Press

เฟรเซอร์ส ปรับพอร์ต 6 ธุรกิจ กระจายความเสี่ยง รับตลาดอสังหาฯ ชะลอตัว

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายหันมาให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งรายได้ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้แนวทางดังกล่าว ผ่านการบริหารพอร์ตแบบ Multi-Asset Class Portfolio ซึ่งครอบคลุมทั้งธุรกิจที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์

Press

ผลประกอบการปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567-กันยายน 2568) บริษัทมีรายได้ 14,686 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,455 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนที่มีรายได้ 14,621 ล้านบาท และกำไร 1,467 ล้านบาท สะท้อนว่าผลประกอบการยังทรงตัว แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมจะชะลอตัว โครงสร้างธุรกิจปัจจุบันแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ บ้านแนวราบ คอนโดมิเนียม อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม อาคารสำนักงานและโรงแรม และธุรกิจรีเทล ซึ่งช่วยให้บริษัทมีทั้งรายได้จากการขายและรายได้ประจำ (Recurring Income) ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดแต่ละเซกเมนต์

ในช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ จากการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่อาเซียนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยังมีต่อเนื่อง บริษัทจึงให้บริการตั้งแต่การจัดหาที่ดิน การพัฒนาโรงงาน ไปจนถึงคลังสินค้าแบบครบวงจร ด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ บริษัทบริหารโครงการมิกซ์ยูสและอาคารสำนักงานหลายแห่ง เช่น One Bangkok, Park Ventures, Sathorn Square, The PARQ, FYI Center, Samyan Mitrtown และ Silom Edge ขณะที่ธุรกิจที่อยู่อาศัยยังคงพัฒนาโครงการในหลายระดับราคา ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม อีกปัจจัยที่บริษัทมองว่าเป็นข้อได้เปรียบ คือ การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งมีธุรกิจในหลายประเทศ ทำให้สามารถเชื่อมโยงฐานลูกค้าและแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่มีการลงทุนข้ามประเทศ

สำหรับปีงบประมาณ 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมมากกว่า 15,000 ล้านบาท โดยให้น้ำหนักการเติบโตกับธุรกิจอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลัก พร้อมแผนขยายพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าภายใต้การบริหารจาก 3.8 ล้านตารางเมตรเป็น 4 ล้านตารางเมตร และขยายนิคมอุตสาหกรรม ARAYA – The Eastern Gateway จาก 1,891 ไร่ เป็น 3,800 ไร่ รวมถึงเตรียมพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติมอีก 2,200 ไร่ในจังหวัดชลบุรี

ขณะที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ หลังรวมการบริหารโครงการ One Bangkok เข้ามาในพอร์ต ทำให้บริษัทมีพื้นที่มิกซ์ยูสรวมกว่า 1.8 ล้านตารางเมตร ส่วนธุรกิจที่อยู่อาศัยมีแผนเปิดโครงการแนวราบใหม่ 4 โครงการ มูลค่ารวม 7,300 ล้านบาท ภาพรวมสะท้อนให้เห็นว่า ในช่วงที่ตลาดที่อยู่อาศัยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ บริษัทเลือกใช้การกระจายพอร์ตไปยังธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำและได้รับอานิสงส์จากการลงทุนภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดความผันผวนของผลประกอบการ มากกว่าการพึ่งพารายได้จากการขายที่อยู่อาศัยเพียงด้านเดียว