
ตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2568 เป็นอีกปีที่เห็นการชะลอตัวของโครงการใหม่แบบชัดเจน โดยทั้งปีมีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ประมาณ 16,408 ยูนิต เฉพาะไตรมาสที่ 4 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ประมาณ 3,100 ยูนิต ลดลงประมาณ 56% จากไตรมาสก่อนหน้านี้ ซึ่งเมื่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศยังชะลอตัว อีกทั้งรัฐบาลก็ไม่มีนโยบายหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนออกมา แม้ก่อนหน้าจะมีมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ และจดจำนองกับสถาบันการเงินอยู่แล้ว แต่มาตรการอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการพยายามออกมาเรียกร้องกับรัฐบาลมาตลอดก็ไม่มีออกมา ประกอบกับ การที่เกือบทุกภาคของประเทศไทยประสบอุทกภัยเกือบทำให้ความสำคัญในเรื่องอื่นๆ กลายเป็นเรื่องรองไปเลย
สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2569 อาจจะเป็นปีที่ผู้ประกอบการหลายรายพยายามหาจุดขายใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างหรือสร้างความน่าสนใจให้กับโครงการ อีกทั้งยังต้องการกลุ่มผู้ซื้อที่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน ดังนั้นการแข่งขันในตลาดจะสูงขึ้นมาก ทั้งในเรื่องของโครงการและการเข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อที่มีคุณภาพซึ่งมีอยู่ไม่มากในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้
ในเรื่องของระดับราคาขายผู้ประกอบการอาจจะเน้นไปที่โครงการในระดับกลาง-บนมากขึ้น โดยเปิดขายโครงการที่มีราคาขายมากกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป แต่ไม่เกิน 150,000 บาทต่อตารางเมตร หรืออยู่ในช่วง 3.5-5 ล้านบาทเท่านั้น โดยอาจจะมีราคาต่ำกว่านี้แต่จะไม่เน้นกลุ่มคอนโดมิเนียมสำหรับกลุ่มลูกค้าระดับกลางลงไปมากนัก ยกเว้นเป็นโครงการที่อยู่นอกกรุงเทพมหานคร การเลือกทำเลในการพัฒนาจะยิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้น รวมไปถึงรูปแบบของโครงการ และช่วงเวลาในการเปิดขาย หรือรูปแบบการขายที่จะไม่เน้นความรวดเร็วในการปิดการขายแบบที่ผ่านมาอีกแล้ว

ตลาดที่อยู่อาศัยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเจนว่ามีชาวต่างชาติเข้ามาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ซื้อขนาดใหญ่โดยเฉพาะชาวจีน และเห็นได้ชัดเจนในตลาดคอนโดมิเนียมที่จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการมีการขายให้กลุ่มผู้ซื้อชาวจีนโดยตรง หรือมีการขายแบบบิ๊กล๊อตให้กับตัวแทนนายหน้าในการนำไปเสนอขายต่อให้กับกลุ่มผู้ซื้อชาวจีน ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของกลุ่มผู้ซื้อชาวจีนในตลาดคอนโดมิเนียมในประเทศไทย
ดังนั้นตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2569 อาจจะยังต้องพึ่งพากำลังซื้อต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนต่อเนื่อง เพราะกำลังซื้อคนไทยอาจจะไม่เพียงพอในการขับเคลื่อนตลาดในปี 2569 โดยนับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมาการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติในประเทศไทยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างคงที่มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละไตรมาสไม่มากนัก มีการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงระหว่าง 3,300-3,900 ยูนิตต่อไตรมาส มากน้อยสลับกันไป
ส่วนบ้านจัดสรรอาจจะยังเป็นตลาดที่อยู่อาศัยที่มีความเคลื่อนไหวมากกว่าคอนโดมิเนียมแบบชัดเจน โครงการคอนโดมิเนียมอาจจะลดน้อยลงแต่สำหรับโครงการบ้านจัดสรรแล้ว ผู้ประกอบการไม่สามารถที่จะหยุดการเปิดขายโครงการใหม่หรือไม่มีการพัฒนาโครงการใหม่ๆ เลย เพราะอย่างไรก็ตามผู้ประกอบการก็ยังต้องการรายได้จากการเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยต่อเนื่องและในเมื่อลดการเปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมไปแล้ว โครงการบ้านจัดสรรคงไม่สามารถลดลงไปแบบมากมายได้ เพราะจะขาดรายได้ไปมากกว่าที่พวกเขาคาดหวังหรือวางเป้าหมายไว้

จำนวนบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่ในกรุงเทพมหานคร ณ ปี 2568 มีจำนวนรวมไม่ถึง 5,000 ยูนิต ลดลงจากปี 2567 มากถึง 23% ดังนั้นผู้ประกอบการคงไม่สามารถลดจำนวนการเปิดขายโครงการบ้านจัดสรรลงไปมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่อาจจะเลือกเปิดขายโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคาที่ไม่แพงเกินไป โดยทาวน์เฮ้าส์อาจจะยังเปิดขายในระดับราคา 3-5 ล้านบาทต่อยูนิตเช่นเดิม แม้ว่าจะมียูนิตเหลือขายในระดับราคานี้มากกว่าราคาอื่นๆ เพราะต้นทุนที่ดินในกรุงเทพมหานครไม่สามารถพัฒนาทาวน์เฮ้าส์ในราคาต่ำกว่านี้ได้แล้ว แต่ถ้าเป็นปริมณฑลก็ยังสามารถเห็นทาวน์เฮ้าส์ในระดับราคาต่ำกว่า 4 ล้านบาทต่อยูนิตได้
ขณะที่บ้านเดี่ยวราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตยังเป็นที่ต้องการแต่คงอยู่ในทำเลที่ไกลออกไปจากวงแหวนรอบนอก ถ้าอยู่ในระยะที่ไม่ไกลจากวงแหวนรอบนอกอาจะต้องมีราคาขายมากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิต ซึ่งก็มีความเสี่ยงในการขายพอสสมควร เพราะมียูนิตเหลือขายในระดับราคานี้ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับบ้านเดี่ยวในระดับราคาอื่นๆ ผู้ประกอบการอาจจะมีการเปิดขายโครงการบ้านจัดสรรมากขึ้นในปี 2569 แต่คงไม่ได้มากมายแบบชัดเจนหรือมากมายจนมีมูลค่าเทียบเท่ากับที่ลดการเปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมไป





