fbpx

เฟรเซอร์สฯ โฮม ปรับพอร์ตลงทุน ลุยบ้านเดี่ยวเต็มสูบ ขยับซื้อที่ดินเตรียมผุดคอนโด

เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม เปิดแผนลงทุนปี 65 เตรียมเปิด 25 โครงการใหม่ เฉียด 3 หมื่นล้าน พร้อมปรับพอร์ตลุยบ้านเดี่ยวเต็มสูบหลังลูกค้าทาวน์โฮมโดนพิษโควิดเล่นงาน ส่ง 3 แบรนด์เจาะตลาดบนจนถึงซูเปอร์ลักชัวรี่ ราคา 80-200 ล้าน พร้อมขยับหาซื้อที่ดินผุดคอนโด 3-5 ล้าน รองรับกลุ่ม GEN X-Y วาง 4 กลยุทธ์เติบโตยั่งยืนรองรับตลาดผันผวน ตั้งเป้าโกยรายได้ 1.3 หมื่นล้าน

นายแสนผิน สุขี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในปี 2564 ที่ผ่านมา เป็นอีกปีที่ท้าทาย ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจในหลายเซ็กเตอร์ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ต้องหยุดชะงัก ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อจีดีพีของประเทศไทย รวมถึงอีกหลายกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้สัดส่วนภาระหนี้สินครัวเรือนปรับเพิ่มขึ้น พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อลดลง และส่งผลต่อเนื่องมายังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 60-70% (ในกรณีที่ไม่ได้ Pre Approve) ขณะที่ตลาดแนวราบมีการแข่งขันที่สูงขึ้นกว่าเดิม

หากสำรวจความต้องการในตลาดที่อยู่อาศัยกลับพบว่า คนยังต้องการบ้าน โดยเฉพาะบ้านแนวราบทั้งทาวน์โฮม และบ้านเดี่ยว จากความท้าทายของปัจจัยต่างๆ ประกอบกับความต้องการที่ยังมีในตลาด ในปี 2565 บริษัทจึงปรับกลยุทธ์ใหม่ด้วยการเพิ่มสัดส่วนเซ็กเมนต์บ้านเดี่ยวระดับบนภายใต้แบรนด์ “แกรนดิโอ” (GRANDIO) และ City Home อย่างแบรนด์ “เดอะ แกรนด์ วิภาวดี 60” พร้อมปรับแบบบ้านใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้ามีต้องการยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย ขยายตลาดให้ครอบคลุมทุกพื้นที่มากที่สุด ขณะเดียวกันจะยังคงที่รักษาจุดเด่นของโครงการทาวน์โฮมที่บริษัทมีอยู่ ให้เข้าถึงคนอยากมีบ้านควบคู่ไปด้วย” นายแสนผินกล่าว

สำหรับแผนธุรกิจในปี 2565 บริษัทตั้งเป้ารายได้ 13,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากโครงการที่เปิดขายแล้ว 62 โครงการ และมีการเปิดโครงการใหม่ 25 โครงการ มูลค่า 29,500 ล้านบาท ประกอบด้วย ทาวน์โฮม 10 โครงการ, นีโอ โฮม บ้านแฝด จำนวน 2 โครงการ, บ้านเดี่ยว 10 โครงการ และ โครงการต่างจังหวัด 3 โครงการ ได้แก่ นครราชสีมา อุดรธานี และชลบุรี โดยโครงการบ้านเดี่ยวจะมีสัดส่วนของ City Home โครงการใหม่ใจกลางเมือง คือ โครงการเดอะ แกรนด์ วิภาวดี 60 พร้อมเพิ่มสินค้าระดับบน Super Luxury อย่างแบรนด์ The Royal Residence ราคาม 80-200 ล้านบาท

จากแผนธุรกิจในปี 2565 จะเห็นว่าบริษัทได้มีการเพิ่มสัดส่วนของโครงการบ้านเดี่ยวมากขึ้น และขยายเซ็กเมนต์ City Home ใจกลางเมือง รุกตลาดแนวราบของบริษัทมากขึ้น โดยในส่วนของบ้านเดี่ยวจะมีการนำนวัตกรรมต่างเข้ามาตอบดจทย์ความต้องการของผู้บริโภค เช่น FRASERS Clean and Cool Air เทคโนโลยีอากาศสะอาด เย็นสดชื่น และประหยัดไฟจากประเทศญี่ปุ่น ระบบกันขโมยแบบเดินสาย เพิ่มระบบความปลอดภัยมากขึ้นอีกระดับ Spa & Endless Pool สระว่ายน้ำส่วนตัว ระบบคลื่นว่ายน้ำทวนกระแส EV Charger สำหรับรถยนตร์ไฟฟ้าให้ในทุกหลัง

ขณะเดียวกัน บริษัทได้วาง 4 กลยุทธ์ เพื่อก้าวสู่การเติบโตที่ยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย

1.Land Bank Development บริษัทมีความได้เปรียบในเรื่องการนำที่ดินเดิมที่ซื้อไว้แล้วมาพัฒนา เพื่อลดความเสี่ยงในการที่มูลค่าของที่ดินเพิ่มสูงขึ้นทุกปี จึงทำให้ได้เปรียบในเรื่องของการควบคุมต้นทุน

2.Portfolio Diversification การกระจายพอร์ตสินค้า เพิ่มแบรนด์ให้หลากหลาย โดยการปรับสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นการกระจายรายได้ และส่วนแบ่งของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัท โดยวางกลยุทธ์ของแต่ละผลิตภัณฑ์ ดังนี้

-บ้านเดี่ยว & City Home พัฒนาแบบบ้านเดี่ยวรุ่นใหม่ให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ามากขึ้น ยกระดับการใช้ชีวิตในสังคมการอยู่อาศัย ทั้งดีไซน์ ฟังก์ชั่น บนทำเลศักยภาพสูง ทั้งแบรนด์ แกรนดิโอที่ขยายทั่วมุมเมือง และ City Home อย่างแบรนด์ เดอะ แกรนด์ วิภาวดี 60 เพิ่มสินค้าระดับบน Super Luxury อย่างแบรนด์ The Royal Residence

-ทาวน์โฮม รักษาตลาดทาวน์โฮม ในการเป็นผู้นำนวัตกรรมทาวน์โฮมที่มีคุณภาพ โดนเด่นด้วยฟังก์ชั่น ที่ครองใจกลุ่มลูกค้า บนทำเลศักยภาพสูง โดยจะมีการพัฒนานวัตกรรมการอยู่อาศัยในทาวน์โฮมอย่างต่อเนื่อง

-นีโอ โฮม บ้านแฝดที่เน้นสไตล์หรูหรา เทียบเท่าบ้านเดี่ยว เน้นทำเลใกล้เมือง ด้วยราคาที่จับต้องได้

-โครงการต่างจังหวัด เน้นบุกตลาดใหม่ในจังหวัดที่มีศักยภาพ ทางด้านอุตสาหกรรมและท่องเที่ยว เช่น ระยอง ภูเก็ต เป็นต้น และรักษากลุ่มลูกค้าฐานจังหวัดเดิม โดยเปิดโครงการใหม่เพื่อทดแทนโครงการเดิมที่ใกล้จะหมด ด้วยแบบบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต

-คอนโดมิเนียม เตรียมซื้อที่ดินและพัฒนาโดยเน้นกลุ่ม Real Demand Gen X-Y ในราคา 3-5 ล้านบาท อยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวกใกล้รถไฟฟ้า เช่น ทำเลรัชดาภิเษก เป็นต้น

3.Quality พัฒนาและรักษามาตรฐานการก่อสร้างในทุกโครงการทั้งตัวบ้านและสาธารณูปโภค ด้วยการดูแลจากทีมงานคุณภาพ Quality Development ของบริษัท ถือเป็นการ Double Inspect และเรื่องการบริการ (Service) บริษัทสร้างความประทับใจ ในทุกระดับ พร้อมบริการเดินสาย Fiber Optic ให้ลูกบ้าน

4.Technology พัฒนาแอปพลิเคชั่นใหม่ HOME+ (โฮมพลัส) ที่จะชวนทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ เหมือนมีผู้ช่วยเรื่องบ้านที่รู้ใจอยู่ใกล้ตัวตลอด 24 ชั่วโมง HOME+ แอปพลิเคชั่นที่มาสร้างสีสันในการใช้ชีวิตมากขึ้น ฟังก์ชั่นพิเศษสะสมคะแนน เพื่อแลกสิทธิพิเศษ ของรางวัลฟรีๆ และส่วนลดมากมาย เต็มอิ่มไปกับสาระน่ารู้ที่สร้างความสนุกสนาน เพลิดเพลิน พิเศษอีกระดับสำหรับลูกบ้านกับบริการครบวงจรและสิทธิพิเศษมากมาย สามารถใช้ได้ทั้งลูกบ้านและประชาชนทั่วไป

“ปัจจุบันยอดขายไม่ได้สำคัญมากนัก เพราะก็ไม่สามารถประมาณการรายได้ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่า คือ ความมั่นใจในผลิตภัณฑ์ของลูกค้าในการซื้อบ้าน ที่จะทำให้บริษัทก้าวไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง จึงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมาตลอดในการพัฒนาบ้านให้เป็นบ้านในฝันของลูกค้าทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ที่โดดเด่นสวยหรูถูกใจ ทำเลที่มีศักยภาพสูง พร้อมฟังก์ชั่นครบคุ้มโดนใจ ที่นับเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจซื้อของลูกค้า” นายแสนผินกล่าว