้

1. ต้องมี Smart Home Network หมายถึง ระบบการเดินสายหรือไร้สายที่ใช้สื่อสารระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ใช้สำหรับการส่งข้อมูลระหว่างกัน

2. ต้องมี Intelligent Control System หมายถึง ระบบการควบคุมระบบอัจฉริยะเป็นเสมือนสะพานเชื่อมต่อระหว่างเทคโนโลยีที่แตกต่างกันของอุปกรณ์ภายในบ้าน และยังทำหน้าที่เป็นเสมือน gateway เพื่อเชื่อมต่อกับบริการที่อยู่ภายนอกบ้านอีกด้วย

3. ต้องมี Home Automation Device หมายถึง อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น ไฟหน้าประตูที่สามารถเปิดและปิดเองได้ ด้วยระบบการตรวจจับหาสมาชิกในบ้าน หรือผู้ช่วยเสมือนที่สามารถเปิดและปิดอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้านด้วยการสั่งผ่านเสียงของสมาชิกในบ้านได้

บ้านประหยัดพลังงาน Eco-friendly ต้องมีในเทรนด์ปี 2021
เพราะเมื่อมีการนำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเข้ามาเพื่ออำนวยความสะดวกในการอยู่อาศัย อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงไม่แพ้กัน นั่นก็คือการสร้างบ้านที่ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม การออกแบบบ้านจึงจะเน้นไปอิงตามแนววิถีธรรมชาติเป็นหลัก เพื่อลดค่าใช้จ่าย และช่วยประหยัดพลังงาน

จะเรียกว่าเป็นบ้านแบบ Eco-friendly ต้องประกอบไปด้วย การใช้วัสดุที่สามารถช่วยลดความร้อนภายในบ้านได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ พร้อมถูกออกแบบให้เกิดการระบายอากาศตามธรรมชาติที่เหมาะสมกับสภาพสภาพภูมิอากาศสำหรับประเทศไทย ภายในบ้านควรมีทางให้ลมผ่านเข้าออกได้เพื่อระบายอากาศและถ่ายเทความร้อน

การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มีนำหนักเบาช่วยให้สามารถลดขนาดโครงสร้างของบ้านลงได้เป็นการ เลือกวัสดุที่ช่วยประหยัดพลังงาน ฉนวนความร้อนที่มีประสิทธิภาพ กำหนดผนังแบ่งกั้นพื้นที่ภายในไม่ให้กั้นขวางทางลม และคำนึงถึงความสะดวกในการใช้สอยให้สอดคล้องกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับบ้าน

บ้านที่ให้ความรู้สึกคืนสู่ธรรมชาติ Back to nature
ต้องไม่ได้เป็นการสร้างบ้านแบบลดทอนธรรมชาติ แต่กลับเป็นการเพิ่มปริมาณของธรรมชาติให้มีเพิ่มมากยิ่งขึ้นเข้าไปอีก เหตุเป็นเพราะเทรนด์ของผู้บริโภคที่อยากจะหวนคืนธรรมชาติ เพราะมีความรักสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความนิยมในการสร้างบ้านแบบใกล้ชิดธรรมชาติ และสัมผัสกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่มากยิ่งขึ้น

โดยเริ่มจากการใช้วัสดุก่อสร้างและปิดผิวแสดงเนื้อแท้ของอิฐ หิน ปูน ไม้ แบบที่ว่ามีการแปรรูปไม่มากหรือไม่มีการทาสีเคลือบปกปิดผิวจริงของวัสดุ ยกเว้นประโยชน์ใช้สอยในแง่ของการกันสนิม ยืดอายุการใช้งาน หรือการใช้วัสดุทดแทนในบริเวณที่ต้องการบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นไม้ ระแนงไม้
ลดทอนความฟุ่มเฟือย ด้วยการออกแบบให้มีช่องเปิดโล่งขนาดใหญ่ นอกจากทำให้แสงลอดเข้ามาได้มากพอแล้ว ยังเปิดมุมมองไปยังส่วนที่ต้องการได้เต็มตา


Warapong Pankaew14 ธันวาคม 2020
shutterstock_1369655924-1-1280x855.jpg

1min290

ความสวยงามความสะดวกสบาย แต่สร้างความเสียหายน้อยที่สุดต่อทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแนวคิดที่เริ่มมีบทบาทอย่างยิ่งในปัจจุบัน ซึ่งก็คือการออกแบบภายในโดยการยึดแนวคิด Eco-style

การออกแบบบ้านสไตล์ Eco จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในปี 2021 โดยหลักการคือ ในการออกแบบต้องไม่มีวัสดุเทียมเกือบทั้งหมด เพราะ Eco ปฏิเสธพลาสติกและโพลีเมอร์อื่นๆ อย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับสีที่เป็นพิษ ซึ่งในความเป็นจริงเราอาจจะละทิ้งสิ่งเหล่านี้โดยสิ้นเชิงไม่ได้ แต่การใช้งานควรลดลง

แนวคิดของการออกแบบบ้านสไตล์สไตล์ Eco คือ ความพยายามที่จะแสดงให้เห็นถึงความกลมกลืนของสภาพแวดล้อมกับสิ่งที่สร้างขึ้น อากาศและแสงสว่างเป็นสิ่งสำคัญ บ้านจึงควรออกแบบให้มีหน้าต่างบานใหญ่ หรืออาจจะมีผนังกันระหว่างพื้นที่ส่วนต่างๆ ด้วยบานเลื่อนทำจากวัสดุโปร่งแสง หรืออาจใช้โทนสีสว่างช่วยเพิ่มแสงสว่างภายในอาคาร

ในปี 2021 เทรนด์การออกแบบนี้จะได้รับความนิยมมากที่สุด แล้วเราควรปรับการออกแบบบ้านให้เป็นไปในทิศทางใดตามแนวทาง Eco-style

เริ่มจากการเลือกสีหลักสำหรับการตกแต่งภายใน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เราเลือกเฉดสีที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด โทนสีเทา-น้ำตาลของเปลือกไม้ เฉดสีน้ำตาลดินที่หลากหลาย สีขาวของควัน ซึ่งในปี 2021 มีการเสนอให้เจือจางสีปกติด้วยโทนสีใหม่ที่น่าดึงดูดใจ แต่สว่างกว่าเล็กน้อยเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ เช่น สีเทอร์ควอยซ์ แทนความสดชื่นของคลื่นทะเลจะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและสร้างความรู้สึกโปร่งสบายและสายลมอ่อนๆ สีมัสตาร์ด เฉดสีเหลืองที่จะสร้างสีสันให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกถึงการใกล้ชิดธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม โทนสีแดงที่อ่อนโยนจะสร้างความรู้สึกของความหลากหลายที่กลมกลืนและสามารถนำมาใช้ได้เช่นเดียวกัน

ภาพประกอบจาก www.hackrea.com

ควรใช้วัสดุจริง
เราเคยคิดว่าในการตกแต่งผนังพื้นและเพดานแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แต่แผ่น 3D ทำจากไม้ธรรมชาติ หินที่มีพื้นผิวขัดหยาบและสโตนแวร์พอร์ซเลนที่มีเนื้อเดียวกัน ได้เข้ามาเป็นทางเลือกสำหรับนักออกแบบ เช่นเดียวกับวัสดุจากพืช-เถาวัลย์ หวายป่านศรนารายณ์ หรือฟางก็นำมาใช้ได้เช่นเดียวกัน

วอลล์เปเปอร์ กลายเป็นสิ่งที่ไม่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม หากคุณต้องการใช้ในการตกแต่งภายใน ควรพยายามหาวอลเปเปอร์กระดาษจริง ลวดลายของพืช ปลอดสารพิษสีอ่อนและปูนปลาสเตอร์ยังคงเป็นโซลูชันสากลสำหรับการตกแต่งผนังในการตกแต่งภายในที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เพิ่มความเขียวขจีแบบสุดๆ
สวนแนวตั้ง หรือ “กำแพงสีเขียว” เป็นตัวเลือกการตกแต่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการตกแต่งภายในที่ทันสมัยที่สุด และการใช้มอสเป็นส่วนประกอบของการตกแต่ง ก็เป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในปี 2021

ภาพประกอบจาก อิเกีย

 

เทคโนโลยีใหม่เพื่อสิ่งแวดล้อมสร้างทางเลือกในการออกแบบ
วันนี้สไตล์ Eco เป็นสิ่งที่คิดไม่ถึงหากไม่มีเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เซลล์แสงอาทิตย์ดูเหมือนจะเป็นสิ่งจะได้รับการสนับสนุนอย่างมากในการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับหน้าต่างปรับอากาศขนาดใหญ่ที่มีการส่งผ่านแสงสูงสุด แต่มีศักยภาพในด้านลดความร้อนเข้ามาในอาคาร กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เช่นเดียวกับระบบฝ้าเย็น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมประหยัดพลังงาน และสามารถรักษาสภาพอากาศภายในอาคารที่เหมาะสมได้

สำหรับนักออกแบบภายในคงไม่ใช่เรื่องยากในการออกแบบบ้านตามเทรนด์ Eco-style และที่สำคัญคือเรามีทางเลือกหลากหลายจากผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและตกแต่งทั้งในและต่างประเทศ เชื่อเลยว่า Eco-style เทรนด์การออกแบบภายในอย่างยั่งยืนเกิดขึ้นได้ในปี 2021

ติดตามอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ www.hackrea.com


Warapong Pankaew28 ตุลาคม 2020
.jpg

1min433

“บ้าน” คือ ศูนย์รวมความสุขของสมาชิกทุกคนในบ้าน และหากว่าบ้านมีการจัดฮวงจุ้ยที่ดี จะยิ่งเสริมให้ผู้อยู่ร่ำรวยมั่งมีได้อีกด้วย หมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา หมอดูคนดัง แนะไอเดียปรับฮวงจุ้ยบ้านให้รับทรัพย์ ด้วยวิธีที่ทุกคนทำตามได้ไว้อย่างน่าสนใจ ในงาน “SCG HOME & Living Fair” งานแฟร์ครั้งยิ่งใหญ่แห่งปีสำหรับคนรักบ้าน ซึ่งจัดขึ้นที่ เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ โครงการ CDC เลียบด่วนรามอินทรา

“ฮวงจุ้ย” หรือในภาษาจีนกลางคือ Feng Shui (เฟิงสุ่ย) มาจากคำสองคำคือ ‘เฟิง’ แปลว่า ‘ลม’ และ ‘สุ่ย’ แปลว่า ‘น้ำ’ ดังนั้น ทฤษฎีของฮวงจุ้ยที่ดี จึงว่ากันด้วยทิศทางการหมุนเวียนของลมและการไหลเวียนของน้ำนั่นเอง

‘ลม’ ของฮวงจุ้ยจะพัดพาพลังชี่ (Shi) เข้ามาภายในบ้าน ฉะนั้นการจัดฮวงจุ้ยก็คือ การจัดพลังชี่ในบ้านให้ลมเกิดการหมุนเวียนในทิศทางที่ดีตามองศาของประตูและหน้าต่าง ถ้าจัดฮวงจุ้ยได้ถูกต้อง ตามตำราบอกว่า อยู่ 1 ปีก็รวย 10 เท่า ในทางกลับกันถ้าพลังชี่ไม่ดี อยู่ 1 ปีก็อาจจะจน 10 เท่าก็เป็นได้

สิ่งที่ต้องระวังเวลาจัดฮวงจุ้ยบ้านคือ ‘มุมของทางสามแพร่ง’ หรือ ‘เหลี่ยมของเสาหน้าบ้าน’ ห้ามมีมุมแหลมๆ พุ่งเข้ามาในบ้านเด็ดขาด และต้องระวังประตูที่เปิดเข้าตัวบ้าน (ไม่ใช่ประตูรั้ว เพราะประตูรั้วมีผลกับฮวงจุ้ยน้อยมาก)

แนะนำว่าในวันที่อากาศดี ควรเปิดประตูตัวบ้านทิ้งไว้ให้ลมหมุนเวียนเข้ามา หรือเปิดหน้าต่างให้แสงแดดเข้ามาก็จะได้รับพลังชี่ที่ดี

บ้านไหนที่มีประตูเข้าบ้าน 2 ประตู ควรใช้ประตูหลักที่ใหญ่กว่าให้บ่อย ๆ เพราะตามหลักฮวงจุ้ยแล้วถือว่าประตูใหญ่เป็นทางเข้าของมังกร

หากทางสามแพร่งหรือเสาไฟฟ้าเกิดอยู่ตรงกับประตูหลักที่เข้าตัวบ้าน อันนี้ ถือว่าเป็นเรื่องไม่ดี เพราะทำให้พลังชี่เข้ามาได้น้อย สามารถแก้ไขได้โดยนำต้นไม้ขนาดเล็กที่กำลังนิยมมาตั้งไว้ หรืออาจแขวนโมบายที่มีเสียงกรุ๊งกริ๊ง ก็จะช่วยลดพลังที่ไม่ดีลงได้

ส่วน ‘เลขที่บ้าน’ นั้น ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว เลขที่บ้านมีผลต่อฮวงจุ้ยน้อยมาก การจัดฮวงจุ้ยนั้นเป็นศาสตร์ที่ต้องควบคุมพลังชี่ที่อยู่รอบตัวเราเป็นหลัก ฉะนั้นสิ่งที่ทุกคนต้องทำก็คือ จัดการกับพลังชี่ในบ้านของเราให้ได้ก่อน

บ้านที่มีประตูหน้าบ้านตรงกับประตูหลังบ้าน
อันนี้ไม่ดี เพราะเมื่อพลังชี่เข้ามาในบ้านมันก็จะพุ่งออกไปเลย จึงเป็นบ้านที่เก็บเงินไม่ได้ แม้หาเงินได้เยอะ นั่นคือ พลังชี่อาจจะเข้ามาเยอะ แต่มันพุ่งออกไปเร็วมาก เปรียบดั่งหาเงินได้ แต่รายจ่ายก็เยอะ

วิธีแก้คือ หาตู้โชว์ พาร์ทิชั่น หรือเฟอร์นิเจอร์ มาตั้งตรงกลางระหว่างประตูหน้าและประตูหลัง เมื่อพลังชี่เข้ามาก็จะถูกกักให้หมุน เวียนอยู่ในบ้าน ประตูเข้าตัวบ้านต้องเปิด-ปิดง่าย ปิดแล้วเสียงต้องไม่ดังจะทำให้มีโชคลาภเงินทองไหลเข้ามา

ห้องนั่งเล่น (Living Room)
ห้องนั่งเล่นถ้าใช้งานบ่อยพลังงานที่ดีก็จะเข้ามาในบ้าน พูดง่ายๆ ว่าบ้านเปรียบเสมือนอวัยวะในร่างกาย ฉะนั้น ถ้ามีห้องไหนที่ทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งานนานๆ ก็เหมือนเราไม่ได้ขยับอวัยะส่วนต่างๆ ในร่างกายเลย พลังชี่จะไม่เข้ามา

สิ่งที่อยากให้มีในห้องนั่งเล่น ถ้าชอบของมงคลแนวจีน แนะนำให้ตั้งรูปปั้นฮกลกซิ่ว จะช่วยให้พบกับความสำเร็จ 3 ประการคือ ครอบครัวดี หน้าที่การงานดี และสุขภาพดี แต่หากชอบของแต่งบ้านสมัยใหม่ ให้เลือกโคมไฟคริสตัล หรือคริสตัลสวยๆ ตั้งในตู้โชว์ เพราะจะช่วยกระจายพลังชี่ได้ อีกอย่างที่ห้องนั่งเล่นไม่ควรมีคือ โต๊ะสำหรับทานข้าว

ห้องครัวคือหัวใจของบ้าน
ครัวคือโชคชะตาของผู้หญิงในบ้าน ถ้าครัวทรุดผู้หญิงที่อยู่ในบ้านจะมีปัญหาสุขภาพ ถ้าหลังคาครัวรั่วหมายถึงทรัพย์รั่ว ถ้าพื้นครัวมีโพรง ผู้หญิงบ้านนี้จะเจ็บป่วยได้

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ตำแหน่งของเตาไฟ คนจีนเชื่อว่าเตาไฟเป็นตัวแทนของหญิงผู้ให้กำเนิด จึงห้ามตั้งเตาไฟในทิศตรงข้ามกับอ่างล้างจาน หรือไม่ควรตั้งเตาไฟติดกับอ่างล้านจาน และ ห้ามตั้งเตาไฟโดยใช้ผนังร่วมกับห้องน้ำ เพราะจะทำให้ผู้หญิงในบ้านป่วย แถมโชคลาภก็จะไม่เข้ามาในบ้านด้วย

หากมีเตาไฟในบ้านควรใช้บ่อยๆ เพื่อหมุนเวียนพลังหยาง (ความร้อน) ซึ่งจะต้องบาลานซ์กับพลังหยิน (ความเย็น) ของน้ำในบ้านที่มีการเคลื่อน ไหวด้วย

ห้องนอนก็สำคัญเช่นกัน
ห้องนอนที่เก็บของเยอะเกินไปจนดูรก ก็เหมือนเป็นการสะสมพลังลบไว้ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น ควรมีของให้น้อยที่สุด ข้อควรระวังอีกอย่าง อย่าให้ประตูห้องน้ำเปิดมาแล้วเจอเตียงเลย เพราะจะทำให้ป่วย

สำหรับหัวเตียงไม่จำเป็นต้องหันไปทางทิศตะวันออกเสมอไป ถ้าในห้องนอนมีกระจก ไม่ควรให้กระจกหันหรือสะท้อนมาที่เตียงนอน เพราะจะสะท้อนพลังดี ๆ ออกไปหมด และถ้าห้องอยู่ชั้นล่างของบ้าน ห้ามนอนหันปลายเท้าไปทางประตูเข้าตัวบ้าน เพราะจะเหมือนการหามคนเจ็บคนตาย

ฮวงจุ้ยของบ้านที่ดีควรมีองค์ประกอบครบทั้ง 5 ธาตุ ดังนี้

ธาตุน้ำ ในบ้านควรมีสีฟ้า สีน้ำเงิน ซึ่งเป็นตัวแทนของธาตุน้ำ หรือตั้งน้ำพุเล็ก ๆ ที่มีความเคลื่อนไหว ก็จะช่วยเสริมฮวงจุ้ยที่ดี

ธาตุไม้ ควรหาต้นไม้ประดับเล็ก ๆ ที่มีใบสีเขียวมาไว้ในบ้าน หรือ หากบ้านไหนมีพื้นบ้านที่เป็นพื้นไม้ก็ถือว่าใช้ได้

ธาตุไฟ สีส้ม สีแดง และสีชมพู คือตัวแทนของธาตุไฟ อาจจะใช้หมอนอิง โคมไฟ หรือสิ่งของอื่น ๆ ที่มีสีเหล่านี้มาประดับไว้

ธาตุดิน อาจเลือกใช้พรมเช็ดเท้าที่มีสีน้ำตาล หรือสิ่งของที่อยู่ในหมวดสีเอิร์ธโทนนำมาตกแต่งในบ้านก็ช่วยเสริมธาตุดินได้

ธาตุโลหะ อาจเป็นสิ่งของที่ทำจากโลหะทั้งหลาย เช่น โต๊ะที่มีขาสเตนเลส หรือแจกันสีทองแววาวก็ได้

ถ้าบ้านไหนมีสิ่งของหรือการตกแต่งครบทั้ง 5 ธาตุแล้ว ก็ถือว่าบ้านนั้นมีฮวงจุ้ยที่ดีแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเสริมฮวงจุ้ยด้านอื่นๆ ก็ได้

 


Warapong Pankaew25 ตุลาคม 2020
-ลิฟวิ่ง-1280x853.jpg

1min365

ความต้องการที่จะ ปรับปรุงบ้าน ให้รองรับการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เริ่มเป็นกระแสใหม่ที่อยู่ในความสนใจของใครหลายคน เพราะด้วยเหตุปัจจัยที่ต่างกัน เช่นบางคนต้องหาพื้นที่ Work From Home ตามนโยบายของบริษัทที่เริ่มนำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง บางคนต้องพับแผนการซื้อคอนโดฯในเมืองเพราะรายได้เริ่มลดลง ความคิดในการรีโนเวทบ้านเพื่อให้น่าอยู่และตอบโจทย์การใช้ชีวิตภายในบ้านเริ่มมีขึ้นกับหลายครอบครัว

แล้วจะเริ่มต้นอย่างไร!!!

ปรับปรุงบ้าน

เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ มีข้อแนะนำ 6 ขั้นตอนก่อนลงมือรีโนเวทบ้าน ไว้อย่างน่าสนใจ

1. กำหนดวัตถุประสงค์ในการ ปรับปรุงบ้าน ประเมินสภาพโดยรวมของบ้าน เพื่อกำหนดโจทย์ตั้งต้น ไม่ว่าจะเป็นปรับปรุงบ้านทั้งหลัง หรือปรับปรุงบางส่วนให้ใช้งานได้ดีขึ้น

2. รวบรวมข้อมูลและรูปแบบที่ชอบ การตกแต่งห้องหรือพื้นที่ที่ประทับใจ รวมถึงวัสดุที่ใช้ ตลอดจนวิธีการในการปรับปรุงซ่อมแซมแต่ละส่วน เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุง หรือเป็นข้อมูลในการออกแบบของสถาปนิกหรือมัณฑนากร และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญต่างๆ

3. ตรวจสอบสภาพพื้นที่และกำหนดแนวทางในการปรับปรุง ควรตรวจสอบส่วนต่างๆ ของบ้าน หรือพื้นที่ที่กำลังจะปรับปรุงว่ามีส่วนใดยังใช้งานได้ดี หรือมีส่วนใดที่เสียหายต้องซ่อมแซมทั้งก่อนและขณะลงมือปรับปรุงบ้าน โดยการทำ Check List ในแต่ละห้องหรือแต่ละพื้นที่ตามประเภทงานต่าง ๆ โดยอาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม

4. สรุปส่วนที่ต้องการปรับปรุง โดยพิจารณางานปรับปรุงซ่อมแซมต่างๆ จาก Check List ที่ทำไว้ และสรุปเนื้องานที่ต้องการปรับปรุงตามวัตถุประสงค์ เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณที่ตั้งไว้

5. จัดเตรียมงบประมาณในการปรับปรุงบ้าน แบ่งได้เป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 ค่าออกแบบโดยสถาปนิก มัณฑนากร วิศวกรโครงสร้าง และวิศวกรงานระบบต่างๆ ส่วนที่ 2 ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง ได้แก่ ค่าวัสดุและค่าแรงก่อสร้าง ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า รวมถึงค่าดำเนินการต่าง ๆ ระหว่างการก่อสร้าง และ
ส่วนที่ 3 ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าดำเนินการขออนุญาตปรับปรุงบ้านกับหน่วยงานราชการ (สำหรับกรณีที่จำเป็นต้องยื่นขออนุญาต) ค่าบริการที่ปรึกษางานก่อสร้าง ฯลฯ

6. เลือกวิธีรีโนเวทบ้าน หากเป็นการรีโนเวทบ้านทั้งหลัง หรือเป็นการต่อเติมปรับปรุงพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องปรึกษาผู้ออกแบบหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง สามารถเลือกได้ 2 วิธี คือ Design-Bid-Built เป็นลักษณะที่ผู้ออกแบบและผู้รับเหมาแยกกันคนละราย และ Design & Build เป็นลักษณะที่ผู้ออกแบบและผู้รับเหมาคือรายเดียวกัน หรือที่เรียกทั่วไปว่า “Turn Key”

สำหรับงานปรับปรุงบางส่วน หรือซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ ควรใช้บริการช่างเฉพาะทางเป็นส่วนๆ ซึ่งอาจจะมีค่าบริการค่อนข้างสูงเมื่อเทียบต่อขนาดพื้นที่ ดังนั้น ควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาผลงานที่ผ่านมาของผู้รับเหมาแต่ละรายโดยละเอียด เพื่อให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพดีคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้

นอกจากนี้ “เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์” ได้รวบรวม 5 เรื่องสุดฮิตสำหรับคนอยากรีโนเวทบ้าน ได้แก่

เรื่องแรกคือ “การปรับปรุงห้องน้ำ” เปลี่ยนกระเบื้องและอุปกรณ์ที่ชำรุด ซึ่งพฤติกรรมของเจ้าของบ้านยุคใหม่ให้ความใส่ใจและให้ความสำคัญกับห้องน้ำมากขึ้น นอกจากจะเน้นเรื่องสวยงามแล้ว ยังมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเพิ่มความสะดวกสบายด้วย

เรื่องที่ 2.สมาร์ท ลิฟวิ่ง...เพิ่มความสะดวกสบายให้กับบ้าน แม้ไม่มีอะไรเสียหาย แต่หลายคนก็อยากปรับปรุงบ้านใหม่ให้ใช้งานได้ดีขึ้น ยิ่งในยุคที่ต้องพึ่งเทคโนโลยี จึงเริ่มมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาใช้ เพื่อเพิ่มฟังก์ชันให้กับบ้าน ยกระดับการอยู่อาศัยภายในบ้านให้สะดวกสบาย และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

เรื่องที่ 3.ปรับภูมิทัศน์ภายนอก เพิ่มมุมพักผ่อน หลายคนอาจมองข้ามเรื่องการปรับภูมิทัศน์ภายนอกที่จะช่วยส่งเสริมให้บ้านดูสวยงาม ร่มรื่น และมีบรรยากาศน่าอยู่มากขึ้น แต่การออกแบบและจัดสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านนั้น ไม่ได้ช่วยให้สวยงาม เพิ่มมุมพักผ่อนเพียงอย่างเดียว หากว่ามีฟังก์ชันใช้งานเข้ามาก็จะช่วยให้เกิดประโยชน์และเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับผู้อยู่อาศัยด้วย

เรื่องที่ 4.ผนังกันเสียง ลดปัญหาเสียงกวนใจจากภายนอก ชีวิตคนปัจจุบันต้องการมีพื้นที่ความสุขและความเป็นส่วนตัวมากขึ้น จึงต้องการปรับปรุงบ้านและมองหาโซลูชั่น รวมทั้งนวัตกรรมที่ป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกบ้านมาตอบโจทย์ในเรื่องนี้

เรื่องที่ 5.ต่อเติมโรงจอดรถ เพิ่มฟังก์ชันให้บ้านสมบูรณ์มากขึ้น คนรักรถไม่ควรมองข้าม ทั้งฝนและแสงแดด ส่งผลต่อรถคันโปรดของคุณแน่นอน อีกทั้งโรงจอดรถเป็นส่วนสำคัญที่มีผลกับความสวยงามของบ้าน การออกแบบโรงจอดรถให้สวยงามจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้เลย


Warapong Pankaew20 กรกฎาคม 2020
Sanctuary-like-Space-2-1280x852.jpg

2min701

“เอสซีจี” จับเทรนด์ Everything at Home พร้อมกับนำเสนอ 5 ไอเดีย ในการปรับพื้นที่บ้านให้ลงตัวกับการอยู่อาศัยแบบ New Normal

“Everything at Home” หรือ ‘เศรษฐกิจติดบ้าน’ อีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรงในยุคชีวิตแบบปกติใหม่ (New Normal) ที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากทุกคนต้องกักตัวเอง และทำทุกกิจกรรมภายในบ้าน ซึ่ง “เอสซีจี” ได้สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงล็อกดาวน์ระหว่างวิกฤติโควิด-19 พบว่า นอกจากการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังหากิจกรรมยามว่างมาทำแก้เบื่อช่วงกักตัว ไม่ว่าจะเป็น ทำอาหาร ออกกำลังกาย ดูหนัง เล่นเกม หรือจัดสวน ส่งผลให้ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมวิถีใหม่

นอกจากนี้ ยังพบว่าเจ้าของบ้านส่วนใหญ่ต้องการปรับพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านให้เป็นสัดส่วนขึ้น เพิ่มพื้นที่ในการทำกิจกรรมที่หลากหลาย หาฟังก์ชันที่เพิ่มความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย และช่วยให้บ้านสะอาด ปลอดภัย ดังนั้นในฐานะผู้นำนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างครบวงจร เอสซีจีจึงได้รวบรวม 5 ไอเดียในการปรับพื้นที่บ้านให้ลงตัวกับไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยแบบ New Normal

นายเจือ คุปติทัฬหิ Consult and Design Solution Business Lead จากเอสซีจี กล่าวว่า จากพฤติกรรมการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ไลฟ์สไตล์แบบ New normal ทำให้เราพบว่า 5 อันดับพื้นที่บ้านที่มีการใช้งานสูงที่สุดในช่วงล็อกดาวน์ คือ ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัวและห้องทานอาหาร ห้องน้ำ และพื้นที่รอบบ้าน เช่นสวน หรือพื้นที่ระเบียงนอกบ้าน เนื่องจากสมาชิกภายในบ้านจะจัดสรรพื้นที่ภายในห้องต่างๆ มาทำกิจกรรมอื่นๆ เอสซีจีจึงได้นำผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค และการใช้พื้นที่ภายในบ้าน มาสร้างเป็น 5 ไอเดียในการปรับบ้าน เพื่อให้ทุกคนสามารถทำทุกกิจกรรมที่ต้องการภายในบ้านหลังเดิมได้อย่างมีความสุข พร้อมแนะนำการเลือกวัสดุก่อสร้างที่จะนำมาใช้ปรับบ้านให้ตอบโจทย์ และยังคงมีดีไซน์ที่สวยงาม ดังนี้

1.บ้าน คือ ออฟฟิศหลังใหม่ (Home as a New Office)
ปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในบ้านให้เป็นห้องทำงานที่เหมาะกับการ Work From Home (WFH) โดยสามารถปรับได้ 2 รูปแบบ คือ จัดระเบียบห้องนอนสร้างมุมทำงานภายในห้อง และสร้างมุมทำงานขึ้นมาใหม่ โดยใช้ห้องว่าง หรือพื้นที่ว่างภายในบ้าน โดยแนะนำให้หามุมจัดวางโต๊ะทำงานบริเวณที่มีแสงธรรมชาติเข้าถึง พร้อมติดตั้งระบบระแนงไวนิลหรือไม้ระแนง เอสซีจี บริเวณดังกล่าว เพื่อช่วยกรองแสง และลดความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวห้อง ควรแบ่งสัดส่วนพื้นที่ทำงานและพื้นที่ส่วนตัวให้แยกออกจากอย่างชัดเจน

พร้อมเสริมฟังก์ชันให้พื้นที่ด้วยการติดตั้งแผ่นวัสดุ Cylence รุ่น Zoundblock ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันเสียงโดยเฉพาะ ช่วยลดการส่งผ่านของเสียงระหว่างห้อง เพื่อป้องกันเสียงต่างๆ เข้ามารบกวนระหว่างทำงาน เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างประสิทธิภาพ และยังสามารถติดตั้งแผ่นดูดซับเสียง Cylence รุ่น Zandera ซึ่งเป็นแผ่นบุสำเร็จรูปมีคุณสมบัติดูดซับเสียง มีหลากหลายสีสัน น้ำหนักเบาและติดตั้งไม่ยาก ทั้งยังช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับผนังห้องได้เป็นอย่างดีด้วย นอกจากนี้ควรหาโต๊ะ และเก้าอี้ที่เหมาะสำหรับการนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ ด้วย

2.มุมสงบในการพักผ่อน (Sanctuary-Like Space)
สร้างมุมดีๆ ภายในบ้านไว้สำหรับพักสายตาจากการทำงาน และทำกิจกรรมยามว่าง เพื่อคลายความเครียด ช่วยให้การอยู่บ้านไม่น่าเบื่อ และสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิต เช่น มุมจิบกาแฟชิลๆ พร้อมต้นไม้เล็กๆ สร้างเป็นมุมโปรดในบ้าน หรือบริเวณสวนนอกบ้าน จัดเป็นสวนพักผ่อนเล็กๆ โดยใช้บล็อกปูพื้น กระเบื้องปูพื้น หรือไม้สังเคราะห์มาปูและจัดเรียงลวดลายสวยๆ เป็นพื้นที่เล็กๆ ในสวน เสริมด้วยชุดโต๊ะ-เก้าอี้ไว้นั่งพักผ่อน สำหรับมุมออกกำลังกาย หาพื้นที่ว่างภายในบ้าน หรือแบ่งพื้นที่บางส่วนของห้องนั่งเล่นมาใช้เป็นมุมออกกำลังกายเบาๆ เช่น โยคะ เต้นแอโรบิค หรือออกกำลังกายตามคลิปต่างๆ

3.พื้นที่สีเขียว แหล่งโอเอซิสของบ้าน (Greenery Space: An Oasis at Home)
การปลูกต้นไม้ และตกแต่งสวนกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมยามว่างช่วงกักตัว ที่ไม่เพียงใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ แต่ยังช่วยเติมความสดชื่น มีชีวิตชีวา สร้างบรรยากาศบ้านให้ร่มรื่น และผ่อนคลายยิ่งขึ้น โดยการเติมพื้นที่สีเขียวสามารถทำได้ทั้งภายใน และรอบๆ บ้าน ดังนี้ การตกแต่งสวนภายในบ้านโดยนำกระถางต้นไม้เล็กๆ มาประดับตกแต่งไว้ตามมุมต่างๆ ซึ่งต้นไม้ที่แนะนำให้เน้นไม้ประดับที่ดูแลง่าย ชอบแสงรำไร ช่วยดักผุ่น และฟอกอากาศให้กับบ้าน เช่น ต้นลิ้นมังกร ยางอินเดีย เบญจมาศ พลูด่าง เป็นต้น

ส่วนการตกแต่งสวนรอบบ้าน เจ้าของบ้านสามารถเลือกวัสดุตกแต่งภูมิทัศน์ เช่น กระเบื้องปูพื้น บล็อกปูพื้น กระเบื้องตกแต่งผนัง หรือหญ้าเทียม มาตกแต่งเป็นทางเดิน หรือจุดนั่งพัก พร้อมผสมผสานการปลูกต้นไม้ที่ให้ร่มเงา หรือไม้ประดับที่มีสีสันสวยงาม หรือหากบ้านมีพื้นที่ไม่มากนัก แนะนำให้ติดตั้งระบบสวนแนวตั้ง Modular Green Hive สวนสำเร็จรูปแทน ติดตั้งง่าย ดูแลง่าย พร้อมให้ปรับเป็นสวนผนังบังแดดไม่ให้บ้านร้อนได้อีกด้วย

4.บ้านสะอาด และปลอดเชื้อโรค (Home Hygiene and Sanitization)
ความสะอาด และปลอดภัย เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เจ้าของบ้านยุค New Normal ให้ความสำคัญ เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีให้การอยู่อาศัย ซึ่งจากการสำรวจพบว่าเจ้าของบ้านเริ่มหันมาสนใจนวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง รวมถึงอุปกรณ์และของใช้ภายในบ้าน ที่มีฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัย สะดวกสบาย สามารถใช้งานโดยไม่ต้องใช้มือสัมผัส (Touchless) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า โดยสามารถสั่งงานด้วยเสียงหรือระบบเซ็นเซอร์แบบอัตโนมัติ ได้แก่

นวัตกรรมสุขภัณฑ์และก๊อกน้ำจากคอตโต้ เช่น สุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Integrated Toilet) ที่มีฟังก์ชั่นเปิด-ปิดฝาอัตโนมัติ และมีก้านฉีดชำระสแตนเลสผสมสารป้องกันแบคทีเรีย พร้อมระบบ UV Sterilization (Self-Cleaning) เพิ่มความมั่นใจในความสะอาดทุกครั้งที่ใช้งาน และก๊อกน้ำระบบเซ็นเซอร์ ที่มีระบบ Smart Infrared Beam ให้ความแม่นยำในการตรวจจับวัตถุ ตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำไหลเอง พร้อมให้ความมั่นใจในความปลอดภัยด้วยระบบปิดน้ำอัตโนมัติเมื่อใช้งานเกิน 30 วินาที

นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีวัสดุก่อสร้างที่มีนวัตกรรมป้องกันเชื้อโรค (Germ-resistant materials) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับปกป้องสมาชิกครอบครัวจากเชื้อโรคต่างๆ อย่างกระเบื้อง Hygienic Tiles ที่มีสาร Silver Nano ที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ตลอดอายุการใช้งาน

5.พื้นที่ใหม่สำหรับฟังก์ชันการใช้งานใหม่ (New Spaces for New Functions)
เอสซีจี ขอนำเสนอ 2 พื้นที่ ที่สร้างขึ้นเพื่อเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานให้ตอบพฤติกรรมใหม่ที่เกิดขึ้น ได้แก่ ต่อเติมโรงจอดรถ เพราะเมื่อต้อง WFH เจ้าของบ้านต้องจอดรถไว้ที่บ้าน ทำให้รถโดนแดด และฝนตลอดเวลา โรงจอดรถจึงเป็นโซลูชันที่สามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว โดยการติดตั้งสามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ ติดตั้งแบบมีโครงสร้างเหล็กรองรับ และติดตั้งแบบระบบกันสาดที่ยื่นต่อมาจากตัวบ้าน ส่วนวัสดุหลังคาสามารถเลือกใช้ได้ทั้งแบบทึบ และแผ่นโปร่งแสง พร้อมแนะนำแบ่งมุมหนึ่งของโรงจอดรถมาติดตั้งชั้นวางของ เพื่อใช้เป็นจุดรับพัสดุจากการช้อปปิ้งออนไลน์ อีกหนึ่งพื้นที่ที่น่าสนใจ คือ ห้องครัวสำหรับเจ้าของบ้านที่ชอบทำอาหารทานเองที่บ้าน ก็สามารถเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้ง่ายๆ ด้วยการต่อเติมเคาน์เตอร์ครัว และปูเคาน์เตอร์ท็อปด้วยด้วยกระเบื้อง เพื่อไว้รับประทานอาหาร หรือนั่งชิลยามว่าง ก็ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้สวยขึ้นได้

“ทั้งนี้ก่อนที่จะปรับพื้นที่บ้านสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ สังเกตรูปแบบการใช้ชีวิตของตัวเอง และทุกคนในครอบครัว เพื่อที่จะได้รู้ ว่าต้องการพื้นที่ หรือฟังก์ชันอะไรเพิ่มเติม เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว สามารถไปขอรับคำปรึกษา หรือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงที่อยู่อาศัย เพื่อให้สามารถปรับพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม รวดเร็ว และตรงใจ พร้อมกับออกแบบให้เข้ากับรูปแบบการใช้ชีวิตของทุกคนและทุกวัยได้อย่างลงตัว ซึ่งเอสซีจี มีบริการเซอร์วิส โซลูชันแบบครบวงจร ที่พร้อมมอบบริการแบบครบวงจร ตั้งแต่ให้คำปรึกษา วางแผน บริการออกแบบ ประเมินราคา สำรวจพื้นที่หน้างาน ดำเนินการติดตั้ง และดูแลหลังการขาย ซึ่งทุกขั้นตอนดูแลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ” นายเจือกล่าวเสริม


Warapong Pankaew8 มิถุนายน 2020
-PIRO4D-จาก-Pixabay-.jpg

1min951

ในสังคมยุคดิจิทัล เจ้าของบ้านส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า ซื้อบ้าน รวมถึงปรับปรุงบ้าน ซึ่งจากสถิติการค้นหาใน Google trends พบว่าในปีพ.ศ. 2563 คำว่า ‘รีโนเวทบ้าน’ มีการค้นหาสูงที่สุดในรอบ 5 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจในการรีโนเวทบ้านที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับปัจจุบันเศรษฐกิจที่ยังทรงตัว ทำให้ผู้บริโภคอาจลังเลที่จะซื้อบ้านหลังใหม่ ดังนั้นการรีโนเวทบ้านจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถตอบโจทย์

ทั้งเรื่องการปรับปรุงพื้นที่ให้มีฟังก์ชันการใช้งานที่เหมาะกับสมาชิกในครอบครัว เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือคนวัยทำงาน การปรับดีไซน์บ้านหลังเก่าให้มีชีวิตชีวามากขึ้น รวมถึงต่อเติม หรือซ่อมแซมบ้านให้มีสภาพที่ดี “เอสซีจี” ในฐานะผู้นำนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างครบวงจร จึงได้รวบรวม 5 ข้อสงสัย ที่เจ้าของบ้านอยากรู้เมื่อต้องการรีโนเวทบ้าน พร้อมแนะนำทริคดีๆ ที่จะทำให้การรีโนเวทบ้านไม่วุ่นวาย ไม่มีปัญหากวนใจภายหลัง และได้บ้านที่ตรงใจมากที่สุด

นายเจือ คุปติทัฬหิ Consult and Design Solution Business Lead จากเอสซีจี กล่าวว่า หลายคนอาจคิดว่า การรีโนเวทบ้านเป็นเรื่องง่าย และใช้งบประมาณน้อยกว่าซื้อบ้านหลังใหม่ แต่จริงๆ แล้ว หากเจ้าของบ้านขาดการวางแผนที่ดี อาจต้องเจอปัญหามากมาย ซึ่งจากประสบการณ์ในการให้บริการลูกค้ามายาวนาน เอสซีจีได้รวบรวม 5 คำถามที่เจ้าของบ้านที่ต้องการรีโนเวทบ้านนำมาปรึกษามากที่สุด ดังนี้

1. จะรีโนเวทบ้าน ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี
2. หาช่างยาก จะหาอย่างไรให้ได้ช่างที่ดี มีคุณภาพ ไม่ทิ้งงาน
3. มีงบประมาณอย่างจำกัด จะรีโนเวทได้ไหม และจะจัดสรรงบอย่างไร
4. ควรเลือกวัสดุก่อสร้างอย่างไรให้ได้คุณภาพดี
5. วัสดุก่อสร้างควรเลือกมีการรับประกันหรือบริการหลังการขายด้วยไหม

“เอสซีจี” จึงไขข้อสงสัย พร้อมแนะนำทริคที่จะช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถวางแผนในการรีโนเวทบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ต้องมาปวดหัวกับปัญหาเหล่านี้อีกต่อไป

1.จะรีโนเวทบ้าน ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี?
สิ่งแรกที่เจ้าของบ้านควรคำนึงเสมอเมื่อต้องการรีโนเวทบ้าน คือ กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ว่าต้องการจะปรับปรุงบ้านทั้งหลัง จัดสรรพื้นที่บ้านใหม่ หรือซ่อมแซมบ้าน จากนั้นจึงหาข้อมูลเพิ่มเติม และสิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพควบคู่ไปด้วย เนื่องจากการปรับพื้นที่บ้านเดิมมีข้อจำกัดมากกว่าการสร้างและต่อเติมใหม่จึงมีรายละเอียดงานที่ต้องคำนึงถึงมากมาย เช่น โครงสร้างเดิมของบ้าน การกำหนดรูปแบบการรีโนเวท การเลือกและหาซื้อวัสดุก่อสร้าง การคำนวณวัสดุที่ต้องใช้เพื่อวางแผนงบประมาณที่เหมาะสม การรื้อถอนวัสดุเดิมและดำเนินการปรับปรุงพื้นที่โดยไม่กระทบกับงานโครงสร้าง หรือพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของบ้าน

โดยปัจจุบันมีบริการให้คำปรึกษาและวางแผนเรื่องบ้านให้เจ้าของบ้านได้ใช้บริการมากมาย ซึ่งเอสซีจี มีบริการให้คำปรึกษาเรื่องบ้านจากทีมผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ วิศวกร และดีไซน์ผ่านช่องทางที่หลากหลาย ได้แก่ SCG HOME Contact Center เอสซีจี เอ็กซ์พีเรียนซ์ (SCG Experience) เอสซีจี โฮมโซลูชั่น (SCG HOME SOLUTION) รวมถึงเว็บไซต์ และโซเชียลมีเดียต่างๆ ของเอสซีจี นอกจากนี้ก่อนเข้าไปปรึกษากับเชี่ยวชาญอย่าลืมเตรียมข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ผังพื้นบ้านเดิม รูปถ่ายบ้านและพื้นที่โดยรอบ รวมถึงวัตถุประสงค์ที่ต้องการปรับปรุง เพื่อให้การวางแผนรีโนเวทบ้านมีความสมบูรณ์แบบมากที่สุด

2. หาช่างยาก จะหาอย่างไรให้ได้ช่างที่ดี มีคุณภาพ ไม่ทิ้งงาน?
เป็นหนึ่งในปัญหาที่พบบ่อย และสร้างความกังวลให้เจ้าของบ้านมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น หาช่างไม่ได้ ได้ช่าง หรือผู้รับเหมาที่ทำงานไม่เรียบร้อย ทิ้งงานกลางคัน ทำงานเสร็จไม่ตรงตามกำหนด และอีกมากมาย เอสซีจี จึงอยากแนะนำองค์ประกอบที่ควรพิจารณาเมื่อจะเลือกช่าง หรือผู้รับเหมา ดังนี้ ควรเลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ หากเป็นช่างอิสระให้ดูผลงานที่ผ่านมา ราคาสมเหตุสมผล หากเป็นการซ่อมแซม หรือปรับปรุงเฉพาะส่วนควรเลือกใช้ช่างที่มีความชำนาญแต่ละประเภทของงานซ่อม เช่น ช่างหลังคา ช่างปูน ช่างไม้

หรือเรียกใช้บริการช่างแบบครบวงจรจากผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างที่มีบริการติดตั้งให้สำเร็จ อย่างเอสซีจี ซึ่งจะมีข้อดีทั้งเรื่องความชำนาญและมาตรฐาน มีการรับประกันผลงาน ทั้งยังมีเครือข่ายทีมช่างที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านครอบคลุมทุกประเภทงาน รวมถึงมีทีมงานที่ดูแลแต่ละขั้นตอน การสำรวจหน้างาน การติดตั้งและปรับปรุงการตรวจสอบคุณภาพ และการดูแลหลังการขาย เรียกว่าครบจบในที่เดียว

3. มีงบประมาณอย่างจำกัดจะรีโนเวทได้ไหม และจะจัดสรรงบอย่างไร?
การรีโนเวทบ้านสามารถทำได้ภายในงบประมาณที่จำกัด โดยเลือกรีโนเวทเฉพาะส่วนที่จำเป็นก่อน หากมีงบประมาณเหลือสามารถนำไปทำในส่วนอื่นๆ ที่มีความสำคัญรองลงมาได้ และสิ่งสำคัญ คือ เจ้าของบ้านควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและวางแผนงบประมาณอย่างรอบคอบ เพื่อจัดสรรและควบคุมงบให้เป็นไปตามแผน โดยสิ่งที่ต้องนำมาคำนวณ ได้แก่ 1. ค่าออกแบบของสถาปนิก มัณฑนากร หรือวิศวกร ในกรณีที่ต้องมีการออกแบบพื้นที่ใหม่ 2. ค่าก่อสร้าง หรือรีโนเวท ซึ่งประกอบด้วย ค่าวัสดุก่อสร้างที่คำนวณจากวัสดุที่เลือกและปริมาณที่ต้องใช้ ค่าแรงงาน ค่าดำเนินการของผู้รับเหมา ค่าน้ำ และค่าไฟฟ้า 3. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดจากงบบานปลาย เช่น ค่าเช่าบ้านชั่วคราวขณะต้องปรับปรุงพื้นที่ภายในบ้าน ค่าซ่อมแซมเพิ่มเติมที่เกิดจากอุบัติเหตุในการรื้อถอน การเปลี่ยนวัสดุที่มีราคาสูงขึ้น หรือช่างทิ้งงานกลางคัน เป็นต้น

4. เลือกวัสดุก่อสร้างอย่างไรให้ได้คุณภาพดี?
เจ้าของบ้านควรร่วมกันเลือกวัสดุก่อสร้างกับสถาปนิก หรือผู้เชี่ยวชาญ โดยหัวใจสำคัญในการเลือกวัสดุ คือ คุณภาพและความทนทาน ซึ่งปัจจุบันมีการนำนวัตกรรมต่างๆ มาผสานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และช่วยให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น นอกจากนี้เจ้าของบ้านควรเลือกวัสดุให้ตอบปัจจัยด้านต่างๆ เพื่อให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุด อาทิ เหมาะกับงบประมาณที่ตั้งไว้ มีดีไซน์ที่สวยงามถูกใจ มีฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผู้อยู่อาศัย มีฉลากรับรองที่ได้มาตรฐานต่างๆ เช่น มอก. ฉลากประหยัดพลังงาน ฉลากสิ่งแวดล้อม ตามเกณฑ์ ISO ฯลฯ เพราะเมื่อรีโนเวททั้งทีควรให้สามารถอยู่ได้ยาวนาน คุ้มค่าในระยะยาว ดีกว่าต้องมาปวดหัวกับการซ่อมแซมบ้านเพราะเลือกวัสดุไม่ได้คุณภาพ นอกจากนี้เมื่อเลือกวัสดุได้แล้ว เจ้าของบ้านควรระบุรายละเอียดลงไปในแบบบ้านที่จะรีโนเวททั้งชื่อแบรนด์ รุ่น สี และขนาด เพื่อให้ช่างสามารถเลือกซื้อวัสดุได้อย่างถูกต้อง และตรงตามที่เจ้าของบ้านต้องการ

5.วัสดุก่อสร้างควรเลือกแบบมีรับประกัน หรือบริการหลังการขายด้วยไหม?
การรับประกัน และบริการหลังการขาย เป็นสิ่งที่หลายๆ คนมักมองข้าม เนื่องจากคิดว่าซื้อของใหม่จะไม่มีปัญหา แต่อย่าลืมว่าบ้านเป็นสิ่งที่ใช้ในระยะยาว วัสดุก่อสร้างที่ใช้ก็ควรมีอายุการใช้งานที่ยาวนานเช่นกัน รวมถึงงานรีโนเวทบ้าน และสร้างบ้าน อาจมีปัญหาที่ไม่คาดคิดตามมาได้ทุกเมื่อ การรับประกัน และบริการหลังการขาย จึงเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่เจ้าของบ้านได้มากเลยทีเดียว โดยสิ่งที่ต้องคำนึงเรื่องบริการหลังการขาย คือ เจ้าของแบรนด์ควรมีช่องทางการติดต่อที่สามารถให้คำปรึกษาได้ทันทีและหลากหลายช่องทาง มีทีมตรวจสอบคุณภาพสินค้าหลังการติดตั้ง รวมถึงมีทีมงานที่พร้อมจะลงพื้นที่ไปแก้ไขปัญหาให้เจ้าของบ้านได้อย่างรวดเร็ว ส่วนการรับประกันสินค้า ควรพิจารณาระยะเวลาในการรับประกัน และการคืนสินค้าเมื่อพบปัญหา

ภาพปกโดย PIRO4D จาก Pixabay



About us

สื่อออนไลน์เพื่อคนซื้อบ้านและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบการณ์กว่า 25 ปี กับวิชาชีพสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania


CONTACT US

CALL US ANYTIME