หลังจากประสบความสำเร็จกับ ยาร์ด โฟร์ตี้ไนน์ (YARD 49) คอมมูนิตี้ มอลล์ สวนป่าใจกลางเมืองในซอยสุขุมวิท 49 จากจุดเริ่มต้นเฟสแรกบนเนื้อที่ 3 ไร่ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่แตกต่างและไม่เหมือนใครจนกลายเป็นคอมมูนิตี้สาย Chill ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่จนล่าสุดต้องขยายพื้นที่ในเฟสที่ 2 เป็น 5 ไร่ เพิ่มร้านค้าที่เป็นแบรนด์ดังๆ เข้ามาเสริมทัพอีก 6 ราย จนวันนี้ยาร์ด โฟร์ตี้ไนน์มีร้านค้า ร้านอาหาร แบรนด์ต่างๆ ในโครงการรวม 16 ราย และยังมีแผนขยายพื้นที่อย่างต่อเนื่องในเฟสต่อๆ ไป รวมเป็นกว่า 7 ไร่ ที่น่าสนใจคือยังมีผู้เช่าที่เป็น Waiting List อยู่ในมืออีกเกือบๆ 40 ราย และมีแผนขยายคอมมูนิตี้ไปในทำเลอื่นๆ ในปี 2569 และปีต่อๆ ไป ภายใต้โมเดลธุรกิจที่ win win กันทุกฝ่าย
“ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าเทรนด์การนำที่ดินมาสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบการเช่าจะเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ประกอบการไม่ต้องการรับความเสี่ยงจากการซื้อที่ดินที่ปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาพัฒนา ส่วนเจ้าของที่ดินหรือแลนด์ลอร์ดก็ไม่ต้องการจะขายที่ดินออกไป แต่ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ก็ไม่อยากเสี่ยงที่จะลงทุนอะไระเอง และยังต้องรับภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอยู่ การปล่อยเช่าจึงเป็นทางเลือกที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินได้ ส่วนตัวผมเป็นคนที่ชอบแสวงหาพันธมิตร ที่สามารถทำให้ win win กันทุกฝ่าย ทำให้เกิดเป็นโครงการ ยาร์ด โฟร์ตี้ไนน์ ขึ้นมา” วิษณุ จิตศักดานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมเจอร์ โพรเจกต์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ยูเนี่ยน แพน เอ็กซิบิชั่นส์ บริษัทจัดงานแสดงสินค้ารายใหญ่ของไทย ผู้พัฒนาโครงการ ยาร์ด โฟร์ตี้ไนน์ กล่าวถึงเทรนด์การพัฒนา

“ยาร์ด โฟร์ตี้ไนน์” ผืนป่าใจกลางสุขุมวิท
จากคำถามง่ายๆ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่า เราจะสร้างพื้นที่แบบใดให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายได้ในเวลาเดียวกัน กลายเป็นแนวคิดสำคัญที่ทำให้เกิดโครงการ ยาร์ด โฟร์ตี้ไนน์ บนถนนสุขุมวิท 49 ในรูปแบบคอมมูนิตี้แนวราบในบรรยากาศผืนป่าใจกลางเมือง
วิษณุเล่าว่า พื้นที่สวนที่เปรียบเสมือนป่าใจกลางเมืองเป็นหนึ่งในแนวคิดสำคัญที่มาตอบโจทย์ผู้บริโภคในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังมองหาธรรมชาติใกล้ตัว โครงการจึงออกแบบให้มีพื้นที่กลางแจ้งมากถึง 50% ซึ่งถือว่าเหนือมาตรฐานของคอมมูนิตี้มอลล์ทั่วไปที่มักจัดสรรเพียง 20% แนวคิดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ผู้คนกังวลเรื่องสุขอนามัยและไม่อยากอยู่ในพื้นที่ปิด ทำให้ ยาร์ด โฟร์ตี้ไนน์ กลายเป็นคอมมูนิตี้ที่ตอบโจทย์ชีวิตหลังโควิดได้อย่างแท้จริง
ภายในพื้นที่กว่า 4 ไร่ของ ยาร์ด โฟร์ตี้ไนน์ ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่หลีกหนีความวุ่นวาย ด้วยผืนป่าใจกลางเมือง กับร้านค้ากว่า 15 แบรนด์ที่เข้ามาอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่เริ่มออกแบบโครงการ ผ่านกระบวนการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกร้านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่มีการซ้ำประเภทสินค้าตั้งแต่ร้านอาหาร พิลาทิส สปา ไปจนถึงคลินิกความงาม แต่ละร้านจะผสานเข้ากับพื้นที่สีเขียวอย่างกลมกลืน โดยตั้งใจให้เป็น คอมมูนิตี้ ที่คนสามารถใช้เวลาอยู่ได้ทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงยามค่ำคืน

ล่าสุดยาร์ด โฟร์ตี้ไนน์ เฟส 2 เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อปลายปี 2568 โดยยังคงแนวคิด “ไม่ซ้ำและไม่เหมือนใคร” เพิ่มร้านอาหารชื่อดังและแบรนด์ด้านสุขภาพอีกหลายราย เช่น House of Emily, Kayaki, Good Roots, Benebene, Stretch Studio และ Tavana Sanctuary เข้ามาเสริมทัพ
ก้าวต่อไป: ยาร์ด ราชพฤกษ์-ไพร์ม ทองหล่อ
ในปี 2569 เมเจอร์ โพรเจกต์ เตรียมเดินหน้าสู่การขยายโครงการใหม่เพิ่มอีกอย่างน้อยๆ 2 โครงการ ได้แก่ ยาร์ด ราชพฤกษ์คาดว่าจะเปิดตัวได้ในเดือนพฤษภาคม และ ไพร์ม ทองหล่อที่จะเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์
สำหรับ ยาร์ด ราชพฤกษ์ จะเป็นคอมมูนิตี้ มอลล์ บนพื้นที่กว่า 9 ไร่ โครงการ ถูกวางคอนเซ็ปต์ให้เป็น “สวนเปลี่ยนสีตามฤดูกาล” ด้วยงบลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท โดยคุณวิษณุได้นำเข้าต้นไม้จากต่างประเทศมาพักฟื้นและปรับตัวกับอากาศไทยตั้งแต่ 3 ปีก่อน เพื่อให้เมื่อถึงเวลาเปิดโครงการ ต้นไม้เหล่านี้จะปรับตัวเข้ากับอากาศของเมืองไทยและเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ สามารถสร้างทัศนียภาพที่แตกต่างกันตลอดปี ต้นไม้ทุกต้นในโครงการไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบตกแต่ง แต่เป็นหัวใจของพื้นที่เป็นชีวิตของคอมมูนิตี้ ส่วนพื้นที่ภายในยังถูกออกแบบให้รองรับการใช้ชีวิตแบบ Slow Life ผู้คนสามารถมาทำกิจกรรม อ่านหนังสือ ทำงาน หรือพักผ่อนได้ทั้งวัน เหมือนมีสวนสาธารณะส่วนตัวใกล้บ้าน

อีกทั้งยังเตรียมพื้นที่ไว้สำหรับกิจกรรมอีเวนต์หลากหลายรูปแบบซึ่งอีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการยาร์ด ราชพฤกษ์ โดยการนำจุดแข็งของธุรกิจครอบครัวในเครือ Union Pan Exhibitions ซึ่งเชี่ยวชาญการจัดงานแสดงสินค้ามานานกว่า 40 ปี มาต่อยอดสร้างศูนย์กลางอีเวนต์บนทำเลราชพฤกษ์ โดยจะมีงานหมุนเวียนตลอดปี เช่น Pet Fair, Street Food Fair เป็นต้น เพื่อให้พื้นที่คึกคักและดึงดูดผู้คนอย่างต่อเนื่อง
ส่วนไพร์ม ทองหล่อ ที่จะเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ จะเป็นคอมมูลนิตี้ มอลล์ 5 ชั้น ที่เป็นทั้งออนไลน์และออฟไลน์อยู่ในที่เดียว โดยบริษัทตั้งใจสร้างต้นแบบของคอมมูนิตี้ที่ผสมผสานดิจิทัลเชื่อมโยงโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน โดยนำพื้นที่ Common Area บริเวณชั้น 1 ของโครงการเปิดให้ร้านอาหารภายนอกเข้ามาขายผ่านระบบออนไลน์ ลูกค้าสามารถเลือกเมนูจากหลายร้านที่เข้าร่วมผ่านแพลตฟอร์มเดียว โดยที่โครงการจะจัดเตรียมพื้นที่และบริการต่างๆ เอาไว้ให้ แนวคิดนี้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่นิยมสั่งอาหารออนไลน์ แต่ยังต้องการประสบการณ์รับประทานอาหารในบรรยากาศจริง ซึ่งถือเป็นอีกก้าวของการพัฒนาคอมมูนิตี้มอลล์ให้ก้าวทันโลกดิจิทัล
นอกจากนี้ ยังเตรียมแผนพัฒนาคอมมูนิตี้ มอลล์ อีก 3–4 โครงการในปีถัดไป ซึ่งขณะนี้ได้เจรจากับเจ้าของที่ดินเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ข้อมูลจากคุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทยชี้ว่า ในปี 2569 ตลาดค้าปลีกไทยจะปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบ พื้นที่ค้าปลีกแบบ Stand-alone จะได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการความยืดหยุ่น ไม่ต้องพึ่งพาเวลาปิด-เปิดของห้างสรรพสินค้า อีกทั้งผู้บริโภคยุคใหม่โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z มองหาพื้นที่ที่ให้ประสบการณ์มากกว่าการซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว ทิศทางนี้สอดคล้องกับแนวคิดของเมเจอร์ โพรเจกต์ ที่มุ่งสร้างคอมมูนิตี้ซึ่งเน้นคุณค่าทางอารมณ์และประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงพื้นที่ค้าขาย แต่เป็นพื้นที่ของการใช้ชีวิตที่คนอยากกลับมาใช้ซ้ำ
“คอมมูนิตี้มอลล์ในอนาคตต้องไม่ใช่แค่ที่ช็อปปิ้ง แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ผู้คนรู้สึกผูกพัน เหมือนสวนหรือบ้านหลังที่สองของเขา” วิษณุให้ความเห็นเอาไว้
ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจค้าปลีกและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมเจอร์ โพรเจกต์ เลือกเดินเกมธุรกิจด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจนและแตกต่าง ตั้งแต่การใช้โมเดลเช่าที่ดินเพื่อบริหารความเสี่ยงและเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน การสร้างเครือข่ายพันธมิตรแบบ win–win ระหว่างเจ้าของที่ดิน ผู้ประกอบการ และโครงการ ไปจนถึงการออกแบบพื้นที่ที่ยึด “ประสบการณ์และคุณค่าทางอารมณ์” ของผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง มากกว่าการมองพื้นที่ค้าปลีกในมิติของตารางเมตรเพียงอย่างเดียว
แบรนด์ “YARD” จึงไม่ได้ถูกพัฒนาในฐานะคอมมูนิตี้มอลล์แบบซ้ำสูตร แต่ถูกวางตำแหน่งเป็นแพลตฟอร์มการใช้ชีวิตที่สามารถปรับขยายและต่อยอดตามบริบทของแต่ละทำเล จากผืนป่าใจกลางสุขุมวิท สู่สวนเปลี่ยนสีตามฤดูกาลบนราชพฤกษ์ และก้าวต่อไปสู่คอมมูนิตี้ดิจิทัลที่ทองหล่อ เส้นทางการเติบโตของเมเจอร์ โพรเจกต์ จึงไม่ใช่การขยายสาขาเชิงปริมาณ หากแต่เป็นการขยาย “โมเดลความคิด” ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงประสบการณ์ ที่มุ่งสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับเมือง ผู้คน และธุรกิจไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน






