ปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง

พฤกษา เจ็บแต่จบ เคลียร์พอร์ตลงทุนหมื่นล้าน เปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตยั่งยืน

พฤกษา โฮลดิ้ง อยู่ในช่วงเวลาของการปรับตัวครั้งใหญ่ ด้วยกลยุทธ์การ Reshaping Portfolio นอกจากการปรับพอร์ตโฟลิโอสู่ตลาดระดับกลางถึงบน และยกระดับคุณภาพโครงการให้สอดรับกับกำลังซื้อแล้ว อีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญมากๆ ก็คือการลดสัดส่วนธุรกิจที่ไม่ใช่แกนหลักที่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมีการลงทุนไปสูงสุดถึง 12,000-13,000 หมื่นล้านบาท ซึ่งในหลายๆ ธุรกิจที่เข้าไปลงทุนอาจจะเกินเลย Ecosystem ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ออกไป ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจมีความผันผวนสูง พฤกษาจึงต้องหันกลับมาตั้งหลักโฟกัสธุรกิจหลักอันได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเฮลท์แคร์ งานนี้จึงต้องตัดจบแม้จะต้องเจ็บตัวอยู่บ้างก็ตาม

ในปี 2568 พฤกษา โฮลดิ้ง จึงมีผลประกอบการรอบปีติดตัวแดงครั้งแรกซึ่งเป็นผลจากภาวะตลาดที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัว และการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ของบริษัท โดยมีรายได้รวม 14,983 ล้านบาท ลดลง 28% มีรายได้จากการขาย 11,511 ล้านบาท ลดลง 33.6% แม้จะควบคุมค่าใช้จ่ายให้ลดลงจากปี 2567 ได้ถึง 24% แต่ด้วยรายได้ที่หายไปถึง 6,000 ล้านบาท บวกกับการขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินให้กู้ยืมระยะยาวและดอกเบี้ยค้างรับ และขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทร่วมรวม 787 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทขาดทุนโดยเป็นการขาดทุนทางบัญชีที่ 512 ล้านบาท

ปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง

“ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 ถือเป็นช่วง Strategic Transition ของบริษัท ดังนั้นในระยะนี้อาจเห็นผลการดำเนินงานในระดับ Bottom Line เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก แต่เราเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียงภาวะชั่วคราว ในช่วงของการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน โดยบริษัทได้มีการทบทวนการลงทุนร่วมกับพาร์ตเนอร์อย่างรอบด้าน เพื่อลดความเสี่ยงและลดภาระการลงทุนลง ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ลดเงินลงทุนไปแล้วประมาณ 3,000 ล้านบาท พร้อมกับบันทึก One-time Loss จากบางโครงการเป็นมูลค่า 787 ล้านบาท เพื่อบริหารความเสี่ยงเชิงรุก หรือ Proactive และทำให้ภาพของงบดุลและผลการดำเนินงานในอนาคตมีความชัดเจนมากขึ้น

ทั้งนี้ การบันทึกตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงรายการทางบัญชี ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสด (Cash Flow) และไม่ได้กระทบต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจหลักแต่อย่างใด โดยบริษัทยังสามารถทำกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 247 ล้านบาท ซึ่งการปรับลดพอร์ตการลงทุนในธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องครั้งนี้เป็นการรับรู้ความเสียหายในระดับสูงสุด (Maximum Loss) แล้ว สำหรับโครงการที่มีความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน อย่างไรก็ตาม หากกิจการหรือการดำเนินงานของโครงการเหล่านั้นปรับตัวดีขึ้นในอนาคต ก็อาจมีโอกาสที่บางส่วนของรายการที่เคยบันทึกขาดทุนไว้แล้ว จะกลับมาเป็นกำไรได้ในภายหลังเช่นกัน” นางสาวปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเงินด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Gearing Ratio) เพียง 0.28 เท่า พร้อมด้วย Backlog อีกกว่า 3,000 ล้านบาท ท่ามกลางสภาวะตลาดที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งกำลังซื้อที่ชะลอตัวและการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับกลาง-ล่าง ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน

พฤกษา

สำหรับในปี 2569 พฤกษา โฮลดิ้ง ตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 18,800 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 15,000 ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจเฮลท์แคร์ 2,600 ล้านบาท พร้อมจัดสรรงบลงทุน 4,400 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ โดยกลยุทธ์หลักยังคงเดินหน้าภายใต้แนวคิด Reshaping Portfolio โดยมุ่งเน้น 3 แกนหลัก “Asset-Optimized · Capital-Efficient · Well Living-Focused” ที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ เพิ่มความคล่องตัวทางการเงิน และต่อยอดความได้เปรียบของแบรนด์ผ่านการผสานธุรกิจที่อยู่อาศัยกับธุรกิจเฮลท์แคร์อย่างเป็นระบบ

ในด้านการบริหารสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพสูง Asset-Optimized และ Recurring-Built พฤกษา โฮลดิ้ง มีเป้าหมายในปีนี้และต่อเนื่องไป 3 ปี ที่จะนำ 45% ของแลนด์แบงก์ที่มีอยู่ประมาณ 13,000 ล้านบาท ที่คิดว่ายัง Match ตลาด สามารถนำมาพัฒนาให้เกิดรายได้ได้ก็จะเริ่มทะยอยนำกลับมาพัฒนาทั้งในส่วนที่เป็นโครงการเพื่อการขายและส่วนของธุรกิจเช่า โดยเพิ่มน้ำหนักไปที่สินค้าระดับกลาง-บนมากขึ้น เน้นเปิดโครงการใน Strategic Location ภายใต้แบรนด์และเซ็กเมนต์ที่พฤกษามีความเชี่ยวชาญ ทำให้สามารถทำยอดขายได้อย่างน่าพอใจ ควบคู่กับการเร่งพัฒนาและโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่อยู่อาศัยรวม 22 โครงการ เพื่อลดภาระสินค้าคงคลังและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน

Screenshot

“หากมองในมิติของการบริหารสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น นี่คืออีกหนึ่งแกนหลักที่เราผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อให้สินทรัพย์ของเราสร้างผลตอบแทนและผลักดันผลการดำเนินงานให้ดีขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา 45% ของมูลค่าโครงการที่เราเปิดตัว เป็นโครงการภายใต้แบรนด์ Champion Brand หรือแบรนด์และเซ็กเมนต์ที่เรามีความชำนาญ โดยเป็นการนำที่ดินแลนด์แบงก์กลับมาพัฒนาและเปิดขาย ขณะเดียวกันแลนด์แบงก์บางส่วนก็จะมีการขายออกไป เนื่องจากไม่ได้อยู่ในแผนธุรกิจและไม่อยู่ในเซ็กเมนต์ที่เราจะโฟกัสอีกต่อไป โดยในปีที่ผ่านมาได้ขายที่ดินออกไปประมาณ 12 แปลง ส่วนปี 2569 คาดว่าจะมีที่ดิน 4-5 แปลงที่จะขายออกไป” นางสาวปัทมากล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) ผ่านการบริหารพอร์ตที่ดินแลนด์แบงก์มูลค่า 13,000 ล้านบาท โดยพัฒนาสินทรัพย์ให้เกิดรายได้ เช่น ธุรกิจเฮลท์แคร์ อพาร์ตเมนต์ ไฮบริดเรสซิเดนซ์ และคลังสินค้า ซึ่งหลังจากปีที่ผ่านมาได้เปิดอพาร์ตเมนต์ ไอ-เพลิน จำนวน 138 ยูนิต เต็ม 100% ภายใน 2 เดือน ในปี 2569 มีเป้าหมายจะพัฒนาอพาร์ตเมนต์ ไอ-เพลิน เพิ่มอีก 30 อาคาร จำนวน 2,400 ยูนิต ค่าเช่าเริ่มต้นที่ 3,000-4,000 บาท กระจายไปในทำเลที่เป็นแหล่งงาน สถานศึกษา รวมทั้งโครงการ “โอเมก้า บางนา โลจิสติกส์ แคมปัส” คลังสินค้าอัจฉริยะบนพื้นที่กว่า 217,000 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 3 ปีนี้ โดยปัจจุบันมีการจองพื้นที่แล้วกว่า 60% และยังมีอีก 4 โครงการที่ดำเนินงานภายใต้กองทุน C-Well หนึ่งในนั้นเป็นโรงแรมที่สิงคโปร์ที่จะสร้าง Recurring Income ด้วยเช่นกัน คาดว่าภายใน 3 ปี บริษัทจะมี Recurring Income ประมาณ 10% และหากรวมรายได้จากโรงพยาบาลวิมุตซึ่งก็ถือว่าเป็น Recurring Income จะมีสัดส่วนเป็น 20%

ไอ เพลิน พฤกษา

ส่วนเรื่องของ Capital-Efficient, Growth-Enabled การที่บริษัทเข้าไปบริหารจัดการสินทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา เป็นนำรายได้กลับเข้ามาหมุนในระบบให้มากที่สุด เพื่อลดความจำเป็นในการกู้ยืม และทำให้ต้นทุนทางการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับสภาพคล่องและกระแสเงินสดเป็นอันดับหนึ่ง กลุ่มพฤกษาเร่งชำระหนี้โดยลดสัดส่วนหนี้สุทธิต่อทุน (Gearing Ratio) ให้ต่ำกว่า 0.3 เท่า ภายในสิ้นปี 2569 ควบคู่กับการขยายวงเงินสินเชื่อและจัดหาเงินทุนโครงการในต้นทุนที่ต่ำลง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดต้นทุนทางการเงินให้ต่ำกว่า 3.5% รวมถึงการลดสต๊อค เร่งการรับรู้รายได้จากการโอนบ้านพร้อมอยู่และคอนโดมิเนียมให้เร็วขึ้น 3-6 เดือน และเพิ่มรายได้จากช่องทางอื่น ๆ เพื่อสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Operating Cash Flow) และเสริมฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งรองรับการเติบโตในระยะถัดไป

ขณะที่ Well Living-Focused ซึ่งเป็น Key Strength ของพฤกษา โฮลดิ้ง ที่มีทั้ง Real Estate และ Health Care อยู่ด้วยกัน สำหรับโรงพยาบาลวิมุตได้ดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 5 ถึงเวลาที่จะเป็น New Profit Engine ให้กับพฤกษา โดยในปี 2568 มีรายได้ประมาณ 2,243 ล้านบาท และเริ่มสร้างกำไร ขณะเดียวกัน ในปีนี้พฤกษาจะเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยในกลุ่ม Mid to High Segment พร้อมใส่แพ็กเกจของโรงพยาบาลเข้าไปในผลิตภัณฑ์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เราได้นำ “Family Doctor” หรือหมอประจำบ้าน มาให้บริการกับลูกค้าของพฤกษา ซึ่งจะทำให้เข้าใจประวัติสุขภาพของคนในบ้านแต่ละคน รู้ว่ามีความเสี่ยงอะไร ต้องระวังอะไร และสามารถให้คำแนะนำทั้งด้านไลฟ์สไตล์และการป้องกันสุขภาพได้อย่างเหมาะสม ใน ระยะเริ่มต้นเราจะใช้กับโครงการระดับบน 3 โครงการ ได้แก่ The Reserve Villa, The Palm และ The Palm วิภาวดี 64 ส่วนลูกค้าในโครงการอื่น ๆ ของพฤกษาก็จะได้รับประโยชน์เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นแพ็กเกจสุขภาพ ส่วนลดในการใช้บริการโรงพยาบาลวิมุต และบริการ Telemedicine และสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพจากความร่วมมือระหว่างพฤกษา เรียลเอสเตท และโรงพยาบาลวิมุต ภายใต้แนวคิด “Lifetime Well-Living อยู่ดี…ทั้งชีวิต” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของพฤกษาจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สู่ผู้สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

โครงการ พฤกษา

“หากมองในภาพรวมของ Strategic Direction ปี 2569 เราจะเห็นการปรับดีขึ้นของรายได้รวมของกลุ่ม โดยรายได้จาก Real Estate จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 30% จากปีก่อน ขณะที่รายได้รวมของกลุ่มจะอยู่ที่ประมาณ 18,800 ล้านบาท ส่วนรายได้ของโรงพยบาลวิมุตจะเติบโตต่อเนื่องราว 16% ทำให้รายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 2,600 ล้านบาท ทิศทางกลยุทธ์สำหรับปี 2569 ถือเป็นภาพสะท้อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากการเน้น “การเติบโตด้วยการขยายพอร์ต” สู่ “การเติบโตเชิงคุณภาพ” ผ่านการบริหารจัดการต้นทุนและสินทรัพย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมุ่งเน้นการสร้างรายได้ประจำควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างรัดกุม พร้อมสร้างความแตกต่างผ่านบริการด้านสุขภาพ เพื่อเสริมเสถียรภาพรายได้ในระยะยาวและยกระดับขีดความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน” นางสาวปัทมากล่าว

หากมองไปข้างหน้า ผู้บริหารของพฤกษาเชื่อว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจในช่วงนี้จะเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจนในช่วงปี 2570 และคาดหวังว่า รายได้กลับมาอยู่ในระดับ 20,000–25,000 ล้านบาท ในปีนั้นเช่นกัน ส่วนจะทำได้หรือไม่ก็คงต้องรอวันพิสูจน์กันต่อไปครับ